ก ร ะ ดู ก ข อ ง เ ร า

ในห้อง 'จิตวิทยา & สุขภาพ' ตั้งกระทู้โดย rinnn, 19 มิถุนายน 2006.

  1. rinnn

    rinnn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 พฤศจิกายน 2005
    โพสต์:
    7,666
    ค่าพลัง:
    +24,008
    ใช่ว่าจะกินแต่แคลเซียม แล้วจะทำให้กระดูกแข็งแกร่ง
    ไม่เป็นสาวกระดุกเปราะ หลังโก่ง เมื่อเป็นคุณยาย
    เพราะทุกวันนี้คุณอาจเผลอกินอาหารที่ทำลายกระดูกแบบไม่รู้ตัวก็เป็นได้
    อาหารที่ลดความหนาแน่นของกระดูก
    1. ดื่มกาแฟมากกว่าวันละ 2 ถ้วย
    มีงานวิจัยล่าสุดจากกระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริการะบุว่า
    กาแฟแค่ 2 ถ้วยก็มากพอที่จะทำให้กระดูกเปราะบางได้ เนื่องจาก
    คาเฟอีนในกาแฟ จะทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะ ว่าแล้วสาว
    ๆ ที่ติดกาแฟ ก็ดื่มน้อย ๆ ลงจะดีกว่านะ
    2. น้ำอัดลม
    มีงานวิจัยล่าสุดพบว่าเครื่องดื่มเย็นซ่าชื่นใจชนิดนี้
    มีความสัมพันธ์ต่อการเกิดภาวะกระดูกหักง่ายค่ะ
    โดยผู้ที่ดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำ
    จะมีโอกาสเกิดกระดูกพรุนมากกว่าผู้ที่ไม่ดื่ม 3-4 เท่าทีเดียวละ
    อยากให้กระดูกแข็งแรง ดื่มให้น้อยลง จะดีกว่านะ
    ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสุขภาพของกระดูก ผู้หญิงที่มีอายุเกิน 30
    ปีแล้ว ความหนาแน่นของกระดูก นอกจากจะไม่เพิ่มขึ้นแล้ว
    ยังเริ่มลดลงด้วย หากช่วงก่อนหน้านี้
    คุณไม่ได้บำรุงกระดูกให้แข็งแรงเต็มที่
    ก็อาจทำให้คุณกลายเป็นยายแก่ ที่กระดูกเปราะบางและแตกหักได้ง่าย
    โดยเฉพาะกระดูกบริเวณสะโพก ซึ่งจะเจ็บปวดและทรมานมาก นอกจากนี้
    ผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือน กระดูกจะบางลงราว ๆ 2 เปอร์เซ็นต์ทุก 1 ปี
    ในขณะที่การกินแคลเซียม เมื่ออายุมากขึ้น
    ไม่ได้ช่วยความเพิ่มความหนาแน่นให้กับกระดูกแต่อย่างใด
    เพียงแต่ช่วยชะลอการสูเสียปริมาตรของกระดูกลง
    มาเริ่มต้นสร้างความแข็งแรงให้กระดูกตั้งแต่วัยสาว ๆ
    หน้ายังใสดีกว่า
    ***********************************************************
    วิธีเสริมความแข็งแรงให้กระดูก
    นอกจากการหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำลายความหนาแน่นของกระดูกแล้ว
    ควรหาวิธีปกป้องและเสริมความแข็งแรงให้กระดูกกันตั้งแต่ตอนนี้ดีกว่า
    1. ออกกำลังกาย
    เป็นวิธีที่ช่วยให้กระดูกแข็งแรงค่ะไม่ว่าจะเป็นการเดิน วิ่ง แอโรบิค
    เล่นเทนนิส ยกเวท กระโดดเชือก ช่วยเสริมความหนาแน่นให้กระดูกได้
    ยกเว้นการว่ายน้ำที่กลับไม่ได้ผลดีนัก
    2. รับประทานอาหารที่มีแคลเซียม
    แคลเซียมเป็นสารอาหารที่สำคัญที่สุดสำหรับกระดูกและฟัน
    โดยเฉพาะแคลเซียมในนมและผลิตภัณฑ์จากนม เช่น โยเกิร์ต
    เนยแข็งเป็นแคลเซียมที่ดูดซึมได้ดี
    แต่ก็มักได้ไขมันเป็นของแถมหากเลือกเป็นนมพร่องมันเนย
    ก็น่าจะปลอดภัยกว่า นอกจากนี้ อาหารพื้นบ้านเช่นปลากรอบ กุ้งแห้ง
    กะปิ ผักใบเขียว เต้าหู้แผ่น และถั่วเหลือง
    ก็เป็นเป็นอาหารที่มีแคลเซียมสูงเช่นกัน
    โดยเฉพาะถั่วเหลืองนั้นนอกจากช่วยชะลอความเสื่อมของ กระดูกแล้ว
    ยังลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านมอีกด้วย
    3. ควบคุมน้ำหนักตัว

    การที่ปล่อยให้น้ำหนักตัวมากเกินไปจะทำให้คุณเสี่ยงกับการเป็นโรคกระดูกผุได้

    4. เลิกสูบบุหรี่
    สาวๆ ที่ติดบุหรี่ มักมีปั ญ หาโรคกระดูกผุก่อนเวลาได้
    เนื่องจากบุหรี่ จะขัดขวางการทำงานของฮอร์โมนเอสโตรเจน
    ซึ่งช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมในลำไส้
    5. วิตามินดี
    วิตามินดีช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมในลำไส้
    ช่วยเพิ่มปริมาตรของกระดูกได้ โดยเฉพาะนม
    มีทั้งแคลเซียมและวิตามินดีสูง
    แต่การซื้อวิตามินดีมารับประทานจะทำให้เกิดการสะสมในร่างกายมากเกินไป
    และเกิดอันตรายได้
    *******************************************************************
    พลังมหัศจรรย์ในอาหาร เป็นยาขนานวิเศษที่ช่วยให้สุขภาพแข็งแรง
    ไร้โรคภัยมาเบียดเบียน ..
    1. เต้าหู้ ... คุณภาพคับก้อน
    จากเมล็ดถั่วเหลืองซึ่งจัดว่าเป็นยอดขุนพลของพืชตระกูลถั่ว
    ถูกแปลงโฉมมาเป็นเต้าหู้หลากหลายรูปแบบ มีทั้งชนิดก้อน ชนิดหลอด
    จะเลือกแบบแข็งหรือแบบนิ่มก็ยังได้ เลือกได้ตามใจชอบกัน
    ราคาก็ไม่แพง หาซื้อได้ง่าย แต่ให้คุณค่าสูงอุดมด้วยโปรตีน
    เหล็กและแคลเซียม แต่ปลอดคลอเรสเตอรอล
    ดร . แอนเดอร์สันแห่งมหาวิทยาลัยเคนตักกี ระบุว่า การกินเต้าหู้
    เป็นประจำทุกวันจะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ
    และยังช่วยป้องกันการผิดปกติของฮอร์โมนที่จะก่อให้เกิดมะเร็งบางชนิด
    โดยเฉพาะมะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้ สำหรับสาวๆ
    ที่ต้องการมีผิวพรรณที่สดใสผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า
    ควรรับประทานเต้าหู้สัปดาห์ละ 3 ครั้ง
    จัดเมนูอาหารเต้าหู้ไว้บนโต๊ะอาหารทุกวันนอกจากสุขภาพจะดีแล้ว
    ผิวพรรณก็จะสดใสขึ้นอีกด้วยเห็นไหมคะ คุณภาพคับก้อนจริงๆค่ะ
    2. มะเขือเทศ ..... พระเอกตัวจริงของอาหารอิตาลี
    ผลไม้สีสันสดใสชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในเม็กซิโก
    ต่อมาได้นิยมปลูกกันอย่างแพร่หลายในยุโรป
    แต่กลายมาเป็นพระเอกตัวจริงในอิตาลี
    ชาวอิตาลีจัดได้ว่าเป็นนักบริโภคมะเขือเทศตัวยงอาหารยอดฮิตของอิตาลีล้วนมีมะเขือเทศเป็นส่วนผสม
    สำคัญ
    เคล็ดลับความอร่อยของอาหารอิตาลีจึงอยู่ที่ซอสมะเขือเทศนี่แหล่ะค่ะ
    ผลสรุปของสถาบันมะเร็งแห่งชาติของสหรัฐระบุว่า
    การบริโภคมะเขือเทศและผลิตภัณฑ์จากมะเขือเทศในปริมาณสูง
    สามารถลดความเสี่ยงจากการเป็นมะเร็งหลายชนิดได้
    โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งในช่องท้อง
    เนื่องจากในมะเขือเทศมีสารไลโคพีน (Lycopene)
    ซึ่งมีฤทธิ์ต้านมะเร็ง
    และโรคที่เกี่ยวกับทางเดินอาหารได้เป็นอย่างดี
    นอกจากนี้วิตามินเอและซีในมะเขือเทศก็ยังช่วยให้สุขภาพผิวสดใส
    ชนิดที่ไม่ต้องพึ่งเครื่องสำอางราคาแพงกันเลยทีเดียว
    3. กินกระเทียมให้เป็นยาโดยไม่ต้องพึ่งใบสั่งแพทย์
    คงจะคุ้นเคยกันดีสำหรับพืชสมุนไพรชนิดนี้เพราะแทบทุกครัวเรือนต่างมีไว้คู่ครัว
    ถ้าศึกษาจากผลงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกแล้ว
    เราอาจจะต้องเก็บกระเทียมไว้เคียงคู่กับตู้ยาก็เป็นได้ ดร .
    วาร์โรอี . ไทเลอร์ ที่ปรึกษาคณะเภสัชศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเพอดู
    เวส ลาฟาเยต พบว่า กระเทียมมีสรรพคุณเสมือนยาแอส - ไพริน
    คือทำให้โลหิตไหลเวียนดีขึ้น สารอัลลิซินในกระเทียม
    จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง
    ช่วยให้ระบบการย่อยอาหารและการขับถ่ายมีประสิทธิภาพมากขึ้น
    นอกจากนี้การกินกระเทียมเป็นประจำทุกวันโรคหัวใจก็ไม่ถามหากันง่าย ๆ
    เพราะกระเทียมเป็นตัวช่วยลดปริมาณคลอเรสเตอรอล
    และไตรกลีเซอไรด์ในเลือดได้เป็นอย่างดี
    ยังไม่หมดนะคะ สำหรับสรรพคุณของกระเทียม ..
    หากเราย้อนประวัติศาสตร์ไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
    กระเทียมเป็นผู้ช่วยตัวเอกในการรักษาบาดแผลของทหาร
    เนื่องจากกระเทียมมีฤทธิ์ในการทำลายเชื้อโรคสารพัดชนิด
    ทั้งเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อรา
    ก่อนจะหยิบอาหารเข้าปากในมื้อต่อไป อย่าลืมกระเทียมสดๆ สัก 2
    ช้อนชารับประทานคู่กับอาหารมื้ออร่อยของคุณนะคะ
    คุณจะได้สารอาหารที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสรรพคุณทางยาทีเดียว
    4. แก้นิสัยโกรธง่ายด้วยโยเกิร์ต
    ดร . เม็ทชนิคอฟแห่งสถาบันปาสเตอร์ ในฝรั่งเศส
    ได้สรุปผลงานของเขาไว้ว่า การกินโยเกิร์ตทุกวัน
    จะทำให้สุขภาพดีและอายุยืน จุลินทรีย์แลคโตแบคซิลัสในโยเกิร์ต
    จะช่วยสร้างยาปฎิชีวนะใน ลำไส้ซึ่งสามารถฆ่าเชื้อแบททีเรียต่างๆ
    เพิ่มภูมิคุ้มกันให้ลำไส้ ป้องกันกระเพาะจากการเป็นแผล
    ลดไขมันในเส้นเลือด และยังช่วยไม่ให้ฟุ้งซ่านและโกรธง่ายอีกด้วย

    ****************************************************************


    6 อัศวินสำหรับร่างกาย
    ร่างกายของคนเราสามารถสร้างคอเลสเตอรอลได้เองอยู่แล้ว
    ดังนั้นถ้าเรารับประทานอาหารที่มีไขมันสูงระดับคอเลสเตอรอลในกระแสเลือดก็จะมีสูงขึ้นตามไปด้วย
    เสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดอุดตันและหัวใจวายแน่นอน
    อาหารบางอย่างมีคุณสมบัติช่วยควบคุมคอเลสเตอรอลได้เป็นอย่างดีเยี่ยม
    6 อัศวินตัวสำคัญนั้น คือ มะเขือต่างๆ หอมหัวใหญ่ กระเทียม
    ถั่วเหลือง แอปเปิ้ลและโยเกิร์ต
    วันใดมื้อใดที่คุณมีเมนูอาหารซึ่งอุดมไปด้วยไขมันมากๆ
    ก็ควรรับประทานอัศวินตัวหนึ่งตัวใดเพื่อควบคุมไขมัน เช่น
    เมื่อรับประทานแกงกะทิที่มันๆ ก็ควรรับประทานมะเขือเปราะ
    หรือมะเขือพวงมากๆ
    เมื่อรับประทานไข่มากๆ ซึ่งเป็นตัวเพิ่มคอเลสเตอรอลที่น่ากลัวนัก
    คุณก็ควรรับประทานหอมหัวใหญ่ร่วมกับไข่เจียวหรือไข่ดาวด้วย
    หรือรับประทานแอปเปิ้ลวันละ 1 ผลทุกๆ วัน หรือโยเกิร์ตวันละ 1
    ถ้วยทุกๆ วัน รับประทานกระเทียมสดๆเล็กน้อยกับอาหารจานยำ
    จานคาวต่างๆ เพื่อขับคอเลสเตอรอลออกจากร่างกาย
    อันเป็นเรื่องที่แสนง่ ายดายกว่าการเลิกรับประทานอาหารมันๆ
    ทุกจานโดยสิ้นเชิง คุณยังสามารถรับประทานเนยแฮม เบคอน ขาหมู ไข่
    หรือ อาหารไขมันสูงจานต่างๆ ได้ในบางมื้อบางวัน
    หากเพียงคุณรู้จักรับประทานอาหารอัศวินเหล่านี้เข้าไปด้วย
    ซึ่งนอกจากจะช่วยลดคอเลสเตอรอลแล้ว อาหาร 6
    อย่างนี้ยังมีคุณค่าของสารอาหารและแร่ธาตุสำคัญ
    ที่จะนำประโยชน์สู่ร่างกายของคุณอย่างมากมายในด้านอื่นๆ อีกด้วย
    เช่น แอปเปิล หอมใหญ่และโยเกิร์ต ช่วยให้คุณขับถ่ายดี
    ผิวพรรณสวยงาม เป็นต้น
    ***********************************************************
    เรื่องกล้วยๆ
    การกินกล้วยหอมหนึ่งผล
    ไม่เพียงแต่ทำให้อิ่มท้องเท่ากับข้าวหนึ่งจานเท่านั้น
    แต่กล้วยยังให้ผลทางยาและสมุนไพรที่ข้าวไม่มี
    คือสามารถดูแลและรักษากระเพาะอาหารของเราได้ ดร . จีนคาร์เพอร์
    นักโภชนาการ แจ้งว่า
    กล้วยเป็นผลไม้ที่ช่วยบรรเทาอาการอาหารไม่ย่อยในกระเพาะ (dyspepsia)
    ได้เป็นอย่างดี การรับประทานกล้วยเป็นประจำจะทำให้กระเพาะแข็งแรง
    ปัญหาจากกรดในกระเพาะจะลดลง
    ผู้ที่มีปัญหาแผลในกระเพาะจะมีอาการดีขึ้น นอกจากนี้
    กล้วยยังมีฤทธิ์ทางปฏิชีวนะ สามารถฆ่าเชื้อได้อีกด้วย
    จากการศึกษาผู้ป่วย 46 คน ที่มีอาการปวดในกระเพาะ
    โดยไม่มีแผลในกระเพาะอาหาร โดยจัดให้ผู้ป่วยจำนวน 23 ราย
    ได้รับกล้วยผงบรรจุแคปซูลทุกวัน ส่วนอีก 23 ราย
    ให้รับแคปซูลของยาหลอกที่บรรจุแป้งธรรมดา
    พบว่าผ่านไปได้ 8 สัปดาห์ ผู้ป่วยที่ได้รับผงกล้วย ร้อยละ 50
    ไม่มีอาการปวดเกิดขึ้นเลย และร้อยละ 25 มีอาการดีขึ้น
    ส่วนผู้ป่วยที่ได้รับยาหลอกจำนวน ร้อยละ 20
    เท่านั้นที่บอกว่ามีอาการค่อยยังชั่วขึ้น
    แสดงให้เห็นว่าการรับประทานกล้วย
    แม้ว่าจะอยู่ในรูปของกล้วยผงก็สามารถช่วยบรรเทาอาการโรคกระเพาะได้
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 19 มิถุนายน 2006

แชร์หน้านี้

Loading...