ก า ร ทำ นิ พ พ า น ใ ห้ แ จ้ ง

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย rinnn, 17 ตุลาคม 2006.

  1. rinnn

    rinnn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 พฤศจิกายน 2005
    โพสต์:
    7,666
    ค่าพลัง:
    +24,008
    สู ต ร แ ห่ ง ค ว า ม สำ เ ร็ จ ใ น ชี วิ ต

    โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก

    พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗
    ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ; 317 – 318

    ย้อนไปอ่านมงคลสูตรต้น ๆ ได้ที่

    http://members.thai.net/tron/index.htm

    (เลือก กองหนังสือ / สูตรสำเร็จแห่งชีวิต)



    ***************

    การทำนิพพานให้แจ้ง (1)



    คราวนี้มาถึงสุดยอดเลยทีเดียว คือถึงสูตรสำเร็จข้อที่ว่า นิพฺพานสจฺฉิกิริยา แปลว่า การทำนิพพานให้แจ้ง ตีความง่าย ๆ ก็คือ การบรรลุนิพพาน หรือถึงนิพพานนั่นแหละครับ



    นิพพานคืออะไร? เห็นมีหนังสืออยู่เล่มหนึ่งชื่อ นิตยสารสมาธิรายเดือน นำเอาความคิดเห็นของอาจารย์ท่านนั้นท่านนี้มาลง เถียงกันไปเถียงกันมา อ่านแล้วปวดหัว คล้ายกับว่านิพพานนี้มีหลายอย่างเหลือเกิน นิพพานของสวนโมกข์บ้าง นิพพานของคลองสามบ้าง นิพพานของดำเนินสะดวกบ้าง แม้กระทั่งนิพพานของคลองกุ่ม เผลอ ๆ ก็คงจะต้องแถมนิพพานของเสี่ยนิกรอีกทัศนะหนึ่งกระมัง นัยว่าแกก็พาสานุศิษย์ขึ้นสวรรค์ทัวร์นิพพานอยู่ด้วย

    ไม่เห็นมีใครพูดสักคำว่า นิพพานของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร หรือว่าลืมพระพุทธเจ้ากันหมดแล้ว

    พระพุทธศาสนาวางเป้าหมายของชีวิตไว้ 3 ระดับคือ ระดับพื้นฐาน ระดับกลาง และระดับสูงสุด

    เป้าหมายระดับพื้นฐาน คือความสำเร็จแห่งชีวิตของชาวโลก ของคนที่โลดแล่นอยู่ท่ามกลางกองกิเลสและกองทุกข์นี่แหละ (พูดเป็น “กอง ๆ” จะได้เห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องขี้ผง) เช่น มีลาภ ยศ สรรเสริญ สุข มีชีวิตคอรบครัวที่ดี มีการงานที่มั่นคง เป็นต้น เป้าหมายระดับนี้เน้นไปที่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือการตั้งเนื้อตั้งตัวได้ ท่านยกตัวอย่างให้ดูว่า ถ้าใครมีคุณสมบัติ 4 ประการ คือ



    - ขยันทำมาหาเลี้ยงชีพอย่างสุจริต

    - หามาได้แล้วรู้จักเก็บออม

    - คบมิตรที่ดีมีเกื้อกูลแก่อาชีพการงาน

    - ไม่ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย เพียงแค่นี้ก็เรียกว่าบรรลุเป้าหมายของชีวิตระดับนี้แล้ว




    เป้าหมายระดับกลาง ก็อยู่บนพื้นฐานของระดับต้นด้วย แต่เน้นไปที่ความเติบกล้าทางคุณธรรม มิใช่รวยอย่างเดียว รวยแล้วตั้งตัวได้แล้วต้องบำเพ็ญตนเป็นคนดีมีคุณธรรมด้วย คุณธรรมทุกประเภทนั่นแหละ แต่ถ้าจะสรุปก็มีอยู่ 3 ประเภทคือ

    1. ประเภทที่มีความงาม ความอ่อนโยน นุ่มนวลของจิตใจ เช่น เมตตา กรุณา ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

    2. ประเภทที่เป็นความเข้มแข็งของจิตใจ เช่น ขันติ ความอดทน วิริยะความเพียร อธิษฐานความตั้งใจแน่วแน่มั่นคง และประเภทที่เป็นความปลอดโปร่งผ่อนคลายแห่งจิตใจ เช่น ปีติปราโมทย์ ความสุข ความผ่องใสของจิต ใครสามารถดำเนินชีวิตมาถึงจุดหมายนี้ ก็นับว่าประสบความสำเร็จที่น่าพอใจแล้ว ถึงเป็นปุถุชนก็เรียกว่า ปุถุชนที่ดี (กัลยาณปุถุชน)



    เป้าหมายระดับสูงสุด คือนิพพาน พระพุทธองค์ชี้ว่า ถ้าจะให้ดีแล้วมนุษย์ควรก้าวไปถึงระดับนี้ แต่ถ้าบารมียังไม่แก่กล้าพอ จะเอาแค่สองระดับต้นก็ไม่ว่ากัน ค่อยเป็นค่อยไปถึงเวลาก็จะเป็นไปเอง เหมือนยกกาน้ำตั้งเตาไฟสะสมความร้อนไปเรื่อย ๆ ถึงร้อยองศาเซลเซียสเมื่อใดก็เดือดเองแหละ แนวทางของพระพุทธองค์เป็น ธัมมานุธัมมปฏิบัติ ต้องปฏิบัติให้ถูกหลักการวิธีการและตรงตามเป้าหมาย เป็น อนุปุพพปฏิปทา ปฏิบัติเป็น step by step (ฮั่นแน่ เดาะศัพท์ฝรั่งเสียด้วย) ค่อยเป็นค่อยไป

    ไม่ใช่นึกสนุกขึ้นมาหลับตาจะเอานิพพานเดี๋ยวนั้น คงได้อยู่ดอก แต่มิใช่นิพพานของพระพุทธเจ้า.

    สู ต ร แ ห่ ง ค ว า ม สำ เ ร็ จ ใ น ชี วิ ต

    โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก

    พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗
    ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ; 317 – 318

    ย้อนไปอ่านมงคลสูตรต้น ๆ ได้ที่

    http://members.thai.net/tron/index.htm

    (เลือก กองหนังสือ / สูตรสำเร็จแห่งชีวิต)

    ***************

    ก า ร ทำ นิ พ พ า น ใ ห้ แ จ้ ง ( 2 )


    คงต้องทำความเข้าใจร่วมกันเสียก่อนว่า คำว่า “นิพพาน” ที่พระพุทธเจ้าท่านทรงใช้นั้น ทรงหมายเอา การดับกิเลสและกองทุกข์ได้โดยสิ้นเชิง เน้นคำว่า “โดยสิ้นเชิง” คือดับได้หมดไม่มีเหลือแม้นิดเดียว


    นิพพาน ที่เป็นจุดหมายสูงสุดจะต้องเป็นการดับกิเลสได้หมดโดยสิ้นเชิงเท่านั้น การดับกิเลสได้บางส่วน ดับได้เป็นบางคราว อาจเรียกโดยอนุโลม (เน้น “อนุโลม”) ได้ว่านิพพาน เหมือนกัน แต่เป็นการยืดหยุ่นผ่อนคลายเท่านั้น อย่าเอาไปปนกับ นิพพานที่เป็นจุดหมายสุดท้าย

    อย่างเช่นการดับกิเลสของพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี นั้นจะอนุโลมเรียกว่า นิพพานก็ได้ เป็นนิพพานโดยอนุโลม (ในตำราบางท่านใช้ศัพท์ว่า “นิโรธ” ก็ได้) แต่ต้องเข้าใจด้วยว่า มิใช่นิพพานที่เป็นจุดหมายสูงสุด และอย่าเอาไปปนกับ “สอุปาทิเสสนิพพาน” มันคนละเรื่องกัน

    ที่แปลกันว่า “สอุปทิเสสนิพพาน” คือ ดับกิเลสไม่หมด นั้นแปลกันผิด “สอุปาทิเสสนิพพาน” ก็ดี “อนุปาทิเสสนิพพาน” ก็ดี ทั้งสองคำนี้เป็นชื่อของนิพพานที่เป็นจุดหมายสุงสุด กิเลสดับหมดไม่มีเหลือทั้งสองอย่างครับ ไมมีอย่างไหนดับหมดหรือไม่หมด

    ที่อาจารย์บางท่าน “อนุโลม” ถึงขนาดว่า ขณะใดจิตใจเราสบาย สงบ ไม่คิดจะเอาจะได้ เรียกตามคำของท่านว่า ไม่มีตัวกูของกู ปุถุชนเรานี้แหละ เกิดความสงบสบายอย่างนี้ขณะใด เรียกว่านิพพาน พูดไม่ผิดดอกครับ เป็นการอนุโลม หรือ “ลดเพดาน” ลงว่า จะเรียกภาวะอย่างนี้ว่า นิพพานก็ได้ แต่ต้องเข้าใจว่า ไม่ใช่นิพพานจริง ๆ นะ สมมติว่าเป็นว่างั้นเถอะ พูดไปพูดมาบ่อย ๆ คนพูดก็อย่าเผลอว่ามันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ก็แล้วกัน

    เหมือนใครสักคน เอาผมก็ได้ ไม่อยากยกคนอื่น สมมติว่าผมกำลังรักใครสักคนหนึ่งอย่างสุดสวาทขาดใจ เวลามองสายลมแสงแดดก็รำพึงรำพันด้วยความสุขใจ

    “สายลมเอย พัดไปเถิด ไปยังนิวาสถานของสุดที่รักของฉัน พัดเธอแล้วรีบกลับมาพัดฉัน ฉันขออาศัยเจ้าเป็น “สื่อ” สัมผัสนิ่มเนื้อของเธอ และมองความงามของเธอไปที่ดวงจันทร์ เท่านี้ก็มากพอสำหรับคนที่รักกัน เท่านี้ก็มีชีวิตอยู่ได้ เธอและฉันสูดอากาศเดียวกันหายใจและปฐพีที่เราเหยียบย่ำอยู่ก็ผืนเดียวกัน” (วันนี้ขอยกอุปมาวัยรุ่นหน่อยนะขอรับ)

    ความสุขที่ผมมีในขณะที่ว่านี้นั้น ผมอาจพูด “หลวม ๆ” ว่าผมมีความสุขเท่ากับได้ขึ้นสวรรค์นิพพาน แต่ไม่ใช่ดอกครับ อนุโลมให้พูดได้ถ้าอยากพูด มันก็เท่านั้นเอง

    จึงอยากติงว่า จะอนุโลม หรือ “ลดเพดาน” ลงอย่างใดในเรื่องอะไรก็ตาม ก็ขออย่าได้ถือเป็นจริงเป็นจังว่า “อย่างนี้แหละเรียกนิพพาน”

    ที่บางท่านว่า เอาสัตว์มาฝึกจนมันหายดุร้าย สัตว์นั้นก็ “นิพพาน” ข้าวต้มร้อน ๆ มันเย็นลงก็เรียกข้าวต้ม “นิพพาน” หรือจิตใจสงบไม่คิดอยากได้อยากเอาในขณะนั้นก็เรียกว่า “นิพพาน” อะไรทำนองนั้น ที่จริงมันก็คือ สัตว์ร้าย หายดุ ข้าวต้ม เย็น จิตสงบ

    นิพพานที่เป็นจุดสูงสุดของพระพุทธศาสนามิใช่ตื้น ๆ ง่าย ๆ เช่นนั้นดอกครับ.

    แค่นั้นเองไม่เกี่ยวกับ นิพพาน (การหมดกิเลสโดยสิ้นเชิง) แต่ประการใด
    .http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y4799241/Y4799241.html
     
  2. rinnn

    rinnn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 พฤศจิกายน 2005
    โพสต์:
    7,666
    ค่าพลัง:
    +24,008
    สู ต ร แ ห่ ง ค ว า ม สำ เ ร็ จ ใ น ชี วิ ต

    โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก

    พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗
    ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต ; 317 – 318

    ย้อนไปอ่านมงคลสูตรต้น ๆ ได้ที่

    http://members.thai.net/tron/index.htm

    (เลือก กองหนังสือ / สูตรสำเร็จแห่งชีวิต)

    ***************

    ก า ร ทำ นิ พ พ า น ใ ห้ แ จ้ ง ( 3 )


    พูดถึงนิพพานแล้วก็อยากต่ออีกสักวัน คงไม่ว่ากันนะครับ





    ดังได้กล่าวไว้แล้วว่า “นิพพาน” ที่เป็นจุดหมายสุดท้ายในพระพุทธศาสนานั้น ต้องเป็นการดับกิเลสและกองทุกข์ได้โดยสิ้นเชิง ดับกิเลสไม่หมด ไม่เรียกว่านิพพาน หรือใครจะเรียกก็ให้ถือว่า อนุโลมให้เรียกได้เท่านั้น เช่น นิพพานชั่วคราว นิพพานในปัจจุบัน ต้องเข้าใจประเด็นนี้ตรงกันเสียก่อนจึงจะไม่เถียงกัน

    เพราะฉะนั้นคนที่บรรลุนิพพาน จึงมีได้ประเภทเดียวคือ พระอรหันต์ อริยบุคคลระดับอื่นเพียง “อนุโลม” ให้ว่าได้ลิ้มรสนิพพาน อย่างพระโสดาบัน (บาลี - โสตาปนฺน) ก็เพียงผ็ “ก้าวลงสู่กระแสนิพพาน” เท่านั้น มิใช่ผู้บรรลุนิพพานเต็มตัว สำมะหาอะไรกับปุถุชน พอจิตใจสงบนิดหน่อย จะสะเออะเรียกว่า ตนได้นิพพาน หาได้ไม่

    ในพระไตรปิฎกท่านแบ่งนิพพานไว้ 2 นิพพาน เพื่ออธิบายคนละแง่เท่านั้นเอง มิใช่หมายความว่ามีหลายนิพพาน (ความจริงสูงสุดมีหนึ่งเดียวเท่านั้น) คือ



    1. สอุปาทิเสสนิพพาน (ดับกิเลสมีขันธ์เหลืออยู่) มีความหมาย 2 นัยคือ

    1.1 การหมดกิเลสโดยสิ้นเชิงของพระอรหันต์และพระอรหันต์ยังมีชีวิตอยู่

    1.2 พระอรหันต์หมดกิเลสโดยสิ้นเชิงแล้วนั่นแหละ เวลาท่านเคลื่อนไหว ทำหน้าที่ตามปกติหรือดำเนินชีวิตเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับโลกภายนอกท่านไม่มีความยึดมั่นถือมั่น



    2. อนุปาทิเสสนิพพาน (ดับกิเลสไม่มีขันธ์เหลือ) มีความหมาย 2 นัยคือ

    2.1 การดับขันธ์ของพระอรหันต์ผู้หมดกิเลสโดยสิ้นเชิง (ความจริง พระอรหันต์กิเลสหมดสิ้นเชิงอยู่แล้ว แต่ที่เน้นอย่างนี้บ่อย ๆ มิใช่ใช้คำฟุ่มเฟือย เพื่อให้ชัดเจน เนื่องจากบางคนยังคิดว่า พระอรหันต์ที่กิเลสไม่หมดโดยสิ้นเชิงก็มี)

    1.2 ภาวะที่สงบเย็นภายในของพระอรหันต์ ในขณะที่ท่านมิได้เกี่ยวข้องกับโลกภายนอก





    สรุปอีกที นิพพานมี 2 ประเภท อธิบายความ 2 นัยคือ

    นัยที่หนึ่ง กิเลสดับหมด คนดับกิเลสหมดนั้นยังไม่ตาย กับกิเลสหมดคนดับกิเลสนั้นตายไป

    นัยที่สอง กิเลสหมด คนดับกิเลสนั้นเวลาทำหน้าที่ของคนอยู่ในโลกนี้แหละก็ทำไปด้วยใจอิสระ ไม่ยึดมั่นถือมั่น (เช่น เห็นรูป ได้ยินเสียง ลิ้มรส ... ก็สักแต่เห็น สักแต่ได้ยิน สักแต่ลิ้มรส ไม่ยึดติดกับสิ่งนั้น กับอีกความหมายหนึ่ง คนหมดกิเลสแล้วนั่นแหละ เวลาไม่ได้ติดต่อกับโลกภายนอกใด ๆ ภายในจิตใจนั้นสงบ เย็น



    ทั้งสองนัยนี้มีพระบาลีในพระไตรปิฎกรับรอง ไม่จำเป็นต้องอ้างให้รุงรัง ผู้ศึกษาคงค้นได้เอง ที่ควรเน้นก็คือ ทั้งสอุปาทิเสสนิพพาน และอนุปาทิเสสนิพพาน เป็นการดับกิเลสได้โดยสิ้นเชิง ที่มีผู้แปล สอุปาทิเสสนิพพาน ว่าดับกิเลสไม่หมด (ยกตัวอย่าง เช่น พระโสดาบัน เป็นต้น) นั้นแปลผิดครับ

    พระอรหันต์ดับขันธ์แล้ว หมดเหตุปัจจัยให้เวียนว่ายแล้ว ดับสนิทดุจตะเกียงหมดไส้ หมดน้ำมัน ไม่ได้ไปสถิตอยู่ ณ ภพใดเป็นนิรันดรที่เรียกกันว่า อายตนนิพพานอะไรนั่น

    ถ้าจะมีก็มิใช่นิพพานของพระพุทธเจ้า ส่วนจะเป็นของใครก็เชิญตามสบายเถอะครับ.


     

แชร์หน้านี้

Loading...