ขณะนี้มีที่พักสงฆ์อาพาธต้องการอุปกรณ์ด่วน หน้า 5 #98 และ 99 ด่วนครับ

ในห้อง 'งานบุญอื่นๆ' ตั้งกระทู้โดย glassbuddha2009, 17 เมษายน 2019.

  1. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    26,961
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +53,270
    71_220zoom1-jpg.jpg
    ขออนุญาตเวปพลังจิตครับ


    กราบนมัสการพระภิกษุ สามเณร แม่ชี และสวัสดีอุบาสก อุบาสิกาและคนวัดที่ถือศีล ปฏิบัติธรรมจนทางวัดยอมรับว่าเป็นเฉกเช่นเดียวกับฆราวาสที่มีธรรมะ ผมตั้งกระทู้นี้ขึ้นมารวบรวมทุกเรื่องทุกเคสทั้งที่เป็นอดีตและปัจจุบันที่เกี่ยวกับพระอาพาธไว้ในกระทู้เดียวกันไปเลย โดยต่อไปนี้ขอเรียกกระทู้นี้ว่า
    " กองทุนพระอาพาธ "


    เลขบัญชีร่วมบุญ " กองทุนพระอาพาธ "

    ธ. กสิกรไทย สาขาสี่แยกวังหิน
    เลขที่บัญชี 757-2-41867-1
    ชื่อบัญชี นายสมบูรณ์ ติยะวงศ์สกุล


    มือถือ 087-7459995
    Line ID : glassbuddha2009
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 10 พฤษภาคม 2019
  2. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    26,961
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +53,270
    รายนามผู้ร่วมบุญโดยนับจากวันที่/เดือน/ พ.ศ.

    01 05/05/2562 ไม่ออกนาม 10.- บาท
    02 19/04/2562 คุณครี พัสวีพิชญ์ (สด) 5,100.- บาท คงเหลือ 5,110.- บาท
    03 05/05/2562 ไม่ออกนาม 1.- บาท คงเหลือ 5,111.- บาท
    04 08/05/2562 ไม่ออกนาม 30.- บาท คงเหลือ 5,141.- บาท
    05 08/05/2562 ไม่ออกนาม 1.- บาท คงเหลือ 5,142.- บาท = 0.- บาท
    06 14/05/2562 ไม่ออกนาม 500.- ยาท
    07 15/05/2562 คุณ shaj 209.- บาท
    08 20/05/2562 ไม่ออกนาม 200.- บาท
    09 21/05/2562 คุณ one-zee 1,000.- บาท
    10 22/05/2562 คุณ จีรัชญ์ 1,200.- บาท คงเหลือ 2,603.38 บาท
    11 22/05/2562 ไม่ออกนาม 50.- บาท
    12 24/05/2562 ไม่ออกนาม 1.- บาท
    13 24/05/2562 ไม่ออกนาม 200.- บาท คงเหลือ 2,854.38 บาท
    14 คงเหลือ 0.- บาท
    15 26/05/2562 ไม่ออกนาม 100.- บาท คงเหลือ 100.- บาท
    16
    17
    18
    19
    20

    หมายเหตุ
    แสดงรายรับของ " กองทุนพระอาพาธ " ที่เป็นปัจจุบันเพียง 20 รายการ หลังจากนั้นจะต้องไปดูที่ความคิดเห็นที่แสดงรายรับภายในกระทู้นี้ ( หลักฐาน )
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 26 พฤษภาคม 2019 at 21:45
  3. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    26,961
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +53,270
    รายการจ่ายเงินของ " กองทุนพระอาพาธ "

    01 วันที่ 9 พ.ค. 2562 โอนเข้าบัญชีกองทุนพระภิกษุอาพาธที่พักสงฆ์ห้วยป่ามง 5,262.59 บาท
    02 คงเหลือ 709.- บาท
    03 กด ATM ออกมาถือไว้ 600.- บาท ( คงเหลือ 403.- บาท )
    04 กด ATM ออกมาถือไว้ 2,800.- บาท ( คงเหลือ 54.38 บาท )
    05
    06
    07
    08
    09
    10
    11
    12
    13
    14
    15
    16
    17
    18
    19
    20

    หมายเหตุ
    แสดงรายการจ่ายเงินของ " กองทุนพระอาพาธ " ที่เป็นปัจจุบันเพียง 20 รายการ หลังจากนั้นจะต้องไปดูที่ความคิดเห็นที่แสดงการจ่ายภายในกระทู้นี้ ( หลักฐาน )
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 26 พฤษภาคม 2019 at 11:52
  4. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    26,961
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +53,270
    เงินคงเหลือของกองทุนพระอาพาธขณะนี้คือ 100 บาท
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 26 พฤษภาคม 2019 at 21:46
  5. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    26,961
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +53,270
    01-jpg-jpg.jpg
    พระ อ. ประสิทธิ์ ยโสธโร
    พระภิกษุผู้รับเป็นประธานกองทุนพระอาพาธที่พักสงฆ์ห้วยป่ามง
    กาฬสินธิ์ โทรของวัด 087-9446237

    9-jpg.jpg
    ธ. ออมสิน สาขาวังสามหมอ
    เลขบัญชี 020283316097
    ชื่อบัญชี " กองทุนภิกษุอาพาธที่พักสงฆ์ห้วยป่ามง "
    เงื่อนไขการเบิก 2 ใน 3 โดยต้องมีลายเซ็นต์พระ อ. ประสิทธิ์ร่วมด้วยทุกครั้ง

    ลักษณะกองทุน : ใช้ในพระอาพาธได้ทั่วโลกไม่มีการแบ่งนิกายหรือขอบเขตแห่งดินแดน
    IMG_25620509_182929.jpg
    คุณ shaj ร่วมบุญค่าเดินทางพระอาพาธและอื่นๆ 500.- บาท
    IMG_25620526_110717.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • 9.jpg
      9.jpg
      ขนาดไฟล์:
      379.1 KB
      เปิดดู:
      10
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 26 พฤษภาคม 2019 at 11:56
  6. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    26,961
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +53,270
    สำนักสงฆ์ป่ามะขามที่ดูแลพระอาพาธ โคราช
    " กองทุนพระอาพาธ " จัดหาอุปกรณ์ครั้งที่ 0001 3,200.- บาท
    img_25620526_075005-jpg.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 26 พฤษภาคม 2019 at 12:00
  7. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    26,961
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +53,270
    สารบัญ 4
     
  8. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    26,961
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +53,270
    สารบัญ 5
     
  9. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    26,961
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +53,270
    sam_0063-jpg.jpg
    กระทู้ในอดีตเพื่อเป็นตัวอย่าง


    ขอยกตัวอย่างการน้อมถวายการนำส่งพระภิกษุอาพาธจากเชียงรายมาผ่าตัดได้สำเร็จที่ รพ. มหาราชนครเชียงใหม่

    เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2554 ผมได้กราบนมัสการขออนุญาตจากพระเทพโกศล ท่านเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่และประธานพระธรรมจาริก ( ในขณะนั้น ) เพื่อรับดูแลรักษาพระภิกษุในถิ่นทุรกันดารและพระธรรมจาริกอาพาธ โดยเฉพาะพระภิกษุที่ไม่จับเงินทอง ไม่สะสมเงินทอง และรายแรกๆของพระภิกษุอาพาธครั้งนั้นคือ หลวงปู่อุทิศที่ในที่สุดได้ส่งท่านจากเชียงรายมาผ่าตัดสำเร็จที่ รพ. มหาราชนครเชียงใหม่ จนกระทั่งท่านหายและเดินได้ในที่สุด

    https://palungjit.org/threads/ผู้ใดปราถนาอุปัฏฐากเราตถาคต-ผู้นั้นพึงอุปัฏฐากภิกษุอาพาธเถิด.305463/
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • SAM_0063.JPG
      SAM_0063.JPG
      ขนาดไฟล์:
      80.3 KB
      เปิดดู:
      13
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 3 พฤษภาคม 2019
  10. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    26,961
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +53,270
    สมุดคู่ฝากเลขบัญชี ธ. กสิกรไทย 757-2-41867-1 นับตั้งแต่วันที่ 19/04/2562 จะต้องถูกถ่ายภาพและนำขึ้นโพสต์โดยทุกรายการตั้งแต่วันที่ 20/04/2562 เวลา 09.00 น. ขึ้นมาเพื่อแสดงเป็นหลักฐานของ " ชุมชนแบ่งปันตัวอย่าง " ถ่ายทุกหน้าทุกรายการ
     
  11. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    26,961
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +53,270
    พระภิกษุกับเงิน ความเข้าใจผิดของสังคม

    ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
    pic004030535b5bcce0.jpg
    พระภิกษุกับเงิน ความเข้าใจผิดของสังคมและที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย

    ก่อนจะกล่าวถึง ประเด็นความถูกต้องแต่ละอย่าง ก็ต้องมีพื้นฐานให้เข้าใจตรงกันก่อนว่า แต่ละคำ คืออะไร และ แต่ละคำนั้น จะต้องอยู่บนพื้นฐานความเข้าใจที่ถูกต้องเข้าใจตรงกัน ไม่เปลี่ยนไปตามความคิดแต่ละคน แต่อยู่บนพื้นฐานของพระธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นสำคัญ เมื่อเข้าใจตรงกันเช่นนี้ ว่าจะถือเอาในคำของพระพุทธเจ้าเป็นสำคัญ ก็จะสามารถวินิจฉัยสิ่งต่างๆได้เข้าใจตรงกันแต่ละประเด็น

    พระภิกษุ คือ ใคร พระภิกษุ คือ บุคคลที่ออกบวชเป็นบรรพชิต เพราะเห็นโทษของกิเลสด้วยปัญญา สละทุกสิ่งที่เป็นอย่างคฤหัสถ์ ละการกระทำอย่างคฤหัสถ์ ประพฤติขัดเกลาละกิเลสอย่างยิ่งเพื่อถึงการดับทุกข์ โดยมีพระวินัยบัญญัติที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงให้ภิกษุประพฤติปฏิบัติตาม ไม่ว่าจะเป็นภืกษุในเมือง ภิกษุชนบท และภิกษุทุกๆรูปที่บวชมาในพระศาสนานี้ ต่างก็ต้องปฏิบัติตามพระวินัยบัญญัติทุกรูป

    เงิน คือ สิ่งที่สังคมสมมติขึ้นมาสำหรับแลกเปลี่ยนเพื่อได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ

    พระวินัย เป็น พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ทรงแสดงเกื้อกูลกับพระภิกษุที่เป็นพระธรรมที่ทรงแสดงบัญญัติสิกขาบท ข้อห้าม และ ข้อควรประพฤติ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญ ให้กุศลที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น และ ที่เกิดขึ้นแล้วเจริญ และอาสวกิเลสที่ไม่เกิด ก็ไม่เกิดขึ้น และ ที่เกิดขึ้นแล้วก็ไม่เกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ อันเป็นรากฐานสำคัญให้กุศลอื่นๆเจริญจนถึงการดับกิเลส อันเป็นพระวินัย เป็นรากฐานในการขัดเกลากิเลสอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น ภิกษุที่ดี ที่เป็น ลัชชี(ผู้มีความละอาย) ย่อมรักษาพระวินัยไว้

    พระวินัยบัญญัติข้อภิกษุ เกี่ยวกับเงินทอง ที่ภิกษุทุกรูปไม่ว่ารูปใดหรืออยู่วัดใด วัดในเมือง วัดชนบท ต้องประพฤติปฏิบัติตามเมื่อบวชเป็นบรรพชิต

    พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ ๙๔๐

    พระบัญญัติ
    ๓๗. อนึ่ง ภิกษุใด รับ ก็ดี ให้รับ ก็ดี ซึ่งทอง เงิน หรือ ยินดีทอง เงิน อันเขาเก็บไว้ให้ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์.

    bar.gif

    พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เล่ม ๔ ภาค ๒ มณิจูฬกสูตร ว่า
    “ทองและเงินไม่ควรแก่สมณศากยบุตร สมณศากยบุตรย่อมไม่ยินดีทองและเงิน สมณศากยบุตร ห้ามแก้วและทอง ปราศจากทองและเงิน ... เรามิได้กล่าวว่า สมณศากยบุตรพึงยินดี พึงแสวงหาทองและเงินโดยปริยายอะไรเลย”

    bar.gif
    พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตก เล่ม ๑ ภาค ๔ (อปายสูตร) หน้า ๓๒๗

    “คนเป็นอันมาก อันผ้ากาสาวะพันคอ มีธรรมอันลามก ไม่สำรวม คนลามกเหล่านั้น ย่อมเข้าถึงนรก เพราะกรรมอันลามกทั้งหลาย, ก้อนเหล็กร้อน เปรียบด้วยเปลวไฟ อันผู้ทุศีลบริโภคแล้ว ยังประเสริฐกว่า, ผู้ทุศีล ไม่สำรวม บริโภคก้อนข้าวของชาวแว่นแคว้น จะประเสริฐอะไร”

    bar.gif

    เมื่อเราตั้งอยู่บนพื้นฐานความเข้าใจถูกต้องตรงกัน คือ ตามพระธรรมวินัย ไม่ใช่ตามความคิดชอบใจของตนเองแล้ว สมกับเป็นชาวพุทธที่กล่าวว่ามีพระธรรมเป็นที่พึ่ง และ เคารพคำของพระพุทธเจ้า ก็จะสามารถกล่าวไปแต่ละประเด็นในความเข้าใจผิดและความเข้าใจถูกของพระรับเงินทอง

    bar.gif

    เข้าใจผิด

    ๑.พระรับเงินไม่อาบัติ(อาบัติ คือ การตกไป ตกไปจากความดี เป็นโทษ ที่เกิดเพราะความละเมิดพระวินัย)

    เข้าใจถูก

    ๑.พระรับเงิน หรือ แม้ยินดีในเงินที่เขาเก็บมาไว้เพื่อตนต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ เป็นโทษ พระพุทธเจ้าและบัณฑิตทั้งหลายผู้เข้าใจพระธรรม ย่อมตติเตียน ส่วนฝ่ายภิกษุอลัชชี(ผู้ไม่ละอาย) และ คฤหัสถ์ผู้ไม่ได้ศึกษาพระธรรม หรือ เข้าใจพระธรรมผิด ย่อมไม่ติเตียนการรับเงินของพระภิกษุ

    คฤหัสถ์ไม่ควรถวายเงินพระและใบปวารณา แต่ ให้เงินกับไวยาวัจกรของวัดที่ดีมีคุณธรรม ดูแลเงินนั้น ไวยาวัจกร คือ คฤหัสถ์ผู้มีศรัทธา เสียสละเพื่อทำประโยชน์ต่อพระภิกษุตามพระธรรมวินัย และ ภิกษุมีเหตุจำเป็นตามธรรมวินัย จึงขอปัจจัยที่เหมาะสม ที่ไม่ใช่เงินทอง กับ ไวยาวัจกร เพื่อหาสิ่งที่เหมาะสมให้กับพระภิกษุนั้น โดยคฤหัสถ์ทำการซื้อมาให้ มี บาตร จีวร เป็นต้น

    bar.gif

    เข้าใจผิด

    ๒.ยุคสมัยเปลี่ยนไป พระภิกษุรับเงินทองได้

    เข้าใจถูก

    ๒.สัจจะ ความจริงไม่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยเลย อกุศล ความชั่วเป็นอกุศลเป็นความชั่วไม่เปลี่ยนแปลง กุศล ความดีเป็นกุศลเป็นความดี ไม่เปลี่ยนแปลงลักษณะ ไม่ว่าเกิดกับใคร และ ช่วงเวลาไหน แม้ อดีต ปัจจุบัน และ อนาคต

    โลกเปลี่ยนแปลงไปตาม สมมติเรื่องราว ที่เป็นบัญญัติ ไม่ใช่สัจจะ แต่สภาพธรรมที่มีจริง คือ กุศล อกุศล ไม่เปลี่ยนไปตามโลก เรื่องราวเลย สิ่งใดมีโทษ พระองค์ตรัสว่ามีโทษ ความมีโทษที่ทำให้อกุศลเจริญ ก็ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย แม้แต่การรับและยินดีเงินทองนั้น ของพระภิกษุ พระพุทธองค์ก็ตรัสว่ามีโทษ และไม่สมควรกับพระภิกษุ ไม่ว่า กาลเวลาไหน อดีต ปัจจุบันและอนาคต เพราะก็ต้องเข้าใจความจริงที่ไม่เปลี่ยนแปลงว่า บวช บรรพชา คือ การเว้นทั่วจากกิเลส และเป็นการสละอาคาร บ้านเรือน ไม่ใช่เพศคฤหัสถ์แล้ว ดังนั้นจะทำดังเช่น คฤหัสถ์ที่มีการใช้จ่ายเงินและทอง รับเงินทองไม่ได้เลย แต่ถ้าจะใช้เงินทอง หรือ ปฏิบัตตนดังเช่น คฤหัสถ์ก็ต้องกลับมาเป็นเพศคฤหัสถ์ดังเดิมสละเพศบรรพชิต ดังนั้นพระพุทธเจ้าทรงมีพระปัญญาสูงสุด พระองค์ทรงรู้อดีต ปัจจุบัน อนาคต ถ้าบอกว่าเปลี่ยนแปลงได้ ก็กล่าวตู่พระปัญญาคุณของพระพุทธเจ้า เพราะเราไม่มีปัญญา เป็นเพียงแค่ปุถุชน จะกล่าวเปลี่ยนคำของพระพุทธเจ้าไม่สมควรเลย เพราะฉะนั้น ที่กล่าวว่ารับเงินทองได้ เปลี่ยนไปตามยุคสมัย ไม่ได้แย้งกับใคร ก็แย้งกับพระพุทธเจ้าเอง ดังนั้นพุทธบริษัทควรมีพระธรรมเป็นที่พึ่ง มิใช่มีความคิดตนเองเป็นที่พึ่ง และ ที่วงการสงฆ์วุ่นวายมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เพราะ พระรับและยินดีในเงินและทอง และ คฤหัสถ์ ไม่รู้พระวินัย

    bar.gif

    เข้าใจผิด

    ๓.คฤหัสถ์ถวายเงินพระภิกษุได้บุญ

    เข้าใจถูก

    ๓.คฤหัสถ์ถวายเงินพระไม่ได้บุญ เพราะความไม่รู้และพระภิกษุต้องอาบัติเป็นโทษกับตัวท่าน

    การให้ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นกุศลธรรม เป็นความดีทุกครั้ง การให้เพราะเลี้ยงสัตว์เอาไว้ขาย ให้เพราะติดสินบน เหล่านี้ แม้เป็นการให้ แต่ ก็ไม่ใช่ทานของอสัตบุรุษ ไม่ใช่กุศลธรรม เช่นเดียวกับการให้เงินและทองกับพระภิกษุด้วยความไม่รู้ของผู้ให้ ผิดพระวินัย พระภิกษุต้องโทษ จึงไม่ใช่ทานของสัตบุรุษ ไม่ใช่กุศลธรรม

    ดั่งในกฎหมายตรา 3 ดวง ที่มีขึ้นในรัชกาลที่ 1 ที่ปราบพวกพระอลัชชี ตั้งขึ้นมาจากผู้มีความเข้าใจพระธรรม ก็แสดงความจริงว่า ฆราวาสผู้ไม่รู้ไม่มีปัญญา ถวายเงินพระ ไม่ได้บุญ ทำลายพระพุทธศาสนา ....ข้อความบางตอนดังนี้

    ฝ่ายฆราวาสก็ปราศจากปัญญา มิได้รู้ว่า ทำทานเช่นนี้จะเกิดผลน้อยมากแก่คนหามิได้ มักพอใจทำทานแก่ภิกษุสามเณรอันผสมประสานทำการของตนจึ่งทำทาน บางคนย่อมมักง่ายถวายเงินทองของอันเป็นอกัปปิยะมิควรแก่สมณะ สมณะก็มีใจโลภสะสมทรัพย์เลี้ยงชีวิต ผิดพระพุทธบัญญัติฉะนี้ ได้ชื่อว่าฆราวาสหมู่นั้นให้กำลังแก่ภิกษุโจรอันปล้นพระศาสนา ทานนั้นหาผลมิได้ ชื่อว่าทำลายพระศาสนา..."

    ชาวพุทธควรพิจารณาศึกษาพระธรรม เข้าใจความจริงตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่าการให้เงินและทองพระภิกษุ พระภิกษุต้องอาบัติ เป็นโทษกับท่าน และ ทำลายพระพุทธศาสนา และเวลานี้ที่วงการสงฆ์วุ่นวาย ถูกฟ้องร้องเรื่องเงินทองและทำผิดประการต่างๆ ก็เพราะ การรับเงินทองของพระภิกษุ ทุจริตเรื่องเงินทองนั่นเอง ควรที่ชาวพุทธจะรู้ว่าพระที่่ดี คือ พระที่ประพฤติตามพระวินัย ไม่รับเงินทอง และ คฤหัสถ์ที่ดี คือ ถวายของที่เหมาะสมกับพระภิกษุ ไม่ถวายเงินทอง ก็จะเป็นการช่วยกันทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา กำจัดภิกษุอลัชชี(ผู้ไม่มีความละอาย)ออกไป ภิกษุรับเงินและทอง คือ ภิกษุมิจฉาชีพ อลัชชี ตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง

    bar.gif

    เข้าใจผิด

    ๔.วัดมีค่าใช้จ่าย ค่าน้ำค่าไฟ ในสมัยปัจจุบัน ไม่เหมือนสมัยก่อน ไม่มีค่าใช้จ่าย พระจึงจำเป็นจะต้องรับเงิน ใช้เงิน

    เข้าใจถูก

    ๔.เป็นความจริงที่ว่าปัจจุบันวัดต้องเสียค่าน้ำค่าไฟ แต่ มีวิธีการที่ถูกต้องเหมาะสมที่จะไม่ทำให้พระท่านอาบัติ และ พระที่ดี ท่านก็จะไม่รับเงินโดยประการทั้งปวง แต่ใช้วิธีที่เหมาะสม

    ค่าน้ำค่าไฟ ค่าใช้จ่ายที่เป็นเงินในวัด คฤหัสถ์ที่ดีรับเงินดูแลเงิน

    เรื่องค่าน้ำค่าไฟในวัด แม้ในในอดีตและปัจจุบันก็มีบางวัดประพฤติตามพระวินัย ที่ให้คฤหัสถ์เป็นคนรับเงินของวัด ดูแลเงิน จัดการเงินและจ่ายค่าน้ำค่าไฟให้ โดยที่พระไม่ยุ่งเกี่ยวกับเงินและทองเลย ท่านไม่ต้องอาบัติ แต่เลือกคฤหัสถ์ที่ดี มีคุณธรรมเป็นไวยาวัจกรในการจัดการดูแลเงิน และพระภิกษุก็มีหน้าที่ศึกษาพระธรรม(คันถธุระ) และ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม(วิปัสสนาธุระ) เพราะบวชมาจุดประสงค์คือ ละอาคารบ้านเรือน ไม่ประพฤติตนดั่งเช่นคฤหัสถ์และบวชเพื่อถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบโดยส่วนเดียว และ ไม่ใช่ข้ออ้างว่าคฤหัสถ์จะทุจริตเงินวัด จึงจำเป็นที่พระภิกษุต้องรับเงินดูแลเงินเอง ทำทุจริต ผิดพระวินัยเสียเอง เพราะ พระรับเงิน ยินดีในเงินทอง เป็นทุจริตแล้วตามพระวินัยบัญญัติ

    คฤหัสถ์ไม่ควรถวายเงินพระและใบปวารณา แต่ ให้เงินกับไวยาวัจกรของวัด ที่ดีมีคุณธรรม ดูแลเงินนั้น และ ภิกษุมีเหตุจำเป็นตามธรรมวินัย จึงขอปัจจัยที่เหมาะสม ที่ไม่ใช่เงินทอง กับ ไวยาวัจกรเพื่อหาสิ่งที่เหมาะสมให้กับพระภิกษุนั้น โดยคฤหัสถ์ทำการซื้อมาให้ มี บาตร จีวร เป็นต้น

    bar.gif

    เข้าใจผิด

    ๕.ค่าหมอ ค่ายาไม่ฟรี เดินทางไปหาหมอ ก็ไม่ฟรี จำเป็นที่ยุคสมัยนี้ต้องใช้เงิน และ พระต้องรับเงิน

    เข้าใจถูก

    ๕.ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป ถ้าทำวิธีการที่ถูกต้อง คือ พระไม่รับเงิน แต่ ฆราวาสให้เงินกับคฤหัสถ์ผู้เป็นไวยาวัจกรของวัดโดยตรงดูแล ที่เป็นคนดี มีคุณธรรม และ เมื่อพระต้องการยา การเดินทางไปหาหมอ การเดินทาง ไวยาวัจกรนั้นก็จัดสิ่งที่เหมาะสม สมควรให้กับภิกษุนั้นได้ อันทำให้พระไม่ต้องอาบัติรับเงินทอง ยินดีในเงินทอง เพราะมีเงินส่วนกลางของวัดในการบริหารจัดการ ทั้งในเรื่องค่ายา ค่าอื่นๆที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย อันเป็นสิ่งของที่เป็นกัปปิยะ เหมาะสมกับพระภิกษุ ก็สามารถแจ้งไวยาวัจกรวัดได้ในการจัดหา และในสมัยพุทธกาล ภิกษุทั้งหลายก็ดูแลกันเอง มียาตามสมัย ที่เป็นเภสัช มี น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ยาดองมูดตรเน่า เป็นต้น และแม้ปัจจุบัน จะเปลี่ยนไปอย่างไรก็สามารถใช้วิธีการให้คฤหัสถ์ดูแลได้ในเรื่องยาและค่าใช้จ่ายอื่นๆ รวมทั้งโรงพยาบาลสงฆ์ก็ไม่เสียค่าใช้จ่าย และ หากเป็นภิกษุที่ประพฤติดี ประพฤติชอบ ก็ย่อมจะเป็นผู้มีโยมอุปัฏฐาก ที่ปวารณาช่วยเหลือในสิ่งที่เหมาะสม

    bar.gif

    เข้าใจผิด

    ๖..พระต้องสร้างวัด ซ่อมแซมสิ่งต่างๆในวัด พระจึงจำเป็นต้องรับเงินทอง ทำกฐิน ผ้าป่า

    เข้าใจถูก

    ๖.การสร้างวัดพระไม่ใช่ผู้เรี่ยไรเงิน พระไม่ใช่ผู้รับเงิน แต่ คฤหัสถ์เป็นคนจัดการเรื่องเงิน

    คฤหัสถ์ผู้ฉลาดและเคารพระธรรม เคารพพระพุทธเจ้าและเคารพพระสงฆ์ย่อมปฏิบัติตามพระวินัย คือ ไม่ถวายเงินทองกับพระภิกษุและเคารพพระสงฆ์ ไม่ถวายของที่เป็นอกัปปิยะ ของที่ไม่สมควร มีเงิน เป็นต้นกับพระภิกษุเพราะทำให้ท่านต้องอาบัติ คฤหัสถ์ผู้ฉลาดเคารพในพระรัตนตรัย จึงทำวิธีการที่ถูกต้อง ดั่งเช่น สมัยพุทธกาล นางวิสาขา ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี พระเจ้าพิมพิสาร ไม่ได้เอาเงินไปถวายพระพุทธเจ้า ไม่ได้เอาเงินไปถวายท่านพระสารีบุตร เพราะท่านเหล่านั้นเคารพพระพุทธเจ้า เคารพพระธรรม เคารพระสงฆ์ แต่ สร้างวัดถวายเองโดย ไม่ให้พระยุ่งเกี่ยวกับเงินและทอง เวลาที่จะสร้างอย่างอื่น เช่น โรงครัว อุบาสก อุบากสิกา ผู้เข้าใจพระธรรม ก็กล่าวบอกกับพระภิกษุ และสร้างถวาย โดยไม่ใช่เอาเงินไปให้ท่าน นี่คือ วิธีการที่ถูกต้อง เป็นการรักษาพระวินัย และ ดำรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา

    ข้อความในพระไตรปิฎก แสดงความจริงว่า การสร้างวัด เป็นต้น ไม่ใช่การให้เงินพระโดยตรง ไม่มีการที่พระทำกฐิน ผ้าป่า เงินทอง แต่ คฤหัสถ์เป็นคนจัดการเรื่อเงินสร้างวัดให้

    ท่านพระอุเทน..“พราหมณ์ พระเจ้าอังคะโปรดพระราชทานอะไรเป็นเบี้ยเลี้ยงประจำแก่ท่านทุกวัน”

    โฆฏมุขพราหมณ์...“ท่านอุเทน พระเจ้าอังคะโปรดพระราชทานทรัพย์ ๕๐๐ กหาปณะเป็นเบี้ยเลี้ยงประจำแก่ข้าพเจ้าทุกวัน”

    ท่านพระอุเทน...“พราหมณ์ การรับทองและเงินไม่สมควรแก่อาตมภาพทั้งหลาย”

    โฆฏมุขพราหมณ์...“ท่านอุเทน ถ้าทองและเงินนั้นไม่สมควร ข้าพเจ้าจะให้สร้างวิหารถวายท่านอุเทน”

    ท่านพระอุเทน กล่าวว่า “พราหมณ์ ถ้าท่านปรารถนาจะให้สร้างวิหารถวายอาตมภาพ ก็ขอให้สร้างโรงฉันถวายแก่สงฆ์ในเมืองปาตลีบุตรเถิด”

    ข้อความบางตอนในโฆฏมุขสูตร มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๓

    bar.gif
     
  12. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    26,961
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +53,270
    เข้าใจผิด

    ๗.พระภิกษุ สามเณรต้องเรียนหนังสือ มีค่าใช้จ่าย

    เข้าใจถูก

    ๗.ภิกษุมีกิจ ๒ อย่าง คือ คันถะธุระ (ศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้า) วิปัสสนาธุระ(อบรมปัญญา ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม)...กิจที่เป็นคันถธุระนั้นไม่ใช่การศึกษาหนังสือทางโลก แต่ศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้า(คันถธุระ) ไม่ใช่การศึกษาพุทธศาสนาประยุกต์ หรือ คำแต่งเหล่าอื่น หรือ ทำวิทยานิพนธ์ ทำปริญญา รับปริญญา เหมือนคฤหัสถ์ ไม่เช่นนั้นก็ไม่ต่างจากการกระทำดั่งคฤหัสถ์ บวชทำไม...สามเณรสมัยพุทธกาล หรือ ผู้บวชใหม่ ต้องไปเรียนศาสนาเปรียบเทียบ ประยุกต์ หรือไปสำนักตักศิลา เพื่อศึกษาศาสตร์ทางโลกอื่นๆหรือไม่ ไม่เลย ถ้าเป็นสิ่งที่ดี พระพุทธเจ้าย่อมให้ภิกษุไปศึกษาวิชาทางโลก สำนักตักศิลา ศาสนาเปรียบเทียบ ให้ไปเรียนมหาวิทยาลัย ทำวิทยานิพนธ์ อย่างกับคฤหัสถ์อย่างนั้นหรือ..แต่ พระองค์ทรงแสดงกิจของภิกษุ มี ๒ อย่างเท่านั้น คือ ศึกษาคำสอนที่พระองค์ทรงแสดงเป็นสำคัญและอบรมปัญญาเพื่อดับกิเลส.....สำหรับพระภิกษุ เมื่อบรรพชา บวชแล้ว ย่อมเป็นผู้สละทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นผู้เว้นทั่วจากอกุศลด้วยการอบรมปัญญา ด้วยจุดประสงค์สูงสุดของการบวชเป็นพระภิกษุ คือ เพื่อดับกิเลส ไม่ใช่อย่างอื่น ซึ่งหน้าที่ หรือ กิจของพระภิกษุที่ถูกต้อง มี ๒ อย่างตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ คือ คันถธุระ และ วิปัสสนาธุระ
    การเรียนบาลี เพื่ออะไร ในเมื่อมีผู้มีความรู้ทางภาษาบาลี ที่แปลคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นภาษาไทย ให้สามารถศึกษาให้เข้าใจแล้ว เพราะฉะนั้น ควรศึกษาภาษาของตนให้เข้าใจด้วยการคึกษาพระธรรมตามพระไตรปิฎก นี่คือ คันถะธุระในพระพุทธศาสนา วัดมีตู้พระไตรปิฎกที่แปลแล้วมากมาย ควรที่ภิกษุ สามเณร จะศึกษาพระไตรปิฎกนั้น

    bar.gif

    เข้าใจผิด

    ๘.ภิกษุต้องเดินทางไปไหน มาไหน ค่ารถไม่ฟรี จึงต้องรับเงิน และคฤหัสถ์จึงต้องให้เงินพระ

    เข้าใจถูก

    ๘.ภิกษุในธรรมวินัย คือ เป็นผู้เบา มีกิจน้อย ไม่เป็นผู้เดินทางบ่อย หากมีผู้นิมนต์ไปฉันที่บ้านหรือ แสดงธรรมที่บ้าน ภิกษุผู้ฉลาด ประพฤติตามพระวินัย สามารถแจ้งกับคฤหัสถ์ได้ว่าควรกระทำสิ่งใด ไม่ให้ภิกษุออกค่าใช้จ่ายเอง แต่ควรมารับ มาส่ง อันไม่เกี่ยวข้องกับเงินและทอง เป็นต้น และพระภิกษุที่ดี หากพิจาณาว่าต้องยุ่งเกี่ยวกับเงินทอง ไม่สะดวกในการเดินทาง ท่านก็แจ้งกับคฤหัสถ์ไปในเรื่องนั้น ว่าไม่สะดวกโดยประการใด อันเป็นการเคารพพระวินัย ทำตามพระวินัยบัญญัติ และ พระภิกษุไม่มีหน้าที่เรียนหนังสือทางโลก จึงไม่จำเป็นจะต้องเดินทางไปเรียนมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่สอนหนังสือทางโลก เป็นต้น

    และตามที่กล่าวแล้ว ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป ถ้าทำวิธีการที่ถูกต้อง คือ พระไม่รับเงิน แต่ ฆราวาสให้เงินกับคฤหัสถ์ผู้เป็นไวยาวัจกรของวัดโดยตรงดูแล ที่เป็นคนดี มีคุณธรรม และ เมื่อพระภิกษุต้องการเดินทางในการประกอบกิจของสงฆ์ คฤหัสถ์ที่เป็นไวยาวัจกรก็สามารถเป็นผู้ดูแล ในเรื่องค่าใช้จ่าย โดยที่พระไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับเงินทอง อันทำให้พระไม่ต้องอาบัติรับเงินทอง ยินดีในเงินทอง เพราะมีเงินส่วนกลางของวัดในการบริหารจัดการ ทั้งในเรื่องค่าเดินทาง ค่ายา ค่าอื่นๆที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย

    bar.gif

    เข้าใจผิด

    ๙.พระภิกษุรับเงินได้ หากนำเงินนั้นไปช่วยเหลือสังคม

    เข้าใจถูก

    ๙.หากได้ศึกษาพระวินัย กิจของพระภิกษุ มีสองอย่าง คือ คันถธุระและวิปัสสนาธุระ ไม่ใช่จะทำกิจอย่างคฤหัสถ์ โดยการสร้างโรงพยาบาล สร้างโรงเรียน เป็นต้น

    การรับและยินดีในเงินและทอง แม้จะช่วยสังคมก็เป็นอาบัติสำหรับพระภิกษุ ถ้าจะช่วยสังคมอย่างคฤหัสถ์ ก็สึกออกมาเป็นคฤหัสถ์ เพราะเพศบรรพชิต สละแล้ว ซึ่งเงินและทองทั้งปวง พระอริยสาวกผู้มีปัญญาในอดีต มีท่านพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ เป็นต้น ออกมาช่วยสังคมแบบคฤหัสถ์หรือไม่ หรือ รับเงินและทอง ช่วยสังคม หรือไม่ ไม่เลย เพราะท่านเคารพพระวินัย เคารพในพระพุทธเจ้า และ รู้ตัวเองว่า เป็นเพศใด ดังนั้นท่านช่วยสังคมที่ถูกต้อง ตามเพศบรรพชิต คือ ท่านแสดงธรรมอันเป็นการช่วยสังคมอย่างสูงสุดและเคารพพระวินัยที่จะไม่ทำอย่างคฤหัสถ์

    bar.gif

    เข้าใจผิด

    ๑๐.พระต้องรับเงิน เพราะมีเงินนิตยภัต ฝากเข้าบัญชี ทำกันมานานแล้ว

    เข้าใจถูก

    ๑๐.เงินนิตยภัตเป็นเงินค่าอาหารของภิกษุที่มีสมณศักดิ์ ซึ่งสำนักงานพระพุทธศาสนาต้องดูแลนำเงินนี้ไปจัดการจัดหาภัตตาหารถวาย ไม่ใช่มอบเงินให้แก่ภิกษุไปโดยตรง เนื่องจากเป็นการปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ ไม่เป็นการเอื้อเฟื้อพระวินัย ทำให้ภิกษุต้องอาบัติที่รับเงินดังกล่าวไว้โดยตรงอีกด้วย

    ความมักง่ายของข้าราชการไทยและองค์กรพระพุทธศาสนา ที่เมื่อรับเงินนิตยภัต เพื่อซื้อของที่สมควรกับพระภิกษุ แต่ กับ นำเงินนั้นโอนเข้าบัญชีพระ ให้ของที่ไม่เหมาะสม ทำผิดพระวินัย ทำลายพระพุทธศาสนา ดังนั้น ควรกระทำให้ถูกต้อง และ ก็จะไม่ทำให้พระเป็นอาบัติ และไม่เป็นข้ออ้างของภิกษุอลัชชีผู้ไม่ละอาย

    bar.gif

    เข้าใจผิด

    ๑๑.พระพุทธศาสนาต้องปรับตัว ภิกษุต้องปรับตัวเข้ากับยุคสมัย คือ รับเงิน มีมือถือ ใช้เฟ๊สบุค ศาสนาดำรงอยู่มาได้ เพราะ พระพุทธศาสนาและพระภิกษุปรับตัวตามยุคสสมัย

    เข้าใจถูก

    ๑๑..ความเข้าใจถูกและประพฤติตามพระวินัยทำให้ศาสนาเจริญ การประพฤติผิดพระวินัยของพระภิกษุและพุทธบริษัทไม่ปฏิบัติไม่เคารพพระธรรม เป็นเหตุของศาสนาพุทธเสื่อมถอย

    บรรพชิต คือ ผู้สละ ละทุกสิ่งที่กระทำดั่งคฤหัสถ์ ออกบวช เพื่อถึงความสิ้นทุกข์ แต่ ผู้บวชอ้างยุคสมัย ขอทันโลก แต่เป็นโลกที่คฤหัสถ์เขาทำกัน เล่นเฟสบุ๊ค เดินห้าง รับเงินทอง มีบัญชีธนาคาร ซ่อมถนนชาวบ้าน ไม่ใช่กิจของภิกษุ ทันโลกของพระภิกษุ คือ โลกตามพระวินัยบัญญัติ ไม่ขัดแย้งกับพระวินัย ประพฤติให้น่าเลื่อมใส ดั่งเป็นผู้สละ ประพฤติอบรมปัญญาขัดเกลากิเลสตามพระวินัยบัญญัติที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ดีแล้ว ไม่ใช่ ตามโลกคฤหัสถ์ กระทำตนแบบคฤหัสถ์ นำมาซึ่งการเพิ่มกิเลส พระพุทธเจ้าทรงติเตียน ภิกษุประพฤติตนดั่งคฤหัสถ์ ชาวพุทธ ควรตื่นรู้ความจริงว่า พระคือใคร การบวชคืออะไร และ ไม่สนับสนุนพระเหล่านั้น มีการให้เงินและทอง เป็นต้น อันเป็นการรักษาพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ดังนั้น ศาสนาพุทธที่ดำรงอยู่ได้จนถึงปัจจุบัน ดำรงอยู่ด้วยความเจริญ หรือ ความเสื่อมลงในปัจจุบัน เพราะ พระพุทธศาสนาจะหมดสิ้นไป เมื่อถึงห้าพันปี แต่ ปัจจุบัน สองพันห้าร้อยกว่าปี แล้วศาสนาเจริญหรือเสื่อม เมื่อภิกษุสมัยปัจจุบัน กระทำตามคฤหัสถ์ ไม่ประพฤติตามพระวินัย บอกว่ารับเงินทองได้ ทั้งๆที่ผิดพระวินัยบัญญัติ และคฤหัสถ์ที่ไม่เข้าใจพระธรรมวินัยก็เห็นดีงามด้วย นี่ต่างหากที่เป็นเหตุพระพุทธศาสนากำลังเสื่อมไปเรื่อยๆ เพราะพุทธบริษัทไม่ปฏิบัติตามพระธรรมจนถึงเมื่อห้าพันปี พระพุทธศาสนาก็อันตรธานไปจากใจของทุกคน

    bar.gif

    เข้าใจผิด

    ๑๒.พระพุทธศาสนาต้องเดินทางสายกลาง ไม่ตึง ไม่หย่อนเกินไป ปัจจุบันพระต้องใช้เงิน

    เข้าใจถูก

    ทางสายกลาง คือ ทางที่ถูกต้อง ทางที่เป็นกุศลธรรม ทางที่ดี มีปัญญา ไม่ใช่ทางที่ชั่ว ทางที่ตึงเกินไป และ ทางที่หย่อนเกินไป คือ ทางที่เป็นอกุศลธรรม ทางชั่ว เพราะฉะนั้น คำของพระพุทธเจ้าที่ตรัสออกมาด้วยพระปัญญาในการบัญญัติสิกขาบท มี ภิกษุไม่รับและไม่ยินดีในเงินและทอง เป็นทางที่ถูก ทางสายกลาง เพราะ เมื่อภิกษุประพฤติปฏิบัติตามแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อไม่ติดข้อง เพื่อละ เพื่อขัดเกลากิเลส และ ไม่ทำให้เกิดความวุ่นวายในสงฆ์ เหมือนปัจจุบันที่ภิกษุรับเงินทองและเกิดความวุ่นวาย แต่ การรับเงินทองด้วยความยินดี ติดข้อง ไม่ต่างจากคฤหัสถ์ ขณะนั้นเป็นกิเลส จะเป็นทางสายกลางไม่ได้ แต่เป็นทางหย่อน ที่มัวเมาเพลินเพลินในกามคุณ มี เงินทอง เป็นต้น เพราะฉะนั้น พระวินัยบัญญัติของพระพุทธเจ้า มีการไม่รับและไม่ยินดีในเงินและทองของพระภิกษุ จึงเป็นทางสายกลาง

    bar.gif

    เข้าใจผิด

    ๑๓.พระพุทธเจ้าตรัสก่อนปรินิพพานให้ถอนสิกขาบทเล็กน้อย เพราะฉะนั้น ก็ควรจะถอนสิกขาบทข้อที่ภิกษุไม่รับและไม่เงินทองไม่ได้

    เข้าใจถูก

    ๑๓.ผู้มีปัญญาเคารพในสิกขาบททุกข้อ จึงไม่เพิกถอนสิกขาบท

    หากจะกล่าวว่า พระพุทธเจ้าให้ยกเลิกสิกขาบทเล็กน้อย แล้วใครเล่าที่จะให้ยกเลิก ข้อนั้นข้อนี้ แม้แต่ พระอริยสาวก ผู้เป็นพระอรหันต์ มีท่านพระมหากัสสปะ และ ท่านพระอานนท์ เป็นต้น เมื่อครั้งทำสังคายนา ครั้งที่ ๑ ผู้ล้วนทรงคุณ เลิศด้วยฤทธิ์และปัญญา ก็มีมติว่า เราจะไม่ยกเลิกสิกขาบทเล็กน้อย เพราะท่านเหล่านั้นเคารพในพระปัญญาคุณและเคารพในพระวินัยที่พระพุทธเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้นที่จะบัญญัติได้ แม้ท่านพระสารีบุตรผู้เลิศด้วยปัญญาก็ไม่สามารถบัญญัติพระวินัยได้เลย นี่คือ ความเคารพในพระวินัยบัญญัติและเคารพในพระพุทธเจ้า ของผู้มีปัญญาในสมัยอดีตกาล และพระพุทธเจ้าตรัสไว้เพื่อแสดงถึงกำลังของพระมหากัสสปะที่จะสังคายนาพระธรรมไว้ดีแล้ว และจะดำรงรักษาพระวินัยบัญญัติทุกข้อไว้

    เรื่องการรับเงินทอง พระพุทธเจ้าทรงติเตียนเป็นอันมาก และ ยังมีในพระสูตรอีกมากมายที่แสดงว่า ภิกษุไม่พึงรับและยินดีในเงินและทอง มี มณิจูฬกสูตร เป็นต้น เพราะฉะนั้น การรับเงินทองจึงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลยสำหรับเพศบรรพชิต

    bar.gif

    เข้าใจผิด

    ๑๔.พระภิกษุรับเงินได้ เพราะปรับตามมหาปเทส ๔

    เข้าใจถูก

    ๑๔.พระภิกษุรับเงินไม่ได้ เพราะไม่เข้ากับมหาปเทส ๔

    มหาปเทส ๔ เป็นหลัก ข้ออ้างใหญ่ ซึ่งมีทั้งพระสูตร พระวินัย แต่หลักมหาปเทส ๔ ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้นั้น หลักนั้น แม้เวลาจะเปลี่ยนไป แต่สิ่งของ หรือ ของใช้พระภิกษุ บริขาร ปัจจัยที่จำเป็นจะต้องไม่ใช่ของที่ไม่สมควร คือ เป็นอกัปปิยะ กับพระภิกษุด้วย เพราะฉะนั้น เงินและทอง ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน อย่างไรก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรกับพระภิกษุ และ พระพุทธเจ้า ก็ทรงปรับอาบัตินิสัคคิยปาจิตตีย์สำหรับพระภิกษุที่รับและยินดีในเงินทอง และไม่เข้ากับพระสูตรอื่นๆที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า เงินและทองไม่สมควรกับสมณเชื้อสายศากยบุตรโดยประการทั้งปวง มี มณิจูฬกสูตร เป็นต้น ดังนั้นการเอาหลัก มหาปเทศส ๔ มาอ้าง แต่ขัดกับหลักพระธรรมวินัย ย่อมไม่สมควรโดยประการทั้งปวง เพศบรรพชิต เป็นเพศที่ขัดเกลา ดังนั้น การกระทำ ก็ต้องไม่ใช่ดังเพศคฤหัสถ์ มีการรับ หรือ ใช้เงินทอง เป็นต้นดังนั้นพุทธบริษัท ก็ควรเป็นผู้เคารพพระวินัย ศึกษาพระธรรม ตามความเป็นจริง และ ละเอียดในการอ่านพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ดีแล้ว

    bar.gif

    เข้าใจผิด

    ๑๕.คฤหัสถ์และพระภิกษุควรเห็นด้วยกับการรับเงินทองของพระภิกษุในสมัยปัจจุบัน

    เข้าใจถูก

    ๑๕.คฤหัสถ์และภิกษุผู้มีปัญญาเข้าใจพระธรรม ไม่เห็นด้วยกับพระภิกษุรับเงินทอง

    เห็นด้วยกับภิกษุชั่วอลัชชี ที่กล่าวว่าภิกษุรับเงินทองได้ หรือ เห็นด้วยกับพระพุทธเจ้าว่าภิกษุรับเงินทองมีโทษ เป็นอาบัติ พระองค์ทรงติเตียน

    ดังเช่น สมัยเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ ๑๐๐ ปี พระภิกษุวัชชีบุตรชาวเมืองเวสาลี เป็นภิกษุอลัชชี ไม่ดี กล่าวตั้งวัตถุ ๑๐ ประการ ที่เป็นอธรรม ซึ่ง ข้อที่ ๑๐ คือ ภิกษุรับเงินทองได้ ไม่ต้องอาบัติ พระอรหันต์ ชื่อท่านพระยศกากัณฑกบุตรเห็นว่า อธรรม(ธรรมชั่ว)เกิดขึ้นแล้ว ไม่ควรให้ ธรรมชั่วมีกำลัง จึงได้รวมประชุมพระอรหันต์ และ ทำสังคายนาครั้งที่ ๒ กล่าว การรับเงินทองมีโทษ จนสังคายนาพระธรรมวินัยใหม่ ดังนั้น ก็เป็นที่น่าพิจารณาว่า เราเห็นด้วยว่าพระภิกษุรับเงินทองได้ ไม่เป็นไร เห็นด้วย กับ ธรรมชั่ว ของ พระภิกษุอลัชชี คือ เหล่าภิกษุกลุ่มวัชชี หรือ เราไม่เห็นด้วยเรื่องการรับเงินทองของพระภิกษุเป็นอาบัติ มีโทษ อันเป็นฝักฝ่าย ธรรมะ คือ เหล่าพระอรหันต์ทั้งหลายและ ตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงและพระพุทธเจ้าที่ทรงติเตียนเรื่องนี้ที่ภิกษุรับเงินทองมีโทษ ดังนั้น การกล่าวคำที่ตู่ ไม่ตรง จึงมีโทษมาก ควรมีพระธรรมเป็นที่พึ่ง และ ศึกษาพระวินัยอย่างละเอียดรอบคอบ ก็จะเป็นการจรรโลงพระพุทธศาสนาให้อายุยืนนานอย่างแท้จริง ไม่เช่นนั้น เราก็บอกว่าอนุโลมได้ ตามยุคสมัย ค่อยๆอนุโลมสิ่งที่ผิด ค้านพระวินัยไปเรื่อยๆ ทีละข้อ ตามยุคสมัย ก็จะกลายเป็นแบบนิกายอื่น และ พระธรรมก็เสื่อมไปในที่สุด ช่วยๆกันรักษาพระวินัยด้วยการศึกษาพระวินัย เผยแพร่คำจริงและเป็นฝักฝ่ายของธรรม ฝักฝ่ายความเห็นถูกให้มีกำลังตามธรรมวินัย
    เชิญคลิกอ่านประวัติสังคายนาครั้งที่ 2 และ เรื่อง ภิกษุชั่ว การว่า รับเงินทองได้ ไม่อาบัติ จึงเป็นเหตุของการสังคายนา โดยภิกษุผู้เป็นพระอรัหนต์ ครับ

    //www.dhammahome.com/webboard/topic18926.html

    bar.gif
     
  13. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    26,961
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +53,270
    เข้าใจผิด

    ๑๖.วัดเมือง กับ วัดชนบท มีเงื่อนไข บริบทต่างกัน

    เข้าใจถูก

    ๑๖.ภิกษุทุกรูปที่บวชแล้วย่อมมีพระธรรมเป็นศาสดาแทนพระองค์และต้องประพฤติตามพระวินัยเป็นเงื่อนไขพื้นฐานทุกรูป

    เมื่อกาลเมื่อเราล่วงไปแล้ว พระธรรมจะเป็นศาสดาแทนพระองค์ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าภิกษุใด ที่บวช จะอยู่วัดไหน อย่างไร ล้วนมีพระธรรมเป็นศาสดาแทนพระองค์ เป็น ศากยบุตร เป็นบุตรของพระพุทธเจ้าที่จะต้องประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย เพราะฉะนั้น เงื่อนไข บริบท ที่พระภิกษุทุกรูป จะต้องประพฤติปฏิบัติตามคือ พระธรรมวินัยบัญญัติ พระในเมือง เช่น เมืองราชคฤห์ พระภิกษุที่ดี ก็ล้วนแล้วแต่ ไม่รับและไม่ยินดีในเงินและทอง ประพฤติตามพระธรรมวินัย พระภิกษุเมืองตักศิลา อยู่ห่างไกล ภิกษุที่ดีก็ล้วนแล้วแต่ประฤติตามพระวินัย คือ ไม่รับและไม่ยินดีในเงินและทอง

    พระในเมือง ต้องเสียค่าใช้จ่าย ตามที่กล่าวแล้ว ถ้าแก้ปัญหาถูกวิธี มีคฤหัสถ์เป็นไวยาวัจกร ก็สามารถจัดการเรื่อเงินทองโดยพระไม่ยุ่งเกี่ยว จึงตัดปัญหาเรื่องการรับเงินของพระภิกษุ แต่ถ้าอ้างว่าเสียเวลาไม่สะดวกในการแจ้งกับไวยาวัจกร พระภิกษุอดทนไม่ได้ จนถึงขนาดต้องประพฤติตนนอกคำสอน ล่วงพระวินัยเลยหรือ แล้วบวชทำไม ถ้าไม่ใช่เพื่ออดทน ขัดเกลากิเลส เป็นพระภิกษุที่ดี เพื่อถึงการดับทุกข์ ประพฤติตามพระธรรมวินัย

    ดังนั้น เงื่อนไขของพระภิกษุทุกรูป ไม่ต่างกันเลย คือ ประพฤติตามพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว ภิกษุดีที่ตั้งใจประพฤติตามพระวินัย ย่อมไม่มีข้ออ้างไม่เดือดร้อน ประพฤติเบาสบาย แต่ตรงกันข้าม ภิกษุอลัชชี ไม่ละอาย ย่อมมีข้ออ้างเพื่อจะทำผิดพระวินัยเสมอ เป็นผู้เดือดร้อนในพระวินัยบัญญัติที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว

    bar.gif

    เข้าใจผิด

    ๑๗.ต้องให้ลองมาบวชเอง ถึงจะรู้ว่าสมัยนี้พระต้องใช้เงิน รับเงิน เพราะมีชีวิตลำบาก

    เข้าใจถูก

    ๑๗.ผู้ที่รู้อัธยาศัยตนเอง ว่าสละอาคารบ้านเรือนได้ จริงๆ จึงจะออกบวช หากได้อ่านพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง พระพุทธเจ้า ไม่ได้มีการบังคับให้ใครไปบวช พุทธบริษัท จึงมี 4 พระอริยสาวกที่บรรลุธรรมอยู่ในเพศคฤหัสถ์มีมากมาย มีท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี นางวิสาขาอุบาสิก ท่านเหล่านั้นไม่ได้บวช แต่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องสรรเสริญคฤหัสถ์เหล่านั้น เพราะปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมในเพศคฤหัสถ์ แต่ พระภิกษุที่ออกบวช แต่ประพฤติตนไม่ตามพระวินัยบัญญัติ พระพุทธเจ้าไม่ทรงสรรเสริญ แต่ทรงติเตียน เช่น พระฉัพพัคคีย์ที่ละเมิดพระวินัยเป็นประจำ และ ไม่เห็นโทษ เป็นต้น เพราะฉะนั้นตนเองไม่มีอัธยาศัยในการบวช ยังกระทำตนดั่งคฤหัสถ์ พระพุทธเจ้าทรงติเตียน ดังนั้นบุคคลจะเป็นผู้ประเสริฐไม่ได้อยู่ที่เพศ แต่อยู่ที่ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยหรือไม่ หากเป็นผู้รับเงินและทองในเพศพระภิกษุ พระพุทธเจ้าทรงติเตียน ไม่ทรงสรรเสริญเลย ดังนั้น ผู้ที่ขัดเกลลากิเลสอย่างยิ่งจริงๆ จึงไม่รับเงินทองโดยประการใดๆเลยในเพศพระภิกษุ

    สามารถอ่านหนังสือ จะบวชหรือจะบาปได้ที่ลิ้งนี้

    //www.dhammahome.com/webboard/topic/29135#new

    bar.gif

    เข้าใจผิด

    ๑๘.การบวชต้องเสียเงิน เช่น ซื้อบาตร จีวร พระจึงต้องรับเงิน

    เข้าใจถูก

    ๑๘.เมื่อบวชไปแล้ว ไม่ต้องใช้เงินเลย หากพระภิกษุประพฤติตามพระวินัยและมีไวยาวัจกรจัดการเรื่องเงิน อย่างถูกต้องเหมาะสม แต่ พระภิกษุอลัชชี ไม่ละอาย ย่อมอยากได้เงิน เป็นผู้รับเงินเอง ไม่ให้ไวยาวัจกรเข้ามาจัดการ นั่นเป็นวิธีที่ผิด ตัวท่านเองก็อาบัติ และ ก็แนะนำญาติโยมในสิ่งที่ผิดว่าพระรับเงินได้ ก็ช่วยกันทำลายพระพุทธศาสนา

    bar.gif

    เข้าใจผิด

    ๑๙.ถ้าให้พระไม่รับเงิน คนก็ไม่บวช หรือ พากันสึก มีพระภิกษุน้อย พระพุทธศาสนาก็เสื่อม

    เข้าใจถูก

    ๑๙.วัด และ พระภิกษุ ไม่ใช่พระพุทธศาสนา แต่พระพุทธศาสนา คือ คำสอนและความเข้าใจพระธรรม มีวัดมาก แต่ วัด คือ อาราม ที่อยู่ของผู้สงบ แต่ มีพระที่ไม่ประพฤติธรรม มีรับเงินทอง เป็นต้น และทำกิจของคฤหัสถ์ เรี่ยไรเงิน ผ้าป่า กฐิน สร้างสำนักปฏิบัติสอนธรรมผิดๆ วัดเหล่านั้นที่มีพระภิกษุอลัชชี ล่วงพระวินัย ไม่ละอาย สอนธรรมผิด ยิ่งมีมาก ยิ่งทำลายพระพุทธศาสนาและทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อม จึงไม่ใช่ใครที่ไหนที่ทำลายพระพุทธศาสนา

    ศึกษาธรรมเพิ่มเติมได้ที่ www.dhammahome.com

    โดย มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา

    ขออนุโมทนา

    https://www.dhammahome.com/webboard/topic/29817
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 20 เมษายน 2019
  14. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    26,961
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +53,270
    khampan.a
    u00002a7fdc151.jpg
    วันที่ 14 มิ.ย. 2561 17:05 น.

    ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

    ถ้าเข้าใจว่า พระภิกษุคือใคร จะตอบได้ทุกประเด็น เพราะก่อนบวช ก็เป็นคฤหัสถ์ เป็นชาวบ้านธรรมดา มีชีวิตเป็นไปอย่างคฤหัสถ์ แล้วทำไมถึงบวชเป็นภิกษุ นี่คือสิ่งที่จะต้องคิดพิจารณาแล้ว พระภิกษุ คือ เป็นผู้ที่เห็นภัยในสังสารวัฏฏ์ ภัยคือการมีชีวิตอยู่ที่เต็มไปด้วยกิเลส เพราะฉะนั้น บุคคลในสมัยพุทธกาล เมื่อได้ฟังพระธรรมแล้วเห็นประโยชน์ของการขัดเกลากิเลสเพราะท่านสะสมมาที่จะเห็นโทษของอกุศล และมีปัญญารู้ว่า กุศลย่อมดีกว่าอกุศลและรู้ว่าปัญญาเท่านั้นที่จะดับอกุศลได้ เมื่อได้ฟังพระธรรมแล้ว ผู้ที่จะบวชเป็นพระภิกษุ ย่อมเป็นผู้ที่จริงใจที่จะขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิตซึ่งสูงกว่าเพศคฤหัสถ์ และสะสมอัธยาศัยใหญ่ที่จะสละ ละทุกอย่างที่เคยติดข้อง สละหมดไม่เหลือเลยทั้งครอบครัว วงศาคณาญาติ ทรัพย์สมบัติ ไม่ผูกพันไม่ติดข้องในสิ่งเหล่านั้น เพื่อเข้าใกล้ความสงบจากกิเลส นี้คือจุดประสงค์ของการเป็นพระภิกษุ ไม่ใช่เพื่อจุดประสงค์อื่นใดทั้งสิ้น และที่สำคัญ พระภิกษุทุกรูปในสมัยพุทธกาล ทั้งหมดและทุกยุคทุกสมัยด้วย ต้องเคารพในพระวินัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ ซึ่งจะต้องศึกษาพระธรรมวินัยให้เข้าใจ น้อมประพฤติในสิ่งที่ถูกต้อง ละเว้นในสิ่งที่ผิดที่ขัดต่อความประพฤติเป็นไปของพระภิกษุอันเป็นเพศที่สูงยิ่ง สิ่งใดก็ตามที่จะทำให้เกิดอกุศลพอกพูนมากยิ่งขึ้น ไม่ได้เป็นไปเพื่อขัดเกลากิเลสของตนเอง สิ่งนั้นพระภิกษุ ทำไม่ได้ ดังนั้น พระภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ จึงไม่รับเงินและทอง รับเงินและทองไม่ได้ เป็นผู้ปราศจากเงินและทองอย่างสิ้นเชิง เพราะท่านเหล่านั้น ต้องสละทรัพย์สินเงินทอง ก่อนแล้วจึงบวช เมื่อบวชแล้วจะรับเงินทองได้อย่างไร

    เมื่อบวชเป็นพระภิกษุแล้ว จึงรับเงินและทองไม่ได้ เงินทองไม่ควรแก่เพศบรรพชิตโดยประการทั้งปวง เงินทองนี้เองเป็นเหตุนำมาซึ่งอกุศลอีกมากมาย ไม่มีพระพุทธดำรัสแม้แต่คำเดียวที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสให้พระภิกษุรับเงินและทองหรือไปแสวงหาเงินและทอง

    พระภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ไม่มีเงินและทอง มีเพียงบริขารเครื่องใช้อันเหมาะควรแก่บรรพชิตและอาศัยปัจจัย ๔ ในการดำรงชีวิตเพื่อให้ชีวิตเป็นไปได้ในการที่จะศึกษาพระธรรมอบรมเจริญปัญญาขัดเกลากิเลส เท่านั้น ได้แก่ อาหารบิณฑบาตที่มาจากศรัทธาของชาวบ้าน จีวรเครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรคเมื่อเกิดอาพาธ(เจ็บป่วย)

    พระภิกษุรูปใด รับเงินและทอง หรือ แม้ยินดีเงินและทองที่ผู้อื่นเก็บไว้ให้ ย่อมเป็นผู้ล่วงละเมิดพระวินัยบัญญัติที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ ต้องสละเงินนั้นในท่ามกลางสงฆ์ จึงจะแสดงอาบัติ (ปลงอาบัติ) ได้ จึงจะทำให้เป็นผู้พ้นจากโทษนั้นได้ แต่ถ้าพระภิกษุรูปใด มีเงินและทอง รับเงินและทอง ยินดีในเงินและทองแม้ที่เขาเก็บไว้ให้เพื่อตน ไม่เห็นโทษของการล่วงละเมิดพระวินัย ผู้นั้น ไม่ใช่ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ แต่เป็นผู้ไม่มีความละอาย ไม่มีความเคารพยำเกรงต่อพระรัตนตรัย เป็นผู้ไม่ได้กระทำตามที่ได้ปฏิญาณไว้ว่าตนเองเป็นพระภิกษุอันเป็นเพศที่แตกต่างไปจากคฤหัสถ์อย่างสิ้นเชิง เป็นมหาโจร หลอกลวงชาวบ้าน และถ้าหากมรณภาพ(ตาย) ในขณะที่มีอาบัติติดตัวอยู่ ก็เป็นผู้มีอบายภูมิเป็นที่ไปในเบื้องหน้า หมายความว่า ชาติหน้าเกิดในอบายภูมิ เท่านั้น ครับ

    ...อนุโมทนาในกุศลวิริยะของอ.ผเดิม เป็นอย่างยิ่ง
    และ อนุโมทนาในกุศลจิตของทุกๆท่านครับ....
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 20 เมษายน 2019
  15. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    26,961
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +53,270
    khampan.a
    u00002a7fdc151.jpg
    วันที่ 14 มิ.ย. 2561 20:11 น.

    ขออนุญาตร่วมสนทนาในความคิดเห็นที่ ๗ ครับ

    ๑. ถ้าหากว่า ก่อนบวช ได้ฟังพระธรรม ศึกษาพระธรรม มีความเข้าใจอย่างถูกต้อง รู้อัธยาศัยของตนเอง จึงสละทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อมุ่งสู่เพศที่สูงยิ่ง แล้วก็ยังต้องมีการศึกษาพระธรรมวินัย น้อมประพฤติตามสิกขาบทที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติ เมื่อเป็นผู้ทรงธรรม ทรงวินัย เป็นผู้มีศีล มีความเข้าใพระธรรมวินัยเป็นอย่างดี มีกำลังความสามารถที่จะพร่ำสอนผู้อื่นให้มีความเข้าใจอย่างถูกต้องตามพระธรรมวินัย ได้ เมื่อมีอายุพรรษา ๑๐ พรรษาขึ้นไป ท่านก็สามารถเป็นพระอุปัชฌาย์ ตามพระธรรมวินัยได้ ถ้าเป็นอย่างนี้ ปัญหาต่างๆ ก็จะไม่เกิดขึ้นเลย ไม่ว่าจะเป็นยุคใดสมัยใด ก็ตาม พระภิกษุ ก็ต้องศึกษาพระธรรมวินัย ซึ่งจะต้องศึกษาจากผู้เข้าใจพระธรรมวินัย ไม่ว่าจะอยู่ภายในวัด หรือ ที่วัดอื่น ก็ตาม และตามพระวินัยแล้ว พระภิกษุ เมื่อบวช ต้องอาศัยพระอุปัชฌาย์อาจารย์ในการพร่ำสอนพระธรรมวินัย อยู่แล้ว ดังนั้น จึงกล่าวสรุปในประเด็นที่ ๑ ได้ว่า ถ้าเข้าใจพระธรรมวินัย น้อมประพฤติตามแล้ว จะไม่มีปัญหาใดๆ เลย

    ๒. พระภิกษุ ไม่ใช่คฤหัสถ์ เป็นผู้มีชีวิตในเพศที่สูงยิ่ง สละชีวิตฤหัสถ์แล้ว เป็นชีวิตที่อยู่เพื่อขัดเกลากิเลสจริงๆ ไม่มีข้ออ้างใด ๆ ที่จะให้พระภิกษุรับเงินได้เลย เพราะพระภิกษุจะรับเงิน ไม่ได้โดยประการทั้งปวง รับเพื่อตนเอง ก็ไม่ได ้ ให้ผู้อื่นรับแทน ก็ไม่ได้ รับ เพื่อผู้อื่น ก็ไม่ได้ หรือ แม้แต่ รับเพื่อส่วนรวม ก็ยังไม่ได้ แสดงให้เห็นเลยว่า เงินทอง ไม่ควรแก่เพศบรรพชิตโดยประการทั้วปวง, พระภิกษุที่ท่านเข้าใจพระธรรมวินัย เป็นภิกษุในพระธรรมวินัยจริงๆ ท่านจะไม่รับและไม่ยินดีในเงินและทอง โดยประการใดๆ เลย หากเกิดเจ็บป่วย พระภิกษุด้วยกันก็สามารถพยาบาลดูแลรักษากันและกันได้ คฤหัสถ์ผู้มีศรัทธา สามารถถวายยารักษาโรค ได้ เป็นต้น และถ้าหากเป็นผู้รักษาพระวินัยจริงๆ ท่านก็ย่อมจะไม่ล่วงละเมิด ไม่ทำในสิ่งที่ผิด หากท่านเห็นว่าตนเองไม่สามารถอยู่ในเพศบรรพชิต ได้ ก็สามารถลาสิกขามาเป็นคฤหัสถ์ได้ ไม่มีโทษใดๆเลย

    ๓. การรับเงินทองของพระภิกษุ ผิดพระวินัย เป็นอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ การที่จะพ้นจากอาบัติข้อนี้ได้ ต้องมีการสละในท่ามกลางสงฆ์ สำนึกผิดจริงๆว่าจะไม่ทำอย่างนั้นอีก แล้วแสดงอาบัติจึงพ้นจากอาบัตินั้น ได้ การให้เงินแก่ผู้อื่น หรือ สละให้แก่ผู้อื่น ไม่ใช่การแสดงอาบัติข้อนี้ ก็ยังเป็นผู้ไม่พ้นจากอาบัติอยู่ดี

    ๔. ถ้าหากไม่มีพระภิกษุในพระธรรมวินัย ก็ย่อมจะไม่มีพระอุปัชฌาย์ตามพระธรรมวินัย ไม่มีก็คือ ไม่มี ไม่มีใครจะไปทำอะไรได้เลย ทุกอย่างเกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุปัจจัย แม้ไม่มีพระภิกษุเลย คฤหัสถ์ผู้เข้าใจพระธรรมวินัย เห็นคุณค่าของพระธรรมแต่ละคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ที่ช่วยกันศึกษาและดำรงความถูกต้องต่อไป เผยแพร่ความถูกต้องตามกำลังปัญญาของตน ต่อไป พระพุทธศาสนา ก็ยังดำรงอยู่ ไม่ใช่ว่า เมื่อไม่มีภิกษุแล้ว จะไม่มีพระพุทธศาสนาเหลืออยู่ เลย เพราะเหตุว่า พระพุทธศาสนา คือ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตราบใดที่ยังมีผู้ศึกษาและเข้าใจอย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม พระพุทธศาสนาก็ยังดำรงอยู่ ครับ

    ...อนุโมทนาในกุศลจิตของทุกท่านครับ...
     
  16. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    26,961
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +53,270
    การสังคายนาพระไตรปิฏก ครั้งที่ 2

    paderm
    picture?type=large.jpg
    วันที่ 12 ส.ค. 2554 16:46 น.

    ขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย

    ประวัติการทำสังคายนาครั้งที่ 2 ฝ่ายเถรวาท

    การสังคายนาครั้งที่ ๒ ของเถรวาท เมื่อพุทธศักราช ๑๐๐ คือ

    หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ 100 ปี ณ วาลิการาม เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี การสังคายนาครั้งที่ ๒ ปรารถพวกภิกษุวัชชีบุตรแสดงวัตถุ ๑๐ ประการ นอกธรรม นอกวินัย พระยศกากัณฑกบุตรเป็นผู้ชักชวน ได้พระอรหันต์ ๗๐๐ รูป พระเรวตะเป็นผู้ถาม พระสัพพกามีเป็นผู้วิสัชนา ได้พระอรหันต์ ๗๐๐ รูป พระเรวตะเป็นผู้ถาม พระสัพพกามีเป็นผู้วิสัชนาประชุมทำที่วาลิการาม เมืองเวสาลี เมื่อพุทธศักราช ๑๐๐ โดยพระกาลาโศกราชเป็นศาสนูปภัมภก์ สิ้นเวลา ๘ เดือนจึงเสร็จ หลังจากพระพุทธเจ้าได้เสด็จดับขันธปรินิพพานผ่านไปได้ ๑๐๐ ปี พระภิกษุที่จำพรรษาในเมืองเวสาลี ได้ประพฤติผิดวินัย ๑๐ ประการเรียกว่าวัตถุ ๑๐ ประการคือ

    ๑. ภิกษุจะเก็บเกลือไว้ในเขนง (ภาชนะที่ทำด้วยเขาสัตว์) แล้วนำไปฉันปนกับอาหารได้

    ๒. ภิกษุจะฉันอาหารหลังจากตะวันบ่ายผ่านไปเพียง ๒ องคุลี

    ๓. ภิกษุฉันภัตตาหารในวัดเสร็จแล้ว ห้ามภัตแล้วเข้าไปสู่บ้านจะฉันอาหารที่ไม่เป็นเดนและไม่ได้ทำวันัยกรรมตามพระวินัยได้

    ๔. ในอาวาสเดียวมีสีมาใหญ่ ภิกษุจะแยกกันทำอุโบสถได้

    ๕. ในเวลาทำอุโบสถ แม้ว่าพระจะเข้าประชุมยังไม่พร้อมกันจะทำอุโบสถไปก่อนได้ โดยให้ผู้มาทีหลังขออนุมัติเอาเองได้

    ๖. การประพฤติปฏิบัติตามพระอุปัชฌายะอาจารย์ ไม่ว่าจะผิดหรือถูกพระวินัยก็ตาม ย่อมเป็นการกระทำที่สมควรเสมอ

    ๗. นมส้มที่แปรมาจากนมสดแต่ยังไม่กลายเป็นทธิ(นมเปรี้ยว)ภิกษุฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว ห้ามภัตแล้ว จะฉันนมนั้นทั้งที่ยังไม่ได้ทำวินัยกรรม หรือทำให้เดนตามพระวินัยก็ได้

    ๘. สุราที่ทำใหม่ ๆ ยังมีสีแดง เหมือนสีเท้านกพิราบ ยังไม่เป็นสุราเต็มที่ ภิกษุจะฉันก็ได้

    ๙. ผ้าปูนั่งคือนิสีทนะอันไม่มีชาย ภิกษุจะบริโภค ใช้สอยก็ได้

    ๑๐. ภิกษุรับและยินดีในทองเงินที่เขาถวายหาเป็นอาบัติไม่ ต่อมาพระเถระอรหันต์ รูปหนึ่งชื่อพระยสกากัณฑกบุตร จากเมืองโกสัมพีได้ไปที่เมืองเวสาลี ได้พบเห็นพระภิกษุวัชชีบุตรชาวเมืองเวสาลี นำถาดทองสำริดเต็มด้วยน้ำ นำมาวางไว้ที่โรงอุโบสถ แล้วประกาศเชิญชวนให้ชาวบ้านบริจาคเงินใส่ลงในถาดนั้น โดยบอกว่าพระมีความต้องการด้วยเงินทอง แม้พระยสเถระจะห้ามปรามไม่ให้มีการถวายเงินทองในทำนองนั้น พระภิกษุวัชชีบุตรก็ไม่เชื่อฟังชาวบ้านเองก็คงถวายตามที่เคยปฏิบัติมา พระเถระจึงตำหนิทั้งพระวัชชีบุตรและชาวบ้าน ที่ถวายเงินทองและรับเงินทองในลักษณะนั้นเมื่อพระภิกษุวัชชีบุตรได้รับเงินแล้ว นำมาแจกกันตามลำดับพรรษานำส่วนของพระยสการัณฑบุตรมาถวายท่าน พระเถระไม่ยอมรับและตำหนิอีก ภิกษุวัชชีบุตรไม่พอในที่พระเถระไม่ยอมรับตำหนิ จึงประชุมกันฉวยโอกาสลงปฏิสาราณียกรรม คือการลงโทษให้ไปขอขมาคฤหัสถ์โดยกล่าวว่าพระเถระรุกรานชาวบ้าน ซึ่งพระเถระก็ยิยยอมไปขอขมาโดยนำภิกษุอนุฑูตไปเป็นพยานด้วย เมื่อไปถึงสำนักของอุบาสก พระเถระได้ชี้แจงพระวินัยให้ฟัง และบอกให้ชาวบ้านเหล่านั้นทราบว่า การกระทำของพระภิกษุวัชชีบุตรเป็นความผิด โดยยกเอาพระพุทธภาษิตที่พระพุทธเจ้าทรงไว้ความว่า "พระจันทร์และพระอาทิตย์ไม่ได้ร้อนแรงและรุ่งเรืองด้วยรัศมีเพราะโทษมลทิน ๔ ประการ คือ หมอก ควัน ธุลี และอสุรินทราหู กำบังฉันใด ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ จะไม่มีตบะรุ่งเรืองด้วยศีล เพราะโทษมลทิน ๔ ประการปิดบังไว้ คือ ดื่มสุราเมรัย เสพเมถุนธรรม ยินดีรับเงินและทองอันเป็นเหมือนภิกษุนั้นยินดีบริโภคซึ่งกามคุณ และภิกษุเลี้ยงชีพในทางมิชอบด้วย เวชชกรรม กุลทูสกะ (ประจบเอาใจคฤหัสถ์ด้วยอาการอันผิดวินัย) อเนสนา (การหาลี้ยงชีพในทางที่ไม่สมควรภิกษุ) และวิญญัติ (ขอสิ่งของต่อคฤหัสถ์ผู้ที่ไม่ญาติ ผู้ไม่ใช่คนปวารณา) พร้อมด้วยกล่าวอวดอตตริมนุษย์ธรรม อันไม่มีจริง"เมื่อพระยสกากัณฑกบุตรชี้แจง ให้อุบาสกอุบาสิกาเข้าใจแล้ว คนเหล่านั้นเกิดความเลื่อมใสพระเถระ อาราธนาให้ท่านอยู่จำพรรษา ณ วาลการาม โดยพวกเขาจะอุปฐากบำรุงและได้อาศัยท่านบำเพ็ญกุศลต่อไป ฝ่ายภิกษุที่เป็นอนุฑูตไปกับพระเถระ ได้กลับมาแจ้งเรื่องทั้งปวงให้ภิกษุวัชชีบุตรทราบ ภิกษุวัชชีบุตรจะใช้พวกมากบีบบังคับพระเถระด้วยการลงอุปเขปนียกรรม (ตัดสิทธิแห่งภิกษุชั่วคราว) แก่ท่านได้พากันยกพวกไปล้อมกุฏิของพระเถระ แต่พระเถระทราบล่วงหน้าเสียก่อนจึงได้หลบออกไปจากที่นั้นพระยาสกากัณฑกบุตรพิจารณาเห็นว่า เรื่องนี้หากปล่อยไว้เนิ่นนานไป พระธรรมวินัยจะเสื่อมถอยลง พวกอธรรมวาทีอวินัยวาทีได้พวกแล้วจักเจริญขึ้น จึงได้ไปเมืองปาฐาเมืองอวันตี และทักขิณาบถแจ้งให้พระที่อยู่ในเมืองนั้น ๆ ทราบ เพื่อจะได้ร่วมกันแก้ไขและได้ไปเรียนให้พระสาณสัมภูตวาสี ซึ่งพำนักอยู่ ณ อโหคังคบบรรพตทราบและขอการวินิจฉัยจากพระเถระ พระสาณสัมภูตวาสีมีความเห็นเช่นเดียวกับพระยาสกากัณฑกบุตรทุกประการ ในที่สุดพระเถระอรหันต์จากเมืองปาฐา ๖๐ รูป จากแคว้นอวัตีและทักขิณาบถ ๘๐ รูป ได้ประชุมร่วมกับพระสาณสัมภูตวาสีและพระยสกากัณฑกบุตร ณ อโหคังคบพรรพต มติของที่ประชุมเห็นร่วมกันว่าเรื่องนี้จะต้องมีการชำระกันให้เรียบร้อย โดยตกลงให้ไปอาราธนาพระเรวตเถระ ซึ่งเป็นพระอรหันต์ที่เป็นพหูสูต ชำนาญในพระวินัยทรงธรรมวินัยมาติกาฉลาดเฉียบแหลม มีความละอายบาปรังเกียจบาปใคร่ต่อสิกขาและเป็นนักปราชญ์ ให้เป็นประธานในการวินิจฉัยตัดสินเรื่องวัตถุ ทั้ง ๑๐ ประการนี้ พระสาณสัมภูตวาสีได้นำเรื่องวัตถุ ๑๐ ประการ เรียนถวายให้พระเรวตเถระทราบ และขอให้ท่านวินิจฉันทีละข้อ ปรากฏว่าทุกข้อที่ภิกษุวัชชีบุตรกระทำนั้น เป็นความผิดทางวินัยทั้งหมด จึงตกลงร่วมกันที่จะชำระเรื่องนี้ และจัดการสังคายนาพระธรรมวินัยทั้งหมด จึงตกลงร่วมกันที่จะชำระเรื่องนี้ และจัดการสังคายนาพระธรรมวินัยตามที่พระสังคีติกาจารย์ได้กระทำมาแล้วในคราวสังคายนา ในที่สุดที่ประชุมของพระอรหันต์ทั้งหลายได้ตกลงกันว่า อธิกรณ์ (เรื่องที่สงฆ์ต้องดำเนินการ) เกิดขึ้นในที่ใด ควรไปจัดการระงับในที่นั้นโดยพระเรวตเถระได้ประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ขอให้สงฆ์ระงับอธิกรณ์ด้วยอพุพาหิกา คือ การยกอธิกรณ์ไปชำระในที่เกิดอธิกรณ์ สงฆ์ได้คัดเลือกพระเถระ ๘ รูปคือ

    - พระสัพพากามีเถระ พระสาฬหเถระ พระขุชชโสภิตเถระ พระวาสภคามีเถระทำหน้าที่แทนฝ่ายปราจีนคือพวกวัชชีบุตร ทำหน้าที่ในการวินิจฉัยอธิกรณ์

    - พระเรวตเถระ พระสาณสัมภูตวาสี พระยสกากัณฑกบุตร เถระพระสุมนเถระเป็นตัวแทนฝ่ายเมืองปาฐา ทำหน้าที่เป็นตัวแทนฝ่ายเมืองปาฐา ทำน้าที่เป็นตัวแทนฝ่ายสงฆ์ธรรมวาที มีหน้าที่ในการเสนออธิกรณ์ต่อสงฆ์ สงฆ์ได้มอบหมายการสวดปาติโมกข์ การจัดแจงเสนาเสนะให้เป็นหน้าที่ของพระอชิตะ ซึ่งพรรษาได้ ๑๐ พรรษา และตกลงเลือกเอาวาลิการามหรือวาลุการาม เมืองเวสาลี อันเป็นที่เกิดเรื่องวัตถุ ๑๐ ประการ เป็นศิษย์ของพระอนุรุทธเถระ อีก ๖ รูป เป็นศิษย์ของพระอานนท์เถระซึ่งเป็นสังคีติกาจารย์สำคัญในราวปฐมสังคายนา เมื่อพระเจ้ากาลาโศกราชรับสั่งให้พระสงฆ์ทัเง ๒ ฝ่ายประชุมร่วมกัน และขอให้แต่ละฝ่ายแถลงเหตุผลให้ทราบ ทรงโปรดในเหตุผลของฝ่ายพระอรหันต์ทั้งหลาย จึงปวารณาพระองค์ที่จะให้การอุปถัมภ์ฝ่ายอาณาจักรทุกประการ และโปรดให้ชำระมลทินพระศาสนา พร้อมด้วยการทำทุติยสังคายนา (การร้อยกรองพระธรรมวินัยครั้งที่ ๒) ที่วาลุการาม เมืองเวสาลี พระอรหันต์เข้าร่วม ๗๐๐ รูป

    จากนั้นพระเถระทั้งหลายจึงเริ่มสังคายนาพระธรรมวินัยตามแบบที่พระมหากัสสปเถระเป็นต้น ได้กระทำในคราวปฐมสังคายนากระทำสังคายนาคราวนี้ใช้เวลา ๘ เดือนจึงสำเร็จ นี่คือประวัติการทำสังคายนาครั้งที่สองของเถรวาทครับ

    เชิญคลิกอ่านที่นี่ครับ... เหตุของการสังคายนา ครั้งที่ 2 [จุลวรรค]

    ส่วนฝ่ายมหายานนั้น มหายานก็เกิดขึ้น กำเนิดขึ้นจากการสังคายนาครั้งที่ 2 ของเถรวาทนั่นเองเพราะมีกลุ่มภิกษุกลุ่มหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยในการทำสังคายนาครั้งนี้ ในเรื่องที่ลงมติว่าวัตถุ 10 ประการผิด จึงเป็นผลให้ภิกษุชาววัชชีประมาณ 700 รูป แยกตัวออกไป ไม่ยอมปฏิบัติตามหลักพระวินัยเดิมที่พระเถระผู้ใหญ่กำหนดในการทำสังคายนาครั้งนี้ และมีภิกษุอื่น ๆ ที่เห็นด้วยกับพวกภิกษุวัชชีบุตรอีกรวมแล้วประมาณ 10,000 รูป จากนั้นก็พากันจัดทำสังคายนาขึ้นใหม่ เรียกว่า “มหาสังคีติ” ประกาศขื่อของพวกตนว่า “มหาสังฆิกะ” ซึ่งแปลว่า พวกมากหรือหมู่ใหญ่ นั่นก็คือการกำเนิดขึ้นของมหายานนั่นเองครับ จากในคราวที่มีการทำสังคายนาครั้งที่ 2 ครับ ขออนุโมทนา

    อุทิศกุศลให้สรรพสัตว์
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 20 เมษายน 2019
  17. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    26,961
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +53,270
    khampan.a
    u00002a7fdc151.jpg
    วันที่ 12 ส.ค. 2554 17:58 น.

    ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

    พระวินัยบัญญัติทุกสิกขาบท เป็นการบัญญัติโดยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งหมด ไม่มีใครที่จะไปแก้ไข เพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงพระวินัย ได้ แต่ควรอย่างยิ่งที่จะได้ศึกษาด้วยความละเอียดรอบคอบจริง ๆ และน้อมประพฤติปฏิบัติตาม ด้วยการละเว้นในสิ่งที่พระองค์ทรงห้าม และ กระทำในสิ่งที่พระองค์ทรงอนุญาต นี้แหละคือ สิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง เพราะทั้งหมดนั้นเป็นไปเพื่อการขัดเกลากิเลสทั้งสิ้น

    แต่เนื่องจากภิกษุบางพวก เป็นผู้หย่อหย่อนในพระธรรมวินัย ไม่มีความจริงใจในการที่จะขัดเกลากิเลสจริง ๆ จึงมีการกระทำในสิ่งที่ผิด ไม่เป็นไปตามพระธรรมคำสอน มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้วในเรื่องของพระวินัย ถ้าศึกษาผิด ไม่เข้าใจอย่างถูกต้องแล้ว ก็เป็นเหตุให้ต้องอาบัติได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง แม้แต่ในเรื่องวัตถุทั้ง ๑๐ ประการของพวกภิกษุชาววัชชี อันเป็นเหตุให้มีการกระทำสังคายนาครั้งที่ ๒ นี้ก็เช่นเดียวกัน ทั้ง ๑๐ ประการ ไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย เป็นเหตุให้พระอรหันต์ทั้งหลาย (ทั้งหมด ๗๐๐ รูป มีพระยสกากัณฑบุตร เป็นต้น) ซึ่งเป็นผู้ที่รักษาพระธรรมวินัย มุ่งที่จะรักษาพระธรรมวินัยให้ดำรงอยู่ต่อไป ได้กระทำการสังคายนาครั้งที่ ๒ ขึ้น ที่ วาลิการาม เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี (หลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว ๑๐๐ ปี) เพื่อชำระแก้ไขการยึดถือผิดในวัตถุ ๑๐ ประการ ให้แก่พุทธบริษัทได้เข้าใจอย่างถูกต้อง และพระธรรมวินัยทั้งหมด ก็สืบทอดมาจนทระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ครับ
    ...ขออนุโมทนาในกุศลจิตของทุก ๆ ท่านครับ...

    https://www.dhammahome.com/webboard/topic18926.html
     
  18. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    26,961
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +53,270
    ไฟฉายเตรียมน้อมถวายพระประสิทธิ์ ยโสธโร กาฬสินธิ์ แล้วครับ

    " กองทุนพระอาพาธ " ขอปวารณาสังฆทานเป็นไฟฉายจำนวน 1 กระบอก ( ไม่มีแบตเตอรี่ ) [ สามารถใช้แบตเตอรี่ AAA 3 ก้อนพร้อมลังถ่านหรือแบตชาร์จขนาด 18650 ให้ปอก adapter ไปด้วย ] จัดส่งด้วยวิธี EMS ทางไปรษณีย์ทั่วประเทศไทย ภายในระยะเวลา 1 เดือน 20 เมษายน - 20 พฤษภาคม 2562 แก่พระภิกษุที่ไม่รับเงินและทองที่ท่านต้องใช้ไฟฉายในการดำรงชีพในป่าหรือในสถานที่ไม่มีไฟฟ้าครับ

    พระภิกษุรูปใดโพสต์รับสังฆทานนี้ " กองทุนพระอาพาธ " จัดส่งน้อมถวายเป็นสังฆทานครับ
    20190420_113405.jpg 20190420_113503.jpg 20190420_113621.jpg 20190420_113739.jpg 20190420_113800.jpg 20190420_113831.jpg 20190420_113912.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 3 พฤษภาคม 2019
  19. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    26,961
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +53,270
    ไฟฉายเตรียมน้อมถวายพระประสิทธิ์ ยโสธโร กาฬสินธิ์แล้วครับ

    " กองทุนพระอาพาธ " ขอปวารณาสังฆทานเป็นไฟฉายจำนวน 1 กระบอก ( พร้อมแบตเตอรี่จีน ) [ ใช้แบตเตอรี่ AAA 4 ก้อน ] จัดส่งด้วยวิธี EMS ทางไปรษณีย์ทั่วประเทศไทย ภายในระยะเวลา 1 เดือน 20 เมษายน - 20 พฤษภาคม 2562 แก่พระภิกษุที่ไม่รับเงินและทองที่ท่านต้องใช้ไฟฉายในการดำรงชีพในป่าหรือในสถานที่ไม่มีไฟฟ้าครับ

    พระภิกษุรูปใดโพสต์รับสังฆทานนี้ " กองทุนพระอาพาธ " จัดส่งน้อมถวายเป็นสังฆทานครับ
    20190420_113950.jpg ไฟฉายแบบหลอด LED 10 watt ( ความยาวประมาณ 8 - 9 นิ้วฟุต )
    20190420_114051.jpg
    เปิดใช้งาน 2 อย่าง
    1 เปิดสว่างทันที
    2 เปิดสวิททิ้งไว้ เมื่อมีคนเดินผ่านไฟจะติดเพราะใช้เซ็นเซอร์ เมื่อคนเดินผ่านไประยะหนึ่งไฟจะดับเอง
    20190420_114215.jpg
    มีแป้นยึดน๊อตสกรูจับเพดานหรือผนังกำแพงได้ 20190420_114309.jpg
    แป้นหรือแลคยึดจับเพดานหรือผนังกำแพงแยกชิ้น สามารถถอดไฟฉายออกไปได้ทุกเมื่อ 20190420_114459.jpg
    ถ่านไฟฉายขนาด AAA 4 ก้อนของจีนไปพร้อมกันครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 3 พฤษภาคม 2019
  20. glassbuddha2009

    glassbuddha2009 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2008
    โพสต์:
    26,961
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +53,270
    วิทยาทาน : ความรู้เกี่ยวกับน้ำผึ้ง

    น้ำผึ้งดอกไม้ป่า (สาบเสือ) เป็นน้ำผึ้งที่ได้มาจากแหล่งน้ำหวานของดอกไม้ที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ รสชาติหอมหวานมีคุณสมบัติเหมือนกับน้ำผึ้งลำไย ต่างกันที่รสชาติ น้ำผึ้งดอกไม้ป่าจะมีรสชาติหอมเย็น ความหอมหวานของน้ำผึ้งดอกไม้ป่านานาชนิดในเขตจังหวัดน่าน นิยมถูกนำไปใช้ในเชิงสมุนไพร

    วิธีรับประทาน : ใช้ชงดื่ม หรือผสมเพื่อเพิ่มรสชาติของอาหาร หรือเครื่องดื่มต่างๆ ปรุงอาหาร ขนมต่างๆ แทนน้ำตาล

    น้ำผึ้งจากดอกไม้ป่า มีสารอาหารโพนเลน ช่วยรักษาอาการภูมิแพ้ มีสารอาหารไลโซไซม์ ซึ่งเป็นสารแอนตี้ไบโอติกธรรมชาติช่วยยับยั้งเชื้อโรคในร่างกาย มีคุณสมบัติใช้ในการรักษาบาดแผล เพื่อฆ่าเชื้อโรค แก้โรคท้องผูก อุดมด้วยธาตุเหล็ก แคลเซียม โปแทสเซียม วิตามินรวม โปรตีน เป็นต้น

    ส่วนประกอบ : น้ำผึ้งจากดอกไม้ป่า(สาบเสือ) 100%

    บริษัท ฟาร์มผึ้งสายัณห์ จำกัด
    มีนาคม 2560
    http://www.sayanhoneyfarm.com/b/8
    7m.jpg
     

แชร์หน้านี้

Loading...