ขอความคิดเห็น

ในห้อง 'พุทธศาสนา และ ธรรมะ' ตั้งกระทู้โดย เด็กชอบพระ, 26 ตุลาคม 2010.

  1. เด็กชอบพระ

    เด็กชอบพระ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 มีนาคม 2010
    โพสต์:
    22
    ค่าพลัง:
    +48
    สวัสดีครับผมมีความคิดส่วนตัวที่ไม่ทราบว่าความคิดนี้ถูกหรือไม่จึงจะมาขอความคิดเห็นหน่อยนะครับ ผมจะเปรี่ยบเทียบว่า

    การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เปรี่ยบกับรถไฟการเกิดคือการลงจากรถไฟ ใช้ชีวิตจนถึงการความเจ็บคือการพักผ่อนเเละการเก็บเงินเพื่อซื้อตั๋วเที่ยวต่อไป การตายเป็นการขึ้นรถไฟเพื่อไปสู่จุดหมาย จุดหมายของผมคือการเข้านิพพานซึ่งเหมือนกันกับทุกคน โดยตั๋วนั้นจะเป็นตัวกำหนดระยะทาง ตั๋วในที่นี้ก็คือบุญกับบาปหากเราได้ตั๋วที่ทำด้วยบุญเเล้วระยะทางในการเดินทางจะสั้นลงแต่หาเราได้ตั๋วบาประยะทางจะยาวขึ้นไปอีกซึ่งระหว่างที่เรากำลังพักเก็บบุญหรือบาป
    นั้นช่วยนี้เราสามารถจะหาคนที่จะสามารถไปรถไฟเที่ยวเดวกับเราได้ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ ปูย่า ตายาย เพื่อนพี่น้องก็ได้
    นี้คือความคิดส่วนตัวของผมผมคิดถูกไหมครับ
     
  2. bluebaby2

    bluebaby2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 กันยายน 2010
    โพสต์:
    2,471
    ค่าพลัง:
    +4,295
    ไม่มีถูกหรือผิดหรอกครับแต่น่าสนใจดีนะครับผมเห็นต่างนิดหน่อย แต่เห็นด้วยที่ว่าจุดมุ่งหมายคือนิพพาน แต่ทางที่จะไปถึงนิพพานมีมากมายหลายทางทางที่คดเคี้ยวลำบากสุดๆ ทางสบายๆ ก็มี ส่วนเราเลือกได้เลยว่าจะไปทางสบายหรือทางที่คดเคี้ยวลำบาก หรืออาจเลือกจากลำบากเป็นสบายก็ได้ สบายเป็นลำบากก็ได้ตามแต่ใจเราเลย ทางสบายคือเราไม่ต้องแวะรับใคร ทางที่คดเคี้ยวลำบากคือเราต้องแวะรับหลายๆ คนและพาไปด้วยกัน ส่วนการที่เราจะเลือกไปทางไหนต่อก็ขึ้นกับ บารมีที่เราทำ จะเดินไปข้างหน้าหรือย้อนกลับทางเดิมก็เกี่ยวกับ บาป บุญ ที่เราทำ
     
  3. khomeraya

    khomeraya เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    1,833
    ค่าพลัง:
    +21,369
    ก็ถือว่ามีส่วนถูกในแง่ที่เปรียบเทียบเหมือนกับการเดินทาง

    เพียงแต่ผมเห็นว่า.... การเกิด ก็คือการขึ้นรถไฟ เกิดใหม่ชาติหนึ่ง ก็ขึ้นรถไฟขบวนหนึ่ง

    การตายเปรียบเสมือนการลงจากรถไฟ ในระหว่างการเดินทาง ก็แก่ และเจ็บ เปรียบเสมือนการเดินทางด้วยรถไฟขบวนนั้นใก้ลจะถึงชานชาลา แต่ยังไม่ใช่จุดหมาย เพราะยังต้องเดินทางอีกไกล

    บุญกับบาป ก็เป็นสิ่งที่เราจะนำติดตัวไปในการเดินทางบนขบวนรถไฟขบวนนั้น บุญเปรียบเสมือนเสบียง ส่วนบาปเปรียบเหมือนถ่านร้อนๆ ที่อังอยู่ใต้เบาะนั่ง นั่นแหละ เอาไปด้วย ไปไหนไปด้วย....

    ระหว่างการเดินทางก็สามารถนำคนอื่นไปด้วยได้ ถึงแม้เราจะไม่ปรารถนาจะรื้อขนสัตว์โลกก็ตาม เพียงแต่การนำคนอื่นไปนั้น อาจไม่เยอะเหมือนกับผู้ที่ตั้งใจจะรื้อขนสัตว์โลก

    ขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไป
     
  4. Reynolds

    Reynolds เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    578
    ค่าพลัง:
    +1,502
    ถ้าไม่อยากขึ้นรถไฟแล้ว รู้สึกเหนื่อยที่จะขึ้นที่จะเดินทาง ก็จงหยุดเดนทาง พักผ่อน หยุดทุกเรื่องที่ทำให้เหนื่อยกับการเดินทาง ด้วยการอยู่กับความสงบ สิ่งที่เราทำนั้นมันเหนื่อย ก็คือการใช้ชีวิตการเดินทางทุกอย่างมันเหนื่อย เมื่อมันเหนื่อยไม่มีเหตุผลอะไรที่เราต้องฝืนตัวเอง การงานที่เราทำนั้นเราทำเพื่ออ่ะไร เพื่อเลี้ยงชีพเลี้ยงพ่อแม่ หากทำเพื่อสิ่งนู้นสิ่งนี้ม่จบไม่สิ้น แต่ถ้ามองในแง่พระพุทธเจ้าท่านแล้ว มันไม่ใช่หนทางแห่งการหลุดพ้นเลย ชีวิตประจำวันถึงแม้เราจะระวัง ไม่กระทำบาป แต่เรายังอยู่ในกระแสของโลก มันก็ต้องเผลอสร้างเวรกรรม ได้บ้างไม่มากก็น้อย เช่น ทาง กาย วาจา ใจ ฉะนั้นไม่ใช่การหยุดที่ถูกต้อง การหยุดที่ถูกต้องคือการตัดทุกอย่างแล้วเดินตามทางของพระพุทธองค์แล้วตามหาทางนิพพาน คือทางสว่างในใจตนเองหยุดก่อเวร กรรม หยุดการเบียดเบียนทุกอย่าง การไม่เบียดเบียนก่อมีศีลกำกับไว้ให้แล้ว มีเมตตา ไม่ก็บของอันใดไว้และถือว่ามันเป็นของของตนเอง ละได้ทุกอย่าง เราเป็นเพียงธาตุๆหนึ่งที่เกิดมา ในโลกที่มีแต่การอุปโลก สมมุติ นั่นนี่ ว่านู่นคือนู่น นี่คือนี่ นั่นคือเราของเรา แท้ที่จริงแล้วไม่มีอันไหนเป็นของเราซักอย่างเลย เพราะการหลงในสิ่งที่อุปโลกพวกนี้ไม่ใช่หรอ คือสิ่งที่ทำให้เรามาเวียนว่ายไม่รู้จักจบจักสิ้น ธรรมะพระพุทธองค์ รู้แล้วให้นำมาปฏิบัติ ไม่ใช่ให้นำมายึดไว้ว่าเรารู้นะ แต่ต้องนำมาปฏิบัติ อย่ายึดติด บางคนนำมายึดติดจนเป็นทุกข์ก็มี ธรรมะคือธรรมชาติ คือความสุข คือสิ่งที่นำมาปฏิบัติ นำมารู้ นำมาเข้าใจ ฉะนั้นสิ่งใดที่ทำให้เกิดทุกข์สิ่งนั้นย่อมไม่ใช่ธรรมะ แต่ธรรมะต้องมีสติ ฉะนั้นควรสุขอย่างมีสติ อย่างรู้ควรไม่ควร สุขอย่างไม่ยึดติด สุขอย่างเข้าใจความเป็นไปแล้วเราจะเข้าถึงความสุข สุขอย่างไม่อยา่าง ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง สุขอย่างเมตตา สุขอย่างให้อภัย สุขอย่างไม่โกรธ ไม่เกลียด สุขอย่างรู้จักให้ สุขอย่างรู้จักเสียสละ แล้วเราจะมีความสุขครับ ถ้าเราเข้าใจธรรมะจริงๆแล้ว เราจะใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขครับ ต้องนำมาปฏิบัติด้วยนะ ไม่ต้องนำมายึดติดยึดถือ การยึดติดยึดถือบางทีก็ทำให้เป็นทุกข์นะครับรู้แล้วก็ปล่อยวางไปไม่ต้องคิดอะไรนาปฏิบัติ แต่ถ้าหากเรามีครอบครัว มีบ่วงทุกอย่างเราก็ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ตั้งหน้าตั้งตาทำงานของเราให้ดีที่สุด ถือศีล ไม่เบียดเบียน ตั้งใจสร้างบุญสร้างกุศลมีเวลาก็ไปพักผ่อนบ้าง ไปถือศีลปฏิบัติ ไม่ใช่ก้มหน้าก้มตาทำแต่งานจนกลายเป็นทุกข์หนักเครียดหนัก จนกลายเป็นมนุษย์บ้างานก็มี พักผ่อนบ้างพากครอบครัวไปเที่ยวไปทำบุญ บ้างใช้เงินบ้าง แล้วก็อย่าลืมสะสมบุญไว้เยอะๆนะครับ บุญใดเท่าธรรมทานและการปฏิบัติเป็นไม่มีครับ บุญกฐินก็เยอะนะครับ อิอิ สู้ๆครับ อนุโมทนาบุญกับนักปฏิบัติทุกท่านนะครับ ขอให้ได้พบทางนิพพานกันทุกท่านนะครับสาธุ
     
  5. narttayakorn

    narttayakorn สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    1
    ค่าพลัง:
    +18
     
  6. ดินหอม

    ดินหอม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    195
    ค่าพลัง:
    +189
    รถไฟขบวนนี้ของพระเจ้า ของไกรวัลย์ธรรม ของเต๋า ของธรรมชาติ
    เป็นรถไฟที่ไม่มีจุดหมาย เป็นรถไฟที่วิ่งเป็นวงกลม ไม่มีวันจบสิ้น
    ขบวนรถไฟที่มีพร้อมทุกสรรพสิ่งทุกรสชาด ทุกอารมณ์อันน่าหลงใหลดั่งดินหอม
    จนวิญญาณต้องใหลหลงลงมาชิม
    ติดใจกลายเป็นเชือกผูกมัดเหนียวแน่น
    รู้ว่าทุกข์ก็มากสุขก็มากก็ยังติดใจไม่ปล่อยวาง ไม่ขุดถอน
    พบทุกข์ทีก็หาทางออกทีไม่เอาไม่เกิดแล้ว
    พอเจอสุขเข้าก็เกาะเกี่ยวยึดมั่นต่อไป
    ถึงขนาดหวังสร้างบุญเผื่อขบวนหน้า จะได้นั่งตู้VIP
    คุณเข้าใจถูกแล้ว การทำบุญกุศลสละทรัพย์แบ่งปันผู้ทุกข์ยาก
    เป็นเมตตาบารมีย่อมได้รับผลตอบแทนเป็นทวีคูณ
    ย่อมได้เกิดดี ปัญญาดี รูปงาม มากทรัพย์สินบริวาร
    แต่การปล่อยวางจะยากขึ้นไปเรื่อยๆ เป็นเงาตามตัว
    ยิ่งทรัพย์มากสุขมาก ยิ่งเอาแต่ใจตน ยิ่งโลภยิ่งทำบาป
    ยิ่งยึดเกาะเหนี่ยวแน่น ยากจะสละสมบัติ
    แต่หากยังมีเมตตา ทำบุญมากก็เสวยสุขต่อในขบวนหน้า
    แต่ถ้าตรงข้าม ดุร้าย อาฆาต ก็อาจจะเจอตู้บรรทุกสัตว์ ตู้ยาจกเข็ญใจ
    แต่ทั้งพระราชา ยาจกเข็ญใจ สัตว์เดรฉาน ก็ยังมีทุกข์อยู่ร่ำไป
    พ่อแม่พี่น้องปู่ย่าตายายหรือตัวเรา ถ้ายังติดดินหอมก้อนนี้อยู่
    ยังไงก็ต้องขึ้นรถไฟขบวนทุกข์สุขหัวเราะ ร้องไห้วนกันต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด

    แต่ถ้าจะไปขบวนนิพพาน บนรถไฟขบวนนั้นไม่มีอะไรเลย
    ไร้ทุกข์ ไร้สุข ไร้รสชาด ไร้อารมณ์ ไม่มีอะไรที่น่าหลงใหล
    ไม่มีสมบัติ มีแต่ความว่างเปล่า สงบเงียบ ไร้รูป ไร้นาม เป็นนิรันดร
    รถไฟขบวนนิพพานมีอยู่ จอดรออยู่นานแล้ว แต่ไม่มีใครอยากขึ้น
    ถ้าท่านพร้อมจะสละทรัพย์ทุกอย่าง ที่ท่านมีอยู่ในปัจจุบัน
    แล้วขึ้นรถไฟขบวนเดียวกับพระพุทธเจ้า พระผู้ละจากสมบัติพระราชา พระองค์ขึ้นไปนั่งรอพวกท่านอยู่นานแล้ว
    รอท่านปล่อยวางทุกสิ่ง แล้วไปกับพระองค์ สู่จุดหมายนิพพานัง.

     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • 01.jpg
      01.jpg
      ขนาดไฟล์:
      6.2 KB
      เปิดดู:
      93
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 30 ตุลาคม 2010
  7. Red Leaf

    Red Leaf เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 ธันวาคม 2006
    โพสต์:
    1,397
    ค่าพลัง:
    +4,547
    อยากเปรียบว่า การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เปรียบเสมือนขบวนรถไฟที่น้อยคนนักจะหาทางลงพบมากกว่าค่ะ เป็นการเดินทางที่ไม่รู้จบ จนเมื่อเราเบื่อการเดินทางนี้แล้ว รู้ว่าจุดหมายที่แท้ของการเดินทางนี้ คือความทุกข์ และหาทางลงกลางทางได้สำเร็จ นี่แหละค่ะคือการเข้าสู่พระนิพพาน

    คนเรานั้นเมื่อตาย ก็ยังตายไม่จริง เพราะตายแล้วยังต้องเกิดมาเสวยสุข ทุกข์ ภพชาติต่อไป ต่อเมื่อเข้าถึงพระนิพพานได้แล้วนั่นแหละค่ะ คือตายจริง เพราะไม่ต้องเกิดอีกต่อไป

    การเดินทางสู่พระนิพพานนั้น ต้องพร้อมด้วยบารมีทั้ง 10 ทัศ (นี่ว่าเฉพาะสาวกภูมินะคะ) จะอาศัยว่า ข้ามีปัญญาอย่างเดียวนั้นไม่สำเร็จ ทาน ศีลและบารมีอื่นๆ ทั้ง 10 ต้องพร้อม จึงจะมีแรงดันให้ปัญญาเห็นธรรมเปิด....นี่เองคือเหตุผลที่พระสาวกท่านต้องบำเพ็ญบารมี 10 ทัศ และพระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญบารมี 30 ทัศ

    เปรียบง่ายๆว่า "เก่ง" อย่างเดียวไม่มีทางสำเร็จต้องมี "เฮง" คือบารมีทางธรรมที่เราสร้างมาด้วยเป็นตัวช่วยหลักค่ะ

    โมทนาและเจริญในธรรมนะคะ

    [​IMG]
     
  8. รอดมี

    รอดมี เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 มิถุนายน 2009
    โพสต์:
    155
    ค่าพลัง:
    +161
    การไปดวงจันทร์เส้นทางคับแคบตรงไหน จะเปรี่ยบเทียบอะไร
    นึกถึงหลักความจริงมั้ง ท้องฟ้ากว้างใหญ่ไพศาล ดันมาบอกว่า
    เส้นทางคับแคบเส้นเดียว

    อะไรกันหว่า ดันเอาชีวิตมนุษย์ที่เกิดมา ไปเปรียบกับพ่อค้า
    ในทางธรรม คนทำสิ่งใดย่อมได้สิ่งนั้น ตามกฎแห่งกรรมไม่มีกำไรขาดทุน
    แต่พอค้าทำเพื่อผลกำไร ทำสิบเอาร้อย ทำร้อยเอาพัน
    เปรียบมั่วอ่านแล้วงง
     

แชร์หน้านี้

Loading...