ขอความรู้ครับ

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย คนเดินทาง ฟังเสียงธรรม, 28 กรกฎาคม 2018.

  1. คนเดินทาง ฟังเสียงธรรม

    คนเดินทาง ฟังเสียงธรรม สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 พฤษภาคม 2018
    โพสต์:
    11
    ค่าพลัง:
    +4
    ผมนั่งสมาธิพอเริ่มกำหนดลม อาการที่มีและเกิดขึ้นบ่อยตอนเริ่มนั่งคือ
    1.พอจิตเริ่มเข้าสมาธิ ปลายเท้าเหมือนมีบางอย่างวิ่งตามปลายเท้า บางส่วนของขาหลังมือมีอาการ เย็นเหมือนมีน้ำแข็งมาหยดใส่
    2.กลางกระหม่อมเสียววูบวาบมีบางอย่างหมุนรอบๆหัวและวิ่งเข้ากลางกระหม่อมรู้สึกวูบวาบไปทั้งตัว
    3.มือชามีน้ำหนักเหมือนมีบางอย่างหนักๆอยู่ในมือ
    4.พอนั่งไปสักพักมีอาการกระตุกจากนั่งหลังตรงกระตุกหนึ่งทีและอาการเริ่มเข้าสู่ชาณนิ่งลึกกว่าเดิม
    5.เริ่มสั่นไปทั้งกายและใจเหมือนจะขาด แต่พอสักพักเหมือนตัวแข็งไปหมดและเหมือนเรากำลังมองดูตัวเองแต่ยังรู้สึกว่าใจจะขาด
    6.มีนิมิตเห็นตัวเองเป็นพระนั่งสมาธิอยุ่ตรงต้นไม้ใหญ่มีธารน้ำ และก็แวบไป เป็นอีกชุดอีกพบอีกพบอีกพบ เป็นเรื่องราว สลับไปมา
    7.เห็นเทพอยู่ในแก้วใส่ๆปรากฎตรงหน้าและ เห็นคำว่ามุตตา และเทพองค์นั้นก็ใช้มือปาบางอย่างเข้ามาหาตัวเรา มีบางอย่างสีเขียวอยู่ในมือเรา และมีแสง รู้สึกได้ถึงน้ำหนักในมือ
    แค่นี้ก่อนครับ ขอความรู้หน่อยครับผมไม่ค่อยได้คุยกับใครเพราะกลัวว่าเค้าคิดว่าเราบ้า. เคยลองไปคุยแล้วเค้าบอกว่าเราเริ่มเพี้ยนแล้ว. ผมก็เลยไม่พูดเลยคับ เลยอยากจะรู้ว่าผมปติบัตในการนั่งสมาธิถูกหรือผิดมีผลเสียหรือหลงทางรึป่าวคับ. นั่งลำพังมาตลอดไม่เคยมีใครสอนเลยไม่กล้าถามใครวันนี้เลยต้องการทราบคับ ขอบพระคุณครับ
     
  2. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,417
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +11,490
    อย่ไปสนใจอาการต่างๆครับ

    ปฏิบัติกรรมฐานกองไหนอยู่ ให้มีสติจดจ่ออยู่กับคำบริกรรมภาวนา ในกรรมฐานกองที่เราปฏิบัติครับ

    จะเกิดอะไรก็แล้วแต่ จะเห็นนิมิตอะไรก็แล้วแต่ ให้มีสติ รับรู้ แล้วก็วาง อย่าไปใส่ใจคับ
     
  3. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,417
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +11,490
  4. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,685
    ค่าพลัง:
    +6,434
    +++ 2 ข้อแรก จะยังไม่อธิบาย เพราะนอกจากจะ "ยาว" แล้ว ยังไม่เกิดประโยชน์อะไรกับผู้ถาม อีกด้วย

    +++ ให้ทราบไว้แค่เพียง "มันเกิดขึ้นได้ มันมีอยู่ มันหายไปได้" เท่านั้นพอ
    +++ ให้ "ขยายอาการ มีน้ำหนักตรงนี้ ให้ทั่วทั้งตัว แล้วอยู่กับมัน"

    +++ ก็จะได้ "ความรู้สึกตัวทั่วถึง พร้อม สติสัมปชัญญะ เต็มฐาน"

    +++ หากทำได้ แล้วเกิด "สติสัมปชัญญะ เต็มฐาน" เมื่อใด เมื่อนั้น ถือว่าเริ่มเข้าสู่ "โภชฌงค์ 7" ณ ขณะนั้น ๆ
    +++ อาการกระตุก กริบหนึ่งในส่วน กระดูกสันหลัง เกิดจากการ "วางรูปกาย เข้าสู่ นามกาย (ฌาน)"

    +++ ให้อยู่กับ "ความรู้สึก (ฌาน)" ของคุณ ต่อไป
    +++ การใช้ภาษา "ใจเหมือนจะขาด" ตรงนี้ หากคุณ เจอคนที่ไม่เคยผ่านตรงนี้มา เข้าก็จะ แนะนำให้คุณเลิกฝึก เป็นธรรมดา

    +++ เพราะ "ภาษา" ของคุณนั้น ชี้นำ ไปที่ "ทุกข์ ปริ่มจะขาดใจ" ประเภทนั้น ทั้ง ๆ ที่ "มันไม่ใช่"

    +++ มันเป็น "อาการขยายตัว ของความรู้สึกจิต จนเต็มตัว" แต่อาการคล้าย ๆ เกร็งสั่นไปหมดทั้งตัว เท่านั้น

    +++ พอมัน "อยู่ตัว" แล้ว มันก็จะ "คงตัวอยู่อย่างนั้น" ตรงนี้ เหมือน ตัวแข็งไปหมด นั่นเอง

    +++ ส่วนอาการ "แต่ยังรู้สึกว่าใจจะขาด" ตรงนี้เป็นอาการที่ "กำลังจะ วางลมหายใจ" เข้าสู่ "อัปนาสมาธิ"

    +++ คราวหน้า หากคุณ สามารถเข้าสู่ "ความรู้สึกทั้งตัว" ได้เอง โดยไม่ต้องพึ่งลมหายใจ ก็ให้ ทำไปเลย

    +++ แล้วอาการ "รู้สึกว่าใจจะขาด" จะไม่ปรากฏ ตรงนี้เป็น "ด่านสำคัญ" ของ อานาปานสติ ที่จะเข้าสู่ สัมโภชฌงค์

    +++ พูดภาษาง่าย ๆ คือ เป็น "ด่านสำคัญ" ณ ขณะที่ "กำลังวางลมหายใจ เข้าสู่ ฌาน" นั่นเอง
    +++ ตรงนี้ "เป็นนิมิตแทรก" ที่เกิดจาก อาการในข้อที่ 5 ที่ "ไม่สามารถ ฝ่าด่านได้เต็มตัว" นิมิตจึงเกิดขึ้น
    +++ ตรงนี้เป็น "นิมิต ในระดับ ภวังค์จรณะ (moving picture)" เป็นผลลัพธ์มาจาก ข้อที่ 6

    +++ ส่วนคำว่า "มุตตา" นั้น ผมว่ามันตกคำว่า "วิ" ไปตัวหนึ่ง คำเต็มควรจะเป็น "วิมุตตา" มากกว่านะ

    +++ "นะโมวิมุตตานัง นะโมวิสุทธิยา" ความหมายคือ "หลุดพ้น ได้ด้วย ความบริสุทธิ"

    +++ สติบริสุทธิ/สติรู้ คือ ความบริสุทธิ ที่จะนำพาให้ "หลุดพ้น" ได้
    +++ ให้ทำจากข้อ 3-5 ต่อไป จนกว่าจะ "ฝ่าด่านได้" แล้วจะเข้าสู่ "สัมโภชฌงค์ทั้ง 7 (สัมมาสมาธิ)" ได้เต็มตัวเอง

    +++ เมื่อถึงที่สุดแห่ง มรรค อาการของ "นะโมวิมุตตานัง นะโมวิสุทธิยา" ก็จะสามารถ เกิดขึ้นกับตัวคุณเอง ได้

    +++ การปฏิบัติธรรม เป็นการ "สวนทางกับกระแสความคิดทางโลก" เรา "เดินกันคนละทาง" กับพวกเขา

    +++ การพูดคุย ให้ พูดคุยกับบุคคลที่ ฝักใฝ่ธรรมะในแนวทางเดียวกัน จะเป็นประโยชน์มากกว่า

    +++ "นะโมวิมุตตานัง นะโมวิสุทธิยา" บุคคล "หลุดล่วงพ้น ได้ด้วย ความบริสุทธิ"

    +++ อะเสวะนา จะ พาลานัง ปัณฑิตานัญจะ เสวะนา ปูชา จะ ปูชะนียานัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ

    +++ ฝากบทเหล่านี้ไว้ให้คุณ "เนื่องในเทศกาล เข้าพรรษา" นะครับ
     
  5. ฅนไร้บ้าน

    ฅนไร้บ้าน Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 มิถุนายน 2015
    โพสต์:
    302
    ค่าพลัง:
    +87
    ภาวนาส่งจิตออกนอกกาย นอกใจ
     
  6. คนเดินทาง ฟังเสียงธรรม

    คนเดินทาง ฟังเสียงธรรม สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 พฤษภาคม 2018
    โพสต์:
    11
    ค่าพลัง:
    +4
    เข้าใจแล้วคับ แล้วจะเริ่มปฎิบัติตามเป็นขั้นตอนดังกล่าวดูคับ. ขอบคุณคำตอบดีๆมีความรู้ขอบพระคุณมากครับ
     
  7. แผ่บุญ

    แผ่บุญ ชอบ~ศรัทธา 40 อสงไขย

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มกราคม 2018
    โพสต์:
    131
    ค่าพลัง:
    +134
    มีแยกประเด็นแบบนี้นิดหน่อยครับ จริตคนเรามีหลายแบบ พระท่านจำแนกให้ตั้ง 4 แบบ ถ้าคุณถามเอาคนที่ชอบแบบสุขวิปัสแบบไม่รู้ไม่เห็นอะไร เขาก็จะบอกว่าอย่าไปยุ่งอย่าไปสนใจมันไม่เกิดประโยชน์อะไร ถ้าจริตเราตรงกับเขามันก็ไม่มีอะไรครับตามนั้น

    แต่ถ้าจริตเรามันชอบรู้ชอบเห็นชอบสงสัยใคร่รู้ ในสิ่งที่ชาวบ้านเขาไม่ค่อยสนใจกันใจ แบบนี้มันก็ต้องฝึกทำจนรู้จนเห็นจนเข้าใจครับ ไม่มีคำว่าช้าหรับหรับการปฏิบัติในแต่ละสายครับ อยู่ที่กำลังบารมีของแต่ละคนสั่งสมมาทางด้านไหนเป็นพิเศษก็จะมีแนวโน้มไปทางนั้นต่อไปครับ

    คนที่ไม่เห็นพระนิพพาน ฝึกแบบสุขวิปัส จะมาเถียงกับคนที่ฝึกแบบ วิชชา3 อภิญญา6 ที่เขารู้เห็นสัมผัสได้จริงมันก็ไม่เข้าเรื่องกันครับ พระท่านแยกหมวดหมู่กันไว้แล้ว

    ปล.ตัวอย่างเฉยๆนะครับ เด๋วมีพวก...มาหาว่าผมไปนิพพานไม่ได้แล้วมาโม้อีกล่ะ 555
     
  8. ปราบเทวดา

    ปราบเทวดา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    325
    ค่าพลัง:
    +340
    หากเข้าใจว่าฝึกสติปัฏฐาน 4
    เป้น
    การฝึกแบบสุขวิปัสโกแบบเดียว
    อันนี้คือเข้าใจผิด

    ไม่ว่าสุขวิปัสโก
    เตวิชโช
    ฉฬภิญโญ
    ปฏิสัมภิทา

    ล้วนฝึกแบบเดียวกัน คือสติปัฏฐาน

    หมวดกายและเวทนา
    จะเด่นในด้านมโนมยิทธิ
    ด้านอิทธิวิถี อภิญญา หูทิพย์ ตาทิพย์ มีอานาปานสติ เป้นฐานสำคัญ

    หมวดจิตจะเด่นในด้าน
    เจโตปริญาญาณ
    จตูปปาตญาณ
    บุพเพนิวาสา

    หมวดธรรมจะเด่นในด้านปฏิสัมภิทาญาณ

    ความคล่องตัวในแต่ละประเภท
    จะอยู่ที่การขึ้นต้น
    ของการทำกรรมฐาน
    ว่าทำฌานก่อนแล้ว
    เดินวิปัสนาตาม

    หรือจะเดินวิปัสนาก่อนทำฌาน

    หรือจะเดินควบทั้งสองแบบ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 29 กรกฎาคม 2018
  9. ปราบเทวดา

    ปราบเทวดา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    325
    ค่าพลัง:
    +340
    ดีแล้วครับฝึกไปเรื่อยๆ

    1,2,3,4,5
    เป้นเหตุการณ์ปกติที่ต้องผ่านครับ
    ของการทำสมถะเป้นเรื่องของพลังงานการถ่ายเทพลังงานภายในภายนอก

    เดี๋ยวจะมีพลังงานไหลเวียนพลังกระแสไฟฟ้าสถิต
    จะซาบซ่าน ขนลุก แผ่ไปทั่วร่าง
    เหมือนน้ำเย็นรดลงมาตั้งแต่กระหม่อม
    ศัพย์ช่างเรียกปิติ

    ลมออกกระหม่อมป็นเรื่องธรรมดา
    ต่อไปจะชินเพราะมันจะหนักขึ้น
    จะรู้สึกเหมือนลมออกกระหม่อมตลอดเวลา
    บางทีไม่ต้องนั่งสมาธิ ลมก้กระหม่อม
    ออกในเวลาที่จดจ่อทำงานอะไรสักอย่างก้เป้น

    บางทีจิตนิ่งๆลมจะออกเป้นไอเดือดเหมือนไอร้อนที่กาต้มน้ำไหลออก
    พื้นฐานตรงนี้แต่ละคนจะไม่เหมือนกัน
    พวกที่ได้ฌานมาแต่ปางก่อนจะเป้นแนวนี้เยอะ

    ข้อ6,7เรื่องนิมิต
    อย่าเพิ่งไปให้ค่า มันจะมาไม่มาอย่าสนใจ
    ถ้าไปสนใจ เอะใจสงสัยในระหว่างนั้น
    แทนที่จิตจะดำเนินเข้าสมาธิ
    กลับกลายเป็นจิตจะตกจากสมาธิ

    ให้ทำกรรมฐาน อานาปานสติต่อไป
    รู้ลมเข้าลมออกต่อไป
    ให้มันลงอัปนาสมาธิแบบละเอียดซักครั้งไปก่อน
     
  10. แผ่บุญ

    แผ่บุญ ชอบ~ศรัทธา 40 อสงไขย

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มกราคม 2018
    โพสต์:
    131
    ค่าพลัง:
    +134
    ผมไม่ได้พูดถึงเรื่องสติปัฏฐาน 4 ครับ เวลาอ่านในคำพูดของคนอื่นก็อย่าพึ่งมโนไปเองว่าในใจเขาพูดถึงเรื่องอะไร พื้นฐานมันก็รู้เหมือนกันหมดล่ะครับ แต่พูดถึงจริตของแต่ละคนจะชอบไม่เหมือนกัน

    ในขั้นเริ่มต้นมันก็ไม่มีใครถูกไปกว่าใครหรอกครับ แต่คนที่มีสัมผัส เห็นโน่นเห็นนี่มันก็มีแววว่าของเก่าเขาจะเคยสร้างมาทางนี้ครับพูดเป็นแนวๆ ไม่ได้ฟันธง คนเขาเข้ามาถามเรื่องอาการในสมาธิ ไม่ใช่เอะอะก็อย่าไปสนใจ ถ้าเขาเป็นคนจริตแบบคนสงสัยใคร่รู้เพราะถ้ามีของเดิมมาทางด้านนั้น ยังไงก็ไม่หายสงสัยครับ ถึงจะบอกว่าอย่าไปสนใจก็เหอะ สักวันก็ต้องสงสัยใคร่รู้เหมือนเดิม ก็ทำไปเรื่อยๆจนมันรู้จริงๆว่าเป็นอะไรยังไงนั่นแหละครับ จะได้หายสงสัยจบที่ตนเอง

    คนเราถ้าไม่มีเจโตญาณจริงๆ การแนะนำเขามันก็แค่คร่าวๆเท่านั้นแหละครับ จะทำเหมือนรู้ทุกอย่างที่คนอื่นเขาคิดอยู่มันก็ไม่ใช่
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 29 กรกฎาคม 2018
  11. คนเดินทาง ฟังเสียงธรรม

    คนเดินทาง ฟังเสียงธรรม สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 พฤษภาคม 2018
    โพสต์:
    11
    ค่าพลัง:
    +4
    ขอบคุณคำตอบความรู้ทุกคำครับ
    แต่มีอีกเรื่องที่ผมยังไม่กล้าถามตอนแรกคือ
    ผมจะชอบมีอาการรู้สึกสั่นๆใจตัวแล้วตรงหน้าผากกระตุกเสียวๆตรงหน้าผาก แล้วลองหลับตาตั้งสมาธิ ผมเห็นนิมิตเกี่ยวกับการตาย อย่างเช่น นอนอยู่ดีๆจิตรู้สึกกังวลทำท่าเคลิ้มหลับก็สดุ้งตื่น เห็นโลงศพภาพแรก. ผมก็พยามจดจ่อกับนิมิต แล้วก็เห็นแม่ญาติพี่น้องใส่ชุดดำ กันทั้งบ้าน เป็นอาการเดิมอยู่สามวันสามคืนเดินไปไหนก็ติดตานิมิตนั้น
    เลยตัดสินใจโทรหาแม่ว่ามีใครป่วยมั้ยญาติ
    แม่บอกไม่มี. หลังจากบอกแม่คืนนั้น รุ่งเช้าตาเข้าโรงพยาบาล และอาการทรุดลงภายใน3วัน เเละก็เสียชีวิต ตอนเสีย ผมก็เกิดนิมิตอีกว่าตา กำลังพายเรือออกจากบ้าน
    เลยบอกแม่ไปว่าเห็นแบบนี้ พอหลังจากเผาตาเสร็จวันเผา รู้มั้ยคับว่าน้ำท่วมบ้านหมดทั้งตำบล ผมเลยสงสัยเรื่องนิมิตที่ผมเห็น มีอีกหลายเหตุการณ์ครับที่ผมมีอาการอย่างนี้แล้วพยามไม่พูดทักใคร แต่เหมือนจิตต้องให้ผมต้องพูดสิ่งที่ผมเห็น และมีบางคนเค้าก็หาว่าผมเพี้ยน ผมควรทำอย่างไรดีกับสิ่งที่เป็น ผิดมั้ยจะปฎิบัติไปในทางทิศไหนคับ ผมแค่อยากมีคนแนะนำสอนผมเท่านั้นเองคับ
    อย่าเพิ่งทะเลาะกันนะคับ ขอบคุณมากเลยคับ
     
  12. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,417
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +11,490
    รับรู้ แล้วปล่อยวาง ครับ

    ถ้าเอาไปบอกคนที่เค้าไม่เข้าใจ เค้าก็จะคิดว่าเราบ้า หรือ เพี้ยนๆ ได้

    เรารู้ เห็นอะไร เราก็ช่วยได้เท่าที่เราช่วย ที่เหลือ ก็ปล่อยวาง ครับ กรรมใครกรรมมัน

    เรื่องแบบนี้ แรกๆ มันจะแน่นออก อยากบอกอยากเล่าไปหมด เพราะเราไม่เคยสัมผัสมา พอเริ่มรู้อะไรที่คนอื่นไม่รู้ มันก็อยากละบาย ครับ กาลเวลาช่วยได้ ผ่านไปนานๆ เดี่ยวก็เริ่มชิน เริ่มปล่อยวางได้เอง

    เวลาเรารับรู้อะไรมา ถ้าเราไม่มีกำลังพอที่จะช่วยได้ก็ปล่อยวาง ครับ บางเรื่องยกตัวอย่างเช่น รู้ว่าคนนั้นคนนี้ใกล้ตัวเราจะมีปัญหา เราก็ใช้อุบาย ชวนไปทำบุญ หรือ ออกอุบาย เราจะไปทำบุญจะฝากเงินไปร่วมบุญอะไรอย่างนี้ไหม อะไรอย่างนี้ ครับ ถ้าอยู่ๆเราไปบอกตรงๆเลย เค้าไม่เข้าใจหรอก เผลอๆจะมีผลเสียมากกว่าได้ ให้บุญกุศลกรรม กฏแห่งกรรมเป็นคนจัดการไปตามกุศลกรรม ครับ

    เรื่องบางเรื่องเรารู้ เราเห็นคนเดียว คนอื่นเค้าไม่ได้มารับรู้เหมือนเรา เราไม่จำเป็นที่จะต้องเอาไปบอกใคร ครับ พยายามทำใจรับตรงนี้ให้ได้ครับ แล้วเอาไว้เป็นบทเรียนในอนาคต ฝึกตัวเองครับ

    พูดตรงๆเลยนะ แต่ละคนมีกรรมเป็นของตัวเองครับ การที่เราไม่ได้รู้จริง ว่าเค้าเคยไปก่อกรรมอะไรมา แล้วถึงต้องเสวยผลกรรมแบบนั้น แล้วเราไม่ได้รู้จริงถึงต้นตอสาเหตุ แล้วไปช่วยสุ่มสี่สุ่มห้า ไม่ดูตาม้าตาเรือ ระวังจะโดนแรงกลับมาเข้าตัวเองครับ เรื่องแบบนี้ ถ้าจะจะช่วยจริง ก็ต้องดูว่าเค้าพร้อมจะรับฟังไหม แต่ส่วนใหญ่ อกุศลกรรมเค้าจะปิด เราไปบอกอะไรเค้าไม่ฟังหรอก เผลอๆมาก่อกรรมกับเราอีกหนักกว่าเดิม ถ้าเค้าไม่มีบุญกุกศลกรรมเข้ามาหนุน ถ้าจะช่วยจริงๆ ก็ต้องออกอุบายให้เค้าไปสร้างบุญ ทาน ศีล ภาวนา กุศลกรรมให้เข้ามาหนุนช่วยด้วยตัวเองครับ ทำใจได้แค่ไหนก็เท่านั้น ครับ

    ส่วนเรื่องการปฏิบัติ กรรมฐานสี่สิบวิธี เลือกมาสักกอง แล้วก็ปฏิบัติตามปรกติ ครับ ไปรู้เห็นอะไร ก็อย่าไปสนใจ จะขวางผลการปฏิบัติให้ช้าลง ถ้าเรามัวไปติดเรื่องพวกนี้ครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 29 กรกฎาคม 2018
  13. ปราบเทวดา

    ปราบเทวดา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    325
    ค่าพลัง:
    +340

    คือ นิมิตมันเกิดขึ้นได้เป้นทางผ่าน
    นานๆไปมันจะเริ่มเพี้ยนกับคนที่สนใจตามหานิมิต
    สิ่งที่ควรตามหาคือจิตใจตัวเอง

    ครูอาจารย์แต่โบราณ ท่านมักจะห้ามไม่ให้ไปสนใจ

    เพราะมันจะสร้างความกังวนสงสัยมาขัดกรรมฐาน
    เว้นเสียแต่ว่าจะเข้าใจการนำนิมิตไปใช้ให้เกิดประโยชน์เพื่อส่งเสริมกรรมฐาน

    การให้ความสำคัญกับนิมิตในขั้นนี้
    นอกจากจะทำให้สาระวนกับความอยากรู้
    ยังสร้างความกังวลใจให้กับตัวเอง


    สมมุติว่า วันๆนั่งสมาธิ พอนิมิตมาก้ติดตามแต่นิมิต
    คอยดูว่ามันจะเป้นยังไง หาคำตอบแต่ตรงนั้น

    มันจะทำให้กรรมฐานไม่ก้าวหน้า


    การรู้เห็นสิ่งลี้ๆลับมันมีได้เสมอ
    เป้นทางผ่านของสมาธิ
    มันเป้นดาบสองคม
    จับดาบฟันไปข้างหน้า
    หากมือจับไม่มั่นคงฐานกำลังไม่ดีพอ
    แรงสะท้อนสิ่งที่ฟันจะทำให้อีกด้านความคมเข้ามาหาตัวเอง


    อยู่ที่เราว่า ทำกรรมฐานเพื่ออะไร
     
  14. ฅนไร้บ้าน

    ฅนไร้บ้าน Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 มิถุนายน 2015
    โพสต์:
    302
    ค่าพลัง:
    +87
    ถ้ามีอุปนิสัยวาสนามาทางนิมิตออกรู้ออกเห็นก็ควรมีครูมีอาจารย์ผู้รู้จริง ไม่งั้นก็ควรตามหาผู้รู้หาสติก่อน กลัดกระดุมเม็ดแรก

    ถ้าจิตเริ่มสงบละส่งออกมากไปหลงอาการที่เกิดจากการปรุงแต่ง มันก็จะช้า มันก็จะหลง บางทีต้องมีผู้รู้เท่าแก้ให้อีก บางโอกาสถึงกับเสียได้มากกว่าเก่าถ้าไม่รู้เท่าทัน

    ลองหาประวัติคุณแม่แก้ว เสียงล้ำอ่านดู หลวงปู่มั่นท่านถึงกับห้ามภาวนา จนต้องรอหลวงตามหาบัวมาปราบทิฏฐิแก้ให้ ถึงจะเข้าหาตัวใจได้ (คุณแม่แก้วท่านรู้เทวบุตรเทวดาอนาคต รู้เหตุการณ์ภายนอกขนาดว่าแม่นยำมากนะ)

    ลองหาประวัติคุณแม่แก้ว เสียงล้ำอ่านดูไม่เสียหลายดอก หลวงตาท่านแก้ให้นะ ลองหาดูว่าหลวงตาท่านแก้ให้ยังไง
     
  15. nopphakan

    nopphakan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    6,774
    ค่าพลัง:
    +29,235
    หลงมันมีทุกระดับครับน้อง
    ถ้าเรายึดและไม่ปล่อยวาง
    ต่อให้เหาะได้ หายตัวได้
    ใช้งานทางจิตได้จนชำนาญ
    มันก็หลงกันทั้งนั้นครับ
    ไม่ใช่ว่าตั้งแต่เริ่มฝึกครับ

    สไตล์น้องตัวจิตในอดีตมันเป็นพวก
    ที่ในเคยรักษาช่วยคนมาก่อน
    ในลักษณะของการเป่าเสก
    นึกออกไหม เหมือนคนหรือห่มเหลือง
    บางรูปเวลารักษาใคร แล้วต้องลูบๆคลำๆ
    แล้วก็บริกรรมคาถา
    เสร็จแล้วเป่าพรวดๆนั่นหละ
    เหมือนพวกหมอที่รักษาทหารบาดเจ็บ
    ที่ออกไปรบแบบใช้ดาบฟันกัน
    ในอดีตนั่นหละ เรียกไม่ถูกเหมือนกัน

    ซึ่งคนที่เค้าจะมาลักษณะนี้
    ปกติจะมีพื้นฐานความสมดุลย์จาก
    ๑.สัมผัสภายใน
    ที่ได้มาจากการทำสมาธิ
    และ ๒.การรับรู้ในเรื่องของพลังงาน
    ซึ่งต้องอาศัยกำลังสมาธิสะสม
    ที่เพียงพอจะเป็นภูมิต้านทานร่างกาย
    ไม่ให้กระทบร่างกายและเป็นอะไร
    ทั้งสองส่วนนี้ มาหนุนบทคาถา
    เพื่อใช้งาน ส่วนใช้งานได้แค่ไหน
    ขึ้นอยู่กับชำนาญ


    ที่นี้ ณ. ปัจจุบันนี้ ด้วยที่จิตมันเคย
    มีเชื้อ และความสงบมาถึง
    ในระดับที่สัญญาจะผุดมา
    ให้เห็นเป็นนิมิตแต่ว่า
    กำลังสมาธิสะสมยังไม่พอ
    มันเลยส่งผลต่อร่างกายเราอยู่
    ทำให้กายเราไม่นิ่งเฉยได้

    และนิมิตทั้งหมดทั้งมวลตอนนี้
    มันก็เป็นสัญญาเก่าในอดีตที่ฝั่งไว้
    ในจิต ที่เป็นเหตุให้อดีตจิตเรา
    มันเคยเป็น จอมคาถาเป่าเสกรักษาคน
    มาก่อนในอดีตทั้งนั้น

    เพียงแต่ตอนนี้ เรายังไม่มีความเข้าใจมัน
    เราแค่สงสัยว่าคืออะไร ทำไมเห็นแบบนี้
    ซึ่งมันยังไม่ใช่ ประเด็นหลัก
    ประเด็นคือ เราควรเข้าใจวัตถุประสงค์ในสิ่งที่เราเห็น ยกตัวอย่าง เช่น เห็นผี วัตถุประสงค์คืออุทิศส่วนกุศล สร้างเมตตา
    และการรู้จักเสียสละ ไม่ใช่ทำไมเห็น ผีเป็นใคร เป็นระดับไหน มาทำไม
    พอนึกภาพออกเนาะ

    ดังนั้นเรื่องนิมิต ถ้ายังไม่เข้าใจ
    อย่างที่ยกตัวอย่าง ณ เวลาที่เห็นที่ลืมตา
    ให้ลืมและเลิกสนใจไปเลย อย่าไปอยากรู้
    และอย่าเก็บมาคิด

    อนาคตจะย้อนรู้ได้เอง
    จากกำลังสติทางธรรมของเราเอง

    ณ บัดนาว สิ่งที่ควรจะต้องมี
    คือ
    ๑ กำลังสมาธิสะสม เลือกเอามีหลายวิธีแล้วแต่ชอบ เพื่อที่จะเพียงพอต่อภูมิต้านทานร่างกาย และการรับรู้ในเรื่องพลังงาน
    ๒ สติทางธรรม ที่ได้จากการเจริญสติในชีวิต
    ประจำวัน ควรทำให้ต่อเนื่อง
    ๓ ควรเดินปัญญาให้ได้ก่อนซักระยะหนึ่ง
    ป้องกันการเผลอในยึดในส่วนนามธรรม
    ต่างๆที่ได้เห็นได้สัมผัสรับรู้
    จนลืมปล่อยวางว่าไม่มีอะไร
    เรื่องปกติ

    ปล จำไว้นิมิตต่างๆไม่ว่าดีแค่ไหน
    และแม้ว่าเห็นได้ด้วยตาเปล่า ก็ยึดไม่ได้
    ดวงจิตที่จะทำแบบนั้นได้แบบในอดีตเอกลักษณ์อย่างหนึ่งก็คือ
    การไม่ยึดไม่ว่ารูปธรรม และนามธรรม
    อย่าให้ส่วนนามธรรมที่มันอาจจะดูพิเศษ
    พิศดารมาเป็นตัวขวาง. ดังนั้น
    กำลังสติทางธรรมที่จะทำให้เราเข้าใจ
    เรื่องนามธรรมและปัญญาที่จะทำให้เรา
    ไม่ไปเผลอยึด จึงมีความสำคัญที่ควรเน้น
    นอกจากกำลังสะสมาธิสะสม

    ท้ายนี้ได้รู้แล้ว ก็ปล่อยวางซะ

    พอเข้าใจเนาะ

     
  16. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,685
    ค่าพลัง:
    +6,434
    +++ จำได้ว่า "เรื่องที่กล่าวมาทั้งหมดนี้" ผมได้เคยตอบเอาไว้ นานมาแล้ว

    +++ คุณ คนเดินทาง ฟังเสียงธรรม เคยถามตรงนี้มาก่อน ในเวปนี้หรือเปล่า

    +++ ในขณะนั้น คุณ "น่าจะใช้ user ชื่ออื่น" ผมมั่นใจนะ ว่า "เคยตอบไปแล้ว"

    +++ น่าจะ "เกินปีมาแล้ว" นะ น่าจะเป็นช่วงที่ยังเป็น "พลังจิต.คอม" อยู่

    +++ ผมไม่สะกดเป็นภาษาอังกฤษนะ เดี๋ยวจะมีคน กดผิด แล้วลำบากใจภายหลัง

    +++ ผม "มันใจ" นะ ว่า "คุณเคยถาม มานานแล้ว" และ ผมก็เคยตอบไปแล้ว นะครับ
     
  17. คนเดินทาง ฟังเสียงธรรม

    คนเดินทาง ฟังเสียงธรรม สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 พฤษภาคม 2018
    โพสต์:
    11
    ค่าพลัง:
    +4
     
  18. คนเดินทาง ฟังเสียงธรรม

    คนเดินทาง ฟังเสียงธรรม สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 พฤษภาคม 2018
    โพสต์:
    11
    ค่าพลัง:
    +4
    ตอนนี้นั่ง ไม่มีอาการอะไรเลย แล้วนั่งได้นานขึ้นกว่าเดิมโดยไม่ปวดไม่เมื่อย นั่งได้ไปเรื่อยๆ แต่ตัวก็จะเเข็ง เหมือนล๊อคอยู่กับที่
    หมายความว่าไงคับ
     
  19. kenny2

    kenny2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    581
    ค่าพลัง:
    +369
    อันที่จริงเรื่องเหล่านี้ผมก็เคยสงสัย...แต่แปลกมากอาการาการนั้นมันไม่เคยปกติ...อยากพบอีกครั้ง...อยากทำให้คงอยู่ตลอดไป...ทำไม่ได้เลย...มันต่างกันมากกับเราเจตนาจะจดจำ...เห็นดิน..เห็นน้ำ...เห็นไฟ....หรืออะไรๆ...มันน่าแปลก...แต่ไม่ใช่สิ่งที่นำมาเป็นสรณะได้เลย...ถ้าข้ามไม่ได้ก็ลองตั้งหน้าดูมันเลยว่าด้วยปัจจัยเดียวกันจะเห็นอีกไหม...ถ้าไม่เห็นแสดงว่านั่นคงเป็นเพราะอยู่คนละปัจจัย...ลองดู
     
  20. ขาจอน

    ขาจอน Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 พฤศจิกายน 2015
    โพสต์:
    270
    ค่าพลัง:
    +98
    หมายความว่า ที่นั่งไปนี่ไม่ได้ฮาอะไรเลย
    ถ้าได้จะไม่มาถาม มันคืออะไรวะ หมายความว่าไง ....

    ทีนี้ แนะนำให้ไปนั่งใหม่
    ถ้าชอบนั่งนานก็นั่งแบบเดิม แต่ให้มีสัมปชัญะกำกับ
    สังเกตความหวั่นไหวต่ออาการปรากฏ

    ถ้าสังเกตได้ ต่อให้ มันจะมีอาการสารพัดล้านแปด
    ก็ใช้อุบายเดิม อุบายเดียว
    สังเกตเมื่อกี้ไม่มี ตอนนี้มี เดี๋ยวก็ไม่มี
    ถ้าเก่งๆจะเห็นมันเกิดดับ ได้เร็วขึ้น
    สังเกตว่าวางตัวไหนได้ มันจะปลดไปทีละเปาะ
    ลองเท่านี้ก่อน
     

แชร์หน้านี้

Loading...