ขอคำแนะนำท่านั่งสมาธิสำหรับคนปวดหลังครับ

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย Chabob1, 10 กรกฎาคม 2018.

  1. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,183
    ค่าพลัง:
    +30,855
    ปกติส่วนตัวตอนนั่งสมาธิไม่เคย
    เกิดเวทนาเลยครับ เลยไม่รู้จริงๆ
    ว่าก่อนจะผ่านมันประมานไหน
    เพราะมีบางท่านแนะนำให้ตัด
    นิวรณ์ ๕ ให้ดีๆถ้าไม่อยากนั่ง
    แล้วเจ๊บร่างกาย ก็ฝึกตัดอยู่ ๒ เดือนก่อนนั่ง
    บางข้อยอมรับว่าตัดยากมาก
    เพราะมีโจทย์เก่ายังหลงเหลืออยู่
    ใจอยากจะคุยด้วยก่อน
    แต่ว่าจะให้น้องๆไปคุย
    (คือสมัยก่อนส่วนตัวเวลาไปเที่ยวไหน
    มักจะมีพวกน้องๆที่ชอบพอกัน
    เหน็บอะไรบางอย่างคอยดู
    แลคอยอะไรให้
    ที่พูดคือนานแล้วนะ)
    แต่สุดท้ายก็ตัดได้

    และด้วย
    เพราะตอนนั่งต่อให้หนาว
    และลมแรงจนเดินแทบไม่ได้
    คือถ้าลุกเดินประกันได้ว่ามีเซ
    แต่แปลกตรงที่มัน
    มีอะไรบ้างอย่างที่ทำให้นั่งตรงนั้น
    ได้สบายๆชิวๆ แบบที่คงไม่สามารถ
    เล่าให้ฟังดังๆได้

    เคยแต่ คร๊อกฟี้เวทนา
    น้ำลายไหลเวทนา
    ขี้เกียจและเหน๊บรับประทานเวทนา
    หลังจากเลิกนั่ง แบบนี้เป็นประจำ ๕๕๕

    แต่เคยนั่งไปถึงระดับหนึ่ง
    ที่มันทำให้อาการทางกาย
    อย่างหนึ่งที่เป็นมานานเรื้อรัง
    หลายปี มันหายเป็นปกติ
    เหมือนไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
    แต่ว่ามันทำได้ยากหน่อย
    ปัจจุบันมีวิธีง่ายกว่านี้เยอะ

    และส่วนตัวไม่ใช่สายฮาร์ดคอร์นะ
    ส่วนตัวสายชิวๆเน้นบันเทิงมากกว่า
    ส่วนใครฮาร์ดคอผ่านได้
    ส่วนตัวมองว่า เอ่อเก่งดีครับ
    ประมานนี้หละ
    ทั่วไปมองว่าไม่มีอะไรหรอก
    มันแค่ผลของสมถะ ยังไม่ถือว่า
    มีประโยชน์อะไรมากมาย
     
  2. ฅนไร้บ้าน

    ฅนไร้บ้าน Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 มิถุนายน 2015
    โพสต์:
    332
    ค่าพลัง:
    +114
    รู้เวทนาตามความเป็นจริง มันยาก ชาวพุทธทำได้ จะขาดออกจากกันเลยหรือแค่แหวกจอกแหวกแหนก็แล้ววาสนาปัญญาบารมี
     
  3. kenny2

    kenny2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    635
    ค่าพลัง:
    +431
    ฝึกจิตได้ระวังกายถ้ากายทุกข์จิตไม่ทุกข์ ถ้าจิตทุกข์เพราะกายทกข์ปรับอริยาบทได้แต่ทำเพราะลดทุกข์และเน้นไปที่จิตไม่ใช่เพื่อความเพลิดเพลิน...ถ้ายังต้องใช้กายเพื่อสิ่งต่างๆอยู่ก็อย่าเบียดเบียนตนเอง...ค่อยๆทำ และกลับมาที่จุดปกติ มันไม่ใช่การเกร็งอะไร เริ่มต้นจากน้อยไปหามากทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความตั้งใจ
     
  4. นิวรณ์

    นิวรณ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2008
    โพสต์:
    9,093
    ค่าพลัง:
    +3,457
    สมัยพุทธกาล มีไม่น้อย ที่ป่วย แล้วภาวนาไปด้วย

    พระจักขุบาล ตาปวดแสบปวดร้อน อาสัยมา
    ภาวนาจน ตาแตก บอดในที่สุด แต่ขณะที่ตา
    กำละงจะแตก บอดสนิท ท่านบรรลุธรรมพอดี
    แม้นภาวนาเก่งอย่างนี้ ก้ เปนแค่สุขวิปัสโก
    ทว่า ใครมาเปนศิษย์ท่าน จะได้ปฏิสัมภิทาญาณทั้งหมด

    พระกลุ่มนึง ภาวนาในป่า รู้ว่าเสืออยู่ ประชุมกัน
    ตกลงจะไม่หนี โดนกินไปวันละคน จนคนสุดท้าย
    โดนกัดถึงเข่า บรรลุโสดา กินครึ่งตัว สกิทา
    กินกลางลำตัว อนาคา กินหมดตัว อรหันตพอดี

    อีกท่านก้ป่วย นอนแคร่ตลอด เดินไม่ได้ พอรู้ว่า
    กำลังจะมรณะภาพก้ร้องโวยวายเรียก
    พระสารีบุตรให้ช่วยหามไปหน้ากุฏิ พอแบก
    มาถึงหน้าประตุ ก้สิ้นชีวิต ธาตุขันธ์แปรเปนเถ้า
    ฝุ้งกระจายหายเกลื่อนหน้ากุฏิ ไม่ทิ้งเปนภาระ
    เก็บกวาดแคร่ที่ใช้นอนต่อสำหรับภิกษุอื่น

    ติ๊ง จบ!
     
  5. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,440
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +11,512
    ยกประวัติพระอรหันต์มา พระสมัยพระพุทธเจ้า คือผู้ที่บำเพ็บบารมีมาเต็มแล้ว รอบรรลุอรหันต์
     
  6. Chabob1

    Chabob1 สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 มิถุนายน 2018
    โพสต์:
    25
    ค่าพลัง:
    +14
    ทางธรรม ตอนนี้ผมก็ดูเวทนาไปครับ แต่จะดู จะรู้ แยกกายแยกจิต กระดูกคงไม่เขยิบมาที่เดิมได้แน่ๆ ผมยังไม่เก่งที่จะสามารถทนเวทนนาได้ ก็ต้องพึ่งทางโลก หาหมอทำกายภาพ ทางสายกลางคือ อย่าประมาทครับ ตอนนี้ผมก็จะจัดแผนในชีวิตตัวเองใหม่ กายก็หมอรักษา ส่วนจิตก็ให้ธรรมดูแล แผ่เมตตา ส่วนท่านั่งพี่ๆบอกว่า เอาอะไรลองได้ผมก็สบายใจ แต่ก็ได้คำตอบเพิ่มจากพี่ๆเยอะครับ จะจัดกระดูก แผ่เมตตา ผมทำหมดครับจะทำตามที่แนะนำทุกสาย ผมแนวสายกลางครับ เข็ดแล้วครับกับคำว่ามุ่งมั่นอะไรเกินไป55555
     
  7. คุณกันฌามี

    คุณกันฌามี Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กุมภาพันธ์ 2014
    โพสต์:
    97
    ค่าพลัง:
    +63
    ต้องถามตัวคุณเองก่อนครับ ว่าจะนั่งไปเพื่ออะไร

    ถ้าเอาแบบเวทนาตัดนิวรณ์อะไรพวกนี้ ก็ต้องยอมรับสภาพไป แต่ถ้ามีภาระเยอะไหม ยังไม่พร้อมอะไรก็แล้วแต่ บรา บรา บรา ผมไม่แนะนำให้ทำแนวนี้

    ถ้าเอาแค่สมาธิ ภาวนา เฉยๆ ผมแนะนำให้นั่งหลังตรงพิงกำแพง
     
  8. ศิษย์โง่ V2

    ศิษย์โง่ V2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 กันยายน 2017
    โพสต์:
    255
    ค่าพลัง:
    +243
    คือตรงนี้ต้องขยายความให้เข้าใจเพิ่มหน่อย

    การนั่งทน นั่งทรมานจัดเป็น อัตตกิลมถานุโยค
    ถ้ากำลังใจ วัดกันที่เก่ง หรือไม่เก่ง แข่งกันนั่ง
    ถึงผ่านได้ก็ไม่ได้อะไรแน่นวลลล

    กำลังใจที่จะทำให้ผ่านได้ คืออาการ"โหยหา"ธรรม
    คือใจมันอยากได้ธรรม แต่มันติดอุปสรรคตรงเนี้ยยย
    จึงใช้กำลังใจการโหยหาธรรม เป็นที่ตั้ง.....

    ตัวผมเอง ถ้าลองห่าง ๆ ธรรมไปซักระยะนะ
    ไม่นานหรอก มันจะมีใจโหยหาให้กลับมา
    อย่างน้อยที่สุด ก็ต้องหาอ่าน หาฟังธรรมอะไรไปเรื่อย
    ไปสนใจกิเลสอะไรอยู่ดีๆ มันเบื่อกิเลสตรงนั้นเอาดื้อ ๆ
    รู้สึกร้อน เหมือนผีโดนข้าวสารเสก เอาดื้อ ๆ
    ต้องกลับมาหาอะไรเย็น ๆ กิน
    เหมือนมันมีแม่เหล็กดึงดูด ให้กลับมา...

    เมื่อใช้อารมณ์โหยหาธรรมเป็นที่ตั้ง
    อุเบกขามันจะเกิดในจิตหน่อย ๆ เพราะมันจะอยากสงบ
    เมื่อมันอยากสงบ มันก็จะไม่แทรกแซง
    เมื่อมันไม่แทรกแซง อะไรเกิดมันก็รับรู้ไปตามความเป็นจริง
    ตรงเนี้ยแหละ คือพ้อยท์ ที่มันจะผ่านไปได้.......
    เก็ทเนอะ.......

    ผมนี่พังบ่อย หายไปนาน อยากกลับมานั่ง
    แต่ความเป็นกลางไม่มากพอ ความอยากนำ
    อยากนั่งปุ๊ป ลงไปสงบลึกเลย
    ไม่รอดจ้า...... จอดล่มปากอ่าว
    เนี่ย อาการอยากเอาชนะ จะไม่รอด......

    ส่วนนั่ง ๆแป๊ป ๆ แล้วทิ้งเวทนาได้เลย
    อันนั้นเอาไว้สำหรับคนชำนาญ ที่เป็นวสี
    ทำบ่อย ๆ เดี๋ยววสีเกิด ก็ทำได้เอง หลับตาปุ๊ป ไม่ถึงนาที
    มันลงปั๊ปปปป....... อะไรก็ว่าไป
    เป็นอีกกรณี.......


    ไม่ได้จะบอกว่าให้ทนเวทนาอะไรนะ
    เพราะ เพียง แค่ เล่า ให้ ฟัง นะ ครับ



    มุขอย่ามา......
     
  9. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,790
    ค่าพลัง:
    +7,058
    +++ ท่านั่ง ของบุคคลที่ป่วย ไม่จำเป็นที่จะต้อง นั่งแบบผู้ไม่ได้ป่วย รวมทั้งผู้สูงอายุบางราย ที่ต้องนั่งรถเข็น ด้วย

    +++ เคล็ดของท่านั่งจริง ๆ คือ "สบาย แต่ มั่นคง" ตรงนี้ "ให้หลับตา ขยับร่างหาเอา" จนกว่าจะ "ได้ที่"

    +++ อาการ "ได้ที่" จะมีอาการ "หยุด" "พอใจ" ในการวาง "กาย" ไว้ตรงนี้เฉย ๆ จะเกิดอาการ "หยุด ทั้งกายและจิต" พร้อม ๆ กัน

    +++ ณ ขณะที่เกิดอาการ "หยุด" ทั้งกาย/ใจ นี้ อาการ "รู้สึกทั้งตัว (สัมปชัญญะ)" จะเกิด "ตามมา"

    +++ ให้รักษาอาการของ "สัมปชัญญะ" ตรงนี้ไว้ให้ดี หากสามารถ "ครอง" อาการตรงนี้ได้

    +++ อาการแบบที่คุณ ศิษย์โง่ V2 กล่าวไว้ ก็จะสามารถเกิดขึ้นกับคุณได้ โดยใช้เวลาไม่มาก
    +++ อาการนี้ ผมเรียกมันว่า "ความปวด/เวทนา ถูกรู้" ส่วนเรา "รู้อยู่ (อยู่กับรู้)"

    +++ ยินดีด้วยครับ ที่มีผู้ที่ ผ่านตรงนี้มาแล้ว อีกคนหนึ่ง
    +++ หากอาการ "เบื้องต้น" ยังไม่มีประสพการณ์ใน "การแยก" จริง ๆ ระหว่าง "กาย/เวทนากาย" แล้ว

    +++ ก็ขอให้ระมัดระวัง ในคำพูดที่ว่า "แยกกายแยกจิต" โดยเฉพาะ ณ อาการ "ไม่รับรู้กาย" ตรงนี้ "ไม่ได้แยก"

    +++ จริง ๆ แล้ว ณ ขณะแยก อาการ "ปวดก็ช่างมัน" จะไม่มีปรากฏ เพราะอาการ "ช่างมัน" ไม่สามารถเกิดขึ้นได้

    +++ อาการที่เกิดขึ้นจริง คือ "รู้ชัดแจ้ง" ว่า "ปวดไม่ใช่กู กูไม่ใช่ปวด" "ปวดอยู่ส่วนปวด กูอยู่ส่วนกู" ตรงนี้จึง "ใช่"

    +++ และอาการนี้ ตามความเป็นจริง คือ อาการ "รู้ประดุจเห็น" ภาษาพระป่าว่า "ตาสติ ตาปัญญา" นั่นเอง

    +++ อาการตรงนี้เป็น "กูเป็นปวด แต่ กูทนเอา" มากกว่า ไม่มีอาการ "แยกกายแยกจิต" ใด ๆ เกิดขึ้นตามความเป็นจริง (ภาษาไม่ตรงตามอาการ)

    +++ อาการ "แยกจริง" นั้น ต้องเป็นแบบที่ คุณ ศิษย์โง่ V2 กล่าวไว้ นอกนั้น "ไม่ใช่"


    +++ หากคุณ Chabob1 มีโอกาสที่เกิดอาการ "แยก กาย/เวทนากาย" แบบที่ คุณ ศิษย์โง่ V2 กล่าวไว้แล้วนั้น จนชำนาญ

    +++ ผมก็ขอแนะนำ ให้ทำ "โอปนยิโก" คือ "เดินจิตเข้าไปอยู่ข้างในเวทนานั้น" จะมีอาการคล้าย ๆ กับ "ซูมอิน (ภาษากล้อง)"

    +++ แล้วอาการ "ว่าง กลวง โบ๋ จะเป็น ใจกลางของ เวทนานั้น" โดยที่ "เวทนามีอยู่รอบนอก แต่ ไม่มีอิทธิพลจากเวทนานั้น ๆ เลย"

    +++ ตรงนี้เป็น การทำ "อธิปัตติปัจจัยโย (มหาปัฏฐานสูตร)" แล้ว "อาการของเวทนา จะ จางคลายสลายไป"

    +++ บางคนอาจทำเพียงแค่ ครั้งเดียว แต่บางคนก็ต้องทำหลายครั้ง กว่าที่อาการบาดเจ็บ จะสลายไป "ทางกายภาพ"

    +++ ตัวผมเอง รวมทั้ง หลายรายใน กลุ่มฝึก ก็ได้เคย "ผ่าน" ประสพการณ์นี้กันมาแล้ว

    +++ อาการที่คุณ ศิษย์โง่ V2 กล่าวมา "ข้างล่าง" นี้ เป็น "ประสพการณ์จริง" นะครับ
     
  10. Chabob1

    Chabob1 สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 มิถุนายน 2018
    โพสต์:
    25
    ค่าพลัง:
    +14
    ผมคงผิดเองที่เล่าแบบไม่เคลีย อาการของผมคือสะบักหลังจม รถทับตัวผมเมื่อ5ปีก่อน ก็ไม่ได้ปวดอะไรตอนนั้นยังไม่ได้สนใจด้านสมาธิ

    พอมานั่งสมาธิจริงจัง ปวดแรกๆพอกำหนดไปมันตัด คล้ายหลับแต่มีสติ ลมหายใจรู้ ปวดรู้มันไม่ได้ตัดปั๊บเหมือนสับสวิตนะครับ มันค่อยคลายเบาๆจนหายไปหมด สุดท้ายเหลือจิตเราที่มองลมหายใจแผ่วๆ เวลาผ่านไปชั่วโมงๆ นั่งแบบหัวตอนี่แหละไม่ขยับไปไหน ทำแบบเนี่ยทุกวันๆสะสมๆ จนมาถึงจุดที่ผมปวดร้าวคอไปถึงแขน ไหล่ของผมเอียงไปข้างนึงแบบเห็นได้ชัดมาก ผมเลือกที่จะไปหาหมอ หมอดุผม จากที่แค่สะบักจม กลายเป็นกระดูกเคลื่อนทับเส้น หมอถามใส่ผมทันทีคุณนั่งสมาธิแบบไหน นั่งนานเท่าไร หมอบอกว่า ผมนั่งนานแบบคนอื่นไม่ได้ ถึงจะไม่ปวดจะปวดก็ไม่ควรนั่งนานแบบคนอื่น

    ผมเลยกลับมาคิดว่านี่ผมทำอะไรอยู่ เราไม่ต่างอะไรกับเรากินยาพาราแก้ปวด จะปวดหรือไม่ปวด แต่กายเราที่เราต้องใช้ทำมาหากิน เลี้ยงแม่ มันยังมีประโยชน์อยู่ ผมเลยเลือกที่จะรักษาหลัง ปวดหรือไม่ปวดไม่ใช่เด็ญหลัก แต่ประเด็นหลักของผมคือ ผมอยากปฎิบัติธรรมที่รักษาหลังผมไปพร้อมๆกัน ผมไม่อยากปฎิบัติธรรมแต่ทำลายหลังผม ทำให้คนอื่นลำบาก ผมอธิบายไม่เก่งนะ สรุป เหมือนเราเป็นมะเร็งอ่ะถึงจะปวดไม่ปวด แต่เชื้อของมะเร็งยังอยู่ อาการจิตแยกกายแยก ผมไม่รู้หรอก เวลาผมนั่งมันปวดแรกๆ ผมฝืนนั่ง จนมันหายปวด รู้อยู่กับลมหายใจ สงบ เงียบ ไม่มีกาย มันเบา เหมือนตัวเองมีหน้าที่คือยืนมองลมหายใจ ที่ถอยหลังออกมามอง ตอนผมนั่งผมไม่รู้เวลารู้ว่ามั นผ่านไปไวมาก

    มาช่วงหลังๆ ผมเลยใช้สติในชีวิตประจำวันแทน สติอยู่ที่ลมหายใจ ยืน นอน นั่ง ปวด ร้อน หนาว ก็ใช้ลมหายใจ รู้มันไป

    ผมจัดกระดูกมาหลายรอบแล้ว จนตอนนี้ผมอยู่ในขั้นกายภาพบำบัด ส่วนเรื่องกระดูกผมมีปัญหาด้านกระดูกเปราะง่าย ซึ่งร่างกายผมมาไม่เต็มร้อยอยู่แล้ว โดนรถทับซ้ำอีกไม่พิการก้โชคดีแล้วครับ

    ผมเป็นคนที่ตั้งกระทู้เรื่องจิตตื่นก่อนกายที่พี่มาตอบว่า ให้แกล้งหลับและเป็นคนเดียวที่บอกว่า ให้ผมลาพุทธภูมิถ้าอยากสำเร็จธรรมชาตินี้

    ตอนนี้ก็พยายามทำหมวดกายานุสติพร้อมกายภาพบำบัดไปพร้อมๆกัน แต่ก้อยากนั่งสมาธิด้วย สมาธิสำหรับผมเหมือนเตียงนอนให้นอนพัก

    ตอนที่ผมทนนั่งปวดผ่านไปแปบนึงจะมีอาการเย็นอยู่ตรงที่ปวดเหมือนเราทายาอ่ะ แล้วก็ค่อยๆคลาย

    พี่ธรรมชาติมีอะไรแนะนำได้เลยนะครับ ผมจะได้ปฎิบัติถูกทาง

    ถ้าแม่ผมสบายหรือผมไม่มีแม่ให้ดูแลและตัวผมร่างกายเต็มร้อยเปอเซ็นเหมือนคนอื่น ผมคงจะพูดกายกูไม่ใช่ของกูได้เต็มปาก แต่ตอนนี้กายผมคือแม่คลอดผมออกมา ผมต้องเป็นคนทายาให้แม่ ไม่ใช่ให้แม่มาทายาให้ผม ถึงผมจะผ่านเวทนาระดับสุดเจ๋ง แยกรูปนามได้ มันก็คงไม่มีประโยชน์ ถ้าผมเห็นแม่ยกของหนักแทนผม เพราะผมยกไม่ได้
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 12 กรกฎาคม 2018
  11. ศิษย์โง่ V2

    ศิษย์โง่ V2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 กันยายน 2017
    โพสต์:
    255
    ค่าพลัง:
    +243
    นั่งแบบในรูปนี้รึเปล่าครับ?

    https://www.picz.in.th/image/NOMoJb

    ลองนั่งส่องกระจกดู ว่าเหมือนในรูปนี้ไหม

    ****หากนั่งเหมือน ต้องระวังอย่าให้มันย้อยลง ระหว่างปฏิบัติ
    สติต้องมันคงตลอด หากสติไม่มั่นคง จะมีอาการย้อยลง ๆ

    หากนั่งหลังตรงตามแบบรูป ปกติ บุคคลิกจะดีขึ้นมาก
    เป็นอานิสงค์อีกประการหนึ่งของการปฏิบัติธรรม
    (การฝืนให้หลังตรง มันไปจัดกระดูก ปรับบุคคลิกภาพ)

    ลองนึกถึงการตูนอิ๊กคิวซัง เวลานั่งหลังย้อย อิ๊กคิวจะโดนพระอาจารย์
    หวดไปที่หลัง ให้ปรับท่านั่งให้กลับมาตรง


    ***นี่คือเหตุผล ที่สอนกันให้นั่งหลังตรง
    พระสูตรก็บอกว่า "ตั้งกายตรง" ดำรงสติเฉพาะหน้า
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 12 กรกฎาคม 2018
  12. Chabob1

    Chabob1 สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 มิถุนายน 2018
    โพสต์:
    25
    ค่าพลัง:
    +14
    ตอนนั่งสมาธิแรกๆจะนั่งแบบอิคคิว เหมือนเราปล่อยให้สมาธิมันไหลจม แช่ พอหลังๆเริ่มเป็น คุมสติได้ก็หลังตรงครับ แต่นั่งแบบอิคคิวผมนั่งไปหลายเดือนจนหลังเสีย แต่ตอนนั่งหลังตรงมีอาการเย็นๆที่หลังเย็นตรงที่ปวดเหมือนทายาหม่อง
     
  13. ศิษย์โง่ V2

    ศิษย์โง่ V2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 กันยายน 2017
    โพสต์:
    255
    ค่าพลัง:
    +243
    ถ้ามั่นใจว่าตรงตลอด ไม่ย้อยเลย
    แล้วหลังยังเสียอีก ก็แปลก
    อาจเกี่ยวกับกระดูกพรุน

    เพราะโดยธรรมชาติ การนั่งหลังตรงไม่มีข้อเสีย
    (เหมือนฝึกในค่ายทหาร)
    การนั่งหลังงอ ตอนแก่ จะกลายเป็นคนค่อม

    ก็คงต้องนั่งหลังพิงเบาะมั้งครับ อันนี้ไม่อยากแนะนำ
    แต่ถ้าอยากปฏิบัติธรรม และไม่มีทางเลือก
    ก็คงต้องใช้วิธีนี้
     
  14. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,790
    ค่าพลัง:
    +7,058
    +++ ตรงอาการนี้แหละที่ "ความเป็นกาย มันแยกออกมาเอง" ณ ขณะนั้น ๆ "กายถูกรู้ ส่วนเรารู้อยู่"

    +++ กายอยู่ส่วนกาย เราอยู่ส่วนเรา ตรงนี้ "ถูกต้องแล้ว" ทำให้มาก เจริญให้มาก (ทำให้ได้นิสัย)
    +++ ตรงนี้แหละเป็น ขณะ ที่สำคัญมากจุดหนึ่งทีเดียว

    +++ อันดับแรก "ทำ" กายถูกรู้ ส่วน เรารู้อยู่ ให้ได้ก่อน

    +++ ให้เรา "อยู่กับ รู้" ตรงที่บอกว่า "ที่ถอยหลังออกมามอง" ตรงนั้นแหละ ให้ "อยู่" ตรงนั้น

    +++ จากนั้น ให้ "รู้ทั้งกาย" โดยที่ "เรารู้ อยู่ ข้างนอก" เพียงอย่างเดียว

    +++ จะสามารถ "รู้/เห็น" ได้เองว่า ไอ้ตรง "อาการเย็นอยู่ตรงที่ปวด" มันเป็น "เนื้อต่างจากเนื้อกาย"

    +++ จะ "รู้" ได้เองว่า "มันเป็น คนละเนื้อ คนละส่วน ต่างหาก ออกไปจาก กาย อีกเนื้อหนึ่ง"

    +++ คล้ายอาการของ "หิน 2 ก้อน ตั้งซ้อนกันอยู่" แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม "มันเป็น คนละก้อน แน่นอน"

    +++ เราจะสามารถ "รู้ ขอบเขตทั้งหมด" ของ "ไอ้ก้อนเวทนา ที่ไม่ใช่ กายเนื้อ" ได้ทั้งก้อน

    +++ ให้ "รู้" อยู่ข้างนอกต่อไป แล้วจะสามารถ "เห็น" ไอ้ก้อนเวทนา มัน "แยก" ออกจากกายเนื้อ อีกที ได้เอง

    +++ จากนั้น ก็ใช้ "ที่ผมโพสท์ ก่อนหน้านี้" อีกที ก็จะดีขึ้นได้เอง

    +++ อีกประการหนึ่ง อะไรมันเป็นจริงอย่างไร "ก็ให้มันเป็นไปตามนั้น"

    +++ แล้วก็ "ไม่ต้อง ตัดพ้อต่อว่า ตนเอง" นะครับ

    +++ ขอให้ "เจริญในธรรม" รุดก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ นะครับ
     
  15. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,183
    ค่าพลัง:
    +30,855
    ค่อยๆเป็นค่อยๆไป...
     
  16. ศิษย์โง่ V2

    ศิษย์โง่ V2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 กันยายน 2017
    โพสต์:
    255
    ค่าพลัง:
    +243
    ประโยคตรงนี้ยอมรับว่าท่านธรรมชาติเป็นผู้ที่รู้จริง
    เพราะมันไม่ขัดกับธรรมเลย เรื่องขันธ์ทั้ง 5
    การเห็นตรงนี้ คือ การเห็น "รูป" กับ"เวทนา" เป็นคนละส่วนกัน
    เป็นอาการที่เป็นก้อน 2 ก้อนมันตั้งซ้อนกัน
    หากเราไม่ทำมาถึงตรงนี้ ก็จะไม่เห็น
    ก็ยังยึดเอากายหรือรูป รวมกับเวทนา และรวมเป็นตัวของเรา
    ตรงจุดนี้จะเห็น รูปส่วนรูป เวทนาส่วนเวทนา
    แต่ทั้งสองส่วนนั้นไม่ใช่เรา เราเป็นเพียงผู้ดู

    ผมแยก Highlight ตรงนี้ออกมาให้คุณ จขกท และผู้อ่านพิจารณา
    เพราะเป็นจุดที่สำคัญมากครับ
     
  17. Chabob1

    Chabob1 สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 มิถุนายน 2018
    โพสต์:
    25
    ค่าพลัง:
    +14
    ขอบคุณมากๆครับ
     
  18. Chabob1

    Chabob1 สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 มิถุนายน 2018
    โพสต์:
    25
    ค่าพลัง:
    +14
    ได้ข้อคิดดีๆเยอะเลย ขอบคุณมากๆเลยครับ
     
  19. hastin

    hastin เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มีนาคม 2009
    โพสต์:
    976
    ค่าพลัง:
    +2,888
    ขนาดเป็นคนมีมือ มีเท้า ยังลำบากขนาดนี้
    ถ้าไม่มีมือ เท้า แบบ งู คงไม่สามารถยังชีวิตอยู่ได้เลย ถ้าเจ็บกระดูกสันหลัง

    คนจำนวนมาก มักคิดว่า บุญ กุศล เกิดเฉพาะตอนตั้งใจปฎิบัติ ซึ่งไม่ถูกนัก
    ถ้าในระหว่างวัน เราไปคิดแบบ อนุปัสสนาต่างๆโดยที่เราไม่รู้ บุญ กุศล ก็เกิดเหมือนกัน
    เช่นคิดถึง ทุกข์ คิดถึงสังขาร เจ็บไข้ได้ป่วย กุศลก็เกิด แม้จะไม่ได้ตั้งใจ
    เกิดมาแล้ว ก็ใช้ให้ได้ประโยชน์

    ทุกวันตอนเย็น ก็อุทิศ
    บุญ กุศล ใด ที่ลูกทำไว้ดีแล้วในวันนี้จงสำเร็จแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด
    บุญ กุศล ใด ที่ลูกทำไว้ดีแล้วในวันนี้จงสำเร็จแก่ ..........

    ใช้ทุกอย่างให้เกิดประโยชน์
    อานุภาพของศีลก็มีมาก วันไหนสบายใจ ก็ลองถือศีล 8 สักวัน
    แล้วจะรู้เอง แค่ตอนถือศีล 5 กับ ศีล 8 เวลาปฎิบัติสมาธิ ยังมีความต่าง
     
  20. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,183
    ค่าพลัง:
    +30,855
    กระดูกสันหลังถ้ามันคตบริเวณช่วงกลางหน้าอก
    ถ้าเป็นสุภาพสตรี โอกาศจะเป็นมะเร็ง
    เต้านมสูงมากนะครับ บอกไว้ก่อน..

    และถ้าเกี่ยวกับกระดูกช่วงเหนือสะโพกช่วงไหนเรามันคต
    สมมุติมันโค้งไปทางด้านซ้ายมันจะส่งผลให้ขาขวาเรา
    ไม่ค่อยมีแรงเมื่อเทียบกับขาซ้ายและปล่อยไปนานๆ
    มันจะทำให้ซ้ายเรารีบได้ หรือทำให้ขาข้างซ้าย
    เราดูเล็กกว่าข้างขวาได้เมื่อทำมาเทียบกัน
    หรือถ้าเกี่ยวกับกระดูกช่วงตรงต้นคอ ปกติถ้าสมมุติ
    มันคตเหมือนปลายชี้ไปทางด้านขวาแต่มีเหตุให้มันเหมือนเริ่มคตทางด้านช้าย
    ถ้าเราไม่สังเกตุดีๆ เราจะคิดว่ามันคตด้านขวาและ มันจะส่งผลต่อแขนด้านซ้าย
    ซึ่งจะยังไม่ใช่ เพราะต้องย้อนไปดูจุดที่มันเริ่มคต
    ที่เป็นเหตุมันถึงจะบอกได้ว่า จะส่งผลต่อแขนด้านไหน
    และถ้ากรณี เป็นเส้นสะบักจม หรือเบี้ยวด้านไหน
    ก็จะส่งผลต่อแขนด้านนั้น

    ง่ายๆ กระดูกคตจะส่งผลต่อเนื่องในด้านตรงข้าม
    แต่เส้นสะบักด้านไหนก็ด้านนั้น และจะส่งผล
    ให้อกเราไม่ฝายไหล่ผึ่งได้ครับ....

    ดังนั้นถ้ารู้ตัวว่า ร่างกายเรายังพร่องจุดไหนอยู่
    ก็ค่อยๆซ่อมแซมไป ถ้ากระดูกยังไม่แข็งแรง
    ก็เสริมด้วยการทานยาเข้าไปก่อน
    นอกจากจะไปเจอคนใจดี
    เค้าใช้กสิณดินในกำลังระดับฌาน ๒ ถึง ๓ เสริมกระดูกให้...
    แล้วก็ดูว่า พอจะปลดกระดูกได้หรือยัง ด้วยไม้นะครับ
    เหมือนที่ อาจารย์หมอกระดูก ที่ชื่อ เสน่ห์ ท่านทำ...
    เอาที่ใกล้ๆบ้าน ถ้าไม่สดวก ไปนวด ไปแบบแพทย์แผนไทยค่อยๆนวด
    มันไม่หายขาดครับ..
    หรือไม่ก็ ลองไป หา อ.กิตติ ที่โรงพยาบาล พุทธชินราชดู
    ให้ท่านจัดกระดูกแบบใช้กำลังจิตก็ได้

    ร่างกายดีแล้ว เราค่อยมาสนใจเรื่องสมาธิก็ได้ มันไม่ยากหรอก
    จริงอยู่ เราเรียนรู้อัตตาเพื่อเข้าใจอนัตตา...
    แต่ถ้าเราไม่มีร่างกายเรานี้ เราจะไปเข้าใจเรื่องอนัตตาได้ไหม
    เพราะร่างกายมันก็ต้องใช้งานอยู่ เราก็ต้องรักษามันไปตามสภาพ

    เราไม่ใช่ว่า จะไม่มีอะไรทำเลย หรืออยู่คนเดียว บนโลกนี้
    ถึงจะปล่อยให้ร่างกายมันพร่องๆอยู่ แล้วจะมาทนๆฝึกสมาธิ
    แบบอเมริกันลูกทุ่ง มันไม่ต่างอะไร กับท่านๆทั้งหลาย
    ที่ฝึกทรมาณกาย ที่ประเทศอินเดียหรอกครับ
    เค้าอึดกว่าเรามากมาย และก็รู้ๆอยู่ว่า ทำไปก็ไม่หลุดพ้น
    ถ้าเราเป็นพุทธ เน้นหลุดพ้น เราก็ควรที่จะสนใจร่างกายเราก่อน......


    คนที่เค้าผ่านเวทนามานั้น เพราะอาการร่างกายที่เค้าเป็น
    ในเวลาก่อนนั่งนั้น
    มันไม่ได้ส่งผลต่อคุณภาพการใช้ชีวิตประจำวันเค้า
    และมันไม่ได้ส่งผลกระทบกับบุคคลอื่นๆที่อยู่รอบๆตัวเค้า
    บางคนแค่แนวกระดูกสันหลังเอียงตลอดแนว
    นั่งหลังตรงๆถูกท่านานๆมันก็หายได้
    หรือบางคนนั่งทับเส้นทับขา พอกำลังสมาธิ
    ถึงในระดับที่จิตมันเห็นกายเป็นธาตุได้
    มันก็ฟอร์มตัวธาตุฟอร์มอาการใหม่ได้
    ในเวลาปกติเค้าถึงไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไร
    พวกนี้มันใช้กำลังสมาธิในระดับไม่สูงมากก็ทำกันได้....
    และทำแล้ว มันก็ไม่ได้เกิดความสามารถทางสมาธิอะไรขึ้นมาหรอก
    ในเวลาปกติก็ยังเหมือนคนธรรมดาทั่วไป
    ไม่ใช่คนที่ใช้งานทางจิตอะไรได้
    ยกเว้นพวกที่จะระเบิดตูมตาม จิตซ้อนไปในจิตและก็ซ้อนไปในจิตเรื่อยๆ
    ระเบิดไปเรื่อยๆ เอ่อ พวกนี้ ลืมตามาความสามารถที่เคยทำได้ก็จะเกิดมี
    และใช้งานได้ปกติว่าไปอย่าง....

    ดังนั้นต้องค่อยๆคิดว่า อะไรสำคัญกว่า
    เรียงลำดับความสำคัญ
    ให้มันถูกจุด........
    ไอ้พวกเทคนิคคอมเทอมมันไม่ยากหรอก
    กายพร้อม ใจพร้อม มาเรียนรู้ภายหลังก็ได้


    เอ่อถ้าว่า ป่วยเป็นโรคร้ายแรง อนาคตตายแห๋มๆ
    หรือเป็นมะเร็งกิน ลำไส้จนเหลือเท่ารกแมว
    จะตายไม่ตายแหล่ภายใน ๓ วัน ๗ วัน
    แล้วมาฟิตเพื่อผ่านเวทนา เพื่อไปลุ้นในภพหน้าว่าไปอย่าง แม่น บ่

    ถึงได้บอกว่า ค่อยๆเป็นค่อยๆไปนั่นหละ...
    เข้าใจที่พูดเนาะ



     

แชร์หน้านี้

Loading...