ขอคำแนะนำสำหรับคนเริ่มศึกษา

ในห้อง 'พุทธศาสนา และ ธรรมะ' ตั้งกระทู้โดย Bloodeagle, 6 มกราคม 2011.

  1. Bloodeagle

    Bloodeagle Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 ธันวาคม 2010
    โพสต์:
    40
    ค่าพลัง:
    +49
    ขอเล่าประสบการณของตัวเองก่อนเมื่อก่อนผมเคยโดนเพื่อนแกล้งมาตลอด 15 ปี โดนหลายอย่าง สารพัด แต่ก็ทนได้
    เนื่องจากว่าผมเป็นคนค่อนข้างเรียบร้อย ไม่ค่อยพูด ไม่ว่าใคร พอผมมาเรียนในมหาลัยผมก้โดนแบบนี้อีก 4 ปี ไม่ได้โดนแกล้งน่ะ โดนเหมือนโดนดูถูกน่ะครับ
    อีกอย่างหนึ่งคณะที่ผมเรียนผมไม่ค่อยชอบด้วย พอเป็นมากๆเค้ามันเหมือนความโกระอ่ะครับ บางทีผมกลับบ้านไปนึกโกรธเพื่อนคนนี้ทั้งวัน นึกแบบนี้ทุกวัน จนกระทั่งคิดร้ายกับเขา แต่ผมไม่ได้ทำเพราะผมคิดไว้ว่าถ้าผมทำไปคงตกนรกแน่นอน แบบนี้เรียกว่าผมเป็นคนมีอกุศลจิตใช่ไหม แต่ตอนนี้ผมรู้สึกดีขึ้นเพราะผมได้มาสวดมนไหว้พระ บทที่ผมสวด ก็มี พาหุง ชินบัญชร รู้สึกพวกนี้ก็ยังมีอยู่ แต่น้อยลงไป ผมอยากหายขาดจากความคิดพวนี้ ผมควรจะทำอย่างไรครับ ขอคำแนะนำด้วย ผมอยากยกระดับจิตใจผมน่ะครับ อธิบายเกี่ยวกับอกุศลจิตหน่อยก็ดีน่ะครับ ขอบคุณครับ
     
  2. Bonejankel

    Bonejankel เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2010
    โพสต์:
    70
    ค่าพลัง:
    +147
    1. ออกมาจากสภาพแวดล้อมเหล่านั้นที่เราไม่ชอบ ออกมาจากกลุ่มเพื่อนที่ไม่ดี นึกถึงมงคลอันดับที่1.คือการคบคนพาลเป็นอัปมงคลอันดับแรก (มันแรงไง!) ถ้าพิจารณาว่ามันเป็นการไม่สับปายะ ก็เปรียบเหมือนหว่านเมล็ดพันธุ์ลงไปในที่ไม่เหมาะ ที่จะเจริญของเมล็ดพืชนั้น มันก็เน่าตาย...

    2. คนเรามันทำกรรมมาไม่เหมือนกัน บางคนก็พบสิ่งที่ดี บางคนก็ตรงข้าม ของแบบนี้มันหนีไม่พ้น นึกซะว่ากล้าทำก็ต้องกล้าชดใช้เขาไป... อดทนเรียนให้มันจบๆมาซะก่อน อย่าคิดมาก (มันสำคัญไง...มากด้วย ขอบอก) การได้มาทางธรรมะ ศึกษาด้านนี้ก็นับว่ามีกรรมดีใช่น้อย พยายามศึกษาไปเรื่อยๆ ศึกษาให้มากเพราะจะช่วยบรรเทากรรมเก่าที่ไม่ดีให้ลดไปเร็วกว่าดำเนินชีวิตในทางที่ไม่มีธรรมะ

    เรื่องพรรค์นี้ มันอยู่ที่ การสั่งสม! ...:z16
    "always use the Internet Cafe' "
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 10 มกราคม 2011
  3. khomeraya

    khomeraya เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    1,833
    ค่าพลัง:
    +21,369
    ควรจะทำอย่างไรหรือครับ ก็ต้องแผ่เมตตา

    แต่ต้องแผ่เมตตาทุกลมหายใจ เข้าใจไหม ให้นึกหน้าคนที่เราไม่ชอบ แล้วหายใจเข้า ก็นึกในใจว่า "จงเป็นสุขๆเถิด (หมายถึงเค้า)" หายใจออก ก็นึกในใจว่า "จงเป็นสุขๆเถิด" ทำไปเรื่อยๆ ไม่มีกำหนด

    ทำยากนะ ยิ่งโดยเฉพาะ คนที่เราไม่ชอบขี้หน้ามากๆ มันจะแปรผันตรงกับอกุศลจิตของเรานะครับ ยิ่งไม่ชอบขี้หน้ามากๆ ก็จะแผ่เมตตาให้เค้ายากมากๆ แต่ก็ต้องพยายามทำ เหมือนเราพยายามขัดเกลาจิตใจของเรานั่นแหละ

    คำสอนนี้ ผมไม่ได้คิดเอง มีผู้รู้ท่านสอนผมอีกทีนึง เลยนำมาบอกกล่าวกันต่อ

    ส่วนอกุศลจิตนั้น พูดสั้นๆ เหมือนกับว่า เหมือนสีดำในใจเรา ส่วนกุศลจิตก็เหมือนสีขาวในใจเรา ถ้าเราพัฒนาถึงขีดสุด ใจของเราก็จะเป็นสีเพชร คือ ขาวแบบเป็นประกาย แกร่ง และมีค่าสูงยิ่ง

    ก็แล้วคุณจะเลือกให้ใจของคุณเคลือบคลุมด้วยสีขาวหรือสีดำ มากกว่ากันละ ?
     
  4. Bloodeagle

    Bloodeagle Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 ธันวาคม 2010
    โพสต์:
    40
    ค่าพลัง:
    +49
    ล่ะสิ่งที่เกอดกับตัวผมนี่ใช่กรรมเก่าไหม หรือว่าเป็นที่ตัวผมเอง จริงหรือเปล่าืที่เขาบอกว่าถ้าทำกรรมดีไว้เยอะ เช่นสวดมนต์ แผ่เมตตา และอื่นๆ แล้วกรรมที่ไม่ดีทั้งหลายจะกลายเป็นอโหสิกรรม
     
  5. khomeraya

    khomeraya เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    1,833
    ค่าพลัง:
    +21,369

    เป็นไปได้ทั้ง 2 อย่าง ขึ้นชื่อว่ากรรมเก่าเนี่ย การกระทำที่เพิ่งผ่านพ้นไปวินาทีสองวินาที มันเป็นการกระทำเก่าแล้วถูกมั้ย เพราะฉะนั้น คำว่ากรรมเก่าเนี่ย ไม่จำเป็นต้องย้อนเวลาเป็นอดีตชาติไปนะ

    จริงๆแล้ว เรื่องผลแห่งกรรม อำนาจแห่งกรรมนี้ มีความละเอียดพิสดารมากเกินกว่าที่คนทั่วไปจะรู้จะเข้าใจได้ทั้งหมด เพราะฉะนั้น เราไม่ควรจะไปหาสาเหตุของกรรม แต่ขึ้นอยู่กับเราว่า.... แล้วเราจะทำอย่างไรในปัจจุบันกับสิ่งที่เผชิญอยู่

    ย้อนกลับไปที่ผมบอกว่า เป็นไปได้ทั้ง 2 อย่าง คืออาจเป็นกรรมเก่า และอาจเป็นบุคลิกของเราเอง ก็เป็นไปได้ แล้วไอ้คำว่าบุคลิกของเรามาจากไหนละ ถ้าจะเอาแนวตอบแบบจิตวิทยาหรือสังคมวิทยา ก็อาจจะมาจากสาเหตุเรื่องการเลี้ยงดู สิ่งแวดล้อม อะไรก็ว่าไป แต่ในทางศาสนาก็อาจจะบอกได้ว่า ก็เป็นกรรม เป็นสิ่งที่อาจเคยเป็นมาในอดีต แต่บางครั้งถ้าเราจะอ้างศาสนา อ้างเรื่องกรรม กับบางคน เค้าก็อาจจะไม่รับ ถูกมั้ย..... เพราะฉะนั้น อ้างเพียงบางครั้ง บางกรณี สำหรับบางคนดีกว่า

    แล้วที่บอกว่าถ้าเราทำกรรมดีไว้เยอะ กรรมไม่ดีก็จะเป็นอโหสิกรรมนั้น ก็อาจเป็นไปได้ใน 2 กรณีคือ
    1 เราทำดีจนกระทั่งเราพ้นจากวัฏสงสาร อย่างนั้นทั้งกรรมชั่วและกรรมดี ก็จะไม่มีผลต่อเรา ถ้าพิจารณาในฟากของกรรมชั่ว ก็อาจถือได้ว่าเป็นอโหสิกรรม ก็พอจะตีความได้

    2 เกิดจากการที่เราอุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวร แล้วเจ้ากรรมนายเวรโมทนาบุญกับเรา พร้อมกับอโหสิกรรมให้กับเรา อย่างนั้น การจองเวรจองกรรมข้ามภพข้ามชาติก็สิ้นสุดลงเพียงนั้น

    แต่การที่อาจต้องถูกลงโทษตามกฎ ก็อาจจะมีความเสี่ยงอยู่

    ขอให้เปรียบเทียบอย่างนี้ว่า ถ้าเราฆ่าคน ในทางกฎหมาย เราก็จะได้รับผล 2 อย่างคือ

    1 ต้องคำพิพากษาให้ประหาร ติดคุก ในส่วนนี้เปรียบเสมือนเราถูกพญายมราชพิพากษาให้เราลงนรกขุมนั้นขุมนี้

    2 เกิดเจ้าทุกข์ เจ้าทุกข์ก็จะร้องทุกข์กล่าวโทษ ฟ้องคดีคุณ ในส่วนนี้เปรียบเสมือนเจ้ากรรมนายเวรที่คอยตามจองล้างจองผลาญคุณ
    การอโหสิกรรมในส่วนนี้ จึงหมายถึงเจ้าทุกข์ยกโทษให้ แต่กฎก็ยังคงต้องเป็นกฎอยู่ เพราะผู้พิทักษ์กฎ คือผู้พิพากษาท่านทำไปตามกฎเกณฑ์ที่วางไว้ ท่านไม่ได้มีอคติทั้งหลายต่อคุณ ไม่ว่าจะเป็นอคติเพราะความเกลียด ความรัก หรืออะไรก็ตามแต่

    มีเรื่องอยากท้วงติงนิดนึง ผมพยายามอดใจไว้ตั้งแต่คำตอบแรกๆแล้วละ คือ คุณควรจะพยายามสะกดคำอะไรให้ถูกนะครับ เช่น คำว่าเกิด ไม่ใช่คำว่า "เกอด" (ทำไมยังอ่านออกว่าเป็นเกิดได้ละ ทำไมไม่อ่านว่า เก - อด ....ทีเขียนละเขียนผิด แต่อ่าน กลับอ่านถูก)
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 6 มกราคม 2011
  6. วิญญาณนิพพาน

    วิญญาณนิพพาน ทีมงานอาสาฯ ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 เมษายน 2008
    โพสต์:
    24,212
    กระทู้เรื่องเด่น:
    53
    ค่าพลัง:
    +21,727
    หมั่นสวดมนต์ นั่งสมาธิ เเผ่เมตตาให้กับเพื่อนคนนั้นทุกวันครับ ตอนเเผ่เมตตาก็เเผ่ไปให้ทั่วทั้งจักรวาล ไม่เลือกเฉพาะเจาะจงครับ ทําเเบบนี้ในทุกๆวัน เดี๋ยวทุกอย่างก็ดีขึ้นเองครับ ผมขอเเนะนําวิธีทําสังฆทานด้วยตัวเองที่บ้านให้คุณ Bloodeagle อ่านเเล้วนําไปปฎิบัติด้วยครับ ทําเเล้วก็เเผ่เมตตาไปในทุกๆวัน ตามนี้นะครับ ถ้าคุณ Bloodeagle มีความศรัทธาเเละตั้งใจจริง ในอนาคต ทุกอย่างจะออกมาดีเเน่นอนครับ ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์เเล้วกันเจริญในธรรมครับ


    วิธีนั่งสมาธิขั้นเบื้องต้นของหลวงพ่อฤาษีลิงดํา

    http://www.palungjit.org/smati/books/index.php?cat=420

    อุปสรรคและวิธีแก้ไขในการทำสมาธิ

    http://palungjit.org/threads/%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%9B%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4.217531/

    สาเหตุที่ผู้ฝึกสมาธิวิปัสสนาเป็นโรคประสาทหรือเสียสติและวิธีแก้ไข
    http://palungjit.org/threads/สาเหตุ...-เป็นโรคประสาทหรือเสียสติ-และวิธีแก้ไข.66451/


    วิธีฝึกฌานที่1ถึง4ครับ

    http://palungjit.org/threads/วิธีฝึกฌานที่1ถึง4ครับ.242634/

    วิธีทําสังฆทานด้วยตัวเองที่บ้านทุกวัน

    http://palungjit.org/threads/อธิษฐานหนีกรรมได้ไหม.181063/

    http://palungjit.org/threads/แม้ไม่มีเวลาทำบุญก็สามารถทำบุญได้.192242/

    http://palungjit.org/threads/ทำบุญง่าย-ๆ-ตามภาษาคน-ไม่ค่อย-มีเวลา.274346/

    ฝากหนังสือ ' ชีวิตเป็นอย่างนี้ ' ที่อยู่ใต้ comment ของผมข้างล่างนี้ให้คุณ Bloodeagle โหลดไปอ่านด้วยครับ ยังไงก็อ่านให้จบเเล้วกัน จะได้คิดอะไรไดีอีกมากมายครับ อนุโมทนาครับ
     
  7. bluebaby2

    bluebaby2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 กันยายน 2010
    โพสต์:
    2,471
    ค่าพลัง:
    +4,295
    ผมแนะนำขั้นเริ่มต้นก่อนเลยก็คือการถือ ศีล และสมาทานศีล
    การถือศีลนี่จะทำให้เราปล่อยวางลงเยอะเลย จิตใจมีระเบียบ
    โดนเขาว่าก็ไม่ถือสาหาความเท่าไหร่ การสมาทานศีลก็ทำ
    ให้เราพูดจากับใครง่ายไปหมด ไม่มีใครด่าเรา แล้วขั้นต่อไป
    ก็คือให้ทาน อานิสงส์ของการให้ทานในปัจจุบันที่เห็นได้เลย
    คือ ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก คนหมู่มากยินดีคบหาด้วย ชื่อเสียงฟุ้ง
    ขจรไป แล้วข้อสุดท้ายเป็นผู้ไม่เก้อเขินในที่ประชุมชน ถ้าคุณ
    เป็นคนขี้อายข้อนี้สำคัญนะครับ แล้วขั้นสุดท้ายก็ภาวนา ถ้า
    เริ่มทำสมาธิคุณจะปล่อยวางเยอะเลย คุณจะไม่จริงจังกับ
    เรื่องราวต่างๆ มากเกินไป และก็จะพบความสงบสุขในจิตใจ
     
  8. Bloodeagle

    Bloodeagle Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 ธันวาคม 2010
    โพสต์:
    40
    ค่าพลัง:
    +49
    ขอบคุณครับ ผมมีเรื่องอยากจะเรียนถามอีกหน่อย คือเรื่องมันมีอยู่ว่าผมเป็นคนที่เหมือนกับว่าญาณไม่รู้ว่าเป็นญาณอ่อนๆรึเปล่าน่ะครับ คือว่ามีอยู่วันหนึ่งผมกลับมาบ้าน ตอนผมเปิดประตู ผมรู้สึกว่าบ้าน ผมรู้สึกขนลุกเหมือนมีอะไรบางอย่างมองผมอยู่พอเปิดประตูเข้าไปเจอแสงสีขาวๆขึ้นบันได เหมือนเสื้อ เหมือนจะบอกผมอะไรสักอย่าง พอขึ้นไปบนบ้านปรากฎว่ามีโจรขึ้นบ้าน ตู้เสื้อผ้าถูกรื้อหมด แต่เหมือนกับว่าของมีค่าอยู่ครบเกือนหมด หายไป 2 อย่าง โทรศัพท์ + mp3 ของผม เงินของพ่อผมไม่หาย มีอยู่ครบ พระพุทธรูปจำนวนมากที่ว่าอยู่ในบ้านก็ไม่หาย นี่เป็นเพราะเขามาช่วยใช่ไหม ล่ะก็อีกอย่างหนึ่ง คือ มีอยู่ครั้งหนึ่งน้าผมโดนคดี น้าผมเป็นวิศวะกรน่ะครับ รู้สึกว่าตอกเสาเข็มผิดหรืออะไรสักอย่าง เลยโทรมาปรึกษาแม่ผม แม่ผมทำงานเกี่ยวกับกฎหมาย ผมมีความรู้สึกว่า ศาลจะรอลงอาญา ผมเลยบอกแม่ผมว่า ศาลคงรอลงอาญา จริงๆแม่ผมก็รู้เพราะแม่ผมทำงานด้านนี้มานาน แม่ผมเลยถามผมว่าผมเป็นหมอดูหรอ อิอิ ล่ะศาลก็ตัดสินแบบนั้นจริงๆ ล่ะก็มีอีกหลายเรื่อง ญาณนี่เกิดจากอะไรครับ ? คนส่วนใหญ่มีรึเปล่า ? มีคนบอกว่าถ้าฝึกญาณได้จะดีมาก จริงรึเปล่า ? ถามถูกบอร์ดรึเปล่าเนี่ย ถ้ารู้ก็ช่วยตอบด้วยน่ะครับ ? อย่าว่าผมเลยน่ะถ้าผมถามมากเกินไป ผมเป็นคนชอบตั้งคำถามว่าทำไมอยู่แล้ว
     
  9. Bloodeagle

    Bloodeagle Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 ธันวาคม 2010
    โพสต์:
    40
    ค่าพลัง:
    +49
    ผมแผ่เมตตาเป็นประจำน่ะช่วงนี้รู้สึกว่าทุกวันด้วย รู้สึกจิตใจดีขึ้นมากๆเมื่อก่อนผมเป็นอยู่ทั้งวัน จนมาได้สวดมนต์ไหว้พระ ศึกษาธรรมมะ นี่แหละ มันถึงค่อยๆหาย แต่ยังมีจิตที่เป็นอกุศลอยู่ แต่น้อยลง คือใครว่าอะไรบุ๊ปมันจะมา รึว่านึกถึงเรื่องเดิม มันก็มาอีก แต่ก็พยายามระงับไว้
     
  10. mylord

    mylord เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 ธันวาคม 2008
    โพสต์:
    46
    ค่าพลัง:
    +253
    เหมือนคุณขาดอุบายวิธีฝึกฝนจิต
    อยากจะแนะว่า
    00 ตอบแทนความเกลียด ด้วยความรัก ความเมตตา
    00 มองผู้ที่ทำไม่ดีกับคุณ เสมือน ครู
    00 เหมือนเขาสอนว่า อย่าทำอย่างเขานะ ที่เขาทำเพราะเขาขาดแคลน ความรัก ความเมตตา ความให้เกียรติยกย่อง
    00 เหมือนเขาสอนว่า จงทำตรงกันข้ามกับเขา เขาดูถูก จงยกย่องความดีของเขา (ถ้าเขามีความดีเหลืออยู่นะ)

    คนเรามีความเท่าเทียมกัน ชื่อเสียง ลาภยศ เงินทอง ความรู้ เป็นสิ่งภายนอก
    มีกำลังกาย ความคิดสติปัญญา อาจทำให้มีให้มากได้
    แต่อริยทรัพย์ (ทรัพย์อันประเสริฐเป็นของติดตัว อยู่ภายในจิตใจ ดีกว่าทรัพย์ภายนอก เช่นเงินทอง เป็นต้น เพราะโจร หรือใครๆ แย่งชิงไม่ได้ และทำให้เป็นคนประเสริฐอย่างแท้จริง มี ๗ คือ สัทธา สีล หิริ โอตตัปปะ พาหุสัจจะ จาคะ ปัญญา) กลับไม่แสวงหา น่าสังเวท
     
  11. khomeraya

    khomeraya เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    1,833
    ค่าพลัง:
    +21,369
    ผมจะพยายามแก้ปัญหาของคุณทีละข้อแล้วกัน จะได้คลี่คลายสิ่งที่คุณสงสัยทีละคำถามๆ

    ที่คุณถามว่า "นี่เป็นเพราะเขามาช่วยใช่ไหม" ถ้าตอบแบบกลางๆ ก็คงต้องตอบว่า "อาจจะ" อาจจะเป็นไปได้ ถ้าตอบแบบสุดโต่งก็คือ "ชัวร์" หรือ "ไม่หรอก คุณเข้าใจผิดเอง"

    และผมขอบอกว่า "อาจจะเป็นไปได้" ทำไมผมถึงบอกอย่างนั้น เพราะที่อ่านดู ถ้าคุณไม่อุปทานไปเองนะ คุณก็พอมีสัมผัสพิเศษอยู่บ้าง สัมผัสพิเศษนี้ ถ้าเปรียบเทียบในทางวิทยาศาสตร์ ก็เหมือนเป็นการจูนประสาทสัมผัสของเราให้ตรงกับคลื่นความถี่ของภพภูมิที่เป็นกายทิพย์ทำนองนั้น ซึ่งบางกรณีอาจจะเกิดจากเหตุบังเอิญว่า ประสาทสัมผัสของเราไปรับคลื่นความถี่นั้นได้พอดี

    และอีกอย่างหนึ่งก็คือ คุณก็อาจจะอุปทานไปเอง ก็เป็นไปได้เหมือนกัน

    ในการศึกษาพระพุทธศาสนา ถามว่าเทวดามีจริงมั้ย มีจริง อิทธิปาฏิหาริย์มีจริงมั้ย มีจริง แต่สิ่งเหล่านี้อย่าไปยึดติดมาก ทำตัวให้อยู่ในสายกลาง คือไม่ใช่เชื่อแบบไม่ลืมหูลืมตา ถ้าอย่างนั้นเค้าเรียกว่างมงาย และก็ไม่ทำตัวแบบขวางโลก ว่าโอ๊ย เรื่องอย่างนี้ไม่มีจริงหรอก เพราะของจริงนะมี คนที่เค้ารู้เค้าเห็นเรื่องอย่างนี้นะมี เพียงแต่เค้าจะมาเปิดเผยหมด หรือไม่เปิดเผย ขึ้นอยู่กับผู้นั้น

    และในโลกนี้ ถ้าเชื่อทุกอย่างก็บ้า ถ้าไม่เชื่อทุกอย่างก็โง่ เพราะฉะนั้นต้องพอดีๆ


    ที่คุณถามว่า ญาณเกิดจากอะไร มี 2 คำตอบ
    1 เกิดจากการฝึกจิตของผู้นั้นเอง
    2 เกิดจากอำนาจลึกลับของอีกภพภูมิหนึ่ง

    ข้อ 1 ที่บอกว่าเกิดจากการฝึกจิตของผู้นั้นเอง ตรงนี้อธิบายในลักษณะของพลังจิต จิตที่สงบ ก่อให้เกิดพลังมหาศาล เหมือนกับเอาแว่นขยายขยายแสงอาทิตย์ให้เพ่งไปที่จุดเดียว ก็จะทำให้กระดาษลุกไหม้ได้
    การฝึกจิตนั้น อาจเกิดจากภพชาติที่แล้ว เรียกว่าของเก่า หรือบุญเก่าก็ได้ และอาจรวมถึงการพัฒนาจิตในชาติปัจจุบัน

    ข้อ 2 ที่เกิดจากอำนาจลึกลับนั้น ตรงนี้เป็นอำนาจของภพภูมิอื่นที่ส่งกำลังมาถึงเรา อย่างที่เค้าบอกว่าคนนั้นมีญาณเทพองค์นั้นองค์นี้ เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง แต่ไม่ใช่ว่าคนที่กล่าวอ้างว่าตนมีญาณของเทพองค์นั้นองค์นี้ จะต้องเป็นไปอย่างที่เค้ากล่าวอ้างเสมอไป พูดง่ายๆคือ ของจริงนะมี ซึ่งข้อ 2 นี้ไม่อยากจะให้ความสำคัญจนเกินพอดี เพราะตรงนี้เป็นช่องทางให้มีการหลอกลวงกันง่าย โดยอาศัยศรัทธานั่นเอง

    ที่คุณถามว่า คนส่วนใหญ่มีหรือเปล่า

    ถ้าเป็นข้อ 1 คนผู้นั้นต้องมีการฝึกจิตอย่างที่กล่าวไว้ ถ้าไม่ฝึก ก็ไม่ได้ คือเมื่อจิตสงบ ก็จะก่อให้เกิดประสาทสัมผัสที่ไวกว่าคนปกติ สามารถรับคลื่นความถี่ซึ่งมนุษย์ทั่วไปไม่สามารถรับได้
    ส่วนข้อ 2 คนส่วนใหญ่ไม่มี จะมีได้ก็เฉพาะคนที่มีความสัมพันธ์กับภพภูมิเหล่านั้น

    ที่คุณถามว่า ถ้าฝึกญาณได้จะดีมาก จริงหรือเปล่า
    ถ้ามองในแง่ว่า สามารถพิสูจน์ว่ามีผี มีเทวดา มีนรก มีสวรรค์ อย่างที่มีบรรยายในตำรานั้น อย่างนี้ก็ดีจริง แต่ปัญหาก็คือ "ความหลง" ในบรรดากิเลศที่มี โลภ โกรธ หลง ตัว "หลง" ตัดยากที่สุด
    ปัญหาของผู้ฝึกจิตได้จนถึงขั้นสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีผี มีเทวดา สามารถสื่อสารกับภพภูมิอื่นได้ก็คือ "ความหลง" นี่แหละ ก็ลองนึกดูซิว่า คุณสามารถคุยกับผี คุยกับเทวดาได้ ถอดกายทิพย์ไปเที่ยวโน่นเที่ยวนี่ได้ โดยที่คนอื่นไม่สามารถทำได้อย่างคุณ ในจิตลึกๆของคุณอย่างน้อยก็ต้องเกิดสิ่งที่เรียกว่า "ความภูมิใจ" ถูกมั้ย และความภูมิใจนี่แหละ ถ้าแยกแยะไม่ถูก ก็จะกลายเป็นความหลงไป

    เพราะฉะนั้น ขอสรุปว่า ถ้าฝึกญาณได้จะดีมาก จริงมั้ย คำตอบคือจริง เพราะเป็นการพัฒนาให้จิตเรามีความสะอาด มีความสงบมากขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง
    แต่ขอให้ระลึกไว้ว่า "เมื่อรู้แล้ว จงละเสีย"

    ขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไป
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 8 มกราคม 2011
  12. Bloodeagle

    Bloodeagle Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 ธันวาคม 2010
    โพสต์:
    40
    ค่าพลัง:
    +49
    ครับ ตอนแรกก็เหมือนกับผม อุปทาน ไปเอง แต่มันเกิดหลายครั้งมากๆ อย่างเช่น มีอยู่ครั้งหนึ่งตอนเรียนวิชานึงตอนนั้น ผมกำลังนั่งเหม่ออยู่ ตอนนั้นเพราะวิชาเรียนน่าเบื่อมาก และการเรียนไม่มีการเช็คชื่อแต่อาจารย์ก็มีใบเช็คชื่อตลอด ปรากฎว่าในวันนั้นอาจารย์ ถามคำถามแล้ว ทั้งห้องเงียบไม่มีใครตอบ อาจารย์ก้อหยิบใบเช็คชื่อขึ้นประมาณว่าจะสุ่มเรียกชื่อให้ตอบคำถาม เหมือนมีอะไรบอกผมว่าเนี่ยเดี่ยวอาจารย์จะเรียกชื่อผมน่ะ ล่ะอาจารย์ก็เรียกจริงๆ เวลาจะมีอะไรบอกพวกเนี่ยขนจะลุก ก่อน ผมก็ไม่ทราบน่ะเป็นเพราะอะไร ปกติแล้วผมไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเพราะเดียวเขาว่าผมบ้า อุปทานไปเอง แต่เห็นชื่อเว็ป พลังจิตเลยถามซักหน่อย อิอิ
     
  13. Bloodeagle

    Bloodeagle Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 ธันวาคม 2010
    โพสต์:
    40
    ค่าพลัง:
    +49
    คุณ mylord ที่บอกนั้นก็ถูก เพราะผมยังขาดอุบายในการฝึกฝนจิต แต่ช่วงนี้กำลังฝึกไม่ให้ไปคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านั้้น แต่ขอบอกว่ายากมาก แต่ก็จะพยายาม เพื่อสิ่งพวกนี้หายไป เพราะผมคิดว่าถ้าปล่อยไว้มากๆเดียวจะไม่ดี
     
  14. khomeraya

    khomeraya เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    1,833
    ค่าพลัง:
    +21,369
    ถ้าที่คุณเล่ามาเป็นเรื่องจริงทั้งหมด และผมวินิจฉัยไม่ผิด ก็คิดว่า คุณคงมีของเก่าอยู่บ้าง

    ขอแนะนำให้คุณไปหาพระสุปฏิปันโน เพื่อเล่าเรียนกรรมฐานกับท่าน และขออวยพรให้คุณพบพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ซึ่งสามารถนำทางคุณให้พบแสงสว่างแห่งพระธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยเทอญ
     
  15. Bloodeagle

    Bloodeagle Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 ธันวาคม 2010
    โพสต์:
    40
    ค่าพลัง:
    +49
    ขอบคุณสำหรับคำแนะนำครับ ที่เล่าเป็นเรื่องจริงครับ
     
  16. จันทโค

    จันทโค เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 กรกฎาคม 2009
    โพสต์:
    1,866
    ค่าพลัง:
    +35,603
    สาธุ กราบอนุโมทนาด้วยนะครับ
    ที่ไม่คิดนะครับ(นึกซะว่าชาติที่แล้วไปแกล้งเขามานะครับ)
    วันนี้ผมไปอ่านหนังสือ ที่สมเด็จพระสังฆราชฯพระองค์ทรงเทศน์ เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าว่า.......
    ช่วงที่พระองค์ ยังบำเพ็ญบารมีอยู่ ถ้าพระองค์ทรง โกรธ โมโหและอื่นๆๆไม่ว่าจะมากหรือน้อย พระองค์จะระงับด้วยพระกรุณา พระเมตตา แล้วความโกรธ โมโหนั้นก็จะระงับได้นะครับ
    ท่าน จขกท....ลองนำไปใช้ดูนะครับ ง่ายดี นะครับผมว่านะครับ
    ส่วนเรื่อง อกุศลจิต นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดีอยู่แล้ว ผมว่าไม่ต้องอธิบายหรอกมั้งครับ ผมว่าท่านเข้าใจดีอยุ่แล้วนะครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 8 มกราคม 2011
  17. blackangel

    blackangel เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    1,750
    ค่าพลัง:
    +1,919
    ลองคิดแบบง่ายๆดูดิครับ ว่ายังไง คนที่ดูถูกเรา ยังไงเขาก็ไม่ได้ต่างอะไรกับเรา เป็นเพื่อนร่วมโลกเหมือนกัน ต้อง เกิด แก่ เจ็บ ตาย มีความทุกข์เหมือนกับเรา แล้วการที่เขามาดูถูกเราหรือมาว่าเี่รา เราก็ใช่ว่าจะเป็นไปตามที่เขาพูดมา
    และมันก็เป็นธรรมดาของโลกอยู่แล้ว นินทา สรรเสริญ ขนาดพระพุืทธเจ้าท่านยังโดนนินทา นับประสาอะไรกับคนธรรมดาอย่างเราจะไม่โดนนินทา
    เราจะดีจะแย่ยังไงก็อยู่ที่การกระทำของเรา ไม่ใช่อยู่ที่คำพูดของคนอื่น

    ไม่งั้นก็ลองคิดแบบหลงตัวเองว่า การที่ึึคนอื่นมาดูถูกเราแสดงว่าเขาต้องมีปมด้อยอะไรซักอย่าง เขาจึงอยากพูดเพื่อทำตัวให้ดูว่าตัวเองดีกว่าเรา เหนือกว่าเราเป็นธรรมดา


    ///////////////////////////////////////

    ครั้งหนึ่ง นางมาคันทิยานารี บุตรีพราหมณ์
    ผู้มีโฉมเลอเลิศเป็นที่หมายปองของบุรุษตระกูลสูงทั่วไป
    ผูกใจเจ็บเพราะสมณโคดมที่ไม่หลงรูปงามของตน
    ได้ว่าจ้างข้าทาสบริวารให้เที่ยวตามด่าพระศาสดาไปทั่วทุกมุม
    เมืองโกสัมพี ด้วยถ้อยคำเสียดสีผรุสวาทล่วงเกินอย่างรุนแรง
    แม้จนถึงพระคันธกุฎี ที่ประทับในวัดโฆสิตาราม

    พระอานนท์ร้อนใจทูลให้พระพุทธองค์เสด็จไปเสียจากเมืองนั้น
    แต่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพระมโนหนักแน่น สงบนิ่ง
    เยือกเย็นประหนึ่งช้างศึกกลางสนามรบ
    อดทนลูกศรจากทุกสารทิศ “อานนท์… ผู้อดทนต่อคำล่วงเกินของผู้สูงกว่าก็เพราะความกลัว
    อดทนต่อคำล่วงเกินของผู้เสมอกัน ก็เพราะเห็นว่ากำลังพอกัน ยังอาจทำร้ายกันได้
    แต่ผู้อดทนต่อคำล่วงเกินของผู้ต่ำต้อยกว่าตน เรียกว่า อดทนสูงสุด ผู้มีความอดทนและมีเมตตาย่อมอยู่เป็นสุข
    เปิดประตูความสงบได้โดยง่าย และขุดมูลเหตุแห่งการทะเลาะวิวาทเสียได้”


    พระพุทธองค์มิได้ทรงตอบ มิได้ทรงโต้ ทั้งมิได้ทรงหนี แต่ทรงระงับเหตุร้ายทั้งปวง
    ด้วยพระปัญญา พระกรุณา และ พระบริสุทธิคุณ
    “คนพอใจอย่างไรก็พูดไปอย่างนั้น มนุษย์เราจะไม่ให้คนรักคนชังนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้
    อานนท์ ถ้าจะต้องหนีไปทุกที่ เราก็จะไม่มีแผ่นดินอยู่เรื่องเกิดที่ใด
    ควรให้ระงับลงที่นั้นเสียก่อน แล้วจึงค่อยไป”

    ในที่สุด เสียงด่าว่าที่กระทบกับศิลาแท่งทึบที่ไม่หวั่นไหว ก็เงียบหายไปเอง
    สมดังที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ในคราวหนึ่งว่า
    “จดหมายที่ส่งแล้วไม่มีผู้รับ ก็ยังเป็นของผู้ส่งฉันใด คำพูดด่าทอที่เราไม่รับ ก็ยังเป็นของผู้พูดฉันนั้น”

    แน่นอน ต้นไม้ไม่มีความนึกคิดและถ้อยคำ แต่เพราะคนเรามีจิตใจซ้ำยังต่างจิตต่างใจ
    จึงเกิดเป็นอารมณ์และความปรารถนาที่ซับซ้อน อันนำไปสู่วจีกรรมและกายกรรมอันยุ่งเหยิง
    ยากนักที่เราจะให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อยดังใจ

    โดยเฉพาะเมื่อดวงจิตที่ต่างความคิดกันนั้นยังเคลือบอยู่ด้วยโลภะโทสะ และโมหะ
    คำพูดที่แฝงด้วยความไม่ปรารถนาดี และไม่มีสติปัญญาไตร่ตรอง จึงมักก่อความเดือดเนื้อร้อนใจให้ทั้งแก่ตนเอง
    และผู้อื่น และเป็นมูลเหตุแห่งการทะเลาะวิวาทสืบเนื่อง

    ผิดกับคำพูดที่มาจากกุศลเจตนามีเมตตากรุณา และมุทิตา ตั้งสติพิจารณาให้เหมาะควรก่อนพูด
    ย่อมยังความสงบสุขให้เกิดขึ้น ซ้ำยังพาให้เรื่องร้ายปิดฉากลง
    จึงควรที่เราจะต้องรู้จักเลือกส่งและรับถ้อยคำอันเป็นสื่อที่สำคัญยิ่งแห่งความเข้าใจของมนุษย์

    เลือกส่งคำพูด ว่าจะเป็นแบบใด
    ระหว่างคำพูดหลอกลวงบิดเบือนกับคำสัตย์จริง คำพูดส่อเสียดยุยงกับคำปรองดองให้สมานฉันท์
    คำพูดบ่นว่าด่าทอหยาบคาย มองโลกในแง่ร้าย กับคำไพเราะสร้างสรรค์ชวนให้มองกันในแง่ดี
    และคำพูดเพ้อเจ้อไร้สาระปราศจากการระมัดระวังใคร่ครวญ กับคำที่อุดมด้วยอรรถสาระประโยชน์

    เลือกรับคำพูด เมื่อเสียงกระทบหู
    ย่อมก่อให้เกิดการรับรู้ทางโสตวิญญาณ อันนำไปสู่สังขาร การนึกคิดปรุงแต่งแล้วกลายเป็นเวทนาอารมณ์
    ความรู้สึกสุขทุกข์พอใจไม่พอใจก่อนตอบโต้กลับเป็นการกระทำและคำพูด

    หากมีสติคุมจิต
    ไม่นึกคิดปรุงแต่งเสียงก็เป็นสักว่าเสียงมากระทบเพียงเท่านั้น แล้วหยุดอยู่แค่การรับรู้
    เมื่อไม่มีการปรุงแต่งก็ไม่เกิดเป็นอารมณ์สุขทุกข์ เสียงนั้นเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป
    หากมีปัญญาใคร่ครวญได้ทัน ก็ยิ่งสามารถพิจารณาแยกแยะให้เห็นประโยชน์จากถ้อยคำนั้น
    ไม่ว่าจะเป็นคำพูดดีหรือเลว ถ้าเป็นคุณก็น้อมนำไปสู่การเรียนรู้ ตอบสนองด้วยกายกรรมและวจีกรรมที่เหมาะควร
    ถ้าไร้สาระก็วางเสียไม่ต้องตอบ ไม่ต้องโต้ ไม่ต้องเดือดร้อนวุ่นวาย

    เหมือนต้นไม้หลายพันธุ์ที่อยู่ร่วมกันในป่า ต่างก็ทำหน้าที่ของตนไปตามปกติ
    แม้จะแตกต่างกันในรูปทรงเทือกเถาเหล่ากอ แต่ก็อยู่ด้วยกันในที่เดียวได้โดยสงบ

    คนเราอยู่รวมกัน หากต่างทำหน้าที่ของตน
    ไม่ต้องรับคำพูดที่ไม่ควรรับ ไม่ต้องพูดคำที่ไม่ควรพูด ไม่เคลือบแฝงด้วยอกุศลเจตนาต่อกัน
    ถึงจะแตกต่างกันในพื้นฐานจิตใจ คนเราก็อยู่ร่วมกันได้โดยสันติสุข เหมือนดอกไม้หลายพันธุ์ในกระเช้า
    หรือหมู่พฤกษานานาพรรณในป่า ที่คอยประดับประดากันและกัน ให้เกิดเป็นองค์ประกอบของสังคมที่สวยงาม
    …อันเป็นการ “อยู่ฉันมิตร”

    แม้ต้นไม้จะกระทบกระเทือนเบียดเสียดกันบ้าง
    ก็คงเป็นส่วนน้อยและเป็นไปโดยปราศจากมายา คนเราถ้ากระทบกันโดยไม่ตั้งใจ ก็ไม่มีแก่นสารอะไรที่ควรยึดถือ
    ขอเพียงเราอยู่กันด้วยเจตนาบริสุทธิ์ ขอเพียงเราไม่ตอบไม่โต้ไม่ต่อความ ไม่จองเวรเท่านั้นสังคมก็อยู่กันด้วยดี
    มีความสุข หากใครเขายังไม่ “หยุด” เรา “หยุด” ได้ก็พอแล้ว
     
  18. เฉยฉิบ

    เฉยฉิบ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 ธันวาคม 2009
    โพสต์:
    83
    ค่าพลัง:
    +251
    [ame=http://www.youtube.com/watch?v=-iaeFsbn6SI]YouTube - หลวงพ่อฤๅษีลิงดํา กรรมฐาน40,1[/ame] [ame=http://www.youtube.com/watch?v=y52gXkGWXr8]YouTube - หลวงพ่อฤๅษีลิงดํา กรรมฐาน40,2[/ame] [ame=http://www.youtube.com/watch?v=AnePxI6AWGk]YouTube - หลวงพ่อฤๅษีลิงดํา กรรมฐาน40,3[/ame] [ame=http://www.youtube.com/watch?v=MawWsG5VBe0]YouTube - หลวงพ่อฤๅษีลิงดํา กรรมฐาน40,4[/ame] ลองฟังดูครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...