ขอถามเรื่อง พระนิพพาน

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย ผู้เลื่อมใสศรัทธา, 13 กันยายน 2010.

  1. ผู้เลื่อมใสศรัทธา

    ผู้เลื่อมใสศรัทธา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 มีนาคม 2009
    โพสต์:
    911
    ค่าพลัง:
    +2,082
    อยากทราบว่า คนธรรมดาที่ไม่เคยปฏิบัติธรรม ปฏิบัติกรรมฐาน
    สามารถไปพระนิพพานได้ไหมอะครับ เท่าที่อ่านดูในบอร์ดนี้ เห็นมีคนบอกว่า
    ถ้าจะตายจิตให้นึกถึงพระนิพพาน อย่างเดียว
    แต่สำหรับคนธรรมดาที่ไม่เคยปฏิบัติธรรม ปฏิบัติกรรมฐาน ไม่รู้ว่าพระนิพพานเป็นยังไง รู้แค่ว่าถ้าไปพระนิพพานก็จะแต่ความสุขสบาย ไม่ต้องเวียนว่าตายเกิด
    เห็นที่อ่านมาแต่ละท่านที่ไปนิพพานได้ ต้องสั่งสมบุญบารมีมาตั้งแต่ชาติปางก่อน อธิษฐานจิตไว้ และต้องผ่านการปฏิบัติมาอย่างมาก ถึงจะไปได้
    แล้วทำมันขัดกับคำพูดนั้น อะครับ
    รบกวนผู้รู้ช่วยบอกด้วยนะครับ ขอบคุณครับ
     
  2. รู้รู้ไป

    รู้รู้ไป เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 พฤศจิกายน 2009
    โพสต์:
    951
    ค่าพลัง:
    +3,166
    ถ้าเราตั้งใจจะไปเชียงใหม่ แต่เราไม่รู้ ไม่รู้จักเชียงใหม่เลย ไม่มีข้อมูลอะไรเลย เราจะไปเชียงใหม่อย่างไร

    เมื่อถึงเวลา ถึงอยากจะไป แต่ถ้าไม่มีข้อมูลอะไรเลยจะแน่ใจอย่างไรว่ามันจะใช่ในเมื่อมีข้อมูลอยู่แค่คำว่าเชียงใหม่อยู่คำเดียว
     
  3. GROLY

    GROLY เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    2,018
    ค่าพลัง:
    +7,980
    แล้วคนที่ไม่เคยปฏิบัติธรรม ไม่สนใจพระศาสนาจะเชื่อเรื่องนิพพานมั้ยครับ
     
  4. เอกวีร์

    เอกวีร์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มกราคม 2008
    โพสต์:
    3,972
    ค่าพลัง:
    +3,242
    ก็ต้องมาแจงให้ชัดก่อน

    ข้อแรกเลย

    ข้างบนย่อมไม่เป็นที่สงสัยเนาะ หากไม่เคยปฏิบัติเลย ก็ย่อมไม่รู้ว่านิพพานเป็นอย่างไร

    ซึ่งมันก็คือหากไม่เคยลดละกิเลสเลย ย่อมไม่เคยเห็นการสิ้นไปของกิเลส(นิพพาน)เป็นแน่
    หรือ หากไม่เคยปฏิบัติเลย ย่อมไม่เคยละวางอัตตามานะ การยึดนั่นของเรา นั่นควร
    แก่เรา นั้นไม่ควรแก่เรา ซึ่งก็คือ ไม่รู้จักนิพพานนั้นแหละ

    สรุปตรงนี้ จขกท ไม่ได้เข้าใจผิด มีความเห็นถูกต้องคือ หากไม่ปฏิบัติ ย่อมไม่รู้ชัดในนิพพาน

    * * * * *

    ประการต่อมา

    อันนี้ต้องปรักปรำว่า เข้าใจถูกแค่ครึ่งเดียว เพราะเผลอแสดงกิเลสยึด "ความสุขสบาย"
    เป็นเหตุนำ เป็นประโยคต้น ก่อนจะพูดประโยค "ไม่ต้องเวียนว่าตายเกิด" แต่ถ้าตอน
    ปรารภ ปรารภกลับกัน เอา "ไม่ต้องเวียนว่าตายเกิด" แล้วยกว่านั่นเป็นเหตุให้พ้นไป
    จากความสุขสบาย ก็จะเป็นสภาวะสุขอย่างยิ่ง พ้นสุข พ้นทุกข์ ก็จะใกล้เคียงการ
    ปรารภถึงพระนิพพาน

    ตรงนี้ได้อะไร ได้ข้อสรุปว่า ความเข้าใจในพระนิพพาน ยังไม่ชัด แต่ทำไมมันดู
    เหมือนจะถูก ตรงนี้ก็เพราะว่า เป็นการปรารภด้วยความ "ศรัทธา" นั่นเอง เป็น
    เรื่องของคนเคยสดับธรรมะ -- ซึ่งการหมั่นสดับ จะทำให้พูดได้ใกล้เคียงความเป็น
    จริงมากขึ้น ศรัธทา จะตรงเป้ามากขึ้น จะเหลือเพียงการปฏิบัติเฉพาะหน้าให้ถูก

    * * * * *

    ทีนี้ เอาสิ่งที่ยกขึ้นแล้ว ทั้งสองช่วงมา ไตร่ตรองใคร่ครวญให้รอบครอบ(โยนิโส
    มนสิการ) โดยความไม่ประมาท(อปมาทะ) หมั่นสดับธรรมและลองปฏิบัติเพื่อให้
    เข้าใจลึกซึ้งชนิดพึ่งพิงอิงอาศัยได้(กัลยาณมิตร) ก็จะพบว่า



    ประโยคข้างต้นนั้น คนที่จะตาย ให้นึกถึงพระนิพพานอย่างเดียว นี่ต้อง
    เป็นเรื่องของคนที่ "เคยสดับธรรมะ" เป็นเรื่องของคนที่ต้อง "ใคร่ครวญ
    ธรรมและนำมาปฏิบัติกับตนอย่างวิริยะอุตสาห์" และสุดท้าย เป็น "คนที่
    ไม่ประมาท" ด้วย

    แต่เขาอาจจะยังปฏิบัติไม่ถึงมรรคถึงผล จึงมีคำว่า "คนที่จะตาย" ซึ่งหมาย
    ถึงคนที่พยายามทุกอย่างแล้ว ประกอบทุกอย่างแล้ว ฟังธรรมแล้ว ปฏิบัติ
    มากๆแล้ว แต่ยังไม่เป็นผล เคราะห์กรรมมาตัดรอนเสียก่อนด้วยกรรม(ไม่ใช่
    ด้วยการตัดรอนตัวเองอย่างคนประมาทนะ -- อันนี้ต้องดูดีๆ) แบบนี้เขาคน
    นั้นจะมีศีลเยี่ยมยอด มีวิริยะยอดยิ่ง(คนที่มีวิริยะมาก ย่อมไม่ชื่อว่าเป็นหนี้ใคร)
    แบบนี้ มันจวนเจียนแล้ว ก็คงต้องให้นึกถึงพระนิพพานอย่างเดียว คือเขา
    กำลังหมดโอกาส(คนกำลังจะตาย) เราก็ต้องให้เขานึกถึง "พระ" และ "นิพพพาน"
    ไว้ เพื่อให้ ศีลที่ทำไว้มากแล้ว และ ความอุตสาห์ที่ทำไว้มากแล้ว มันมาส่ง
    ให้ใจมีปิติ ซึ่งก็พอจะทำให้เห็น "พระ"(จะทำให้ไปสวรรค์) และอาจจะทำให้แล
    เห็น "นิพพาน" ความสิ้นไปของกิเลสตัณหา ณ เวลาจวนเจียนนั้นก็ได้

    สังเกตดีๆนะ ว่า คนๆนั้น อย่างไรเสียก็ต้อง มีศีลที่บริสุทธิมากๆ และ มีความ
    พากเพียรประกอบธรรมมามากๆ ถึงจะมีข้อเท็จจริงส่งให้ ใจตัวเองมีพยานยืนยัน
    แก่ใจตนว่า พากเพียรมาจริง สดับมาจริง มันถึงจะเกิด ปิติ สุข อันเป็นเครื่อง
    ประกันสุคติในชั้นแรกๆได้ ส่วนเรื่องการเห็น "นิพพาน" นั้น อันนั้นอย่าไปตั้ง
    เป็นข้อสังเกตมากนัก ต้องศีลดีจริงๆ ความพากเพียรมามากจริงๆ ถึงพอจะสอด
    คล้องกับ กรณีในพระไตรปิฏก

    แต่ไอ้เรื่องที่ว่า ฟังครั้งสองครั้ง แล้ว พูดลอยๆ นิพพานๆ โดยที่ศีลก็ไม่รักษา
    การปฏิบัติก็ไม่เคยพากเพียร ประโยคนี้



    ย่อมไม่สมควรตั้งเป็นประเด็นว่าจะจริง


    * * * * *

    การศึกษาธรรมะ จะไม่ใช้วิธี ตรรกศาตร์
    แต่จะใช้ วิธีพิสูจน์ด้วยการปฏิบัติ จึงรู้ได้ถึงการสิ้นไปของกิเลสเฉพาะตน
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 13 กันยายน 2010
  5. หาธรรม

    หาธรรม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 มกราคม 2007
    โพสต์:
    1,163
    ค่าพลัง:
    +3,739
    ต้องผู้มีศีล ๘ ขึ้นไป ศีล ๕ นิพพานไม่ได้ (กาเมสุมิจฉา) มีสัมพันธ์กับคู่ของตนได้แค่พระโสดาบัน หรือ พระสกิทา พระอนาคาหมดราคะแล้ว พระอรหันต์ยิ่งต้องละสังโยชน์ที่สูง ๆ ขึ้นไปอีก ๕ ข้อ

    ที่เคยเห็นว่าคนธรรมดากระดูดเป็นธาตุ ท่านรักษาศีล ๘
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 13 กันยายน 2010
  6. ขันธ์

    ขันธ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 ตุลาคม 2006
    โพสต์:
    7,917
    ค่าพลัง:
    +9,182
    ที่บอกว่า ก่อนตายให้นึกถึงนิพพาน ก็ไม่ได้หมายความว่า จะไปได้ โดยไม่ต้องปฏิบัติ

    และการบอกว่าให้นึกถึงนิพพาน ก่อนตาย ก็เป็นเรื่องดี

    แม้ว่า เป้าหมายสูงสุดของเรา เป็นอย่างไรไม่รู้ แต่ใจเจ้าของอธิษฐานให้ไปสู่เป้่าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา

    ก็เท่ากับ เชื่อในคำสั่งสอนของพระศาสดา เชื่อในพระธรรม เชื่อในพระสงฆ์

    เรียกว่า ยึดในพระรัตนไตรไปในตัว ด้วยแรงศรัทธานั้น เมื่อใกล้ตาย ยอมทิ้งกายนี้

    จิตใจที่ไม่พะว้าพะวง ก็นำไปสู่ ภพที่ดีได้ ในระดับ สุคติภูมิ

    เป็นคำสอนที่ ดี คาดว่า หลวงพ่อท่านสอนให้ศิษย์ของท่านพ้นอบาย เป็นอย่างน้อย ให้จิตไม่ไปเกี่ยวพันกับ อบายภูมิ แล้วข้างหน้าต่อไปอย่างไร ค่อยว่ากัน

    สำหรับ ผู้ที่บำเพ็ญ พิจารณารูปนาม ก็สามารถตัดสังโยชน์ได้้ด้วยตนเอง เข้าสู่ โลกุตระภูมิ ก็อีกเรื่องหนึ่ง
     
  7. ainteerati

    ainteerati เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 กรกฎาคม 2008
    โพสต์:
    1,234
    ค่าพลัง:
    +2,276
    [MUSIC]http://palungjit.org/attachments/a.1134199/[/MUSIC]
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  8. Mr.Boy_jakkrit

    Mr.Boy_jakkrit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กรกฎาคม 2008
    โพสต์:
    2,063
    ค่าพลัง:
    +2,676
    ก็ถือว่ามีปัญญาในระดับนึงแล้วครับ เป็นตัวอย่างการใช้กาลามาสูตรที่ดีเมื่อไม่เชื่อเพราะยังไม่ประจักษ์แต่ก็รับฟังมาวิเคราะห์วิจัยธรรมอยู่บ้าง ย่อมเกิดข้อสงสัย แต่สงสัยนี้หากเป็นการหาหนทางที่ควรมันก็จะได้คำตอบที่ตรงทาง แสดงว่ายังมีบารมีที่ให้โอกาสในการค้นคว้าและพิสูจน์ในวันข้างหน้าครับ

    ก่อนอื่นควรเข้าใจในลักษณะของพระนิพพานด้วยว่ามีลักษณะเช่นไร แปลได้ว่าคือการดับสิ้นไปแห่งกิเลสตรงนี้คือปัจจัยที่นำไปสู่พระนิพพาน ฉนั้นก็ต้องทำอย่างไรให้กิเลสไม่มี และถ้าหากยังมีเป็นเพราะเหตุใด ?
    บารมีคืออะไร มันเป็นยังไงบารมี ต้องเข้าใจตรงนี้ด้วยเช่นกันนะครับ
    ทำไมถึงจะต้องรอให้บารมีมาก่อนไปเลยไม่ได้หรือ ตัดเลยไม่ได้หรือกิเลสน่ะ ?
    การปฏิบัติธรรม ในขณะที่กำลังจะเริ่มปฏิบัติ หรือปฏิบัติอยู่แล้วนั้นสิ่งที่สำคัญคือการมีสติตั้งแต่ห่างๆแล้วก็เริ่มกระชับเข้ามาถี่ๆ แล้วก็เป็นธรรมชาติเป็นอัตโนมัต มองเห็นจิตที่วิ่งออกไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้แล้วก็กลับเข้ามา เข้าๆออกๆ ออกไปแต่ละครั้งเอาทั้งความสุขใจและความทุกข์ใจกลับเข้ามาเป็นของฝาก
    ดังนั้นการปฏิบัติธรรมเมื่อปฏิบัติเดี๋ยวนั้นก็เห็นผลเดี๋ยวนั้น ไม่ต้องไปรอบารมีแต่ปางไหนเลย มันเป็นเพราะเหตุนั้นๆจึงได้เกิดผลนั้นๆตามมา



    อนุโมทนากับทุกท่านครับ สาธุ
     
  9. วิญญาณนิพพาน

    วิญญาณนิพพาน ทีมงานอาสาฯ ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 เมษายน 2008
    โพสต์:
    24,212
    กระทู้เรื่องเด่น:
    53
    ค่าพลัง:
    +21,727
    ผมชอบที่พี่ รู้รู้ไป ตอบจังเลยครับ ตอบได้กระจ่างทีเดียว ของเเบบนี้ต้องลงทุนลงเเรงครับถึงจะไปได้ ทุกคนมีสิทธิ์ไปได้หมดทุกคนครับ หากปฏิบัติเเล้วถึงจุดที่เป็นได้เเล้ว ถึงเเน่่นอนครับ ขอให้ตั้งใจปฏิบัติธรรมเเล้วกันครับคุณ ผู้เลื่อมใสศรัทธา อยากฝากหนังสือ " ชีิวิตเป็นอย่างนี้ " ใต้ comment ของผมให้คุณ ผู้เลื่อมใสศรัทธา โหลดไปอ่านครับ ลองอ่านดูครับเเล้วจะเข้าใจว่าหนทางสู่นิพพานนั้นเป็นอย่างไร เจริญในธรรมครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 14 กันยายน 2010
  10. ผู้เลื่อมใสศรัทธา

    ผู้เลื่อมใสศรัทธา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 มีนาคม 2009
    โพสต์:
    911
    ค่าพลัง:
    +2,082
    ขอขอบคุณทุกท่านนะครับ

    ไขข้อกระจ่างได้เยอะเลยครับ

    ขอให้ทุกๆท่านเจริญในบุญที่ท่านได้กระทำมานะครับ
     
  11. ปุณฑ์

    ปุณฑ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กันยายน 2008
    โพสต์:
    2,760
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +4,693
    อุปสมานุสสติ การระลึกถึงนิพพานเป็นอารมณ์
    เป็นหนึ่งในอนุสสติ10

    การจะนำมาเป็นอารมณ์ได้ก็ต้องเรียนรู้จากครูบาอาจารย์ที่เป็นพระอริยะพระอรหันต์หรือค้นพระสูตร เพื่อนำความรู้สึกว่านิพพานเป็นอย่างไรนั้นมาเป็นอารมณ์
    หากกำหนดสติได้จนดับอัตตาเหตุแห่งทุกข์ ก็อาจได้ไปนิพพานจริงๆ ถ้ายังทำไม่ได้ ก็คงมีสุคติภูมิเป็นเบื้องหน้า แล้วไปหาทางไปนิพพานจากสุคติภูมิอีกที

    http://www.praruttanatri.com/meditation_club/samadhi/40310.htm
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 14 กันยายน 2010
  12. tsukino2012

    tsukino2012 หยุดจึงพบ สงบจึงเกิด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    1,311
    ค่าพลัง:
    +3,090
    นิพพานไปได้ด้วยการฝึก การสร้าง ศีล สมาธิ ปัญญา
    3 อย่างพร้อม ถึงเรียกว่ามีโอกาสเข้าถึง
    ผู้ที่ขาดการปฏิบัติธรรม ไม่เคยเข้าถึงกรรมฐานใดๆ
    ก็เป็นผู้ขาดศีล ขาดสมาธิ ขาดปัญญา
    เท่ากับขาดปัจจัยเข้าถึงนิพพาน
    เรียกได้ว่า ไม่มีทางเลย
     
  13. ใจของกาย

    ใจของกาย เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กันยายน 2014
    โพสต์:
    693
    ค่าพลัง:
    +213
    ถ้าจิตไม่นึกถึงอะไรเลยตายแล้วไปไหนนะ
     
  14. GhostHead

    GhostHead เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กุมภาพันธ์ 2011
    โพสต์:
    1,010
    ค่าพลัง:
    +1,878
    นรก 99 %
    อีก 1 % ไปลุ้นตอนพระยายมราชถาม ถ้าตอนนั้นนึกถึงความดีที่เคยทำได้ ก็ไปเสวยผลบุญก่อน
     
  15. ใจของกาย

    ใจของกาย เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กันยายน 2014
    โพสต์:
    693
    ค่าพลัง:
    +213
    ท่านรู้ได้ยังไงกันนะ ขอทราบเหตุผลนั้นด้วย
     
  16. telwada

    telwada เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 กันยายน 2004
    โพสต์:
    1,509
    ค่าพลัง:
    +1,819
    ถ้าจะกล่าวถึงเรื่องของ"นิพพาน" ตามหลักความเป็นจริง หรือจะกล่าวตามตำราแล้ว ผู้บรรลุนิพพานได้ก็คือ ผู้ที่บรรลุอรห้นต์ในแต่ละชนิดแล้ว และในอรห้นต์แต่ละชนิด บางชนิดก็ดับสูญ,บางชนิดก็ไม่ดับสูญ, บางชนิดดับสูญก็ได้ ไม่ดับสูญก็ได้
    ดังนั้น ถ้าไม่เคยปฏิบัติธรรม ไม่เคยปฏิบัติกรรมฐาน ไม่สามารถไปพระนิพพาน แต่ต้องทำความเข้าใจเอาไว้ให้ดีว่า ถึงแม้ผู้ที่ไม่เคยปฏิบัติธรรมเลย เมื่อตายแล้วดับสูญไปเลยก็มี ,ไม่ดับสูญไปเกิดในชาติภพที่ต่ำกว่า หรือสูงกว่า (มนุษย์)ก็มี
    คำว่าไมเวียนว่ายตายเกิดน้้น ไม่ใช่เรื่องเล่นๆนะขอรับ ความหมายลึกซึ้งมาก เพราะมันมีความหมายหลายประการ
    คือ ๑.เมื่อเป็นมนุษย์อยู่แล้ว ปฏิบัติธรรมถึงแก่นแท้แล้ว ไม่เวียนว่ายตายเกิดอีก คือ มีอายุยืนนั่นแหละ อยู่ในความเป็นมนุษย์นั่นแหละ
    ๒. เมื่อเป็นมนุษย์แล้ว ปฏิบัติธรรมถึงแก่นแท้แล้ว ไม่เวียนว่าย แต่ตาย(จุติดับ)และเกิด คือ จุติดับ(ตาย,หรือเรียกอย่างอื่นตามหลักภาษา) แล้วไปเกิดในชาติภพอื่น ที่สูงกว่ามนุษย์
    ๓. เมื่อเป็นมนุษย์แล้ว ปฏิบัติธรรมถึงแก่นแท้แล้ว ไม่เวียนว่ายตายเกิดอีก คือ ไม่มีการตายไม่มีการเกิด แต่ร่างกายแปรเปลี่ยนเป็นอนูอากาศ(นิวเคลียส) ไปโดยอัตโนมัติ จะเรียกว่ามีร่างกายเป็น โอปปาติกะ ตามคตินิยมก็ได้

    ๔.เมื่อเป็นมนุษย์แล้ว ปฏิบัติธรรมถึงแก่นแท้แล้ว ไม่เวียนว่ายตายเกิดอีก คือ เมื่อถึงเวลาสิ้นอายุขัยตายไป จิตวิญาณดับสูญ สูญสลายกลายเป็นธาตุต่างๆไม่กลับมาเกิดอีก
    ที่กล่าวไปทั้ง ๔ ข้อ เป็นความหมายของคำว่า เวียนว่ายตายเกิด ที่ข้าพเจ้าพิจารณาเอาไว้ และยังไม่รู้ว่าเป็นแบบไหนกันแน่ ต้องรอรุ่นลูกรุ่นหลานโน่นละมั้งถึงจะรู้ได้
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 19 กันยายน 2014

แชร์หน้านี้

Loading...