ขอทานบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน

ในห้อง 'กฎแห่งกรรม - ภพภูมิ' ตั้งกระทู้โดย อุรุเวลา, 22 มิถุนายน 2013.

  1. อุรุเวลา

    อุรุเวลา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 ธันวาคม 2011
    โพสต์:
    3,464
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +8,002
    เป็นสุขในโลก ในสวรรค์นั้น สวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้นมีสัตว์สิ่ง เดรัจฉานเหมือนกันนะ มีนก มีช้างมีหลายอย่าง แต่เป็นนกทิพย์ เป็นของเทวดา ฉะนั้นนกสัตว์ทั้งหลาย อยู่บนสวรรค์นั้น ก็กินของทิพย์เหมือนกัน ไม่ได้เบียดเบียนกัน อย่างว่าช้าง ช้างของพระยาอินทร์อย่างนี้นะชื่อว่า ไงล่ะลืมซะแล้ว ช้างเอราวันบ่ ก็มีอยู่สวรรค์ดาวดึงส์นะ เมื่อพระยาอินทร์จะเสด็จไปที่ไหน ถ้าหากว่าจะมีบริวาร ติดตามไปด้วย ช้างตัวนั้นก็เนรมิตเป็นที่นั่ง ของบริษัทบริวารของพระยาอินทร์ได้สบาย สบาย เพราะว่าช้างบนสวรรค์ เนรมิตเอาได้นะ ที่จะว่าให้ใหญ่โตออกไปก็ได้ เนรมิตให้เล็กลงก็ได้ อันช้างเชือกนั้นน่ะตั้งแต่ พระโพธิสัตว์เจ้า เกิดขึ้นมาแล้วชื่อว่ามฆมานพ แล้วได้คิดทำถนนหนทางให้คนเดิน สะดวกสบายใครมาเห็นยินดีก็ขอรับทำด้วย รวมแล้วก็ได้สามสิบสองคน

    บัดนี้คนเหล่านั้นทำถนนหนทางไป มันก็มีคนไม่ชอบอีก ไปฟ้องพระราชา หาว่าคนเหล่านี้ จะคิดกบฏ ต่อพระองค์ จึงคิดสร้างทางไป ยึดยื้อแย่งเอาสมบัติของพระองค์ พระราชาได้ทราบอย่างนั้นก็เรียกมาสอบสวน มาสอบสวนทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายไปฟ้องร้อง และทั้งฝ่ายถูกกล่าวหา

    ทางฝ่ายถูกกล่าวหากราบทูลว่า ข้าพระองค์ทำ เพื่อให้คนได้เดินสะดวกเฉยๆ ไม่ได้คิดยึดเอาบ้านเอาเมืองอะไรของพระราชา คิดทำประโยชน์ส่วนรวมต่างหากว่างั้น ก็ทรงตรัสถามคนที่ฟ้องร้อง คนที่ฟ้องร้องก็ ข้าพระองค์ก็เห็นว่า เขาทำทางกันใหญ่โตมโหฬารอย่างนี้ ก็คิดว่าเขาจะคิดเอาบ้านเอาเมืองของพระราชานั่นแหละว่างั้น

    ในที่สุดก็สู้กันกับคนทำทางไม่ได้ พระราชาก็นับว่าตั้งอยู่ในยุติธรรม คนนำทางนี่เขาเป็นคนทำจริงมีศีลธรรม เขาไม่เบียดเบียนใคร เขาจะมา คิดเอากะสมบัติอะไรกับของพระราชาอย่างนี้ไม่มีดอก ก็ลงโทษคนที่ฟ้องร้องนั้น ให้คนที่ฟ้องร้องนั้น นำช้างเชือกหนึ่ง โดยที่พระราชาพระราชทานให้คนทำทาง เอาให้ผู้นี้เป็นคนช้าง ให้ขับช้างทำถนนหนทางให้สะอาดเรียบร้อย คนผู้นั้นก็เลยได้เป็นคนใช้ของพระโพธิสัตว์มาฆมาณพ ก็ต้องรับใช้ ตามช้างไปทำถนนหนทาง อานิสงส์ที่ช้างทำ ด้วยความยินดีเลื่อมใส เมื่อตายแล้วก็ได้ไปเกิด สวรรค์ชื่อว่ามีช้างนะบนสวรรค์ นั่นนะ

    ช้างนี้เป็นช้างทิพย์ บันดาลอย่างไงก็เป็นไปอย่างนั้นได้ ไม่ใช่เหมือนช้างธรรมดา ไอ้ที่เล่าเรื่องเมืองสวรรค์ให้ฟังบ่อยๆ ก็เพราะเหตุใด เพราะคนเรามันติดอยู่แต่โลกนี้ ส่วนมากไม่อยากจะหนีจากโลกอันนี้ มองไม่เห็น ว่าสวรรค์อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ก็เห็นแต่โลกนี้ ก็เลยอยากอยู่แต่โลกนี้ เช่นนั้นละ ส่วนมากเป็นอย่างนั้น ที่จริงไอ้ อันสรรค์นั้นน่ะมันเป็นทิพย์สมบัติ สมบัติอันเป็นทิพย์ คนสายตาอย่างคนเรานี้มองไม่เห็นเลย มองเห็นแต่ตาทิพย์เท่านั้นแหละ เช่นตาพระฤๅษี หรือว่าตาพระโพธิสัตว์ ผู้บำเพ็ญบารมีมาก เช่นนั้นท่านก็มองเห็นเทวดาได้ มองเห็นสวรรค์ได้

    ดังนั้นเพื่อนจึงชักจูงให้คนสร้างบุญกุศล เพื่อไปสู่สวรรค์ได้เสวยสุขสบายดี ห้ามทำบาปกรรมอันชั่วช้าลามก ต่างๆ นานา ดังกล่าว มาแล้วนั้น พระโพธิสัตว์นั้นได้สอนบริษัทบริวาร มาตั้งแต่สร้างบารมีมานับชาติไม่ถ้วน พวกที่ติดตามสร้างบารมีตามพระโพธิสัตว์นั้น พวกนั้นแหละ เมื่อพระพุทธองค์ได้มาเกิดเป็นพระพุทธเจ้าในครั้งนี้แล้ว คนเหล่านั้นก็ได้ติดตามมาเกิดร่วมพระองค์ สร้างบารมีมานานนี่มันแก่กล้า พอพระองค์แสดงธรรมจบ ลงก็ได้บรรลุมรรคผลธรรมวิเศษกันมากมาย เช่นเป็นพระโสดาบัน อย่างนี้นะ อย่าว่าแต่คนมีเงินมีทองข้าวของเลย โสดาบันน่ะแม้คนขอทานเขากิน ก็บรรลุได้

    ดังจะกล่าวถึงเรื่องบุรุษโรคเรื้อนคนหนึ่ง ชื่อว่า สุปปพุทธ บุรุษโรคเรื้อนคนนั้นได้กะลาใบหนึ่ง แล้ว ก็เที่ยวขอทานเขากินไป อยู่อย่างนั้นแหละ วันหนึ่งคนไปทำบุญที่ศาลาการเปรียญในวัด มากมาย พระพุทธเจ้าก็เสด็จมา รับทานแล้ว เมื่อฉันเสร็จแล้วกำลังจะแสดงธรรม ไอ้ขอทานคนนี้ก็เลย เอ๊ะ ในวัดนี่ถ้าจะมีเศษอาหารเหลือของพระของเจ้ามั้ง เราจะเข้าไปขอเศษอาหารเหล่านี้รับประทานก่อน

    พอเข้าไปแล้ว พระองค์ก็เริ่มแสดงธรรม เอ๊ะ ถ้างั้นก็ฟังธรรมเสียก่อนเถอะจึงค่อยขอทาน บุรุษโรคเรื้อนคนนั้นก็ฟังธรรม ฟังไปฟังมา ฟังไปฟังมา พระองค์แสดงธรรมจบลง บุรุษโรคเรื้อนคนนั้นก็เลยสำเร็จโสดาบัน พระยาอินทร์ล่วงรู้อยู่บนสวรรค์ เมื่อบุรุษโรคเรื้อนนั้นได้ สำเร็จโสดาบันแล้วก็คลาน เข้าไปกราบพระบาทของพระองค์ ปฏิญาณ ตน ถึงพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง

    ก็ร้อนถึงพระยาอินทร์นี่บัดนี้ พระยาอินทร์ ทราบเรื่องเอ๊ คนโรคเรื้อน นี้ ทำไมจึงบรรลุมรรคผลได้ ว่างั้น ก็คนมีกรรมมีเวรหนา เราจะลงไปถามดูก่อน พระยาอินทร์ก็ลงมา ลงมาในขณะบุรุษโรคเรื้อนคนนั้นกราบพระองค์แล้วออกจากพระองค์ เดินออกมา พระยาอินทร์ก็ถาม เธออยากจะหายจากโรคเรื้อนของเธอไม๊ บุรุษนั้นก็บอกว่าอยากหาย ถ้าอยากหายให้ พูดว่าพระพุทธไม่ใช่พระพุทธ พระธรรมไม่ใช่พระธรรม พระสงฆ์ไม่ใช่พระสงฆ์ ถ้าเธอพูดสามคำนี้ได้ เราจะเอายาอันเป็นโอสถ มาใส่โรคเรื้อนให้หาย ได้เลยว่างั้น

    บุรุษโรคเรื้อนคนนั้นก็ถามว่า ท่านเป็นใครล่ะ อ้าวเราเป็นพระยาอินทร์สิ ว่างั้น พระยาอินทร์ยังไงจึงมาดูถูก มาสอนคนผิดอย่างนี้ สอนให้กล่าวตู่พระพุทธเจ้า พระธรรมพระสงฆ์ อันเป็นที่พึ่งอันประเสริฐอย่างนี้ ไม่สมควรเลย ข้าพเจ้านะเป็นโรคเรื้อน แต่ร่างกายนี้ไม่ใช่ของข้าพเจ้า มันเป็นธาตุดินน้ำไฟลมแล้วกรรมมันตกแต่ง เพราะฉะนั้น….เทปจบม้วน

    สิ่งที่เป็นกุศล อกุศล และเป็นอพยากตาธรรม
    หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ
    วัดอรัญบรรพต อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

    http://www.dharma-gateway.com/monk/preach/lp_hrien/lp-hrien_14.htm
     
  2. อุรุเวลา

    อุรุเวลา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 ธันวาคม 2011
    โพสต์:
    3,464
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +8,002
    สุปปพุทธกุฏฐิสูตร
    [๑๑๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
    สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน กลันทกนิวาปสถาน
    ใกล้พระนครราชคฤห์ ก็สมัยนั้นแล ในพระนครราชคฤห์ มีบุรุษเป็นโรคเรื้อนชื่อว่าสุปปพุทธะ
    เป็นมนุษย์ขัดสน กำพร้า ยากไร้ ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคแวดล้อมไปด้วยบริษัทหมู่ใหญ่
    ประทับนั่งแสดงธรรมอยู่สุปปพุทธกุฏฐิได้เห็นหมู่มหาชนประชุมกันแต่ที่ไกลเทียว ครั้นแล้วได้
    มีความดำริว่าหมู่มหาชนจะแบ่งของควรเคี้ยว หรือของควรบริโภคอะไรๆ ให้ในที่นี้แน่แท้
    ไฉนหนอ เราพึงเข้าไปหาหมู่มหาชน เราพึงได้ของควรเคี้ยวหรือควรบริโภคในหมู่มหาชนนี้เป็นแน่
    ลำดับนั้นแล สุปปพุทธกุฏฐิได้เข้าไปหาหมู่มหาชนนั้นแล้วได้เห็นพระผู้มีพระภาคแวดล้อม
    ด้วยบริษัทหมู่ใหญ่ ประทับนั่งแสดงธรรมอยู่ครั้นแล้วได้มีความดำริว่า หมู่มหาชนคงไม่แบ่ง
    ของควรเคี้ยวหรือของควรบริโภคอะไรๆ ให้ในที่นี้ พระสมณะโคดมนี้ทรงแสดงธรรมอยู่ในบริษัท
    ถ้ากระไร แม้เราก็พึงฟังธรรม เขานั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งในบริษัทนั้นเอง ด้วยคิดว่า
    แม้เราก็จักฟังธรรม ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงกำหนดใจของบริษัททุกหมู่เหล่าใด
    ด้วยพระทัยแล้ว ได้ทรงกระทำไว้ในพระทัยว่า ในบริษัทนี้ ใครหนอแลควรจะรู้แจ้งธรรม
    พระผู้มีพระภาคได้ทรงเห็นสุปปพุทธกุฏฐิ นั่งอยู่ในบริษัทนั้นครั้นแล้วได้ทรงพระดำริว่า ในบริษัทนี้
    บุรุษนี้แลควรจะรู้แจ้งธรรม พระองค์ทรงปรารภสุปปพุทธกุฏฐิตรัสอนุปุพพิกถาคือ ทานกถา
    ศีลกถา สัคคกถาโทษแห่งกามอันต่ำทรามเศร้าหมอง และทรงประกาศอานิสงส์ในเนกขัมมะ
    เมื่อใดพระผู้มีพระภาคได้ทรงทราบว่าสุปปพุทธกุฏฐิมีจิตควร อ่อน ปราศจากนิวรณ์เฟื่องฟู ผ่องใส
    เมื่อนั้น พระองค์ทรงประกาศพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง
    คือทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ธรรมจักษุปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน ได้เกิดขึ้นแก่
    สุปปพุทธกุฏฐิในที่นั่งนั้นแลว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวล
    ล้วนมีความดับเป็นธรรมดา เหมือนผ้าที่สะอาดปราศจากมลทิน ควรรับน้ำย้อมด้วยดีฉะนั้น ฯ

    [๑๑๓] ลำดับนั้นแล สุปปพุทธกุฏฐิมีธรรมอันเห็นแล้ว มีธรรมอันบรรลุแล้ว มีธรรม
    อันรู้แจ้งแล้ว มีธรรมอันหยั่งถึงแล้ว ข้ามความสงสัยได้แล้วปราศจากความเคลือบแคลง
    บรรลุถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่เชื่อต่อผู้อื่นในศาสนาของพระศาสดา ลุกจากอาสนะ เข้าไป
    เฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวาย บังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูล
    พระผู้มีพระภาคว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
    ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระผู้มีพระภาคทรงประกาศโดยอเนกปริยายเปรียบเหมือนหงาย
    ของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือตามประทีปไว้ในที่มืดด้วยหวังว่า
    ผู้มีจักษุจักเห็นรูปได้ ฉะนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญข้าพระองค์นี้ ขอถึงพระผู้มีพระภาคกับทั้งพระธรรม
    และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงจำข้าพระองค์ว่า
    เป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ
    ลำดับนั้นแล สุปปพุทธกุฏฐิอันพระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้เห็นแจ้งให้สมาทาน
    อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถา ชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ลุกจากอาสนะถวาย
    บังคมพระผู้มีพระภาค กระทำประทักษิณแล้วหลีกไปครั้งนั้นแล แม่โคลูกอ่อนชนสุปปพุทธกุฏฐิ
    ผู้หลีกไปไม่นานให้ล้มลง ปลงเสียจากชีวิต ลำดับนั้นแล ภิกษุมากด้วยกันเข้าไปเฝ้าพระผู้มี
    พระภาคถึงที่ประทับถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาค
    ว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สุปปพุทธกุฏฐิอันพระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน
    อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาแล้ว กระทำกาละ คติของเขาเป็นอย่างไร ภพหน้าของเขาเป็น
    อย่างไร พระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุปปพุทธกุฏฐิเป็น
    บัณฑิต ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม และไม่เบียดเบียนเราให้ลำบากเพราะธรรมเป็นเหตุ
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย สุปปพุทธกุฏฐิเป็นพระโสดาบัน เพราะความสิ้นไปแห่งสังโยชน์ทั้งสาม
    มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า ฯ

    [๑๑๔] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า
    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอแลเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้สุปปพุทธกุฏฐิเป็นมนุษย์ขัดสน
    กำพร้า ยากไร้ พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีแล้ว สุปปพุทธ
    กุฏฐิเป็นเศรษฐีบุตรอยู่ในกรุงราชคฤห์นี้แล เขาออกไปยังภูมิเป็นที่เล่นในสวน ได้เห็น
    พระปัจเจกพุทธเจ้านามว่าตครสิขีกำลังเที่ยวบิณฑบาตไปในพระนคร ครั้นแล้วเขาดำริว่า ใครนี่
    เป็นโรคเรื้อนเที่ยวไปอยู่ เขาถ่มน้ำลายแล้วหลีกไปข้างเบื้องซ้าย เขาหมกไหม้อยู่ในนรกสิ้นปี
    เป็นอันมาก สิ้นร้อยปี สิ้นพันปี สิ้นแสนปีเป็นอันมาก เพราะผลแห่งกรรมนั้นยังเหลืออยู่ เขาจึง
    ได้เป็นมนุษย์ขัดสน กำพร้า ยากไร้ อยู่ในกรุงราชคฤห์นี้แล เขาอาศัยธรรมวินัยที่พระตถาคต
    ประกาศแล้ว สมาทานศรัทธาศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ครั้นอาศัยธรรมวินัยที่พระตถาคต
    ประกาศแล้วสมาทานศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา เมื่อตายไป เขาเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
    เป็นผู้เข้าถึงความเป็นสหายของเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ เขาย่อมไพโรจน์ล่วงเทวดาเหล่าอื่น
    ในชั้นดาวดึงส์นั้นด้วยวรรณะและด้วยยศ ฯ
    ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
    บุรุษผู้เป็นบัณฑิต พึงละเว้นบาปทั้งหลายในสัตว์โลก เหมือนบุรุษผู้มีจักษุ
    เมื่อทางอื่นที่จะก้าวไปมีอยู่ ย่อมหลีกที่อันไม่ราบเรียบเสียฉะนั้น ฯ

    พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ หน้าที่ ๑๐๔
     

แชร์หน้านี้

Loading...