ขอท่านผู้รู้ตอบข้อสงสัยการเดินจงกรมหน่อยครับ

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย prozaab01, 29 ตุลาคม 2010.

  1. prozaab01

    prozaab01 สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    1
    ค่าพลัง:
    +5
    ผมมีเรื่องสงสัยเกี่ียวกับการเดินจงกรม คือขณะเดิน ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ เราจะกำหนดลมหายใจอย่างไรครับ (หรือกำหนดเหมือนตอนยืนหนอครับ)
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 29 ตุลาคม 2010
  2. sisne

    sisne เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    28
    ค่าพลัง:
    +132
    การเดินจงกรมเป็นการฝึกสติในอิริยาบทเดิน ดังนั้นขณะเดินจงกรม จึงไม่ต้องกำหนดที่ลมหายใจ

    เมื่อยกส้นเท้าขวาให้กำหนดขวา สติอยู่ที่เท้า ขณะที่ยกเท้าเคลื่อนไปข้างหน้าให้กำหนดย่าง สติอยู่ที่เท้า เมื่อวางเท้าลงบนพื้นให้กำหนดหนอ สติอยู่ที่เท้า สติที่นึกต้องให้ทันกับเท้าที่เคลื่อนที่ไป เท้าซ้ายก็เช่นเดียวกัน

    ถ้าขณะเดินจงกรมมากำหนดที่ลมหายใจ เราจะไม่รู้สึกถึงการกระทบของเท้าเลยซึ่งผิดวัตถุประสงค์ค่ะ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 29 ตุลาคม 2010
  3. Phanudet

    Phanudet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    8,434
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +15,651
    โมทนาสาธุธรรมกับท่านที่ตอบข้างบนครับ.....

    ปกติจิตจะรับรู้อะไรเพียงแต่อย่างเดียวครับ.....คุณลองสังเกตดูเมื่อคุณกำหนดลมหายใจ....จิตคุณก็จะเลื่อนจากเท้ามารู้ที่ลมหายใจ.....แล้วถ้าคุณไปกำหนดที่เท้าใหม่จิตคุณก็จะเลื่อนไปรู้ที่เท้า......

    เอาอย่างนี้ครับ.....เอาอย่างใดอย่างหนึ่งนะ...จะเอาอานาสายพระป่าก็เอา...จะเอายุบหนอสายวัดมหาธาตุก็เอา....เอาแบบใดแบบหนึ่งให้ดีไปเลย.....เดี๋ยวมันจะชนกัน....ดีทุกแบบ......นะครับ....

    ตั้งใจปฏิบัติ.....
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 29 ตุลาคม 2010
  4. ผู้พันจุ่น

    ผู้พันจุ่น เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 สิงหาคม 2007
    โพสต์:
    1,396
    ค่าพลัง:
    +2,983
    ทุกผัสสะที่เกิดขึ้น.....จงมองให้เห็นถึงอารมณ์ที่เกิดจากผัสสะนั้น ..... คือ รู้สึกที่เกิดขึ้นที่จิต

    อารมณ์ที่รับรู้เป็นปัจจุบันอารมณ์ เกิดจากการผัสสะที่ได้จากการเดินจงกรม ความรู้สีกนี้ เกิดจากการ ก้าว ย่าง เหยียบ ปรับใจให้รับรู้ถึงความรู้สึก ให้ทันกับการ ก้าว ย่าง เหยียบ ทุกขณะ ทุกสัมผัส นั้น

    สติ จะอยู่กับการ ก้าว ย่าง เหยียบ ระลึกรู้ทันทุกขณะอารมณ์ที่เกิดขึ้น สติก็จะระลึกรู้ได้นาน ปิติ ......สมาธิ ก็เกิด เพราะ สติตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบันอารมณ์ ..นั้น

    วิธีการเดียวกับดูจิตจากผัสสะ จำอารมณ์นี้มาใช้นั่งสมธิต่อได้ทันที........
     
  5. เอกวีร์

    เอกวีร์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มกราคม 2008
    โพสต์:
    3,972
    ค่าพลัง:
    +3,242
    การเริ่มต้นสมาทานกรรมฐานนั้น หากต้องการทำในหลายๆแบบ ก็ต้องจับหลัก
    ในการภาวนาให้แม่นๆ มีหลักเกณฑ์ ก็จะทำให้เข้าใจว่า ทำไมถึงต้องให้ทำ
    อย่างหนึ่ง ในขณะที่บรรยายให้ทำอีกอย่างหนึ่ง

    ทำไมคนนั้นคนนี้เข้ามาแล้ว ก็ดูเหมือนจะให้ จับ อันเดียวให้ดี ให้สำเร็จ

    มาดูกัน

    ในบางสถานศึกษา เป้าหมายหลักของเขาคือ การระลึกรู้ลมหายใจที่มีอยู่
    ที่เกิดขึ้น ดับไป เป็นหลัก

    เมื่อวางหลักแล้ว การที่จะรู้ได้ว่า ลมหายใจมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป ก็ต้อง
    งานอย่างอื่นมาแทรก เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ นักภาวนาส่วนมาก
    อินทรีย์ภาวนาอ่อน ไม่เคยภาวนามาก่อน หากให้จับอันเดียวแต่แรก ก็มักจะ
    ง่วงนอนเสียก่อน หรือไม่ก็นิ่งสนิทไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงให้ดู ซึ่งก็จะซึมๆ ชาๆ
    มึนๆ แล้วก็แน่นิ่งไป คนไหนรู้ว่าตนหลับไปก็ดีหน่อย คนไหนคิดว่าหลับไปคือ
    สภาวะฌาณก็แย่หน่อย ยิ่งหลับแล้วฝันไป หรือโดนสะกดจิตให้มีนิมิตแปรไปนี่
    จะยิ่งหนักหากคิดว่านั้นคือฌาณที่ตนทำได้

    ดังนั้น แรกๆ เขาก็มักให้ทำหลายกรรมฐาน เว้นแต่ศรัทธามีมาก ปัญญามีมาก
    ก็จะให้กรรมฐานเดียว

    สรุป ตามคำถามของ จขกท ก็คือ

    จะสมาทานกรรมฐานไหนมาก็แล้วแต่ ขอให้ ตั้งใส่ใจไว้ในใจว่า กรรมฐานหลัก
    คือ การระลึกรู้ลมหายใจที่แปรเปลี่ยนมีอยู่ และเพื่อไม่ให้ซึม และให้ระลึกได้ถึง
    การเข้ามารู้ลมหายใจ กรรมฐานอื่นที่นำมาเข้าคู่ให้มองว่าเป็นการ ส่งจิตออกไป
    จากหลัก

    เช่น เดินย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ สภาวะทั้งสองนั้นคือ สภาวะธรรมที่ส่งออก
    ไปจากหลักคือการรู้ลม เมื่อไหร่ไปบริกรรมซ้ายย่างหนอ หรือ ขวาย่างหนอ
    ก็ให้ระลึกรู้ว่า ตอนนั้นไม่ได้รู้ที่ลม พอใส่ใจระลึกว่าตอนนั้นไม่ได้รู้ลม จิตใจ
    ก็จะกลับมารู้ลมหายใจขณะนั้นว่า หายใจเข้าอยู่ หรือหายใจออกอยู่ โดยเข้า
    ไปรู้ตามธรรมชาติของลมหายใจ

    ให้สังเกตว่า หากเราเข้าไปรู้ลมหายใจโดยไม่ใช่ธรรมชาติของมัน เราจะเกิดการ
    แทรกแซงการหายใจ ทำให้สาระวนกับ ซ้ายนี่หายใจเข้าหรือ หรือขวานั้นต้อง
    หายใจเข้า หรือ สาวระวนอยู่กับการผูก หนอ..ให้เร่งลมหายใจเข้า หนอ...ให้เร่ง
    ลมหายใจออก ไปๆมาๆ ก็เข้าไปแทรกแซงธรรมชาติของกาย(ลมหายใจ)ที่เขาต้อง
    ปริวัตรหมุนวนตามธรรมชาติ สุดท้าย นอกจากสับสนงงงวยแล้ว ยังอึดอัดคับข้อง
    ใจเหมือนโลกจะแตก

    การอึดอัดเพราะเราไปแทรกแซงการหายใจของกายเรานั้น แรกๆ จะเป็นกันทุกคน

    ทั้งนี้ ก็เพือให้ ผู้ภาวนาได้รู้จัก กระบวนการแทรกแซงการภาวนา ซึ่งเกิดจาก
    การใส่ใจไว้ผิด เพราะหมายมั่นอยากสำเร็จตามคำสอนเร็วๆ เลยทำให้ "อยาก"
    หรือ ตัณหามันเดินนำหน้าธรรมชาติวัฏจักรของลมหายใจ ก็ให้เรียนรู้ไปว่าเรา
    นั้นภาวนาโดยความอยาก มันก็จะเป็นไปสักพัก กำไรที่ได้คือ รู้อาการของตัณหา
    ที่มีรสธรรมคือ "เสียดแทงใจมหาศาล"

    พอเรารู้จัก ตัณหา ด้วยตาธรรม(การปฏิบัติ แล้วใคร่ครวญ จำแนกแยกแยะ
    สภาวะธรรม) เราก็จะผ่อนการ จงใจปฏิบัติลงได้ทีละเล็กทีละน้อย จนกว่าจะ
    วางซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอ ยุบหนอ พองหนอ แล้ว เข้ามาระลึกรู้ลม(กาย)อัน
    แปรเปลี่ยนไปไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่สามารถบังคับบัญชาได้ ตามธรรมชาติตามที่
    เขา(ลมหายใจไม่ใช่เรา)เป็น

    พอระลึกเห็นว่า อ้อ ที่แท้ ท่านให้เข้ามา ดูลมหายใจ ที่เกิดจาก จิตมันรักษา
    ชีวิตินทรีย์ รักษาวิบากกรรมที่ทำให้เกิดมาเป็นสัตว์ชื่อมนุษย์ เราก็จะรู้ว่า จิตมัน
    ทำหน้าที่ไปตามวิบากผลที่เราได้กระทำไว้ มีเหตุปัจจัยให้เกิดมาเป็นคน ดำรงความ
    เป็นคน เมื่อขณะที่ยังต้องดำรงค์ความเป็นคน ก็ต้องมีทุกข์จากการเกิด การแก่ การ
    ชรา การตาย ความโศก ความเศร้า อันเกิดจากการมีรัก เวทนา พยาบาท

    สรรพสิ่งที่เป็น การเกิด การแก่ การชรา การตาย โศกา ปริเวทนา ทั้งหลาย
    นั้นแหละเป็นตัวขับเคลื่อน กองลมทั้งหลาย ให้ดำรงค์อยู่ มีอยู่ แปรเปลี่ยนไป บัง
    คับบัญชาอะไรไม่ได้ กรรมวาสนาหมดลง ลมหายใจมันก็ต้องหมดลง กรรมวาสนา
    มีอยู่ก็ต้องหายใจอยู่ กรรมวาสนาเต็มไปด้วยความประมาทก็อย่าว่าแต่ ลมเลย ลม
    ที่แปรเปลี่ยนไปเป็นกำลังใจ น้ำตา อาหาร เสียง หัวเราะ มันก็รักษาไว้ไม่ได้สัก
    อย่างเดียว แล้วกรรมที่ทำไว้ด้วยความประมาทเหล่านั้น ก็ส่งไปเกิดยังสัตว์ที่ต่ำกว่า
    มนุษย์ ซึ่งก็หมายถึงหมดโอกาสในการภาวนา(เจริญ)ได้โดยง่าย

    ก็นะ

    สรุปไว้น่ากลัวหน่อย เพราะ ลงลายเซ็นไว้เองว่า ขอกำลังใจ สู้ๆ

    มันก็ต้องรู้ก่อนหละว่า สู้อะไร หนีอะไร ทุกข์จากอะไร มีอะไรจริงในมือแน่หรือ...!?

    ท้อไหม !!!

    อย่าท้อนะ นักปฏิบัติธรรมเขาต้องสู้ เพราะ พยานทั้งหลายท่านก็ประกาศอยู่ด้วย
    วิชา จรณะ เป็นตัวอย่างให้ดูอยู่ ซึ่งมันก็แปลว่า ความสำเร็จ การเสร็จกิจในสิกขา
    นั้นมีจริงๆ
     
  6. pagorn

    pagorn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    767
    ค่าพลัง:
    +2,818
    อนุโมทนากับคำถามของคุณ และ ก็ได้มีท่านผู้รู้ในหค.2ตอบไว้อย่างชัดเจนแล้ว การปฏิบัติกรรมฐานของคุณขณะนี้คือ สติปัฏฐาน ๔ ซึ่งพระเดชพระคุณเจ้าหลวงพ่อจรัลท่านได้อธิบายไว้ในหนังสือ "สติปัฏฐาน" อย่างละเอียดแล้ว
    ขอให้คุณเจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไป...สาธุ

    �� �� ��и����ԧ˺��Ҩ���� (��ǧ��ͨ�ѭ �Ե�����) �Ѵ�����ѹ �ѧ��Ѵ�ԧ������
     
  7. มีไรป่าว

    มีไรป่าว สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    7
    ค่าพลัง:
    +17
    ลมหายใจมีเข้าย่อมมีออก

    อิริยาบถใดๆตั้งอยู่ไม่นาน มีเกิดย่อมมีดับ

    กำหนดลม เมื่อเท้ายกคือลมเข้า เป็นการเกิด

    ยกสุดคือการตั้งอยู่ ลมสุดคืออาการหนอ หากพิจารณาให้ดีๆอาการยกนั้นจบไปแล้ว ดับไปแล้ว

    ก้าวเท้าคือลมออก ก้าวเท้าสุด หยุดตรงหนอ ทำอย่างช้าๆ

    อิริยาบถก้าวเดินให้สอดประสานกับลม

    ลมละเอียดเสมอการย่างก้าว

    สติเสมอการเคลื่อนเท้า

    ไม่ตามและไม่นำปัจจุบัน
     
  8. Phanudet

    Phanudet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    8,434
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +15,651
    [​IMG]

    [​IMG]

    ๔.ดิฉันอยากจะขอเรียนถามหลวงปู่ถึงเรื่องการควบคุมจิตใจให้มีความสงบอยู่นานๆและขออุบายหรือวิธีการในการทำสมาธิเพื่อให้จิสงบเร็วขึ้นด้วยค่ะ


    <O:pหลวงปู่หล้า...การภาวนาอยากจะให้จิตจดจ่ออยู่นานๆก็ต้องตัดความละโมบอารมณ์อื่นที่มาเกยมาพาด ต้องตั้งสติไว้กับอาจารย์เดิม (คือกรรมฐานเดิมที่ตั้งไว้) ยินดีในกรรมฐานที่ตั้งไว้นั้นอย่าไปยินดีในกรรมฐานอื่นที่ยังไม่ได้ตั้ง นึกหรือบริกรรมกรรมฐานอันเดิมนั้นแหละ

    ตั้งสัจจะไว้ในที่นั้น ตั้งอธิษฐานไว้ในที่นั่นถ้ามันลืมไปก็ดึงมาอย่าได้เสียใจเพราะความสำเร็จอยู่กับความอดทนและความเพียรเพราะเอากรรมฐานเดิมที่ตั้งเป็นตัวประกันยอมเป็นยอมตายกับกรรมฐานเดิมนั้น คำว่า "ศีล" คำว่า "ปัญญา" ก็รอบรู้ในกรรมฐานที่ตั้งไว้นั้นอย่าไปวอกแวกเคลื่อนที่ไปทางอื่นเพราะเรารวมคำสอนของพระองค์แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์มาไว้ที่เป้ากรรมฐานที่เราตั้งไว้นั้นแล้ว

    ตลอดทั้งพระพุทธ พระธรรมทั้งหลายอันหาประมาณไม่ได้เราก็เอามารวมไว้ที่เป้าอันเดียวนั่นแล้วเราไม่สงสัยจะส่งส่ายไปหาอันอื่นเลยถ้าไม่ขนาบทิฏฐิของตนอย่างนั้นมันก็ไปคว้าอันนั้นอันนี้อยู่ จิตของเราก็ไม่รวมความเห็นชอบของเราก็ไม่รวมอยู่ที่แห่งเดียวที่มันไม่ยอมอยู่ที่แห่งเดียวเพราะอุบายของเราไม่ทันกับกิเลสของเราเพราะกิเลสของเรามันหลุกหลิกๆ อยู่เหมือนลิง กระโดดนั้นกระโดดนี้กระโดดถูกกิ่งไม้ผุก็ตกตูมตาย

    เหตุนั้นจึงให้สันโดษยินดีในกรรมฐานเดิมที่ตั้งไว้เปรียบเหมือนทิศเหนือ เมื่อทิศเหนือมีอำนาจในแม่เหล็ก เข็มทิศใดๆย่อมชี้ไปทางทิศเหนือทั้งนั้น เป็นเมืองขึ้นทิศเหนือก็ว่าได้ ฉันใดก็ดีเมื่อเราตั้งมั่นไว้ในกรรมฐานใดๆ เป็นหลักแล้ว กรรมฐานอื่นๆมีตั้งหมื่นตั้งแสนย่อมเป็นเมืองขึ้นของกรรมฐานที่เราตั้งไว้

    จะเป็นวิปัสสนากรรมฐานกรรมฐานที่เกี่ยวกับปัญญาก็ดี หรือสมถกรรมฐาน กรรมฐานที่เกี่ยวกับจิตใจก็ดีก็มารวมพลกันอยู่กับเป้าเดิมที่เราตั้งไว้ไม่ส่งส่ายนั่นเอง แม้มรรคผลนิพพานก็อยู่ในที่นั้นด้วย แม้เราจะกระจายออกจากเป้าเดิมที่นั้นเราก็ไม่สงสัยอีกให้ถือว่ามันแตกออกจากเป้าเดิม ก็คือศีล สมาธิ ปัญญา อันเก่านั่นเอง ให้เข้าใจว่าสมาธินี้เหมือนเชือกเส้นยาวๆ ที่เราขึงไปทั่วไตรโลกธาตุแต่เราสาวเข้ามาให้มันรวมเป็นกองเดียวจะโตเท่าฟ้าเท่าแผ่นดินก็ตามหรือจะเล็กลงเท่าปลายเข็มก็ตามก็ให้ถือว่าเป็นเรื่องเดียวกันนั่นเอง<O:p</O:p

    </O:p
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 29 ตุลาคม 2010
  9. เตชพโล

    เตชพโล เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กุมภาพันธ์ 2010
    โพสต์:
    267
    ค่าพลัง:
    +1,431
    วิธีปฏิบัติแบบนี้มันฟั่นเฝือเกินไปสำหรับคุณ
    มันเลยทำให้สับสน

    เอาลมอย่างเดียวเลยครับ
    เอาจุดไหนที่สัมผัสลมได้ชัดที่สุดเอาจุดนั้นเลยครับ

    เพราะคุณไม่เหมาะกับอะไรที่มันหลากหลาย
    เพราะอะไรที่มันหลากหลาย มันก็ฟั่นเฝือ

    ผลที่เกิดก็คือ ทำให้คุณสับสน ไม่รู้จะเอายังไงดี
     
  10. ขันธ์

    ขันธ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 ตุลาคม 2006
    โพสต์:
    7,917
    ค่าพลัง:
    +9,182
    ถามคำถามแบบนี้ดีแล้ว เพราะมันเกิดจากการปฏิบัติ

    เวลาจิตของเรายังไม่สงบดีพอ เวลาที่เราเอาจิตไปกำหนดลงที่ใด มันจะไม่ติดอยู่กับสิ่งนั้น เรียกว่า ยังมีสมาธิไม่แนบแน่นดีพอ ดังนั้นเวลาที่เราเดิน ก้าวเท้า จิตเราจึงยังไปพะวง และ รับรู้กับ ลมหายใจ

    ไม่ต่างอะไรกับคนทำสมาธิื ทำคำบริกรรม แต่พอจิตเริ่มเห็นแสงสี ก็วิ่งไปจับแสงสี
    ได้ยินเสียง ก็ไปจับกับเสียง

    ทีนี้ หากเราจะยกอะไรขึ้นมา ก็ให้ยกสิ่งเดียว แต่แรกๆ มันก็สลับไปสลับมาก็ช่างมัน มันเป็นเรื่องปกติ ให้เราอดทน ทำไปเรื่อยๆ เมื่อจิตรวมแล้ว จิตจะมองสิ่งเดียวเอง

    เช่น เราดูอริยาบท ก็จะเป็นการก้าวเท้าซ้าย ก้าวเท้าขวาไป แต่จะมีบ้างที่จิตมาจับลมหายใจ มันก็ไม่ติด ไม่สงสัย ใจ ยังคงมีสติอยู่กับ อริยาบทต่อไป
    จน จิตแนบไปกับ อริยาบท เคลื่อนไหว สุดท้ายแล้ว จะเห็นว่า เคลื่อนไหวสักแต่ว่าเคลื่อนไหว จิตจะรวมตัวในที่สุด แล้วจะหมดปัญหา เพราะนิวรร์ดับไป ไม่มีอะไรต้่องสงสัย
     
  11. อาจุ่น

    อาจุ่น สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 เมษายน 2006
    โพสต์:
    4
    ค่าพลัง:
    +6
    กำหนดสติไว้เฉพาะตรงหน้า กายขยับ เคลื่อนไหว ทำสิ่งใด ๆ .....ก็รู้

    วิธีนี้สามารถนำมาใช้กับชีวิตประจำวันได้ เช่น ทำงาน ขับขี่รถ นั่งอยู่เฉย ๆ การบริกรรม ต่าง ๆ ฯลฯ

    การกำหนดสติไว้ที่เท้า ถ้าเรากำลังทำงานเราก็จะส่งจิตไปที่เท้าอยู่เรื่อยไป เพราะเคยฝึกมาอย่างนั้น บางทีกำลังไหว้พระสวดมนต์ สัญญาก็จะส่งจิตไปเท้าอยู่เรื่อย ๆ มันเคยชิน.....

    คิดดูง่าย ๆ กำลังขับรถ ขี่รถ การใช้เบรค คลัช คันเร่ง เราต้องส่งสติไปที่เท้าไหม ????? เราต้องตั้งสติมองไปข้างหน้า หู จมูก กาย ทำหน้าที่ ตรวจตรา ในการขับขี่ ฝึกตั้งสติไว้อย่างไร มันจะเอามาใช้ประจำวันอย่างนั้น .......สติต้องทำหน้าที่รับรู้ทุกการเคลื่อนไหว

    หาที่สำหรับวางสติไว้ให้ถูกที่ แล้วเราจะไม่พลาด ถ้ามัวแต่บริกรรมขณะขับขี่ ตกภวังค์เมื่อไร .....ก็ตกถนนเมื่อนั้น เพราะตั้งจิตไว้ผิดที่ ผิดทาง.....ระวัง ??????? จะมองไม่เห็นทาง .....เห็นแต่คำที่กำลังบริกรรม หรือเดินอยู่แต่ใม่รู้ว่ากำลังเดิน ขับขี่รถก็ไม่รู้ว่ากำลังขับขี่ รู้แต่กำลังบริกรรม.....

    เข้าใจผิดเอง อย่าโทษครูอาจารย์เลยนะ.
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 30 ตุลาคม 2010

แชร์หน้านี้

Loading...