ขอท่านผู้รู้แก้ให้หน่อยครับ

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย santi24, 17 ธันวาคม 2010.

  1. santi24

    santi24 สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กันยายน 2010
    โพสต์:
    7
    ค่าพลัง:
    +19
    ทำสมาธิได้2เดื่อนแล้วครับใช้ภาวนาพุธ โธ มาสักประมาณ1เดื่อนเริ่มมีอาการทางกายทำให้เสียสมาธิ คือพอเริ่ม พุธ โธ ได้สัก1-2นาที มันเหมือนมีฟองอากาศเล็กๆอยู่ในปากแล้วมันก็จะแตกมีเสียงดังอยู่ในปากตลอดเวลา บางที่ก็มีลมออกจากปากฟืดใหญ่แบบไม่รู้ตัวเลยไม่รู้จะแก้อย่างไร ขอความกรุณาท่าน
    ผู้รู้ช่วยแก้ให้ผมหน่อยครับ
     
  2. Phanudet

    Phanudet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    8,434
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +15,651
    ไม่ทราบว่า จขกท. นั่งสมาธิแล้วงับปากหรือเปล่า......ปกติถ้างับปากจะไม่มีลักษณะนี้นะ.....

    วิธีแก้ไม่ยากครับงับปาก......แล้วก็ไม่ต้องไปสนใจอาการแห่งกาย.....ให้จิตทรงอยู่ในพุทโธพอ....
     
  3. เอกวีร์

    เอกวีร์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มกราคม 2008
    โพสต์:
    3,972
    ค่าพลัง:
    +3,242
    ก็มีสองวิธีนะครับ อันแรกคือ ลุยต่อให้ถึงที่สุด อีกอันหนึ่ง คือแก้อารมณ์

    หากจะลุยต่อ ผมขอตั้งข้อสังเกตก่อน หากข้อสังเกตนี้ตรงกัน ก็ลุยต่อ หาก
    ไม่ใช่ก็ต้องหาอาจารย์กรรมฐานอื่น

    ข้อสัณณฐานคือ คุณวางอารมณ์อยู่ที่ ฟันของคุณเอง สังเกตการกระทบรู้
    มีกี่แว๊บที่คุณไปชำเลืองที่ ฟันของตน ซึ่งอาจจะแค่ไปสนใจ หรือบางทีก็เป็น
    การกัดฟันเอาไว้ด้วยความกังวลบางประการ หากกัดฝันเอาไว้นานหน่อย ไม่
    เป็นธรรมชาติของกายที่อาจจะคล้อยลงมา กล้ามเนื้อจะตึงขึ้น การมีล้ำลาย
    จะเปลี่ยนเป็นฝืดคอ การฝืดคอจะเปลี่ยนเป็นหายใจไม่สะดวก การสำคัญว่า
    หายใจไม่สะดวกจะทำให้กาย รีบหายใจ ซึ่งจะตามมาด้วยเสียงหายใจเป็น
    เฮือกๆ ทั้งหมดเป็นกระบวการของกายเนื้อ ไม่ใช่ตัวคุณ

    หากเห็นตามนี้ ก็ดูจี้ลงไปที่ฟันเลย น้ำลายจะพุ่งจนปวดแก้มก็ช่างมัน จะต้อง
    กลืนน้ำลายเป็นพักๆช่างมัน จะกดกรามแน่นมีเสียงช่างมัน จะหายใจคอแห้งติด
    ขัดช่างมัน จะหายใจเฮือกใหญ่ช่างมัน ดูมันไปเรื่อยๆ จนเรา คลายเหตุได้
    อย่างไม่จงใจ เหตุดับให้เห็นเมื่อไหร่ ไอ้ที่ว่าเป็นปัญหามันดับรวดเดียวหมดไม่เหลือ

    พอมันมาใหม่ก็ดูซ้ำ วนๆ แต่ก็ลำบากหน่อยนะครับ อันนี้แล้วแต่ธาตุกรรมฐาน

    แต่หากไม่เอาหละ ทนไม่ไหวจริงๆ แก้มเกิ้ม คอเคอ เกร่งไปหมด แกะออกยาก
    แล้วนิวรณ์ ขันธ์มาร มัจจมาร มาเย้วๆ เดี่ยวพลาดท่าเลิกทำกรรมฐานทั้งหมดก็
    ยุ่ง แบบนี้ก็เปลี่ยนอารมณ์กรรมฐานเป็นทางที่สอง ดูก่อนได้

    ก็ง่ายๆคือ อย่าเอาใจไปสนใจที่ ฟัน ไปดู ขน เล็บ หู ตา จมูก ก็ได้
    [ ส่วนใหญ่จะเจออาการคล้ายๆกัน มีน้ำมูธ คูตร เน่า การควบคุมไม่ได้
    ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ คล้ายๆกันนั้นแหละ ]

    หรือไปหาอาจารย์กรรมฐานอื่นๆ ก็ได้ แล้วแต่วาสนา นาน่วม
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 17 ธันวาคม 2010
  4. ขันธ์

    ขันธ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 ตุลาคม 2006
    โพสต์:
    7,917
    ค่าพลัง:
    +9,182
    อุปมาว่า คนๆ หนึ่งจะเดินไปยังปลายทาง แล้วระหว่างทางนั้นมีสิ่งคอยชักจูง มันจะมีไปตลอดทางแหละ

    เมื่อเราทราบดีว่า มันจะต้องมีแบบนี้แล้ว ก็พยายามมีสติ วางเฉยกับสิ่งที่เข้ามารบกวน ให้ได้ โดยเอากำลังใจ ย้อนกลับไปที่คำบริกรรม จนวางเฉยกับ สิ่งอื่นๆที่เข้ามากวนได้

    เช่น คนที่มีสมาธิในการอ่านหนังสือ คนข้างๆ จะพูดจะทำอะไร เราอาจจะได้ยิน แต่เราไม่สนใจยังคงอ่านหนังสือต่อไป จนเรามีสมาธิกับเรื่องราวในหนังสือ จนไม่ได้สนใจว่า ใครจะพูดอย่างไร แม้หูจะพอได้ยินบ้าง แต่ไม่มีผล ไม่ได้จับใจความ

    กรณีนี้ก็เหมือนกัน เอากำลังใจ ฝืนจนใจนี้แนบไปกับคำบริกรรม ให้ได้ มันจะไม่ไปสนใจกับ ฟองน้ำลายในปาก ด้วยเพราะองค์สมาธิเกิด และ จรดจ่อกับ คำบริกรรมได้
     
  5. Tboon

    Tboon เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 ตุลาคม 2008
    โพสต์:
    2,094
    ค่าพลัง:
    +3,424
    ดูที่อารมณ์กับความคิด อารมณ์ขุ่นมัวมั้ย ความคิดวิ่งพล่านมั้ย

    ถ้าอารมณ์มันขุ่มมัว รำคาญ หงุดหงิด สงสัย ก็ดับมันเสีย ดับความขุ่นมัว หยุดคิด กลับมารู้ตัวอยู่กับปัจจุบัน ไม่ต้องคิดมากกลุ้มใจอะไร ไม่มีประโยชน์ ให้ฝึกตั้งตัวให้ได้ก่อน ให้ดีก่อน ไม่ต้องใจร้อน

    ถ้าหยุดคิดไม่ได้ ให้ลองกระตุ้นความรู้สึกตัวเองด้วยการสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ สติให้รู้อยู่กับลมหายใจที่วิ่งเข้า-ออกแทน ให้จิต สติ ความคิดมาหยุดอยู่ที่ลมหายใจแทน เวลาสติมาอยู่กับลมหายใจอย่างนี้ จิตจะกลับเข้าสู่สภาพปกติได้ ความคิดแทรกซ้อนจะหายไปเอง ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องสงสัย ยิ่งคิดยิ่งวุ่น ยิ่งสงสัยมากยิ่งห่างไกลปัจจุบัน ตัดนิวรณ์ความสงสัยเสีย ช่างมัน reset ตัวเองอย่างนี้บ่อย ๆ ใจเย็น ๆ เดี๋ยวดีเอง
     
  6. jinny95

    jinny95 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 ตุลาคม 2007
    โพสต์:
    6,074
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +9,667
    วิธีแก้ง่ายมากครับ แค่ไม่ต้องไปสนใจมันก็เท่านั้นเอง ^-^
     
  7. ปุณฑ์

    ปุณฑ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กันยายน 2008
    โพสต์:
    2,760
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +4,693
    พุทโธ ไม่ต้องออกเสียงค่ะ ไม่ต้องขยับปาก ท่องด้วยใจ เพื่อเรียกใจกลับมาอยู่กับคำบริกรรม หรือลม หรือที่ปลายจมูก ไม่ให้จิตใจฟุ้งซ่าน
    ลองอ้าปาก แล้วบริกรรมพุทโธดู คือ พยายามทำด้วยใจ มันไม่ได้อยู่ที่ปาก

    หากกังวลมาก ไม่ต้องบริกรรมเลยก็ได้ค่ะ จับลมเข้าออกที่ปลายจมูกเลย หรือตามลมหายใจเข้าออกเลย หรือจับผนังท้องที่พองท้องที่ยุบก็ได้ หรือจับการเคลื่อนไหวของร่างกายก็ได้
    แต่ถ้าชอบบริกรรม แต่มีฟองน้ำลายในปากจะด้วยสาเหตุอะไรก็ดี ก็กลืนได้ค่ะ

    กรรมฐาน เลือกเอาที่ทำให้เราก้าวหน้าได้เร็ว ได้ถนัด
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 17 ธันวาคม 2010
  8. santi24

    santi24 สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กันยายน 2010
    โพสต์:
    7
    ค่าพลัง:
    +19
    ขอบคุณทุกๆท่านครับที่ให้คำแนะนำ ทดลองปฎิบัติแล้วครับวิธีของคุณปุณฑ์ได้ผลดีครับ ปกติก็ภาวนาในใจครับแต่ก็มีฟองอากาศแตกอยู่ในปาก พอเลิกภาวนาใช้วิธีกำหนดรู้ลมหายใจเข้า ออก อย่างเดียวรู้สึกว่าฟองอากาศในปากมีน้อยลงไม่ถึงกับหมดไปเลยแต่ก็ไม่ทำให้เสียสมาธิครับ
    อยากจะขอถามอีกสักข้อครับเรื่องกลิ่นไม่รู้มันมาจากไหนเป็นกลิ่นที่ไม่รู้จัดไม่เคยได้กลิ่นชนิดนี้มาก่อนมีทั้งกลิ่นหอมและกลิ่นเหม็น หอมก็หอมแบบเย็นๆชื่นใจ แต่เหม็นนี้แทบอาเจียน ส่วนใหญ่จะเป็นกลิ่นหอมเสีย90% กลิ่นเหม็นมีมาบ้างนานๆครั้ง
     
  9. oatthidet

    oatthidet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กุมภาพันธ์ 2010
    โพสต์:
    3,498
    ค่าพลัง:
    +1,876
    คุณลองเปลี่ยนวิธีภาวนาดูครับ เพราะว่าคุณมุ่งมั่นในการเพ่งลมหายใจมากเกินกว่าที่ควรเป็นครับ การนั่งกรรมฐานต้องใจเย็นครับอย่ารีบร้อน ค่อยๆทำไปจะดีกว่าการที่เรามุ่งมั่นจนเกินงามครับ
     
  10. สูร

    สูร Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ธันวาคม 2010
    โพสต์:
    60
    ค่าพลัง:
    +31
    ขันธมาร
    มันก็เป็นงี้แหละ
    หลวงพ่อจรัญท่าน
    สอนให้นั่งสู้กับมัน

    เวลานั่งจะทุกข์แสนสาหัส
    นั่งกำหนดไปเรื่อยๆจนในที่สุด
    ทุกข์นั่นก็จะดับไป เรียกว่า นั่งจนข้ามทุกข์
    จากทุกข์ที่สุดจะกลายเป็นสุขที่สุด
     
  11. Ricky

    Ricky เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    350
    ค่าพลัง:
    +682
    มีทางแก้อยู่สองวิธีครับ เน้นเอาตามความถนัด

    1. ให้ตั้งสติจับไว้ที่ลมหายใจเท่านั้น ไม่ต้องไปจับที่อื่นเลย

    2. ให้กำหนดรู้ไว้ ว่า "รู้หนอ" "เกิดหนอ" "ตั้งอยู่หนอ" "ดับหนอ" หรือจะย่อก็ได้ขอให้เข้าใจตามหลักไตรลักษณ์ และมีสติรับรู้ทุกครั้งที่มันเกิด

    ***แต่ละวิธีก็จะได้อะไรต่างๆกันไป แต่เดี๋ยวมันก็ต้องมารวมกันอยู่ดี เอาตามความถนัดของคุณ แต่คนราวๆ 70% มักจะทำตามข้อสอง แล้วรู้สึกว่าง่ายกว่า

    ***ไม่ต้องกลัวว่าทำอย่างหนึ่งแล้วจะอดอีกอย่างหนึ่งนะครับ ตอนแรกผมก้อเคยคิดแบบนี้ แต่พอลองทำมาเรื่อยๆ มันมีโจทย์มาให้แก้โดยที่ต้องใช้อีกข้อเท่านั้น สรุปว่ายังไงก้อต้องใช้ทั้งสองอย่างนั่นล่ะ เลือกอันที่ง่ายกว่าดีกว่า จะได้ไปเร็วๆหน่อย
     
  12. dangcarry

    dangcarry เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 กันยายน 2005
    โพสต์:
    1,396
    ค่าพลัง:
    +4,310
    โดยปกติ เวลานั่งสมาธิริมฝีปากจะประกบกันสนิท ลิ้นจะดันอยู่ที่เพดานด้านบน
    จะมีเรื่องของน้ำลายจะเออมาบ้าง เพราะจะมารู้ตอนที่จิตมาระลึกที่กาย หรือคอแห้งบาง เพราะถ้ามาระลึกรู้เมื่อไหร่นั่นคือจิตถอนออกมาในระดับหนึ่งแล้ว ในบางคนก็จะใช้ประโยชน์ในสมาธิตรงนั้น(หมายถึงผู้ที่มีสมาธิได้บ้างแล้วค่ะ) แต่ถ้าบางคนที่สมาธิยังไม่แน่นพอจะถอนออกมาทันที แต่ในกรณีของ คุณ น่าจะนั่งแล้วจิตยังไม่
    เป็นสมาธิ และกังวลเรื่องของบริเวณช่องปากอยู่ หมายถึงเคยชินว่าต้องไประลึกตรงนั้น
    ให้ภาวนาแล้วจิตอยู่กับองค์ภาวนาให้มากก่อน ไม่ให้ความสนใจกับปัญหาที่เกิด คือไม่แวะเวียน มาดู เลย เพราะถ้ายังแวะเวียนมาตามรู้ตรงนั้นจิตจะไม่เป็นสมาธิ พยายามอยู่กับองค์ภาวนาให้แนบเป็นอารมณ์ดูน่ะ แล้วจะดีขึ้นค่ะ
     
  13. Supop

    Supop เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    587
    ค่าพลัง:
    +3,155
    ขออนุญาติครับ

    เห็นด้วยตามที่ทุกท่านได้ตอบไว้ครับ

    แต่ผมเคยปฏิบัติตามแบบของคุณ dangcarry และผมขอขยายให้อีกหน่อยครับ

    ผมก็เคยมีปัญหาเรื่องน้ำลาย แต่จะเป็นเรื่องปกติ คือการกลืนน้ำลาย พอน้ำลายมันจะเอ่อ ก็ต้องกลืน ทำให้ผมช่วงที่ปฏิบัติใหม่ๆ จะรวมสมาธิได้ยาก ไอ้ครั้นจะไม่กลืน มันก็จะเอ่อจนล้นออกมานอกปาก จนเปื้อนไปหมด

    แต่พอเราไม่ไปใส่ใจ ตั้งจิตที่องค์ภาวนาอย่างเดียว จิตของเราก็จะไม่ไปจับเรื่องของน้ำลาย แรกๆอาจจะยากหน่อย และอาจจะต้องใช้เวลาในการปฏิบัติสักระยะนึง

    แต่พอเราเริ่มรวมสมาธิได้แล้ว แค่ขณิกสมาธิปัญหาเหล่านี้ก็จะไม่เกิดขึ้นให้รำคาญอีก (นี่สำหรับการปฏิบัติเพื่อให้เกิดสมาธิก่อนนะครับ ยังไม่เข้าไปถึงการพิจารณา)

    ทุกวันนี้ไม่ว่าผมจะนั่งนานขนาดไหน ก็ไม่เคยกลืนน้ำลายเลย และน้ำลายก็ไม่เคยเอ่ออีก แต่เวลาออกจากสมาธิต้องกินน้ำ เพราะคอแห้ง

    ก็ตามแต่จะพิจารณาครับ

    เจริญในธรรมครับ
     
  14. ปุณฑ์

    ปุณฑ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กันยายน 2008
    โพสต์:
    2,760
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +4,693
    เรื่องน้ำลายเอ่อขึ้นมา โดยเวลาทั่วไป มันก็มีอยู่นะแต่เราก็จะกลืนมันเป็นเรื่องธรรมดา

    พอได้มาทำสมาธิ จิตเราไม่มีการงานวุ่นวายมากอย่างชีวิตประจำวัน การมานั่งสมาธิกำหนดลมหายใจ เราก็เห็นกายจิตได้มากขึ้น เห็นว่า(ร่างกาย)มีน้ำลายเห็นว่ามีอาการคันเห็นว่าปวดเมื่อย เราก็กำหนดรู้ไปตามนั้นค่ะ พอจิตมีอาการกังวล ไม่พอใจที่มีน้ำลาย ที่จริงเรากลืนน้ำลายตามธรรมดาก็ได้ไม่เป็นไร แต่ความคิดว่าเราจะเสียสมาธิเกิดขึ้น เราก็เข้าไปเห็นจิตว่าจิตกำลังกังวลกับน้ำลายทำให้เสียสมาธิไปด้วย ซึ่งตรงนี้..เท่ากับเราก็ได้ฝึกดูจิตด้วยว่ามีความพอใจไม่พอใจเกิด พอเราเริ่มทันจิตที่คิดเราก็กำหนดรู้ ปล่อยวาง กลับมาทำความสงบใจ กลืนน้ำลายก็ให้รู้ว่ากลืนแต่รักษาจิตให้เป็นปกติ พอทำสมาธิถึงระดับนึงอาการของกายจะสงบระงับขึ้นเองค่ะ อาจไม่มีน้ำลายอีก

    การหายใจเข้าว่าพุธ ออกว่าโธ การบริกรรมนี้เป็นตัวช่วยให้เรากลับมาอยู่กับกาย(กายลม)ได้แนบแน่นขึ้น แต่ถ้าเกิดกังวล ก็ใช้ตัวจิตนั้นนั่นเองตามลมเลย(ซึ่งยากสำหรับบางคนเพราะจิตนั้นไว พร้อมที่จะหนีไปกับความคิดความกังวลความฟุ้งไปในอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว จึงต้องใช้คำบริกรรมเข้าไปช่วย)

    สมาธิเมื่อถึงระดับอุปจารสมาธิ(อ่อนแก่ตามกำลัง) ก็อาจได้กลิ่นเหม็นหอมได้
    ซึ่งมาจากหลายสาเหตุ เช่น จิตแส่ส่ายไปกับความคิดน้อยลง เมื่อจิตนิ่งก็จะสามารถรับรู้สภาพรอบกายได้มากขึ้น กลิ่นหอมเหม็นรอบกายจึงรับรู้ได้มากขึ้น
    อีกสาเหตุ เป็นสภาวธรรม พอถึงระดับหนึ่ง บางคนจะได้กลิ่นธูป บางคนได้กลิ่นหอมดอกไม้ บางคนได้กลิ่นเหม็นของอะไรสักอย่างที่เขาคงอยากสื่อสารด้วย ... ฯลฯ

    การทำสมาธินั้น ควรเจริญสติควบคู่ไปด้วย คือตามรู้กายรู้จิตไปด้วย เพื่อจะได้ทันจิตทันความคิด บางคนฝึกแต่สมาธิพอจิตเข้าไปรับรู้อะไรที่เหนือคาดหมายก็จะเกิดอาการตกใจอย่างรุนแรงได้ แต่ถ้าฝึกสติไปด้วยก็สามารถรักษาอารมณ์ให้มั่นคงได้ค่ะ เช่นการเห็นว่าตัวเองมีน้ำลายเกิด แสดงว่าตามรู้ร่างกายได้ ต่อมาก็เห็นความกังวลในจิตว่าจะเสียสมาธิ ถ้าเราทันจิตตรงนี้ เราก็จะแก้ไขได้ค่ะ ต่อมาเมื่อเราได้กลิ่น กลิ่นหอมพอใจ ส่วนกลิ่นเหม็นก็ให้ดูว่าเรากลัวหรือเปล่า ถ้าเรากลัว เราก็ต้องนั่งสมาธิในที่ที่เราไม่กลัวไปก่อน แต่ถ้าอยากต่อสู้กับความกลัว ก็แสดงว่าจิตพัฒนาขึ้นไปอีก และเราพร้อมที่จะไม่หวั่นไหวกับสภาวธรรมที่จะเกิดต่อไปหรือไม่ คนที่เขากล้าสู้ กับความเจ็บปวด ความกลัว เพื่อให้รู้ทันอารมณ์ของจิต เขาก็จะศึกษาต่อไปค่ะ

    สภาวธรรมเปลี่ยนแปลงเสมอ อย่ายึดติดอย่ากังวล แต่ตามดูจิตปัจจุบันรักษาสติให้ดี

    อนุโมทนาด้วยค่ะ
     
  15. สับสน!

    สับสน! เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 เมษายน 2010
    โพสต์:
    0
    ค่าพลัง:
    +3,984
    ลมที่ออกมาจากปาก..คือการหายใจของคุณไม่เป็นระเบียบ ลำดับ ยาวบ้าง สั้นบ้าง ทำให้เกิดลมตกค้างตีขึ้นมาทางปาก ถ้าเป็นโรคกระเพาะอยู่แล้วก็ยิ่งเกิดลมตีย้อนออกมามาก
    แก้โดยหายใจลึกๆๆๆสัก3-4 ครั้งให้ถึงสะดือ ทำความรู้สึกตามลงไปแล้วกั้นลมหายใจสัก2-3 ครั้ง อากาศที่หายใจเข้าไปเป็นอ็อกซิเย่น จะกระจายไปทัว น้ำลายก็จะน้อยลงเมื่อกั้นหายใจนานๆ ทำบ่อยๆ หากหายแล้วกลับมาส่งข่าวบ้างนะครับ ท่านอื่นๆก็แนะนำไว้ดีแล้วครับ อนุโมทน
     

แชร์หน้านี้

Loading...