ขอสรุปสูตรลัด เวลาใกล้ตาย เพื่อออกจากวัฎฎะ

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย หลับตา, 25 ธันวาคม 2006.

  1. หลับตา

    หลับตา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    721
    ค่าพลัง:
    +3,159
    เหมือนการสอบเอนทราน ด้วยเวลาอันจำกัด บางคนจำแต่สูตรลัดเข้าไปใช้ก็ได้ผล
    ดังพระนาคเสน ได้เปรียบฆารวาสเสมือนเรือแบกสำภาระมากมาย การข้ามพ้นวัฎฎะย่อมลำบากเนื่องจากมีภาระทางกายทางใจ พระภิกษุเป็นเรือลำน้อยพอตัวที่จะฝ่าคลื่นลมไม่มีทรัพยสมบัติที่คอยหน่วงกายใจ แต่เมื่อมีเหตุจำเป็นอย่างภัยพิบัติบางทีเหลือแค่โฟมน้อยเราก็ต้องลองเกาะข้ามไปดู ใครพอมีคำแนะนำบางครับ
     
  2. อักขรสัญจร

    อักขรสัญจร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 ตุลาคม 2005
    โพสต์:
    4,523
    ค่าพลัง:
    +27,185
    อนิจจา วัฏฏะสังขารา อุปทะวะยะธัมมิโน อุปปัชฌิตะวา
    นิรุชฌันติ เตสังวูปะสะโมสุโข
     
  3. สิกขิม

    สิกขิม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    1,317
    ค่าพลัง:
    +6,043
    สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา


    กายนี้เสมือนดั่งอาภรณ์ ใครจักสวมใส่ชนิดสีสรรพ์สวยงามมีค่าสูงต่ำอย่างไร ขึ้นอยู่กับต้นทุนบุญเก่าส่งมาถึงปัจจุบันกำเนิด


    เมื่อหมดวาระของอาภรณ์ชุดเดิม ก็คือการเปลื้องเก่าไปครองอาภรณ์ใหม่ ที่ย่อมได้มาด้วยเสบียงบุญสะสมแต่ครั้งยังมีลมหายใจ


    วิตกไปไย หากท่านไซร้คือ ผู้คิดดี ทำดี แล หมั่นหยอดกระปุกบุญ อยู่เป็นนิจ

    เฉพาะอย่างยิ่ง ในนาทีนี้ที่ท่านยังมีโอกาสเพิ่มพูนกุศลกรรมให้แก่ตน
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 25 ธันวาคม 2006
  4. หลับตา

    หลับตา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    721
    ค่าพลัง:
    +3,159
    ใครมีคำแนะนำดีๆเชิญอีกนะครับ เผื่อจะสามารถรวบรวมนำไปใช้ในงานภัยพิบัติ กับคนจริตต่างๆ ให้เห็นไตรลักษณ์
     
  5. น้องหน่อยน่ารัก

    น้องหน่อยน่ารัก เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 พฤศจิกายน 2006
    โพสต์:
    1,998
    ค่าพลัง:
    +5,059
    ใจท่านเมื่อยังละไม่หมด หากมานั่งตัด "กิเลส" ทีละตัว
    จะช้ามาก และในช่วงเวลาจำกัด จะทำไม่ได้ เพราะมันเต็มไปหมด

    เคร็ดลับ "ให้รวมจิตอยู่ในจุดที่สว่างที่สุดของใจ"

    หมายความว่า ใจคนเรามันเหมือนผ้ามีหลายสีปนกัน ย่อมมีอกุศลเจตสิก
    และโสภณเจตสิกเป็นต้น คือ มีทั้งส่วนดีและเลว ให้ท่านตั้งจิตมั่นในส่วนดี
    แล้วน้อมจิตส่วนดีสูงไปยังสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือ เหมือนคนยืนบนหลัก
    เล็กๆ ท่ามกลางแม่น้ำเชี่ยวกราก ให้ยื่นมือจับหน่วงเบื้องบนไว้ก่อน


    ท่านนับถืออรหันต์รูปไหน ใจท่านมีอะไรที่มีพลังความดีสูงสุด เช่น ตนเองเป็น
    คนโง่ แต่วิริยะมากๆ และศรัทธาพระอาจารย์มั่น ให้จิตระลึกเรื่องราวตอนที่ท่าน
    เข้าป่าด้วยวิริยะ ตั้งมั่นว่าไม่นิพพานจะขอตายในป่า แล้วอาศัยศรัทธาจากท่าน
    ท่านจะส่งพลังมาดึงให้เรามีพลังใจเพิ่มได้ เช่นนี้ แล้วค่อยๆ แผ่พลังไปล้าง
    กิเลสส่วนอื่นที่เหลือให้เกลี้ยง พูดง่ายๆ เลี้ยงเด็กดีให้มาตีเด็กเลว เด็กเลวตาย
    หมด เหลือเด็กดีแค่คนเดียว

    ใช้วิธีนี้จะถึงนิพพานเร็วที่สุดในภาวะวิกฤติ


    เรียกว่าใช้พุทธานุภาพที่สอดคล้องกับจิตตน
    (พระอรหันต์ถือเป็นพระพุทธะที่พึ่งที่ดึงคนไปทางดีและนิพพานได้ทั้งหมด)


    ถึงเวลาวิกฤติมีเหลือแต่ศรัทธาและกำลังใจเท่านั้นน้องเอ๋ย
    หนังสือตำหรับตำรา วิชาท่องจำมา ไม่ช่วยพ้นทุกข์ดอกเด้อ
     
  6. kananun

    kananun เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 พฤษภาคม 2006
    โพสต์:
    10,282
    ค่าพลัง:
    +114,768
    ต่อไปพระท่านให้แนะนำเรื่อง มรณานุสติ อันเป็นวิปัสนาเพื่อทำให้เกิดปัญญาครับ
    ขั้นแรกจับลมหายใจให้เบาสบายครับ จับภาพพระให้ใสสว่าง เป็นเพชร จากนั้นนึกให้เห็นตัวเรากำลังนั่งอยู่หน้าพระท่าน ตั้งจิตอธิฐานว่าเสมือนเราฟังธรรมต่อหน้าพระพักตร์ของ องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วใช้อารมณ์ใจสบายๆใคร่ครวญพระธรรมดังนี้
    จงพิจารณาว่า ตราบเท่าที่เรามีชีวิตอยู่จนปัจจุบัน เราได้ยินข่าวการตายมากมายหลายครั้ง บางรายเป็นทารกตายตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา บางรายเมื่อคลอดออกมาจึงตาย บางรายตายตอนเป็นทารก บางรายตายตอนเป็นวัยรุ่น บางรายตายตอนเป็นหนุ่มสาว บางรายตายตอนเป็นวัยกลางคน บางรายตายตอนแก่ พิจารณาว่าไม่ว่าในวัยใดก็ล้วนตายได้ตลอดเวลา สรรพสัตว์เกิดขึ้นก็มีความตาย ในที่สุด เป็นธรรมดาของโลก คนอื่นก็ต้องตาย คนใกล้ตัวเราก็ต้องตาย ญาติพี่น้องเราก็ต้องตาย และถึงแม้ตัวเราเองก็ต้องตายไปในที่สุด
    เราไม่รู้ว่าเราจะตายเมื่อไหร่ อาจจะในนาทีนี้ คืนนี้ เช้าพรุ่งนี้ หรืออาจจะเดือนหน้า ปีหน้า 10ปีหน้า เราไม่อาจรู้ รู้แต่ว่าเราตายแน่ๆ ที่พระพุทธเจ้าท่านให้ระลึกถึงความตายในชีวิตไว้เสมอ และเพื่อยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมนั้น หมายถึง ว่า จงอย่าประมาทว่าตัวเราจะยังไม่ตาย แต่ให้ทำความดีให้มากที่สุดอย่าประมาทว่าพรุ่งนี้เราจึงจะทำความดี หรือเมื่อแก่แล้วเราจึงจะเข้าวัด เพราะถ้าเราจะต้องตายวันนี้เราจะทำอย่างไร
    ลองถามใจตัวเองว่า เรามีความกลัวตายหรือไม่
    จากนั้นลองถามตัวเองว่าทำไม เราจึงกลัวตาย
    ความจริงนั้น "ความกลัวเกิดจากความไม่รู้"
    เราไม่รู้ว่า เราจะตายเมื่อไร ตายอย่างไร เราจึงกลัว
    เราไม่รู้ว่า ความตายเป็นเรื่องธรรมชาติที่ทุกคนต้องพบ และพลัดพรากจากทุกสิ่งในโลกนี้ เราจึงกลัว
    เราไม่รู้ว่า เมื่อตายไปแล้ว เราจะไปไหน เราจึงกลัว ดังนี้เอง
    ถ้าเราพิจารณาดูให้ดีแล้ว สองประเด็นแรกคือ เราจะตายเมื่อไหร่ ตายอย่างไร เป็นเรื่องธรรมดาที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงควรยอมรับว่าเป็นธรรมดาของโลกที่เป็นความไม่เที่ยง ทำให้พลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งหลายทั้งปวง เราควรทำใจให้เป็นธรรมดา
    แต่สิ่งที่เราควรกลัวก็คือ ว่า "เมื่อเราตาย แล้วเราจะไปไหน ถ้าไป สู่สุขคติ มีสวรรค์ พรหม ก็ยังดีแต่ถ้าหมดบุญก็ยังต้องเวียนว่ายลงมาเสวยความทุกข์อยู่ดี ที่น่ากลัวคือ การไปเกิด ยังนรกและ อบายภูมิ ที่เต็มไปด้วยความทุกข์ความทรมาน ยาวนาน "
    ดังนั้นเราจึงไม่ควรกลัวตาย แต่ควรกลัว บาป และเวรกรรมที่ทำให้ตกนรกและอบายภูมิ
    ทำอย่างไรจึงจะพ้นจากอบายภูมิ ได้ ก็อย่างที่ทราบว่าเมื่อ ตอนต้น ผมได้บอกกับท่านแล้วว่า พระพุทธเจ้าและพระอริยสงฆ์ท่านสอนให้คนไม่ตกนรก สิ่งที่จะกั้นมิให้ท่านตกนรกได้ คือ ศีลห้า ส่วนเครื่องหล่อเลี้ยงศีลห้าคือเมตตา พรหมวิหารสี่ ส่วนเครื่องคุ้มครองรักษาดวงจิตคือ คุณพระรัตนไตรครับ
    ขอให้เข้าใจเรื่องความตายและการจุติก่อน
    จิตที่กำลังจะดับในขณะจิตนั้นจะไปจุติตามภพภูมินั้นๆ ท่านอุปมาดังฝูงวัวในคอก วัวที่อยู่ปากประตูคอกจะเป็นตัวที่ออกจากคอกก่อน ฉันใด จิตขณะดับจิตถ้าระลึกถึงบุญก็ไป จุติ เสวยผลบุญ ถ้าอกุศลมาดลใจให้ระลึกถึงบาปกรรมชั่วก็ย่อมมี อบายภูมิเป็นที่ไปเช่นกัน
    การฝึกอบรมจิตนั้นมีประโยชน์อย่างยิ่งในการเลือกภพภูมิที่เราต้องการไปจุติ ด้วยการฝึกให้จิตมีความบริสุทธ์ในระดับเดียวกับภพภูมินั้นๆ
    ถ้าจิตมีมนุษยธรรม มีศีลห้าบริสุทธ์ ย่อมทำให้เกิดเป็นมนุษย์ผิวพรรณวรรณะสวยงาม มีความมั่งคั่งร่ำรวย
    ถ้าจิต มีหิริโอตปะ ความกลัวบาปกรรม และละอายใจต่อการทำเวรกรรมชั่วทั้งหลาย ย่อมมีผลให้ไปเกิดเป็นเทวดา
    ถ้ามีจิต เมตตา พรหมวิหารสี่ เต็มหัวใจก็ย่อม ไปเกิดเป็นพรหม
    ถ้าฝึกจิตในสมาบัติแปดและพอใจในฌานจนเป็นปกติก็ย่อมไปเกิดเป็นอรูปพรหม
    ถ้าจิตเบื่อหน่ายในสังสารวัฏและการเวียนว่ายตายเกิดอีกก็ ย่อมเป็นปัจจัยให้ถึงซึ่งพระนิพพาน
    ในเหตุการณ์ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นก่อนจิตจะดับ นั้นถ้าเราฝึกใจให้ระลึกถึง บุญ ศีล พรหมวิหารสี่ พุทธานุสติ เสมอ เป็นปกติโดยไม่ประมาท และอธิฐานถึงภพภูมิที่เราเลือกว่า เมื่อละจากโลกนี้แล้วเราจะไปยังที่ใดภพภูมิใด
    ถ้าในขณะใกล้ดับจิตเราระลึกถึงบุญกุศล และศีลที่เราได้ทำมาจิตสบายย่อมไปสู่สวรรค์
    ถ้าขณะใกล้ดับจิต เราทรงอยู่ใน ฌานสมาธิ หรือ ทรงในเมตตาอัปปัณนาณฌาณ เราย่อมเข้าถึง การจุติในพรหมโลกได้

    ถ้าจิตเราไม่ต้องการเกิดอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นภพภูมิใด ก็จงอธิฐานว่า

    "องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐนั้น เมื่อท่านทรงดับขันธ์ปรินิพพานแล้วท่านเข้าสู่พระนิพพานเยี่ยงไร ข้าพระพุทธเจ้าขอตามเสด็จตามรอยพระบาทพระศาสดาเข้าสู่พระนิพพานเช่นกัน เมื่อข้าพระองค์ดับจิตลงจากร่างนี้ขอพระองค์ทรงพระเมตตาสงเคราะห์ให้ข้าพเจ้าเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทอญ"

    ด้วยอาการนี้ แม้จะได้ญาณก็ดี ไม่ได้ก็ดี แต่ด้วยคำอธิฐานที่ตั้งมั่นปราศจากความลังเลสงสัยใด ก็จะทำให้เจ้าของจิตดวงนั้นเข้าถึงพระนิพพานได้เช่นกัน

    แต่หากได้ฌานและวิชามโนมยิทธิ ก็พึงที่จะนำอาทิสมานกายไปไว้ที่พระนิพพาน แล้วจึงอธิฐานว่า
    "ภพภูมิใดข้าพเจ้าไม่พึงปรารถนาเพื่อการเกิดอีก ข้าพเจ้าขออยู่ ณ พระนิพพาน นี้เมื่อกายนี้แตกดับลง ขอกายวิสุทธิเทพนี้จงสถิตอยู่บนวิมานบนพระนิพพาน ไม่เวียนว่ายตายเกิดอีกด้วยเทอญ"
     
  7. สิกขิม

    สิกขิม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    1,317
    ค่าพลัง:
    +6,043
    เผชิญความตายอย่างสงบ

    เกี่ยวกับวิธีคิดอย่างมรณานุสตินี้ เพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรมจึงมีผู้คิดอ่านจัดการอบรมขึ้น โดยเขาระบุไว้ว่าดังนี้

    http://www.thaingo.org/prboard_1/view.php?id=1620

    การทำความเข้าใจและยอมรับความตายได้อย่างกล้าหาญนั้น เราจำต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติ จิตใจ และพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน


    หมั่นฝึกฝนที่จะอยู่อย่างเป็นมิตรกับความตาย ฝึกใจให้มั่นคง และมีสติตระหนักรู้ทุกเมื่อเพื่อต้อนรับกับความตาย

    การจัดการภาระเพื่อเตรียมความพร้อมของชีวิต ควบคู่ไปกับการฝึกฝนจิตใจอยู่เสมอ เป็นประตูบานสำคัญที่ช่วยให้ความทุกข์กังวลใจเบาบางลง ซึ่งส่งผลทำให้ความเจ็บปวดของร่างกายลดน้อยลงไปด้วย

    ยิ่งหากมีคนใกล้ชิดหรือครอบครัวเพื่อนพ้องคอยเป็นกำลังใจ และเอื้อเฟื้อให้เกิดบรรยากาศของความสงบและปล่อยวางจากภาระที่คั่งค้างใจแล้ว ความตายอาจจะไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวต่อไปอีก

    แต่กลับจะเป็นโอกาสทองในการพัฒนาจิตวิญญาณให้เข้าถึงธรรมะขั้นสูง หรือความจริงของธรรมชาติได้อย่างน่าอัศจรรย์


    ปัจจัยเหล่านี้จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราควรเรียนรู้และฝึกฝนเพื่อเผชิญความตายอย่างสงบ
     
  8. Falkman

    Falkman พลังจิตนานาชาติ ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    19,729
    ค่าพลัง:
    +77,758
    สติ
     
  9. kananun

    kananun เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 พฤษภาคม 2006
    โพสต์:
    10,282
    ค่าพลัง:
    +114,768
    สั้น แต่คมนะครับ ลึกซึ้งมาก

    จริงครับ ต่อให้มีภูมิรู้แค่ไหน ไม่มี "สติ" ตัวเดียว ก็จบครับ
     
  10. ถิ่นธรรม

    ถิ่นธรรม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มิถุนายน 2006
    โพสต์:
    1,828
    ค่าพลัง:
    +5,399
    เจริญพุทธานุสติดีที่สุด พุทโธ หรือสัมมาอะระหังก็ได้ทุกลมหายใจ
     
  11. pattarawat

    pattarawat เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    1,671
    ค่าพลัง:
    +7,976
    เพื่อนบอกว่า ให้ฝึกเอาจิตไปไว้ที่นิพพานสม่ำเสมอครับ (ครึ่งกำลัง) แต่สำหรับคนที่ไม่มีพื้นฐานนั้น ตอนนี้ต้องรีบฝึกจิตแล้วนะครับ เวลามีน้อย เพราะถ้าไม่มีพื้นฐานจะไม่เข้าใจว่าเอาจิตไปไว้ที่นิพพานนั้นเขาทำกันอย่างไร

    ท่านผู้รู้เพิ่มเติมได้นะครับ ผมยังมีประสบการณ์น้อยครับ
     
  12. CASIO12

    CASIO12 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 พฤศจิกายน 2007
    โพสต์:
    440
    ค่าพลัง:
    +1,131
    ไกล้มากขึ้นแล้ว
    เอามาให้อ่านเพื่อเตรียมตัวอีกครั้ง
     
  13. Nakamura

    Nakamura Moderator ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 กันยายน 2005
    โพสต์:
    2,002
    ค่าพลัง:
    +17,588
    [​IMG]

    เมื่อถึงเวลานั้น...

    ให้ตัดกังวล นิวรณ์ทั้งหลาย วางภาระทั้งหมด กิจอื่นที่จะทำต่อไปไม่มี

    นึกถึงคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อันไม่มีที่สุดไม่มีที่ประมาณ ให้มาสถิตในกายทวาร ในวจีทวาร ในมโนทวาร รวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระรัตนตรัย เป็นจิตที่ใสบริสุทธิ์ไม่มีสิ่งใดเปรียบได้

    พระพุทธเจ้า พระอรหันต์เจ้าที่เสด็จปรินิพพานไปแล้วอยู่แห่งหนใด ข้าพเจ้าขอตามเสด็จไปอยู่กับพระองค์ท่านด้วย

    การเกิดต่อไปจักไม่มีกับข้าพเจ้า ภพใดๆก็ตามข้าพเจ้าจักไม่ปรารถนามาเกิดอีก มีที่เดียวที่ข้าพเจ้าจะไปก็คือพระนิพพาน...

    "นิพพานัง ปรมัง สุขัง
    "

    นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 11 กรกฎาคม 2010
  14. ธัมมะอาสา

    ธัมมะอาสา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มีนาคม 2010
    โพสต์:
    417
    ค่าพลัง:
    +2,648
    ฟังเขามาและวิเคราห์ด้วยความเข้าใจของตนว่า

    ภาวะบาร์โดตอนใกล้ตายนั้น มีความสับสนอย่างชัดเจนกว่าชีวิตปกติเป็นสิบๆเท่า หมายความว่า การรับรู้ทางจิตของคุณชัดเจน ไวสุดสับสนและเต็มไปด้วยนิมิตรต่างๆ
    คนที่ไม่เคยฝึกสติในภาวะปกติมาก่อน และทำให้เจริญกล้าขึ้น จะหลงไปกับนิมิตรต่างๆคนส่วนใหญ่จะตกอบายเพราะเหตุนี้

    ถ้าตั้งใจขอทางลัดด้วยมรณสติ แต่ไม่เพียรฝึกสติเลยตอนมีชีวิตอยู่ จะไม่มีทางได้ทางลัดด้วยมรณสติ
     
  15. CASIO12

    CASIO12 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 พฤศจิกายน 2007
    โพสต์:
    440
    ค่าพลัง:
    +1,131
    ใช่เลย ถ้าไม่เคยฝึกสติมาก่อน คงเอาตัวไม่รอด
    ถ้าให้แน่ ต้องระดับ มหาสติ เท่านัน
     
  16. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    13,127
    กระทู้เรื่องเด่น:
    162
    ค่าพลัง:
    +26,236
    Sadhuuu.jpg สาธุ
     

แชร์หน้านี้

Loading...