ขอเชิญร่วมทำบุญสงเคราะห์พระภิกษุสงฆ์อาพาธ

ในห้อง 'ตลาด พระเครื่องเพื่อการกุศล' ตั้งกระทู้โดย พันวฤทธิ์, 29 พฤศจิกายน 2007.

  1. pon98

    pon98 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 สิงหาคม 2005
    โพสต์:
    633
    ค่าพลัง:
    +3,880
    แจกฟรีคงยังมีไม่พอครับ แต่ถ้าอยากได้ลองกระแซะพี่พันวฤทธิ์ดู พระสวยๆมากด้วยอิทธิคุณและพุทธศิลป์พลาดได้ไงครับ
     
  2. พันวฤทธิ์

    พันวฤทธิ์ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    3,624
    ค่าพลัง:
    +15,647
    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=2 width="90%" align=center border=0><TBODY><TR><TD align=right width="70%">
    </TD><TD align=right></TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=10 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=2 width="100%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=maintitle vAlign=top> สติ เหนือกรรม (สมเด็จพระญาณสังวรฯ)</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>

    <HR>
    <TABLE cellSpacing=20 width="85%" border=0><TBODY><TR><TD class=postbody vAlign=top>
    [​IMG]

    ทุกคนชอบบุญ ทุกคนไม่ชอบบาป แต่ปัจจุบันก็น้อยคนนักที่ปฏิเสธคำยั่วยุต่างๆ นานาของบาป หรือของกรรมนั่นเอง มีน้อยคนนักที่เข้มแข็งปฏิเสธคำยั่วยุของบาปกรรมได้สำเร็จ การทำบาปทำไม่ดีจึงไม่เบาบางจากโลก ทั้งยิ่งวันก็ยิ่งมากขึ้นทุกที

    ที่รู้ได้ดังนี้ก็ด้วยเราพากันสารภาพเอง บอกเองว่า โลกทุกวันนี้มืดแล้ว ไม่มีแสงแห่งความดีงามเพียงพอจะสู่กับอำนาจเลวร้ายของกรรม ที่จริงเราพากันแพ้กรรม ยอมตกอยู่ใต้อำนาจบังคับบัญชาของกรรม ยอมคิดร้าย พูดร้าย ทำร้าย ได้ต่างๆ นานา

    ไม่ใช่เพราะเราอยากทำเช่นนั้น ไม่มีใครอยากเป็นคนไม่ดี ไม่มีใครอยากเป็นคนชั่ว แต่ที่พากันเป็นคนชั่วคนไม่ดีก็เพราะตกอยู่ใต้อำนาจของกรรม โดยไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกกรรมบัญชา ถูกกรรมสั่งให้ยอมเป็นคนไม่ดี ความยินยอมพร้อมใจไปกับกรรมก็เพราะขาดสติอย่างสิ้นเชิง จนไม่รู้ดี ไม่รู้ชั่ว ไม่รู้ความควร ไม่รู้ความไม่ควร

    สติจึงสำคัญนัก สำคัญที่สุด สติจะทำให้ผู้มีสติรู้ผิดรู้ชอบดังกล่าวแล้วไม่มีใครอยากทำผิด ถ้ามีสติรู้ตัวรู้ผิดชอบ จะรู้เมื่อกรรมเข้ามาบัญชา จะไม่ยอมแพ้กรรม นั่นก็คือจะสามารถรักษาตัวให้พ้นจากการเป็นคนคิดชั่ว คนพูดชั่ว คนทำชั่วได้

    จงเห็นความสำคัญที่สุดของสติ พยายามมีสติไว้ให้เสมอ คือพยายามอย่าให้ขาดสติ อะไรเกิดขึ้นได้จะได้ไม่ยอมเป็นผู้แพ้กรรม จะรู้ถูกรู้ผิด รู้ดีรู้ชั่ว รู้ผิดรู้ชอบ อะไรจะพาไปถูกก็รู้ อะไรจะพาไปผิดก็รู้ อะไรจะพาไปดีก็รู้ อะไรจะพาไปชั่วก็รู้

    ความมีสติรู้เช่นนี้สำคัญนัก ให้มีสติจริง ให้รู้จริง จะไม่ตกอยู่ใต้บังคับบัญชาที่เลวร้ายรุนแรงของกรรม กรรมที่ทุกคนได้ทำไว้มากมายด้วยกันทั้งนั้น เพราะเป็นสิ่งที่สั่งสมมานับภพนับชาติไม่ถ้วน

    อกุศลกรรมคือกรรมไม่ดี ตามทันเมื่อไรก็เมื่อนั้นแหละที่จะบังคับบัญชาผู้ที่ได้ทำกรรมไม่ดีไว้ ให้ทำบาปทำชั่วต่างๆ นานา อันจะฉุดกระชากลากถูไปสู่ห้วงเหวแห่งความชั่วร้าย ที่จะให้โทษทุกข์รุนแรงทั้งสิ้น


    : แสงส่องใจ ๑ มกราคม ๒๕๔๙
    : สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก


    </TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  3. พันวฤทธิ์

    พันวฤทธิ์ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    3,624
    ค่าพลัง:
    +15,647
    บทส่งท้ายพระพี่นาง "พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย*" พระกัลยาณมิตราจารย์


    [​IMG]



    <CENTER>@พระกัลยาณมิตราจารย์@</CENTER><CENTER></CENTER>
    @ น้ำตาดอกไม้ร่วง ธรณี
    พระเชษฐภคิณีศรี สู่ฟ้า
    ลุโฆษขัยดุริยกวีตรี ภพพิโยค
    เมรุมาศหยาดระยับหล้า โศกสร้อยกำศรวลฯ

    @ พระสู่สวรรคาลัยคัลไลแล้ว
    เพลงปี่แก้วแจ้วเจื้อยประจงหวน
    โหยไห้ให้คิดถึงคะนึงครวญ
    เทวษถ้วนหทัยไทย ถวายบังคมฯ

    @ กัลยาณมิตราจารย์ @ ทรงจากแต่ไม่จาก
    อักษรสารเศกบรรสม ยังประจักษ์อยู่ในจิต
    ให้รู้ให้รื่นรมย์ ทวยไทยเหมือนใกล้ชิด
    กันความรู้ ที่ควรรู้ แทบพระบาทพระบำเพ็ญ

    @ รู้ลึกและรู้รอบ @ ทิพพิมานพระเมตตา
    แล้วรู้ละอัตตาตรู พระการุณมาหยาดเย็น
    องค์คุณความเป็นครู ยิ่งห่างก็ยิ่งเห็น
    แหละคือกัลยาณมิตร พระมิ่งขวัญ นิรันดร์สมัยฯ

    <CENTER>

    เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
    พฤ ๑๓/๑๑/๕๑



    </CENTER>พระราชประวัติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้า กัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
    สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นพระธิดาองค์แรกในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนกและพระศรีนคริทราบรมราชชนนีประสูติเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๖๖ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ มีพระอนุชาสองพระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระปรเมนมหาอานันทมหิดลและพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้ประทับ ณ ประเทศอังกฤษ จนพระชันษา ๘ เดือน จึงเสด็จนิวัตประเทศไทยเป็นครั้งแรก และประทับอยู่ในเมืองไทยจนมีพระชันษาได้ ๒ ปี หลังจากนั้น เสด็จไปประเทศเยอรมนี ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา และประทับอยู่ที่นั้นได้ ๕ ปี ๖ เดือน จึงเสด็จกลับประเทศไทย เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๗๒ ทรงเริ่มการศึกษาในระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนราชินี กรุงเทพมหานคร ทรงศึกษาอยู่ที่โรงเรียนราชินีจนถึงปีพุทธศักราช ๒๔๗๖ หลังจากนั้น ได้เสด็จไปทรงศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษา ณ เมืองโลซานน์ และเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทรงสำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาเมือปี พุทธศักราช ๒๔๘๕ ในปีนั้นเอง ทรงเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยโลซานน์ ในปีพุทธศักราช ๒๔๙๒ หลังจากที่ทรงสำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศแล้ว สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้เสด็จกลับประเทศไทย และทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้านการสอนภาษาและวรรณคดีฝรั่งเศสให้แก่นิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างๆ หลายแห่ง คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และโดยที่ทรงตระหนักถึงปัญหาความต่อเนื่องในการศึกษาภาษาฝรั่งเศสในระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา จึงทรงก่อตั้งสมาคมครูภาษาฝรั่งเศสแห่งประเทศไทยขึ้นในปีพุทธศักราช ๒๕๒๐ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ร่วมทรงงานในกิจกรรมและตามเสด็จสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในการเสด็จหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ และเยี่ยมราษฎรอยู่เสมอ นอกจากนี้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจเป็นเอนกประการทั้งในด้านการศึกษา สังคมสงเคราะห์และสาธารณสุขจนเป็นที่ประจักษ์ชัดในวงการศึกษาทั่วประเทศ มหาวิทยาลัยต่างๆ ในประเทศไทย จำนวน ๑๐ กว่าแห่งและองค์การระหว่างประเทศ จึงถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์และเหรียญสดุดีพระเกียรติคุณแด่พระองค์ ปัจจุบัน สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจด้านสังคมสงเคราะห์เพิ่มมากขึ้น ทรงรับมูลนิธิเด็กอ่อนในสลัมไว้ในพระอุปถัมภ์ มีผลให้เกิดโครงการพัฒนาเด็กเพิ่มขึ้นหลายโครงการ เช่น โครงการพัฒนาเด็กในชุมชนและโครงการสาธารณสุขมูลฐานสำหรับแม่และเด็ก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมสถาปนาพระอิสริยศักดิ์พระองค์เป็น สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๓๘ ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ รับเป็นองค์นายิกากิตติมศักดิ์มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๓๘ ทรงดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย ทรงเป็นประธานมูลนิธิหม่อมเจ้าบุญจิราธร (ชุมพล) จุฑาธุช ซึ่งมีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการให้ทุนการศึกษาแพทย์ตามโครงการแพทย์ชนบท ให้ทุนการศึกษาแก่นักศึกษาพยาบาลที่เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ และให้ทุนการศึกษาสำหรับผู้ที่จะสมัครเป็นอาจารย์วิชาการพยาบาล ทรงดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิถันยรักษ์ในพระบรมราชูประถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี นอกจากนี้ยังได้ทรงรับมูลนิธิและกองทุนการกุศลต่างๆไว้ในพระอุปถัมภ์อีกหลายหน่วยงาน เป็นต้นว่า สมาคมพยาบาลสาธารณสุขไทย มูลนิธิเด็กโรคหัวใจแห่งประเทศไทย มูลนิธิส่งเสริมสวัสดิภาพสตรีและเยาวชน กองทุนหมอเจ้าฟ้า มูลนิธิโลกสีเขียว มูลนิธิสงเคราะห์เด็กพิการทางสมองและปัญญา ฯลฯ นอกจากงานด้านสังคมสงเคาระห็และสาธารณสุขแล้ว สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ยังสนพระทัยงานด้านการนิพนธ์หนังสือเป็นอย่างมาก ปัจจุบันทรงพระนิพนธ์ผลงานต่างๆ ไว้หลายเล่ม แบ่งเป็นพระนิพนธ์เกี่ยวกับราชวงศ์ ๑๐ เรื่อง และบทพระนิพนธ์เกี่ยวกับการทัศนาจร จำนวน ๙ เรื่องเพื่อให้ผู<?XML:NAMESPACE PREFIX = O /><O:p></O:p>้ที่สนใจได้ศึกษาค้นคว้าต่อไป

    *ตามความเห็นของคณะกรรมการจัดทำหลักเกณฑ์การใช้ราชาศัพท์แห่งราชบัณฑิตสถาน

    ค่ำคืนแห่งวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงในคืนนี้ พี่ใหญ่บอกว่า หากมีผู้มีตาในดี และเผอิญได้ผ่านไปท้องสนามหลวง หรือได้ชมภาพจากโทรทัศน์และ กำหนดดูบนท้องฟ้า จะเห็นว่าทั้งเทพเทวา ดารดาดอยู่เต็มไปหมดอยู่รอเพื่อถวายพระเพลิง และจนกว่าพระราชพิธีจะเสร็จสิ้น จนอดไม่ได้ที่จะขอน้อมถวายความเคารพต่อพระองค์ "พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย" หรือ "พระกัลยาณมิตราจารย์" เป็นครั้งสุดท้าย ในนามพสกนิกร และในนามของทุนนิธิฯ

    ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

    ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ

    ศ.ทุนนิธิสงเคราะห์สงฆ์อาพาธ อ.ประถม อาจสาคร
    ในนามคณะกรรมการทุนนิธิฯ
    ในนามผู้ที่บริจาคทุนทรัพย์เข้าสมทบทุนนิธิฯ

    ขอขอบคุณ
    บทกลอนของ อ.เนาวรัตน์ จาก เวบ "ผู้จัดการ"
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 15 พฤศจิกายน 2008
  4. พันวฤทธิ์

    พันวฤทธิ์ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    3,624
    ค่าพลัง:
    +15,647
    เมื่อคืนนั่งดูพระราชพิธีจนเสร็จสิ้นราวๆ ตีหนึ่งห้าสิบนาที จนในหลวงเสด็จกลับ ทั้งที่ไม่เคยเห็นสักครั้งหนึ่งที่พระองค์จะอยู่ในพระราชพิธีใดๆ จนดึกขนาดนี้ แวบหนึ่งตอนหัวค่ำ กล้องถ่ายทอดโทรทัศน์แพนกล้องขึ้นท้องฟ้า ทำให้มองเห็นดวงจันทร์ในลักษณะดังรูป สวยงามมาก นี่ล่ะหนอที่เรียกว่าบุญญาธิการ ทั้งเทพเทวา ต่างมาอวยชัยให้พร สรรเสริญพระบารมี "พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย" ดั่งที่พี่ใหญ่ว่าไว้จริงๆ

    ภาพประกอบพระจันทร์ทรงกลดเต็มดวง

    [​IMG]
     
  5. พันวฤทธิ์

    พันวฤทธิ์ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    3,624
    ค่าพลัง:
    +15,647
    ดอกไม้สวยกับลมหนาวในยามเช้าๆ ทำให้คิดถึงทางเหนือ อดไม่ได้ที่จะขโมยภาพมาฝากกัน หลังงานพระราชพิธี ใครไปแอ่วเหนือ เที่ยวให้สนุกน้า....

    [​IMG]


    [​IMG]




    [​IMG]
     
  6. พันวฤทธิ์

    พันวฤทธิ์ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    3,624
    ค่าพลัง:
    +15,647
    วันนี้ทางคณะกรรมการทุนนิธิฯ ร่วมกับกลุ่มลูกศิษย์อาวุโส ราวๆ 30 คน รวมตัวกันจัดงานคล้ายวันเกิดย้อนหลังให้ท่าน อ.ประถม อาจสาคร ในสิริอายุครบ 88 ปี วันที่ 3 พ.ย. 2551 ที่ผ่านมา ในงานดังกล่าวเป็นไปอย่างเฮฮา สนุกกับการพูดคุย และดูพลังพระ (หลายคนมีความสามารถพิเศษ) สมกับเป็นศิษย์รุ่นอาวุโส จริงๆ โดยมีการจัดโต๊ะจีนเลี้ยง เพียง 3 โต๊ะเท่านั้น เช่นเดียวกันในงานนี้มีการเปิดตัว และแจกหนังสือ "ปู่เล่าให้ฟัง" ฉบับสมบูรณ์ให้แก่ผู้ที่บริจาคพิมพ์หนังสือ คนละ 1 เล่ม และจำหน่ายให้แก่ผู้ที่ไปร่วมงานในราคางานวันนี้ด้วยโดยรายได้ในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ พระพิมพ์สุดยอดต่างๆ ที่กลุ่มลูกศิษย์นำมาไม่ว่าจะเป็นนางพญาวัดสุดสวาทที่มีอิทธิคุณโดดเด่นด้านเมตตา พระเนื้อเมฆสิทธิ์ ของหลวงพ่อทับ วัดอนงค์ นี้ มอบเข้าทุนนิธิฯ ทั้งหมด สำหรับหนังสือ "ปู่เล่าให้ฟัง" ฉบับสมบูรณ์นี้นั้นมีเนื้อหาสาระ และรูปภาพที่อัดแน่นด้วยองค์ความรู้ของท่าน อ.ประถมฯ ที่เก็บในความทรงจำมาชั่วชีวิตไว้ด้วยทั้งหมด โดยคณะกรรมการทุนนิธิฯ และกลุ่มศิษย์อาวุโสจึงได้ตั้งราคาสำหรับผู้ที่จะมาซื้อที่บ้าน อ.ประถมฯ ที่ จ.ชลบุรีในราคาค่อนข้างสูงคือเล่มละ 500.-บาท โดยหาซื้อได้ที่บ้านท่าน อ.ประถมฯ ได้เลย เงินค่าจำหน่ายหนังสือที่ได้ผู้จัดทำได้มีมติร่วมกันเพื่อมอบไว้ให้ท่าน อ.ประถมฯ ไว้ใช้ตามอัธยาศัย หนังสือมีทั้งหมด 75 เล่มครับ และหากผู้ใดติดต่อกับทางกรรมการทุนนิธิฯ ค่าหนังสือจะเหลือเพียง 300.-บาท โดยค่าหนังสือทั้งหมดที่จำหน่ายได้จะมอบทำบุญให้ทุนนิธิฯ ทั้งหมด หนังสือมีจำนวน 75 เล่มเช่นกัน โดยหนังสือที่สั่งจองจะมอบให้กับทุกท่านในวันทำกิจกรรมคราวหน้า 21/12/51 โดยสามารถมารับกับมือท่าน อ.ประถมฯ เอง พร้อมลายเซ็นต์ท่าน หรือหากส่งทางไปรษณีย์ก็คิดค่าจัดส่งเพิ่มเล่มละ 50.- (ไม่มีลายเซ็นต์) ใครอยากได้ ก็คงต้องให้ pm. ไปหา นายสติ เองครับ แต่หนังสือทั้งหมดอยู่กับผม เบิกมากี่เล่ม รับเงินกี่เล่ม ทำบุญเกลี้ยงมียอดเช็คกันเองทั้งผม และนายสติไม่มีตกหล่นครับ และบทความทั้งหมดที่ได้จัดพิมพ์เป็นหนังสือ หรือที่จะนำไปเผยแพร่ในเวบไซด์ "พระเทพโลกอุดร" และเวบไซด์ "พระวังหน้า" นั้น ได้มีการขออนุญาตกับท่าน อ.ประถมฯ อย่างเป็นทางการและบอกกล่าวต่อหน้าลูกศิษย์อาวุโสเรียบร้อยแล้วทุกคน โดยมีพี่ใหญ่ คือ คุณดิเรก ศรีเจริญ และทนายเปี๊ยก ทนายประจำกลุ่มลูกศิษย์อาวุโส เป็นสักขีพยานครับ และถือเป็นลิขสิทธิ์ของท่าน อ.ประถมฯ โดยตรง ใครคัดลอกนำบทความไปลง ก็ควรที่จะต้องขออนุญาตต่อท่าน อ.ประถมฯ ในแนวทางข้างต้นเช่นเดียวกัน

    พันวฤทธิ์
    16/11/51
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 17 พฤศจิกายน 2008
  7. newcomer

    newcomer เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 กันยายน 2007
    โพสต์:
    1,339
    ค่าพลัง:
    +3,924
    เรียน ท่านพันวฤทธิ์
    ขอจองหนังสือ "ปู่เล่าให้ฟัง" จำนวน 1 เล่ม ครับ
    โดยผมจะ PM แจ้งท่าน
    นายสติ เพื่อรับทราบ ครับ
    ขอบคุณ ครับ
     
  8. chaipat

    chaipat เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 มกราคม 2007
    โพสต์:
    1,293
    ค่าพลัง:
    +11,098
    ขอเริ่มใหม่ละกันครับ

    วันนี้ก็เป็นวันพบปะสังสรรค์พี่น้องทุนนิธิ และศิษย์ของท่านปู่ประถมครับ

    [​IMG]


    บรรยากาศภายในบ้านครับ

    [​IMG]


    ขณะนี้พี่ท่านกำลังติดรูปประชาสัมพันธ์ที่บ้านปู่ครับ

    [​IMG]

    หลังจากนั้นก็ไปรับประทานอาหารร่วมกันครับ

    [​IMG]

    สาธุครับ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • DSC_0198.JPG
      DSC_0198.JPG
      ขนาดไฟล์:
      106.8 KB
      เปิดดู:
      346
    • DSC_0203.JPG
      DSC_0203.JPG
      ขนาดไฟล์:
      100.4 KB
      เปิดดู:
      337
    • DSC_0204.JPG
      DSC_0204.JPG
      ขนาดไฟล์:
      103.5 KB
      เปิดดู:
      325
    • DSC_0206.JPG
      DSC_0206.JPG
      ขนาดไฟล์:
      109.8 KB
      เปิดดู:
      329
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 16 พฤศจิกายน 2008
  9. chaipat

    chaipat เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 มกราคม 2007
    โพสต์:
    1,293
    ค่าพลัง:
    +11,098
    ตอนที่ 2 ครับ

    รับประทานอาหารกลางวันครับ

    [​IMG]

    [​IMG]

    ตอนนี้พี่ใหญ่ได้พระมาให้ทำบุญกันครับ

    [​IMG]

    หลังจากนั้นก็เป็นหนังสือที่ อ. ปุ๊ เรียบเรียงถ้อยคำที่ปู่บอก และสอนครับ

    [​IMG]

    สาธุครับ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • DSC_0209.JPG
      DSC_0209.JPG
      ขนาดไฟล์:
      101.2 KB
      เปิดดู:
      321
    • DSC_0212.JPG
      DSC_0212.JPG
      ขนาดไฟล์:
      103.2 KB
      เปิดดู:
      330
    • DSC_0217.JPG
      DSC_0217.JPG
      ขนาดไฟล์:
      97 KB
      เปิดดู:
      286
    • DSC_0220.JPG
      DSC_0220.JPG
      ขนาดไฟล์:
      107.6 KB
      เปิดดู:
      283
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 16 พฤศจิกายน 2008
  10. chaipat

    chaipat เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 มกราคม 2007
    โพสต์:
    1,293
    ค่าพลัง:
    +11,098
    พระที่พี่ใหญ่มอบและให้ร่วมบุญกันครับ

    [​IMG]

    แวบเดียวครับ หมดแล้ว


    แต่ละท่านกำลังชมหนังสือ "ปู่เล่าให้ฟัง" ครับ

    [​IMG]


    อ. ปุ๊ กำลังแนะนำครับ

    [​IMG]

    ท่านปู่กำลังลงนามครับ

    [​IMG]

    พี่ท่านหนึ่งนำพระมาให้ชมกันครับ

    [​IMG]

    [​IMG]

    เกินบรรยายครับ

    สาธุครับ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • DSC_0282 2.jpg
      DSC_0282 2.jpg
      ขนาดไฟล์:
      107.4 KB
      เปิดดู:
      286
    • DSC_0223.JPG
      DSC_0223.JPG
      ขนาดไฟล์:
      113.4 KB
      เปิดดู:
      278
    • DSC_0228.JPG
      DSC_0228.JPG
      ขนาดไฟล์:
      100.8 KB
      เปิดดู:
      282
    • DSC_0233.JPG
      DSC_0233.JPG
      ขนาดไฟล์:
      88.2 KB
      เปิดดู:
      275
    • DSC_0253.JPG
      DSC_0253.JPG
      ขนาดไฟล์:
      72.5 KB
      เปิดดู:
      158
    • DSC_0255.JPG
      DSC_0255.JPG
      ขนาดไฟล์:
      76 KB
      เปิดดู:
      158
  11. chaipat

    chaipat เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 มกราคม 2007
    โพสต์:
    1,293
    ค่าพลัง:
    +11,098
    ปิดท้ายด้วยถ่ายรูปร่วมกันครับ

    เริ่มที่ท่านปู่ครับ

    [​IMG]

    และบรรดาคณะท่านครับ

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]

    สาธุครับ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • DSC_0279 2.jpg
      DSC_0279 2.jpg
      ขนาดไฟล์:
      111.6 KB
      เปิดดู:
      269
    • DSC_0264 2.jpg
      DSC_0264 2.jpg
      ขนาดไฟล์:
      129.4 KB
      เปิดดู:
      275
    • DSC_0268 2.jpg
      DSC_0268 2.jpg
      ขนาดไฟล์:
      129.1 KB
      เปิดดู:
      271
    • DSC_0270 2.jpg
      DSC_0270 2.jpg
      ขนาดไฟล์:
      132.1 KB
      เปิดดู:
      276
  12. chaipat

    chaipat เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 มกราคม 2007
    โพสต์:
    1,293
    ค่าพลัง:
    +11,098
    หนังสือที่พี่นายสติจัดทำอยู่นี้ "ปู่เล่าให้ฟัง" ฉบับสมบูรณ์

    เป็นหนังสือที่ดีมากครับ สารบัญคร่าวๆ เช่น

    - การเดินรังษีในพระเครื่อง หรือ ศิลปการใช้พระเครื่อง

    - หลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์วรวิหาร

    - พระภควัมปติ และพระปิดทวารทั้งเก้า

    - นางพญาพิษณุโลก กรุฐานชุกชี

    - สมเด็จพระบัณฑูร

    - พระพิมพ์วัดสามปลื้ม

    - พระกริ่งคลองตะเคียน

    - พระพิมพ์วัดเก๋งจีน

    - พระเครื่องวัดสามจีน

    - แก้ความเข้าใจผิดในเรื่องพระว่านจำปาศักดิ์ และพระแก้สินบน

    - ความพิเศษของลูกอม

    - คุยกันเรื่องพระ

    - ของดีหลังเหรียญ

    - เรื่องของรัก

    - ประสาธน์พรป้อนสุขปีใหม่

    - หลวงปู่ปาน วัดมงคลโคธาวาธ

    และยังมีอีกหลายเรื่องในเล่ม ล้วนแต่น่าสนใจครับ

    เข้าใจว่าพี่นายสติ คงจะนำลงใน www.pratheplokudon.com

    สาธุครับ
     
  13. narongwate

    narongwate เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มิถุนายน 2007
    โพสต์:
    885
    ค่าพลัง:
    +3,839
    ธรรมกำมือเดียวของพระพุทธเจ้า
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • 100_5979_3.jpg
      100_5979_3.jpg
      ขนาดไฟล์:
      324.2 KB
      เปิดดู:
      35
  14. พันวฤทธิ์

    พันวฤทธิ์ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    3,624
    ค่าพลัง:
    +15,647
    <TABLE cellSpacing=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top><!--Last Update : 18 พฤษภาคม 2551 21:44:25 น.-->พระพุทธประวัติ ตอนที่ ๗๕ | พระอุรุเวลกัสสปประกาศตนเป็นพุทธสาวก
    <!-- Main -->พระพุทธประวัติ ตอนที่ ๗๕ : พระอุรุเวลกัสสปประกาศตนเป็นพุทธสาวก

    พระอุรุเวลกัสสปประกาศตนเป็นพุทธสาวก
    ต่อหน้าพระเจ้าพิมพิสาร ณ สวนตาลหนุ่ม

    กรุงราชคฤห์เป็นเมืองหลวงของแคว้นมคธและแคว้นอังคะในสมัยนั้น จึงมีประชาชนผู้คนจำนวนมาก มีพระราชาผู้เป็นใหญ่ คือ พระเจ้าพิมพิสารปกครอง พระราชาพระองค์นี้เคยทรงพบพระพุทธเจ้าครั้งหนึ่งเมื่อตอนก่อนตรัสรู้
    พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสาวกที่แต่ก่อนเป็นพวกชฎิลห่มครองหนังเสือ แต่มาบัดนี้ เป็นพระภิกษุครองจีวร จำนวนหนึ่งพันรูป เสด็จถึงอุทยาน ลัฏฐิวัน หรือสวนตาลหนุ่ม แล้วเสด็จพักที่ใต้ต้นไทรชื่อสุประดิษฐเจดีย์
    เมื่อพระเจ้าพิมพิสารเสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พร้อมด้วยชาวเมือง แต่กลับมีอาการกิริยาแตกต่างกัน ประชาชนส่วนมากจะรู้จัก อุรุเวลกัสสป เพราะอุรุเวลกัสสปเป็นผู้มีอายุและมีชื่อเสียงมากในแคว้นมคธ ประชาชนจึงไม่รู้จักพระพุทธเจ้า จึงมีคนเป็นจำนวนมากที่สงสัยว่า ระหว่างพระพุทธเจ้ากับอุรุเวลกัสสป ผู้เป็นหัวหน้าชฎิลที่เคยมีชื่อเสียงใครเป็นพระศาสดา และใครเป็นสาวก

    [​IMG]

    ลำดับนั้นพระบรมศาสดาทรงทราบด้วยพระญาณ ทรงพระประสงค์จะบรรเทาทิฏฐิของราชบริพารของพระเจ้าพิมพิสาร เพื่อตัดข้อสงสัยนี้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสถามอุรุเวลกัสสปถึงเหตุผลที่ละทิ้งลัทธิเดิมที่เคยปฏิบัติอยู่ จึงทรงพระดำรัสแก่พระอุรุเวลกัสสปว่า
     
  15. พันวฤทธิ์

    พันวฤทธิ์ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    3,624
    ค่าพลัง:
    +15,647
    พรหมวิหาร ๔...หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง เอามาเล่าสู่กันฟังอีกครั้ง


    <!-- Main -->[SIZE=-1]<CENTER>[​IMG]

    ๑.ขอบรรดาท่านพุทธศาสนิกชน
    พยายามทรงอารมณ์จิตให้อยู่ในพรหมวิหาร ๔ เป็นปกติ
    คิดว่าเราจะมีความรักในคนอื่นและสัตว์อื่น นอกจากตัวเราเสมอด้วยตัวเรา
    เราจะมีความสงสารเกื้อกูลเขา ให้เป็นสุขตามกำลังที่เราพึงจะทำได้
    เราไม่มีอารมณ์อิจฉาริษยาบุคคลอื่น เห็นใครได้ดีก็พลอยยินดีตาม
    ถ้าสิ่งใดเป็นเหตุเกินวิสัยด้วยอำนาจกฎของกรรมหรือกฎของธรรมดาเกิดขึ้น
    เราจะไม่มีความหวั่นไหวในจิต


    นี่อารมณ์อย่างนี้ ถ้าบรรดาท่านพุทธบริษัททรงไว้ดี
    ก็จัดว่าเป็นศูนย์รวมกำลังใจที่มีความสำคัญที่สุด อันจะพึงก้าวเข้าไปสู่ความดี


    ๒.ถ้าจิตของเราทรงอยู่ใน พรหมวิหาร ๔ แล้ว
    มีอะไรบ้างที่มันจะเกิดขึ้น นั่นก็คือ ศีลบริสุทธิ์
    ไม่ต้องระมัดระวังศีล ความเป็นผู้มีเหตุมีผล
    มีความเคารพในองค์สมเด็จพระทศพลก็มีพร้อมบริบูรณ์


    เพราะอะไร
    เพราะคนที่ทรงศีลบริสุทธิ์ ก็แสดงว่ามีความเคารพในพระพุทธเจ้า
    มีความเคารพในพระธรรม มีความเคารพในพระสงฆ์
    เพราะว่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทรงแนะนำให้จิตอยู่ในขอบเขตนี้


    เรามีความเคารพในองค์สมเด็จพระชินสีห์ เป็นต้น
    เราจึงมีศีลบริสุทธิ์ เราจึงรู้จักอายความชั่ว เกรงกลัวความชั่ว
    จึงได้มีการประกอบความดี คือ จิตทรงพรหมวิหาร ๔ มีหิริและโอตัปปะ
    นึกถึงความตายป็นอารมณ์


    อยู่ที่ไหนก็มีแต่ความเยือกเย็น มีแต่ความเป็นสุข
    เราก็เป็นสุข บุคคลอื่นก็เป็นสุข
    เพราะกายไม่เสียปากไม่เสีย ทั้งนี้เพราะว่าใจไม่เสีย
    ถ้ากายเสีย ปากเสีย ก็แสดงว่าใจมันเสีย เสียมากจนล้นมาถึงกาย ถึงวาจา
    นี่เป็นอันว่าถ้าทรงคุณธรรมอย่างนี้ได้ ความเป็นพระโสดาบันย่อมปรากฏ
    </CENTER>


    <CENTER>[​IMG]</CENTER>
    นำมาจาก
    <CENTER> </CENTER>[/SIZE]
     
  16. narongwate

    narongwate เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มิถุนายน 2007
    โพสต์:
    885
    ค่าพลัง:
    +3,839
    <TABLE cellSpacing=1 cellPadding=10 width="100%" align=center border=0><TBODY><TR><TD align=middle bgColor=#f2f9fd><CENTER>[​IMG]</CENTER></TD></TR></TBODY></TABLE>
    ภาพอัศจรรย์
    รอยพระพุทธบาทน้ำทิพย์ บ้านภูพานทอง อ.ภูพาน จ.สกลนคร

    ถ่ายภาพออกมาได้ภาพรอยพระพุทธบาทเป็นสีทองพร้อมมีเล็บที่นิ้วรอยพระพุทธบาทครบถ้วนและชัดเจน

    จากภาพทั้งสองภาพนี้ถ่ายจากรอยพระพุทธบาทรอยเดียวกันปรากฏภาพบนฟิลม์แต่มีลักษณ์แตกต่างกัน

    ภาพรอยพระพุทธบาทน้ำทิพย์นี้ ถ่ายโดย หลวงปู่แฟ๊บ สุภทฺโท วัดป่าดงหวาย อ.บ้านม่วง จ.สกลนคร ถ่ายเมื่อวันที่ ๒๔ กรกฏาคม ๒๕๔๐

    ขอขอบคุณ http://www.danpranipparn.com/web/board/show.php?Category=tamroiphra&No=205&page=3
     
  17. พันวฤทธิ์

    พันวฤทธิ์ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    3,624
    ค่าพลัง:
    +15,647
    นิทานธรรม "ความอดทน" ลองมาดูว่านิทานเรื่องสอนความอดทนนั้นที่สุดแล้วเป็นยังไง


    [​IMG]

    นานมาแล้ว ยังมีชายคนหนึ่ง ตั้งสำนักทำการฝึกสอนศิษย์ โดยกำหนดหลักเกณฑ์เอาไว้ว่า ใครก็ตามที่ประสงค์ จะมาฝากตัวเป็นศิษย์ของอาจารย์สำนักนี้ จะต้องปฎิบัติอาจารย์ให้ครบ 3 ปี แล้วอายารย์จึงจะถ่ายทอดวิชาไว้ให้ประจำตัว
    บรรดาชาวบ้านใกล้ไกลได้ทราบกิติศัพท์ ต่างก็พาบุตรหลานมาฝากตัวเป็นศิษย์ วิชาที่อาจารย์จะอบรมสั่งสอนให้ก็ไม่มีอะไรมาก เช้าขึ้นก็สั่งงานให้ศิษย์ทำเป็นเฉพาะคน นับตั้งแต่การรู้จักรักษาความสะอาดของสำนัก และบริเวณ ทุกคนต้องปฎิบัติงานในครัว ในห้องอาหาร ตัวอาจารย์จะเข้ามาควบคุมอย่างกวดขัน
    ลูกศิษย์ส่วนมากเป็นชาย ไม่คุ้นเคยกับงานนี้ ด้วยความเกียจคร้านจึงพากันหนีกลับบ้านเป็นจำนวนมาก ฝ่ายพ่อแม่เมื่อลูกหลานเล่าให้ฟัง ต่างก็เชื่อลูก พากันพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า
    "ถ้าอาจารย์แกสอนอย่างนี้ ข้าสอนเองก็ได้ "
    มีพ่อแม่น้อยคนที่จะปรามลูกของตัวเองว่า
    "ดีแล้วให้อาจารย์แกใช้แกหัด เอ็งจะได้เก่ง ไม่เลือกงาน"
    ในจำนวนศิษย์มากมายหลายรุ่นนี้ มีชายหนุ่มคนหนึ่ง ชื่อ นายศิษย์ อดทนฝึกงานจนครบ 3 ปี อาจารย์สั่งให้ทำอะไรก็ทำเสร็จสิ้นเรียบร้อยทุกอย่าง วันที่ปฎิบัติงานกับอาจารย์จนครบ 3 ปีนั้น อาจารย์จึงเรียกมาพบ แล้วบอกว่า
    "เอ็งเป็นเด็กดีมาก สั่งสอนอะไรก็ปฎิบัติตามได้เรียบร้อย เพราะฉะนั้นข้าจะให้วิชาแก่เอ็ง เพื่อเอาไปปฎิบัติหาเลี้ยงชีพในอนาคตสัก 3 ข้อ เมื่อเกิดปัญหาอะไรขึ้นในภายหน้า ให้ทำตามคำที่ข้าสอนเสมอ ข้อปฎิบัติ 3 ข้อ นายศิษย์จับคำแล้งท่องจนขึ้นใจ คือ
    1 เดินดีกว่านั่ง
    2 นั่งดีกว่านอน
    3 ทำงานดีกว่าอยู่เฉยๆ
    จนนายศิษย์กราบลาอาจารย์กลับบ้าน เมื่อถึงบ้านก็ยังไม่เข้าใจคำสอน 3 ข้อของอาจารย์ นำความไปเล่าให้พ่อแม่ฟัง พ่อให้ความเห็นว่า ข้อปฎิบัติ 3 ข้อนั้นไม่ใช่วิชาวิเศษอะไรเลย ฝ่ายแม่ได้ยินก็บอกว่า
    "เอาเถอะ อาจารย์ว่าเป็นของดี ลูกก็ไปนอนคิดทบทวนดูให้ดีก็แล้วกัน"
    นายศิษย์ นำคำสอนมาครุ่นคิด รุ่งขึ้นก็ทดลองคำที่อาจารย์ให้ในข้อที่ 1 คือเดินดีกว่านั่ง ว่าจะดีอย่างไร จึงแต่งตัวออกจากบ้าน เขาไปพบประกาศฉบับหนึ่งในหมู่บ้าน เขียนว่า
    "เรามหาเศรษฐีแห่งเมืองนี้ มีลูกสาวอยู่คนเดียว เราต้องการให้ลูกสาวของเราแต่งงานกับชายหนุ่ม ที่สามารถเข้าไปอยู่ร่วมห้องกันสองต่อสองกับลูกสาวของเรา โดยไม่แตะต้องตัวให้เกิดราคีและอัปยศ ถ้าอยู่ได้ครบ 7 วัน เราจึงจะจัดพีธีแต่งงานและยกสมบัติให้ครอบครอง"
    เมื่ออ่านประกาศแล้ว นายศิษย์ก็กลับบ้านนำความไปเล่าให้พ่อแม่ฟัง เพื่อขออนุญาติ เมื่อได้รับอนุญาติแล้ว นายศิษย์จึงเดินทางไปพบเศรษฐีตามประกาศนั้น และขออาสาปฎิบัติตามข้อตกลงทั้งปวง เสร็จแล้วจึงได้รับทราบว่า จะมีคนเฝ้าอยู่หน้าห้องตลอดเวลา หากได้ยินเสียงหญิงสาวร้อง ก็จะถูกทำโทษถึงตาย กระนั้นนายศิษย์ก็ยังยืนยัน จะลองอาสาปฎิบัติดู


    ก่อนที่เศรษฐีจะส่งตัวนายศิษย์เข้าไปในห้อง นายศิษย์ขอดาบจากเศรษฐีเล่มหนึ่ง เศรษฐีก็ยอมให้ เมื่อเข้าไปอยู่ในห้องแล้ว เขาก็ปฎิบัติตามข้อแรกที่อาจารย์สั่งสอนไว้คือ "เดินดีกว่านั่ง" เขาเดินสำรวจความเรียบร้อยของห้องอย่างถี่ถ้วน จนไม่มีเวลามองดูลูกสาวเศรษฐีเลย ด้วยเขาสืบรู้มาว่าชายหนุ่มที่อาสามาก่อนหน้าเขานั้นตายก่อน 7 วัน ไม่มีใครรู้สาเหตุการตาย ตกเย็นก็มีคนนำข้าวปลาอาหารมาให้กินอย่างดีในห้อง

    พอตกกลางคืนเขาก็นึกถึงคำสั่งสอนของอาจารย์ได้ว่า "นั่งดีกว่านอน" เขาก็ไม่นอน เมื่อเฝ้าสังเกตดูความเรียบร้อยในห้องแล้ว เขาก็นั่งพิงฝาแหงนมองดูเพดาน เขาจึงได้เห็นว่าเพดานนั้นมีช่องเล็กๆอยู่ เขาทำเช่นนั้นจนถึงวันที่ 6 เขาก็เห็นงูใหญ่เลื้อยลงมาจากเพดาน เขาก็ปล่อยให้มันเลื้อยลงมา พอได้ระยะจึงเงื้อดาบฟันงูนั้นตาย ลูกสาวเศรษฐีได้ยินเสีงคมมีดก็ตกใจตื่น และร้องขึ้นเมื่อเห็นซากงู คนทั้งหลายรวมทั้งเศรษฐีก็กรูกันเข้ามาในห้อง ลูกสาวจึงเล่าความจรึงและชี้ไปที่ซากงู แล้วบอกว่านายศิษย์ไม่ได้แตะต้องเนื้อตัวของตนเลย เศรษฐีจึงยกลูกสาวและทรัพย์สินให้นายศิษย์ตามสัญญา แต่นายศิษย์ขอคืนทรัพย์สมบัติ ไม่รับเป็นของตน ขอเพียงอย่างเดียวให้มีสิทธิ์ขอใช้บ้างเมื่อจำเป็น

    นายศิษย์ได้ลูกสาวเศรษฐีเป็นเมียแล้ว ก็นึกถึงคำสั่งสอนของอาจารย์ ข้อที่ 3 ว่า "ทำงานดีกว่าอยู่เฉยๆ" จึงปรึกษากับเมีย ขอออกจากบ้านไปทำงาน รับขนของจากท่าเรือไปยังตลาด เมียทัดทานอย่างไรก็ไม่ฟัง เขายังคงยืนกรานที่จะไปทำงาน พร้อมกับขอเกวียนและวัวเทียมไปด้วย

    นายศิษย์เริ่มรับจ้างขนของตลอดวันไม่กลับบ้าน เพราะเมียเขาทำอาหารกลางวันมาส่งให้ ข่าวนี้รู้ถึงนายสำเภาว่าลูกเขยเศรษฐีมารับจ้างขนของ นายสำเภาไม่ยอมเชื่อ เพราะไม่เคยปรากฎมาก่อนว่าลูกเขยเศรษฐีจะมาทำงานต่ำต้อยอย่างนี้ นายสำเภาจึงเลือกนายศิษย์มาถาม นายศิษย์จึงตอบว่าเป็นความจริง กระนั้นนายสำเภายังหัวเราะเยาะ และพูดขึ้นเองโดยได้มีการท้าทายว่า

    "เอาเถอะ ถ้าแกเป็นลูกเขยเศรษฐีจริงแล้ว มาแบกของขับเกวียนอย่างนี้จริง ข้าจะยอมยกสำเภาและสินค้าให้เจ้า ตัวข้าเองจะยอมเป็นลูกจ้างแกด้วย" ปรากฎว่ากลางวัน วันนั้น เมื่อเมียนายศิษย์ลูกสาวเศรษฐีมาส่งข้าวกลางวันให้นายศิษย์ โดยนั่งแคร่มีคนหาม สำรับกับข้าวคาวหวานก็จัดวางบนเสลี่ยง มีข้าทาสบริวารติดตามขบวน แล้วลงมือปฎิบัติต่อนายศิษย์อย่างดี

    นายสำเภาเห็นกับตา และหลังจากคุยถามเมียนายศิษย์ และบ่าวไพร่แล้วจึงยอมเชื่อ แพ้พนัน ออกปากยกสำเภาพร้อมทั้งสินค้าทั้งหมดให้นายศิษย์ และยอมเป็นลูกจ้างในเรือตามสัญญา แตานายศิษย์ไม่ยอมรับของเหล่านั้น ขอให้นายสำเภารักษาไว้ตามเดิม เพียงแต่ขออนุญาติ ให้ตนได้เป็นผู้รับเหมาขนสินค้าแต่เพียงผู้เดียว นายศิษย์ได้ทำงานขนสินค้าด้วยความขยันขันแข็ง จนในที่สุดก็กลายเป็นเศรษฐี มิได้รับทรัพย์สมบัติหรือมรดกของใครเลย ผู้คนพากันสรรเสริญ ไปจนถึงเมืองไกล


    ความไม่โลภในลาภ ความไม่หลงระเริงในยศศักดิ์
    จะทำให้เจริญในการสร้างฐานะ และชีวิต ด้วยความภาคภูมิใจ


    ที่มา : นิทานชาวบ้าน


     
  18. พันวฤทธิ์

    พันวฤทธิ์ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    3,624
    ค่าพลัง:
    +15,647
    <TABLE class=forumline cellSpacing=1 cellPadding=3 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=row1 vAlign=top width="100%" height=28><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%">จิตว่าง</TD><TD vAlign=top noWrap>[​IMG] </TD></TR><TR><TD colSpan=2><HR></TD></TR><TR><TD colSpan=2>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD class=row1 vAlign=center align=left width=150></TD><TD class=row1 vAlign=bottom noWrap width="100%" height=28><TABLE height=18 cellSpacing=0 cellPadding=0 width=18 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=center noWrap> <SCRIPT language=JavaScript type=text/javascript><!-- if ( navigator.userAgent.toLowerCase().indexOf('mozilla') != -1 && navigator.userAgent.indexOf('5.') == -1 && navigator.userAgent.indexOf('6.') == -1 ) document.write(' '); else document.write('</td><td> </td><td valign="top" nowrap="nowrap">


    '); //--></SCRIPT> </TD><TD> </TD><TD vAlign=top noWrap>


    <NOSCRIPT></NOSCRIPT></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
    ขอขอบคุณ

    http://www.dhamma.in.th/board/viewtopic.php?t=153
     
  19. พันวฤทธิ์

    พันวฤทธิ์ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    3,624
    ค่าพลัง:
    +15,647
    หากใครทำได้ เป็นบุญแท้ๆ ไม่ต้องรอบุญอื่นเลยจริงๆ


    <TABLE class=forumline cellSpacing=1 cellPadding=3 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=row1 vAlign=top width="100%" height=28><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%"> เมตตกรณียสูตร</TD><TD vAlign=top noWrap> </TD></TR><TR><TD colSpan=2><HR></TD></TR><TR><TD colSpan=2>[​IMG]</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR><TR><TD class=row1 vAlign=center align=left width=150>ขอขอบคุณ
    http://www.dhamma.in.th/board/viewtopic.php?t=154
    </TD><TD class=row1 vAlign=bottom noWrap width="100%" height=28><TABLE height=18 cellSpacing=0 cellPadding=0 width=18 border=0><TBODY><TR><TD vAlign=center noWrap> <SCRIPT language=JavaScript type=text/javascript><!-- if ( navigator.userAgent.toLowerCase().indexOf('mozilla') != -1 && navigator.userAgent.indexOf('5.') == -1 && navigator.userAgent.indexOf('6.') == -1 ) document.write(' '); else document.write('</td><td> </td><td valign="top" nowrap="nowrap">


    '); //--></SCRIPT> </TD><TD> </TD><TD vAlign=top noWrap>


    <NOSCRIPT></NOSCRIPT></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  20. channarong_wo

    channarong_wo เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 มีนาคม 2008
    โพสต์:
    402
    ค่าพลัง:
    +1,502
    ขอร่วม 2 ผืน 500 บาทครับท่านประธาน ตามที่จิตได้ตั้งปณิธานเอาใว้
     

แชร์หน้านี้

Loading...