ขอเชิญร่วมทำบุญสงเคราะห์พระภิกษุสงฆ์อาพาธ

ในห้อง 'ตลาด พระเครื่องเพื่อการกุศล' ตั้งกระทู้โดย พันวฤทธิ์, 29 พฤศจิกายน 2007.

  1. พันวฤทธิ์

    พันวฤทธิ์ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    3,696
    ค่าพลัง:
    +15,837
    อ่านแล้วเห็นวัฏฏะสงสารเลย
    "แทนคุณ หรือ ทวงคืน"

    คัมภีร์กฎแห่งกรรม 3 ชาติ ได้บันทึกไว้ว่า

    “สามีภรรยา " มีกรรมร่วมกันมา ไม่ว่าจะกรรมดี
    หรือกรรมชั่ว ถ้าไม่มีกรรม ร่วมกันมา
    ก็ไม่อาจอยู่ร่วมบ้านหลังเดียวกันได้

    " บุตรธิดา " คือ หนี้ ไม่ว่าจะเป็นทวงหนี้
    หรือชดใช้หนี้ ไม่มีหนี้ ไม่มาเกิดเป็น พ่อ แม่ ลูกกัน”

    ดังนั้น สามีภรรยา ที่มีกรรมดีร่วมกันมา
    ย่อมสมานสามัคคี รักใคร่กลมเกลียว
    ถือไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชร

    ส่วนสามีภรรยา ที่มีกรรมชั่ว ร่วมกัน
    มาแต่อดีตชาติ ย่อม ทะเลาะเบาะแว้ง
    บ้านแตกสาแหรกขาด ไม่อาจอยู่ร่วมกัน จนวันตาย

    ส่วน " บุตรธิดา " ที่มาทวงหนี้ เป็นลูกที่ไม่เอาไหน
    เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ทำให้พ่อแม่ทุกข์ใจไม่ วายเว้น

    " บุตรธิดา " ที่มาใช้หนี้ จะสำรวมระวัง
    รู้คุณทดแทนคุณ ไม่กล้า ทำให้พ่อแม่ ชอกช้ำใจ

    ชาวโลก ทุกคน เกิดมาต่างหนีไม่พ้น พบ พราก
    สุข ทุกข์ เศร้า อภัย แค้น รัก ชัง นี่คือผลแห่งของกรรม

    ปลูกเหตุเช่นไร ย่อมได้ลิ้มผลเช่นนั้น ไม่ว่าจะเหตุใด
    หรือ ผลใด ล้วนหนีไม่พ้น กฏแห่งกรรมทั้งสิ้น

    1. มาแทนคุณ ด้วยบุญในอดีต ที่ได้สั่งสมร่วมกันมา
    ด้วยพระคุณที่มีต่อกัน จึงได้มาเกิดเป็นพ่อแม่ลูกหลานกัน
    เราเรียกบุตรธิดาเหล่านี้ว่า “ลูกกตัญญู”

    เขามาเพื่อที่จะทดแทนคุณ เป็นเด็กดี ฉลาด เชื่อฟัง
    เขาเหล่านี้ไม่มีทาง จะทำอะไรเสียหาย
    ให้พ่อแม่ต้อง กลัดกลุ้มกังวลใจ

    2. มาล้างแค้น ด้วยกรรมในอดีต ที่ได้สร้างร่วมกันมา
    จึงได้มาเกิดเป็นพ่อแม่ลูกหลานกัน

    เมื่อเติบใหญ่ก็จะกลายเป็นลูกล้างผลาญ
    ทำให้ครอบครัวล่มสลาย เราเรียกบุตรธิดาเหล่านี้ว่า “ลูกทรพี”

    เขามาล้างแค้น ดังนั้น อย่าได้ผูกเวรไว้กับเขา
    เจ้ากรรมนายเวรที่อยู่ภายนอก ยังพอป้องกันได้
    แต่นี่เกิดมาเป็นลูกหลานในบ้านใน ตระกูลแล้ว จะทำอย่างไรดี

    ดังนั้น อย่าทำร้ายใคร อย่าฆ่าแกงกัน
    เพราะต่างคนต่างก็รักตัวกลัวตายเช่นกัน

    3. มาทวงหนี้ ชาติก่อนหนหลัง
    พ่อแม่เป็นหนี้ไว้ ไม่ได้ชดใช้คืน

    หนี้ที่ว่าคือ หนี้เงิน ไม่ใช่หนี้ชีวิต
    เขาจึงเกิดมาเพื่อทวงหนี้คืน

    หากเป็นหนี้กันน้อย เกิดมาให้ดูแลปีสองปีเขาก็ตาย
    เราเป็นหนี้เขาเท่าไหร่ เมื่อใช้หมด เขาก็ไป
    ต่อให้คุณรักเขามากแค่ไหน เขาก็ไม่เคยใส่ใจคุณ

    หากเป็นหนี้เขาเยอะ เลี้ยงจนเติบใหญ่ จบมหาวิทยาลัย
    เรียนจบวันนั้น ก็ตายวันนั้น เขาไม่อยู่รับใช้เรา
    เพราะมาทวงหนี้ หนี้หมดก็จากไป

    4. มาใช้หนี้ชาติก่อนหนหลัง
    เขาเป็นหนี้พ่อแม่ไว้ ไม่ได้ชดใช้คืน

    เมื่อเขาเกิดมาในชาตินี้ จึงต้องทำงาน หาเงิน
    เหน็ดเหนื่อย เพื่อเลี้ยงดูพ่อแม่ แต่ก็อยู่ที่ว่า
    เป็นหนี้พ่อแม่มาก น้อยเพียงใด

    หากเป็นหนี้มาก ก็ต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ เป็นอย่างดี
    หากเป็นหนี้พ่อแม่น้อย ก็เลี้ยงดูตามอัตภาพ

    เหมือนที่เราเคยพบเห็น เลี้ยงพ่อแม่
    ประหนึ่งคนรับใช้ในบ้าน เพราะอะไร เพราะมาใช้หนี้กรรม

    ลูกประเภทนี้ แม้จะเลี้ยงดูพ่อแม่
    แต่ก็หล่อเลี้ยงแค่กาย ไม่หล่อเลี้ยงจิตใจ
    เลี้ยงดูโดยปราศจากความเคารพ และความกตัญญู

    ซึ่งต่างจากบุตรที่เกิดมา เพื่อทดแทนคุณ
    ประเภทนี้ไม่เพียงแต่หล่อเลี้ยงกาย
    ยังหล่อเลี้ยง จิตใจบุพการี ด้วย

    หลักธรรมในข้อนี้ มิใช่เพียงแค่ลูกหลาน
    ยังรวมทั้งญาติพี่น้อง และคนรอบข้าง ทั้งหลาย
    ที่เราได้รู้จัก และเคยได้อยู่ร่วมกันมา หากแต่เป็นเพราะ
    กรรมที่ก่อกันมา หนักหนา หรือ เบาบาง

    หากบุญคุณ ความแค้นหนักหนา
    ก็เกิดมาเป็นสามีภรรยา และลูกหลานพี่น้อง

    หากบุญคุณ และความแค้นเบาบาง
    ก็เกิดมาเป็นญาติสนิทมิตรสหาย

    คุณเดินซื้อของในตลาด อยู่ๆคนแปลกหน้า
    ก็มายิ้มให้คุณและ คุณก็ยิ้มตอบ ล้วนเป็นบุญกรรม แต่ชาติปางก่อน

    แต่ถ้าคุณรู้สึก ขัดหูขัดตา แถมไม่พอใจ ยังถมึงตา
    ใส่ฝ่ายตรงข้ามอีก นี่ก็ล้วนเป็นบุญกรรม แต่ชาติปางก่อน

    เมื่อเข้าใจในกฏแห่งกรรม เหล่านี้
    เราจะได้ไม่ผูกกรรมด้านดำเพิ่ม
    แต่จงผูกกรรมด้านขาวซึ่งเป็นกรรมดีจะดีกว่า

    แล้วจะแก้ไขอย่างไร หากเราและลูกหลาน
    ผูกกรรมที่ ไม่ดีต่อกันมา แต่ปางก่อนแล้ว

    คำตอบก็คือ นำพาลูกหลานเข้าวัด
    หมั่นบำเพ็ญปฏิบัติธรรม ศึกษาพระธรรม

    เมื่อต่างฝ่ายต่างศึกษาธรรม ย่อมแปรกรรมร้าย
    ให้กลายเป็นกรรมดีได้ ย่อมคลายความจองจำ คับแค้น
    ให้สลายคลายลงได้ เช่นนี้ที่เราเรียกว่า

    - พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ -
     
  2. พันวฤทธิ์

    พันวฤทธิ์ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    3,696
    ค่าพลัง:
    +15,837
    "...บุญ... เกิดที่ใจ ใช่ที่รูป
    ใช่ที่ธูป ใช่ที่เทียน ใช่ดอกไม้

    ใช่ที่เงิน มหาศาล ทำทานไป
    ทำบุญแล้ว อวดใครใคร ไม่ได้บุญ

    บุญเกิดจาก ศรัทธา ที่กล้าแกร่ง
    เกิดจากแรง ภาวนา มาเกื้อหนุน

    ทำสมาธิ เกิดปัญญา มาค้ำจุน
    ทานและศีล คือต้นทุน หนุนจิตดี

    รักษากาย วาจาใจ ให้สะอาด
    อย่าให้ขาด ซึ่งศีลห้า พาสุขี

    ทำบุญแล้ว แผ่เมตตา เพิ่มบารมี
    อีกอย่างที่ บุญมากโข อโหสิกรรม"

    ____________________________
     
  3. พันวฤทธิ์

    พันวฤทธิ์ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    3,696
    ค่าพลัง:
    +15,837
    ตำนานหลวงปู่นาค วัดห้วยจรเข้ พระเถราจารย์เมืองพระเจดีย์ใหญ่ หลวงปู่นาคเป็นพระผู้ทรงอภิญญา เก่งกล้าในเรื่องการเดินกสิณ ตามตำนานการสร้างพระปิดตาของหลวงปู่นาค เล่ากันว่า "เมื่อหล่อพระเสร็จแล้ว เวลาจารอักขระยันต์ หลวงปู่นาคท่านจะดำน้ำลงไปจารอักขระใต้น้ำ พอจารเสร็จ แล้วก็ปล่อยให้องค์พระลอยผุดขึ้นเอง โดยให้ลูกศิษย์ที่อยู่บนฝั่งคอยรับ จารทีละองค์ๆจนแล้วเสร็จ "

    (แชร์ๆเผยแผ่กิตติคุณเป็นสังฆบูชา)

    ประวัติหลวงปู่นาค เกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๕๘
    อุปสมบท ณ. วัดพระปฐมเจดีย์ ได้รับนามฉายาว่า “โชติโก”
    มรณภาพในปี พ.ศ. ๒๔๕๓ รวมสิริอายุได้ ๙๕ ปี ๗๔ พรรษา

    หลวงปู่นาค ท่านได้สร้างพระปิดตามหาอุตม์ เนื้อเมฆพัด เมื่อ พ.ศ. 2432 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่หลวงปู่นาคได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ หลวงปู่นาคท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านการสร้างเนื้อ เมฆพัดมาก การผสมเนื้อแร่ต่างๆ การปั้นพิมพ์ และการเทหล่อองค์พระท่านทำด้วยตัวท่านเอง องค์พระที่ท่านหล่อออกมาสวยงาม ไม่มีรอยตะเข็บ ไม่เป็นฟองอากาศ เนื้อพระเป็นสีดำอมเขียว สีดำเงาคล้ายปีกแมลงทับ สวยงามพิสดาร เนื้อพระผิวตึง สมบูรณ์แบบด้านรูปทรง ว่ากันว่า "หลวงปู่นาค" กับ"หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว" มีความสนิทสนมกัน เป็นสหธรรมิกรุ่นน้อง(หลวงปู่นาค มีอายุมากกว่าหลวงปู่บุญ 35 ปี) และมีการแลกเปลี่ยนวิชาซึ่งกันและกันด้วย โดยหลวงปู่บุญขอเรียนวิชาการสร้างเนื้อเมฆพัดไปจากหลวงปู่นาคส่วนหลวงปู่นาค ก็ได้ขอเรียนวิชาอื่นจากหลวงปู่บุญไปเป็นการแลกเปลี่ยน สำหรับหลวงปู่บุญท่านได้ก็สร้างพระเนื้อเมฆพัดขึ้นจำนวนหนึ่ง ซึ่งพระเนื้อเมฆพัดของหลวงปู่บุญที่ท่านสร้างเองลักษณะเนื้อจะเหมือนๆ ของหลวงปู่นาคมากผิดกับเนื้อเมฆพัดพิมพ์กลีบบัว และพิมพ์ปิดตาที่วางตามสนามทั่วๆ ไป ซึ่งเป็นพระที่สั่งทำจากโรงงานมาปลุกเสกทีหลังในการสร้างพระปิดตาของหลวงปู่นาคท่านสร้างหลายครั้งด้วยกัน สร้างไปเรื่อยๆตามแต่จะมีโอกาส พระปิดตาของท่านจึงมีประมาณ 4-5 พิมพ์ นับแล้วพระปิดตาห้วยจระเข้ก็มีอายุร่วมๆ หนึ่งร้อยปีเห็นจะได้เอกลักษณ์ของพระปิดตาห้วยจระเข้นอกจากจะดูพิมพ์เป็นหลักแล้ว พระปิดตาห้วยจระเข้จะต้องมีการลงเหล็กจารทุกองค์ด้วย ในการลงเหล็กจารนั้นมีเรื่องเล่ากันว่าหลวงปู่นาคท่านนำเอาพระปิดตาที่สร้างเสร็จแล้วไปลงเหล็กจารที่ท่าน้ำข้างๆ วัด โดยท่านจะนำลงไปจารอักขระใต้น้ำ เมื่อจารเสร็จแล้วก็จะปล่อยให้พระปิดตาลอยขึ้นมาเหนือน้ำเองโดยมีลูกศิษย์ที่อยู่บนฝั่งคอยเก็บ ถ้าพระปิดตาองค์ไหนลงจารแล้วไม่ลอยน้ำขึ้นมา แสดงว่าพระปิดตาองค์นั้นไม่มีพลังพุทธคุณ อันอาจจะเกิดอักขระวิบัติจากการจารอักขระก็ได้การที่พระเกจิอาจารย์ท่านใดสามารถดำลงไปทำวัตถุมงคลใต้น้ำได้นานๆ แบบนี้ ก็แสดงว่าพระเกจิอาจารย์ท่านนั้น

    สำเร็จวิชากสิณที่สามารถแปลงธาตุน้ำให้เป็นช่องว่างมีอากาศหายใจได้ นอกจากการจารอักขระพระปิดตาใต้น้ำแล้ว หลวงปู่นาคท่านก็มีวิธีการจารอักขระอีกวิธีหนึ่งคือ ท่านจะไปจารที่กลางทุ่งนา หรือในป่าริมคลองที่มีปูอาศัยอยู่มากๆ เมื่อไปถึง และหารูปูเจอแล้ว ท่านก็จะยืนโดยเอาหัวแม่เท้าขวาอุดที่ปากรูปู จากนั้นก็จะกำหนดจิตบริกรรมคาถา และลงเหล็กจารไปพร้อมๆ กัน ขณะนั้นทั่วทั้งทุ่ง และป่าริมคลองนั้นจะเงียบสงัดทันที เสียงนก หรือแมลงร้องจะไม่มีได้ยิน สัตว์ทุกตัวที่อยู่บริเวณนั้นจะหยุดนิ่งชะงักเป็นจังงังกันหมด เมื่อท่านผ่อนคลายกำหนดจิตจากการลงอักขระเสร็จแล้วนั่นแหละ ทุกอย่างจึงจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ก่อนที่จะกลับหลวงปู่นาคท่านจะทำน้ำมนต์รดที่รูปูนั้นเพื่อเป็นการคลายอาคม หากมิเช่นนั้นปูที่อยู่ในรูจะออกมาไม่ได้ หรือถ้าปูอยู่ข้างนอกก็จะกลับลงรูไม่ได้เหมือนกันอักขระที่ท่านใช้คือ "นะคงคา" เป็นตัวหลัก เพราะหลวงปู่นาคสำเร็จ อาโปกสิน วัตถุมงคลที่ท่านปลุกเสกจึงหนักไปทางพลังเย็นเร้นเข้มขลังอย่างเอกอุ จากพิธีกรรมการสร้างอันเข้มขลังนี้เอง จึงทำให้พระปิดตาห้วยจระเข้เป็นจักรพรรดิของพระปิดตาเนื้อเมฆพัดทั้งปวง แต่พระปิดตาห้วยจระเข้ไม่ใช่มีแต่เฉพาะเนื้อเมฆพัดชนิดเดียว แต่ได้มีชนิดที่สร้างด้วย "เนื้อชิน" อีกด้วย ซึ่งพระปิดตาห้วยจระเข้เนื้อชินเป็นแบบ "ชินตะกั่ว" โดย
    หลวงปู่นาค โชติโก วัดห้วยจระเข้ นครปฐม
    หลวงปู่นาคท่านนำเอาแผ่นตะกั่วมาลงอักขระแล้วหลอมเทเป็นพระปิดตา และลงเหล็กจารด้วยกรรมวิธีการเช่นเดียวกับพระปิดตาเนื้อเมฆพัด กล่าวถึงพระปิดตาห้วยจระเข้เนื้อชินตะกั่วนี้ก็มีการสร้างในยุคแรกๆ เป็นพระปิดตาที่หลวงปู่นาคท่านสร้างขึ้นก่อนที่ท่านจะสร้างเนื้อเมฆพัดได้สำเร็จ แต่ในการเล่นหาพระปิดตาห้วยจระเข้เนื้อชินตะกั่วจะถูกกว่าเนื้อเมฆพัด พ.ศ. 2441 หลวงปู่นาค โชติโก ได้ย้ายจากวัดพระปฐมเจดีย์ มาสร้างวัดห้วยจระเข้ เพื่อให้เป็นวัดบริวารขององค์พระปฐมเจดีย์ ตามพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ซึ่งพื้นที่บริเวณนั้นเป็นป่ารก มีสัตว์ป่าชุกชุม ลำห้วยมีจระเข้มาก ริมคลองเจดีย์บูชา อันเป็นคลองประวัติศาสตร์ที่ทรงโปรดฯให้ขุดขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2407 เพื่อเชื่อมต่อกับแม่น้ำนครชัยศรี ให้เป็นเส้นทางเสด็จมานมัสการองค์พระปฐมเจดีย์ทางชลมารค หลวงปู่นาคใช้เวลา 3 ปี จึงสร้างวัดสำเร็จ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา โดย สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ทรงลงพระปรมาภิไธยด้วยพระองค์เอง เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2443 โดยให้ชื่อว่า "วัดห้วยจระเข้"หลวงปู่นาค จัดเป็นพระปรมาจารย์เมืองนครปฐมในสมัยแรก เป็นต้นตำรับพระปิดตาเนื้อเมฆพัด พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อคราวเสด็จประพาสพักแรม ณ พระราชวังสนามจันทร์ จะต้องเสด็จแวะกราบนมัสการหลวงปู่นาคเป็นประจำ และหลวงปู่นาคได้มอบพระปิดตาทั้งสองพระองค์

    ไว้บูชาคู่พระวรกายด้วยหลวงปู่นาค โชติโก ได้เป็นผู้สร้างวัดห้วยจระเข้ ร่วมกับประชาชน ปกครองวัดมานาน 11 ปี ถึงกาลละสังขารเมื่อปี พ.ศ. 2453 ด้วยโรคชรา รวมอายุได้ 95 ปี 74 พรรษา ก่อนที่หลวงปู่นาคท่านจะมรณภาพ ก็ได้ถ่ายทอดวิชาการสร้างพระปิดตาให้กับ "หลวงปู่ศุข" ลูกศิษย์ซึ่งต่อมาหลวงปู่ศุขท่านก็ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดห้วยจระเข้ ต่อจากหลวงปู่นาค หลวงปู่ศุขท่านนี้ก็เป็นพระเกจิอาจารย์ของเมืองนครปฐมที่มีชื่อเสียงรุ่นราวคราวเดียวกับ "หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง" และ "หลวงพ่อน้อย วัดธรรมศาลา" ที่มีคนนับถือมากเช่นกัน หลวงปู่ศุขท่านสร้างพระปิดตาเนื้อเมฆพัดพิมพ์แบบเดียวกับหลวงปู่นาคทุกอย่าง เพียงแต่ท่านไม่ได้ลงเหล็กจารเพื่อให้มีความแตกต่างไม่เป็นการวัดรอยอาจารย์
     
  4. nathaphat

    nathaphat เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 สิงหาคม 2007
    โพสต์:
    182
    ค่าพลัง:
    +750
    รวมทำบุญกับทุนนิธิฯ 200 บาท และขออนุโมทนาบุญกับทุกๆท่านด้วยครับ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  5. นายสติ

    นายสติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 มีนาคม 2007
    โพสต์:
    863
    ค่าพลัง:
    +4,105
    สรุปรายชื่อทำบุญ เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564_Page_1.png สรุปรายชื่อทำบุญ เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564_Page_2.png
     
  6. พันวฤทธิ์

    พันวฤทธิ์ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    3,696
    ค่าพลัง:
    +15,837
    ได้โอนเงินบริจาคไปเรียบร้อยหมดแล้วครับ ขออนุโมทนาบุญกับทุกท่านที่ได้ร่วมบริจาคผ่านบัญชีของทุนนิธิมาด้วยครับ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  7. พันวฤทธิ์

    พันวฤทธิ์ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    3,696
    ค่าพลัง:
    +15,837
    #เคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์_ของหลวงพ่อเดิม

    อาตมา(หลวงพ่อจรัญ)ได้เรียนถามหลวงพ่อเดิมต่อไปถึงเรื่องมนตรามหาเสน่ห์ ที่ได้จดจากหลวงพ่อเดิมไปหลายบทด้วยกันว่า

    “หลวงพ่อครับ เอาบทที่ว่าแน่ ๆ เสกแล้วผู้หญิงรักสักบทเถอะ มากนักผมว่าไม่ค่อยจะดี”

    เทพเจ้าแห่งวัดหนองโพหันมาหัวเราะหึ ๆ ก่อนจะกล่าวตอบต่อไปว่า

    “ต้องการอย่างนั้นจริง ๆ นะ ไม่กลับคำนะ สัจจังเว อมตฺตา วาจา นะ”

    “แน่นอนครับ ผมสึกออกไปอยากได้เมียสวย ๆ สักคน ต้องเสกคาถากันหน่อยละครับ”

    “เอาฟังให้ดี ๆ นะแล้วจำเอาไว้ก็แล้วกัน พูดจริง ทำจริง ทุกสิ่งผู้หญิงดีรัก พูดไม่จริง ทำไม่จริง ทุกสิ่งผู้หญิงเลวรัก ผู้หญิงมีหลายอย่างนะ ผู้หญิง ผู้หยังแม่กระชังก้นรั่ว มาเที่ยวเลาะขอบรั้วหาดีไม่ได้ ผู้ชายก็ชายกระเบน ไม่เอาไหนก็เลยไปกันใหญ่”

    เมื่อท่องหนักเข้า อาตมาก็สงสัยขึ้นมาว่า คาถานี้ใช้อย่างไรดี

    วันหนึ่งเห็นหลวงพ่อเดิมกำลังเป่าหัวศิษย์ เสียงว่า “เพี้ยง...ดี” ไม่เห็นท่านท่องคาถาสักบท

    อาตมาก็จำเอาไว้ เอาล่ะเป็นไงเป็นกัน ให้คาถาเรามาท่องยืดยาว แต่พอถึงคราวท่านเองกลับไม่ท่อง ใช้ลมปากเป่าเพี้ยง ๆ

    พอตกกลางคืนไปนวดให้ท่าน อาตมาก็เลยตัดพ้อต่อว่าหลวงพ่อเดิมท่านว่า

    “หลวงพ่อให้คาถากระผมไปท่องตั้งมากมาย ผมก็ท่อง กะว่าจะดีให้ได้ แต่พอเห็นหลวงพ่อเป่า เพี้ยง ดี เพี้ยง ดี ให้คนอื่น หลวงพ่อไม่เห็นท่องคาถาอะไรเลย จับหัวมาได้ก็เป่าเพี้ยง ดี เพียง ดี อย่างนี้ผมก็ท่องเสียเวลาเปล่า”

    หลวงพ่อเดิมท่านก็เลยไขความลับให้อาตมาฟัง ทำให้อาตมาได้หูตาสว่างกันตอนนั้นเอง ท่านบอกอย่างนี้

    “คาถาน่ะไม่ขลังหรอก เขาเอาไว้ท่องเอาไว้เป็นองค์ภาวนา เพื่อให้จิตเป็นหนึ่งต่างหาก เหมือนเราจะเดินข้ามแม่น้ำที่ไหลเชี่ยว เปรียบเหมือนกำลังจิตที่ไม่เป็นระเบียบ ไม่เป็นอำนาจอันมหาศาล ต้องอาศัยการภาวนาคาถา เพื่อให้จิตเป็นหนึ่ง

    ใช้คาถานั่นแหละเป็นองค์ภาวนาต่างสะพานข้ามฟากไป พอจิตข้ามฟากไปถึงจุดหมายปลายทาง คือเป็นหนึ่งเป็นพลังมหาศาลแล้วก็รื้อสะพาน คือคาถาที่ภาวนาทิ้งไป จิตเป็นหนึ่งเป็นพลังมหาศาล แล้วเขาเรียกว่า "จิตตานุภาพ"

    ฉันจึงไม่ต้องท่องคาถา แต่ใช้เจริญจิตให้เป็นหนึ่งแล้วเป่าลมปราณ อธิษฐานให้เขาสมหวังว่า เพี้ยง ดี เพี้ยง ดี เข้าใจหรือยังล่ะ ไปท่องต่อไป ท่องให้จิตมันข้ามฟากให้ได้”

    อาตมาก็ถามว่า ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น หลวงพ่อเดิมท่านก็อธิบายให้อาตมาฟังต่อไปว่า

    “ตอนแรกก็ยกระดับจิตขั้นประถมก่อน แล้วภาวนาขึ้นไปถึงชั้นมัธยม แล้วก็เจริญให้เป็นเอกัคคตา มันเป็นการเจริญภาวนา เจริญจิตให้เป็นเอกัคคตา

    เมื่อจิตบริสุทธิ์ ปราศจากกิเลสทั้งหยาบและละเอียดแล้ว จะต้องการอะไรก็ได้ทุกประการ คิดเงินก็ได้เงิน คิดทองก็ได้ทอง

    แต่หลวงพ่อคิดแต่เมตตาให้เขาได้พ้นเคราะห์ ให้เขารวย ให้เขาดี เป่าไปเขาจึงได้ตามที่หลวงพ่อให้ไป”

    และท่านบอกว่า “คุณท่องต่อไปเถอะ ทำให้จิตเป็นเอกัคคตาให้ได้ แล้วก็จะรู้เองว่า เพี้ยง ดี ของหลวงพ่อเป็นอย่างไร”

    อาตมานวดหลวงพ่อเดิมทุกคืน ตลอดเวลาหกเดือนที่อยู่กับท่าน มันเป็นเรื่องน่าแปลก ไม่มีพระสักองค์ที่มานวดท่าน มาขอของดีจากท่านเหมือนอาตมา ใกล้เกลือกินด่างกันหมด

    อาตมาจึงว่า แม้อาตมาจะอยู่กับหลวงพ่อเดิมไม่นาน แต่อาตมาได้ของดีจากหลวงพ่อเดิมมาพอสมควร คิดถึงเดี๋ยวนี้แล้วก็เสียดายว่า เราหนอเรา ทำไมไม่รู้จักหลวงพ่อเดิมก่อนหน้านี้นาน ๆ เสียดายเหลือเกิน

    *******************************************
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  8. พันวฤทธิ์

    พันวฤทธิ์ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    3,696
    ค่าพลัง:
    +15,837
    .....อิมินาสักกาเรนะ...
    ข้าขอกราบสักการะบูชา
    อันพระบิดรมารดา ผู้ข้าน้อมระลึกถึงคุณ
    ท่านมีเมตตาและการุณ
    อุปการะคุณต่อบุตรธิดา
    ได้ให้กำเนิดลูกมามา ทั้งการศึกษาและอบรม
    ถึงแม้ลำบากขื่นขม ทุกข์ระทมสักเพียงไร
    ท่านไม่เคยหวั่นไหว ต่อสิ่งใดที่ได้เลี้ยงมา
    พระคุณท่านล้นฟ้า ยิ่งกว่าธาราและแผ่นดิน
    ลูกขอบูชาเป็นอาจิณ ตราบจนสิ้นดวงชีวา
    ขอปวงเทพไท้จงรักษา
    พระบิดรมารดาของข้าด้วยเทอญ...สาธุ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  9. พันวฤทธิ์

    พันวฤทธิ์ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    3,696
    ค่าพลัง:
    +15,837
    พระพุทธชินราช ตั้งแต่ข้าพเจ้าได้เห็นพระพุทธมานักแล้ว ไม่เคยรู้สึกว่าดูปลื้มใจจำเริญตาเท่าพระพุทธชินราชเลย...ถ้าพระพุทธชินราชยังคงอยู่ที่เมืองพิษณุโลกตราบใด เมืองพิษณุโลกจะเป็นเมืองที่ควรไปเที่ยวอยู่ตราบนั้น ถึงในเมืองพิษณุโลกจะไม่มีชิ้นอะไรเหลืออีกเลย ขอให้มีแต่พระพุทธชินราชเหลืออยู่แล้ว ยังคงจะอวดได้อยู่แล้ว ยังคงจะอวดได้อยู่เสมอว่ามีของควรดูควรชมอย่างยิ่งอย่างหนึ่งในเมืองเหนือหรือจะว่าในเมืองไทยทั้งหมดก็ว่าได้
    พระราชดำรัส สรรเสริญพระพุทธชินราช • พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖.
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  10. THANARATH 2010

    THANARATH 2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    617
    ค่าพลัง:
    +1,673
    ผมขอร่วมบุญฝากกระแสกับ "ศ. ทุนนิธิสงเคราะห์สงฆ์อาพาธ อ.ประถม อาจสาคร" เพื่อบริจาคเงินบำรุงโรงพยาบาลสงฆ์และโรงพยาบาลอื่นๆ เพื่อประโยชน์ในการรักษาพยาบาลภิกษุสงฆ์หรือสามเณรอาพาธ (20-03-21 โอน 300 บ.) อนุโมทนา สาธุ ครับ
     
  11. พันวฤทธิ์

    พันวฤทธิ์ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    3,696
    ค่าพลัง:
    +15,837
    ขออนุญาตแจ้งสมาชิกในกระทู้บริจาคเพื่อพระสงฆ์อาพาธได้ทราบนิดนึงครับ เนื่องจากทาง รพ.แม่สอด จ.ตาก ได้นำเงินบริจาคของทุนนิธิไปรวมกับเงินบริจาคอื่นๆ ที่ทาง รพ.มีเป็นจำนวนมากอยู่แล้วโดยจากการสอบถามของผมไปยังพยาบาลที่ดูแลการรักษาของสงฆ์อาพาธ ได้รับการยืนยันว่าทาง ward สงฆ์อาพาธ ไม่ได้มีการเบิกเงินมาใช้แต่อย่างใดมาเป็นเวลานานแล้ว ผมจึงได้ปรึกษากับคณะกรรมการท่านอื่นที่จะขอเปลี่ยนการบริจาคจาก รพ.แม่สอด ไปยัง รพ.เชียงแสน จ.เชียงราย ตามที่ได้มีการร้องขอมาจากพยาบาล ward สงฆ์อาพาธ ของ รพ.เชียงแสน ตั้งแต่เดือนนี้เป็นต้นไปครับ

    จึงแจ้งมาเพื่อทราบ


    ประมาณการ การบริจาคประจำเดือน มีค.64 ของ รพ.ภูมิภาคทั้ง 8 แห่ง ดังนี้


    - รพ.เชียงแสน จ.เชียงราย 4,000.-*
    - รพ.สมเด็จพระยุพราชปัว จ.น่าน 4,000.-
    - รพ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน 6,000.-
    - รพ.สมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย จ.เลย 6,000.-
    - รพ.มหาราช จ.เชียงใหม่ 4,000.-
    - รพ.ศรีนครินทร์ จ.ขอนแก่น 5,000
    - รพ.50 พรรษาฯ จ.อุบล 4,000.-
    - รพ.ปัตตานี จ.ปัตตานี 4,000.-

    รวม 37,000.-

    *แก้ไขจาก รพ.แม่สอด จ.ตาก

    พันวฤทธิ์
    31/3/64


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  12. พันวฤทธิ์

    พันวฤทธิ์ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    3,696
    ค่าพลัง:
    +15,837
    "กงเกวียนกำเกวียน"

    สายของวันหนึ่งมีผู้หญิงที่ท่านไม่เคยรู้จักมาหา มือหนึ่งหิ้วปิ่นโต อีกมือหิ้วกระเช้าผลไม้ เดินขึ้นบันไดมา แล้ววางของ ก้มลงกราบอย่างนอบน้อม

    ท่านสังเกตมาตั้งแต่ต้น ผู้หญิงคนนี้อายุประมาณ 30 แล้ว แต่ยังสวยผ่องแผ้วมาก ท่านจึงถามว่า

    "คุณเคยรู้จักอาตมาไหม?"

    "ไม่เคยเจ้าค่ะ"

    "คุณมาได้อย่างไร? มีธุระอะไร
    กับอาตมาหรือ?"

    "มีคนเขาบอกว่า ท่านอาจารย์มีของดี
    จึงอยากมาขอของดีเจ้าค่ะ"

    "ใครเป็นคนบอกล่ะคุณโยม"

    เมื่อสตรีผู้นั้น บอกชื่อคนบอก
    ท่านก็พูดยิ้มๆว่า

    "อ้าว......ใครเป็นคนบอก ก็ไปขอ
    คนนั้นซิ อาตมาไม่มีของดีอะไร"

    เธอไม่ตอบ สาละวนอยู่กับการจัดข้าวของถวาย เมื่อจัดเสร็จ ก็เตรียมถวาย ท่านอาจารย์ประยุทธ จึงยกมือห้ามว่า

    "ช้าก่อน อาตมามีกิจนิมนต์จะต้องไป"

    เธอท้วงว่า

    "ดิฉันยังไม่ได้ของดีเลยค่ะ"

    ท่านลุกขึ้นยืน จัดการห่มจีวร
    พร้อมกับบอกว่า

    "คุณโยมเอาศีลข้อ3 ไปรักษาให้บริสุทธิ์ ผุดผ่องเสียก่อน แล้วอาตมาจะให้ของดี"

    พูดแล้ว ท่านก็เดินลงกุฏิออกนอกวัด ท่านเดินไปเรื่อยๆ จนบ่ายมาก จึงย้อนกลับเข้าวัด เป็นอันว่าไม่ได้ฉันเพล!

    สตรีผู้ต้องการของดีขอขนของถวาย กลับบ้านไปแล้ว ตกเย็นก็มีโยมอีกท่านหนึ่งมา ซึ่งรู้จักกับท่านเป็นอย่างดี มาถามว่า "เมื่อเช้ามีคนเอาของมาถวาย ขอของดีอะไรท่าน?"

    ท่านพระอาจารย์ประยุทธตอบว่า

    "อาตมาไม่ได้ให้ของดีอะไร เพียงแต่
    ให้เขาเอาศีลข้อ 3 ไปรักษา"

    "ทำไมท่านจึงไปว่าเขาถึงเพียงนั้น"

    "ก็จริงไม่ใช่หรือ? แย่งผัวเขา ทำให้เมียหลวงต้องไปตกทุกข์ได้ยาก พอผัวไปมีเมียน้อยเข้าอีก ก็หาทางป้องกัน ทำไมไม่คิดว่า ตัวเองก็เคยทำกับเมียหลวงมา ตกนรกก่อนตายอย่างนี้ จะเอาของดีที่ไหนมาช่วย?"

    "ทำไมท่านจึงรู้ว่า หญิงคนนั้นแย่งผัวเขา?"

    "อาตมาเห็น เหมือนเอาสไลด์มาฉายให้ดู เวลานี้ ผัวก็ไปมีเมียน้อยอีกสองคน แย่งเขามาแล้ว ก็รักษาไว้ไม่ได้ มันกงเกวียนกำเกวียน"


    จากขุนโจรสู่การเป็นศิษย์หลวงปู่ตื้อและบรรลุพระอรหันต์
    พระอาจารย์ประยุทธ ธัมมยุตโต วัดป่าผาลาด อ.เมือง จ.กาญจนบุรี
     
  13. พันวฤทธิ์

    พันวฤทธิ์ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    3,696
    ค่าพลัง:
    +15,837
    'ท่านนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ'เล่าเรื่อง'พระอาจารย์นำ ชินวโร เกจิแห่งวัดดอนศาลากับอัศจรรย์ในพิธีปลุกเสกน้ำมนต์

    ผมอยู่ใกล้วัดดอนศาลา และ วัดเขาอ้อ อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ถ้าจะไม่กล่าวถึงพระอาจารย์นำ ชินวโร เกจิอาจารย์ แห่งวัดดอนศาลา เสียเลยก็ดูจะเกินไป เรื่องที่จะเล่า ก็ได้มาจากคำบอกเล่าของผู้อยู่ในเหตุการณ์ และผู้อยู่ในเหตุการณ์ที่นำมาเล่าก็ยังมีชีวิตอยู่ ผมเพียงนำมาเล่าต่อ ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็ขอให้อยู่ในวิจารณญาณของแต่ละคน เพียงแต่จะเล่าไว้ให้คนรุ่นหลังได้ผ่านสายตา

    ครั้งหนึ่ง มีผู้นิมนต์พระอาจารย์นำ ชินวโร แห่งวัดดอนศาลา จ.พัทลุง ไปทำพิธีเปิดป้ายแห่งหนึ่งในกทม. ในพิธีนั้นมีพระองค์เจ้าภานุพันธ์ยุคล ประทับอยู่ในงานด้วย ผู้ที่ไปกับพระอาจารย์นำ เล่าให้ฟังว่า ขณะที่พระอาจารย์นำกำลังทำพิธีปลุกเสกน้ำมนต์อยู่นั้น ได้มีฝูงผึ้งบินมาเกาะที่ป้าย และเหรียญที่วางหน้าหม้อน้ำมนต์สั่นหมุนเป็นวงกลม หลังทำพิธีเสกน้ำมนต์ฝูงผึ้งก็บินไปหมด พระองค์เจ้าภานุพันธ์ยุคล ทอดพระเนตรเห็นด้วยความอัศจรรย์ แต่ก็ไม่ได้เชื่อ เก็บความสงสัยไว้ หลังพิธี พระองค์เจ้าฯ ก็เข้าไปนมัสการถามว่า เมื่อสักครู่ ตอนพระคุณเจ้าทำพิธี เห็นเหรียญสั่นและหมุนเป็นวงกลม และมีฝูงผึ้งบินมาเกาะที่ป้าย เป็นเหตุบังเอิญหรือเป็นเพราะอภินิหาริย์ของหลวงพ่อกันแน่ หลวงพ่อลองทำให้ดูอีกหน่อยได้หรือไม่ พระอาจารย์นำตอบว่า ได้ หลังเปิดป้ายเสร็จ พระอาจารย์นำ ก็นำเหรียญมาวางและบริกรรมอีกครั้งหนึ่ง การณ์ก็เป็นเหมือนดั่งที่ผ่านมา เหรียญสั่นและหมุนด้วยการบริกรรมคาถาของพระอาจารย์นำ พระองค์เจ้าภานุพันธ์ เห็นเป็นอัศจรรย์ ก็ฝากตัวเป็นลูกศิษย์พระอาจารย์นำ วชิโร นับแต่วันนั้น เหตุการณ์หลังจากนั้นผมจะข้ามไป ขอเล่าต่อถึงตอนที่ว่า หลังจากนั้น ประมาณ 7 วัน ก็มีพระกระแสรับสั่งให้พระอาจารย์นำ เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน มีรายละเอียดจากเรื่องเล่าของผู้อยู่ในเหตุการณ์ในตอนนั้น แต่มิบังควรที่จะนำมาเล่าด้วยประการทั้งปวง เอาแค่นี้ก็คงจะพอ พระอาจารย์นำ เข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 รวม 3 ครั้ง ผมเล่าเรื่องนี้ เพราะไม่อยากให้ตำนานของวัดดอนศาลา และ วัดเขาอ้อ ขาดหายไปตามกาลเวลา มีเวลาผมค่อยเขียนให้อ่านในตอนต่อไป..

    ขอขอบคุณข้อมูลจาก..
    Facebook ท่านนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ
     
  14. พันวฤทธิ์

    พันวฤทธิ์ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    3,696
    ค่าพลัง:
    +15,837
    ทำบุญให้ได้บุญ
    การทำบุญเป็นสิ่งประเสริฐ
    ที่กูอยากให้ทุกคนได้ทำกัน!

    ตลอดชีวิตของกูได้ทำบุญบริจาคเงินทอง
    ให้กับสังคมส่วนรวม
    รวมทั้งกลุ่มคนที่ยากจนไม่มีจะกิน
    กูก็ได้ทำบุญให้เงินไปสร้างอาชีพสร้าง
    รายได้ เงินที่ญาติโยมทำบุญให้มา
    กูไม่เคยคิดจะเก็บไว้เป็นสมบัติของกูเลย
    สักครั้งเดียว ลำพังมีข้าวให้ฉัน ๒ มื้อ
    ก็เพียงพอแล้ว

    กูอยากบอกว่า...

    อย่าไปคิดว่าทำบุญแล้วต้องได้บุญเสมอไป
    เพียงทำบุญแล้วทำให้จิตใจคนเราสะอาด
    ปราศจากศัตรูไม่คิดร้ายกับใครทั้งสิ้นแบบนี้
    ถือว่าได้บุญเป็นทวีคูณ และการทำบุญให้จิตใจ
    ปกติสุขได้ ต้องอยู่ที่เจตนาบริสุทธิ์...

    โอวาทธรรมพระเทพวิทยาคม
    (หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ)
     
  15. นายสติ

    นายสติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 มีนาคม 2007
    โพสต์:
    863
    ค่าพลัง:
    +4,105
    สรุปรายชื่อทำบุญ เดือน มีนาคม พ.ศ. 2564_Page_1.png สรุปรายชื่อทำบุญ เดือน มีนาคม พ.ศ. 2564_Page_2.png
     
  16. พันวฤทธิ์

    พันวฤทธิ์ เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    3,696
    ค่าพลัง:
    +15,837
    #ความสัมพันธ์ระหว่างหลวงปู่ทิมกับหลวงพ่อกวย

    พระอาจารย์ตั้ว ได้เล่าให้ฟังว่า ประมาณปี พ.ศ.๒๕๑๗

    หลวงพ่อกวยได้สั่งให้อาจารย์ตั้วเดินทาง "ไปขอผงจาก "หลวงพี่" ให้กูหน่อย"

    ซึ่งอาจารย์ตั้วก็ไม่เคยไป ถือหนังสือโน้ตข้อความสั้นๆ บอกชื่อวัด ตำบล จากหลวงพ่อ เดินทางต่อรถแล้วต่อรถอีก จากสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท กว่าจะถึงวัดชื่อ วัดละหารไร่ จังหวัดระยองนี้ ยากนักหนา ใช้เวลาสองวัน

    เมื่อได้พบกับหลวงปู่ทิมวัดละหารไร่ ท่านได้สอบถามถึงกิจที่มาหาท่าน อาจารย์ตั้วกราบเรียนตอบว่า หลวงพ่อกวย ให้มาขอผงไปสร้างพระ

    หลวงปู่ทิมท่านก็เมตตาเสียใจหาย เดินไปตักผงใส่ซองมาให้ในทันที

    อาจารย์ตั้วหน้าเจื่อน เดินทางมาข้ามวันข้ามคืน "รู้มั้ยให้ผงมาเท่าไหร่" "ช้อนเดียว" (เน้นเสียงยาว) จะอยู่นานก็ไม่ได้ ใจก็ไม่อยากอยู่แล้ว หลวงปู่หวงผง

    พอกลับถึงวัดบ้านแคก็รีบไปรายงานหลวงพ่อกวย เชิงตัดพ้อว่าไปตั้งไกล ให้ผงมาได้ แค่ "ช้อนเดียว"
    หลวงพ่อกวยท่านก็ตอบแบบที่เด็กยังไม่เข้าใจ "แค่นั้นก็บุญหัวแล้ว" แล้วรับผงไปจัดการของท่าน

    อาจารย์ตั้วไม่ได้ถามหลวงปู่ทิมท่านว่าเป็นผงอะไร แต่อาจารย์ตั้วและพวกเราใครก็ตอบได้ ว่านั่นคือ "ผงที่ใช้ผสมสร้างพระพรายกุมาร" แบบหัวเชื้อเพียวๆ นั่นเอง

    สรุปว่า พระของหลวงพ่อกวย ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๑๗ ลงมา มีผงหลวงปู่ทิมผสมอยู่ด้วย

    อ้างอิง จากเพจ ผงพุทธคุณ
    (ขออนุญาตเจ้าของภาพและข้อมูลครับ)
     

แชร์หน้านี้

Loading...