ขันธ์ 5

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย oatthidet, 20 มกราคม 2011.

  1. oatthidet

    oatthidet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กุมภาพันธ์ 2010
    โพสต์:
    3,498
    ค่าพลัง:
    +1,876
    ขันธ์ 5
    สิ่งที่ผมจะกล่าวต่อไปนี้เกี่ยวกับ “ขันธ์ 5” ซึ่งผมจะขอแบ่งแยกเป็นส่วนๆในการกล่าว

    รูปขันธ์ สิ่งที่ก่อให้เกิดรูปขันธ์นั้นมาจากรูปภายนอกกระทบกับอายตนะจนเกิดเป็นความรู้สึกขึ้นมา ความรู้สึกนี้ชี้ให้เห็นคำว่า”กิเลส”

    เวทนาขันธ์ สิ่งที่ก่อให้เกิดเวทนาขันธ์นั้นมาจากความรู้สึกที่เกิดขึ้น ด้วยจิตทำงานในการเข้าไปจับความรู้สึก ก่อให้เกิดเป็นอารมณ์ ซึ่งอารมณ์นี้มีอยู่สองนัยยะ คือ สุขและทุกข์ หากอารมณ์ที่เป็นความสุขก็จะมีความชื่นชอบยินดี แต่หากอารมณ์ที่เป็นความทุกข์ก็จะมีความไม่พออกพอใจยินร้าย อารมณ์นี้ชี้ให้เห็นคำว่า”ตัณหา”

    สัญญาขันธ์ สิ่งที่ก่อให้เกิดสัญญาขันธ์นั้นมาจากอารมณ์ที่เกิดขึ้น เพราะเราจะจดจำอารมณ์ที่เกิดขึ้นและมีความปราถนาในอารมณ์นั้นๆเป็นนิตย์ ยึดติดในสิ่งนั้นๆอยู่สม่ำเสมอ แม้ว่าสิ่งที่กระทำนั้นเป็นสิ่งที่ผิด และไม่ว่าใครจะมาบอกมาเตือนอย่างไรก็ไม่เชื่อไม่ฟัง ยังก่อให้เกิดอารมณ์ที่ไม่พออกพอใจเสียด้วย ความยึดติดนี้ชี้ให้เห็นคำว่า”อุปทาน”

    เมื่อสามสิ่งนี้ประชุมกันเมื่อไหร่ก็จะก่อให้เกิดความเคยชินในลักษณะที่เป็นไปในการใช้ชีวิต จนเป็นปกติวิสัยและไม่สามารถรับรู้ หรือ เข้าใจในสิ่งที่กระทำอยู่เนืองๆ และ พยายามที่จะเข้าใจในความคิดของตัวเองว่าเป็นสิ่งที่ถูกอยู่สม่ำเสมอ ด้วยการถือตัวถือตน ไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไรก็แล้วแต่ก็จะยกตัวเองขึ้นมาเปรียบเทียบทันที ตัวอย่างเช่น หากเป็นฉันนะจะต้องอย่างนั้นอย่างนี้ ตามความคิดที่จะปรุงแต่งได้ สิ่งเหล่านี้ชี้ให้เห็นคำว่า”อาสวะ”

    สังขารขันธ์ ในความเข้าใจคำว่าสังขารขันธ์คงหมายถึงร่างกาย ซึ่งร่างกายเป็นแต่เพียงสิ่งที่จะก่อให้เกิดเป็นการกระทำ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ด้วยร่างกาย เช่น การพูดในสิ่งต่างๆ และ การกระทำโดยการปฎิบัติ ไม่ว่าจะกินข้าว ดื่มน้ำ ชำระร่างกาย ขับถ่ายของเสีย จนถึงการทำงานในชีวิตประจำวัน และ อีกหลายๆอย่าง ทุกสิ่งทุกอย่างนี้ก็ด้วยร่างกายเท่านั้นที่เป็นสิ่งกระทำทั้งสิ้น

    วิญญาณขันธ์ ในความเข้าใจคำว่าวิญญาณขันธ์คงหมายถึงใจ ซึ่งใจเป็นแต่เพียงสิ่งที่ก่อให้เกิดความนึกคิดในสิ่งต่างๆ และ สิ่งที่นำความนึกคิดนั้นเป็นด้วย”บาปและบุญ” บาปและบุญส่งผลในด้านความนึกคิด ไม่ว่าจะความนึกคิดของตัวเราเอง หรือ ความนึกคิดของผู้อื่นที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเราโดยตรง และความนึกคิดนี้เองที่เราเข้าใจว่าถูกต้องเป็นที่สุด คนทุกคนหากนึกคิดสิ่งใดได้ก็จะเชื่อถือในสิ่งๆนั้น ไม่ว่าใครจะบอกจะเตือนเราอย่างไรเราก็ไม่เชื่อ ด้วยเหตุนั้นผลนั้นก็มาจากอาสวะ อาสวะบดบังความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่เป็นจริงที่เกิดขึ้นมาให้เราได้สัมผัส เมื่ออาสวะบดบังเราอยู่บาปและบุญก็ส่งผลทางความนึกคิดเราจึงกระทำไปเช่นนั้น จนเกิดผลเราจึงจะรู้ว่าถูก หรือ ผิด แต่ก็ไม่อาจจะไปแก้ไขอะไรได้ ได้แต่รับผลแห่งการกระทำนั้นๆ

    ขอให้เจริญในธรรมครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 20 มกราคม 2011
  2. ขันธ์

    ขันธ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 ตุลาคม 2006
    โพสต์:
    7,917
    ค่าพลัง:
    +9,182
    ยังไม่ถูก สรุปผิดหลายข้อ
     
  3. oatthidet

    oatthidet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กุมภาพันธ์ 2010
    โพสต์:
    3,498
    ค่าพลัง:
    +1,876
    กรุณาชี้ให้เห็นถึงข้อที่ผิดด้วยครับ ผมจะได้นำมาทำความเข้าใจให้ลึกซึ้งยิ่งๆขึ้นไปครับ

    ขอให้เจริญในธรรมครับ
     
  4. dangcarry

    dangcarry เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 กันยายน 2005
    โพสต์:
    1,396
    ค่าพลัง:
    +4,310
    ขออนุญาติอธิบาย ตามนี้ไม่รู้จะชัดเจนไหม
    ตัวกรรมเป็นตัวก่อรูปให้เป็นไปของรูปที่แตกต่าง สมบูรณ์ หรือมีข้อด้อยในรูปต่างๆ
    จิตเป็นตัวอาศัยในรูป ต้องอาศัยสติสัมปชัญญะเป็นตัวควบคุมจิตเพื่อระงับการกระทำของกิเลส จิตกับขันธ์5ไม่ใช่ตัวเดียวกัน
    การกระทบกันของอายตนะภายใน6ภายนอก6 กระทบกันจึงเกิด วิญญาณ เป็นตัวรับรู้ การกระทบ ของจิตกัปรูป ทำให้เกิการรับรู้ สุข ทุกข์ (เวทนา)แต่ถ้ารูปดับ อาการของวิณญาณจะดับไปด้วย เป็นการอาศัยกันระหว่าง รูป กับจิต

    สัญญา เป็นตัวจดจำ บันทึก ส่งต่อไปที่สังขาร เป็นตัวแต่งเติม
    ผิดถูกยังไง ฟังท่านอื่นอธิบายต่อค่ะ
     
  5. อวตาร.

    อวตาร. เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ธันวาคม 2009
    โพสต์:
    411
    ค่าพลัง:
    +633
    ขันธ์ ๕ ความเกิดและความดับขันธ์ ๕

    ปัญหา ขันธ์ ๕ เหตุให้เกิดขันธ์ ๕ ความดับขันธ์ ๕ และทางปฏิบัติเพื่อดับขันธ์ ๕ คืออะไร ?

    พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็รูปคืออะไร คือ มหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ นี้เรียกว่ารูป ความเกิดขึ้นแห่งรูปก่อนมี เพราะความเกิดขึ้นแห่งอาหาร อริยมรรคประกอบด้วยองค์แปด.... เป็นปฏิปทา อันให้ถึงความดับแห่งรูป...
    “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เวทนาคืออะไร เวทนา ๖ หมวดนี้ คือ เวทนา เกิดแต่จักษุสัมผัส (ตากระทบกับรูป) โสตสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส นี้เรียกว่าเวทนา ความเกิดขึ้นแห่งเวทนาย่อมมีเพราะเกิดแห่งผัสสะ ความดับแห่งเวทนาย่อมมีเพราะความดับแห่งผัสสะ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ.... เป็นปฏิปทา ให้ถึงความดับแห่งเวทนา
    “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัญญาคืออะไร สัญญา ๖ หมวดนี้ คือ ความจำหมายในรูป ความจำหมายในเสียง ความจำหมายในกลิ่น ความจำหมายในรส ความจำหมายในโผฏฐัพพะ ความจำหมายในธรรมารมณ์.... นี้เรียกว่าสัญญา ความเกิดขึ้นแห่งสัญญาย่อมมีเพราะความเกิดขึ้นแห่งผัสสะ ความดับแห่งสัญญาย่อมมี เพราะความดับแห่งผัสสะ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ.... เป็นปฏิปทา ให้ถึงความดับแห่งสัญญา
    “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สังขารคืออะไร เจตนา ๖ หมวดนี้ คือ สัญเจตนา (ความจงใจมุ่งหวังอย่างแรง) ในรูป สัญเจตนาในเสียง สัญเจตนาในกลิ่น สัญเจตนาในรส สัญเจตนาในโผฏฐัพพะ สัญเจตนาในธรรมารมณ์.... นี้เรียกว่าสังขาร ความเกิดขึ้นแห่งสังขาร ย่อมมีเพราะความเกิดขึ้นแห่งผัสสะ ความดับแห่งสังขาร ย่อมมีเพราะความดับแห่งผัสสะ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ.... เป็นปฏิปทา ให้ถึงความดับแห่งสังขาร
    “.....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็วิญญาณคืออะไร วิญญาณ ๖ หมวดนี้ คือ ความรับรู้อารมณ์ทางตา...ทางหู...ทางจมูก...ทางลิ้น..ทางกาย...ทางมโน...นี้เรียกว่าวิญญาณ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ ย่อมมีเพราะความเกิดขึ้นแห่งนามรูป ความดับแห่งวิญญาณ ย่อมมีเพราะความดับแห่งนามรูป อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ.... เป็นปฏิปทา ให้ถึงความดับแห่งวิญญาณ”

    ปริวัฏฏสูตร ขันธ. สํ. (๑๑๒-๑๑๗)
    ตบ. ๑๗ : ๗๒-๗๖ ตท. ๑๗ : ๖๓-๖๖
    ตอ. K.S. ๓ : ๕๐-๕๔
     
  6. วิมุตติ

    วิมุตติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 ตุลาคม 2007
    โพสต์:
    2,355
    ค่าพลัง:
    +2,169
    การที่เรายังไม่แตกฉานในอรรถและธรรม ก็มิควรด้นเดา สรุปอะไรต่อมิอะไรออกมาให้เกิดความเข้าใจที่สับสน

    ความรู้ที่ยังคลุมเครืออยู่ แต่กลับนำออกมาแสดง เพื่อสนองตัณหาหรืออย่างไร หากยังไม่แจ้ง ควรใช้วิธีนำคำครูบาอาจารย์มานำเสนอจะดูเป็นประโยชน์มากกว่า

    ขอหยิบมาชี้เป็นบางประเด็น
    รูปขันธ์ คือ มหาภูตรูปสี่ ไม่ใช่รูปภายนอกกระทบอายตนะแล้วรู้สึกแบบที่ จขกท กล่าว

    สังขารขันธ์ หมายถึง ความปรุงแต่ง หรือ ความคิดที่เป็นไปในอดีตและอนาคต หาใช่ร่างกายตามที่ จขกท กล่าว ร่างกายควรรวมอยู่ใน รูปขันธ์ จึงจะเหมาะกว่า

    ส่วนสัญญา ก็คือ สัญญา คือความจำได้ ไม่จำเป็นต้องไปยึดเป็น อุปาทาน

    วิญญาณคือการรับรู้ทางอายตนะ มันคนละอย่างกับความคิด

    นี่เป็นเพียงบางส่วน จะเห็นได้ว่า คลาดเคลื่อนไปมาก ส่วนประเด็นอื่นๆ ละไว้ให้ผู้รู้โปรดพิจารณา

    ควรศึกษาให้มากกว่านี้ แจ่มแจ้งมากกว่านี้ ก่อนที่จะสรุปแบบด้นเดาอย่างที่เป็นอยู่
    ไม่รู้ไม่เป็นไร แต่ไม่ควรแสดงความไม่รู้ออกมาโดยไม่จำเป็น

     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 20 มกราคม 2011
  7. วิมุตติ

    วิมุตติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 ตุลาคม 2007
    โพสต์:
    2,355
    ค่าพลัง:
    +2,169
    แจ่มแจ้งดีแล้ว...อนุโมทนาครับ...
     
  8. ผู้พันจุ่น

    ผู้พันจุ่น เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 สิงหาคม 2007
    โพสต์:
    1,396
    ค่าพลัง:
    +2,983

    ถ้าจิตกับขันธ์5ไม่ใช่ตัวเดียวกัน แล้วจิตมันอยู่ที่ไหน????????..เอ่ย

    ขันธ์ 5 แยกออกเป็น รูป กับ นาม หรือ กาย กับ จิต

    กาย คือ สิ่งที่มองเห็นได้ด้วยตา จิต คือ ความรู้สึก ความจำ และการคิดปรุงแต่ง...............อย่างนี้ใช่ไหม????? คือ ไม่มีจิต
     
  9. เอกวีร์

    เอกวีร์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มกราคม 2008
    โพสต์:
    3,972
    ค่าพลัง:
    +3,242
    ฆนะสัญญา ยังไม่แตก จิตยังไม่ไวพอ

    หากจิตไวพอ สติระลึกไวพอ จะไม่พูดถึง ขันธ์5 ในลักษระสอดรับกันเป็นช่วงๆ
    เป็นจังหวะๆ จนเกินไป

    คนที่เห็น ขันธ์5 ที่พอจะพูดได้ว่า เห็นขันธ์5 อย่างน้อย ต้องแลเห็นว่า มันเป็น
    "กอง" จริงๆ มันอิสระจากกันจริงๆ มันไม่ใช่เพราะมีไอ้กองนั้น แล้ว
    กองนี้เข้าไปสอดรับ

    แต่มันจะมีรสเห็น แต่ละกอง เป็นอิสระจากกัน ผันแปรเป็นกองใดๆ ได้
    อย่างอิสระ หากละเอียดกว่านี้ก็จะพบว่า แต่ละกองนั้นเป็นกองวัตถุธาตุ คือ
    มีจักรกลของมันเองได้อีก(มีขันธ์5ภายในได้อีก)

    ไม่รู้จบ ซึ่งไม่จำเป็นต้องไปดูอย่างไม่รู้จบ และก็ไม่พลีพลามรีบร้อนสรุป
    อย่าง คนมีหลง"ไหล"
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 20 มกราคม 2011
  10. เอกวีร์

    เอกวีร์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มกราคม 2008
    โพสต์:
    3,972
    ค่าพลัง:
    +3,242
    ต่อไปนี้ จะแสดง เครื่องมือ ที่มีประโยชน์มาก ในการ ตรวจทาน บทสรุป
    บทวิจารณ์ ข้อธรรมที่เราได้จากการปฏิบัติของแต่ละคน รู้เฉพาะตนนั้น ว่า
    ตกอยู่ส่วนที่ควร ที่นำไปสู่การหลุดพ้น หรือว่า ตกไปในส่วนที่ทำให้ไม่รอด


    เครื่องมือที่ขอเสนอคือ ทิฏฐิ 62

    วิธีใช้คือ นำคอนเสป หรือ สังกัป หรือ ความคิดรวมยอด ที่รู้อยู่ภายใน(ที่บรรยาย
    ออกมาอย่างฝุ่มเฝือยยกไว้) ขอให้ สร้าง ความคิดรวบยอด หรือ นำความคิดรวม
    ยอดที่ แต่ละคนรู้อยู่ อาศัย ถ่ายทอดออกมาเป็น คำฝุ้มเฝือยเหล่านั้น แล้วเข้าเทียบ
    ใน ทิฏฐิ 62 เหล่านี้ หากตกข้อใด ก็พึงกระทำไว้ในใจทราบว่า "ไม่รอด"

    อย่างไรก็ดี การจะพ้นไปจาก ข่ายทิฏฐิ 62 นี้ ไม่ใช่เรื่องจะพ้นไปได้ง่ายๆ มันจะ
    ต้องเกิดการ ผุดขึ้นของทิกฐิ62 เป็น สัญญาเกิดขึ้นอย่างหนึ่ง แต่ละคนจะมาถึง
    จุดสุดยอดของ ความคิดรวบยอดอันเป็นปัจจัตตังของตน ไม่ตัวใดตัวหนึ่งใน 62
    ตัวนี้ ไม่มีสาวกทีเป็นเสขะบุคคลคนไหนรอดการปรารภออกมาแล้วเป็นทิฏฐิเหล่านี้ไปได้

    แต่เราจะอาศัยการเห็น สัญญาเกิดขึ้นอย่างนั้นในจิต แล้วระลึกดูว่า เราไหลตามมัน
    หรือไม่ เรายึดมั่นถือมั่นในสัญญานั้นๆ หรือไม่ ถ้ามันผุดขึ้น แล้ว เราไม่มีความ
    ยึดมั่นถือมั่น ก็พอจะพยากรณ์ได้ถึง การก้าวข้าม มีหรือไม่มี ซึ่งเมื่อตอนที่ก้าว
    ข้ามนั้น แต่ละท่านจะเห็น สภาวะธรรมที่พาข้าม ได้หรือไม่ ก็ขึ้นกับความแยบคาย
    ของจิตในการโยนิโสมนสการ ไม่ประมาท และมีกัลยาณธรรม(มรรค8)ประกอบอยู่
    ซึ่งจะไม่ใช่แค่ปัตจัตตังที่ติด62ข่ายทิฏฐิ แต่จะรู้ตนได้ว่า มีสันทิฏฐิโก หรือไม่
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 20 มกราคม 2011
  11. อวตาร.

    อวตาร. เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ธันวาคม 2009
    โพสต์:
    411
    ค่าพลัง:
    +633
    เมื่อพิจารณา ขันธ์๕ จนละเอียดสุดแล้ว ก็จะเห็น "จิต"

    เมื่อเห็นจิตแล้ว ก็จะเห็น "จิตหลุดพ้น"

    เมื่อเห็นจิตหลุดพ้นแล้ว ก็จะเห็นเองว่า จิตคืออะไร ?
     
  12. เอกวีร์

    เอกวีร์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มกราคม 2008
    โพสต์:
    3,972
    ค่าพลัง:
    +3,242
    สำหรับคน ที่ใช้ ทิฏฐิ62 เป็นเครื่องมือ ดูความคิดที่ยังไงก็ไหลไปคิด ไหลไปติด
    ห้ามไม่ได้ เมื่อไหร่คิด ก็ตกในข่ายทิฏฐิ62 นี้เท่านั้น ไม่เป็นอื่น ไม่ก้าวล่วงคำตถาคต
    กล่าวว่า มีทิฏฐิอย่างอื่น ก็จะทำให้รู้ว่า

    จิตมันจะคิด ห้ามไม่ได้ มันมีหน้าที่คิด และมันคิดได้ไม่เกินทิฏฐิ62 นี้ ด้วยเหตุนี้
    โลกพร่องเป็นนิจ ก็จะเป็นธรรมดาที่แสดงความคิดออกมาเมื่อไหร่ มันก็ต้องพร่อง
    และแปดเปื้อน ไม่สามารถเลี่ยงได้

    พอเห็นอย่างนี้ ก็จะรู้ว่า เมื่อไหร่เห็น จิตไหลไปคิด เมื่อนั้น ไม่หยุดที่รู้

    พอเห็น หยุดที่รู้ได้บ่อยๆ ก็จะเกิดคำถามว่า แล้วจะทำอย่างไรให้ หยุดที่
    รู้ได้อย่างตั้งมั่นบ่อยๆ ก็จะได้คำตอบว่า อยู่รู้กายรู้ใจในปัจจุบัน ไม่ใช่
    ไปรู้ที่เรื่อง(ธัมมุธธัจจะสังโยชน์)
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 20 มกราคม 2011
  13. dangcarry

    dangcarry เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 กันยายน 2005
    โพสต์:
    1,396
    ค่าพลัง:
    +4,310
    จิตกับขันธ์5 ที่แตกต่าง จิต คือตัวที่ไม่แตกดับย้ายที่อยู่ไปตลอดตามสภาวะของบุญและบาป ที่สร้างมา ขันธ์5แตกดับหรือเปล่า ท่านดูเองเถอะ ขันธ์5มีองค์ประกอบด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยอาศัยอะไรเป็นตัวเกิด ขันธ์5 มีรูป1 นาม4 โดยมีจิตเป็นตัวอาศัย จึงไม่ใช่จิต สิ่งที่เรารู้ ถ้าผิดพลาดก็บอกกล่าวเพิ่มเติมหล่ะกัน ฝากแนบท้ายหน่อยค่ะ ถ้าจิตเป็นขันธ์5 เมื่อตายแล้วต้องสูญ จิตจึงไม่ใช่ขันธ์5
     
  14. หมูดิน1

    หมูดิน1 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2011
    โพสต์:
    544
    ค่าพลัง:
    +863
    รูปัง อนัตตา สัญญา อนัตตา สังขารา อนัตตา วิญาญาณัง อนัตตา

    เวทนา อนัตตา อนัตตา จิต.........
     
  15. dangcarry

    dangcarry เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 กันยายน 2005
    โพสต์:
    1,396
    ค่าพลัง:
    +4,310
    ต้องขออภัยที่ตอบรวบไปโดยช้คำอธิบายไม่ถูกตามที่เน้นข้อความ ต้องใช้คำว่าขันธ์5 กับจิต
     
  16. oatthidet

    oatthidet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กุมภาพันธ์ 2010
    โพสต์:
    3,498
    ค่าพลัง:
    +1,876
    สิ่งที่ผมนำมากล่าวนั้นผมอยากให้ย้อนนึกไปจนถึง ตั้งแต่ที่เราเกิดมาบนโลกใบนี้ และมีความจำได้เป็นครั้งแรก ว่ามีสิ่งใดบ้าง และ ไม่มีสิ่งใดบ้าง และอยากให้มองที่ความหมายไม่ใช่คำกล่าว เพราะคำที่กล่าวนั้นแฝงนัยยะมากมาย

    สิ่งใดๆล้วนเกิดแต่เหตุจนผันแปรเปลี่ยนเป็นผล

    ผมกล่าวตามความเข้าใจที่ผมย้อนดูวันเวลาในช่วงชีวิตจึงนำมากล่าว

    แต่ไม่ใช่ว่าผมไม่รับฟังนะครับ แค่มาอธิบายเพิ่มเติมเท่านั้น

    ขอให้เจริญในธรรมครับ
     
  17. oatthidet

    oatthidet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กุมภาพันธ์ 2010
    โพสต์:
    3,498
    ค่าพลัง:
    +1,876
    ขอออกความเห็นในเรื่องของจิตครับ จิตนั้นเห็นได้ง่ายแค่รู้วิธีการเห็น

    ผมชี้ให้คนเห็นจิตมาหลายคนแล้ว แต่ต้องมานั่งคุยเพราะการกล่าวด้วยการพิมพ์นั้นมีความคาดเคลื่อนครับ จึงไม่สมควรที่จะกล่าว อาจทำให้เข้าใจกันผิดได้มากขึ้นไปจากเดิม

    เพราะจิตไม่ใช่ว่าเราไม่เคยเห็นแต่เราไม่รู้ว่านี่คือจิตต่างหาก แต่หากว่าเรามีความละเอียดแล้วจึงจะเข้าใจว่านี่คือจิต

    ขอให้เจริญในธรรมครับ
     
  18. Ongsathit

    Ongsathit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    625
    ค่าพลัง:
    +573
    ขันธ์ 5 ทำงานหรืออาศัยอยู่บน ธาตุ 4
    จิต อาศัยการเกิดขึ้น ของธาตุ 4 และ ขันธ์ 5
    หาก จิต ไม่มีธาตุ 4 กับ ขันธ์ 5 เรียกว่า สัพเวสี เทวดา อินทร์ หรือ พรหม เป็นต้น
    หากดับ จิต ได้เรียกว่า พระนิพพาน
     
  19. oatthidet

    oatthidet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กุมภาพันธ์ 2010
    โพสต์:
    3,498
    ค่าพลัง:
    +1,876
    ผมไม่ได้กล่าวว่าขันธ์ 5 คือจิตแต่อย่างใด คุณลองอ่านดูใหม่นะครับ

    ผมว่ามันคาดเคลื่อนไปเยอะมาก และคุณลองไปอ่านการทำงานของจิตที่ผมเคยกล่าวไว้ในกระทู้"การทำงานของจิต"ดูครับ

    ที่ผมไม่กล่าวไว้รวมกันเพราะว่ามีความยาวมากๆ

    ผมจึงกล่าวเป็นเรื่องๆครับ

    ขอให้เจริญในธรรมครับ
     
  20. เอกวีร์

    เอกวีร์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มกราคม 2008
    โพสต์:
    3,972
    ค่าพลัง:
    +3,242
    กรณีของคุณแดง

    ลองพิจารณาอีกข้อความหนึ่ง

    สังขารเป็นตัวบันทึก จดจำ(พันธุกรรมทางจิต พืช เมล็ด ก็เรียก) มีสัญญาเข้าไป
    หมายรู้ มีวิญญาณที่มีเวทนาปักติดเหนียวแน่นเป็นตัวรับแล่นไปปรุงแต่ง เมื่อนั้นจึงเกิด
    นามรูป

    เมื่อ นามรูปเกิด จึงมีสฬายตนะ

    เมื่อมีสฬายตนะ จึงเกิด อยาตนะ
    [ ถึงตรงนี้ บางสำนักเรียก จิตเกิด จริงๆไม่ใช่ แค่อนุโลมอย่างคนไม่รู้ไปก่อนเท่านั้น
    ที่ นิยมใช้กันก็เพราะว่า ถึงตรงนี้ มันเริ่มชัดเจน เครื่องไม้เครื่องมือของจิตครบครัน
    เลย อิน!! หลังจากตรงนี้ไปจะเป็นเรื่อง ชาติ ภพ ซึ่งศาสนาอื่นก็รู้ ไม่ใช่เรื่องของผู้รู้
    แต่อย่างใด

    เมื่อปักแน่นตรงนี้ คิดว่า จิตเกิดตรงนี้มากๆ ก็จะเน้นการดับผัสสะ นำไปสู่การเป็นพรหม
    นิพพานพรหม ถ้าเน้นการเข้าใจ เออๆอวยๆ ตามอยาตนะ/สฬายตนะ(แบบนักวิทย์ ห้องวิทย์)
    ก็จะสาระวนอยู่กับการเลือก ผัสสะดีๆ ปฏิเสธผัสสะร้อนๆ รู้เรื่องดีทั่วโลก แต่เอาตัวไม่รอด


    เป็นจุดที่เรียกว่า ชิงสุกก่อนห่าม ที่พระทั่วไปมักปรารภถึง

    หากไปพิจารณาปฏิจสมุปบาท จะพบว่า หลังจาก ผัสสะ ไป ถึงจะเป็นเรื่อง เวทนา ตัณหา
    ซึ่งเป็นธรรมดาอยู่เอง ที่การเล็ง เวทนา ตัณหา มากเกินไป ทำให้ชะงัก และหมายเอาแต่
    สิ่งในมือ ที่พอจะคว้าได้ เกินกว่านี้พิจารณาต่อไม่ได้ ชิงสุกก่อนห่ามจึงเกิดขึ้น

    ]

    ..........

    ลองพิจารณา การกลับหัวกลับหาง ว่าเกิดจากอะไร
    ..........
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 20 มกราคม 2011

แชร์หน้านี้

Loading...