ขั้นตอนเบื้องต้นการฝึก ฤทธิ์ทางใจเต็มกำลัง

ในห้อง 'วิทยาศาสตร์ทางจิต - ลึกลับ' ตั้งกระทู้โดย Wisdom, 22 สิงหาคม 2005.

  1. Wisdom

    Wisdom ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2005
    โพสต์:
    1,675
    กระทู้เรื่องเด่น:
    11
    ค่าพลัง:
    +26,519
    ท่านพระวักลิท่าน ติดในพระรูปพระโฉมของพระพุทธเจ้า เลยทำให้ท่านไม่สามารถ ตัดกิเลสให้เป็นพระอรหันต์ได้ พระพุทธองค์ทรงทราบดี จึงทรงแกล้งทำเป็นตรัสไล่พระวักลิออกไปเสีย ท่านพระวักลิน้อยใจ เลยจะไปโดดหน้าผาตาย ระหว่างที่จะโดดนั้นจิตของท่านมีความน้อยใจที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไล่เลยเบื่อหน่ายในสภาพของคน ตอนนั้นพระพุทธองค์ ทรงเปล่งฉัพพรรณรังสีแล้วเป็นพระพุทธนิมิตไปเฉพาะหน้าพระวักลิ เสร็จแล้วทรงแสดงธรรมให้พระวักลิเห็นถึงความไม่เที่ยง ของโลกนี้ ซึ่งรวมไปถึงพระรูปพระโฉมของพระพุทธเจ้าท่านด้วย หลังจากได้ฟังธรรมแล้วพระวักลิก็สำเร็จอรหัตผลในที่หน้าผา แห่งนั้นหละครับ.......... นี่ก็คือตัวอย่างของการที่บอกว่า ''' ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต ''' ในสมัยพุทธกาลครับ
    12.. เมื่อเห็นพระตถาคตแล้วในขั้นตอนนี้ควรตัดความฟุ้งซ่าน (อย่างกลาง ๆ เช่นว่า เอ...นี่นิมิตหลอกเราหรือเปล่า เป็นต้น) ออกเสียให้หมด เพราะในขณะที่กำลังใจของท่านในขณะนั้น จะมีคุณธรรมของ ทาน,ศีล, ภาวนา ซึ่งส่งผลให้เกิด ปัญญา ได้ครบถ้วน อยู่แล้วบริบูรณ์ ท่านย่อมเห็นพระพุทธเจ้าไม่ผิดเพี้ยน เพียงแต่ให้ตัดสัญญาความจำของลักษณะทางกายของพระองค์ท่านออกเสีย "" ให้คิดแบบคนฉลาดน้อย ๆ ว่า "" กายของพระองค์ท่านจะเป็นแบบใดก็ไม่สนใจ เราถือว่าเป็นพระพุทธเจ้าก็แล้วกัน
    13.. เมื่อหมดความสงสัยแล้ว ก็กราบพระพุทธองค์ขอให้ได้ทรงโปรด นำอทิสมานกายของเราท่านไปยังพระจุฬามณีย์เจดีย์สถาน ในเขตของสวรรค์ชั้น ดาวดึงส์
    โดยอาจแบ่งได้เป็น 3 เทคนิค ในการแก้ปัญหาที่บางท่านพบเจอคือ มักจะบอกกันว่าจิตไม่เคลื่อนออกจากกายเนื้อให้แก้ไขดังนี้
    13.1.. ยึดมั่นในกายเนื้อนี้มากไป เลยทำให้สงสัยว่ากายทิพย์ จะออกไปได้อย่างไร ( ให้แก้ไขโดยการพิจารณาทบทวนข้อ และข้อ 9 ) อีกครั้งหรือจนกว่าจะหายยึดมั่น
    13.2.. ยึดมั่นถือมั่นในโลกธาตุ เกี่ยวกับพระรูปพระโฉมของพระพุทธองค์ว่า ทำไมเป็นแบบนี้ ทำไมไม่เป็นแบบนั้น เป็นต้น วิธีแก้ไขคือให้ใช้ " กฎพระไตรลักษณ์ " เข้ามาพิจารณาร่วมว่า ในขอบเขตที่ว่า ทุกสิ่งเป็นอนิจจัง ทุกขัง
    และอนัตตา ไม่มีสิ่งใดที่เที่ยงแท้แน่นอนตลอดไป แม้แต่พระรูปพระโฉมของพระพุทธองค์ก็ตาม'
    13.3...ให้อธิฐานเพิ่มเติมว่า กุศลใดที่เคยบำเพ็ญมา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนี้ ถ้าหากอธิฐานไม่ตรงพระนิพพาน ข้าพระพุทธเจ้าขอเปลี่ยนอธิฐาน " เพื่อขอพระนิพพาน ในชาตินี้ "
    13.4..ให้อธิฐาน ขอขมาลาโทษต่อพระพุทธเจ้าอีกครั้งหนึ่ง ''' ขั้นตอนนี้จะสังเกตุว่าบางท่าน อาจจะมี
    พระพุทธนิมิตไม่ครบสมบูรณ์ทั้งองค์ เช่น อาจจะ เศียรขาดบ้าง ขาขาดบ้าง แขนขาดบ้าง ทองถูกลอกไป
    บ้าง เป็นต้น ''' ถ้าเกิดมีการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น ต้องอธิฐานขอชำระหนี้สงฆ์ด้วยนะครับ ( ให้ดูบทขอขมา )
    13.5 ให้ใช้พระพุทธนิมิตนั้นแหละมาเป็น กสิณ โดยที่เราควรจะขอบารมี ท่านให้ทำภาพนิมิตขึ้นมา (โดยปกติของการฝึก กสิณ นั้นเราท่านต้อง กำหนดรู้ภาพนิมิตเองโดยที่ต้องใช้อำนาจจิตของตน เองบังคับองค์กสิณให้ได้ตามใจปรารถนา) เช่น ขอพระบารมีของพระองค์ท่านได้โปรดสงเคราะห์ โปรดขยายพระวรกายของพระองค์ท่านให้ใหญ่ขึ้น....หรือเล็กลงก็ได้ เสร็จแล้วเมื่อท่านสงเคราะห์ตาม ที่เราขอท่านแล้ว เราก็กราบท่าน หรือจะขอให้พระองค์ท่านสงเคราะห์ให้พระองค์ ขยับพระวรกาย ให้ไกลออกไปหรือร่นใกล้เข้ามา.......เมื่อพระองค์ทรงสงเคราะห์เราแล้วเราก็กราบท่านด้วยนะครับ จนเมื่อจิตได้ที่แล้วพอใจแล้ว จิตจะมีความคล่องตัวสูงมาก (ต้องอย่าห่วงร่างกายนะครับ) และขอ พระบารมีของพระองค์ท่านให้โปรดนำเราไปยัง พระจุฬามณีเจดีย์สถาน เราก็รวบรวมจิตที่คล่องแล้ว พุ่งอทิสมานกายตามพระองค์ท่านไปเลย แต่เราท่านไม่ควรไปตามลำพังควรจะเกาะชายจีวรของพระองค์ท่าน หรือ เกาะแท่นที่ประทับของท่านไปก็ได้ ระหว่างนี้ถ้ามีความฟุ้งซ่านต้องรีบตัดออกไปทันที หน้า ๑๒
    14.. ในกรณีที่อทิสมานกายเหาะไปได้ช้ามากเกินไป ให้อธิฐานด้วยความนอบน้อมแด่พระพุทธนิมิตว่า พระพุทธเจ้าขอเพิ่มความเร็วเป็น 1 เท่า 2 เท่า ไปจนถึง 10 เท่าตามแต่ใจของแต่ละท่านต้องการ พออธิฐานเสร็จให้ภาวนา นะมะ พะทะ จนกว่าจะถึง
    15.. เมื่อถึงพระจุฬามณีแล้ว อารมณ์จิตจะรู้สึกว่าหยุด
    15.1 บางท่านจะเห็น พระจุฬามณีแจม่ชัด หรือ อาจเห็น พรหม หรือ เทวดา หรือ วิมานของเทวดา ได้ทันที
    15.2 หากขึ้นถึงพระจุฬามณีแล้วเกิดความมืดเข้ามาแทนที่ ก็ต้องพิจารณาตาม ข้อ และ( 9) ใหม่อีกครั้ง
    ทันที สภาวะธรรมของท่านที่จะเห็นก็ จะสว่างขึ้นและสามารถรู้เรื่องต่าง ๆ ของสวรรค์ได้ และควร ขอพระบารมีเพื่อลองรับสัมผัสว่า อารมณ์จิตของการที่เป็นเทวดา อยู่ในสวรรค์นั้นมีความสุขเช่นใด และลองเทียบกับความสุขของมนุษย์ดู
    16..จากนั้นให้พิจารณาข้อ และ 9) อีกครั้ง จึงตามเสด็จพระพุทธเจ้าไปพระนิพพาน คราวนี้ท่านทั้ง หลายก็จะได้รู้กันเสียทีว่า พระนิพพานนั้นสูญหรือไม่สูญ ตามที่พระพุทธเจ้าพระองค์ไม่เคยตรัสว่า นิพพานสูญ จะสูญไปก็แต่กิเลสเท่านั้น เสร็จแล้วขอพระบารมีเพื่อไปชมวิมานของเราที่พระนิพพาน หรือจะขอพระบารมีเพื่อไปที่ไหนก็ได้ตามใจเรา...........
    17.. เมื่อฝึกได้แล้วควรรักษาอารมณ์ไว้ให้ดีเพื่อจะได้นำไป ตัดกิเลสตามลำดับต่อไป และก็เตรียมเรียน ท่องเที่ยวในไตรภูมิ และ ญาณ 8 ต่อได้เลยนะครับ
    จบขั้นตอนเบื้องต้นการฝึก " ฤทธิ์ทางใจ " แบบครึ่งกำลัง

    ขั้นตอนเบื้องต้นการฝึก ฤทธิ์ทางใจเต็มกำลัง

    ลำดับขั้นตอน
    1..นำผ้าแดง หรือกระดาษแข็ง ตัดเป็นรูปสามเหลี่ยม กะขนาดให้สามารถนำมาผู้ปิดหน้าได้
    2..เขียนคาถาบนหน้ากากว่า " นะ โม พุท ธา ยะ " หรือจะเป็นภาษาขอมก็ได้ถ้าเขียนเป็น
    3..สมาทานพระกรรมฐาน ( ดูหน้า 2 )
    4..เสร็จแล้วให้ตั้งกำลังใจว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ถ้าจะต้องตายเพราะการฝึกนี้ก็ขอยอมตายเป็นอะไรให้รู้ไป ตายเพื่อความดีแบบนี้เรายอมตายได้
    5..ให้ผ้าแดงปิดตา เขียน ยันต์พระพุทธเจ้า 5 พระองค์
    6..ใช้คาถากำกับในการท่องภาวนาว่า """ นะ โม พุท ธา ยะ "" หรือ " สัมมาอรหันต์ " หรือ " สัมปจิตฉามิ " หรือ" " นะมะพะทะ " หรือ " โสตัตตะภิญญา " อย่างใดอย่างหนึ่ง
    ท่องคาถาอย่างต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ในขณะที่ว่าคาถานั้นก็ให้กำหนดรู้ลมหายใจด้วยเช่นกัน ( ไม่ต้องท่องออกมาก็ได้เหมือนกับที่อธิบายไปแล้วในการฝึกมโนมยิทธิครึ่งกำลัง เมื่อจิตทรงตัวในเขต ของ อุปจารสมาธิ จะมีอาการของปิติ 5 อย่างเกิดขึ้นเหมือนพระกรรมฐานกองอื่นๆ ได้แก่๑) ขนลุกชูชัน ๒) ตัวไหวโยกโครง ๓) น้ำตาไหลริน ๔) เหมือนกายขยายไปรอบข้าง ๕)เหมือนกายขยายสูงขึ้น " หากมีอาการเช่นนี้เกิดขึ้น ผู้ฝึกไม่ต้องตกใจหรือกังวลใดๆ เพราะเมื่อชินแล้วจะหายไปเอง
    7..พอภาวนาไประยะหนึ่งจิตจะเริ่มทรงตัวขึ้นเรื่อย ๆ ลมหายใจจะค่อย ๆ ละเอียดขึ้นและแผ่วเบาลง ซึ่งจะมีลักษณะไม่สอดคล้องกับคำภาวนา ก็ไม่ต้องสนใจ ภาวนาไปอย่างเดียว
    โดยที่คำภาวนาในตอนนี้จะมีลักษณะที่ถี่ขึ้น และอาจมีอาการปีติอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นมากขึ้น หรือ คำภาวนาอาจหายไปเลยก็ได้ อยู่ใน ฌานที่ 3
    8..พอถึงลำดับ ฌาน ที่ 4 ทรงตัวพอสมควรกำลัง ฌาน ก็จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง เช่น จาก อุปจารสมาธิแล้วเพิ่มขึ้นไปเป็น ฌาน 1->2->3->4 หรือ จาก ฌาน 4->3->2->1-> อุปจารสมาธิ
    จะเป็นแบบนี้สลับไปมาโดยอัตโนมัติ ซึ่งช่วงนี้เองสภาวะความเป็นทิพย์จะเกิดขึ้น ทำให้ท่านจะเห็นเป็น อาโลกสิณ เช่น ช่องแสง, แสงพุ่งเข้ามาหา, ประตู ,โพรงถ้ำ , พระพุทธเจ้าเสด็จมารับบ้าง ,หรือ อาจเป็นพระอริยเจ้ามารับบ้าง เป็นต้น
    9.. เมื่อเห็นแล้วให้รวบรวม กำลังใจน้อมนำจิตพุ่งตามแสง ( พุทธรังสี หรือท่านอื่น ๆ ) ที่มารับนั้นไป บางครั้งจะเหมือนมีพลังมหาศาลมาดูด กายในของเราออกไปถ้ามีลักษณะดูดเช่นนี้ ก็ให้พุ่งกำลังใจออกตามไปเลยเช่นกัน
    10..เมื่ออทิสมานกายหลุดออกไปจากกายเนื้อจริง ๆ (ผลของการที่จะหลุดได้ต้องเข้าถึง ฌาน 4 แต่สภาวะที่เหมาะสมที่จะให้กายทิพย์ออกไปได้คือ อุปจารสมาธิ ) ร่างกายของคุณตอนนี้อาจจะทรงตัวไม่อยู่ อาจจะต้องนอนราบไปเลยก็ได้ ในช่วงนี้จะมีความรู้สึกทางกายเพียง 2-10%เท่านั้นที่คอยจะควบคุมร่างกายไว้ หรืออทิสมานกายหลุดออก ๘๐%ขึ้นไป
    11..ขอใหัสังเกตุว่า การฝึกเต็มกำลังในเบื้องต้น พระ หรือ เทวดา หรือ พรหม จะพาท่านไปเที่ยว โดยที่ท่านที่พาเราไปนั้นท่านอาจพาไปได้ 2 ที่คือ
    11.1.ถ้าเป็นสุคติภูมิ แสงหรือลำแสง ที่ส่องเข้ามาหาผู้ฝึกนั้นจะส่องตั้งแต่ระดับสายตาขึ้นไป
    11.2.ถ้าในโลกมนุษย์ แสงหรือลำแสง ที่ส่องเข้ามาหา ผู้ฝึกจะส่องตั้งแต่ระดับสายตา
    11.3.ถ้าเป็นทุคติภูมิ แสงหรือลำแสง ที่ส่องเข้ามาหาผู้ฝึกนั้นจะส่องตั้งแต่ระดับสายตาลงมา
    12.. เมื่อฝึกจนคล่องแล้ว ญาณ 8 ก็จะตามมาเอง
    13.. นำกำลัง ฌาน ต่าง ๆ ที่ฝึกได้แล้ว มาตัดกิเลส ( สังโยชน์) อีกที
    14.. และอธิฐานให้จิตมีความรักในพระนิพพาน

    มีข้อสังเกต 2 ประการณ์
    1. ขณะที่กำลังถอดอทิสมานกายแบบ เต็มกำลังนั้นทีสุดของการไปเราจะไม่มีความสามารถ ที่จะมีสติควบคุมสังขารเราไว้ได้ เล็กน้อย( ส่วนใหญ่ของผู้ฝึกได้ใหม่ๆ ) มักต้องล้มลงนอน ครึ่งหลับครึ่งตื่นครับ ถ้ามีความชำนานแล้วจะอยู่ได้ทั้ง 4 อิริยาบทครับ ในระยะต้นๆที่คุณเป็นอยู่ ควรหลับตาครับ ถ้าลืมตาจะไปได้เพียง มโนฯครึ่งกำลังครับ
    2. การพุ่งออกของอทิสมานกาย แบบเต็มกำลังในระยะต้นๆ จะไปตามที่พระท่านให้ไป เมื่อชำนานแล้วกำหนดจิตไปได้ทุกที่ อารมณ์กลัวตาย ครับ ให้ลองคิดดูว่าชีวิตนี้เกิดหนเดียวตายหนเดียว แต่เราตายในชาตินี้หรือเดี๋ยวนี้ เราจะยอมตายเพื่อพระนิพพาน จะไม่ยอมตายเพราะทำชั่วเด็จขาด เพียงนี้ไม่ช้าก็ไปได้ครับ
    3. การพุ่งออกไปในระยะต้นๆ ไม่แน่ครับว่าจะได้พบหลวงพ่อก่อน รวมความว่าพบท่านผู้ใดก็ขอบารมีท่านก็แล้วกันครับ เรื่องคาถากำกับ แล้วแต่ความคุ้นเคยมาแต่ปางก่อน ของแต่ละบุคคลครับ ในวาระจิตที่กำลังเข้าฌาน ในลำดับต่างๆ ในการฝึก " ฤิทธิ์ทางใจ แบบเต็มกำลัง " นั้นมักมีนิวรณ์ 5 + อุปกิเลส เข้ามากินใจแทรกระหว่างการประคับประคอง กำลังใจให้ทรงฌาน

    ถ้าได้ " ฤทธิ์ทางใจครึ่งกำลัง " มาก่อนจะมีอาการ ลักษณะเดียวกันนี้มาก คือ
    1. เหมือนว่ามีกำลังจิตอีก ส่วนหนึ่งไปคอยเฝ้าดูว่า มีความเคลื่อนไหวต่างๆเช่นไร
    2. กำลังจิตกำลังทรงอารมณ์ถึงระดับไหนแล้ว
    อทิสมานกาย จะหลุดออกจากกายในลักษณะใด หน้า 14
    3. อทิสมานกาย จะหลุดออกจากกายในลักษณะใด เช่น ดิ่งขึ้นข้างบน หรือ ออกทาง ซ้าย -- ขวา หรือ หน้า -- หลัง จะเป็นประการใดกันแน่
    4. ไม่เห็นเหมือนที่ได้รู้มาเลย นะ
    5. อาการหายใจเริ่มถี่กระชั้นเหลือเกิน แทบจะกลั้นใจตายอยู่แล้ว หยุดดีกว่า
    6. กลัวว่าไปแล้วจะไม่กลับ ทั้งๆที่ยังไม่ได้เคยไปเลย
    ในประการทั้ง 6 อย่างนี้ มักเป็นอุปสรรค์ในการฝึกฤิทธิ์ แบบเต็มกำลัง หรือครึ่งกำลัง

    2.2.การศึกษาวัตถุประสงค์หลัก ในการฝึก ฤทธิ์ทางใจ
    เมื่อฝึกปฏิบัติ ได้ ฤทธิ์ทางใจ ได้แล้วพึงปฏิบัติตนให้ทรงกำลังใจ ดั่งนี้
    ๑. เพื่อปฏิบัติตน มีญาณทิพย์ เป็นเครื่องรู้ใน เพื่อใช้ควบคู่กับ " พระกรรมฐาน 40 " หรือ " มหาสติปัฏฐาน 4 " จะเกิดความแตกฉานได้รวดเร็วมาก
    ๒.เพื่อปฏิบัติตน สื่อความหมายข้อธรรม กับครูอาจารย์ ที่โลกแห่งความเป็นทิพย์ ที่เป็น พระพุทธเจ้าพระองค์ใดองค์หนึ่ง พระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์ใดองค์หนึ่ง พระโพธิ์สัตว์ พรหม เทวดา ท่านจะมาสอนเราในทางสมาธิของความเป็นทิพย์
    ๓. เพื่อปฏิบัติตน ให้รู้ตัวทั่วพร้อมในการทำความดี ในระดับต่าง ตั้งแต่ มนุษย์ คุณธรรมของ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ หรือแบบโพธิ์ญาน เป็นต้น
    ๔.เพื่อปฏิบัติตน ในทรงอารมณ์ นิพพิทาญาณ ที่มั่นคงจนตลอดชีวิต
    ๕.เพื่อปฏิบัติตนให้ก้าว เข้าสู่พระนิพพาน ในปัจจุบันชาติ เป็นที่สุด ( ก่อนตายเล็กน้อย )

    2.3. ผลจากการฝึก " ฤทธิ์ทางใจ " มี 8 ประการ เป็นความรู้ที่พิเศษแด่นักปฏิบัติ มีดังนี้
    ๑.มีทิพย์จักขุญาณ มีความรู้สึกคล้ายตาเห็น เป็นเบื้องต้น
    ๒. ปุพเพนิวาสนุสสตญาณ รู้ระลึกชาติตนเอง และคนอื่นไดได้ นับชาติไม่ถ้วน
    ๓. อตีตังสญาณ รู้ประวัติความเป็นมาของสถานที่ต่างๆ รู้เรื่องในอดีต ของคน สิ่งของ ไม่จำกัดกาลเวลา
    ๔. เจโตปริยญาณ รู้อารมณ์จิตต์ ของตนเอง และ จิตต์ของบุคคลอื่นๆ ว่าปรุงแต่งดีหรือไม่ดี อย่างไร
    ๕.จุตูปปาตญาณ . รู้จุติ ของตนเอง คนและ ต่างๆ ไม่จำกัด
    ๖. ปัจจุปปันนังสญาณ รู้ในปัจจุบัน ของตนเอง และคนอื่น ในสถานที่ต่างๆ ในระยะเวลาเดียวกัน
    ๗.อนาคตังสญาณ รู้ในอนาคต ของตนเอง และคนอื่น
    ๘.ยถากัมมุตาญาณ รู้ผลของกรรมดี และกรรมไม่ดี ของคนและ ทั้งในอดีต อนาคต และปัจจุบัน


    2.3.1.วิธีพิจารณาเพื่อมาเป็น " อาสวคยญาน " โดยนำญาณรู้ทั้ง ๘ อย่าง ที่กล่าวมาในข้อที่ ๒.๓ มาร่วมพิจารณา กับ วิปัสสนาญาณ ๙:

    ความแตกต่างของการฝึกฤทธิ์ทางใจแบบ เต็มกำลัง และครึ่งกำลัง 15
    ในเรื่องที่ว่า ความแตกต่างระหว่างการฝึกฤทธิ์ทางใจแบบ เต็มกำลัง และครึ่งกำลัง กับแบบครึ่งกำลังนั้นมีผลแตกต่างกันอย่างไร ขอตอบตามความรู้เท่าที่พอจะมีว่า แตกต่างกันเฉพาะตอนเริ่มต้นเท่านั้นครับ แต่ตอนกลาง และ ตอนปลาย การฝึกนั้นเหมือนกันทุกประการ ดังจะมีรายละเอียดพอสังเขปดังนี้ ( ต่อจากนี้ไป ถ้าเจอคำว่า เต็ม ให้หมายถึงการฝึกแบบเต็มกำลัง และ ถ้าเจอคำว่า ครึ่ง ให้หมายถึงการฝึกแบบครึ่งกำลัง นะครับ )

    เต็ม
     
  2. Wisdom

    Wisdom ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2005
    โพสต์:
    1,675
    กระทู้เรื่องเด่น:
    11
    ค่าพลัง:
    +26,519
  3. Wisdom

    Wisdom ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2005
    โพสต์:
    1,675
    กระทู้เรื่องเด่น:
    11
    ค่าพลัง:
    +26,519
    หากมีประโยชน์ ขอมอบความดีให้กับท่านเจ้าของพระโอวาท
    หากมีโทษ ข้าพเจ้าขอรับแต่เพียงผู้เดียว
    ที่ทำเพราะหวังเป็นธรรมทานเพียงเท่านั้น
    ขออโหสิกรรมจากทุกท่านด้วยนะครับ

    <!-- / message --><!-- sig -->
    <!-- / message --><!-- sig -->
     
  4. Wisdom

    Wisdom ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2005
    โพสต์:
    1,675
    กระทู้เรื่องเด่น:
    11
    ค่าพลัง:
    +26,519
    มีคาถาที่ใช้ได้ 5 คาถา นะ โม พุท ธา ยะ / นะมะพะทะ / สัมปจิตฉามิ / สัมมาอรหัง / โสตัตตะภิญา
     
  5. kook1519

    kook1519 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 ตุลาคม 2006
    โพสต์:
    882
    ค่าพลัง:
    +3,158
    มีประโยชน์มากกว่า โทษค่ะ

    *******
    ยืนยันค่ะ
     
  6. aonwit01

    aonwit01 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    683
    ค่าพลัง:
    +1,025
    คาถา 5 อย่างนี้ใช่รวมกันได้มั๊ยฮะ อย่างเช่น นะโมพุทธายะ นะมะพะธะ
     
  7. kananun

    kananun เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 พฤษภาคม 2006
    โพสต์:
    10,282
    ค่าพลัง:
    +114,774
    ปีนี้ไปฝึกมโนเต็มกำลังกันให้มากๆนะครับ ไปถือศีลด้วยก็ยิ่งดีครับ
     
  8. okilu220

    okilu220 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 กรกฎาคม 2006
    โพสต์:
    314
    ค่าพลัง:
    +2,090
    มโนมยิทธิแปลว่าฤทธิ์ทางใจ ผมชอบคำนี้มากครับ ไม่ทราบว่าเจ้าของกระทู้ใช่พี่เด่นที่เคยคุยกับผมหรือเปล่าครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...