ข้อความต่างมิติ-จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อพวกคุณเริ่มเข้าสู่กระบวนการตื่นรู้แล้ว

ในห้อง 'วิทยาศาสตร์ทางจิต - ลึกลับ' ตั้งกระทู้โดย Chayutt, 15 กันยายน 2021 at 11:35.

  1. Chayutt

    Chayutt ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 สิงหาคม 2005
    โพสต์:
    6,409
    ค่าพลัง:
    +50,839
    **ข้อความชุด จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อพวกคุณเริ่มเข้าสู่กระบวนการตื่นรู้แล้ว**

    Awakening-1.jpg
    (Credite the picture from internet)


    **ตอนที่ 1: ตอนนี้ DNA ของพวกคุณกำลังเปลี่ยนแปลงไปอยู่**

    ตอนนี้ DNA (Deoxyribonucleic acid) ของพวกคุณกำลังเปลี่ยนแปลงไปอยู่ เพราะว่าระดับจิตสำนึกของพวกคุณกำลังเปลี่ยนแปลงไปอยู่ และสิ่งแรกที่จะเปลี่ยนแปลงไปภายใน DNA ของพวกคุณก็คือ “กรรมเก่า” ที่ถูกถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ หรือถูกถ่ายทอดมาทางสายเลือดของพวกคุณเอง

    เพราะว่าโดยปกติแล้วพวกคุณมักจะเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในเชื้อสายเดิมๆหรือในวงศ์ตระกูลเดิมๆภพชาติแล้วภพชาติเล่า เพราะฉะนั้นแล้ว บางทีผู้ที่กำลังเป็นลูกๆของพวกคุณอยู่ในตอนนี้ หรือผู้ที่กำลังเป็นพ่อแม่ของพวกคุณอยู่ในตอนนี้ พวกคุณอาจจะเคยรู้จักพวกเขามาก่อนแล้วก็ได้

    เพราะว่าในจังหวะที่พวกคุณกำลังจะลงมาเกิดใหม่อีกครั้งนั้น แรงดึงดูดอันมหาศาลของกรรมที่อยู่ในสายเลือดนั้นๆได้ดึงดูดพวกคุณให้เข้าไปหามันใหม่อีกครั้งหนึ่ง แม้ว่าพวกคุณจะเคยพูดเอาไว้ว่า “ฉันจะไม่กลับมาเกิดในครอบครัวนี้อีกแล้ว” ก็ตาม แต่มันก็ดูดพวกคุณให้เข้ามาอีกจนได้

    ภายใน DNA ของพวกคุณนั้น มันจะมีพันธุกรรมของวงศ์ตระกูลนั้นๆถักทออยู่ ซึ่งนั่นแหละคือสาเหตุที่ทำให้พวกคุณมักจะมีลักษณะคล้ายคลึงกับ หรือ มีพฤติกรรมคล้ายๆกับ หรือแม้แต่คิดเหมือนๆกับสมาชิกบางคนในครอบครัวของพวกคุณเอง

    แต่ว่าในตอนนี้..โครงสร้าง DNA ของพวกคุณกำลังถูกชำระล้างให้บริสุทธิ์อยู่ เพื่อที่จะได้กลับคืนไปสู่สภาวะดั้งเดิมตามธรรมชาติของมัน ซึ่งนี่แหละคือข่าวดี เพราะว่ามันจะช่วยให้พวกคุณหลุดพ้นออกมาจากบ่วงกรรมของวงศ์ตระกูลนั้นๆได้

    เพราะว่ามันจะทำให้พวกคุณหลุดพ้นออกมาจากหนี้กรรม และสัญญาผูกมัดทั้งหลาย ของบรรพบุรุษของตัวเองได้ และมิหนำซ้ำมันยังจะช่วยให้พวกคุณหลุดพ้นออกมาจากพรหมลิขิตทางชีวภาพของตัวเองได้ด้วยซ้ำไป

    เช่น ถ้าเชื้อสายวงศ์ตระกูลของพวกคุณมีโรคมะเร็ง หรือ โรคเบาหวาน เป็นโรคประจำตระกูลอยู่หละก็ มันก็จะหายสาบสูญไปในตอนนี้แหละ เพื่อที่พวกคุณจะได้สามารถสร้างสรรค์ตัวเองขึ้นมาใหม่ได้ ในแบบที่พวกคุณต้องการ โดยที่ไม่ต้องไปขึ้นอยู่กับของเดิมๆที่ถูกถ่ายทอดมาทางพันธุกรรมอีกต่อไปแล้ว

    และเมื่อใดที่รหัสต่างๆใน DNA ของพวกคุณถูกลบล้างออกไปจนหมดแล้ว พวกคุณก็จะได้พบว่า รูปร่างลักษณะของพวกคุณเปลี่ยนไปด้วย เช่น สีตาเปลี่ยนไป หรือเค้าโครงใบหน้าเปลี่ยนไป เป็นต้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ จะค่อยๆเป็นค่อยๆไปทีละน้อยๆ แต่ซักวันหนึ่งเมื่อพวกคุณมองดูตัวเองในกระจกเงา หรือมองดูรูปถ่ายของตัวเองแล้ว พวกคุณก็จะรู้ว่าตัวเองได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วมากน้อยแค่ไหน

    และการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ ก็อาจจะรวมถึงการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักของร่างกายที่พวกคุณต้องแบกรับอยู่ก็ได้ด้วยนะ และก็อาจจะรวมถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกร้ามเนื้อของตัวเองก็ได้ด้วยนะ

    และมันก็อาจจะรวมถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง ต่อวิถีการตอบสนองทางพลังงานต่อสมาชิกในครอบครัวของพวกคุณเองก็ได้ด้วย เพราะว่าพวกคุณบางคนอาจจะไม่รู้สึกถึงความผูกพันอย่างลึกซึ้งต่อสมาชิกบางคนในครอบครัวของตัวเองเหมือนเดิมอีกแล้วก็เป็นได้ หรือเช้าวันหนึ่งเมื่อพวกคุณตื่นขึ้นมา พวกคุณอาจจะไม่รู้สึกสนิทสนมคุ้นเคยกับครอบครัวของตัวเองเหมือนเดิมอีกเลยก็เป็นได้

    ซึ่งเรื่องนี้อาจจะทำให้พวกคุณช็อกก็ได้ ถ้าปกติแล้วพวกคุณเป็นคนที่มีสัมพันธภาพที่ดี และแนบแน่น และลึกซึ้ง และเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักกับครอบครัวของตัวเองดีอยู่แล้ว และก็อย่าแปลกใจ ถ้าความรู้สึกของพวกคุณ และความผูกพันของพวกคุณที่มีต่อครอบครัวของตัวเองจะเปลี่ยนไป

    ซึ่งก็รวมถึงความรู้สึกและความผูกพันที่มีต่อลูกๆของพวกคุณด้วย และเพราะเหตุนี้เองที่คุณพ่อคุณแม่ทั้งหลาย มักจะคิดว่าตัวเองต้องมีอะไรผิดปกติแน่ๆ เพราะว่าอยู่ๆพวกคุณก็จะเกิดความรู้สึกขึ้นมาว่าเด็กๆเหล่านั้นไม่ใช่ลูกๆของพวกคุณจริงๆอีกต่อไปแล้ว

    นอกจากนี้ มันยังมีอะไรบางอย่างที่สำคัญไม่แพ้กันเกิดขึ้นอยู่อีกด้วยนะ เพราะว่าเมื่อพวกคุณได้ปลดปล่อยรหัสข้อมูลใน DNA ของตัวเองออกไปแล้ว มันก็จะไปเปลี่ยนแปลงรหัสข้อมูลของผู้ที่กำลังจะลงมาเกิดเป็นสมาชิกในครอบครัวของพวกคุณด้วย เช่น ของพ่อแม่ หรือปู่ย่าตายายที่ตายไปแล้ว ที่กำลังวางแผนว่าจะกลับลงมาเกิดใหม่อีกครั้งในเร็วๆนี้ เป็นต้น ซึ่งมันก็จะช่วยปลดปล่อยพวกเขาให้เป็นอิสระจากกรรมเก่าของวงศ์ตระกูลด้วยโดยอัตโนมัติ

    เพราะฉะนั้นแล้ว พวกคุณเห็นไหมว่า ตอนนี้ในขณะที่พวกคุณกำลังปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระอยู่นี้ พวกคุณก็กำลังจะทำให้พลังงานของตัวเองเปลี่ยนแปลงไปด้วย และก็จะส่งผลให้ศักยภาพแห่งความเป็นไปได้ของสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของผู้อื่น เปลี่ยนแปลงตามไปด้วยเช่นเดียวกัน มันน่าทึ่งใช่ไหม๊หละ?

    ............................
    ที่มา: ข้อความสื่อสารจากท่าน Adamus Saint Germain เรื่อง : Into Your Awakening
    Ref: บางส่วนของหนังสือเรื่อง Live Your Divinity: Inspirations for New Consciousness

    แปลโดย: Chayutt Naowarata
    ................................................................
    #Facebook: Chayutt Naowarat https://web.facebook.com/chayutt.deejaroen
    temp_hash-5b2a256136d0e513ecac26433db8d45a-jpg-jpg-jpg-jpg.jpg
    #เพจขายหินออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย: Alchemistic Power of Stones (https://facebook.com/chayutt.naowarat)
    #ฝากกระทู้เกี่ยวกับหินด้วยนะครับ http://Alchemistic.2.vu/AlchemisticHere
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. Chayutt

    Chayutt ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 สิงหาคม 2005
    โพสต์:
    6,409
    ค่าพลัง:
    +50,839
    **ตอนที่ 2: ความฝันของพวกคุณก็กำลังเปลี่ยนไป**

    Awakening-2.jpg
    (Credite the picture from internet)

    สิ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอยู่ในตอนนี้ ลำดับถัดมาก็คือความฝันของพวกคุณเอง อันที่จริงแล้วฉันไม่จำเป็นจะต้องบอกพวกคุณเลยด้วยซ้ำไป เพราะว่าพวกคุณก็คงจะรู้แล้วว่าความฝันของตัวเองได้เริ่มเปลี่ยนไปซักพักหนึ่งมาแล้ว คือพวกมันจะคม-ชัด-ลึกมากขึ้น จนบางครั้งก็น่ากลัว เพราะว่ามันจะรู้สึกเหมือนจริงมากๆ ซึ่งมันก็จะเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกซักระยะหนึ่งโน่นแหละ

    พวกคุณบางคนจะเข้าใจผิดไปว่า ตัวเองจะฝันก็เฉพาะเวลาที่นอนหลับเท่านั้น แล้วเวลาตื่นขึ้นมาก็จะเลิกฝัน แต่มันไม่ใช่แบบนั้นเลย!! เพราะว่าพวกคุณกำลังฝันอยู่ตลอดเวลา!! ซึ่งแม้แต่ตอนนี้พวกคุณก็กำลังฝันกันอยู่!!

    คือ..ถึงแม้ว่าพวกคุณจะกำลังอยู่ตรงนี้อยู่ก็ตาม แต่ว่าความฝันของพวกคุณก็กำลังดำเนินต่อไปอยู่ในระนาบอื่นๆ คือมันไม่ได้มีแค่ฝันเดียว แต่มันเป็นฝันแบบซ้อนๆกันอยู่เป็นชั้นๆ แต่ว่าปกติแล้วพวกคุณจะบล็อกการรับรู้ของตัวเองไว้จากโลกแห่งความฝันเหล่านี้ จนกว่าพวกคุณจะหลับไป พวกคุณถึงจะเลิกบล็อกมัน แต่ในตอนที่พวกคุณหลับไป พวกคุณก็จะไปลงจอดบนชั้นของความฝันเพียงชั้นเดียวเท่านั้น แม้ว่ามันจะมีชั้นของความฝันที่กำลังเกิดขึ้นพร้อมกันอยู่มากมายก็ตาม

    สรุปว่า ตอนนี้ความฝันของพวกคุณกำลังเปลี่ยนแปลงไปอยู่ แต่อันที่จริงแล้วสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปจริงๆก็คือตัวพวกคุณเองนั่นแหละที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอยู่ เพราะว่าในตอนนี้เวลาที่พวกคุณหลับไปนั้น พวกคุณก็จะเข้าไปสู่ชั้นของความฝันจำนวนมากมายก่ายกองพร้อมๆกัน ซึ่งมันก็อาจจะทำให้พวกคุณสับสนและงุนงงอยู่บ้าง เพราะว่าจิตใจของพวกคุณไม่ได้ถูกออกแบบมาให้สามารถรับมือกับการคิดแบบหลากมิติแบบนี้ได้ หรือถ้าจะพูดให้ถูกต้องมากกว่านี้ก็คือ จิตใจของพวกคุณไม่ได้ถูกออกแบบมาให้แปลความหมายของสิ่งที่เป็นหลากมิติแบบนี้ได้

    แต่อย่างไรก็ตาม..ในตอนนี้พวกคุณก็กำลังฝันแบบหลายๆชั้นพร้อมๆกันอยู่ และก็กำลังจะจดจำความฝันของตัวเองได้มากขึ้นในเวลาตื่นอีกด้วย

    และข่าวดีสำหรับเรื่องนี้ก็คือ ความฝันเหล่านี้จะช่วยให้พวกคุณสามารถมีประสบการณ์กับมิติอื่นๆได้ และจะช่วยให้พวกคุณสามารถสร้างศักยภาพแห่งความเป็นไปได้ขึ้นมาในมิติอื่นๆจำนวนมากมายได้พร้อมๆกันด้วย แต่ปัญหามันก็คือพวกคุณจะรู้สึกสับสนและงุนงงกับความฝันของตัวเองอยู่ซักระยะหนึ่ง และในตอนเช้าที่พวกคุณตื่นขึ้นมา พวกคุณก็อาจจะไม่อยากที่จะจดจำมันได้เลยด้วยซ้ำไป และพวกคุณก็อาจจะรู้สึกว่าในเวลาตื่นนั้น พวกคุณรู้สึกสงบสุข และได้พักผ่อนมากกว่าในเวลาหลับซะอีก

    และนอกจากนี้พวกคุณยังกำลังจะได้ประสบกับสภาวะหลากมิติในชีวิตประจำวันของตัวเองอีกด้วย พวกคุณกำลังจะสามารถเข้าไปในชั้นของมิติต่างๆเหล่านี้ได้แม้ในสติสัมปชัญญะยามตื่นของตัวเองด้วยซ้ำไป ซึ่งตอนนี้พวกคุณบางคนก็สามารถที่จะเข้าไปสัมผัสรู้ “โลกใหม่” ได้แล้วด้วย และพวกคุณก็ยังสามารถที่จะนำเอาความตระหนักรู้อันนั้นกลับมาสู่กาลเวลาใน “ปัจจุบันนี้” ได้อีกด้วยนะ เพราะว่าอะไรก็ตามที่พวกคุณได้ไปเรียนรู้มาใน โลกใหม่” อันนั้น ก็สามารถที่จะนำมาใช้ประโยชน์ได้ใน “โลกเก่า” ใบนี้ได้ด้วย

    ตอนนี้..ในฝันชั้นใดชั้นหนึ่งของพวกคุณ พวกคุณกำลังเคลียร์ปัญหาด้านอารมณ์ของตัวเองอยู่ ที่อยู่กับพวกคุณมานานเกือบจะทั้งชีวิตของพวกคุณแล้ว และในตอนนี้..ในอีกชั้นหนึ่งของฝันเหล่านี้ พวกคุณก็กำลังมองดูศักยภาพแห่งความเป็นไปได้ของสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของตัวเองอยู่ เพื่อที่จะได้รู้ว่ามีอะไรอยู่ในนั้นบ้าง? และพวกคุณจะสามารถสร้างสรรค์อะไรดีๆขึ้นมาให้กับวันพรุ่งนี้ของตัวเอง และให้กับปีข้างหน้าของตัวเองได้บ้าง?

    ในตอนนี้..ในชั้นใดชั้นหนึ่งของความฝันของพวกคุณ พวกคุณกำลังกลับไปเผชิญกับเหตุการณ์ในอดีตชาติอยู่ ซึ่งเป็นจุดที่มีปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขเกิดขึ้น ซึ่งส่งผลให้เกิดการติดขัดด้านพลังงานของพวกคุณ ดังนั้น พวกคุณจึงกำลังพยายามที่จะหาทางแก้ไขมันอยู่

    ดังนั้น ถ้าในยามตื่น พวกคุณสามารถที่จะตระหนักรู้ถึงความฝันชั้นต่างๆของตัวเองได้หละก็ ชีวิตของพวกคุณก็คงจะสมบูรณ์แบบขึ้นอีกเยอะเลยทีเดียว เพราะว่าพวกคุณจะประจักษ์ว่าตัวตนภาคที่เป็นมนุษย์โลกของตัวเองนี้ เป็นแต่เพียงส่วนย่อยส่วนหนึ่งของตัวตนรวมทั้งหมดของตัวพวกคุณเองเท่านั้นเอง แล้วพวกคุณก็จะค้นพบวิธีการแก้ปัญหาแบบใหม่ และค้นพบวิธีการขับเคลื่อนพลังงานแบบใหม่ ที่ใหม่เอี่ยมอย่างสิ้นเชิงอีกด้วย

    ความฝันของพวกคุณไม่ได้เป็นแค่สิ่งที่พวกคุณจินตนาการขึ้นมาเองเท่านั้นนะ และมันก็ไม่ได้เป็นแค่อุปทานของพวกคุณเองเท่านั้นด้วย แต่ว่าความฝันของพวกคุณนั้น มันสำคัญมากพอๆกับ “ปัจจุบันขณะ” นี้เลยทีเดียว เพราะว่ามันก็เป็นส่วนหนึ่งของ “ปัจจุบันขณะ” นี้ด้วย

    ความฝันไม่ใช่การที่จิตใจซัดซ่ายไปคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้เอง หรือว่าคือการคิดฟุ้งซ่าน เพราะว่าความฝันของพวกคุณนั้น คือข้อความที่ถูกส่งมาจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบน และจากภาคอื่นๆของตัวตนของพวกคุณเองที่อยู่ในมิติอื่นๆหรือในโลกแห่งความเป็นจริงอื่นๆ ดังนั้น เวลาพวกคุณเพิกเฉยต่อความฝันของตัวเองแล้ว พวกคุณก็จะนอนไม่ค่อยหลับสนิท เพราะว่าความฝันจะพยายามพูดกับพวกคุณต่อไป

    ดังนั้น ให้หากระดาษและปากกามาไว้ข้างๆเตียง แล้วก็จงยินยอมให้ตัวเองจดจำความฝันให้ได้ แล้วก็จดมันเอาไว้ซะ ซึ่งถ้าพวกคุณเริ่มจดบันทึกความฝันของตัวเองไว้แล้ว พวกคุณก็จะรู้ว่ามันคือส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของตัวพวกคุณเองเลยทีเดียว แล้วพวกคุณก็จะเริ่มเข้าใจสัญลักษณ์และความหมายในความฝันของตัวเอง

    แต่ที่พูดมาทั้งหมดนี้ ฉันกำลังพูดถึงความฝันของพวกคุณหลายๆคนที่กำลังเข้าสู่กระบวนการผสานรวมกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในตัวเองอยู่นะ ฉันไม่ได้หมายถึงความฝันของบุคคลทั่วๆไปหรอกนะ เพราะว่าความฝันของบุคคลทั่วๆไปนั้น จะแตกต่างจากความฝันของพวกคุณมาก เพราะว่าความฝันของพวกคุณจะมาเป็นภาษาที่เข้าใจได้ง่ายๆ

    เพราะฉะนั้นแล้ว ก็อย่าไปใช้หนังสือทำนายฝันที่คนอื่นๆเขาใช้กันเลยนะ แต่ถ้าพวกคุณมีตำราแบบนี้อยู่หละก็ หรือว่าเคยศึกษามาบ้างหละก็ ก็ให้ทิ้งมันไปซะ เพราะว่าตอนนี้สัญลักษณ์และความหมายในความฝันของพวกคุณนั้น มันได้เปลี่ยนไปแล้ว

    ตอนนี้ภาษาในความฝันของพวกคุณกำลังมีการเปลี่ยนแปลงไปอยู่ และความฝันของพวกคุณก็กำลังค่อยๆแม่นยำมากขึ้นเรื่อยๆแล้วด้วย ดังนั้น เรื่องราวในฝันของพวกคุณจำนวนมากมายจึงกำลังเกิดขึ้นจริงๆอยู่ ในมิติอื่นๆ หรือในโลกแห่งความเป็นจริงอื่นๆ หรือในโลกคู่ขนานอื่นๆ นอกจากนี้ ความฝันของพวกคุณยังเกี่ยวข้องกับคำสอนที่พวกคุณกำลังสอนกันอยู่ใน “โลกใหม่” อีกด้วย
    ............................
    ที่มา: ข้อความสื่อสารจากท่าน Adamus Saint Germain เรื่อง : Into Your Awakening
    Ref: บางส่วนของหนังสือเรื่อง Live Your Divinity: Inspirations for New Consciousness

    แปลโดย: Chayutt Naowarat
     
  3. Chayutt

    Chayutt ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 สิงหาคม 2005
    โพสต์:
    6,409
    ค่าพลัง:
    +50,839
    **ตอนที่ 3: สติปัญญาของพวกคุณก็กำลังเปลี่ยนไป**

    Awakening-3.jpg
    (Credit the picture from internet)

    กระบวนการคิดทั้งกระบวนการของพวกคุณกำลังเปลี่ยนรูปแบบไป เพราะว่าพวกคุณคุ้นชินอยู่แต่กับการใช้สมองของตัวเองแก้ไขปัญหาต่างๆ แล้วก็คิดเป็นแต่แบบใช้ตรรกะ และแบบเชิงวิเคราะห์เท่านั้น แต่นั่นกำลังจะเปลี่ยนไปแล้ว

    เพราะว่าตรรกะของพวกคุณกำลังจะปรับโครงสร้างของตัวมันเองใหม่แล้ว เพื่อที่จะทำให้พวกคุณสามารถ “คิดด้วยวิธีคิดใหม่ๆ” ได้

    ตอนนี้สมองของพวกคุณกำลังจัดระบบและระเบียบ ของเหตุและผลและตรรกะของตัวมันเองใหม่อยู่ ซึ่งผลกระทบอีกด้านหนึ่งของมันนั้น ก็จะทำให้พวกคุณรู้สึกคับข้องใจอย่างมาก เพราะว่าพวกคุณจะไม่สามารถคิดได้ในแบบที่ตัวเองเคยคิดได้อีกต่อไปแล้ว

    และพวกคุณก็จะสงสัยว่าทำไมช่วงนี้ตัวเองถึงไม่มีสมาธิเอาซะเลยด้วย จนไม่สามารถจดจ่อกับอะไรได้นานๆอีกเลย ดังนั้นพวกคุณก็เลยจะคิดไปว่า “สงสัยฉันจะต้องแก่แล้วแน่ๆเลย ดังนั้น ฉันคงต้องไปหาอาหารเสริมอะไรมากินบ้างแล้วหละ เพื่อที่ฉันจะได้สมองใสขึ้นกว่านี้” หรือไม่ก็..พวกคุณก็อาจจะคิดว่าตัวเองเริ่มที่จะสมองทึบไปแล้วแน่ๆเลย แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่

    เพราะว่าจิตใจของพวกคุณก็ยังจะคงมีส่วนร่วมในการคิดอยู่เหมือนเดิม เพียงแต่ว่าส่วนที่มีความสำคัญมากๆส่วนอื่นๆของพวกคุณ ก็จะเปิดตัวเองขึ้นมาให้พวกคุณใช้งานด้วยเท่านั้นเอง เช่น สิ่งที่พวกเราเรียกมันว่า gnost เป็นต้น ซึ่งมันก็คือภูมิปัญญาอันศักดิ์สิทธิ์ของพวกคุณเอง ซึ่งพวกคุณมีการเชื่อมต่ออยู่กับมันตลอดเวลาอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าพวกคุณไม่ได้นำเอามันมาใช้งานด้วยบนโลกใบนี้เท่านั้นเอง

    ซึ่งนั่นก็หมายความว่า วิธีการในการวิเคราะห์โลกแห่งความเป็นจริงของพวกคุณ และวิธีการในการแก้ปัญหาต่างๆของพวกคุณ กำลังจะเปลี่ยนไปครั้งมโหฬาร ซึ่งในช่วงแรกๆนั้นมันอาจจะรู้สึกแปลกๆอยู่ซักหน่อย จนเหมือนกับว่าพวกคุณเพี้ยนหรือบ้าไปแล้วแน่ๆเลย แต่ว่ามันไม่ใช่

    เพราะว่าพวกคุณเพียงแค่กำลังจัดระบบ-ระเบียบให้กับกระบวนการทางความคิดของตัวเองใหม่อยู่เท่านั้นเอง โดยการนำเอาจิตสำนึกและพลังงานมาผสานรวมเข้ากับ “กายแห่งจิตสำนึก” (Body of Consciousness) ในเวอร์ชั่นที่อยู่บนโลกนี้ของพวกคุณเองเท่านั้นเอง ตรงนี้ถ้าจะให้อธิบายต่อเรื่องมันจะยาวนะ แต่สรุปสั้นๆว่า..ให้คอยดูสติปัญญารูปแบบใหม่เอี่ยมอ่องของพวกคุณได้เลย

    ความมีปัญญาที่แท้จริงนั้น มันไปไกลกว่าการรู้ว่า 2+2 = 4 อีกนะ เพราะว่าภูมิปัญญาที่แท้จริงนั้นก็คือการเข้าใจว่า 2+2 = อะไรก็ได้ เพราะว่ามันขึ้นอยู่กับมุมมองของพวกคุณเอง และขึ้นอยู่กับความเชื่อ และทางเลือกของพวกคุณเองด้วย เพราะว่าแม้ว่าตรรกะของพวกคุณจะบอกว่า 2+2 จะต้องเท่ากับ 4 เท่านั้นก็ตาม แต่พลังงานของภูมิปัญญาใหม่ของพวกคุณจะยินยอมให้พวกคุณเข้าใจได้ว่า 2+2 = อะไรก็ได้ที่พวกคุณอยากจะให้มันเป็น

    ................................
    ที่มา: ข้อความสื่อสารจากท่าน Adamus Saint Germain เรื่อง : Into Your Awakening
    Ref: บางส่วนของหนังสือเรื่อง Live Your Divinity: Inspirations for New Consciousness

    แปลโดย: Chayutt Naowarat
     
  4. Chayutt

    Chayutt ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 สิงหาคม 2005
    โพสต์:
    6,409
    ค่าพลัง:
    +50,839
    **ตอนที่ 4: การเหวี่ยงแบบสุดขั้ว**

    Awakening-4.jpg
    (Credit the picture from internet)

    ในประสบการณ์ชีวิตของพวกคุณมันจะมีการเหวี่ยงแบบสุดขั้วเกิดขึ้นด้วยนะ เพราะว่าพลังงานใหม่กำลังหลั่งไหลเข้ามาอยู่ ดังนั้น จึงทำให้เพนดูลั่มของพลังงานเก่าเกิดการเหวี่ยงจากสุดปลายข้างหนึ่งไปสู่สุดปลายอีกข้างหนึ่งอยู่ และเมื่อใดที่พลังงานเก่ากับพลังงานใหม่มาผสานรวมกันแล้ว มันก็จะกลายเป็นส่วนสมบูรณ์ทั้งหมด ไม่ใช่เป็นแค่สุดปลายข้างใดข้างหนึ่งอีกต่อไป

    ณ.สุดปลายข้างใดข้างหนึ่งนั้น พวกคุณอาจจะรู้สึกว่ามีพลังงานแห่งการสร้างสรรค์ระเบิดออกมาอย่างเหลือเฟือเหลือเกิน จนพวกคุณรู้สึกถึงแรงกระตุ้นอย่างฉับพลัน ให้อยากแต่งเพลง หรือเขียนหนังสือ หรือวาดภาพ หรืออะไรก็ตามแต่ จนพวกคุณรู้สึกรับไม่ได้ และมิหนำซ้ำมันอาจจะเกิดขึ้นในขณะที่พวกคุณกำลังอยู่ในสถานที่แปลกๆอีกด้วยนะ เช่น ในขณะที่พวกคุณกำลังอยู่ในห้องประชุม หรืออยู่ในภัตาคาร หรืออยู่ในงานศพ เป็นต้น

    แต่ ณ.สุดปลายอีกข้างหนึ่งนั้น มันอาจจะมีช่วงเวลาที่พวกคุณจะรู้สึกว่าไม่มีแรงบันดาลใจอะไรเลยอย่างสิ้นเชิง และพวกคุณก็อาจจะรู้สึกว่าสมองว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย จนพวกคุณอยากจะพูดว่า “ท่านอะดามัส ทำไมเมื่อนาทีที่แล้วฉันถึงมีความคิดสร้างสรรค์อย่างเหลือเฟือเหลือเกิน แต่พอนาทีถัดมาทำไมฉันถึงไม่รู้สึกอะไรเลยหละ?” แล้วฉันก็จะตอบว่า “ถูกแล้ว..มันต้องเป็นแบบนั้นแหละ”

    แม้ว่าปลายสุดของทั้งสองขั้วนี้ จะเป็นสิ่งที่เหมาะสมและมีความสำคัญมากก็ตาม แต่ในที่สุดแล้วพวกมันก็จะผสานรวมเข้าด้วยกัน แต่จะไม่ใช่การผสานรวมกันแบบหักล้างกันจนมีสภาพเป็นกลางนะ เพราะว่าพวกมันจะกลับไปสู่สภาวะที่มีการขยายตัวอย่างเต็มที่ และกลับไปสู่สภาวะเต็มตัวของมันเหมือนเดิม แต่ในตอนนี้มันอาจจะฟังดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือนัก ดังนั้น ฉันจึงอยากจะขอเชิญชวนพวกคุณให้มาใช้ใจรู้สึกถึงมันแทน

    มันจะมีบางช่วงเวลาที่พวกคุณจะแอ็คทีฟอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการแอ็คทีฟกับผู้คน หรือกับกิจกรรม หรือกับหมายกำหนดการต่างๆก็ตาม และมันก็จะมีบางคืนที่พวกคุณจะมานอนคิดว่าทำไมพวกคุณถึงมีงานยุ่งเหลือเกิน จนไม่รู้ว่าจะทำอะไรก่อนดี

    ส่วน ณ.ปลายอีกข้างหนึ่งของการเหวี่ยงนี้นั้น มันก็จะมีบางช่วงเวลาที่พวกคุณอยากจะพักผ่อน หรือหยุดพัก หรือไม่ทำอะไรเลย เพราะว่าพวกคุณจะรู้สึกขึ้นมาอย่างกระทันหันว่า อยากจะตัดทุกสิ่งทุกอย่างออกไปจากชีวิตของตัวเองซะให้หมดๆไป เพื่อที่จะได้อยู่ตามลำพังคนเดียวบ้าง ซึ่งนี่ก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าพวกคุณจำเป็นจะต้องหยุดพักซะบ้างเพื่อให้ทุกๆส่วนของความเป็นพวกคุณได้ตามทัน หลังจากที่วุ่นวายมามากพอแล้ว

    เมื่อพวกคุณก้าวเข้ามาสู่กระบวนการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเหล่านี้แล้ว มันก็จะมีบ้างบางช่วงเวลาที่พวกคุณจะต้องหยุดพักบ้าง แม้ว่าลูกๆของพวกคุณ และคู่สมรสของพวกคุณ และครอบครัวทางโลกของพวกคุณ และทุกๆคนในชีวิตของพวกคุณ จะยังต้องการให้พวกคุณเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยอยู่ก็ตาม

    แต่พวกคุณก็จะต้องเข้มแข็งเอาไว้นะ เพราะว่าพวกคุณจะต้องฟังเสียงจากข้างในของตัวเองก่อน และจะต้องมอบของขวัญซึ่งก็คือการหยุดพักให้กับตัวเองบ้าง พวกคุณจะต้องมอบเวลาอันมีค่าให้กับตัวเองบ้าง

    นี่คือสิ่งที่สำคัญอย่างมาก อย่าหลบเลี่ยงที่จะทำมัน เช่น ถ้ามันหมายถึงการโทรไปลาป่วยกับที่ทำงานเพื่อที่จะได้อยู่กับตัวเองเพียงลำพังหละก็ ก็จงทำมันเสีย แต่ถ้ามันหมายถึงการขับรถออกไปข้างนอกไกลๆคนเดียวหละก็ ก็จงทำมันเสีย

    แต่ในทำนองเดียวกัน มันก็จะมีบางช่วงเวลาที่พวกคุณจะรู้สึกถึงการเชื่อมต่อกับวิญญาณมากเป็นพิเศษ เช่น รู้สึกถึงความรู้สึกของวิญญาณแบบใกล้ชิดและลึกซึ้ง เป็นต้น ซึ่งมันจะเหมือนกับว่าพวกคุณกำลังตกหลุมรักตัวเองอยู่อย่างนั้นแหละ แต่ในขณะเดียวกัน มันก็จะรู้สึกด้วยว่า เจ้า “ตัวเอง” ที่ว่านี้หนะ มันไม่น่าจะเป็นแค่ “ตัวเอง” เท่านั้นหรอก เพราะว่ามันเป็นอะไรที่ใหญ่โตกว่านั้นมากๆ ซึ่งความรู้สึกของการเชื่อมต่ออย่างแรงกล้านี้เอง ที่จะทำให้พวกคุณปลื้มปิติจนน้ำตาร่วงเลยหละ

    แล้วหลังจากนั้น มันก็จะมีบางช่วงเวลาที่พวกคุณจะไม่รู้สึกถึงการเชื่อมต่อใดๆกับวิญญาณของตัวเองเลย จนพวกคุณอยากจะถามว่า “พระเจ้าไปไหนแล้วหละ?” เพราะว่าพวกคุณจะรู้สึกเหมือนกับว่าไม่มีอะไรอยู่ข้างนอกนั่นเลย และข้างในตัวของพวกคุณเองก็รู้สึกเหมือนกับว่าไม่มีอะไรอยู่เลยด้วย จนพวกคุณเริ่มสงสัยว่าตอนที่มีประสบการณ์อันแสนพิเศษกับวิญญาณนั้น มันเป็นความจริงหรือเปล่า

    แต่พวกคุณก็จะมีช่วงเวลาที่รู้สึกถึงความเชื่อมต่อกับวิญญาณอย่างแรงกล้า สลับกับช่วงเวลาที่รู้สึกโดดเดี่ยวอย่างสิ้นเชิงแบบนี้แหละ มันถูกต้องแล้ว อย่าไปปฏิเสธความรู้สึกเหล่านี้หละ แค่ให้เข้าใจว่ามันเป็นสุดปลายข้างหนึ่งของประสบการณ์ในยุคพลังงานใหม่ก็พอแล้ว

    ชีวิตของพวกคุณกำลังจะเปลี่ยนไป และพลังงานก็กำลังจะเคลื่อนที่ไปด้วย แต่แล้วไม่นานมันก็จะรู้สึกเหมือนกับว่ามันหยุดชะงักลง แล้วหลังจากนั้นมันก็จะเคลือนที่ไปข้างหน้าอีก แต่แล้วไม่นาน มันก็จะรู้สึกเหมือนกับว่ามันหยุดชะงักลงอีกครั้งหนึ่ง มันจะเป็นแบบนี้ไปตลอดนั่นแหละ เพราะว่ามันเป็นธรรมชาติของกระบวนการตื่นรู้ และการเข้าสู่ยุคพลังงานใหม่ของพวกคุณ

    ........................................
    ที่มา: ข้อความสื่อสารจากท่าน Adamus Saint Germain เรื่อง : Into Your Awakening
    Ref: บางส่วนของหนังสือเรื่อง Live Your Divinity: Inspirations for New Consciousness
    แปลโดย: Chayutt Naowarat
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 15 กันยายน 2021 at 12:49
  5. Chayutt

    Chayutt ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 สิงหาคม 2005
    โพสต์:
    6,409
    ค่าพลัง:
    +50,839
    **ตอนที่ 5: การถือสันโดษ**

    Awakening-5.jpg
    (Credite the picture from internet)

    ในกระบวนการตื่นรู้ พวกคุณจะพบว่ามันมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ที่พวกคุณจะต้องมีเวลาให้กับตัวเองบ้าง ซึ่งก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการตื่นรู้นั้น พวกคุณหลายคนจะชอบที่จะอยู่กับคนอื่นๆ เพื่อที่จะได้รู้สึกว่าปลอดภัย และรู้สึกสบายใจ จนหลายๆคนกลายเป็นคนที่ไม่สามารถอยู่คนเดียวได้เลย เพราะว่าพวกคุณจะสับสนระหว่างความเหงากับการอยู่คนเดียว แต่ว่าตอนนี้พวกคุณจำเป็นจะต้องใช้เวลาอยู่กับตัวเองบ้างแล้ว

    จงหาเวลาอยู่กับตัวเองบ้าง เพราะว่ามันมีความสำคัญมากๆ เพราะว่ามันจะเป็นช่วงเวลาที่พวกคุณจะได้นำพาเอาพลังงานอันศักดิ์สิทธิ์เข้ามาสู่ชีวิตของตัวเอง เพราะว่าถ้าพวกคุณเอาแต่ขลุกอยู่ในความสับสนวุ่นวายอยู่หละก็ ไม่ว่าจะเป็นอยู่ในเสียงอึกทึกครึกโครม, หรืออยู่กับผู้คน, หรือการจราจร, หรืออยู่ในออฟฟิตก็ตาม มันก็จะเป็นการยากที่พวกคุณจะสามารถนำพาเอาพลังงานอันศักดิ์สิทธิ์นี้เข้ามาสู่ชีวิตของตัวเองได้ เพราะฉะนั้นแล้ว จงทำให้แน่ใจว่าพวกคุณได้หาช่วงเวลาแบบนี้ให้กับตัวเองบ้างแล้ว เพราะว่ามันเป็นของขวัญที่วิเศษมากๆสำหรับตัวพวกคุณเอง

    พวกคุณจะรู้สึกเองจากข้างใน เพราะว่ามันจะกระซิบบอกพวกคุณว่า “ถึงเวลาแล้วที่จะต้องอยู่ตามลำพัง” ซึ่งถ้าถึงเวลาเช่นนี้จริงๆแล้วหละก็ ก็จงอย่ายอมให้อะไรมาขัดขวางช่วงเวลาแห่งการอยู่คนเดียวนี้ของพวกคุณได้ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว, การงาน หรือภาระหน้าที่อะไรก็ตามแต่ และจงอย่าหาข้ออ้างหรือข้อแก้ตัวใดๆ มาบอกว่าไม่มีเวลาอยู่ตามลำพังคนเดียวด้วย ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่พวกคุณได้ยินเสียงร้องเรียกออกมาจากข้างในอันนี้แล้ว ก็จงรับฟังมัน และทำตามมันบอกเสีย

    มันมีกฎทางฟิสิกส์ด้านจิตวิญญาณอยู่หลายกฎ ที่กำลังทำงานอยู่ในระดับลึกๆและในระดับที่สวยสดงดงามมากๆของพวกคุณ ดังนั้น มันจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ที่พวกคุณจะต้องยอมรับฟังมัน และไม่เพิกเฉยต่อมันอีกต่อไป เพราะว่าถ้าพวกคุณรับรู้ถึงความรู้สึกนี้แล้ว แต่จิตใจของพวกคุณกลับไปกดข่มมันเอาไว้ หรือพวกคุณไม่เชื่อในความรู้สึกของตัวเอง หรือพวกคุณผัดวันประกันพรุ่ง แล้วบอกว่าจะทำมันทีหลังหละก็ จงอย่าทำอย่างนั้นเลย จงทำมันซะเดี๋ยวนี้!! จงรับฟังมันด้วยหัวใจ เพราะว่ามันเป็นกระบวนการเปลี่ยนรูปแบบที่สวยสดงดงาม และน่าทึ่งมากๆ

    ............................
    ที่มา: ข้อความสื่อสารจากท่าน Adamus Saint Germain เรื่อง : Into Your Awakening
    Ref: บางส่วนของหนังสือเรื่อง Live Your Divinity: Inspirations for New Consciousness

    แปลโดย: Chayutt Naowarat
     
  6. Chayutt

    Chayutt ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 สิงหาคม 2005
    โพสต์:
    6,409
    ค่าพลัง:
    +50,839
    **ตอนที่ 6: การสื่อสารระหว่างกายและจิต**

    Awakening-6.jpg
    (Credite the picture from internet)

    ในช่วงเวลานี้ร่างกายเนื้อของพวกคุณกำลังอยู่ในระหว่างกระบวนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างมูลฐานของมันเองอยู่ มันเป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับ DNA และรูปแบบของการเชื่อมต่อระหว่างร่างกายเนื้อของพวกคุณ กับจิตใจของพวกคุณ ก็กำลังจะเปลี่ยนไป และรวมถึง ระบบการติดต่อสื่อสารระหว่างกายกับจิตของพวกคุณก็กำลังจะเปลี่ยนไปด้วยเช่นเดียวกัน

    เพราะว่าระบบการการติดต่อสื่อสารกัน ขององค์ประกอบทางชีวภาพในร่างกายเนื้อของพวกคุณนั้น มันเก่าแก่มากแล้ว เพราะว่ามันมีมาตั้งแต่สมัยแอตแลนติสโน่นแล้ว ซึ่งวิถีการติดต่อสื่อสารกันของกายและจิตของพวกคุณนั้น มันก็จะมีรูปแบบเฉพาะของมันเองอยู่

    แต่ว่าในตอนนี้ จิตของพวกคุณจะไม่พยายามมาควบคุมกายเนื้อของพวกคุณอีกต่อไปแล้ว เพราะว่ากายและจิตของพวกคุณจะผสานรวมเข้าด้วยกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

    เพราะฉะนั้นแล้ว กาย และจิต และวิญญาณของพวกคุณ ก็จะไม่ใช่สิ่งที่แยกขาดจากกันแบบต่างคนต่างอยู่อีกต่อไปแล้ว เพราะว่าพวกมันทั้งหมดนี้จะเริ่มมาผสานรวมเข้าด้วยกัน กลายเป็น “กายแห่งจิตสำนึก” (Body of Consciousness) แทน

    เพราะฉะนั้นแล้ว พวกคุณจึงอาจจะเริ่มสังเกตเห็นว่า ร่างกายเนื้อของตัวเอง เริ่มที่จะมีปฏิกิริยาแปลกๆไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว ซึ่งมันก็อาจจะมีผลข้างเคียงตามมาด้วย เช่น มีปัญหาในกระเพาะอาหาร, หรือมีอาการปวดตรงโน้นปวดตรงนี้บ้าง, หรือรู้สึกอ่อนเพลีย หรือรู้สึกเหนื่อยล้าตามร่างกาย, หรือมีอาการอื่นๆที่แตกต่างออกไปจากนี้ เป็นต้น

    จงใช้เวลาเพื่อรู้สึกถึงร่างกายเนื้อของตัวเองซักครู่หนึ่ง แล้วลองถามตัวเองดูซิว่า พวกคุณรู้สึกอะไรบ้างเมื่อสักครู่นี้?

    คราวนี้ ก็จะมาถึงปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่กำลังส่งผลกระทบต่อพวกคุณหลายๆคนอยู่ในขณะนี้แล้วหละ ซึ่งก็คือ ปัญหาน้ำหนักเพิ่ม ซึ่งพวกคุณอาจจะพูดว่า “ฉันกินน้อยลงกว่าเดิมตั้งเยอะ แล้วทำไมฉันถึงอ้วนขึ้นมาได้หละ?”

    แล้วจากนั้น พวกคุณก็จะพากันเข้าคอร์สลดน้ำหนักกันอย่างบ้าคลั่ง แต่แล้วพวกคุณก็จะกลับยิ่งอ้วนมากขึ้นไปอีก แล้วพวกคุณก็จะพูดว่า “อะไรกันเนี่ย? มันเกิดอะไรขึ้น ฉันควรที่จะเป็นผู้ปฏิบัติธรรมนะ และฉันก็ควรที่จะสามารถควบคุมร่างกายเนื้อของตัวเองได้สิ”

    พวกคุณเข้าใจผิดแล้ว เข้าใจผิดทั้งหมดเลย!! เพราะว่าพวกคุณกำลังพยายามที่จะใช้ระบบของยุคพลังงานเก่า ที่ใช้จิตใจควบคุมร่างกายเนื้อของตัวเองอยู่ เพราะว่าพวกคุณอาจจะเข้าใจผิดไปว่า มันคือระบบที่มาจากวิญญาณของพวกคุณเอง แต่ว่ามันไม่ใช่เลย เพราะว่ามันคือการที่พวกคุณพยายามที่จะใช้จิตใจของตัวเองไปควบคุมชีวิตของตัวเองอยู่ต่างหากหละ แทนที่จะปล่อยให้ตัวเองดำรงอยู่ในสภาวะแห่งความสอดประสานกลมกลืนกันแบบสบายๆ ซึ่งเป็นสภาวะที่ร่างกายเนื้อ, จิตใจ และวิญญาณ ทำงานร่วมกันอย่างเป็นธรรมชาติและอย่างไม่มีจุดสะดุดเลย

    ดังนั้น ถ้าพวกคุณยอมที่จะรับฟังเสียงจากร่างกายเนื้อของตัวเองแล้วหละก็ แทนที่จะไปวิตกกังวลอยู่กับมัน พวกคุณก็จะรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น และพวกคุณก็จะเริ่มเข้าใจว่าการผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกันแบบใหม่นี้กำลังเกิดขึ้นอยู่แล้ว แล้วพวกคุณก็จะรู้ว่าจริงๆแล้วร่างกายเนื้อของตัวเองกำลังต้องการอะไรอยู่

    แต่เพราะว่าจิตใจของพวกคุณ มันได้ทำงานของมันแบบนี้มานานนับร้อยนับพันปีแล้ว ดังนั้น ในเวลาที่พวกคุณคิด มันจึงมีรูปแบบบางอย่าง, และความสมดุลทางพลังงานบางระดับ และลำดับของการถ่ายทอดกระแสประสาท และสัญญาณไฟฟ้าบางรูปแบบเกิดขึ้น

    ดังนั้น พวกคุณก็เลยได้กระแสความคิดมา และก็เลยได้ความรู้สึกจากสมองมา ซึ่งคำว่า “ความรู้สึกจากสมอง” ที่ว่านี้ ก็คือสิ่งที่พวกคุณเรียกกันว่า “อารมณ์” นั่นเอง ซึ่งมันไม่เกี่ยวข้องอะไรกับ “ความรู้สึกที่แท้จริง” เลย

    เพราะว่าอารมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น มันเกิดขึ้นมาจากความคิดของพวกคุณเองทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นแล้วอารมณ์ของพวกคุณจึงเป็นสิ่งที่มีข้อจำกัด และจริงๆแล้วมันก็คือของปลอมนั่นเอง เพราะว่าพวกมันไม่ใช่ความรู้สึกที่แท้จริงเลย และก็ไม่ใช่การตระหนักรู้ที่แท้จริงด้วย

    และนอกจากนี้ พวกคุณยังจะเริ่มรู้สึกถึงการขาดสมดุลทางความคิดอีกด้วย จนพวกคุณบางคนหลงเข้าใจผิดไปว่าตัวเองกำลังเริ่มที่จะสูญเสียความสามารถในการวิเคราะห์, และความสามารถในการจดจ่อ และความสามารถในการคิดโดยใช้เหตุใช้ผลไปแล้ว ซึ่งเมื่อพวกคุณรู้สึกเป็นกังวลขึ้นมาแบบนี้แล้ว มันก็จะไปส่งผลกระทบต่อร่างกายเนื้อของพวกคุณในทันที

    ดังนั้น พวกคุณจึงจะเริ่มรู้สึกราวกับว่าระบบต่างๆของตัวเองได้พังพินาศไปหมดแล้ว แล้วพวกคุณก็จะมีคำถามว่า “มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”

    ไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอก เพียงแต่ว่าพวกคุณกำลังอยู่ในระหว่างกระบวนการตามธรรมชาติของการเริ่มผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกันของกายและจิตของตัวเองอยู่เท่านั้นเอง และตัวตนอันศักดิ์สิทธิ์ของพวกคุณเองก็กำลังจะเข้ามาผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกันด้วยเท่านั้นเอง และมันก็จะเป็นอะไรที่สวยสดงดงามอย่างมากด้วย

    .....................
    ที่มา: ข้อความสื่อสารจากท่าน Adamus Saint Germain เรื่อง : Into Your Awakening
    Ref: บางส่วนของหนังสือเรื่อง Live Your Divinity: Inspirations for New Consciousness

    แปลโดย: Chayutt Naowarat
     
  7. Chayutt

    Chayutt ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 สิงหาคม 2005
    โพสต์:
    6,409
    ค่าพลัง:
    +50,839
    **ตอนที่ 7: เสียงเรียกร้องจากภายใน**

    Awakening-7.jpg
    (Credite the picture from internet)

    เมื่อเร็วๆนี้พวกคุณได้ยินเสียงร้องเรียกบ้างไหม? ซึ่งบางทีมันอาจจะมาในรูปแบบของความรู้สึกว่าเหมือนมีใครมาเคาะประตูห้องอยู่ตลอดอย่างงั้นแหละ แต่มันก็ไม่ใช่เสียงร้องเรียกที่มาจากภายนอก หรือมาจากสรวงสวรรค์ที่ไหนหรอกนะ แล้วมันก็ไม่ได้มาจากเสียงเป่าแตรของมหาเทพกาบริเอลด้วย เพราะว่ามันเป็นเสียงเรียกร้องมาจากภายในของพวกคุณเอง

    เสียงเรียกร้องที่ว่านี้มันมาจาก “กายแห่งความตระหนักรู้” หรือ Body of Consciousness ของพวกคุณเอง ซึ่งก็คือกายที่เกิดจากการผสานรวมกันเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว ของร่างกายเนื้อ-จิตใจ-วิญญาณของพวกคุณเอง และกายแห่งความตระหนักรู้อันนี้ของพวกคุณ มันมีความตระหนักรู้แบบเต็มพิกัดของพวกคุณบรรจุอยู่ ไม่ใช่มีแค่ความตระหนักรู้อันคับแคบและมีข้อจำกัดนี้ ของมนุษย์ของพวกคุณเท่านั้น

    มันพยายามที่จะทำให้พวกคุณหันมาสนใจมันนานแล้ว แต่พวกคุณก็ได้พยายามที่จะปิดมันลงมาโดยตลอด ก็เหมือนกับการที่พวกคุณมักจะปิดหน้าต่างเสีย ถ้ามีสุนัขมาเห่าอยู่ข้างนอกนั่นแหละ แล้วพวกคุณก็จะถามตัวเองว่า “นั่นมันเสียงอะไรนะ ช่างน่ารำคาญซะจริงๆ?” แต่เสียงเรียกอันนั้น มันก็คือเสียงจากข้างในของพวกคุณเองที่กำลังร้องเรียกพวกคุณอยู่

    มันเป็นเสียงร้องเรียกที่กำลังเรียกให้พวกคุณ “กลับบ้าน” เพื่อไปหา “ตัวเอง” อยู่ ณ.ที่นี่และเดี๋ยวนี้ มันเป็นเสียงเรียกให้กลับไปรวมเป็นหนึ่งเดียวกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยไม่มีวาระอื่นใด นอกเหนือจากการ “กลับไปรวมกับตัวเองใหม่” ดังว่านี้เลย เพราะว่ามันไม่ต้องการอะไรเลย นอกจากที่จะได้อยู่กับพวกคุณ และได้แบ่งปันประสบการณ์ชีวิตกับพวกคุณ และได้นำพาเอาความหลงใหล หรือ passion ระดับหนึ่ง ที่ได้ถูกปิดกั้นเอาไว้นานแล้ว กลับคืนมาใหม่อีกครั้งหนึ่งเท่านั้นเอง

    เพราะว่า “กายแห่งความตระหนักรู้” (The Body of Consciousness) ของพวกคุณ ที่ได้ถูกแบ่งออกเป็นส่วนๆนั้น บัดนี้ มีความปรารถนาที่จะได้กลับมาอยู่ร่วมกันใหม่อีกครั้งหนึ่งแล้ว ซึ่งการกลับมาผสานรวมกันใหม่อีกครั้งหนึ่งนี้ ก็จะต้องอาศัยพวกคุณที่กำลังอยู่ใน “ปัจจุบันขณะนี้” แหละเป็นผู้กระทำ ซึ่งก็คือในสภาวะที่ไม่มีการเกิด (no-incarnation) ที่พวกคุณกำลังดำรงอยู่ในขณะนี้นี่แหละ หรือก็คือในตัวตนที่ไม่ใช่ตัวตนจากเมื่อวานนี้อันนี้นี่แหละ แต่คือตัวตนที่แท้จริงของวันนี้แทน เพาะว่ามันต้องการที่จะกลับมารวมกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง

    (ตรงท่อนนี้ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจนะครับ แต่คำว่า “พวกคุณ” ในท่อนนี้อาจจะหมายถึงตัวตนของพวกเราที่อยู่ในมิติที่ไร้กาลเวลาที่เรียกว่า I Am Present ก็ได้ – ผู้แปล)

    ด้วยความตระหนักรู้ของพวกคุณ พวกคุณกำลังจะสามารถเข้าใจและรับรู้ถึงเสียงเรียกอันนั้นได้ เพราะว่ามันได้พยายามที่จะร้องเรียกพวกคุณมานานแล้วในฝันของพวกคุณ มันได้พยายามที่จะร้องเรียกพวกคุณมานานแล้วผ่านทางเสียงกระซิบเบาๆของมัน หรือผ่านทางอาการเจ็บปวดของร่างกายของพวกคุณ หรือผ่านทางปัญหาทางอารมณ์ต่างๆ

    มันได้พยายามที่จะเรียกร้องความสนใจจากพวกคุณมานานแล้ว เพราะฉะนั้น จงรับฟังมัน เพราะว่ามันออกมาจากข้างในของพวกคุณเอง

    แต่มันก็ไม่จำเป็นว่าเสียงร้องเรียกนี้จะต้องออกมาในรูปแบบของคำพูดเสมอไปนะ และมันก็จะไม่บอกพวกคุณด้วยว่าจะต้องทำอะไรบ้าง เพราะว่าความเป็น “พวกคุณ” อันนี้ มันไม่ต้องการที่จะบอกพวกคุณว่าพวกคุณจะต้องทำอะไรบ้าง เพราะว่ามันแค่อยากจะอยู่กับพวกคุณเท่านั้นเอง

    มันไม่ได้มาบอกว่า “คุณจะต้องทำสิ่งนี้สิ่งนั้น หรือทำกับคนๆนั้นหรือคนๆนี้” เพราะว่านั่นจะไปขัดแย้งกับธรรมชาติของจิตสำนึกและความตระหนักรู้ และก็ขัดแย้งกับสิ่งที่พวกคุณเป็นอย่างสิ้นเชิงอีกด้วย

    เพื่อนๆที่รักทั้งหลาย จงตระหนักรู้ไว้ด้วยว่าโลกใบนี้ช่างเป็นสถานที่ๆยอดเยี่ยมยิ่งนัก แม้ว่าพวกคุณจะพากันผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากลำบากมามากมายแล้วแค่ไหนก็ตาม แต่ว่าโลกใบนี้ก็ยังคงเป็นสถานที่ๆยอดเยี่ยมอยู่ดี

    และในวันนี้เมื่อพวกคุณจ้องมองเข้าไปในดวงตาของมนุษย์โลกคนอื่นแล้วหละก็ โดยที่ไม่เอาแต่ไปต่อสู้กับศัตรูที่ไม่ใช่ศัตรูของตัวเองอยู่หละก็ และโดยที่ไม่มัวแต่คิดว่าตัวเองจะต้องไปปกป้องตัวเองจากอะไรอยู่หละก็ แต่สามารถที่จะกลับไปมองจ้องตากันแบบตรงๆและอย่างจริงใจได้ใหม่อีกครั้งหนึ่งแล้วหละก็ พวกคุณก็จะพบว่าสิ่งที่ดูเหมือนว่าคือความวุ่นวายนั้น แท้ที่จริงแล้วมันไม่ใช่เลย เพราะว่าพวกคุณจะได้พบว่าทุกสิ่งทุกอย่าง ทั่วทั้งสรรพสิ่งทั้งปวงนี้ มันกำลังเป็นไปด้วยดีอยู่แล้ว

    ......................
    ที่มา: ข้อความสื่อสารจากท่าน Adamus Saint Germain เรื่อง : Into Your Awakening
    Ref: บางส่วนของหนังสือเรื่อง Live Your Divinity: Inspirations for New Consciousness

    แปลโดย: Chayutt Naowarat
     
  8. Chayutt

    Chayutt ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 สิงหาคม 2005
    โพสต์:
    6,409
    ค่าพลัง:
    +50,839
    **ตอนที่ 8: รูปแบบคลื่นของจิตสำนึก **

    Awakening-8.jpg
    (Credite the picture from the book)

    วิญญาณของพวกคุณกำลังอยู่ในระหว่างการเดินทางอยู่ ซึ่งมันก็มีความปรารถนาเป็นของตัวมันเองอยู่เหมือนกัน คือมันต้องการรู้จักตัวมันเองให้มากที่สุด ซึ่งการที่จะตอบคำถามที่มีมาช้านานที่ว่า “ข้าคือใคร?” นี้ให้ได้นั้น มันก็จะต้องรู้จักตัวมันเองซะก่อน

    ซึ่งวิธีการที่มันใช้เพื่อให้รู้จักตัวมันเองนั้น ก็มีอยู่ 3 วิธีด้วยกัน คือหนึ่ง: มีประสบการณ์, สอง: ขยายตัว, และสาม: แสดงออกมา

    จิตวิญญาณของพวกคุณต้องการที่จะมีประสบการณ์ เพราะว่ามันไม่สามารถที่จะรู้จักตัวเองได้ถ้าปราศจากประสบการณ์ เพราะฉะนั้น มันจึงได้มอบของขวัญให้กับตัวเองด้วยการมีประสบการณ์ที่หลากหลาย และมันก็ยังต้องการที่จะขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆอีกด้วยนะ เพราะว่าความสุขของวิญญาณก็คือการขยายตัว เพราะว่าการทำอะไรที่ตรงข้ามกันนี้มันไม่เวิร์ค ส่วนการอยู่นิ่งๆเฉยๆก็รั้งแต่จะทำให้ระเบิดตายซักวันหนึ่งเท่านั้นเอง..บูม!!

    เพราะฉะนั้นแล้ว มันหรือก็คือพวกคุณ ก็เลยชอบที่จะขยายตัว และมันก็ยังชอบที่จะแสดงความสุขเหล่านั้นออกมาอีกด้วยนะ เพื่อที่จะได้รู้จักกับความสุขในตัวเองอันนั้น เพราะว่าถ้าไม่ได้แสดงมันออกมา มันก็ยังจะไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ลงได้

    ดังนั้น จิตวิญญาณของพวกคุณจึงชอบที่จะแสดงออก ด้วยการร้องเพลง, ด้วยการเล่นดนตรี, ด้วยการเขียนหนังสือ, ด้วยการทำงาน, ด้วยการมีสัมพันธภาพที่เลวร้าย, ด้วยการมีปัญหาสุขภาพ เพราะว่าสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดล้วนเป็นการแสดงออกทั้งสิ้น และนี่แหละคือสิ่งที่วิญญาณของพวกคุณชอบทำกันหละ

    มันมีส่วนหนึ่งของความเป็นตัวตนของพวกคุณเอง ที่พวกคุณรู้จักกันดี ซึ่งก็คือตัวตนส่วนที่เป็นมนุษย์โลกของพวกคุณนั่นเอง ซึ่งเจ้าตัวตนส่วนที่เป็นมุนษย์โลกนี้ คือตัวตนส่วนที่กินความตระหนักรู้ของพวกคุณมากที่สุดอยู่ในตอนนี้ แต่มันก็เป็นตัวตนส่วนที่มีความสำคัญมากที่สุดส่วนหนึ่ง ของบทเพลงแห่งการมีประสบการณ์-การขยายตัว-การแสดงออกของจิตวิญญาณของพวกคุณเองด้วย

    ซึ่งเจ้าตัวตนส่วนที่เป็นมนุษย์นี้ มันก็มีจังหวะการร่ายรำและความปราถนาเป็นของตัวมันเองแยกต่างหากอีกด้วย และมันก็มีวาระต่างๆเป็นของตัวมันเองมากมาย เพราะปกติแล้วมันจะไม่สามารถตระหนักรู้ถึงวิญญาณได้ และมันก็คิดว่ามันกำลังทำอะไรเองโดยลำพังด้วย

    เพราะฉะนั้นแล้วมันถึงต้องระวังตัวอย่างมาก และก็โดดเดี่ยวอย่างมากด้วย และก็จดจ่ออยู่แต่กับการมีชีวิตรอดเพียงเท่านั้นด้วย

    การเอาชีวิตรอดคือโปรแกรมเก่าของชาวเลมูเรีย เพราะว่าเมื่อพวกคุณลงมาเกิดในร่างกายที่เป็นเนื้อหนังบนโลกใบนี้ เพื่อที่จะมามีประสบการณ์ต่างๆแล้ว พวกคุณกลับพากันติดอยู่ในมิตินี้ เพราะฉะนั้นแล้วพวกคุณจึงต้องเรียนรู้ที่จะเอาชีวิตรอดให้ได้ แต่มันเป็นโปรแกรมที่เก่าแล้ว เพราะว่ามันเป็นโปรแกรมที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและการมีข้อจำกัดอย่างแท้จริง เพราะว่าจริงๆแล้วพวกคุณไม่แค่ต้องการการมีชีวิตรอดเท่านั้น แต่พวกคุณต้องการที่จะมีชีวิตชีวาด้วย

    ส่วนความโหยหาสิ่งที่น่าพึงพอใจนั้น ก็เป็นผลพวงมาจากโปรแกรมเก่าของชาวแอตแลนติสอีกด้วยเช่นเดียวกัน มันมีต้นกำเนิดมาจากศูนย์กลางแห่งความพึงพอใจที่ถูกใส่โปรแกรมเข้าไปให้กับทุกๆคน ทำไมหนะหรือ?

    ก็เพราะว่าพวกคุณจะได้สามารถใช้งานผู้คนอย่างหนักได้หนะสิ เพื่อที่ในตอนค่ำของวันนั้นพวกเขาจะได้รับรางวัลเล็กๆน้อยๆที่พวกเขาพึงพอใจ เช่น ให้มีเซ็กเพียงเล็กน้อย, ให้ดื่มแอลกอฮอล์เพียงเล็กน้อย, ให้การยอมรับเพียงเล็กน้อย, ให้อำนาจเพียงเล็กน้อย อะไรแบบนั้นเป็นต้น สิ่งเหล่านี้คือศูนย์กลางของพลังงานแห่งความสะดวกสบาย และคือศูนย์กลางพลังงานแห่งความพึงพอใจที่อยู่ในตัวพวกคุณ

    ฉันอยากจะเห็นมนุษย์โลกทิ้งโปรแกรมแห่งความพึงพอใจและโปรแกรมแห่งความสะดวกสบายของตัวเองไปเสีย เพราะว่าพวกคุณไม่จำเป็นจะต้องได้รับคุกกี้ในตอนค่ำของวันอีกแล้ว

    น้ำตาลเป็นสิ่งวิเศษที่ถูกค้นพบอย่างหนึ่ง แต่ว่ามันก็มีอำนาจสะกดจิตแอบซ่อนอยู่ในตัวมันเองด้วย ฉันไม่ได้กำลังบอกว่าน้ำตาลเป็นสิ่งที่ไม่ดีนะ แต่ฉันกำลังจะบอกว่าน้ำตาลจะไปกระตุ้นให้อะไรบางอย่างที่อยู่ในตัวพวกคุณ ที่ทำให้พวกคุณคิดว่าตัวเองรู้สึกดี เกิดการทำงานขึ้นมา

    และพวกคุณก็มักจะเอาน้ำตาลให้เด็กๆกินด้วย ทำไมหนะเหรอ? ก็เพื่อให้เด็กอยู่นิ่งๆเงียบๆไง แม้ว่าจริงๆแล้วมันไม่เป็นผลดีต่อเด็กเลย เพราะว่ามันจะทำให้เด็กอยู่ในอารมณ์คลุ้มคลั่ง เพราะว่าน้ำตาลมีฤทธิ์เป็นยาสะกดจิตชนิดหนึ่ง ใช่แล้ว พวกคุณจะจดเอาไว้ก็ได้นะว่า “ท่านอะดามัสบอกว่า น้ำตาลคือยาสะกดจิตชนิดหนึ่ง”

    ดังนั้น มนุษย์โลกจึงต้องการที่จะมีชีวิตรอด และต้องการที่จะได้รับความพึงพอใจ และความสะดวกสบาย และเพราะเหตุนี้เอง มันถึงได้มีการควบคุมและอำนาจ หรืออะไรทำนองนี้ เกิดขึ้นตามมาด้วย เพราะว่ามนุษย์โลกชอบแบบนี้ มนุษย์โลกชอบอัตลักษณ์ของตัวเอง

    ตัวตนส่วนที่เป็นมนุษย์โลกของพวกคุณได้แยกตัวเองออกมา แล้วจากนั้นก็พยายามที่จะสร้างอัตลักษณ์ของตัวเองขึ้นมาใหม่ แล้วพยายามปกป้องอัตลักษณ์นั้นอย่างแข็งขัน

    ส่วนวิญญาณของพวกคุณนั้น กลับพยายามที่จะมีประสบการณ์, และพยายามที่จะขยายตัว และพยายามที่จะแสดงตัวตนของมันออกมา

    เพราะฉะนั้น เมื่อตัวตนส่วนที่เป็นมนุษย์โลกของพวกคุณพยายามที่จะปกป้องอัตลักษณ์ของตัวเองอยู่เช่นนี้แล้ว จึงทำให้การขยายตัว และการแสดงตัวตนออกมาของตัวมันเองเป็นไปได้ไม่เต็มที่นัก เพราะว่ามันต้องการที่จะจำกัดขอบเขต และสร้างขีดจำกัดของความเป็นตัวตนของมันขึ้นมา และมันก็จะปฏิเสธแทบจะทุกสิ่งทุกอย่างที่มาท้าทายอัตลักษณ์นี้ของมันด้วย แม้ว่าสิ่งที่มาท้าทายที่ว่านั้นจะเป็นไปเพื่อความสูงส่งดีงามของตัวมันเองก็ตาม

    วิญญาณของพวกคุณจะร่ายรำไปตามท่วงทำนองของมันไปเรื่อยๆ ส่วนตัวตนส่วนที่เป็นมนุษย์โลกของพวกคุณนั้น ก็จะทำกิจของมันไปเรื่อยๆด้วยเช่นเดียวกัน

    ดังนั้น โดยธรรมชาติแล้ว มันก็จะมีบางช่วงเวลา ที่ทั้งสองส่วนนี้จะแยกตัวออกห่างจากกันมากขึ้นเรื่อยๆๆ ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว มันก็จะทำให้เกิดประสบการณ์ที่สวยสดงดงามขึ้นมาอย่างหนึ่ง เพราะว่าส่วนที่เป็นมนุษย์โลกก็จะจมดิ่งลงไปอยู่ในเส้นทางสำรวจของตัวมันเอง ส่วนส่วนที่เป็นวิญญาณนั้นก็จะสามารถขยายตัวได้มากขึ้นกว่าเดิม

    แต่ว่า..ไม่ว่าจะช้าหรือเร็วก็ตาม การแยกห่างจากกันนี้ ก็จะกลายเป็นเหมือนแม่เหล็ก ที่จะดึงดูดพวกมันให้หวนกลับคืนมาใกล้ชิดกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง แล้วจากนั้นพอเวลาผ่านไปอีก พวกมันก็จะแยกห่างจากกันอีกเหมือนเดิม โดยที่ส่วนที่เป็นมนุษย์โลกก็จะจมดิ่งลงไปในประสบการณ์มากขึ้นอีกเหมือนเดิม และส่วนที่เป็นวิญญาณก็จะเดินหน้าเฉลิมฉลองให้กับตัวมันเองต่อไปด้วยเช่นเดียวกัน

    มันจะมีการเดินหน้าและถอยหลังอยู่แบบนี้เป็นช่วงๆอย่างต่อเนื่อง เพราะว่ามันเป็นการร่ายรำที่สวยสดงดงามของจิตวิญญาณของพวกคุณ ที่มีทั้งจังหวะของการมาอยู่ด้วยกัน แล้วแยกจากการ แล้วกลับมาอยู่ด้วยกัน แล้วแยกจากกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ

    แต่ในท้ายที่สุดแล้ว ส่วนที่เป็นวิญญาณและส่วนที่เป็นมนุษย์โลก ก็จะกลับมาอยู่ด้วยกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง ในแบบที่ใกล้ชิดกันมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

    ซึ่ง ณ.จุดๆหนึ่งพวกมันจะมาสัมผัสกันและไขว้กันเป็นรูปกากบาท แล้วจากนั้นจังหวะการร่ายรำของพวกมันก็จะเปลี่ยนไปตลอดกาล เพราะว่าแทนที่จะมีการแยกจากกันอีก พวกมันกลับจะถักทอเข้าด้วยกันแทน..ตลอดกาล

    ซึ่งจุดๆแรกที่พวกมันเริ่มมาไขว้กันนั้น ถือเป็นจุดวิกฤติที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะว่านี่คือจุดๆ “ปรับตั้งค่าศูนย์ใหม่ให้กับความตระหนักรู้” (awareness ground zero) หรือจะพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ พวกคุณได้ทิ้งจังหวะการร่ายรำเดิมของตัวเองไปจนหมดสิ้นแล้ว ซึ่งก็คือได้ทิ้งอดีตไปจนหมดแล้วนั่นเอง

    เพราะฉะนั้น พวกมันทั้งหมดจึงกลายไปเป็นประวัติศาสตร์ หรือกลายไปเป็นความทรงจำ หรือกลายไปเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ชีวิตไปนั่นเอง เพราะว่าตอนนี้ทั้งส่วนของวิญญาณและส่วนมนุษย์โลกได้ร่ายรำไปพร้อมๆกันแล้ว

    นี่คือสัญลักษณ์ที่พวกคุณหลายคนคุ้นเคยกันดี แต่พวกคุณรู้ไหมว่าจริงๆแล้วมันหมายความว่าอย่างไร? สัญลักษณ์นี้มันมีมาตั้งแต่ยุคสมัยของพระเยซูแล้ว และหลายคนก็คิดว่ามันเป็นรูปปลา ซึ่งหมายถึงการที่พระเยซูเคยเป็นชาวประมงมาก่อน แต่ว่ามันไม่จริงเลยซักนิด! เพราะว่าสัญลักษณ์นี้มันหมายถึง การที่คลื่นของมนุษย์โลกกับคลื่นของวิญญาณมาบรรจบกันในท้ายที่สุด

    คลื่นทั้งสองชุดนี้จากที่เคยแยกกันอยู่มาโดยตลอด บัดนี้..พอเข้าสู่วิถีแห่งการตื่นรู้แล้วพวกมันก็จะมาบรรจบกันในที่สุด มันเป็นการร่ายรำที่ดำเนินต่อเนื่องไปเรื่อยๆๆไม่สิ้นสุด และ ณ.จุดนี้มันก็ไม่ใช่การสิ้นสุดแต่อย่างใดด้วย! มันเป็นแต่เพียงการมาบูรณาการเข้าด้วยกันเท่านั้นเอง มันคือการกลับมาอยู่ด้วยกันเหมือนเดิมเท่านั้นเอง ซึ่งสัญลักษณ์ของจุดนี้ก็คือเครื่องหมายกากบาทนั่นเอง

    อ๋อ..งั้นพระเยซูก็รู้เรื่องนี้ด้วยสิ แน่นอน..เพราะว่าพระเยซูก็เคยอธิบายเรื่องนี้ให้กับสาวกของพระองค์และคนอื่นๆฟังแล้วด้วยเช่นกัน และแมรี่แม็กดาเลนก็ยืนอยู่ข้างๆพระองค์ แล้วก็ช่วยอธิบายรายละเอียดที่ลึกซึ้งลงไปกว่านี้ ของสิ่งที่จะเกิดขึ้นในระหว่างกระบวนการอันน่าทึ่งมากที่สุดนี้ด้วยเช่นเดียวกัน

    พระเยซูเคยใช้สัญลักษณ์นี้มาแล้ว เพื่อหมายถึงการกลับมาอยู่ด้วยกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง และหมายถึงจังหวะการร่ายรำที่ในที่สุดแล้วก็ได้นำพามนุษย์และวิญญาณให้มาอยู่ด้วยกันจนได้

    ซึ่ง ณ.จุดนี้แหละ คือจุดที่พวกคุณกำลังอยู่ในตอนนี้หละ นี่แหละคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับโลกและกับพวกคุณอยู่ในขณะนี้หละ และนับจากจุดตัดนี้เป็นต้นไป คลื่นทั้งสองชุดนี้จะไม่แยกจากกันอีกแล้ว

    แล้วพวกคุณก็จะกลายไปเป็น “กายแห่งจิตสำนึกที่บริบูรณ์” (Integrated Body of Consciousness)

    ในการสัมมนาเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับเรื่องความไม่สมดุลทางจิตที่ฉันเคยจัดขึ้น เรื่องสัญลักษณ์พวกนี้คือหัวใจสำคัญประเด็นหนึ่งในการอภิปรายของพวกเรา ซึงถ้ามนุษย์โลกคนใดมีความไม่สมดุลทางจิตเกิดขึ้นแล้วหละก็ ก็จะมีรูปแบบของคลื่นทั้งสองชุดนี้ผิดปกติตามไปด้วย เพราะว่าพลังงานของมันจะไม่ค่อยราบเรียบและสมดุลเหมือนที่ควรจะเป็น

    เพราะว่าเมื่อใดที่คลื่นของส่วนที่เป็นมนุษย์โลก เกิดความผิดปกติขึ้นมา อันเนื่องมาจากการได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ เช่น ความคิดเห็น และจิตสำนึกมวลรวมของคนทั้งโลกแล้วหละก็ คลื่นของวิญญาณของคนๆนั้น ก็จะเกิดความผิดปกติตามไปด้วยเช่นเดียวกัน

    ซึ่งภายในระยะเวลาไม่นานนัก คลื่นทั้งสองชุดนี้ก็จะทิ้งห่างกันไปโดยสิ้นเชิง แล้วคลื่นมนุษย์โลกก็จะเข้าสู่สภาวะโรคจิต หรือป่วยทางจิต หรือวิกลจริต หรือมีบุคลิกภาพแปลกแยก หรือมีอาการอื่นๆอันเนื่องมาจากความไม่สมดุลทางจิตดังกล่าวนี้ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับจิตใจด้วยกันหมดทั้งสิ้น แต่มันเป็นการสูญเสียจังหวะตามธรรมชาติของรูปแบบคลื่นของวิญญาณและของมนุษย์โลก
    ..............................
    ที่มา: ข้อความสื่อสารจากท่าน Adamus Saint Germain เรื่อง : Into Your Awakening
    Ref: บางส่วนของหนังสือเรื่อง Live Your Divinity: Inspirations for New Consciousness

    แปลโดย: Chayutt Naowarat
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 15 กันยายน 2021 at 13:08
  9. Chayutt

    Chayutt ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 สิงหาคม 2005
    โพสต์:
    6,409
    ค่าพลัง:
    +50,839
    **ตอนที่ 9: ทางเลือกเสรี (Free Will)**

    Awakening-9.jpg
    (Credite the picture from internet)

    มนุษย์โลกมีทางเลือกเสรีจริงหรือไม่? แล้วถ้าไม่..ใครหละที่เป็นผู้ควบคุมอยู่เบื้องหลัง? ใครหละที่เป็นคนเลือกครอบครัวทางชีวภาพนี้มาให้กับพวกคุณ? แล้วทักษะความชำนาญและพรสวรรค์ต่างๆของพวกคุณหละ..มันมาได้อย่างไร?

    ใช่มันมาจากอิทธิพลของโหราศาสตร์หรือเปล่า? หรือว่ามันมาจากพระเจ้ากันแน่? หรือว่ามันจะมาจากทวยเทพทั้งหลายที่คอยปกปักรักษาพวกคุณอยู่? หรือว่ามันจะมาจากวิญญาณผู้นำทางของพวกคุณเองกันหละ? หรือว่าจะเป็นตัวตนที่สูงกว่า (Higher Self) ของพวกคุณ? หรือไม่ก็มาจากจิตวิญญาณต้นธาตุ (Over Soul) ของพวกคุณโน่นเลย?

    หรือว่ามันจะเป็นแค่โชคชะตา หรือพรหมลิขิตธรรมดาๆเท่านั้นเอง? หรือจริงๆแล้วมันก็คือความโชคร้ายอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง? ใครกันหนอที่เป็นผู้คอยควบคุมอยู่เบื้องหลังเรื่องราวเหล่านี้?

    ซึ่งคำตอบก็คือ “มันก็แล้วแต่” คือ..มันจะขึ้นอยู่กับว่าพวกคุณกำลังมีระดับจิตสำนึกอยู่ระดับไหนหนะสิ

    เพราะว่าวิญญาณของพวกคุณเอง ก็จะมีท่วงทำนองเพลงเป็นของตัวมันเองอยู่ คือมันจะไหลไปตามลำน้ำเรื่อยๆ เพื่อโต้คลื่นแห่งประสบการณ์ชีวิต

    มันจะประมาณว่า มันไม่ค่อยแคร์อะไรนัก เพราะว่าวิญญาณของพวกคุณกำลังได้รับประสบการณ์ที่มันปรารถนาอยู่ และมันก็กำลังขยายตัวและกำลังแสดงออกมาอยู่ตลอดเวลาด้วย แม้ว่าการแสดงออกดังกล่าวนั้น จะหมายถึงการที่พวกคุณจะต้องร้องคร่ำครวญด้วยความทุกข์ยากก็ตาม แต่จิตวิญญาณของพวกคุณก็ยังจะอยากมีประสบการณ์กับมันและก็แสดงมันออกมาอยู่ต่อไป

    เช่น ปัญหาด้านสุขภาพก็คือการแสดงออกอย่างหนึ่งด้วยนะ และวิญญาณของพวกคุณก็คือผู้ที่ยินยอมให้มันเกิดขึ้นกับพวกคุณด้วยนะ เพราะว่าพวกคุณจะต้องไม่ลืมว่าวิญญาณของพวกคุณนั้น มีความแตกต่างจากพวกคุณที่กำลังเป็นมนุษย์โลกอยู่นี้อย่างสิ้นเชิง ในด้านความต้องการ, ความปรารถนา และแรงบันดาลใจอย่างแรงกล้า หรือ Passion

    เพราะว่าตัวตนภาคที่เป็นมนุษย์โลกของพวกคุณจะหมกมุ่นอยู่แต่กับการยึดมั่นถือมั่นในอัตตาตัวตนของตัวเอง และหมกมุ่นอยู่กับการเอาชีวิตรอดเท่านั้น

    แต่พวกคุณก็อยากจะพูดว่า “ก็ใช่หนะสิ..เพราะว่าฉันกำลังสร้างโลกแห่งความเป็นจริงของตัวเองขึ้นมาอยู่นี่” แต่นั่นมันไม่ใช่เลย..ไม่ใช่เลยแม้แต่น้อย เพราะว่าโลกแห่งความเป็นจริงของพวกคุณจำนวนมากมายก่ายกอง กำลังได้รับผลกระทบ และก็กำลังถูกสร้างขึ้นจากรูปแบบคลื่นของตัวตนภาคที่เป็นวิญญาณของพวกคุณเองอยู่ตลอดเวลาอยู่ด้วย

    เพราะฉะนั้นแล้ว มันจึงหมายความว่า พวกคุณในเวอร์ชั่นที่เป็นมนุษย์โลกนี้ ไม่ได้สร้างประสบการณ์ชีวิตของตัวเองขึ้นมามากซักเท่าไหร่เลย!

    อ้าว! แล้วอย่างนี้ มนุษย์โลกมีทางเลือกเสรีอยู่จริงหรือเปล่า? คำตอบคือ..ไม่เลย !..ไม่เลยแม้แต่นิดเดียว ! เพราะว่าถ้ามนุษย์โลกมีทางเลือกเสรีจริงๆแล้วหละก็ ชีวิตของพวกเขาก็คงจะแตกต่างไปจากนี้อย่างสิ้นเชิงเลยทีเดียว

    เพราะว่าปกติแล้วมนุษย์โลกก็จะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสิ่งต่างๆมากมายหลายอย่างอยู่แล้ว เช่น กรรม, ศาสนา, ลัทธิความเชื่อด้านจิตวิญญาณ, โหราศาสตร์, ความลังเลสงสัย, ความกลัว, ความรู้สึกผิด, การทำตามอย่างกัน และระบบความเชื่อที่ล้าสมัยแล้วทั้งหลาย เป็นต้น (แล้วแบบนี้ ยังจะเรียกว่ามนุษย์โลกมี free will ได้อยู่หรือ - ผู้แปล)

    แต่มนุษย์โลกก็ยังชอบคิดว่าตัวเองมีทางเลือกเสรีอยู่ เช่น “ฉันมีทางเลือกที่จะลาออกจากงานเมื่อไหร่ก็ได้” เป็นต้น แต่เขาก็จะไม่ลาออกหรอก เพราะว่ากลัวจะไม่ได้รับเงินเดือน

    หรือ “ฉันมีทางเลือกที่จะไปอยู่ที่ไหนก็ได้ เท่าที่ฉันต้องการ” แต่เขาก็จะไม่ย้ายไปอยู่ในที่ๆเขาต้องการจริงๆหรอก ดังนั้นเขาจึงยังคงอาศัยอยู่ในเมืองที่เขาเกิดต่อไป และก็อยู่ข้างๆบ้านของคุณพ่อ-คุณแม่ของเขาอีกซะด้วย!

    อันที่จริงแล้ว..มนุษย์โลกก็ “เคย” มี Free Will อยู่เหมือนกันนะ เพียงแต่ว่าพวกเขาเลิกใช้งานมันไปนานแล้วเท่านั้นเอง ดังนั้น ในตอนนี้พวกเขาจึงไม่มีมันอีกแล้ว!

    แต่พวกเขาก็ยังคงเสแสร้งว่าตัวเองมี free will อยู่เหมือนเดิมนะ เพียงเพราะว่าพวกเขาคิดว่าตัวเองยังมีทางเลือกเสรีที่จะเลือกทานอะไรก็ได้ ในตอนเที่ยงนี้อยู่ และเพราะว่าพวกเขามีมายาการของ free will อยู่ ที่ว่าจะสามารถเลือกใส่ชุดสีฟ้าหรือชุดสีแดงไปทำงานก็ได้

    แต่นั่นมันไม่ใช่เลย..เพราะว่ามนุษย์โลกไม่มี free will เหลืออยู่เลย พวกเขาไม่มี free will เหลืออยู่แล้วจริงๆ

    ฉันหวังว่าคำพูดเมื่อสักครู่นี้จะทำให้พวกคุณหลายคนรู้สึกโกรธขึ้นมาบ้างแล้วหละนะ เพราะว่าพวกคุณชอบคิดว่าตัวเองยังมี free will อยู่ ซึ่งนี่อาจจะช่วยให้พวกคุณรู้สึกเห็นคุณค่าของสิ่งที่ตัวเองได้สูญเสียไปแล้วขึ้นมาบ้างก็ได้

    เพราะความจริงคือ พวกคุณมี "Divine Will" อยู่ด้วย ซึ่งก็คือ "พระประสงค์ของเบื้องบน" ซึ่งเรื่องนี้ Tobias ได้เคยพูดเอาไว้หลายปีมาแล้ว แต่ข้อความสื่อสารชุดนั้นพวกคุณก็คงจะลืมมันไปแล้วหละ

    ในตอนนั้นพวกคุณไม่อยากฟังมัน เพราะว่าเขาบอกว่า “ความประสงค์ของตัวตนภาคที่เป็นมนุษย์โลกของพวกคุณนี้ มันได้ถูกควบคุมโดยพระประสงค์ของเบื้องบนอยู่อีกทีหนึ่ง” ซึ่งก็คือพระประสงค์ของคลื่นของวิญญาณของพวกคุณเอง หรือก็คือท่วงทำนองการร่ายรำของวิญญาณของพวกคุณเอง นั่นเอง

    และนี่แหละคือสาเหตุของเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นในชีวิตของพวกคุณหละ แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าวิญญาณของพวกคุณกำลังยัดเยียดประสบการณ์อันเลวร้ายทั้งหลายมาให้กับพวกคุณอยู่นะ

    แต่มันหมายถึง ในมุมมองของวิญญาณของพวกคุณแล้ว มันยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่มีความสำคัญซะยิ่งกว่าการเล่นสนุกของมนุษย์โลก และสำคัญยิ่งกว่าความพยายามอย่างสุดความสามารถของมนุษย์โลก ที่จะควบคุมชีวิตของตนเองให้ได้ และที่จะให้ได้รับความพึงพอใจ และที่จะสร้างอัตตาตัวตนของตัวเองขึ้นมา และที่จะให้ตัวเองมีชีวิตรอด

    เพราะว่าสิ่งเหล่านั้น ในมุมมองของวิญญาณของพวกคุณแล้ว มันไม่สำคัญอะไรเลย เพราะว่ายังไงเสีย วิญญาณของพวกคุณก็ยังจะมีชีวิตรอดอยู่ดี เพราะว่าวิญญาณของพวกคุณไม่มีวันตาย

    แล้วก็..พระเยซูก็ไม่ได้ตายเพื่อไถ่บาปให้กับพวกคุณหรอกนะ แต่ที่พวกคุณพากันเศร้าโศกไปแล้วนั้น ก็เป็นเรื่องที่ดีแล้ว มันเป็นเพราะอีโก้ของพวกคุณเท่านั้นแหละที่ทำให้พวกคุณคิดไปว่าพระเยซูตายเพื่อไถ่บาปให้กับพวกคุณ

    แต่พระเยซูได้มาถึงจุดที่สามารถพูดได้ว่า “ตอนนี้ฉันกำลังจะทำให้ตัวตนภาคที่เป็นวิญญาณของฉัน กับตัวตนภาคที่เป็นมนุษย์โลกของฉัน มาบรรจบกันแล้ว ณ.ที่นี่และบนโลกใบนี้ ดังนั้น ฉันจึงไม่แคร์อะไรอีกต่อไปแล้วว่าฉันจะอยู่หรือจะตาย เพราะว่าฉันเบื่อที่จะอยู่ในกรงขังแห่งความเป็นมนุษย์ของฉันเต็มทนแล้ว ฉันเบื่อที่จะต้องอยู่ห่างจากตัวตนที่แท้จริงของฉันเต็มทนแล้ว ฉันเบื่อที่ตัวตนภาคที่เป็นวิญญาณของฉันกับตัวตนภาคที่เป็นมนุษย์โลกของฉันต้องแยกจากกันเต็มทนแล้ว เพราะฉะนั้น ฉันจึงอยากที่จะกลับไปอยู่กับตัวตนที่แท้จริงของฉันเองซะที”

    แล้วทันใดนั้น บูม!! ตัวตนภาคที่เป็นมนุษย์โลกของเขากับวิญญาณของเขาก็ผสานรวมเข้าด้วยกัน ซึ่งก็คือการที่สวรรค์และโลกมนุษย์ผสานรวมเข้าด้วยกันนั่นเอง จนในที่สุดแล้วคลื่นของสิ่งศักดิ์สิทธิ์กับคลื่นของมนุษย์โลกก็มาบรรจบกันเสียที

    แล้วพระเยซูตายบนไม้กางเขนไหม? ไม่เลย เพราะว่าเขากลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งบนไม้กางเขนนั้น และร่างกายเนื้อของเขาก็ไม่มีความหมายใดๆอีกเลย เขารู้ตัวเมื่อเขาได้มาถึง “จุดตัด” นั้นแล้ว

    แต่อย่างไรก็ตาม สัญลักษณ์รูปไม้กางเขนนี้ ก็คือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาในภายหลัง หลังจากเวลานั้นตั้งหลายร้อยปีเลยทีเดียว เพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของการสะกดจิตทางศาสนา โดยใช้คำว่า “เขาตายเพื่อล้างบาปให้แก่พวกคุณ”

    แต่ฉันไม่คิดอย่างนั้นนะ! เพราะว่าไม่มีใครสามารถมาตายเพื่อล้างบาปให้กับพวกคุณได้ และอีกอย่างหนึ่ง ความหมายดั้งเดิมของสัญลักษณ์รูปไม้กางเขนนั้น ก็คือ จุดตัดของคลื่นของวิญญาณกับคลื่นของมนุษย์โลก ที่มาบรรจบกัน

    แต่ว่าตอนนี้ มันกลับถูกใช้เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความทุกข์ทรมาน, ความเจ็บปวด, ความรู้สึกผิด, และการควบคุมไปซะแล้ว

    เพื่อนๆที่รักทั้งหลาย พระเยซูได้ตื่นรู้ขึ้นมาบนไม้กางเขนนั้น และในช่วงเวลานั้นเองที่เขาได้ปลดปล่อยร่างกายเนื้อของเขาไป แต่เขาก็ได้ใช้ชีวิตอยู่ต่อไปอย่างสนุกสนามกับแมรี่ แมกดาเลน และพวกเขาก็มีลูกด้วยกันหลายคนด้วย แม้ว่าเขาจะไม่มีกายเนื้อแล้วก็ตาม และลูกๆของพวกเขาก็น่ารักมากซะด้วย ใช่แล้ว..พวกคุณสามารถที่จะมีเซ็กซ์ได้ด้วย แม้ว่าจะไม่มีกายเนื้อก็ตาม!! นี่คือความจริงจริงๆ!!

    (หมายเหตุ: เรื่องที่ท่านพูดถึงพระเยซูนี้ อย่ามาถามผมนะครับว่าตกลงมันเป็นยังไงกันแน่ ทำไมข้อความโน้นบอกอย่างโง้น ทำไมข้อความนี้บอกยังงี้ เพราะว่าผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ ฮิฮิ ใช้วิจารณญาณกันเอาเองนะครับ – ผู้แปล)

    ......................
    ที่มา: ข้อความสื่อสารจากท่าน Adamus Saint Germain เรื่อง : Into Your Awakening
    Ref: บางส่วนของหนังสือเรื่อง Live Your Divinity: Inspirations for New Consciousness
    แปลโดย: Chayutt Naowarat
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 15 กันยายน 2021 at 13:23
  10. Chayutt

    Chayutt ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 สิงหาคม 2005
    โพสต์:
    6,409
    ค่าพลัง:
    +50,839
    **ตอนที่ 10: แบบแผนและกฎเกณฑ์ต่างๆ (Formulas)**

    Awakening-10.jpg
    (Credite the picture from the book)

    จะเกิดอะไรขึ้นบ้างใน Awakening Zone หรือโซนแห่งการตื่นรู้ ซึ่งเป็นจุดที่คลื่นมนุษย์และคลื่นวิญญาณของพวกคุณมาตัดกัน? แบบแผน หรือสูตร หรือมาตรฐาน หรือกฎเกณฑ์เก่าๆทั้งหลาย มันจะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไปแล้ว

    ซึ่งแบบแผน หรือกฎเกณฑ์ต่างๆก็คือสิ่งที่พวกคุณพากันคิดค้นและพัฒนาขึ้นมา เพื่อเอามาใช้บริหารจัดการกับชีวิตมนุษย์ของพวกคุณ เพราะว่ามนุษย์โลกชอบที่จะอยู่ภายใต้มาตรฐานและกฎเกณฑ์เหล่านั้น

    และเจ้าระบบความเชื่อสำเร็จรูปห่อเล็กๆและสวยงามทั้งหลาย ก็เป็นเหมือนอาหารกล่องแช่แข็งสำเร็จรูปที่พวกคุณพากันไปซื้อมารับประทานจากร้านค้านั่นแหละ

    จริงอยู่แบบแผนหรือกฎเกณฑ์บางอย่าง มันก็มีความเหมาะสมดีอยู่ เช่น กฎจราจรของพวกคุณเป็นต้น มันก็เป็นกฎสามัญและก็มีเหตุมีผลดีอยู่ แต่กฎเกณฑ์อื่นๆส่วนใหญ่แล้ว มักจะทำให้ผู้คนไปติดแหง็กอยู่กับมันมากจนเกินไป

    เช่น การที่พวกคุณจะแต่งกายยังไงนั้น มันก็ยังมีกฎมีเกณฑ์ควบคุมอยู่อีกแหละ และการที่พวกคุณจะกินยังไง, จะทำงานยังไง, จะหารายได้ยังไง, หรือจะศึกษาเล่าเรียนแบบไหน และแม้กระทั่งจะตายยังไง มันก็ยังมีกฎเกณฑ์ควบคุมอยู่อีกแหละ

    มนุษย์โลกมีนิสัยและคุ้นเคยอยู่กับการทำสิ่งต่างๆเดิมๆซ้ำๆอยู่อย่างนั้น ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะว่ามันทำให้พวกเขารู้สึกว่าตัวเองมีระบบระเบียบขึ้นมาได้บ้าง แต่พวกเขาก็ไม่สามารถรู้สึกถึงความมีระบบระเบียบที่ว่านั้นได้จริงๆหรอก

    เพราะว่า..ถึงแม้ว่าพวกเขาจะพยายามทำให้มันมีระบบระเบียบขึ้นมาอยู่จริงๆก็ตาม แต่ว่าพวกเขาก็รู้ดีว่ามันไม่ได้เป็นระบบระเบียบอะไรขึ้นมาเลยแม้แต่นิดเดียว มันก็จะเหมือนกับการกวาดใบไม้ท่ามกลางลมพายุนั่นแหละ เพราะว่าถึงยังไงมันก็จะไม่เวิร์ค แต่ว่ากฎเกณฑ์เหล่านั้นก็ช่วยให้พวกเขารู้สึกสบายใจขึ้นมาได้บ้าง

    แบบแผนหรือกฎเกณฑ์ต่างๆได้ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงก่อนการตื่นรู้ แต่เมื่อใดที่พวกคุณได้มาถึงจุดตัด หรือก็คือจุด X ของ Awakening zone แล้ว กฎเกณฑ์เหล่านั้นมันก็จะใช้ไม่ได้อีกต่อไป

    ซึ่งประเด็นนี้มันก็จะทำให้มนุษย์โลกรู้สึกว่าตัวเองกำลังล้มเหลวอยู่ และก็รู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างกำลังจะพังพินาศลงอยู่ และก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังกลิ้งลงหุบเหวลึกอยู่ และก็มองไม่เห็นทางที่จะแก้ไขให้มันกลับคืนมาดีดังเดิมได้เลยด้วย

    ดังนั้น โดยธรรมชาติแล้วสิ่งที่มนุษย์มักจะทำกันเป้นอันดับถัดไปก็คือ การสร้างกฎและเกณฑ์ขึ้นมาใหม่นั่นเอง!!
    ดังนั้น จิตใจของมนุษย์จึงพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะสร้างกฎเกณฑ์ใหม่ขึ้นมาแทนที่ให้ได้ ดังนั้น พวกคุณจึงเพิ่มคำศัพท์ที่หรูหราลงไปให้กับมันอีก แล้วก็เรียกมันว่าเป็นพลังงานใหม่

    แต่ว่า..นั่นมันใช่พลังงานใหม่จริงๆหรือเปล่าหละ? หรือว่ามันเป็นแค่กฎเกณฑ์เก่าๆแต่ใช้ชื่อใหม่เท่านั้นเอง?

    ใช่แล้ว..เพราะว่าในยุคพลังงานใหม่จริงๆแล้ว มันจะไม่มีสูตร หรือกฎเกณฑ์ หรือแบบแผนทางพลังงานใดๆอยู่เลย ไม่เหมือนยุคพลังงานเก่า ที่จะพึ่งพาแต่สูตร หรือกฎเกณฑ์ หรือแบบแผนเป็นหลัก เพื่อที่ว่า..พวกคุณจะได้สามารถทำในสิ่งที่เคยให้ผลสำเร็จมาแล้ว ได้ใหม่อีกครั้งหนึ่งในวันนี้ และก็จะได้ผลสำเร็จเหมือนเดิมด้วย และก็จะยังคงเป็นเช่นนี้ตลอดไป จนกว่าพวกคุณจะเข้าสู่สภาวะวิกฤติและความความวุ่นวายโกลาหลซะก่อน

    เพราะฉะนั้นแล้ว ในยุคพลังงานเก่านั้น อะไรๆก็จะเป็นความสั่นสะเทือนไปทั้งหมดหนะแหละ และก็สามารถพยากรณ์ผลลัพธ์ของมันได้ด้วย ดังนั้น พวกคุณจึงเล่นกับมันอยู่ต่อไป แต่ด้วยวิธีการใหม่ๆเท่านั้นเอง และมันก็ค่อนข้างที่จะคาดเดาได้ซะด้วย เพราะว่ามันก็คือพลังงานเก่านั่นเอง

    พลังงานใหม่ที่แท้จริง จะไม่สามารถถูกจับมาใส่ไว้ในกรอบของกฎและเกณฑ์ใดๆได้ เพราะว่ามันไม่เกี่ยวข้องกับความสั่นสะเทือน เพราะว่ามันไม่มีรูปแบบ

    เพราะว่ามันจะทำงานด้วยวิธีการหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องทำงานด้วยวิธีการนั้นอีกในครั้งถัดไปก็ได้

    ดังนั้น พลังงานใหม่จึงดูเหมือนว่ามันไร้ระเบียบแบบแผนอย่างมาก แต่อันที่จริงแล้วมันไม่ใช่เลย เพราะว่าจริงๆแล้วมันสวยสดงดงามอย่างมาก ดังนั้น ถ้าพวกคุณได้เจอกับพลังงานใหม่ของจริงแล้วหละก็ พวกคุณก็จะรู้ว่ามันสวยสดงดงามจริงๆ

    พวกคุณไม่จำเป็นจะต้องมีกฎเกณฑ์แต่อย่างใดเลย และพวกคุณก็ไม่จำเป็นจะต้องทำตามขั้นตอน หรือกระบวนการใดๆเลยอีกด้วย

    แต่ถ้ามันจะมีกระบวนการใดๆมาเกี่ยวข้องกับการทำงานของพลังงานใหม่ ที่กำลังทำงานอยู่กับพลังงานเก่า หรือที่กำลังทำงานอยู่กับพลังงานใหม่อีกชุดหนึ่งหละก็ กระบวนการเหล่านี้ก็จะแทรกซึมอยู่ในตัวพลังงานใหม่นั้นเลย เพราะว่ามันไม่จำเป็นจะต้องไปสร้างหรือไปผลิตหรือไปวิเคราะห์กระบวนการใดๆขึ้นมาใหม่อีกเลย เพราะว่ากระบวนการเหล่านั้นมันอยู่ในตัวพลังงานใหม่ชุดนั้นแล้ว

    เพียงแต่ว่ามันจะเปลี่ยนไปเท่านั้นเอง ดังนั้น จิตใจของพวกคุณจึงกำลังสับสนหรืองงกับมันอยู่ เพราะว่ามันจะดูเหมือนว่าทุกสิ่งทุกอย่างกำลังจะพังทลายลงมาอย่างนั้นแหละ

    แต่ว่าที่จริงแล้วมันไม่ใช่ เพราะว่ามันเพียงแต่กำลัง “ปรับเปลี่ยนโครงสร้างของตัวมันเองอยู่ ก่อนที่จะสร้างขึ้นมาใหม่” เท่านั้นเอง

    ...................
    ที่มา: ข้อความสื่อสารจากท่าน Adamus Saint Germain เรื่อง : Into Your Awakening
    Ref: บางส่วนของหนังสือเรื่อง Live Your Divinity: Inspirations for New Consciousness

    แปลโดย: Chayutt Naowarat
     
  11. Chayutt

    Chayutt ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 สิงหาคม 2005
    โพสต์:
    6,409
    ค่าพลัง:
    +50,839
    **ตอนที่ 11: กาบริเอลซินโดรม (Gabriel Syndrome)**

    Awakening-11.jpg
    (credite the picture from internet)

    นอกจากนี้พวกคุณยังจะมีอาการที่ฉันเรียกว่า “กาบริเอลซินโดรม” (The Gabriel Syndrome) อีกด้วยนะ ซึ่งก็คืออาการที่เมื่อพวกคุณได้เข้ามาอยู่ในโซนแห่งการตื่นรู้แล้ว พวกคุณก็จะได้ยิน “เสียงร้องเรียก” ซึ่งอันที่จริงแล้วมันก็คือเสียงร้องเรียกจากจิตวิญญาณของพวกคุณเองนั่นเอง

    เพราะว่าก่อนหน้านี้พวกคุณเคยขานรับเสียงเป่าแตรเรียกรวมพล เพื่อขออาสาสมัครมาเกิดบนโลก ในยุคแห่งการตื่นรู้ที่น่าทึ่งนี้ ของมหาเทพกาบริเอลมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ฉันคิดว่ามันอาจจะถูกเขียนขึ้นมา โดยเทพฝ่ายโฆษณาทั้งหลายก็ได้ ที่อาจจะโฆษณาเกินจริงไปซักหน่อย โดยใช้คำพูดที่ว่า “See the world”

    แล้วก็คราวนี้ เมื่อพวกคุณได้ก้าวเข้ามาสู่โซนแห่งการตื่นรู้นี้แล้ว เสียงแตรของมหาเทพกาบริเอลที่อยู่ข้างในตัวพวกคุณเอง ก็กำลังดังอยู่เหมือนกัน เพราะว่ามันกำลังเรียกรวมพลทุกๆส่วนของความเป็นตัวตนของพวกคุณ ให้มารวมกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นด้านไหนๆของพวกคุณเองก็ตาม ทั้งมืดทั้งสว่าง และไม่ว่าจะเป็นภพชาติไหนๆของพวกคุณเองก็ตาม ทั้งอดีตชาติ และอนาคตชาติที่อาจจะเป็นไปได้ทั้งหมด และรวมถึงศักยภาพแห่งความเป็นไปได้ในอดีตของพวกคุณที่ไม่ได้ถูกเลือกทั้งหมดด้วย

    สรุปแล้วก็คือ ทุกๆส่วนของความเป็นพวกคุณ ซึ่งก็รวมถึงทั้งภาคที่เป็นมนุษย์โลกและภาคที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั่นแหละ ทั้งหมดเลย บัดนี้พวกมันกำลังจะมาผสานรวมเข้าด้วยกันแล้ว

    (หมายเหตุ: ในความเป็นจริงแล้ว ทุกๆภพชาติของเราดำรงอยู่พร้อมๆกันหมด ในสายตาของจิตวิญญาณ เพราะว่าพวกเขาอยู่เหนือช่องว่างและกาลเวลา ดังนั้น แต่ละภพชาติของเรา จึงเปรียบเสมือนซี่ของล้อจักรยาน ที่ยื่นออกมาจากดุมล้อที่อยู่ตรงกลาง ซึ่งเปรียบเหมือนเป็นจิตวิญญาณของเรา

    และทุกๆครั้งที่เราได้ทำการตัดสินใจครั้งสำคัญลงไปในชีวิตของเรา มันก็จะเกิดศักยภาพแห่งความเป็นไปได้ของเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น แยกออกเป็นอย่างน้อยสองทางเสมอ ซึ่งทางที่เราเลือก ก็คือเส้นทางที่เราได้รับประสบการณ์กับมันแล้ว ส่วนทางที่เราไม่ได้เลือกนั้น ก็จะดำเนินชีวิตของมันเองต่อไป ในแบบของมัน ในโลกคู่ขนานอีกโลกหนึ่ง ดังนั้น ตัวตนของเรา..แค่เฉพาะที่อยู่ในภพชาติเดียวนี้ ก็มีอยู่ในโลกคู่ขนานอื่นๆอีกมากมายก่ายกอง จนนับไม่ถ้วนแล้ว จะประสาอะไรกับตัวตนอื่นๆในโลกคู่ขนานอื่นๆ ของภพชาติอื่นๆอีกหละ และนี่ยังไม่ได้นับรวมตัวตนที่อยู่ในภาคของพลังงานเลยนะครับ

    และที่ท่านใช้คำว่า “อนาคตที่อาจจะเป็นไปได” หรือ future potentials นั้นก็เพราะว่า อนาคตไม่ใช่สิ่งที่ถูกกำหนดไว้แน่นอนตายตัวแล้ว เพราะว่ามันจะดำรงอยู่ในรูปแบบของ “ศักยภาพแห่งความเป็นไปได้” เท่านั้นเอง ดังนั้น มันจึงยังไม่แน่นอน และก็สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้เสมอด้วย แล้วมันก็ยังมีอยู่มากมายก่ายกองจนนับไม่ถ้วนอีกด้วย แต่ที่เรา..ตัวตนนี้และเวอร์ชั่นนี้ จะได้พบเจอมันจริงๆนั้น ก็จะมีอยู่เพียงศักยภาพเดียวหรือเส้นทางเท่านั้น แต่จะเป็นอนาคตเส้นทางไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับการเลือกในแต่ละ “ปัจจุบันขณะ” ของเราเองครับ

    ขอแถมอีกนิดครับ..และปัจจุบันแต่ละเส้นทาง มันก็จะมีอดีตและอนาคตเป็นของตัวมันเองด้วยนะ และจะแปลกใจไหมถ้ารูปธรรมชีวิตจากต่างมิติทั้งหลาย จะพูดตรงกันว่า ทุกวันนี้เราก็เปลี่ยนแปลงแก้ไข ทั้งอดีตและอนาคต อยู่เกือบจะตลอดเวลาอยู่แล้วด้วย ดังนั้น “เรา” คนที่กำลังนั่งอ่านข้อความอยู่นี้ ก็อาจจะไม่ใช่ “เรา” เมื่อ 5 นาทีที่แล้วก็ได้นะครับ ฮิฮิ ขอแสดงความยินดีด้วยครับที่ท่านงง เพราะนั่นแปลว่าท่านยังปกติดีอยู่ครับ  – ผู้แปล)

    ซึ่งการกลับมาผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกันของส่วนต่างๆของความเป็นพวกคุณนี้เอง ที่กำลังก่อให้เกิดสิ่งที่ดูเหมือนกับว่าเป็นความโกลาหลอยู่ เพราะว่าปุบปับทุกๆส่วนของความเป็นพวกคุณก็จะได้กลับบ้านกันหมดและพร้อมๆกันแล้ว

    ดังนั้น ตัวตนส่วนนี้ของพวกคุณ จึงไม่ค่อยแน่ใจนักว่ามันอยากจะให้ส่วนอื่นๆทั้งหมดกลับบ้านด้วยหรือไม่ เพราะว่าพวกคุณจะประมาณว่า..ชอบที่จะมีบ้านของตัวเองเท่านั้น หรือจะพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ พวกคุณไม่เคยรู้เลยว่าบ้านหลังนั้นก็มีคนอื่นๆอยู่ด้วยเหมือนกัน แล้วคราวนี้ทุกๆคนก็กำลังจะกลับมาบ้านพร้อมๆกันหมดด้วย และพวกเขาก็ไม่ใช่แค่จะมาเยี่ยมเท่านั้นนะ แต่พวกเขาจะมาอยู่ด้วยเลยด้วยซ้ำ

    แต่นั่นเป็นเรื่องดีนะ เพราะว่าพวกเขาจะมาผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน เพราะว่าพวกคุณกำลังจะนำพาเอาทุกๆส่วนของตัวเองเข้ามาสู่ชีวิตของตัวเองอยู่

    และในขณะที่ปรากฎการณ์ที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดนี้ มันกำลังดำเนินไปเรื่อยๆอยู่นี้ พวกคุณก็จะมีอาการดำดิ่งเข้าไปข้างในของตัวเองอย่างลึกล้ำด้วย แล้วพวกคุณก็จะตำหนิตัวเองอย่างร้ายกาจ แล้วก็จะรู้สึกคลางแคลงใจในตัวเองอย่างมากด้วย แล้วก็จะชอบวิเคราะห์-วิจารณ์ทั้งตัวเองและผู้อื่นอย่างรุนแรงด้วย

    เพราะว่าเมื่ออยู่ในโซนแห่งการตื่นรู้นี้แล้ว พวกคุณจะได้ดำดิ่งลงมาสำรวจตรวจดูภายในของตัวเอง ซึ่งมันก็คือการดำดิ่งลงมาเพื่อค้นหาตัวเอง และเพื่อเปิดความตระหนักรู้ของตัวเองให้กว้างขึ้นนั่นเอง แต่มันก็จะทำให้พวกคุณรู้สึกสับสนและคลางแคลงใจในตัวเองอย่างมากตามมาด้วยนะ และมันก็จะนำมาซึ่งความรู้สึกชอบจับผิดอย่างรุนแรงตามมาด้วย

    และมันก็จะกลายไปเป็นความหมกมุ่นด้วยนะ ชนิดที่ว่ามันจะกลายไปเป็นความคิดแรกของพวกคุณ หลังจากตื่นนอนขึ้นมา แล้วมันก็จะกลายไปเป็นความคิดสุดท้ายของพวกคุณ ก่อนที่จะหลับไปเลยทีเดียว และแม้กระทั่งในเวลาฝันพวกคุณก็ยังจะพกพาเอาเจ้านิสัยชั่งจับผิดนี้ติดตัวไปด้วยเลย

    แล้วหลังจากนั้น พวกคุณก็จะมาถึงจุดที่สามารถ “ปล่อยวาง” ได้ ซึ่งประเด็นนี้ Tobias ได้สรุปสั้นๆแต่ได้ใจความที่สมบูรณ์ดีมากว่า “ช่างมันเถอะ” เพราะว่าเมื่อพวกคุณได้มาถึงจุดที่เหนื่อยล้า จากการเฝ้าแต่จับผิดและจดจ่ออยู่กับเรื่องที่ไม่ดีของตัวเอง ที่ได้เคยทำไว้ในอดีต ทั้งในภพชาตินี้และในอดีตชาติแล้ว พวกคุณก็จะรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว พอแล้ว..พอกันทีไปเอง

    ......................
    ที่มา: ข้อความสื่อสารจากท่าน Adamus Saint Germain เรื่อง : Into Your Awakening
    Ref: บางส่วนของหนังสือเรื่อง Live Your Divinity: Inspirations for New Consciousness
    แปลโดย: Chayutt Naowarat
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 15 กันยายน 2021 at 13:37
  12. Chayutt

    Chayutt ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 สิงหาคม 2005
    โพสต์:
    6,409
    ค่าพลัง:
    +50,839
    **ตอนที่ 12: แล้วจะต้องทำยังไง?**

    Awakening-12.jpg
    (Credite the picture from internet)

    ตอนนี้พวกคุณก็ได้มาอยู่ในโซนแห่งการตื่นรู้แล้ว และคำถามก็คือ พวกคุณจะสามารถทำอะไรได้บ้างในตอนนี้? เพราะว่าพวกคุณก็รู้แล้วว่าทุกๆส่วนของความเป็นตัวตนของพวกคุณกำลังจะผสานรวมเข้าด้วยกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นส่วนที่เป็นมนุษย์โลกและส่วนที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพวกคุณเอง และส่วนที่เป็นพลังงานแห่งเพศหญิงและส่วนที่เป็นพลังงานแห่งเพศชาย และรวมถึงส่วนที่อยู่ในมิติที่ 3 แห่งความเป็นทวิภาวะนี้ทั้งหมดทุกๆส่วนของพวกคุณด้วย (ทุกภพชาติ, ทุกโลกคู่ขนาน, ทั้งด้านมืดและด้านสว่าง – ผู้แปล)

    เพราะฉะนั้นแล้ว สิ่งที่สำคัญมากที่สุดในตอนนี้ก็คือ “ความไว้วางใจ” ซึ่งหมายถึงการไว้วางใจหรือการเชื่อมั่นอย่างหมดจิตหมดใจในตัวเอง ไม่ใช่การไว้วางใจหรือเชื่อมั่นอย่างมืดบอด แต่เป็นการไว้วางใจหรือเชื่อมั่นที่ออกมาจากข้างในจริงๆ

    เพราะว่าพวกคุณจะต้องมีความเชื่อมั่นและมีความไว้วางใจในตัวเอง ที่กำลังผ่านเข้าไปในกระบวนการที่เป็นธรรมชาติและเหมาะสมอยู่นี้อย่างเต็มที่ พวกคุณจะต้องเชื่อมั่นและไว้วางใจว่า พวกคุณก็คือพระเจ้าคนหนึ่งด้วยเหมือนกัน และจงยินยอมให้ภาคที่เป็นมนุษย์โลกของพวกคุณ หรือจิตมนุษย์นี้ของพวกคุณ รู้สึกถึงมันได้จริงๆให้ได้ด้วย ว่าพวกคุณคือพระเจ้า

    เป็นไงบ้าง?..เมื่อพวกคุณพยายามที่จะเปิดใจและเชื่อมั่นในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ภายในตัวเองแล้ว พวกคุณรู้สึกยังไงบ้าง? พวกคุณรู้สึกว่ามันดีและใช่สำหรับพวกคุณไหม? พวกคุณรู้สึกดีมากใช่ไหมที่ได้เปิดใจยอมรับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ภายในตัวเอง?

    หรือว่าพวกคุณรู้สึกตีบตันและอึดอัดกันหละ? หรือไม่ก็..มีความรู้สึกว่าเหมือนตัวเองกำลังจมดิ่งลงไปในเหวลึกกันหละ? ซึ่งถ้ามันเป็นความรู้สึกอย่างหลังนี้หละก็ ก็ให้หายใจเข้าลึกๆ (แล้วพักเอาไว้ก่อน เพราะนั่นหมายความว่าพวกคุณยังไม่สามารถจะเชื่อมั่นและไว้วางใจได้จริงๆ – ผู้แปล) เพราะว่าไม่มีอะไรจะต้องรีบหรอก

    เพราะว่าความเชื่อมั่นและไว้วางใจที่ว่านี้จะต้องเป็นความรู้สึกที่ออกมาจากข้างในของพวกคุณจริงๆ มันหมายถึงการเชื่อมั่นและไว้วางใจในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ภายในตัวพวกคุณเองอย่างหมดจิตหมดใจ และเจ้าความรู้สึกนี้มันก็ไม่สามารถที่จะถูกสร้างขึ้นมาได้ซะด้วยสิ และพวกคุณก็ไม่สามารถที่จะบงการให้มันเกิดขึ้นมาได้ซะด้วยสิ และมันก็ไม่ใช่ระบบความเชื่ออย่างหนึ่ง เหมือนกับระบบความเชื่ออื่นๆที่พวกคุณเคยรู้จักมาในอดีตอีกด้วย

    หรือจะพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความเชื่อมั่นและไว้วางใจที่ว่านี้ มันไม่ใช่แค่ระบบความเชื่อที่เกิดจากการคิดเอาเองของสมองของพวกคุณ เหมือนกับระบบความเชื่ออื่นๆที่พวกคุณทุ่มเทด้วยชีวิตเชื่อมั่นและศรัทธากันอยู่นี้เท่านั้นนะ เพราะว่ามันจะต้องเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติอย่างแท้จริง

    จงมีความเชื่อมั่นและไว้วางใจในตัวเอง ว่ากระบวนการทั้งหมดนี้ มันเกิดขึ้นด้วยพระมหากรุณาธิคุณของเบื้องบน แต่ก็อย่าไปเชื่อมั่นหรือไว้วางในในองค์โน้นและองค์นี้มากนักหละ (ชี้มือขึ้นด้านบน) และก็อย่าไปเชื่อมั่นในผู้นำทางจิตวิญญาณและกูรูทั้งหลายด้วยหละ แต่ให้เชื่อมั่นและไว้วางใจในตัวพวกคุณเองเพียงคนเดียวเท่านั้น!!

    แล้วก็..อย่าไปเชื่อมั่นและไว้วางใจในเจ้าคริสตัลและกำไลหินสวยๆพวกนั้นด้วย และรวมถึง..คำบริกรรม หรือมนตรา หรือสิ่งอื่นใด ก็เชื่อมั่นและไว้วางใจไม่ได้ด้วย และความเชื่อมั่นและไว้วางใจที่ว่านี้ก็จะต้องออกมาจากข้างในจริงๆเท่านั้นด้วย

    แต่อย่าบอกฉันนะว่า “โอเค..ท่านอดามัส..ฉันจะเชื่อมั่นและไว้วางใจในตัวเองตามที่ท่านบอกแล้ว” แล้วจากนั้นพอพวกคุณกลับไปถึงบ้าน พวกคุณก็กกลับเข้าสู่โหมดเดิม คือโหมดไม่เชื่อมั่นในตนเอง

    ประเด็นที่มีความสำคัญอย่างมากอีกประเด็นหนึ่งก็คือ “ความเมตตากรุณา” ซึ่งก็หมายถึงความเมตตากรุณาต่อตัวพวกคุณเองอีกนั่นแหละ เพราะว่าความเมตตากรุณาต่อตัวเองที่ว่านี้ก็คือ พวกคุณจะต้องสามารถยอมรับในทุกๆส่วนของความเป็นตัวเองให้ได้ เพราะว่าทุกๆด้าน, ทุกๆชิ้น และทุกๆส่วนของพวกคุณ กำลังจะกลับบ้านพร้อมกันแล้ว และพวกมันทั้งหมดนี้ก็กำลังต้องการความเมตตากรุณาจากพวกคุณด้วย ซึ่งนั่นแหละจะเป็นการต้อนรับพวกมันกลับบ้านหละ

    และก็จะเหมือนกับ “ความเชื่อมั่น และความไว้วางใจ” นั่นเอง ที่มันจะต้องออกมาจากใจจริงๆเท่านั้นด้วย หรือจะพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ พวกคุณจะแค่พูดขึ้นมาลอยๆว่า “ฉันจะมีความเมตตากรุณา” แล้วพอกลับไปถึงบ้านแล้ว พวกคุณก็เริ่มลงมือทำร้ายตัวเองเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว (ทำร้ายตัวเองด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งทางกาย-วาจา-ใจ เช่น นำของที่มีพิษมีภัยเข้าไปในร่างกายของตัวเองโดยเจตนา, หรือนึกตำหนิส่วนต่างๆของร่างกายตัวเอง ที่ไม่สวยไม่งาม หรือที่กำลังป่วยหรือเสียสมดุลอยู่ เป็นต้น – ผู้แปล)

    หรือไม่ก็พวกคุณอาจจะผลัดผ่อนกับตัวเองว่า เดี๋ยวค่อยมาเมตตาตัวเองทีหลังก็แล้วกัน แบบนั้นก็ใช้ไม่ได้อีกเช่นกัน เพราะว่าความเมตตากรุณานั้น มันก็จะต้องออกมาจากข้างในจริงๆเท่านั้น

    แต่ว่า..เจ้าความเมตตากรุณานี้ ก็สามารถที่จะสร้างให้เกิดความท้าทายขึ้นแก่พวกคุณได้ด้วยนะ เพราะว่าเมื่อพวกคุณมีความเมตตากรุณา หรือมีความเห็นอกเห็นใจตัวเองแล้ว ปัญหาต่างๆที่เกี่ยวข้องกับสาเหตุที่ทำให้พวกคุณไม่มีความเมตตานั้น จะถูกเขย่าให้ลอยขึ้นมาสู่ระดับพื้นผิวของความตระหนักรู้ของพวกคุณทั้งหมดเลย และทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกคุณไม่ได้จัดการกับมันด้วยความเมตตากรุณา ก็จะโผล่ขึ้นมาให้พวกคุณได้เห็นทั้งหมดเลยด้วย

    เพราะฉะนั้นแล้ว ทุกๆความเจ็บปวด, ทุกๆเรื่องราวที่แตกร้าวและมืดดำของพวกคุณก็จะโผล่ขึ้นมาให้พวกคุณได้เห็นทั้งหมดเลย เพราะว่าพวกมันต้องการความเมตตากรุณาและความเห็นอกเห็นใจจากพวกคุณ ในท้ายที่สุด

    ความเมตตากรุณา คือความสามารถในการมองเข้าไปในสถานการณ์ที่เลวร้ายมากที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตของพวกคุณ แล้วมองมันด้วยมุมมองที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง แต่ฉันไม่ได้กำลังพูดถึงให้มองหาเทพเก๊ที่อยู่ในนั้นหรอกนะ เพราะว่าฉันกำลังพูดถึงความรู้สึกที่แท้จริงอยู่ ฉันกำลังพูดถึงความเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับสถานการ์นั้นๆอยู่ต่างหากหละ

    อย่าใช้สมองคิดเกี่ยวกับสถานการณ์นั้นๆ แต่ให้ใช้ใจทำความเข้าใจให้ได้จริงๆว่าเกิดอะไรขึ้นกับสถานการณ์นั้นกันแน่ ว่าจริงๆแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? เพราะว่าก่อนหน้านี้พวกคุณเอาแต่มองดูมันด้วยมุมมองเดียว และด้วยวิศัยทัศน์เดียวมาโดยตลอดเลย แต่ตอนนี้..ถ้าพวกคุณต้องการที่จะมีความเมตตากรุณา และมีอารมณ์ร่วม และมีความรู้สึกจริงๆหละก็ พวกคุณก็จะต้องมองดูมัน จากทุกๆแง่มุมของมัน ในฐานะของ “ผู้สังเกตการณ์” แล้วหละ

    พวกคุณได้พากันห้อยไม้กางเขนไปไหนมาไหนด้วยมานานแล้ว แต่ว่าสัญลักษณ์ไม้กางเขนนั้น ก็ไม่ได้หมายถึงการจมอยู่ในความทุกข์ซะหน่อยหนึ่งนี่นา เพราะอันที่จริงแล้วไม้กางเขนหมายถึกการมาบรรจบกันของมนุษย์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ ณ.ที่นี้และเดี๋ยวนี้ บนโลกใบนี้ ดังนั้น ขอให้พวกคุณมองดูไม้กางเขนซะใหม่ ด้วยมุมมองใหม่อันนี้แทน

    ................................
    ที่มา: ข้อความสื่อสารจากท่าน Adamus Saint Germain เรื่อง : Into Your Awakening
    Ref: บางส่วนของหนังสือเรื่อง Live Your Divinity: Inspirations for New Consciousness
    แปลโดย: Chayutt Naowarat
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 15 กันยายน 2021 at 13:43
  13. Chayutt

    Chayutt ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 สิงหาคม 2005
    โพสต์:
    6,409
    ค่าพลัง:
    +50,839
    **ตอนที่ 13: การตื่นรู้**

    Awakening-13.jpg
    (Credite the picture from internet)

    ฉันอยากจะขอให้พวกคุณลองหันหลังกลับมาซักครู่หนึ่ง (ตอนนี้ท่านอดามัสกำลังยืนอยู่ที่หลังห้อง) ซึ่งเหตุผลที่ฉันขอให้พวกคุณหันหลังกลับมามองที่หลังห้องก็เป็นเหตุผลที่ง่ายมากๆเลย

    ซึ่งนั่นก็คือ..พวกคุณตื่นรู้อยู่แล้ว พวกคุณคือคนที่เลื่อนระดับขึ้นไปเรียบร้อยแล้ว หรือไม่ว่าพวกคุณจะเรียกมันว่าอะไรก็ตามแต่ แต่พวกคุณก็คือคนที่รู้แจ้งอยู่แล้ว และพวกคุณก็คือผู้ที่อยู่ ณ.ฟากฝั่งโน้นของโซน x อยู่แล้ว เพราะว่าพวกคุณได้ไปถึงแล้ว พวกคุณทำสำเร็จแล้ว ดังนั้น ตอนนี้พวกคุณจึงกำลังแค่มองย้อนกลับมาดูมันอยู่ ว่าพวกคุณผ่านมันมาได้ยังไงเท่านั้นเอง

    ซึ่งก็จะเหมือนกับเมอร์ลินตัวจริงคนหนึ่งนั่นแหละ (เมอร์ลินคือคำเรียกชื่อผู้วิเศษคำหนึ่ง ไม่ใช่ชื่อคน – ผู้แปล) เพราะว่าตอนนี้พวกคุณกำลังเดินทางย้อนเวลากลับมาสู่อดีตของตัวเองอยู่ เพราะว่าพวกคุณได้เลือกไว้แล้วว่าจะเลื่อนระดับขึ้น เพราะฉะนั้น มันจึงได้เกิดขึ้นเรียบร้อยแล้ว และในตอนนี้ พวกคุณก็กำลังเดินทางย้อนเวลากลับมาเพื่อมามีประสบการณ์กับการเลื่อนระดับขึ้นอยู่

    เพราะในความเป็นจริงแล้วพวกคุณกำลังหันกลับมามองดูตัวเองอยู่ ว่าตัวเองสามารถตื่นรู้ขึ้นมาได้อย่างไร? และว่าพวกคุณปรารถนาที่จะมีประสบการณ์กับมันอย่างไรด้วย ซึ่งเรื่องนี้ท่าน Kuthumi ได้เคยพูดเอาไว้แล้วเมื่อหลายปีก่อน ว่าจริงๆแล้วพวกคุณได้เลื่อนระดับขึ้นไปเรียบร้อยแล้ว

    ดังนั้น แม้ว่าพวกคุณจะยังสงสัยอยู่ หรือจะยังรู้สึกต่อต้านอยู่ก็ตาม หรือจะยังมีวิธีการ หรือวิธีรักษา หรือคำแนะนำ หรือกระบวนการที่แปลกประหลาดอะไรอยู่มากมายก็ตาม แต่ถึงกระนั้นแล้ว..พวกคุณก็คือผู้ที่ตื่นรู้ไปเรียบร้อยแล้ว เพราะว่าพวกคุณไปถึงที่นั่นแล้ว

    ดังนั้น ตอนนี้..ก็แค่สูดลมหายใจเข้าให้ลึกๆ เพราะว่ามันไม่มีอะไรที่จะต้องไปวิตกกังวลเลย นอกเสียจากว่าพวกคุณจะต้องเลือกเส้นทางแห่งความเป็นไปได้ว่า ตัวเองอยากจะไปถึงที่นั่นให้ได้ด้วยศักยภาพแห่งความเป็นไปได้เส้นทางไหนเท่านั้นเอง

    และแม้ว่าในตอนนี้พวกคุณอาจจะยังไม่รู้สึกว่าตัวเองได้ตื่นรู้ขึ้นมาแล้วก็ตาม และพวกคุณอาจจะยังรู้สึกอยู่ว่า “จิตสำนึกมวลรวมของคนทั้งโลก” และพลังมืด และโลกทั้งโลก ก็ยังคงรวมหัวกันต่อต้านพวกคุณอยู่เลยก็ตาม

    แต่อันที่จริงแล้ว มันไม่ใช่เลย เพราะว่าคนที่รวมหัวกันต่อต้านพวกคุณนั้นก็คือตัวพวกคุณเองต่างหาก มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่มันก็โอเคนะ เพราะว่าจริงๆแล้วมันมีเรื่องตลกมากมายเลยหละ เพราะว่าแม้แต่ตัวฉันเองก็รวมหัวต่อต้านตัวฉันเองมานับร้อยนับพันปีเลยหละ

    Tobias เคยพูดไว้ว่า “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” คือสิ่งที่พื้นๆและไม่ซับซ้อนอะไรเลย เพียงแต่ว่ามนุษย์ไปทำให้มันดูเข้าใจยากไปเองเท่านั้นเอง เพราะว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์แท้ที่จริงแล้วเรียบง่ายอย่างมาก และก็งดงาม และก็บริสุทธิ์อย่างมากด้วย เพียงแต่ว่ามนุษย์ได้พยายามที่จะทำให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์กลายเป็นสิ่งที่เข้าใจยากและสลับซับซ้อนขึ้นมาเท่านั้นเอง ซึ่งความพยายามที่ว่านี้ ก็อาจจะเพื่อศาสนา หรือเพื่อธุรกิจ หรือเพื่ออะไรก็ตามแต่ ที่บอกพวกคุณว่ามันมีทางที่จะเข้าถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้อยู่ เพียงแต่ว่ามันจะต้องอาศัยตัวกลางช่วย หรืออาศัยผู้ฝึกสอนช่วย หรืออาศัยผู้ที่มีหน้าที่ด้านนี้ช่วยด้วยเท่านั้นเอง

    แล้วเกิดอะไรขึ้นเมื่อพวกคุณตื่นรู้ขึ้นมาแล้ว? พวกคุณก็จะเริ่ม “รู้สึก” ใหม่อีกครั้งหนึ่งหนะสิ เพราะว่าความรู้สึกคือความตระหนักรู้ทางประสาทสัมผัสอย่างหนึ่ง และเมื่อพวกคุณเริ่มมีความตระหนักรู้มากขึ้นแล้ว พวกคุณก็จะเริ่มมีความไวในการรับรู้มากขึ้นกว่าเดิมด้วย และรู้สึกได้มากขึ้นกว่าเดิม และประสาทสัมผัสไวต่อทุกสิ่งทุกอย่าง ที่อยู่ในมิติต่างๆรอบๆตัวพวกคุณ ในขณะนั้นๆ ได้มากขึ้นกว่าเดิมด้วย

    แล้วการตื่นรู้คืออะไรหละ? การตื่นรู้ก็คือการเชื่อมั่นและไว้วางใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างกำลังเป็นไปด้วยดีอย่างที่สุดอยู่แล้ว ก็อย่างที่ฉันพูดเอาไว้ในตอนท้ายของการชุมนุมกันของพวกเราไงว่า “ทั่วทั้งเอกภพแห่งการสรรค์สร้างนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังเป็นไปด้วยดีอยู่แล้ว ซึ่งรวมถึงพวกคุณเองด้วย” เพราะว่าแนวคิดที่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างดำรงอยู่ในสภาวะที่ไม่สมบูรณ์นั้น เป็นแต่เพียงคำโกหกเท่านั้น แต่ว่าชาวโลกส่วนใหญ่กลับไปหลงเชื่อมัน แต่ความจริงแล้วสรรพสิ่งทั้งปวงล้วนสมบูรณ์แบบในตัวมันเองทั้งสิ้น แม้ว่าพวกคุณจะไม่เลือกมองว่ามันสมบูรณ์แบบก็ตาม

    ...............................
    ที่มา: ข้อความสื่อสารจากท่าน Adamus Saint Germain เรื่อง : Into Your Awakening
    Ref: บางส่วนของหนังสือเรื่อง Live Your Divinity: Inspirations for New Consciousness

    แปลโดย: Chayutt Naowarat
     
  14. Chayutt

    Chayutt ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 สิงหาคม 2005
    โพสต์:
    6,409
    ค่าพลัง:
    +50,839
    **ตอนที่ 14: แล้วอะไรหละที่มาช่วยกระตุ้นให้กระบวนการตื่นรู้ของพวกคุณเริ่มต้นขึ้นมาได้?**

    Awakening-14.jpg
    (Credite the picture from internet)

    แล้วอะไรหละที่มาช่วยกระตุ้นให้กระบวนการตื่นรู้ของพวกคุณเริ่มต้นขึ้นมาได้? มันอาจจะเป็นหนังสือซักเล่มหนึ่ง ที่บังเอิญหล่นลงมาจากชั้นวางในร้านขายหนังสือพอดี ในขณะที่พวกคุณกำลังค้นหาหนังสือเล่มอื่นอยู่ หรือมันอาจจะเป็นภาพยนตร์ซักเรื่องหนึ่งที่กระตุ้นให้พวกคุณหันมามองดูชีวิตในมุมมองที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง

    หรือมันอาจจะเป็นความฝันที่คมชัดลึกมากๆ จนนำพาพวกคุณเข้าไปในระดับที่พวกคุณไม่เคยไปถึงมาก่อน หรือมันอาจจะเป็นการตายของใครบางคน ซึ่งเป็นผู้ที่พวกคุณรัก จนทำให้พวกคุณต้องหวนกลับมาคิดใคร่ครวญถึงความหมายของชีวิตและความตายใหม่อีกครั้งหนึ่ง

    หรือมันอาจจะเป็นความทุกข์ทรมานอันเกิดจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ที่กระชากพวกคุณออกมาจาก comfort zone ของตัวเองอย่างฉับพลัน หรือพวกคุณอาจจะแค่..ตื่นขึ้นมาในเช้าวันหนึ่ง แล้วพบว่าตัวเองอยู่คนเดียวก็ได้ หรือมันอาจจะเป็นความสงสัยและความอยากรู้-อยากเข้าใจ ที่มีขึ้นมาแบบปัจจุบันทันด่วน และมีมากอย่างเหลือล้นก็ได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันได้บ่มเพาะตัวเองมาหลายภพชาติแล้ว และบัดนี้พวกคุณก็สามารถที่จะเชื่อมต่อกับพวกมันได้แล้ว

    ซึ่งหนึ่งในประสบการณ์ที่คุรุผู้รู้แจ้งแล้วทั้งหลายมักจะเป็นกันในช่วงเวลาแห่งการตื่นรู้ของพวกเขาก็คือ พวกเขาจะรู้เองว่าพวกเขาได้มาถึงแล้ว ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอีกแล้วโลกใบนี้ ไม่มีอีกแล้วภพชาติต่อไป ไม่มีอีกแล้วความสัมพันธ์กับมนุษย์โลกในแบบที่พวกเขาเคยรู้จัก ไม่มีอีกแล้วการที่จะต้องมานั่งล้อมวงทานอาหารค่ำด้วยกัน ไม่มีอีกแล้วการที่จะต้องเข้าไปเดินจงกรมในป่า และไม่มีอีกแล้วเรื่องทางเพศ

    และคุรุผู้รู้แจ้งแล้วทุกๆคน ก็มักจะมาถึงจุดที่พวกเขาจะมีความปรารถนาอย่างแท้จริง ที่จะหวนกลับคืนไปใหม่อีกครั้งหนึ่ง เพื่อที่จะอยู่ต่ออีกซัก 2-3 ภพชาติด้วย พวกคุณไม่มีความรู้สึกแบบนั้นบ้างเลยเหรอ ในตอนที่พวกคุณเลื่อนระดับขึ้นไปแล้วนั่นหนะ?

    จริงอยู่ มันอาจจะฟังดูดีไม่น้อยเลย ที่จะได้ลงจากยานอวกาศที่ชื่อว่าดาวเคราะห์โลกดวงนี้ซะที แต่ว่าเมื่อมันมาถึงเวลานั้นจริงๆแล้ว มันก็จะมีความทรงจำอะไรบางอย่างที่สวยสดงดงามเหลือเกินเกี่ยวกับโลกใบนี้ให้พวกคุณได้อาลัยอาวรณ์อยู่ เพราะว่าถึงอย่างไรก็ตาม การมามีชีวิตบนโลกใบนี้นั้น ก็ถือว่าสนุกดีเหมือนกัน และภพชาตินี้มันก็จะเป็นภพชาติสุดท้ายของพวกคุณบางคนแล้ว

    พวกคุณนึกออกไหมว่า การที่รู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างกำลังจะให้ผลลัพธ์ออกมาแล้วนั้น มันจะเป็นอย่างไร? หรือรู้ว่า..ทุกสิ่งทุกอย่างมันส่งผลลัพธ์ออกมาอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้วนั้น มันจะเป็นอย่างไร? และมันจะเป็นอย่างไรถ้าพวกคุณรู้ว่า..จริงๆแล้วพวกคุณสามารถที่จะสร้างสรรค์อะไรขึ้นมาก็ได้เท่าที่พวกคุณปราถนา?

    พวกคุณนึกออกไหมว่า การที่ไม่ต้องคอยเป็นกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเองอีกแล้วนั้น มันจะเป็นอย่างไร? พวกคุณนึกออกไหมว่า การที่ไม่ต้องเป็นกังวลเกี่ยวกับความตายอีกเลยนั้น มันจะเป็นอย่างไร?

    ดาวเคราะห์โลกดวงนี้ เป็นดาวเคราะห์ที่น่าทึ่งมากๆ เพราะว่า..แม้ว่ามันจะมีสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์อื่นๆอยู่อีกมากมายในจักรวาลแห่งนี้ก็ตาม แต่ก็ไม่มีสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์ไหนเลยที่จะเหมือนกับมนุษย์โลก เพราะว่าไม่มีดาวเคราะห์ดวงไหนเลย ที่จะเป็นประตูทางเข้าไปสู่การเลื่อนระดับขึ้น หรือเป็นประตูทางเข้าไปสู่การรู้แจ้งอย่างเช่นดาวเคราะห์โลกดวงนี้

    และก็..ไม่มีสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์ไหนเลยที่จะฉลาดปราดเปรื่องไปกว่ามนุษย์โลกอีกด้วย โอ..จริงอยู่ มันมีรูปธรรมชีวิตทรงภูมิปัญญาชั้นสูงอยู่มากมายข้างนอกโน่น แต่พวกเขาก็ไม่ได้ฉลาดปราดเปรื่องมากซักเท่าไหร่หรอก เพราะว่าพวกเขาก็ยังมีอะไรที่จะต้องเรียนรู้อยู่อีกเยอะเหมือนกัน

    ในช่วงแห่งการตื่นรู้นี้ มันจะมีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นมาด้วย โดยเฉพาะในช่วงก่อนที่จะถึงจุดที่เรียกว่า “ผลกุหลาบ” (Fruit of the Rose) ซึ่งคำๆนี้เป็นคำที่ Tobias ตั้งขึ้นมา เพื่อใช้เรียกสิ่งที่เป็นเครื่องเตือนใจให้พวกคุณรู้ว่า นับตั้งแต่จุดนี้เป็นต้นไปพวกคุณสามารถที่จะเลือกเลื่อนระดับขึ้นไปเมื่อไหร่ก็ได้ ที่พวกคุณต้องการ

    แต่ว่า..พวกคุณก็จะเสแสร้งว่าจุดๆนั้นมันไม่ได้อยู่ที่นั่นหรอก ดังนั้น พวกคุณก็เลยพากันเริงร่าอยู่กับชีวิตบนโลกต่อไป ภพชาติแล้วภพชาติเล่าโดยไม่ยอมเลื่อนระดับขึ้นไปซะทีหนึ่ง และหลายครั้งที่พวกคุณเดินไปสะดุดมันเข้า พวกคุณก็จะทำเป็นว่ามองไม่เห็นมันด้วยซ้ำไป แต่แล้ววันหนึ่ง พวกคุณก็จะได้ประจักษ์ว่า กุญแจแห่งการเลื่อนระดับขึ้นนั้น มันก็อยู่ตรงนั้นเสมอมาอยู่แล้ว ซึ่งมันก็คือ “ผลกุหลาบ” ที่ว่านี้นั่นเอง

    คราวนี้..ขอให้พวกคุณลองนึกย้อนกลับไปถึงตอนที่กระบวนการตื่นรู้ของพวกคุณเริ่มต้นขึ้นมาใหม่ๆโน่นซิ ซึ่งในตอนนั้น พวกคุณอาจจะตื่นเช้าขึ้นมาพร้อมกับมีคำถามอยู่มากมาย ที่พวกคุณอยากจะรู้และอยากจะเข้าใจอยู่ แล้วจากนั้นก็มีใครบางคนพาพวกคุณเข้าไปในห้องเรียนห้องหนึ่ง ที่ได้ช่วยเปิดโลกทรรศน์ของพวกคุณขึ้นมา

    ซึ่งก่อนหน้าที่จะถึงจุดๆนั้น มันได้มีความไม่พึงพอใจหลายอย่างเกิดขึ้นในชีวิตมนุษย์ของพวกคุณ ซึ่งอาจจะเป็นความรู้สึกลึกๆอยู่ข้างในว่า อยากจะกลับไปหาตัวเองอีกครั้งหนึ่ง อยากจะกลับไปอยู่กับทุกๆส่วนของความเป็นตัวตนของตัวเองใหม่อีกครั้งหนึ่ง

    ซึ่งความรู้สึกโหยหาดังกล่าวนี้ มันก็จะเหมือนกับความรู้สึกของการสูญเสียคนรักหรือคู่แท้ไปนั่นแหละ มันจะรู้สึกเหมือนกับว่ามีรูปธรรมชีวิตอีกรูปธรรมหนึ่ง ที่อยู่ ณ.ฟากฝั่งโน้นของม่านพราง ที่กำลังรอคอยพวกคุณอยู่ มันเป็นนิยายรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา แต่มันก็เป็นเรื่องจริงอย่างที่สุดด้วย เพียงแต่ว่ารูปธรรมชีวิตอีกรูปธรรมหนึ่งที่ว่านั้นหนะ มันกลับไม่ใช่ใครอื่นเลย แต่มันก็คือตัวของพวกคุณเองนั่นเอง

    ไม่ช้าก็เร็ว..มนุษย์โลกทุกๆคนก็จะต้องตื่นรู้ขึ้นมาแน่ๆ เพียงแต่ว่าสำหรับบางคนแล้ว มันก็อาจจะช้ากว่าคนอื่นๆอยู่มากโขเลยก็เป็นได้ แต่พวกคุณที่อยู่ที่นี้คือผู้ที่อยู่แถวหน้าของกระบวนการตื่นรู้ในครั้งนี้

    จริงอยู่..ที่ว่า..มันเคยมีคุรุผู้รู้แจ้งเกิดขึ้นมาก่อนหน้าพวกคุณแล้ว แต่ก็ไม่ได้มากเท่าไหร่นักหรอก ดังนั้น พวกคุณจึงเป็นหนึ่งในจำนวนคนที่ฉันจะเรียกว่า “คนกลุ่มแรก” ที่จะได้ผ่านเข้าไปสู่กระบวนการตื่นรู้ในครั้งนี้ ซึ่งก็หมายความว่า มันมีคนที่ตื่นรู้ขึ้นมาแบบเดี่ยวๆอยู่แล้ว ทุกยุคทุกสมัยนั่นแหละ แต่ว่า “การตื่นรู้แบบทั้งกลุ่ม” แบบนี้ พวกคุณคือคนกลุ่มแรก

    ในช่วงเวลาที่กระบวนการตื่นรู้ของพวกคุณได้เริ่มต้นขึ้นใหม่ๆนั้น ประสบการณ์ที่พวกคุณส่วนใหญ่ได้พบเจอมาแล้ว ก็จะเป็นความรู้สึกเบิกบานใจ หรือไม่ก็เป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกเลย และมันก็ได้ทำให้พวกคุณต้องหันกลับมาพิจารณาสิ่งต่างๆใหม่อีกครั้งหนึ่ง

    มันได้ทำให้พวกคุณเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกมีความหวังและมีความสุข ดังนั้น ในตอนนั้นพวกคุณจึงรู้สึกราวกับว่ากำลังเต้นรำอยู่กลางถนนอย่างนั้นแหละ พวกคุณเลยรู้สึกราวกับว่ากำลังปั่นจักรยานไปตามท้องถนน แล้วไปเที่ยวเคาะประตูบ้านของทุกๆคนเล่นๆอย่างนั้นแหละ

    และในตอนนั้นพวกคุณก็รู้สึกราวกับว่า อยากจะบอกกับทุกๆคนถึงภูมิปัญญาอันใหม่และถึงความสุขอันน่าอัศจรรย์ที่พวกคุณได้ไปเจอมา แล้วพวกคุณก็พูดว่า “ฉันกำลังจะได้กลับบ้าน เพื่อไปหาตัวฉันเองแล้ว” พวกคุณจำกันได้ไหม?

    นี่คือจุดแห่งการตื่นรู้ มันเป็นอะไรที่สวยสดงดงามอย่างมาก มันสวยงามจนหาที่ติไม่ได้ แล้วหลังจากนั้น มันก็ได้นำพาพวกคุณให้เข้ามาสู่ช่วงของการเรียนรู้ครั้งใหญ่ ซึ่งก็จะเป็นการเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกคุณจะสามารถเอื้อมมือไปถึงได้ เรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของจิตวิญญาณ ดังนั้น..ในตอนนั้น พวกคุณจึงพากันอ่านหนังสือเกี่ยวกับปรัชญา และศาสนาจำนวนมากมาย พวกคุณอ่านหนังสือแนวนิวเอชแทบจะทุกเล่ม พวกคุณอ่านข้อความสื่อสารจากต่างมิติแทบจะทุกๆรูปธรรมชีวิต

    แล้วจากนั้น..ในช่วงนั้น..พวกคุณก็ได้กลายเป็นผู้รู้ธรรมไป แล้วจากนั้น..พวกคุณก็ติดยศของผู้รู้ธรรมเอาไว้บนไหล่ของตัวเอง แล้วพวกคุณก็บอกใครๆว่า บัดนี้ฉันคือผู้ที่รู้ธรรมแล้ว แต่จริงๆก็ไม่รู้หรอกว่ามันหมายความว่าอย่างไร แต่แน่นอนว่ามันทำให้พวกคุณรู้สึกดีมากๆ เพราะว่ามันเป็นยศแห่งเกียรติยศ และมันก็ได้ทำให้พวกคุณมีอะไรเอาไว้อวดอ้างอีกด้วย

    และมันก็เป็นเครื่องเตือนใจให้พวกคุณระลึกว่า..”ใช่แล้ว..ฉันกำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่มุ่งไปสู่การรู้แจ้งแล้ว” ซึ่งช่วงเวลาแห่งการตื่นรู้ในเฟสนี้ของพวกคุณ ก็ได้ใช้เวลาไปแล้ว 2-3 ปี

    (โอ..ว้าว..พระเจ้าช่วย!!..ตรงหมดทุกประเด็นเลย มีใครเป็นแบบนี้อีกบ้างไหมเนี่ย  – ผู้แปล)

    ................................
    ที่มา: ข้อความสื่อสารจากท่าน Adamus Saint Germain เรื่อง : Into Your Awakening
    Ref: บางส่วนของหนังสือเรื่อง Live Your Divinity: Inspirations for New Consciousness
    แปลโดย: Chayutt Naowarat
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 15 กันยายน 2021 at 13:54
  15. Chayutt

    Chayutt ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 สิงหาคม 2005
    โพสต์:
    6,409
    ค่าพลัง:
    +50,839
    **ตอนที่ 15: การตื่นรู้ในช่วงที่ 2**

    Awakening-15.jpg
    (Credite the picture from internet)

    (หมายเหตุ: การตื่นรู้ในช่วงแรก ก็คือช่วงที่ท่านเพิ่งพูดถึงไปในตอนที่ 14 นี้นะครับ ซึ่งเป็นช่วงที่เราเพิ่งเริ่มถูกกระตุ้นให้ตื่นรู้ ซึ่งในช่วงแรกนั้น เราก็จะรู้สึกมีความหวังและกำลังใจอย่างมาก และเราก็จะรู้สึกเหมือนกับว่า “ได้มาพบแล้ว” หรือ “มาถูกทางแล้ว” ไม่ว่าเราจะกำลังเดินตามระบบความเชื่อของศาสนาไหน หรือนิกายไหนอยู่ก็ตาม

    และในช่วงแรกๆนี้ เราก็จะตะลุยศึกษา-ค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับด้านจิตวิญญาณอย่างบ้าคลั่งด้วย เท่าที่เราจะสามารถทำได้ และเราก็จะรู้สึกว่าเรารู้ธรรมมากพอสมควรแล้ว และเราก็จะร้อนวิชา และอยากจะออกไป “โปรด” ใครต่อใครให้รู้ตามเรา หรือเชื่อตามเรา หรือเดินตามเราด้วย ซึ่งมันก็อาจจะกินเวลาประมาณ 2-3 ปี แล้วมันก็จะผ่านไป

    ส่วนข้อความในตอนที่ 15 นี้ ก็จะเป็นข้อความที่เกี่ยวข้องกับระยะที่สองของการตื่นรู้นะครับ ซึ่งจะเกิดขึ้นหลังจากที่เราผ่านช่วงแรกนั้นมาแล้ว – ผู้แปล)

    แล้วหลังจากนั้น..บางสิ่งบางอย่างที่น่าสนใจมากๆก็บังเกิดขึ้น คือพวกคุณจะผ่านเข้ามาสู่ Phase 2 ของการตื่นรู้ ซึ่งเฟสนี้จะเป็นเฟสแห่งการ “รื้อ-ถอน” ใหม่ทั้งหมดเลย โอ้ว!! ตอนนี้พวกคุณหลายๆคนก็ยังคงติดอยู่ในเฟสนี้อยู่เลย แต่บางคนก็ได้ผ่านพ้นมันมาแล้ว แต่ผลข้างเคียงของมันก็ยังคงส่งผลกระทบต่อพวกคุณอยู่

    มันจะเป็นเฟสที่พวกคุณพร้อมแล้วที่จะเลื่อนระดับขึ้น และพร้อมแล้วที่จะเป็นผู้ทรงศีลทรงธรรมอันดีงาม แต่แล้ว..บางสิ่งบางอย่างก็ได้เกิดขึ้น แล้วชีวิตของพวกคุณก็พังทลายลง และพวกคุณก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆ

    ฉันไม่อยากใช้คำว่าโชคร้ายนะ เพราะว่าบางที “โชคร้าย” ก็เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอยู่เหมือนกัน แต่ว่า..มันก็ไม่จำเป็นจะต้องเต็มไปด้วยความเจ็บปวดเสมอไปนะ และมันก็ไม่จำเป็นจะต้องเป็นเหมือนกับตายทั้งเป็นด้วย

    แต่ถึงยังไงมันก็จำเป็นจะต้องเกิดขึ้น เพราะว่าในโซนแห่งการร้องคร่ำครวญนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกคุณคิดว่าพวกคุณเป็น และทุกๆความเชื่อที่พวกคุณคิดว่าตัวเองมี จะค่อยๆพังทลายลงมา เพราะว่ามันเป็นกระบวนการเปลียนรูปแบบโดยแท้จริง มันจะดูเหมือนว่าทุกสิ่งทุกอย่างกำลังพังทลายลงมาแล้ว

    และพวกคุณก็จะรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆแล้วด้วย ราวกับว่าเป็นตึกเก่าๆโทรมๆที่ตั้งอยู่ท่ามกลางแผ่นดินไหวยังงั้นแหละ ดังนั้น ภาคที่เป็นมนุษย์ของพวกคุณ หรือจิตมนุษย์ของพวกคุณ ก็จะร้องตะโกนออกมาว่า “มันเกิดบ้าอะไรขึ้น กับชีวิตของฉันกันเนี่ย!?”

    ดังนั้น ในช่วงเวลานี้..พวกคุณจึงกำลังอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งมากมาย เพราะว่าในฐานะที่พวกคุณก็คือผู้รู้ธรรมคนหนึ่ง แต่ดูเหมือนว่าชีวิตของพวกคุณกลับกำลังจะพังทลายลง ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้พวกคุณได้ไปเที่ยวบอกใครต่อใครเอาไว้ว่า จุดหมายปลายทางของชีวิตของพวกคุณนั้น จะสวยงามและยิ่งใหญ่สักปานใด แต่ว่าบัดนี้ชีวิตของพวกคุณกลับไม่มีอะไรเลย

    ดังนั้น ผู้คนจึงพากันหัวเราะเยาะพวกคุณ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง มิหนำซ้ำพวกคุณยังมาตกงานอีกด้วย และแฟนก็ทิ้งอีกด้วย และสุขภาพก็ทรุดโทรมย่ำแย่ และจิตใจก็กระเจิดกระเจิง ทุกสิ่งทุกอย่างของพวกคุณได้พังทลายลงมาหมดแล้ว และชีวิตพวกคุณก็กำลังแตกออกเป็นเสี่ยงๆ

    แต่จงเฉลิมฉลองให้กับมัน!! เพราะว่านั่นหมายความว่า ตอนนี้..พวกคุณกำลังอยู่ในช่วงสำคัญของกระบวนการตื่นรู้แล้ว ดังนั้น สิ่งเก่าๆทั้งหลายที่พวกคุณเคยคิดว่ามันทรงคุณค่านั้น บัดนี้มันจึงกำลังจะเปลี่ยนแปลงไปแล้ว และดังนั้น ระบบความเชื่อเก่าๆทั้งหลายของพวกคุณ จึงกำลังจะพังทลายลงมาแล้ว

    มีพวกคุณจำนวนมากมาย ที่ภาคหนึ่งของพวกคุณ ถูกเลี้ยงดูมาให้มุ่งหวังแต่จะประสบความสำเร็จในชีวิตทางโลก เช่น ได้มีงานทำดีๆ และได้ครอบครัวที่อบอุ่น และได้ทำให้ผู้คนภาคภูมิใจ และได้ลูกๆที่ทำให้พวกคุณภาคภูมิใจด้วย เป็นต้น

    แต่ว่าในชีวิตจริงนั้นมันอาจจะไม่เป็นอย่างที่พวกคุณคาดหวังเสมอไปก็ได้ แต่อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวตนภาคนั้นของพวกคุณมันก็ยังไม่จากไปไหนไกล มันยังคงวนเวียนอยู่ใกล้ๆ แล้วพูดว่า “อืม..เพราะแกทีเดียว ที่เลือกที่จะมาเดินอยู่บนเส้นทางสายจิตวิญญาณบ้าๆสายนี้แทน แล้วดูซิเนี่ย..ดูซิว่าตอนนี้ชีวิตของฉันเป็นยังไงบ้าง?”

    เพราะว่าตัวตนภาคนั้นของพวกคุณมันไม่ได้มาสนใจหรอกว่าชีวิตของพวกคุณจะเป็นยังไง เพราะว่ามันเพียงแต่ต้องการที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตทางโลกเท่านั้น มันเพียงต้องการให้หนังสืออัตถชีวประวัติของมันสวยหรูเท่านั้นเอง ไม่ได้ต้องการชีวิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณเลย

    สรุปว่า..ในเฟสนี้ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของพวกคุณจะพังทลายลงมาอย่างฉับพลัน แล้วพวกคุณก็จะรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะบ้าไปแล้ว แล้วพวกคุณก็จะสูญเสียความสมดุล ทั้งทางด้านจิตใจ, ด้านร่างกาย, ด้านการเงิน และด้านจิตวิญญาณไปพร้อมๆกันด้วย และในช่วงเวลานี้ก็จะไม่มีอะไรที่เข้าท่าเลยซักอย่างเดียว

    และนี่แหละคือช่วงเวลาที่ส่วนต่างๆของพวกคุณจะมาเฮฮาปาตี้กันหละ เพราะว่าพวกเขาทั้งหมดกำลังจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันแล้ว ซึ่งบางส่วนของพวกเขาก็ไม่ได้ติดต่อกับพวกคุณมานานหลายภพชาติแล้วด้วย เพราะว่าพวกเขาแยกไปอยู่ในอีกมิติหนึ่งหรือในโลกคู่ขนานอีกโลกหนึ่ง เพราะว่าพวกเขาไม่ไว้วางใจพวกคุณ

    แต่หลังจากที่พวกเขาได้แยกไปอยู่อีกที่หนึ่งมาเป็นเวลาช้านานแล้วนั้น อยู่ๆพวกเขาก็ถูกกระตุ้นให้อยากกลับมาอยู่ร่วมกับพวกคุณใหม่อีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าพวกเขาก็ได้ยินเสียงร้องเรียกเช่นเดียวกันกับพวกคุณ และพวกเขาก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่ปั่นป่วนขึ้นมาด้วยเช่นเดียวกัน

    ดังนั้น พวกเขาจึงกลับมาหาพวกคุณเพื่อมาดูซิว่ามันถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่พวกเขาจะมาเป็นฝ่ายเป็นใหญ่บ้าง และถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว พวกเขาก็จะมาเป็นผู้กำกับการแสดงซะเอง..แทนพวกคุณ

    หรือไม่ก็..บางส่วนของพวกเขากำลังสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกคุณอยู่กันแน่นะ “บางทีพวกเราอาจจะกำลังกลับบ้านอยู่จริงๆก็ได้นะ” แต่แล้วพวกเขาก็จะพากันหัวเราะเยาะ..”โอ..ไม่หรอก..ไม่มีทาง..ไม่มีทาง”

    ส่วนต่างๆของพวกคุณจะกลับมาหาพวกคุณ แต่ว่าก็จะมีบางส่วนเหมือนกันที่จะรู้สึกรังเกียจพวกคุณ หรือไม่ก็..บางส่วนอาจจะคิดว่าพวกคุณนั้นโง่เง่า แต่อีกบางส่วนก็จะต้องการเข้ามาควบคุม และมีอำนาจเหนือพวกคุณ

    ดังนั้น ช่วงเวลานี้จึงเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายอย่างมาก ทั้งสำหรับตัวพวกคุณเอง และสำหรับส่วนต่างๆของพวกคุณด้วย และ Phase นี้ก็เป็นเฟสที่เปราะบางมากๆด้วยสำหรับพวกคุณ แต่มันก็เป็นเฟสที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับพวกคุณด้วย ที่พวกคุณจะต้องผ่านมันไปให้ได้


    แต่จงจำไว้ว่า..เดี๋ยวทุกอย่างก็จะลงเอยด้วยดี เพราะว่าพวกคุณได้เลื่อนระดับขึ้นไปเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่ว่าตอนนี้..พวกคุณกำลังย้อนเวลากลับมา เพื่อมามีประสบการณ์กับมันว่า พวกคุณสามารถผ่านพ้นไปถึงจุดนั้นได้อย่างไรเท่านั้นเอง

    และเรื่องที่จะทำให้พวกคุณนึกเสียใจขึ้นมาในภายหลัง หลังจากที่ได้เลื่อนระดับขึ้นไปเรียบร้อยแล้ว มันก็จะมีอยู่เพียงเรื่องเดียว..ซึ่งนั่นก็คือ การที่พวกคุณไม่รู้ว่าแล้วทุกอย่างก็จะลงเอยด้วยดี พวกคุณจะนึกเสียใจขึ้นมาทีหลังว่า ทำไมตอนนั้นพวกคุณถึงได้ไปคัดค้านความจริงที่ว่าแล้วทุกอย่างก็จะลงเอยด้วยดีด้วยนะ พวกคุณจะนึกเสียใจขึ้นมาในภายหลังว่า ทำไมตอนนั้นถึงไม่ยอมเชื่อนะว่าแล้วทุกอย่างก็จะลงเอยด้วยดี

    ในกระบวนการอันน่าทึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ของมัน มีเพียงเรื่องๆเดียวเท่านั้นที่จะทำให้พวกคุณนึกเสียใจขึ้นมาในภายหลัง จนพวกคุณจะต้องพูดออกมาว่า “โถ่เอ๊ย!..ฉันน่าจะสนุกกับมันให้มากกว่านี้” แต่เดี๋ยวมันก็จะดีขึ้นเองนั่นแหละ

    เมื่อสักครู่นี้..พลังงานในห้องนี้ได้เปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง เพราะว่าความตึงเครียด และความวิตกกังวลทั้งหลาย ที่พวกคุณเที่ยวแบกเอาไปด้วยตลอดเวลานั้น บัดนี้พวกมันได้ถูกยกออกไปจนหมดสิ้นแล้ว เพราะว่าบัดนี้พวกคุณรู้แล้วว่า ที่อุตส่าลงทุนวิตกกังวลไปตั้งเยอะแล้วนั้น มันไม่ได้อะไรเลย มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่พวกคุณจะได้ก็คือ ได้รู้ว่าความวิตกและความกังวลนั้น มันเป็นอย่างไร..เท่านั้นเอง!

    แต่อย่าไปคิดถึงมันนะ แค่ให้รู้สึกถึงมันก็พอ (รู้สึกว่าแล้วทุกอย่างก็จะลงเอยด้วยดี – ผู้แปล) เพราะว่าการใช้สมองคิดนั้น จะทำให้พวกคุณพูดออกมาว่า “เย้..เอ่อ..แต่ว่า..ท่านอะดามัส..ในชีวิตจริงนั้น ท่านก็รู้ว่าผมยังมีงานต้องทำและมีครอบครัวให้เลี้ยงดู และมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบอยู่ไม่ใช่เหรอ?” และบลา บลา บลา..เฮ้อ! นั่นก็แสดงว่าพวกคุณเริ่มวกกลับเข้าไปอยู่ในเกมเก่าอีกแล้ว

    พวกคุณจะสามารถยืนอยู่ ณ.จุดที่พวกคุณได้เลื่อนระดับขึ้นไปแล้ว แล้วมองย้อนกลับมาในช่วงเวลานี้..แล้วพูดว่า “ฉันจะเลื่อนระดับขึ้นด้วยวิธีการไหนดีน๊า?” ได้ไหม? และถ้ามีสิ่งใดที่ฉันพอจะช่วยพวกคุณได้หละก็ ฉันก็อยากจะบอกให้พวกคุณหันกลับมามองดูตัวเอง ที่กำลังอยู่ในช่วงเวลานี้นั่นเอง ถ้าพวกคุณเลือกที่จะทำเช่นนั้นนะ

    แต่ถ้าพวกคุณต้องการที่จะดำเนินการตามวิถีแห่งการเลื่อนระดับขึ้นเดิมของตัวเองต่อไปหละก็ พวกคุณก็สามารถทำได้ แต่ถ้าพวกคุณต้องการที่จะหันหลังกลับมามองดูตัวเอง แล้วพูดว่า “นี่ไงคือวิธีการที่ฉันได้เลือกเอาไว้แล้วว่าจะใช้เพื่อเลื่อนระดับขึ้น” หละก็ พวกคุณก็สามารถทำได้ด้วยเช่นเดียวกัน แต่มันอาจจะต้องอาศัยการฝึกฝนอยู่บ้างเล็กน้อยนะ เพราะว่าพวกคุณได้เลือกใช้วิธีการอื่นๆที่ไม่ใช่วิธีการนี้มานับภพนับชาติไม่ถ้วนแล้ว

    เพราะฉะนั้นแล้ว เพื่อนๆที่รักทั้งหลาย ในโซนแห่งการตื่นรู้เฟสที่สองนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของพวกคุณ ก็จะพังทลายลงมา ซึ่งมันก็จะดูเหมือนว่าเป็นเรื่องที่ไม่ดีเลย และมันก็จะดูเลวร้ายด้วย และพวกคุณก็จะอับจนหนทาง และมันก็จะเป็นกระบวนการตายที่เข้มข้นรุนแรงมากที่สุด เท่าที่พวกคุณเคยประสบมาเลยหละ ซึ่งก็หมายถึงกระบวนการตายของร่างกายเนื้อของพวกคุณด้วย

    การตายของร่างกายเนื้อนั้น ถ้าเปรียบเทียบกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในเฟสนี้แล้ว มันก็จะเหมือนกับการเดินเล่นในสวนสาธารณะ ในวันที่ท้องฟ้าสดใสนั่นแหละ เพราะว่ามันคือการปลดปล่อยร่างกายเนื้อของพวกคุณไป

    เพราะว่าปกติแล้วจิตสำนึกของพวกคุณก็จะจากร่างกายเนื้อของพวกคุณไปตั้งแต่หลายวันก่อนที่พวกคุณจะตายจริงๆอยู่แล้ว เพราะว่าพวกคุณเลิกเชื่อมต่อกับมันไปเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น พวกคุณก็เลยแค่หายตัวแว๊ปไปโผล่อีกที่หนึ่ง ณ.ฟากฝั่งโน้นของม่านพรางเท่านั้นเอง แล้วหลังจากนั้น ร่างกายเนื้อของพวกคุณก็ถึงจะค่อยตายตามไปทีหลัง แล้วทุกๆคนก็ถึงจะร้องไห้ เอ่อ..หมายถึงเกือบทุกคนหนะนะ

    แต่ว่าเรื่องนี้มันหนักหนาสาหัสมากกว่านั้นซะอีกนะ เพราะว่านี่จะเป็นการตายของ “อัตตาตัวตน” ของพวกคุณเอง ซึ่งเป็นอัตตาตัวตนที่ได้ถูกพวกคุณบรรจงสร้างกันขึ้นมาอย่างตั้งอกตั้งใจ และได้ถูกออกแบบมาอย่างไร้ที่ติซะด้วย และก็ได้ถูกควบคุมโดยมือโปร มาแล้วหลายภพหลายชาติ ภพชาติแล้วภพชาติเล่า และอัตตาตัวตนนี้ก็ถูกพวกคุณออกแบบมาให้มันคงอยู่ชั่วนิจนิรันดร์ แต่แล้วทันใดนั้น พวกคุณก็ค้นพบว่า มันไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย

    นี่ฉันไม่ได้กำลังพูดถึงร่ายกายเนื้อของพวกคุณอยู่หรอกนะ แต่ฉันกำลังพูดถึงอัตตาตัวตนของมนุษย์โลก หรือ Human Identity อยู่ต่างหากหละ ซึ่งเจ้าส่วนที่เป็นเหมือนหุ่นยนตร์ของพวกคุณนี้ มันได้ถูกตั้งโปรแกรมมา เพื่อให้แสวงหาความสมบูรณ์แบบของมนุษย์

    เช่น เพื่อให้มีร่างกายที่สวยสดงดงาม, และมีใบหน้าที่งดงามหยดย้อย, มีเสื้อผ้าสวยๆที่ไร้ตำหนิใส่, มีความมั่งคั่งร่ำรวยยิ่งกว่าคำว่ารวย, มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดกว่าใครๆทั้งหมด, มีความสามารถในการสร้างปาฏิหาริย์ให้เกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย โดยอาศัยแค่การโบกมือเท่านั้นเอง เป็นต้น

    ซึ่งแน่นอนว่า ความสบบูรณ์แบบที่ว่านี้ ก็หมายรวมถึงการมีกลิ่นตัวที่หอมกลุ่นอยู่ตลอดเวลา ดุจคุ้กกี้รสช็อกโกแลตอีกด้วย ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้แหละของมนุษย์ ที่ถูกพวกคุณออกแบบกันมา และตั้งโปรแกรมเอาไว้อย่างพิถีพิถัน จากประสบการณ์ชีวิตที่ได้สั่งสมมาหลายภพชาติ บนดาวเคราะห์โลกดวงนี้ แต่บัดนี้พวกคุณก็ค้นพบแล้วว่า มันก็เป็นแค่มายาการที่ยิ่งใหญ่อันหนึ่งเท่านั้นเอง

    และพวกคุณก็จะไม่มีวันได้ไปถึง จุดแห่งความสมบูรณ์แบบของมนุษย์ที่ว่านั้นอย่างแน่นอน เพราะว่ามันไม่ใช่จุดที่จะไปถึงได้ ทำไมหนะเหรอ? ก็เพราะว่าบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ข้างในลึกๆตัวพวกคุณรู้ดีหนะสิว่า ถ้าพวกคุณสามารถกลายไปเป็น “มนุษย์ผู้สมบูรณ์แบบ” ได้จริงๆแล้วหละก็ พวกคุณก็จะไม่อยากที่จะจากโลกใบนี้ไปเลย แต่เพราะว่าจิตวิญญาณของพวกคุณรู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว ดังนั้น ไม่ช้าก็เร็ว มันก็เลยจะต้องมาถึงวันเวลาที่พวกคุณจะต้องจากโลกนี้ไปอย่างแน่นอน

    ระยะเวลาที่พวกคุณจะต้องอยู่ในเฟสแห่งการล่มสลายนี้ มันอาจจะใช้เวลานานเท่าไหร่ก็ได้ ตั้งแต่ 10-15 ปี สำหรับผู้ที่สามารถไปได้เร็ว แต่สำหรับผู้ที่ไปได้ช้าๆแล้ว ก็อาจจะใช้เวลานาน 3-4 ภพชาติก็เป็นได้

    เพราะว่า..ลองคิดดูสิว่า พวกคุณแต่ละคนพากันสั่งสมความเชื่อ, การหลงผิด, มายาการ, ความโกรธ, ความเจ็บปวด, และอะไรทำนองนี้เอาไว้มากน้อยซักเท่าไหร่แล้ว และมันได้ใช้ระยะเวลายาวนานซักแค่ไหน กว่าที่มันจะสั่งสมมาได้มากถึงขนาดนี้ได้ แล้วพวกคุณจะต้องใช้ระยะเวลายาวนานอีกซักเท่าไหร่ กว่าที่จะปลดปล่อยพวกมันออกไปได้หมด

    ............................
    ที่มา: ข้อความสื่อสารจากท่าน Adamus Saint Germain เรื่อง : Into Your Awakening
    Ref: บางส่วนของหนังสือเรื่อง Live Your Divinity: Inspirations for New Consciousness
    แปลโดย: Chayutt Naowarat
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 15 กันยายน 2021 at 14:15

แชร์หน้านี้

Loading...