ข้อสังเกตุ

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย oatthidet, 14 เมษายน 2013.

  1. oatthidet

    oatthidet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กุมภาพันธ์ 2010
    โพสต์:
    3,498
    ค่าพลัง:
    +1,876
    อัน จิต ตามที่ผมเคยกล่าวไว้

    ว่ามีพลังงานอยู่ ๒ ชนิด คือ ๑. การรับรู้ ๒. การจดจำ

    หากแปลความหมายของคำว่า ๑. สติ ๒. สัมปะชัญญะ

    แล้วนำมาเทียบเคียง จะเห็นได้ชัด ว่าอะไรคือ จิต

    เหตุใด จิต จึงไม่ใช่ ใจ เพราะความรู้สึกนั้นยังมีผู้รู้ ผู้เห็นอยู่

    เช่น ความเสียใจ ความดีใจ ความทุกข์ใจ ความสุขใจ นั้น

    ยังมีการรับรู้อยู่ และ จดจำอยู่ ในสิ่งเหล่านี้มีไว้ให้สังเกตุ

    สาธุครับ
     
  2. oatthidet

    oatthidet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กุมภาพันธ์ 2010
    โพสต์:
    3,498
    ค่าพลัง:
    +1,876
    ความรู้สึก และ การปรุงแต่ง

    เป็นหน้าที่ของ " ใจ " ซึ่งแสดงออกอย่างชัดเจน

    ได้มีการบอกเป็นนัยๆมาแต่โบราณ

    เช่น เสียใจ ดีใจ ทุกข์ใจ สุขใจ ไม่พอใจ ขัดใจ ถูกใจ ฯลฯ

    นี่คือ อารมณ์ ที่เป็นผลจากการปรุงแต่ง ซึ่งมี " จิต " เป็นผู้รู้

    โดยความเป็นจริงแล้ว มนุษย์นั้นเห็น จิต อยู่ตลอดเวลา

    เพียงแต่ไม่รู้ว่าเป็น จิต เท่านั้นเอง จึงไม่เข้าใจ

    สาธุครับ
     
  3. paetrix

    paetrix เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 เมษายน 2011
    โพสต์:
    2,478
    ค่าพลัง:
    +1,879
    พระวจนะ---ลักษณะแห่งอินทรียืภาวนาชั้นเลิศ---พระวจนะ" อานนท์ อินทรียภาวนาชั้นเลิศ ในอริยวินัย เป็นอย่างไรเล่า อานนท์ในกรณีนี้ อารมณ์อันเป็นที่ชอบใจ ไม่เป้นที่ชอบใจ เป็นที่ชอบใจและไม่เแป็นที่ชอบใจ เกิดขึ้นแก่ภิกษุเพราะเห็นรูปด้วยตา ภิกษุนั้นรู้ชัดอย่างนี้ว่า อารมรืที่เกิดขึ้นแก่เรานี้ เป็นสิ่งที่มีปัจจัยปรุงแต่ง(สงขต)เป็นของหยาบหยาบ(โอฬาริก) เป็นสิ่งที่อาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น( ปฎิจจ สมุปนน)แต่มีสิ่งโน้นซึ่งรำงับและปราณีต กล่าวคือ อุเบกขา ดังนี้ (เมื่อรู้ชัดอย่างนี้) อารมณ์อันเป้นที่ชอบใจ ไม่เป็นที่ชอบใจ เป็นที่ชอบใจและไม่เป็นที่ชอบใจอันบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้น ย่อมดับไป อุเบกขายังคงดำรงอยู่............อานนท์ อารมณ์อันเป็นที่ชอบใจ ไม่เป้นที่ชอบใจ เป็นที่ชอบใจและไม่เป้นที่ชอบใจ อันบังเกิดขึ้นแล้วแก่ภิกษุนั้น ย่อมดับไปเร็วเหมือนการกระพริบตาของคน ส่วนอุเบกขายังคงเหลืออยู่.................อานนท์ นี้แล เราเรียกว่า อินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศในอริยวินัยนี้ ในกรณีแห่งรูปที่รู้แจ้งด้วยจักษุ----(ในกรณีแห่งเสียง กลิ่น รส โพฐััพพะ และธัมารมณ์ ก็ได้ตรสไว้ในลักษณะเดียวกัน แต่ต่างกันในการเปรียบเทียบ)---อปริ.ม.14/542-545/856-861....(อริยสัจจากพระโอษฐ์ท่านพุทธทาส)...:cool:
     
  4. oatthidet

    oatthidet เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 กุมภาพันธ์ 2010
    โพสต์:
    3,498
    ค่าพลัง:
    +1,876
    ทุกครั้งที่ จิต เกิดการรับรู้ จะต้องมีความรู้สึกก่อนทุกครั้ง

    ความรู้สึกจะเกิดขึ้นได้ ต้องมีการกระทบก่อน โดยประมาณ

    มีบ้างที่เกิดการกระทบ แล้วไม่รู้สึก ในส่วนนี้ มีข้อสังเกตุให้มอง

    จิตที่มีสมาธิ อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จนไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้าง

    ความรู้สึกจะไม่เกิด เมื่อถูกกระทบ จิตจะไม่มีการรับรู้ใดๆ

    ในส่วนนี้ มีผลที่เกี่ยวกับ การปฎิบัติธรรมนั่งกรรมฐาน ด้วย

    ขณะที่ จิต จดจ่อ สิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างมั่นคง ย่อมไม่มีการตอบสนอง

    เมื่อนั้น การทำงานของ จิต จะไม่ครบองค์ประกอบ

    กาย ที่มีหน้าที่ กระทบ กระทำ เกิดโดยปกติ

    ใจ ที่มีหน้าที่ รู้สึก นึกคิด ปรุงแต่ง ไม่เกิดขึ้น

    จิต ที่มีหน้าที่ รับรู้ จดจำ ไม่มีการทำงาน

    ความสนใจในสิ่งๆนั้น ย่อมไม่มี เพราะจิตสนใจอีกสิ่งแทน อย่างมั่นคง

    การแยก กาย ใจ จิต จะเห็นผลตรงนี้

    สาธุครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...