คชาภรณ์ชุดใหม่-แก่ช้างเผือกคู่พระบารมี

ในห้อง 'วิทยาศาสตร์ทางจิต - ลึกลับ' ตั้งกระทู้โดย NoOTa, 13 มิถุนายน 2006.

  1. NoOTa

    NoOTa Super Moderator ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    20,112
    กระทู้เรื่องเด่น:
    335
    ค่าพลัง:
    +64,406
    <TABLE cellSpacing=5 cellPadding=1 width="100%"><TBODY><TR><TD>



    </TD><TD vAlign=top align=right>


    </TD></TR></TBODY></TABLE>
    [​IMG]
    [​IMG]

    เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ในการนี้ พระองค์ทรงมีกระแสพระราชดำรัสให้จัดสร้าง "คชาภรณ์" หรือเครื่องทรงช้างต้นชุดใหม่ พระราชทานแก่ช้างเผือกสำคัญคู่พระบารมีประจำรัชกาลที่ 9 คือ พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ ซึ่งเป็นช้างเผือกช้างแรกที่ได้รับการสมโภชและขึ้นระวางเป็นช้างต้นประจำรัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ.2502 โดยสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) รับสนองพระบรมราชโองการ จัดสร้างเครื่องคชาภรณ์ชุดใหม่ให้กับพระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ ในปีพ.ศ.2549

    ประวัติของพระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ เป็นช้างพลายเผือกในตระกูลพรหมพงศ์จำพวกอัฎฐทิศ ชื่อ กมุท สีกายดังดอกกมุทหรือบัวสายแดง กำเนิดจากป่าใน จ.กระบี่ คล้องได้เมื่อปี พ.ศ.2499 เป็นช้างเผือกที่เข้ามาสู่พระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นช้างแรก ถือเป็นพระยาช้างที่ลำดับที่ 1 ในรัชกาลที่ 9 ได้รับพระราชทานพระอิสริยยศเทียบเท่าชั้นเจ้าฟ้า มีพระนามเต็มว่า "พระเศวตอดุลยเดชพาหน ภูมิพลนวนาถบารมี ทุติยเศวตกรีกมุทพรรโณภาส บรมกมลาสนวิศุทธวงศ์ สรรพมงคลลักษณคเชนทรชาติ สยามราษฎรสวัสดิ์ประสิทธิ์ รัตนกุญชรนิมิตบุญญาธิการ ปรมินทรพิตรสารศักดิเลิศฟ้า"

    นอกจากช้างพระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีช้างต้นคู่พระบารมีจำนวนมากถึง 20 ช้าง แม้ว่าจะมีช้างที่ล้มไปแล้วจำนวน 9 ช้าง แต่ขณะนี้ยังมีช้างต้นคู่พระบารมีอยู่อีก 11 ช้าง

    นายอารักษ์ สังหิตกุล อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า คชาภรณ์ คือเครื่องแต่งตัวของช้างต้น เพราะฉะนั้น ช้างเป็นสิ่งมงคลของแผ่นดิน โดยเฉพาะช้างพระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานยศศักดิ์ เปรียบเสมือนชั้นเจ้าฟ้า และยังได้รับพระราชทานฉัตรส่วนพระองค์ ซึ่งขณะนี้ฝากเก็บไว้ที่โบสถ์พราหมณ์ เมื่อพระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ แต่งเครื่องคชาภรณ์ จะใช้ยืนเครื่องในพระราชพิธีสำคัญต่างๆ อาทิ พระราชพิธีฉัตรมงคล พระราชพิธีต้อนรับพระราชอาคันตุกะสำคัญที่เสด็จเยือนประเทศไทย เนื่องจากตั้งแต่โบราณ เราใช้ช้างเป็นเครื่องประกอบในการต้อนรับอาคันตุกะ สำคัญของประเทศ ดังนั้นพระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ จะร่วมในพระราชพิธีต้อนรับพระราชอาคันตุกะ ที่เดินทางมาร่วมงานเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี

    "คนไทยมีความผูกพันกับช้างมาแต่โบราณ จะเห็นได้จากในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 บ้านเมืองประสบภาวะฝนแล้งถึง 9 เดือน แต่เมื่อได้ช้างเผือก มาประกอบพิธีสมโภชขึ้นระวาง แล้วฝนตก 3 วัน 3 คืน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ถือว่าเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวในโลกที่ทรงมีช้างเผือกคู่พระบารมีถึง 20 ช้าง ดังนั้นการจัดสร้าง "คชาภรณ์" ในครั้งนี้กรมศิลปากรจึงวางเป้าหมายให้เสร็จภายในเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อทันต่อการจัดงานเฉลิมฉลองเนื่องในวโรกาสทรงครองราชย์ครบ 60 ปี เพื่อให้พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ จะทรงสวมเครื่องคชาภรณ์เต็มยศไปยืนเกย เพื่อเป็นพระเกียรติยศแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" อธิบดีกรมศิลปากร กล่าว

    นายอารักษ์ กล่าวว่า พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ เป็นหนึ่งในรัตนของพระมหากษัตริย์ ถือเป็นเครื่องมงคลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อีกทั้งมีการประกอบพิธีสมโภชขึ้นระวางเมื่อปี พ.ศ.2502 ซึ่งพระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ นั้นยังอายุน้อย เครื่องคชาภรณ์ที่ใช้จึงมีขนาดเล็ก แต่ขณะนี้รูปร่างสูงใหญ่ ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระกระแสรับสั่งให้กรมศิลปากรจัดสร้างคชาภรณ์เครื่องใหม่ ที่ถูกต้องตามประเพณี และเมื่อเร็วๆ นี้ ตนพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมศิลปากร สำนักช่างสิบหมู่ นำเครื่องคชาภรณ์ ไปตรวจความเรียบร้อยและทดลองแต่งกับองค์พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ ที่โรงช้างต้น ณ วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ พบว่า แต่งออกมาแล้วสวยมาก ถือว่าคชาภรณ์เครื่องนี้สวยงามมาก แต่จะต้องนำกลับมายังสำนักช่างสิบหมู่เพื่อเก็บรายละเอียดครั้งสุดท้าย ก่อนทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

    ด้านนายธนชัย สุวรรณวัฒนะ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักช่างสิบหมู่ กล่าวว่า เนื่องจากเครื่องคชาภรณ์เดิมมีขนาดเล็กเกินไป หากจะนำมาทรงในปัจจุบันก็เทียบได้กับผู้ใหญ่มาใส่เสื้อของเด็ก ทำให้ดูไม่เหมาะสม เจ้าหน้าที่ของสำนักช่างสิบหมู่ได้เดินทางไปวัดตัวช้างต้นที่วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ แล้วนำมาออกแบบเป็นเครื่องทรงช้างต้นจำลอง เพื่อลองสวมใส่ให้กับพระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ ว่าพอดีหรือไม่ จากนั้นนำกลับมาจัดสร้างเป็นเครื่องคชาภรณ์ที่ถูกต้องตามหลักโบราณราชประเพณี โดยใช้ระยะเวลาในการสร้างคชาภรณ์ดังกล่าวประมาณ 3 เดือน จนแล้วเสร็จในวันที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมา

    ซึ่งเครื่องคชาภรณ์ประกอบด้วย 1. "ผ้าปกกระพอง" ใช้คลุมในส่วนของพระเศียร ซึ่งเป็นศิลปะที่วิจิตรบรรจงโดยการนำผ้าเยียรบับมาตัดเย็บแล้วร้อยด้วย "ตาข่ายแก้วเจียระไน" ที่ร้อยด้วยเพชรรัสเซีย แถวละ 9 เม็ด รวมทั้งหมด 810 เม็ด พร้อมทั้งประดับด้วยทองคำฝังพลอย หรือเรียกว่า ตาข่ายแก้วกุดั่นทำด้วยทองคำ 2. "พู่หู" ทำด้วยทองคำบุดุน ส่วนตัวพู่เป็นขนจามรี ที่นำเข้าจากประเทศทิเบต ซึ่งเป็นของหายาก 3. "เสมาคชาภรณ์" เป็นสร้อยคล้องทองคำพระศอ ส่วนเหรียญเสมาภรณ์ เป็นตราสัญลักษณ์พระมหาพิชัยมงกุฎประจำรัชกาลที่ 9 4. "พานหน้า-พานหลัง" เป็นสายคล้องระหว่างองค์ ทำด้วยผ้าถักหุ้มผ้าตาด 5. "พระนาด" เป็นผ้าเยียรบับปักดิ้นทอง เพื่อใช้คลุมองค์ หน้ากว้างประมาณ 1 เมตร ยาว 2 เมตร ทั้งนี้เมื่อคลุมพระนาดบนองค์ช้างจะมี "กันชีพ" ประดับทั้งสองข้าง ซึ่งทำด้วยผ้าสักหลาดปักดิ้นเป็นตราสัญลักษณ์พระมหาพิชัยมงกุฎประจำรัชกาลที่ 9 6. สำอาง ทำด้วยโลหะผิวสีทอง และ 7. วลัยงา หรือ สนับงา เป็นเครื่องประดับที่สวมใส่งา ทำด้วยทำทองคำลงยาฝังพลอย

    "ทั้งนี้กรมศิลปากรเห็นว่า ในปีนี้เป็นปีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี จึงขอใช้งบประมาณของส่วนราชการ จัดสร้างเครื่องคชาภรณ์ เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายในวโรกาสดังกล่าว โดยการจัดสร้างครั้งนี้ใช้งบประมาณกว่า 4 ล้านบาท ซึ่งใช้ทองคำทั้งหมด 391.6625 บาท หรือจำนวน 5,993.27 กรัม คือประมาณ 6 กิโลกรัม ซึ่งขณะนี้ได้จัดสร้างเครื่องทรงช้างต้นของพระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ เสร็จเรียบร้อยแล้ว" นายธนชัย กล่าว

    นอกจากนี้ความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ได้หยั่งรากลึกในประเทศไทยที่เชื่อว่า พระมหากษัตริย์ เป็นสมมติเทพ หรือเป็นพระนารายณ์อวตาร ซึ่งพระมหากษัตริย์ ที่ทรงมีบุญญาธิการ จะมีองค์ประกอบ สัตตรัตน หรือ แก้วสำคัญ 7 ประการ นั่นคือ จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว ขุนพลแก้ว ขุนคลังแก้ว นางแก้ว และดวงแก้ว" ช้างแก้วในความเชื่อดังกล่าวคือ "ช้างมงคล" หรือ ช้างเผือก นั่นเอง เพราะฉะนั้นเมื่อช้างเป็นรัตนที่สำคัญ ทางพราหมณ์ได้กำหนดช้างเป็น 4 ตระกูลตามลำดับวรรณะ ดังนี้ "อิศวรพงศ์" เทียบเท่าวรรณะกษัตริย์ บ้านเมืองใดมีช้างตระกูลอิศวรพงศ์จะเจริญรุ่งเรือง มีอำนาจ ส่วนช้างตระกูล "พรหมพงศ์" จะทำให้บ้านเมืองมีความเจริญทางวัตถุ วิทยาการต่างๆ สำหรับช้างในตระกูล "วิษณุพงศ์" จะมีบุญญาธิการได้รับชัยชนะต่อศัตรู บ้านเมืองมีพืชพันธุ์ธัญญาหารสมบูรณ์ และช้างในตระกูล "อัคนิพงศ์ " สามารถระงับความอุบาทว์ ทำให้บ้านเมืองเป็นสุขได้

    อย่างไรก็ตาม ความศรัทธาของพสกนิกรชาวไทยที่หยั่งรากลึกมาแต่โบราณเชื่อว่า พระบุญญาธิการอันสูงส่งแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยหนึ่งในแก้วทั้งเจ็ดประการ คือ ช้างต้นคู่พระบารมี เป็นสัญลักษณ์ที่เป็นมงคลยิ่ง ดลบันดาลให้บ้านเมืองมีความสงบร่มเย็น พสกนิกรได้อาศัยใต้ร่มพระบารมีอย่างเป็นสุข ซึ่งหาที่เปรียบไม่ได้ในประเทศอื่นใดในโลก


    ที่มา...
    [​IMG]
     
  2. น้องไข่แมงสาบ

    น้องไข่แมงสาบ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    421
    ค่าพลัง:
    +500
    สาธุ
     

แชร์หน้านี้

Loading...