คติธรรมจากโคลงโลกนิติ

ในห้อง 'พุทธศาสนา และ ธรรมะ' ตั้งกระทู้โดย vacharaphol, 10 ธันวาคม 2006.

  1. vacharaphol

    vacharaphol เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2005
    โพสต์:
    8,849
    ค่าพลัง:
    +27,139
    "โคลงโลกนิติเป็นสุภาษิตเก่าแก่ แต่งมาแต่โบราณครั้งกรุงเก่า เดิมนักปราชญ์ผู้แต่งเที่ยวเลือกหาคาถาสุภาษิตภาษาบาลีและสันสกฤต อันมีอยู่ในคัมภีร์ต่างๆ คือ คัมภีร์โลกนิติบ้าง คัมภีร์โลกนัยบ้าง ตลอดจนคัมภีร์พระธรรมบทก็มี นำมาตั้งแล้วแปลแต่งเป็นคำโคลงไปทุกๆ คาถา รวมเป็นเรื่องเรียกว่า โคลงโลกนิติ เป็นสุภาษิตที่นับถือกันมาช้านาน

    ครั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนฯ เมื่อปีเถาะ พ.ศ.2374 มีพระราชประสงค์จะให้จารึกโคลงโลกนิติลงในแผ่นศิลา ติดไว้เป็นธรรมทานในวัดพระเชตุพนฯ จึงโปรดให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร ทรงรวบรวมโคลงโลกนิติของเก่ามาชำระแก้ไขใหม่ให้เรียบร้อยประณีตไพเราะเพราะของเก่าลอกคัดกันต่อๆ มา ปรากฏมีถ้อยคำวิปลาสผิดพลาดมาก

    ครั้นสมเด็จฯ กรมพระยาเดชาดิศร ทรงชำระแล้ว โปรดเกล้าฯให้จารึกในวัดพระเชตุพนฯ โคลงโลกนิติจึงแพร่หลายแต่นั้นมา"

    ข้อความข้างต้นเป็นคำนำ หนังสือประชุมโคลงโลกนิติ โดยกรมศิลปากรเป็นผู้จัดพิมพ์ เมื่อ พ.ศ.2514 ที่เรียกหนังสือนี้ว่า ประชุมโคลงโลกนิติ จับใจความได้ว่าเดิมทีมีโคลงโลกนิติของเก่าอยู่ สมเด็จฯ กรมพระยาเดชาดิศร ทรงชำระและแต่งสำนวนใหม่เพิ่มเติมรวมไว้ด้วย จึงเรียกว่า ประชุมโคลงโลกนิติ

    เฉพาะสำนวนของสมเด็จฯ กรมพระยาเดชาดิศร มีการจัดพิมพ์ต่างหากในงานพระราชทานเพลิงศพ ม.ล.กรี เดชาติวงศ์ เมื่อ พ.ศ.2490 จึงเป็นที่แพร่หลายกว่าสำนวนเก่า

    สังเกตว่า ที่คนรุ่นพ่อผม หรือรุ่นผมท่องจำกันได้นั้น ล้วนเป็นสำนวนของสมเด็จฯ พระองค์นั้นทั้งสิ้น สำนวนเก่าไม่ค่อยมีใครจำได้และนำมาอ้างถึงนัก

    น่าเสียดายว่า คาถาภาษาบาลีและสันสกฤตที่เป็นต้นแบบคำโคลงนั้นๆ ค้นหามาได้น้อย ถ้าจะอุตสาหะค้นหามาพิมพ์กำกับไว้ทุกบท จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ใคร่การศึกษาไม่น้อย

    เนื้อหาของ โลกนิติ เข้าใจว่า ผู้รวบรวมมิได้ตั้งใจจัดให้เป็นระบบ นึกคาถาใดได้ก่อนก็นำมาลงไว้ก่อน แต่จะเป็นความบังเอิญหรือไม่ ไม่ทราบ ท่านวางเรื่อง "การคบหา" ไว้เป็นบทต้นๆ

    เท่ากับจะบอกเป็นนัยๆ ว่า คนเราจะเจริญ หรือเสื่อม สิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยสำคัญไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิ่งแวดล้อมทางบุคคล ถ้าคบคนดี ก็ย่อมจะมีโอกาสเจริญก้าวหน้า อย่างน้อยไม่ได้อะไร ก็ได้ชื่อเสียงเกียรติยศว่า เป็นผู้คบคนดีเป็นเพื่อน ถ้าคบคนชั่วโอกาสที่จะดำเนินชีวิตผิดพลาดย่อมมีมาก ถึงจะไม่ชั่วเสียเอง ก็ได้รับคำตำหนิติฉินว่า มีเพื่อนชั่ว

    การวางหัวข้อเรื่องอย่างนี้ ไปตรงกับมงคลสูตรของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเมื่อตรัสถึง "มงคล" หรือเหตุแห่งความเจริญ 38 ประการนั้น พระองค์ทรงเน้นไปที่การรู้จักคบหาบุคคล หรือสิ่งแวดล้อมทางบุคคลเป็นสิ่งสำคัญ

    ทรงยกขึ้นแสดงว่า การไม่คบคนพาล (คนชั่ว) การคบแต่บัณฑิต

    การอยู่ในถิ่นที่เหมาะ เป็นเหตุแห่งความเจริญในชีวิต

    พระสิริมังคลาจารย์ ผู้แต่งคำอธิบาย มงคลสูตร ได้ยกนิทานมาเล่าให้ฟังว่า การเกี่ยวข้องกันนั้นมีอิทธิพลต่อบุคคลอย่างไร อย่าว่าแต่คนเลย แม้สัตว์เดียรฉานหรือต้นไม้ มันก็มีอิทธิพลต่อกันเหมือนกัน ท่านว่าอย่างนั้น แล้วก็เล่านิทานสนุกๆ ให้ฟัง

    ชาวสวนปลูกมะม่วงรสหวานไว้ต้นหนึ่ง ต่อมามะม่วงต้นนั้นผลิตผลออกมาเท่าไรๆ ก็กลายเป็นมะม่วงเปรี้ยวหมดสิ้น เจ้าของมีความสงสัยว่าเป็นไปได้อย่างไร แต่ก่อนมะม่วงต้นนี้หวานอร่อย แต่บัดนี้กลับเปรี้ยว เมื่อพิจารณาไปก็เห็นเถาบอระเพ็ดเกิดขึ้นพันต้นมะม่วงนั้นอย่างแน่นหนา จึงเข้าใจถึงสาเหตุ นี้เป็นเรื่องของต้นไม้

    อีกเรื่องหนึ่ง ลูกนกแขกเต้าสองตัวถูกลมพัดพาไปตกยังที่ต่างกัน ตัวหนึ่งไปตกอยู่ที่คลังอาวุธของพวกโจร พวกโจรนำไปเลี้ยงไว้ ตั้งชื่อ สัตติคุมพะ (ไอ้หอก) นกสัตติคุมพะเจริญเติบโตมา ได้ยินพวกโจรพูดคำหยาบคายต่างๆ ก็จดจำไว้ และพูดเลียนเสียงพวกโจร

    อีกตัวหนึ่งไปตกอยู่บนกอดอกไม้ของพวกฤๅษี พวกฤๅษีนำไปเลี้ยงไว้ ตั้งชื่อว่า ปุปผกะ (ไอ้ดอกไม้) แล้วก็สอนให้นกปุปผกะพูดแต่คำไพเราะ

    วันหนึ่งพระเจ้าปัญจาละ เสด็จไปพบนกทั้งสอง จึงตรัสถามพวกฤๅษี พวกฤๅษีได้ถวายพระพรให้ทรงทราบว่า นกแขกเต้าทั้งสองตัวนี้ เป็นลูกพ่อแม่เดียวกัน แต่พลัดพรากจากกัน มาอยู่ในสิ่งแวดล้อมต่างกัน ตัวที่ไปอยู่กับพวกโจรก็พูดแต่คำหยาบ ตัวที่มาอยู่กับพวกฤๅษีพูดแต่คำไพเราะ นี้เป็นเรื่องของสัตว์เดียรฉาน

    อีกเรื่องหนึ่ง บุตรชายปุโรหิตนามว่า อหิงสกะ เดิมเป็นเด็กดี ภายหลังไปเรียนศิลปวิทยาอยู่กับอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ถูกพวกศิษย์ร่วมสำนักอิจฉาเพราะเป็นเด็กเรียนเก่งเป็นที่โปรดปรานของอาจารย์ จึงยุยงอาจารย์ต่างๆ นานา นานเข้าอาจารย์ผู้หูเบาก็เชื่อจึงคิดกำจัด ทำทีว่าจะประสิทธิ์ประสาทวิชาการที่ลี้ลับพิเศษให้ แต่ให้ไปฆ่าคนเอานิ้วมือมาให้ครบหนึ่งพันนิ้ว เพราะความอยากได้วิชาลี้ลับและเพราะความเชื่อถือในอาจารย์ อหิงสกะจึงกลายเป็นมหาโจรลือชื่อในเวลาต่อมา

    เขากลายเป็นมหาโจร เพราะอาจารย์มิได้เป็นสิ่งแวดล้อมที่ดีสำหรับเขา นี้เป็นเรื่องของคน

    พระสิริมังคลาจารย์ได้สรุปว่า ไม่ว่าพืชต้นไม้ หรือสัตว์ หรือมนุษย์ถ้าเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับพืชต้นไม้ กับสัตว์ กับมนุษย์ที่ไม่ดีแล้ว ย่อมมีโอกาสเสียหายได้ดังนิทานที่เล่ามานั้น

    โคลงโลกนิติ ยกการคบคนพาลดุจปลาเน่าห่อใบคา การคบคนดีดุจใบพ้อ (กะพ้อ) ห่อกฤษณา ขอยกทั้งสำนวนเก่าและสำนวนของสมเด็จฯ กรมพระยาเดชาดิศร มาดังนี้

    ปลาร้าหุ้มห่อด้วย ใบคา

    คาติดแปดเหม็นปลา คละคลุ้ง

    คือคนผู้ดีหา คบเพื่อน พาลนา

    ความชั่วปนปานฟุ้ง เนื่องร้ายเสมอกัน

    สำนวนเก่า



    ปลาร้าพันห่อด้วย ใบคา

    ใบก็เหม็นคาวปลา คละคลุ้ง

    คือคนหมู่ไปหา คบเพื่อน พาลนา

    ได้แต่ร้ายร้ายฟุ้ง เฟื่องให้เสียพงศ์

    สมเด็จฯ กรมพระยาเดชาดิศร



    ชนใดเด็ดหญ้าห่อ กฤษณา

    อีกสรรพคนธา กลิ่นฟุ้ง

    อายอบกลิ่นหญ้าคา ชูชื่น นะพ่อ

    เสพปราชญ์ธรรมโรจน์รุ้ง รสแท้เทียมเสมอ

    สำนวนเก่า



    ใบพ้อพันห่อหุ้ม กฤษณา

    หอมระรวยรสพา เพริศด้วย

    คือคนเสพเสน่หา นักปราชญ์

    ความสุขซาบฤๅม้วย ดุจไม้กลิ่นหอม

    สมเด็จฯ กรมพระยาเดชาดิศร



    สรุปตรงนี้ก็คือ "คบคนเช่นใด ย่อมเป็นคนเช่นนั้น" ใครมีลูกมีหลานอยู่ในวัยรุ่นก็ให้ระวังเรื่องนี้ไว้ด้วยก็ดี

    มีไม่น้อยที่วัยรุ่นที่มี "เชื้อดี" อยู่แล้ว เสียผู้เสียคนเพราะคบเพื่อนไม่ดี ทำให้พ่อแม่ชีช้ำกะหล่ำปลีไปตลอดชีวิต

    ผู้รวบรวมโคลงโลกนิติ คงมีอารมณ์ขันไม่ใช่น้อย มีคาถาขำๆ แทรกอยู่ประปราย ขอยกตัวอย่าง หมูกับราชสีห์ ดังนี้

    (หมู) หมูเห็นสีหราชท้า ชวนรบ

    กูสี่ตีนกูพบ ท่านไซร้

    อย่ากลัวท่านอย่าหลบ หลีกจาก กูนา

    ท่านสี่ตีนอย่าได้ วากเว้วางหนี



    (ราชสีห์) สีหราชร้องว่าไอ้ พาลหมู

    ทรชาติครั้นเห็นกู เกลียดใกล้

    ฤๅมึงใคร่รบดนู มึงนาศ เองนา

    กูเกลียดมึงกูให้ พ่ายแพ้ภัยตัว

    ความหมายก็คือ หมูที่แสนสกปรก เห็นราชสีห์เดินมาแล้วเลี่ยงหนีไป นึกว่าราชสีห์กลัว จึงร้องท้าให้มาสู้กัน มึงก็สี่ตีน กูก็สี่ตีน กลัวไปไย แน่จริงอย่าหนีซีวะ

    ราชสีห์ร้องตอบว่า ที่หนีนั้นมิใช่กูกลัวมึงดอก กูเหม็นมึงมากกว่า ถ้ามึงอยากจะรบกับกู กูยกให้มึงชนะก็แล้วกัน

    ไม่ว่าสมัยนี้หรือสมัยไหน สังคมมันจะเต็มไปด้วย "หมูสกปรก" เช่นนี้เสมอ
     

แชร์หน้านี้

Loading...