คนอีสาน คนลาวโบราณ กับ นิทาน ตำนานท้องถิ่น

ในห้อง 'วิทยาศาสตร์ทางจิต - ลึกลับ' ตั้งกระทู้โดย เอกอิสโร, 3 กันยายน 2010.

  1. เอกอิสโร

    เอกอิสโร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 สิงหาคม 2006
    โพสต์:
    1,051
    ค่าพลัง:
    +3,809
    คนอีสาน คนลาวโบราณ กับ นิทาน ตำนานท้องถิ่น

    [​IMG]

    โดย เอกอิสโร วรุณศรี ณ วันที่ 3 กันยายน 2010 เวลา 10:44 น.



    นิทาน ตำนาน เรื่องเล่า ที่ขับขาน และสืบสานสองฝั่งโขง เชื่อมโยงไทยและลาว หรือ จะย่นย่อ คืออีสานและลาว บอกเล่า ความเชื่อมโยง ประวัติศาสตร์ของแผ่นดิน ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป จนไม่อาจ บอกได้ว่า ชนชาติไหนคือ เจ้าของแผ่นดิน เข้าทำนอง "สมบัติผลัดกันชม"


    ถ้าเราย้อนไปเพียงแค่ อารยะธรรมปราสาทหิน ที่ยิ่งใหญ่ ก็คงคิดว่า เจ้าของผืนแผ่นดินที่ราบสูงนี้ คือ "ชนชาติขอม" ซึ่ง ไม่ใช่เขมรนะครับ ซึ่งชนชาติขอม ก็จะย้อนไปราว พ.ศ. 1200 ปลายๆ จนล่มสลายไปราว พ.ศ. 1700-1800 ก่อนพื้นที่ส่วนใหญ่จะถูกทิ้งร้างไป

    เมื่อเวลาผ่านไป การอพยพ เข้ามาสู่แผ่นดินที่ราบสูง จาก ผู้คนทั่วสารทิศ ก้เข้ามาครอบครองแผ่นดินนี้ และชนชาติที่ครอบครองไปทั่ว เรียกว่าส่วนใหญ่ของแผ่นดินนี้ ก็คือ "คนลาว"


    "คนลาว" กินข้าวเหนียว กับ "ปลาแดก" หรือ "ปลาร้า" นี้ เข้ามาสู่ดินแดนนี้ พร้อมอารยะธรรม นั่นคือการมี "ประเพณี จารีตที่ดี" ซึ่งสะท้อนผ่าน "ฮีตสิบสอง คองสิบสี่" และแน่นอน "นิทาน ตำนาน" ก็มาตาม "คนลาว" เป็นทั้งเรื่องเล่า เป้นทั้งใบลานที่จารด้วย "ตัวธรรม"


    คนสมัยใหม่ อาจจะคิดว่า คนลาวโบราณ คงแต่งนิทานขึ้นมา เพื่อความเพลิดเพลิน และเพื่อการละเล่น ที่เรียกว่า "หมอลำ" ซึ่งสมัยที่ผมยังเด็ก เคยได้ดูหมอลำทางทีวี ได้ฟังละครวิทยุ หลายเรื่อง ก็ไม่ได้รู้ที่ไปที่มา อย่างเช่น ขูลู นางอั้ว นางปะตาจาลา เป้นต้น

    เรื่องเล่า ตำนาน นิทานพื้นบ้านอีสาน ที่สืบต่อๆ กันมา เป็นจำนวนมาก ยกตัวอย่าง เช่น

    ลำบุษบา (ปลาแดกปลาสมอ)
    http://www.bl.msu.ac.th/bailan/vanagum/vanagum.asp

    นิทานพระยาพิมพิสาร
    http://www.bl.msu.ac.th/bailan/vanagum/ni1.asp

    เรื่องหน้าผากไกลกะโด้น
    http://www.bl.msu.ac.th/bailan/vanagum/napag.asp

    นิทานเรื่อง : ปาตาจาลา
    http://www.isan.clubs.chula.ac.th/para_norkhai/?transaction=post_view.php&cat_main=3&id_main=160&star=0

    และอีกหลายสิบ และอาจเป็นร้อยเรื่องก็ได้ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ อดีตชาติของ พระพุทธเจ้าของเรา ชนิดที่ไม่สามารถหาอ่านได้ในพระไตรปิฎก ตรงนี้นี่เองกระมัง ที่นักวิชาการ จึงคิดว่า คนลาวหรือคนอีสาน แต่งเสริมเติมแต่ง เพราะ หลายเรื่อง มีแต่เพียง เนื้อความย่อๆ ในพระไตรปิฎก หรือแม้แต่อรรถกถา

    ผมเคยตั้งคำถามว่า ระหว่างคนโบราณกับคนสมัยปัจจุบัน ใครกลัวบาปกลัวกรรม มากกว่ากัน?

    เพราะผมไม่คิดว่า คนโบราณ จะกล้าเอาเรื่องของพระพุทธเจ้ามาล้อเล่น!


    ดังนั้น ผมจึงคิดว่า เรื่องเล่า นิทาน ตำนาน ที่ว่า เหล่านั้น เป็นเรื่อง ที่ผู้คนเหล่านั้น ได้ฟังมาจาก พระภิกษุสงฆ์ ที่ได้ถ่ายทอดกันมา หรือจากนักปราชญ์ที่ได้ฟังต่อมา และพากันจารึกไว้ ด้วย "อักษรธรรม" ซึ่งใช้ในการจารึก เรืองราวต่างๆ ที่ ไม่ใช่ "พระไตรปิฎก" ซึ่งจะใช้ "อักษรขอม" หรือ ที่ ลาลูแบร์ ราชฑูตจากฝรั่งเศส เรียกว่า "Baly Alphabets" หรือ "อักษรบาลี"


    ผมย้อนกลับไป ที่ผู้คนที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินที่ราบสูง ก่อนที่ "ขอม" จะเรืองอำนาจ
    ถามว่า มีใครอาศัยอยู่ก่อนมั๊ย?

    คำตอบก็คือ มี ชนชาตินั้น ก็คือ มอญโบราณ ซึ่งอักษรใช้เป็นของตัวเองมาหลายพันปี เช่นกัน แต่นักภาษาศาสตร์ ก็กีดกัน เกรงว่า ชนชาติมอญ จะมีความเจริญมามากเกินไป เพราะ การมี "ตัวหนังสือ" ใช้ ไม่ใช่เรื่องธรรมดา ขนาด อียิปต์ ยังเริ่มจาก "อักษรภาพ" เพราะฉะนั้น "คนที่อยู่แถวนี้จะเก่งกว่า อารยธรรมเมโสโปเตเมีย บาบิโลน อียิปต์" ไม่ได้

    ดังนั้น เขาจึงบอกว่า อักษรมอญโบราณ พัฒนา มาจาก อักษรทางอินเดียใต้ ที่เรียกว่า "ปัลลวะ"

    จริงๆ แล้ว ตัวหนังสือมอญโบราณ ตัวธรรม ตัวขอม มีความร่วมกัน อยู่มากทีเดียว เหมือน เป็นพี่น้องที่คลุกคลีกันมา ส่วนจะเป็นสายเลือดเดียวกันหรือไม่ ผมยังไม่กล้าที่จะยืนยัน


    แต่สิ่งหนึ่ง เมื่อเชื่อมโยง กับ งานค้นคว้า เรื่อง "พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นที่นี่ ประเทศไทย" ทำให้การเชื่อมโยง เรื่องราวต่างๆ เข้าด้วยกัน และเป็นการยืนยันข้อมูลกันและกัน ได้หนักแน่นขึ้น


    เพราะ แว่นแคว้นใหญ่ๆ เช่น มคธ วัชชี อังคะ กุรุ ล้วนแล้วแต่ตั้งอยู่บน ผืนแผ่นดินที่ราบสูง ที่เราเรียกว่า "อีสาน" ทั้งสิ้น


    พระพุทธเจ้าตรัสรู้ที่ "โคกโพธิ์ชัย" จังหวัดขอนแก่น ริมฝั่ง แม่น้ำชี ที่มีอารยะธรรม "ใบเสมาหิน" ที่เป้นหลักฐานของความรุ่งเรืองในทางพระพุทธศาสนา มีมาก่อนสมัยขอมเรืองอำนาจ


    แต่ก่อนที่จะมาถึงชนชาติมอญโบราณ ก็อาจจะมีชนชาติอื่น อาศัยอยู่ก่อน แล้ว ก็อพยพ โยกย้าย ออกไป เมื่อเกิด พิบัติภัย ทุพภิกภัย ดังหลักฐาน หลายอย่างที่ฝังอยู่ใต้ดิน ลึกลงไป 3 เมตร 5 เมตร จากผิวดินปัจจุบัน

    หลายคนคนเคยโยนก้อนหิน ลงไปในหนองน้ำ ที่มี "ไข่ผำ" ไม่รู้จะนึกออกกันหรือเปล่านะครับ ก็คือ "แหน" ชนิดหนึ่งที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ เวลาที่โยนก้อนหินลงไป "ไข่ผำ" ก็จะกระจายออกไปรอบๆ ตามคลื่นน้ำ แล้วก็ค่อยๆ ลอยกลับเข้ามาเหมือนเดิม

    ผมกำลังอธิบาย ลักษณะ ความเป็นไปบนแผ่นดินที่ราบสูงนี้ว่า มีการ อพยพเคลื่อนย้ายเข้าและออก ตามแรงกระเพื่อมของสถานการณ์ แต่วันหนึ่ง พวกเขา ก็กลับมายังดินแดนดั้งเดิม


    ถ้าเอาอย่าง "ชนชาติยิว" ก็บอกว่า กลับมายัง "แผ่นดินแห่งพันธะสัญญา"



    ผมว่า "คนอีสาน" ส่วนใหญ่ ทุกวันนี้ ก็เหมือนกัน



    เมื่อเขากลับมา จึงเอา "อารยะธรรม ประเพณี จารีต เรื่องเล่า นิทาน ตำนาน" กลับมาด้วย เหมือน "ไข่ผำ"

    ซึ่งเรื่องราวทั้งหลาย เป้นเรื่องที่สืบทอด สืบต่อกันมาเป็นพันปี เป็นสองพันปี หรือมากว่านั้น เหมือนกับชนชาติมอญ ที่สืบทอดตำนานพระธาตุเลียะเกิง หรือ เจดียืชเวดากอง มากว่า 2,600 ปี


    "คนอีสานปัจจุบัน" หรือ "คนลาวโบราณ" ก็คงจะได้ยินเรื่องนี้ มาตั้งแต่ครั้งพุทธกาล เพราะ เรื่องราวที่เกิดขึ้นในพระไตรปิฎก เกิดขึ้น บนแผ่นดินนี้ ไม่ใช่อินเดีย



    "คนอีสานปัจจุบัน" หรือ "คนลาวโบราณ" ก็คงจะได้ยินเรื่องนี้ มาจาก ลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้าองค์สำคัญคือ "พระอานนท์" ซึ่ง หลังการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งแรก ที่เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ ซึ่งมีศูนย์กลางตั้งอยู่ในเขตจังหวัดชัยภูมิ ปัจจุบัน พระอานทน์ ท่านได้ใช้ชีวิต 40 ปี สุดท้าย ที่นี่ ดินแดนที่ราบสูงที่เรียกว่า "อีสาน" ก่อนที่ท่านจะปรินิพพาน เมื่ออายุได้ 120 ปี


    จึงเป็น 40 ปี ที่ท่าน คงจะได้บอกเล่า ถ่ายทอด เรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวกับ พระพุทธเจ้า พระสาวกองค์อื่น หรือแม้แต่ ฆราวาสผู้ใหญ่ เช่น พระเจ้าพิมพิสาร ให้กับ พุทธศาสนิกชน ได้ฟัง และเล่าสู่กันมา หรือจารึกเป็นอักษรตัวธรรมใส่ใบลาน ถ่ายทอดเป็นรุ่นๆ มาตลอด


    "วัฒนธรรมปลาแดก" เป็นเอกลักษณ์ เฉพาะ ของคน "ลาว หรืออีสาน"
    ซึ่งมีเรื่องราวของ "ปลาแดก หรือปลาร้า" มีมายาวนาน อ่าน "นิทานท้าวบุษบา" เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเสวยพระชาติ เป็นพ่อค้าปลาแดก



    ดังนั้น ถ้าดูจากหลักฐาน ที่ได้มีการขุดค้นพบมาเมื่อไม่นานมานี้ ที่ "บ้านโนนวัด" อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีอายุกว่า 4,000 ปีมาแล้ว (http://www.koratcultural.com/thai/news-other/nonwat.html) ที่ฝังอยู่กับ "ไหปลาร้า" ซึ่งยังเหลือ "ก้างปลาร้าปลาช่อน" อยู่ คงบอกได้ว่า ใครเคยเป็นเจ้าของแผ่นดินแห่งพันธะสัญญานี้ เมื่อ 4,000 ปี 3,000 ปี 2,000 ปี ที่ผ่านมา







    [​IMG]

    จาก...เข้าสู่ระบบ | Facebook
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 3 กันยายน 2010
  2. ทางสายธาตุ

    ทางสายธาตุ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มกราคม 2009
    โพสต์:
    2,959
    ค่าพลัง:
    +6,443
    เจอตำนานท้าวคำผง หรือสิงหนวัติ ทำให้นึกถึงกรุงราชคฤห์ที่เคยถามคุณเอกไว้ อ่านเจอใน oknation blog จึงนำมาฝากค่ะ

     
  3. ไตรย

    ไตรย เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    78
    ค่าพลัง:
    +345
    คนเฒ่าคนแก่ บอกว่าคนแปดศอกสร้างปราสาทหิน
     
  4. เอกอิสโร

    เอกอิสโร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 สิงหาคม 2006
    โพสต์:
    1,051
    ค่าพลัง:
    +3,809
    "มอญโบราณ" จะเก่าแก่ และมีอารยธรรม ถึงขั้นมี "ตัวหนังสือ" เป็นของตัวเองไม่ได้ นักภาษาศาสตร์ จึงกำหนดให้ว่า "อักษรมอญดัดแปลงมาจากปัลลวะ ของอินเดียใต้"

    "ลาวโบราณ" ยิ่งจะเก่าแก่ หรือเจริญไปกว่า "สุโขทัย" ไม่ได้ เพราะ สุโขทัย คือ ตัวแทนของคน "ไทย" ที่พูดไทย(?) ดังนั้น "อักษรธรรมลาว หรืออักษรธรรมอีสาน" จึงต้องเกิดหลัง ตัวหนังสือ มอญโบราณ และ ตัวหนังสือ พ่อขุนรามคำแหง สมัยสุโขทัย

    ดู แผนภูมิ การกำเนิด ตัวอักษร ดังภาพข้างล่างนี้ครับ


    [​IMG]


    ผมคงจะคัดค้านยาก ครับ เพราะ ไม่ได้มีดีกรีทางภาษาศาสตร์ และ คำนำหน้าเป็น ด็อคเตอร์ หรือ ศาสตราจารย์ จึงได้แต่คิด และค้านไปตามประสาคนรู้น้อย

    ซึ่ง ผมมีข้อสงสัย ประการหนึ่งว่า "คนสมัยสุโขทัย" เป็นคนไทยที่พูดไทยจริงหรือ?

    สมัยเด็กๆ ที่เข้ามากรุงเทพฯ หรือ แม้แต่สมัยนี้แหล่ะ ถ้าใคร แค่ หลงพูดคำว่า "บ่" ก็จะถูกเพื่อนเมืองกรุง หัวเราะสัพยอก ว่า เป็น "ลาว"

    ตรงนี้ นี่เอง ที่ผม ชักจะสงสัย ว่า คนสมัยสุโขทัย เป็น ไทย หรือเป็น ลาว ก็เพราะ ผมไปอ่านคำอ่านจารึก สมัย พระยาลิไท กรุงสุโขทัย ดังคัดมาบางส่วน ข่างล่างนี้ มีคำว่า "บ่" ซึ่งแปลว่า "ไม่" อยู่ ถึง 8 คำ

    ...ลูกพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ผู้หนึ่ง ชื่อพ่อขุนรามราชปราชญ์รู้ธรรม ก่อพระศรีรัตนธาตุอันหนึ่งในศรีสัชนาลัย หลานพ่อขุนศรีทราทิตย์ผู้หนึ่งชื่อธรรมราชาพ่.รู้บุญรู้ธรรมมีปรีชาแก่กมบ่มิกล่าวถีเลย พ่อขุนผาเมืองเจ้าเมืองราดนั้น ให้สร้างเจดีย์มีคุณแก่ฝูงท้าวพระยา เป็นอาจารย์พรนธิบาลแก่ฝูงกษัตราธิราชทั้งหลาย....ในศรีสัชนาลัย....ทุกแห่งให้เป็น....พายลูนบูนหลังทั้งหลายยอมให้..สรร เลิกโอยทาน....ครูหนักหนาแก่กม มีหลานพ่อขุนผาเมืองผู้หนึ่งชื่อสมเด็จพระมหาศรีสรัทธาราชจุลามุนีศรีลังกาทีปมหาสามิเป็นเจ้า พระมหาเถรศรีสรัธาราชจุลามุนีหลานพ่อขุนผาเมืองนั้น ผู้เชื่อมักกระทำบุญกระทำธรรม มักโอยทานทุกเมื่อ บ่คิดแค้นจักให้แก่ท่าน...สะอาดงามหนักหนา จึงโอยทานบิณฑบาตโอยทาน บ่มิขาดสักอันโอย...คาบแล...ฉันทุกวันดังอัน...มักจำศีลภาวนาอยู่กลางป่ากลางดงหลงอดฉันให้......ลูกหมากรากไม้มีวัดปริบัติดุจเยี่ยงสิงหลทุกอัน นักกเมรเทศแสวงหาปรีชาสุ.....เทศรู้ทุกภาษา มักกระทำเพียรพยายามกลาง บ่ยืนกลางคืนบ่อยู่เหียมปรารถนาโพธิสมภาร.....ปลูกพระศรีมหาโพธิกระทำพุทธปฏิมาทุกแห่งทุกพาย เลิกศาสนาพระมหา.....อันตรธาน บ่ให้ฉิบ บ่ให้หายสักแห่ง พระมหาเถรศรีศรีสรัธาจุลามุนีนั้นผู้เชื่อ......ก็ดี บ่มิเคียดตอบขสานติไมตรีรู้ปรานีคน สัตว์ทั้งหลายโปรดสรายบ่ให้ล้มบ่ให้ตาย....

    นี่หล่ะก็เลยสงสัยว่า ตกลง คนสมัยกรุงสุโขทัย เป็นไทย หรือเป็นลาว ครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 3 กันยายน 2010
  5. หมั่นเพียร

    หมั่นเพียร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    254
    ค่าพลัง:
    +709
    อนุโมทนาสาธุกับเจ้าของกระทู้ที่นำเรื่องราวดีๆ มาเขียนให้ได้อ่านเป็นความรู้ ดิฉันเป็นลูกอีสาณโดยแท้ ที่บ้านนับถือประเพณี "ฮีตสิบสอง คองสิบสี่" อย่างเคร่งครัด ปฏิบัติสืบต่อจากรุ่นปู่ย่า ตายาย มาจนถึงปัจจุบันค่ะ

    ถึงแม้จะเป็นคนรุ่นใหม่ ที่ต้องอาศัยในเมืองหลวง แต่ก็ไม่เคยลืมขนบธรรมประเพณี ที่บรรพบุรุษสร้าง และจักสานต่อเจตนาให้สืบต่อไปค่ะ

    พูดถึงนิทาน ที่เคยฟัง มีมากมายหลากหลายแนว แต่ส่วนใหญ่จะเป็นในแนวคติสอนใจ ให้ผู้ฟัง ฟังแล้ว คิดตาม พร้อมสอดแทรกธรรมะในพุทธศาสนาเข้าไปด้วย และสามารถนำไปเป็นแบบอย่างแนวทางในการดำเนินชีวิตได้ค่ะ
     
  6. hangdong

    hangdong Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 กรกฎาคม 2008
    โพสต์:
    29
    ค่าพลัง:
    +70
    ผมเป็นลูกครึ่งลาวโบราณ กับลาวใหม่รุ่นเจ้าอนุวงศ์ ลาวโบราณนั้นมีตำนานย้อนไปถึง สุวรรณภูมิ เช่น ตำนานเรื่องข้าวเหนียวติดหางสุนัข กับ สีโห-สินไซ ซึ่งผมฟังมาตั้งแต่เด็ก นิทานอีกชุดที่รุ่นผมต้องรู้จักคือเซียงเหมี่ยง ซึ่งเรื่องนี้สร้างความ งึด ให้ผมประการหนึ่งคือ หลังจากที่ผมได้รู้จักและมีโอกาสเข้าไปสัมผัส กับลูกหลานเชื้อสายชาว"เม็ง"ที่บ้านหนองดู่ ลำพูน ก็ทำให้ทราบว่า"เม็ง"มีเซียงเหมี่ยงเหมือนกัน เขาเรียกว่า "เซ่งเม่ง" แต่เวลาพันกว่าปีทำให้ลูกหลานรุ่นนี้ไม่เข้าใจความหมายของคำว่า เซ่ง หรือ เซียง แล้ว แต่ยังคงรักษาเรื่องราวไว้ตามที่รับฟังมา เรื่องราวเกร็ดที่ว่านี้กำลังจะหายไปอย่างรวดเร็ว ในกระแสปัจจุบัน ความเชื่อมโยงสัมผัสสัมพันธ์ ของชาติพันธุ์ ดูจะเป็นเรื่องล้าหลังไร้ค่าไปแล้ว ทำอย่างไรกันดี
     
  7. นักเดินธรรม

    นักเดินธรรม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 มกราคม 2009
    โพสต์:
    998
    ค่าพลัง:
    +2,393
    .......น่าสนใจ.....เป็นแนวทางหนึ่งในการรับรู้ถึงต้นรากแห่งศรัทธา
     
  8. เอกอิสโร

    เอกอิสโร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 สิงหาคม 2006
    โพสต์:
    1,051
    ค่าพลัง:
    +3,809
    คำว่า ลาว ลาว นี้ มาจากไหน
    ในตำนาน กล่าวไว้ นานหนักหนา
    ตั้งแต่ ครั้ง สมัยกาล พระศาสดา
    จาริก ไปโปรดศรัทธา ประชาชี
    มีทั้ง "เม็ง" ทั้ง "มอญ" กับคน "ลั๊ว"
    อยู่ไปทั่ว ขอบโลก ขอบเขตคาม
    ตามตำนาน พระเลียบโลก มีอยู่นา
    หรือ ว่า "ลั๊ว" คือ "ลาว" เจ้าของถิ่น
    แต่ก็ไม่เคย ยลยิน ใครกล่าวขาน
    ยังต้องค้น หาหลักฐาน วิชาการ
    นี่แค่เป็น นิทาน เล่าสู่กัน.....เท่านั้น เฮย
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 กันยายน 2010
  9. Jera

    Jera เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 เมษายน 2009
    โพสต์:
    1,001
    ค่าพลัง:
    +2,040
    ขออนุโมทณา ครับ........
     
  10. SBJ05

    SBJ05 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 พฤษภาคม 2010
    โพสต์:
    29
    ค่าพลัง:
    +106
    แม้แต่แม่ทัพธรรมหรือพระอริยะสงฆ์ก็อยู่ที่แดนอิสานหรือลาวทั้งนั้น คำโบราณที่สอนลูกหลานไว้ ไม่ว่า"ฮีตสิบสอง คองสิบสี่"หรือคำกลอนผญาที่เขียนเป็นกลอนไว้สอนลูกสอนหลาน จะเข้าใจลึกซึ้งดีว่าบรรพบุรุษดีว่า ประเพณีหรือวัฒนธรรมที่ยึดถือสืบต่อกันมาก็ยังมีให้เห็นเช่น ประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษา แห่ผีตาโขน แห่ปราสาทผึ้ง ฯลฯ ยังมีวัฒนธรรมอีกหลายอย่างที่บรรพบุรุษเคยพาทำ แต่ลูกหลานก็ค่อยลืมเลือนไปที่ละอย่าง ๆ เหลือแต่ประเพณีหลัก ๆ ก็ค่อย ๆ กลายเป็นประเพณีประจำจังหวัดแต่ละจังหวัดไป
     
  11. hangdong

    hangdong Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 กรกฎาคม 2008
    โพสต์:
    29
    ค่าพลัง:
    +70
    "ราชวงศ์ลาว หรือ ราชวงศ์ลาวจก ก่อตั้งขึ้นเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 5 โดยปู่เจ้าลาวจก ราชวงศ์นี้มีอายุยาวนานหลายร้อยปี ปกครองเมืองหิรัญนครเงินยาง และตามพงศวดารโยนกยังระบุว่า ราชวงศ์ลาวอาจสืบเชื้อสายมาจากพระเจ้าพิมพิสาร ผู้เป็นพระญาติของพระพุทธเจ้า และมักจะถือว่ากษัตริย์หิรัญนครเงินยางเชียงแสนเป็นหน่อพุทธางกูร หรือผู้สืบเชื้อสายมาจากพระพุทธเจ้า ราชวงศ์ลาวได้สืบทอดต่อมาถึงพญาเม็งราย กษัตริย์ล้านนา และต่อมาทายาทของพญาเม็งรายได้อภิเษกกับกษัตริย์ในราชวงศ์ทิพยจักราธิราช(เจ้าเจ็ดตน)แห่งล้านนา และสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งราชวงศ์ปราสาททอง แห่งกรุงศรีอยุธยา"
    ปู่เจ้าลาวจก นั้นว่ากันว่าท่านมีจอบมากถึง ๕๐๐ เล่ม บริวารจึงเรียกท่านว่าปู่เจ้าลาวจก เป็นที่น่าสังเกตุอีกว่า ลูกหลานล้านนา ปัจจุบันเรียกจอบว่า "บก" แต่ลูกหลานทาง ฝั่งซ้ายทั้งหมด แลฝั่งขวาตอนล่างลงมา ยังเรียกว่า "จก"อยู่อย่างแน่นเหนียว อิทธิพลภาษา ทางปลาย (ตามตำรา) ดูจะเข้มข้นกว่าทางต้น อย่างไรชอบกล
     
  12. Mr.Boy_jakkrit

    Mr.Boy_jakkrit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กรกฎาคม 2008
    โพสต์:
    2,063
    ค่าพลัง:
    +2,676
    คนลาว รักษาขนบธรรมเนียมประเพณียังเหนี่ยวแน่น เช่นเดียวกับคนอีสานบางพื้นที่ยังมีวัฒนธรรมดั้งเดิมที่สืบทอดกันมา แต่เมื่อการเมืองและผู้บริหารประเทศในสมัยที่กำหนดนโยบายให้ใช้ภาษากลางมากขึ้น คนอีสานจึงเริ่มละทิ้งภาษาท้องถิ่นหรือบางพื้นที่ก็ยังมีการใช้ภาษากลางและอีสานผสมกันกลายเป็นสำเนียงประหลาดๆเกิดขึ้น พร้อมกับนโยบายที่นำพาประเทศและประชาชนยึดติดที่วัตถุสังคมชนบทก็ได้เปลี่ยนมาเป็นสังคมแบบเมืองมากขึ้นจึงเป็นที่มาของการย้ายถิ่นฐานและตั้งรกรากใหม่ของคนอีสานและคนต่างจังหวัดอื่นๆทั่วประเทศที่แห่กันเขามาอาศัยอยู่ในเมืองหลวงกรุงเทพฯนี้ จนขนาดบางคนถึงขั้นรังเกรียจถิ่นฐานเดิม จากประสบการณ์ของตัวผมเองร้อยละ70 ขึ้นไปหากถามว่า "เป็นคนที่ไหน" เขามักจะเบี่ยงเบนไปประเด็นอื่นหรือถ้าจะตอบแบบเลี่ยงไม่ได้ก็มักจะตอบว่ามาจากต่างจังหวัดและจะตามด้วยคำลงท้าย "แต่มาอยู่นานแล้ว" นั่นเป็นลักษณะที่ชี้ชัดได้ว่าคนเหล่านั้นขาดความรักและหวงแหนท้องถิ่นบ้านเกิดเมืองนอน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่ว่าคนที่ภาคไหนมาจากที่ใดต่อให้สับใส่ไหเอาไปทิ้งอลัสก้าก็ยังคงระบุได้ว่าเป็นคนมาจากที่นั้นๆได้อยู่ดี
    ฉนั้นที่กล่าวคือ ความมีสำนึกในถิ่นฐานบ้านเกิดตนเอง และความมีสำนึกในความรักชาติ เพราะเท่าที่ผ่านมากลุ่มคนไทยที่ไปอาศัยอยู่ที่ต่างประเทศใหม่ๆจะนำเรื่องคนไทยด้วยกันไปฟ้องคนต่างชาติฟัง อันนี้มีตั้งแต่ระดับรากหญ้าไปจนถึงระดับผู้นำประเทศเลย พิจารณาดูให้ดี

    ต่อมาเมื่อผู้บริหารบ้านเมืองทราบถึงความเสื่อมของวัฒนธรรมท้องถิ่นจึงได้มีนโยบายอนุรักษ์ภาษาท้องถิ่นจนถึงปัจจุบัน

    ประสบการณ์ชีวิตภาษาท้องถิ่นและภาษากลางมีบางส่วนที่แปลกออกมาแล้วเนื้อหาและใจความไม่ตรงกันซึ่งเกิดจากวัฒนธรรมที่ต่างกันของสังคมที่แต่ละคนอาศัยอยู่ :cool::cool:


    แต่พระอริยะส่วนใหญ่มักจะอยู่แถบภาคอีสานซะส่วนใหญ่ ศาสนายังมีความรุ่งเรืองในแถบนั้น ถึงแม้วัดวาอารามจะไม่มากกว่าภาคอื่น เน้นการปฏิบัติมากเป็นสำคัญ พุทธพาณิชย์น้อยกว่าภาคกลาง

    มีพระอาจารย์หลายท่านที่ผมเคารพนับถืออยู่ที่อีสาน
     

แชร์หน้านี้

Loading...