ความจริงเกี่ยวกับการแก้กรรม

ในห้อง 'กฎแห่งกรรม - ภพภูมิ' ตั้งกระทู้โดย หัวมัน, 24 สิงหาคม 2013.

  1. หัวมัน

    หัวมัน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 มกราคม 2013
    โพสต์:
    2,191
    ค่าพลัง:
    +6,948
    เดี๋ยวนี้เรื่องการแก้กรรมถูกผูกโยงกับโหราศาสตร์ค่อนข้างมาก
    กลายเป็นเรื่องของพิธีกรรมทางโหราศาสตร์มากกว่า (ไม่อยากจะบอกว่าเราเองก็คนหนึ่งละที่ชอบดูดวงแก้กรรม อิ อิ)
    บังเอิญไปเจอทความนี้ทางเฟส (อีกแล้ว)
    ซึ่งคนเขียนได้เล่าประสการณ์การปฏัิติธรรมของตัวเอง
    อ่านแล้วทำให้เรารู้สึกว่าใช่เลย
    นี่ละคือการปฏิบัติภาวนาที่สามารถนำมาแก้กรรมได้จริง


    การแก้กรรม


    ย้อนไปเมื่อหลายปีก่อนตอนเจอพี่โจ้ แล้วพี่โจ้สอนเรื่องแก้กรรม
    หลักๆคือ ให้ดูตนเอง ให้สำนึกผิด ย้อนเข้าใจเหตุแห่งทุกข์ที่ทำให้ได้รับผลเช่นนั้น เช่นนี้ เรียนรู้แล้ววางเหตุ เปลี่ยนนิสัย ดูที่ใจ
    ตอนนั้นก็เหมือนจะเข้าใจนะ แต่ในภาคสนามก็ยังมึนๆ ตกหลุมกรรมอยู่ดี ชนนู่นบ้างนี่บ้าง ไปแก้ที่ปลายเหตุ
    พอเราไปทางซ้าย พี่เค้าเลยบอกไม่ใช่ เราก็เลยไปทางขวา พี่เค้าบอกไม่ใช่อีก เลยงง
    ตอนนั้นไม่เข้าใจคำว่า กลาง เลย คิดเอาเองว่า กลาง เพราะไม่ได้ภาวนา มันไม่มีทางเห็นได้ จะติดดีติดไม่ดี ตามการให้ค่าตลอด ซึ่งเราไม่เห็นเลยว่าเป็นเพราะกรรมอีกนั่นแหละ
    ถ้าไม่ภาวนา จะแก้ปัญหาด้วยความคิดและอารมณ์อย่างเดียว ไม่มีคำว่า กลาง จริง

    ยกตัวอย่างเช่น เมื่อก่อนมีทุกข์เพราะอยากช่วยคนหนึ่ง แต่ตอนนั้นเขาเห็นคนละทางอยู่ ก็กรรมเรานั่นแหละที่หลอกให้ยึดและคิดไปว่าต้องทำอย่างนั้น เขาทำได้ เขาเปลี่ยนได้
    แทนที่มีทุกข์แล้วจะแก้ที่ตัวเรา เห็นว่าช่วยเขายังไม่ได้ ไปคนละทาง (พี่โจ้สอนเรื่องการเข้าใจเป้าหมายตัวเองให้ชัดและให้เห็นด้วยว่าทำอย่างนี้ไปทางนี้ ทำอย่างนั้นไปทางนั้น มันช่วยเกื้อกูลหรือขวางทางที่เราจะไป)
    พี่โจ้เตือนก็ไม่ฟัง ก็พยายามเหลือเกิน ไม่เห็นไม่ย้อนว่ากรรมอะไรที่ทำให้มาผูกและทำให้อยู่ในสภาพนี้
    พอทำไม่ได้ บางช่วงก็ท้อ ก็โดดไปทาง คือ ไม่อยาก ตัณหาอีกตัว บอกว่า ถ้างั้นพี่โจ้บอกไม่ต้องช่วย ต่อไปไม่ช่วยละ ขอตั้งอธิษฐานว่า ขอให้ไม่เจออีก พี่โจ้ก็บอกว่า สร้างเหตุมาอย่างไรก็ได้ผลอย่างนั้น ถ้าตั้งอธิษฐานอย่างนี้ ต่อไปถ้ามีเหตุต้องเจอ อีก ญจะรู้สึกขัดแย้งในตัวเองนะ(การคิดก็เป็นมโนกรรม)

    กว่าจะเข้าใจว่า การแก้กรรมแก้ไม่ได้ด้วยความอยาก ไม่อยาก
    ไม่ได้ทำด้วยความอยาก
    ไม่ได้ทำด้วยความไม่อยาก
    ไม่ได้ไปคาอยู่กับความไม่รู้จะทำอะไรซึ่งเป็นภพๆหนึ่งด้วย
    เพราะความอยาก ไม่อยาก เป็นการสร้างภพใหม่ แต่การที่จิตถอยทอนออกมาเหนืออุปาทาน เห็นอย่างเป็นกลางทุกด้าน จึงจะเกิดปัญญาที่จะแก้ไขปัญหาได้เต็มที่ เปรียบเหมือนตัวอย่างที่ครูบาอาจารย์ยกไว้คือ เป็นกุนซือมองผู้เตะจากนอกสนาม เห็นความเคลื่อนไหวของทุกฝ่าย จึงสามารถมองเกมออก แล้วจะดำเนินไปทางไหนเพื่อไปถึงเป้าที่ตนเองวาง โดยไม่มีความเป็นเราที่ตั้งค่าไว้ว่าจะต้องทำอย่างไร เป็นอย่างไรไว้ก่อนในเรื่องนั้นๆ เห็นให้ครบก่อนสรุป ไม่ใช่ไม่รู้แล้วสรุป แล้วก็ไปสร้างเหตุใหม่

    การแก้กรรมไม่ใช่การไม่ยอมรับ และการยอมรับ
    กล่าวคือ เพราะความเข้าใจเรื่องเหตุและผล จึงเข้าใจว่า สิ่งที่ได้รับในตอนนี้มีเหตุมาแต่ก่อนแล้ว ไม่ใช่ไม่ยอมรับด้วยความไม่อยากกับความจริงที่ปรากฏ “แต่คือการไม่ยึด”(อยากอยู่กับที่) เชื่อว่าเราก้าวหน้าได้ และพยายามทำทุกทางเพื่อให้เราเจริญยิ่งๆขึ้น โดยไม่ติดกับอุปสรรค เพราะถ้าเห็นว่าเป็นอุปสรรคแล้วไม่แก้ อุปสรรคมันไม่มีทางหายไปเอง ดังนั้นที่ว่าไม่ยอมรับ ก็คือ การเชื่อมั่นในตนเอง เชื่อมั่นในเป้าหมายของตนเอง

    การแก้ปัญหามีหลายระดับ แต่สำคัญต้องตีโจทย์ให้ถูก แล้วแก้ให้ตรงจุด ปัญหาจะได้หมด

    มีปัญหาเรื่องงานก่อสร้าง ก็ใช้ความรู้ก่อสร้าง
    มีปัญหาเรื่องกรรมก็แก้ที่ให้อภัย แล้วละเหตุที่จะให้เจอกรรมเช่นนี้อีก คือละนิสัยนั้น
    แก้กิเลสราคะ เจริญอสุภะ
    แก้กิเลสโทสะ เจริญเมตตา
    แก้กิเลสโมหะ เจริญสติ
    ขี้เกียจแก้ปัญหาไปเรื่อยๆ ให้จบ เจริญมรรค

    ไม่ใช่แก้ปัญหาก่อสร้าง ไปจ้างนักบัญชี
    แก้กรรม ไปบน
    ด้านหนึ่งของการเจริญอสุภะจะทำให้เกิดปฏิฆะ โทสะ
    ด้านหนึ่งของการเจริญเมตตาจะทำให้เกิดราคะ
    ถ้าตีโจทย์ไม่ถูก ปัญหาเก่าจะไม่ได้แก้ แล้วยังไปติดเพิ่ม

    การภาวนาคือ การทำให้จิตเจริญเป็นลำดับขั้น หากเบื้องต้นกิเลสตัวใดเกินมากก็อาศัยธรรมในฝ่ายตรงข้ามเป็นตัวปรับสมดุล แต่เมื่อเฝ้ารู้ดูใจอยู่ก็ไม่หลงเพลินไปติดอีกฝั่ง การรักษาความสงบสมดุลช่วยปรับจิตให้พร้อมต่อการเจริญเห็นสิ่งต่างๆตามความเป็นจริง ยิ่งๆขึ้นต่อไป

    การภาวนาเกี่ยวข้องทั้งในแง่การเจริญเพื่อไปถึงที่สุดของการไม่กลับมาวนเวียนทางเดิมอีก แม้ยังไม่ถึงเป้าหมายก็เป็นวิถีนำทางให้พ้นจากเปลาะกรรมทีละจุด เพื่อก้าวไปสู่ทางตรงยิ่งๆขึ้น ดังนั้นถ้าปรารถนาจะถึงพระนิพพานหรือแม้แค่อยากมีชีวิตอยู่ทางโลกดีๆ การภาวนาก็เป็นหลักที่ช่วยได้อย่างมาก

    การดำเนินชีวิตเป็นเรื่องละเอียด เพราะตัวหลอกมีมาก ต้องอาศัยการฝึกอบรมใจใ้ห้มีความสามารถที่จะเห็นโดยละเอียดด้วย
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 24 สิงหาคม 2013
  2. สีลสิกขา

    สีลสิกขา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    1,271
    ค่าพลัง:
    +7,138
    พิจารณาทุกอย่างตามความเป็นจริงจะก่อให้เกิดปัญญา..

    "ทุกสิ่งล้วนมีสองด้าน"คำกล่าวนี้อาจเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ถ้าเรามองแบบโลก ๆ แต่หากหยิบยกเอาความจริงสูงสุดมาจับ มองให้เห็นธรรม คำพูดเดียวกัน (ทุกสิ่งล้วนมีสองด้าน) ก็จะกลายเป็นประโยคบอกเล่าที่ผิดทันที

    เพราะความจริงสูงสุดเป็นหนึ่งเดียว จักรวาลมิได้แบ่งแยกว่านี่คือดวงดาว นี่คือโลก นี่คือพระจันทร์ นี่คือพระอาทิตย์ จักรวาลอยู่ของมันเช่นนั้น เป็นหนึ่งเดียว เป็นกลุ่มเดียว เป็นมวลรวม เป็นเอกภาพ จักรวาลธรรมชาตินิ่งเงียบ ส่วนมนุษย์พูดมาก และคิดค้นทฤษฏีการแบ่งแยกขึ้น แบ่งแยก "กลางวัน" ออกจาก "กลางคืน" "ความชั่ว" ออกจาก "ความดี" "ความทุกข์" ออกจาก "ความสุข" เราจับทุกสิ่งผ่าครึ่ง แล้วบอกว่ามันมีสองด้าน ต่อเมื่อนำมาประกบกันจึงจะเกิดความสมดุลของทุกสิ่งมีอยู่แล้ว เราต่างหาก ที่ไปสร้างความไม่สมดุลให้เกิดขึ้นมา

    ธรรมชาติเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าเรามาก มนุษย์ไม่จำเป็นต้องเข้าไปช่วยเหลือ เพราะเราเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ที่อยู่ในนั้น แต่สิ่งที่เราต้องทำ คือการถอยออกมา แล้วแสดงความเคารพ เลิกเข้าไปวุ่นวาย เพียงเท่านี้ธรรมชาติก็จะเยียวยาตัวได้ทันที เพราะที่จริง สุข-ทุกข์ ขาว-ดำ ดี-ชั่ว มืด-สว่าง คือเรื่องเดียวกัน เล็กที่สุด กับใหญ่ที่สุดก็คือสิ่งเดียวกัน เมื่อพูดคำว่า "ไม่มีอะไร" จงรู้ว่าอีกนัยหนึ่ง เรากำลังพูดถึง "อนันต์" ความลับของธรรมชาติอยู่ตรงนี้ ผู้ใดเข้าถึงความไม่แบ่งแยก ความไม่มีด้านตรงข้าม เราเรียกคนเหล่านั้นว่า "ผู้บรรลุธรรม"

    การบรรลุธรรม ที่หลายคนพูด คือการเข้าถึงความธรรมดา ไม่ใช่การตะกายไปสู่วิมานชั้นฟ้า หรือเหาะเหินเดินอากาศไปสุดขอบจักรวาล ผู้ที่เป็นอรหันต์ที่เรา ๆ เรียกขาน... ท่านไม่รู้สิ่งใดอันเกินไปจากความธรรมดาเลย สิ่งที่ท่านรู้ และเข้าใจมีอยู่เพียงน้อยนิด..."ทุกสรรพสิ่งล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป"...


    ^^
     
  3. กิ่งสน

    กิ่งสน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 เมษายน 2012
    โพสต์:
    1,069
    ค่าพลัง:
    +2,329
    ขอบคุณที่นำมาให้อ่านกันนะคะ เพราะยึดถือจึงมีตัวตน
     
  4. DuchessFidgette

    DuchessFidgette เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 ตุลาคม 2012
    โพสต์:
    2,607
    ค่าพลัง:
    +9,302
    กรรมแก้ไม่ได้ จะพยามปฏิบัติด้วยวิธีใดก็ตามแต่ก็ไม่อาจหายเพราะต้องชดใช้ด้วยความทุกข์ และรอวาระชดใช้หมดลงเท่านั้นจึงจะหาย
     
  5. สีลสิกขา

    สีลสิกขา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    1,271
    ค่าพลัง:
    +7,138
    ถูกต้องแล้วค่ะท่าน Duchess กรรมแก้ไม่ได้ เพราะเป็นการกระทำในอดีต แต่สามารถลดอัตราความแรงลงได้นะคะ ส่วนนึงเราต้องชดใช้จะด้วยความทกข์ทางกายหรือทางใจก็สุดแท้แต่จะเกิดขึ้นให้หมดไปตามวาระ แต่หากเราน้อมนำคำสอนของพระพุทธองค์เข้ามาสู่ใจ เราจะรู้และเข้าใจสัจธรรมของชีวิตโดยไม่ฝืนกฏเกณฑ์ของธรรมชาติ และธรรมชาติก็จะสร้างความชัดเจนให้กับชีวิตของเราได้เอง..

    ทุกชีวิตที่ยังคงวนเวียนอยู่บนโลกใบนี้ล้วนผ่านความทุกข์มาแล้วอย่างโชกโชน แม้ดิฉันเอง..ทุกสิ่งที่ดิฉันเขียน..ทุกความคิดเห็นที่ดิฉันโพสได้นั้น..เป็นเพราะว่าชีวิตด้านในของดิฉันได้ผ่อนคลายลงมากแล้วค่ะ หลายปีที่ดิฉันอยู่กับความไม่รู้ ไม่ตื่น ไร้ซึ่งความเบิกบาน และเพราะดิฉันเป็นชาวพุทธเต็มตัว จึงต้องเพียรทำตนให้เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น และยิ้มให้กับชีวิตได้เสมอ..แม้จะยังต้องเหน็ดเหนื่อยอยู่ก็ตามค่ะ..

    ขอเป็นหนึ่งกำลังใจ..ให้ท่าน Duchess มีพลังสู้ต่อไปค่ะ ^^

     
  6. meephoo

    meephoo เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กรกฎาคม 2008
    โพสต์:
    1,240
    ค่าพลัง:
    +2,134
    ยืนยัยการแก้กรรมไม่สามารถแก้ได้แต่สามารถลดภาวะลงได้จากมากไปหาน้อย ด้วยการสร้างบุญสะสมแล้วโอนบุญให้เขาเรื่อย ๆ ครับ ง่ายนิดเดียววิธีการดังนี้ครับ
    ให้ท่านตั้งจิตอธิษฐานด้วยใจอันบริสุทธิ์ แล้วท่องหรือกล่าวคำว่า(ในใจก็ได้ครับ)ขออำนาจพุทธ ธรรรม สงฆ์ จงบันดาลบุญข้า ให้ถึงแก่เจ้ากรรมที่ข้าเคยล่วงเกิดมา จงเป็นสุขจากบุญข้าเถิด เมื่อมีสุขแล้วจงทำบุญร่วมกันและได้ลดโทษหรือหลีกหนีไปอย่าได้ทำร้ายกันเลย
     
  7. bluebaby2

    bluebaby2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 กันยายน 2010
    โพสต์:
    2,471
    ค่าพลัง:
    +4,294
    แก้ผลกรรมให้มันเบาบางลงอาจจะเป็นไปได้นะ เพราะกรรมมันเป็นอโหสิกรรมหรือเลิกให้ผลได้เหมือนกัน แต่รู้ได้ยังไงว่าแก้เรื่องหนึ่งได้ จะไม่มีปัญหาเรื่องอื่นแทน เพราะสิ่งที่มันเกิดขึ้นในชีวิตคนเราเป็นเหมือนกับบททดสอบใจมากกว่าจะเป็นปัญหากับสภาพแวดล้อม เหมือนกับเราทำข้อสอบนั่นแหละ จะทำกี่ชุดก็เหมือนกันตราบใดที่มันเป็นข้อสอบระดับเดียวกัน บางทีการพยายามแก้กรรมอาจเหมือนกับการเปลี่ยนข้อสอบจากชุดหนึ่งไปเป็นข้อสอบอีกชุดหนึ่ง ตราบใดที่เรายังทำไม่ผ่านก็ยังต้องเจอบททดสอบระดับเดิมอยู่นั่นแหละ
     
  8. hastin

    hastin เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มีนาคม 2009
    โพสต์:
    1,117
    ค่าพลัง:
    +3,088
    ก็จะเจอข้อสอบที่เนียนขึ้นไง สบายเลยทีนี้

    ข้อสอบเดิมเหมาะสมกับช่วงเวลา และ สติปัญญา

    ข้อสอบใหม่เนียนขึ้น รอดยาก
     
  9. raming2555

    raming2555 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 ธันวาคม 2012
    โพสต์:
    1,552
    ค่าพลัง:
    +19,337
    ลองไปศึกษาบันทึกคำสอน เรื่อง โอวาทสี่ ของท่านเหลียวฝาน ดูสิครับ...ดีจริงๆ
     
  10. หัวมัน

    หัวมัน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 มกราคม 2013
    โพสต์:
    2,191
    ค่าพลัง:
    +6,948

    ข้าพเจ้าเคยอ่านแล้วค่ะ "โอวาทสี่ของท่านเหลี่ยวฝาน"
    ชอบมาก...เป็นหนังสือที่สร้างแรงบันดาลใจเล่มหนึ่งในชีิวิตของข้าพเจ้าเลยก็ว่าได้
    นี่คิดว่าถ้ามีโอกาสก็อยากจะพิมพ์แจกนะ...คิดว่าน่าจะช่วยให้หลายคนที่ได้อ่านมีศรัทธาในการสร้างกรรมดีมากขึ้น
     
  11. tumdidi

    tumdidi เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 กุมภาพันธ์ 2011
    โพสต์:
    86
    ค่าพลัง:
    +419
    หนังสือเล่มนี้ดีจริง เราอ่านเป็นสิบรอบแล้ว
     

แชร์หน้านี้

Loading...