ความเข้าใจผิดเรื่องยุค ยุคนี้ยังไม่ใช่กลียุค

ในห้อง 'วิทยาศาสตร์ทางจิต - ลึกลับ' ตั้งกระทู้โดย anakarik, 20 ธันวาคม 2010.

  1. anakarik

    anakarik เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มิถุนายน 2007
    โพสต์:
    3,648
    ค่าพลัง:
    +1,722
    ตามตำราได้กล่าวว่าพระพุทธเจ้าสมณโคดม
    ตรัสรู้ในกลียุค อันที่จริง เป็นการตีความที่ผิดพลาด


    ลองมาดูกันครับ
     
  2. anakarik

    anakarik เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มิถุนายน 2007
    โพสต์:
    3,648
    ค่าพลัง:
    +1,722
    นิทานธรรมะ ตำนานกำเนิดทวาปรยุค

    “ทวาปรยุค” คือ หนึ่งในสี่ยุคสมัยของโลกก่อนที่จะเข้าสู่ “กลียุค” ดังรายละเอียดนี้

    ๑) กฤตยุค
    เป็นยุคที่มนุษย์ที่มีจิตใจใฝ่ดีมาเกิดทั้งสิ้น โลกยังดีอยู่ ภัยอันตรายน้อย ในยุคนี้ จะมีพระนาราย ลงมาเกิดในรูปกาย “สีขาว” หรือก็คือ เกิดในชนชั้นคนผิวขาว นั่นเอง

    ๒) ไตรดายุค
    เป็นยุคที่มนุษย์ที่มีจิตใจใฝ่ดีเริ่มก่อกรรมเลวกันบ้าง ศีลธรรมย่อหย่อนลงไป โลกยังดีอยู่ ภัยอันตรายเกิดขึ้นบ้าง แต่น้อย ในยุคนี้ จะมีพระนาราย ลงมาเกิดในรูปกาย “สีแดง” ซึ่งเป็นสีผิวของคนสุวรรณภูมิแท้ๆ (ไม่ใช่ผิวขาว, ผิวเหลือง, ผิวดำ แต่ผิวออกสีทองแดง)

    ๓) ทวาปรยุค
    เป็นยุคที่มนุษย์ที่มีจิตใจใฝ่ดีมาเกิด ผสมอยู่กับมนุษย์ที่มีจิตใจใฝ่ชั่ว (มากพอๆ กัน) ภัยอันตรายเริ่มเพิ่มมากขึ้น ในยุคนี้ จะมีพระนาราย ลงมาเกิดในรูปกาย “สีเหลือง” หรือก็คือ เกิดในชนชั้นคนผิวเหลือง เช่น คนจีน, ญี่ปุ่น, ลาว, คนไทยที่มีเชื้อสายจีน ฯลฯ นั่นเอง

    ๔) กลียุค
    เป็นยุคที่มนุษย์ที่มีจิตใจใฝ่ชั่วมาเกิดมากมายแทบหาคนดีไม่ได้ โลกจึงเริ่มมีแต่ภัยพิบัติ ในยุคนี้จะมีพระนารายลงมาเกิดในรูปกาย “สีดำ” หรือคือเกิดในคนผิวดำ (นิโกร) นั่นเอง

    ปัจจุบันหลายท่านคิดว่าเข้าสู่กลียุคแล้ว แต่ความจริงยังไม่ถึง บางท่านยังกล่าวถึงขนาดว่าพระพุทธศาสนาเกิดในกลียุค ในตำรามากมายก็กล่าวไว้อย่างนั้นจริงแต่ผู้เขียนมองว่า “ไม่จริง” เพราะถ้าสังเกตจากการเกิดขึ้นของพระนารายแล้ว ก็จะพบว่าพระนารายในยุคนี้มีวรกายสีเหลือง (คนไทย, ลาว, พม่า ที่มีสีผิวไม่คล้ำ) ไม่ใช่คนผิวสีดำ ไม่ใช่ชาวนิโกร (พระนารายมีหน้าที่ค้ำจุนศาสนาพุทธและพราหมณ์ แต่เมืองคนดำขณะนี้ยังไม่มีปรากฏ) แต่เนื่องจากเป็นช่วงปลายของทวาปรยุคก่อนเข้าสู่กลียุคจึงทำให้หลายท่านสับสน ทั้งนี้ยังมีพราหมณ์อีกพวกหนึ่ง เอาเรื่องยุคทั้งสี่นี้โยงเข้ากับพระพุทธเจ้าสี่พระองค์ในภัทรกัปนี้ เช่น กล่าวว่าพระพุทธเจ้าองค์ที่หนึ่ง (ในภัทรกัปนี้) ตรงกับกฤตยุค, เมื่อไล่ไปเรื่อยๆ ก็เอาพระพุทธเจ้าสมณโคดมไปตรงกับกลียุคพอดี ซึ่งไม่จริง กล่าวคือ พระพุทธเจ้าจะเกิดก่อนกลียุคเสมอ เมื่อท่านนิพพานไปแล้วจึงเข้าสู่กลียุคได้ แต่ท่านจะเกิดในยุคใดในสามยุคแรก ก็แล้วแต่บุญบารมีที่สร้างมา เพราะกลียุคเป็นยุคที่สอนสัตว์ไม่ได้ มีแต่สัตว์ดุร้ายก่อกรรมมาเกิด นอกจากนี้ พระนารายในตำนานพราหมณ์ยุคนี้จะมีทั้งสิ้น ๑๐ ปาง โดยมีปางที่เก้า ก็คือ พระพุทธเจ้าสมณโคดม และปางที่สิบจะลงมาในช่วงกึ่งกลางพุทธกาลที่สัตว์มีวิบากกรรมมาก ภัยพิบัติจะรุนแรงมาก (ยุคนี้ ๒,๕๕๓ นั่นเอง) ซึ่งเมื่อพิจารณาจากข้อมูลส่วนของพระนารายแล้ว จะพบว่าพระพุทธเจ้าทรงมีพระวรกายสีทอง ซึ่งก็คือ คนที่มีผิวเหลืองเหมือนคนไทย, ลาว, พม่า, จีน, ญี่ปุ่น ฯลฯ นั่นเอง ดังนั้นยุคนี้จึงไม่ใช่กลียุค

    อนึ่ง ในพุทธกาลของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์จะมียุคทั้งสี่เกิดขึ้นด้วยเสมอ ไล่เรียงกันไป เมื่อหมดสี่ยุคนี้โดยจบลงด้วย “กลียุค” เป็นยุคสุดท้ายนั้น โลกจะมีภัยพิบัติมาก ผู้คนจะฆ่ากันตายมากแต่จะไม่สูญพันธุ์ ยังมีคนที่หนีไปเข้าป่าเข้าถ้ำแล้วรอดตายได้ เมื่อรอดแล้วจะออกมาหลังภัยพิบัติสงบลง ทำให้สืบพันธุ์มนุษย์ต่อไปได้ อย่างนี้ถึง ๕ ครั้ง เรียก “ภัทรกัป” คือ กัปที่มีวงจรขึ้นลงของยุคสมัยของมนุษย์ถึง ๕ รอบ (มีกลียุค ๕ ครั้ง) และมีพระพุทธเจ้าลงมาตรัสรู้ทั้งสิ้น ๕ พระองค์ เมื่อสิ้นภัทรกัปแล้วจึงถึงวาระมนุษย์สูญพันธุ์ โดยจะมี “ไฟบัลลัยกัป” มาล้างทั้งกัปให้บัลลัยไป พินาศไปสิ้น มนุษย์ยุคสุดท้ายนั้น จะมีเทวดาองค์หนึ่งลงมาสยายผมร้องป่าวประกาศ จากนั้น ทุกคนจะเข้าสู่สมาธิแบบต่างๆ แล้วตายในฌานนั้นก็จุติไปยังพรหมโลก รอสร้างโลกใหม่ ก็จะกลับมาเกิดใหม่ต่อไป
    <!-- End main-->

    http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=worldlingo]BlogGang.com
     
  3. anakarik

    anakarik เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มิถุนายน 2007
    โพสต์:
    3,648
    ค่าพลัง:
    +1,722
    เข้าใจผิดตรงไหน?


    ตามตำราพราหมณ์นี้แบ่งเป็นสี่ยุค
    เขาเลยเอาพระพุทธเจ้าองค์ที่หนึ่ง
    อยู่ประจำยุคที่หนึ่ง ไล่มาจนถึงองค์
    ที่สี่ คือ พระสมณโคดม เลยได้ยุค
    กลียุคไป


    ซึ่งแท้ที่จริงนับแบบนี้ไม่ได้ เพราะ
    พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ในช่วง
    เวลาของท่านจะมียุคทั้งสี่นี้ด้วยทุก
    องค์ ไล่กันไป ว่าจะลงมาตรัสรู้ใน
    ยุคไหน สุดท้ายก็จบที่กลียุคทั้งสิ้น
    เพื่อเก็บ, กวาด, เช็ดล้างทั้งกัปให้
    มาเริ่มต้นใหม่ รอรับพระพุทธเจ้าองค์
    ต่อไป


    สำหรับพระพุทธเจ้าสมณโคดมนั้น
    ไม่ได้ลงมาตรัสรู้ในกลียุค และยุค
    ของท่านยาวนาน 5,000 ปี จึงยัง
    ไม่มีกลียุคในช่วง 5,000 ปีนี้ครับ
     
  4. samsak

    samsak สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 สิงหาคม 2005
    โพสต์:
    113
    ค่าพลัง:
    +14
    อันนี้เล่าให้ฟัง
    เคยไปที่ค่ายทหาร มีรูปปั้นคนนั่งเอาดาบพาดตักสีปูน ตอนนี้ทุบทิ้ง องค์ใหม่ สีดำเชียว
    นินจาใส่ชุดสีดำ ไอ้โม่ง ก็ดำ หรือไม่ก็เป็น พวกนักรบชุดดำมีอยู่ในเมืองไทย
    กายสีดำมั้ง ไม่ได้บอกว่าหน้าดำ
     
  5. allfornine

    allfornine Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 พฤษภาคม 2009
    โพสต์:
    97
    ค่าพลัง:
    +38
    เป็นยุคที่มนุษย์ที่มีจิตใจใฝ่ชั่วมาเกิดมากมายแทบหาคนดีไม่ได้ โลกจึงเริ่มมีแต่ภัยพิบัติ ในยุคนี้จะมีพระนารายลงมาเกิดในรูปกาย “สีดำ” หรือคือเกิดในคนผิวดำ (นิโกร) นั่นเอง

    ตอนนี้ ก็คล้ายๆ เห็นการนี้นะครับ คนชั่งก็เยอะขึ้น ส่วน พระนารายลงมาเกิดใหม่ น่าจะเป็น บาลัค โอบาม่า ( มั้งครับ ) คิดเล่นๆน่ะครับ แห่ะ ๆ^^
     
  6. anakarik

    anakarik เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มิถุนายน 2007
    โพสต์:
    3,648
    ค่าพลัง:
    +1,722
    พระพุทธเจ้าสมณโคดมตรัสรู้ใน "ทวาปรยุค" ไม่ใช่กลียุค


    หากดูจากตำราพราหมณ์ ที่ว่าด้วย "วรกายของพระนาราย" และ
    ยุคนี้จะมีพระนารายทั้งสิ้น 10 ปาง ปางที่เก้าคือ พระพุทธเจ้า
    ดังนั้น พระพุทธเจ้าทรงมีพระวรกายสี "เหลืองดั่งทองคำ" ดังนี้
    ท่านจึงไม่ได้เกิดในกลียุค (กลียุคนั้น พระนารายจะมีวรกายสีดำ)
    ท่านเกิดในทวาปรยุค ซึ่งพระนารายจะมีพระวรกายสีเหลืองทอง
    ซึ่งก็คือ เชื้อชาติของชาวเอเชีย (ผิวเหลือง) นั่นเอง
     
  7. anakarik

    anakarik เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มิถุนายน 2007
    โพสต์:
    3,648
    ค่าพลัง:
    +1,722

    บารัคมีกายในเป็นทศกัณฐ์
    ส่วนฮิลล่ารี่ เป็น "จิ้งจอกเก้าหาง"
     
  8. samsak

    samsak สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 สิงหาคม 2005
    โพสต์:
    113
    ค่าพลัง:
    +14
    ไมเคิลแจกสัน จากดำ ยังเป็น ขาวได้ เกิดนั้น เกิดดับตลอด ปรากฏ คือ ปรากฏ คือการตั้งอยู่
     
  9. anakarik

    anakarik เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มิถุนายน 2007
    โพสต์:
    3,648
    ค่าพลัง:
    +1,722

    การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดโดยกรรม มิใช่โดยธรรมชาติ
    หลังไมเคิลแลกวิญญาณกับซาตานแล้ว ซาตานก็ให้
    ไมเคิลได้สิ่งที่เขาปรารถนา คือ ผิวขาว, มีชื่อเสียง
    ฯลฯ แต่ผลสุดท้าย ... (ไม่อยากคิด)
     
  10. anakarik

    anakarik เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มิถุนายน 2007
    โพสต์:
    3,648
    ค่าพลัง:
    +1,722
    ทวาปรยุค
    จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


    ทวาปรยุค (เทวนาครี: द्वापर युग) มีอายุ 864,000 ปี บุคคลที่เกิดในยุคนี้จะเป็น"สัตตบุรุษ" คือผู้ที่มาจากสวรรค์ และบุคคลที่เป็น "อันธพาล" คือผู้ที่มาจากอบายภูมิ ในสัดส่วนที่เท่ากันคือร้อยละ 50 ต่อ 50 นับเป็นยุคที่ 3 จากยุคทั้ง 4 มีพรรณนาเอาไว้ในคัมภีร์ของฮินดู ว่าทวาปรยุค อยู่ถัดจากเตรตยุค และมีกลียุคตามมา ในปุราณะพรรณนาไว้ว่า ทวาปรยุคสิ้นสุดลงเมื่อพระกฤษณะกลับคืนสู่วิมานที่ประทับในไวกูณฐ์


    ในยุคนี้โคธรรม ยืนสองขา (หากใช้สัญลักษณ์เป็นเสาหลัก ก็ว่าเหลือสองต้น) ตามความเชื่อฮินดู พระวิษณุมีผิวเหลือง พระเวทจะถูกแบ่งเป็น 4 เล่ม คือ ฤคเวท, สามเวท, ยชุรเวท และอาถรรพเวท ในยุคนี้พราหมณ์มีความรู้สอง หรือสามเวท แต่ไม่ใคร่ได้ศึกษาครบเวททั้งสี่


    ทวาปรยุค - วิกิพีเดีย
     
  11. samsak

    samsak สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 สิงหาคม 2005
    โพสต์:
    113
    ค่าพลัง:
    +14
    กรรมเป็นส่วนหนึ่งในธรรมชาติ เราเป็นส่วนหนึ่งในธรรมชาติ เรานี่แหละธรรมชาติ
     
  12. anakarik

    anakarik เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มิถุนายน 2007
    โพสต์:
    3,648
    ค่าพลัง:
    +1,722
    พระนารายที่มีพระวรกายสีดำ


    กลียุค (อักษรเทวนาครี: कली युग) คือหนึ่งในช่วงเวลาในสี่ช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งอธิบายไว้ในคัมภีร์ฮินดู โดยมียุคอื่นอีกได้แก่ สัตยยุค เตรตายุค และทวาปรยุค ซึ่งทั้ง 4 ยุครวมกันเรียกว่ามหายุค กลียุคมีอายุ 432,000 ปี การตีความคัมภีร์ฮินดูว่าปัจจุบันนี้โลกอยู่ในกลียุคมีคนเชื่อมากที่สุด การตีความคัมภีร์ฮินดูแบบอื่นๆ เชื่อว่าโลกอยู่ในช่วงเริ่มทวาปรยุค โดยทั่วไปแล้วกลียุคก็คือยุคมืดเพราะผู้คนห่างเหินจากพระเจ้าอย่างถึงที่สุด ตามคติของศาสนาพราหมณ์ เมื่อโลกมาถึงกลียุค เชื่อกันว่าพระศิวะ หรือพระอิศวร จะทรงเปิดพระเนตรดวงที่อยู่กลางหน้าผากขึ้น และโลกจะถูกทำลาย เพื่อคืนสมดุลของโลกให้เกิดการสร้างโลกขึ้นใหม่


    พระนารายณ์อยู่ในตำแหน่งพระผู้เป็นเจ้า ผู้ถนอมโลกองค์หนึ่งแห่งงพระเป็นเจ้าทั้ง ๓ ของพราฟมณ์ นามของเธอมีนับพัน คือ
    เรียกตามฤทธิ์ ตามเดชตามเหตุการณ์ที่ใช้เรียกกันอยู่เสมอนั้น เช่นวิษณุ หรือ พิษณุหริ (ผู้สงวน) อนันตไศยน (นอนบนอนันตนาค)
    ลักษมีบดี(ผัวลักษมี) จัตุรภุช (สี่กร)
    ในฤคเวท พระนารายณ์มีนามเพียง พิษณุ และมิได้เป็นเทวดาชั้นสูงอย่างไร เป็นเพียงองค์กำลังของ ดวงตะวันเท่านั้น
    ในยุคไตรเพทปราฎกว่า พระพิษณุ เป็นสหายของพระอินทร์ แต่พระอินกับเป็นใหญ่กว่า จนต่อมาในมหาภารตะ และยุคปุรราณะ
    ความรุ่งเรืองของพระพิษณุเจริญขึ้น จึงกลายเป็นใหญ่เป็นโต เข้ายึดนาม นารายณ์ แต่สมัยนั้นมา นามว่า นารายณ์ นี้ชั้นเดิมเป็น
    นามเรียกพระพรหมามาก่อน ได้ถูกแย่งไปเป็นนามของพระพิษณุ ในสมัยที่มีความรุ่งโรจน์ขึ้นภายหลัง
    พระนารายณ์นี้มีกำเนิดว่า (นารายณ์สิบปางฉบับของหอสมุด) เมื่อเพลิงบรรกัลป์สังหารโลกสิ้นแล้ว พระเวท พระธรรม
    ก็มาประชุมกันเข้า จึงบังเกิดพระผู้เป็นเจ้าองค์หนึ่ง มีนามว่าพระปรเมศวร (พระอิศวร) พระองค์มีประสงค์จะสร้างสวรรค์และแผ่น
    ดิน ซึ่งเป็นการใหญ่จึงต้องสร้างผู้ช่วย พระองค์จึงเอาพระหัตถ์ซ้ายมาลูบพระหัตถ์ขวา ก็บังวเกิดองค์ พระนารายณ์เป็นเจ้าขึ้น
    แล้วโปรดให้สอนศิลปศาสตร์แก่กษัตริย์ และให้ไปอยู่ ณ เกษียรสมุทร คราวใดเกิดทุรยุค พระนารายณ์ก็มีนาที่ไปปราบ โดยศิว
    โองการบ้าง โดยถูกอันเชิญจากพวกเทวดาบ้าง ที่เรียกว่าอวตาร
    การอวตารของพระนารายณ์มีมาก แต่ที่นิยมกันว่าเป็นปางใหญ่ๆ มีอยู่ ๑๐ ปาง คือ ๑ . มัตสยาวตาร หรือมัฉาวตาร
    เป็นปลาไปปราบสังขอสูร หรือหัยครีพอสูร ซึ่งเป็นผู้ลักคัมภีร์พระเวทของพระพรหมธาดา หรือพระเวทที่ใหลออกจากโอษฐ์พระ
    พรหมเมื่อบรรทมหลับ เพราะความริษยา ๒. กูรมาวตาร หรือกัจฉปาวตารเป็นเต่าไปปราบ อสูรมัจฉา ซึ่งคิดที่จะทำลายแผ่นดิน
    ทรงเขาพระเมรุให้พัง แต่ฉบับนารายณ์ ๑๐ ปางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๖ ว่า เพื่ออนุเคราะห์ในการกวนน้ำอมฤต
    สำหรับความไม่ตายของพวกเทวดา ๓. วราหาวตาร เป็นหมูไปปราบ เหรัณยักษ์ ซึ่งจะม้วนแผ่นดินทั้งสี่ทวีปไปทิ้งบาดาล เพื่อให้
    โลก คงอยู่จนเวลานี้ ๔. นรสิงหาวตาร เป็นนรสิงห์ไปปราบหิรัณตาสูร (หิรัณยกศิปุ-ก็เรียก) ซึ่งกำเริบตั้งตัวเทียมพระเป็นเจ้า และ
    ทำทุกข์ให้แก่ทวยเทพ ๕. วามุนาวตาร (บางแห่งเรียก ทวิชาวตาร เป็นพราหมณ์หนุ่ม) เป็นคนเตี้ยไปปราบท้าวตาวันตาสูร หรือท้าว
    พลิ ซึ่งขอที่แผ่นดินต่อพระเป็นเจ้าได้แล้ว กระทำการรังแกสัตว์ มนุษย์และเทวดา ๖. ปรศุมาวตารเป็นรามสูร(พราหมณ์-ไม่ไช่ยักษ์) ไปปราบกษัตริย์ อรชุน (การตวิรยะ) ซึ่งรังแกพราหมณ์ ๗. รามาวตาร หรือรามจันทราวตาร เป็นพระราม ไปปราบท้าวราพณ์ คือทศกัณฑ์
    ซึ่งเป็นยักษ์ที่อาธรรม์รังแกเทวดาและมนุษย์ ๘. กฤษณาวตาร เป็นพระกฤษณไปราบท้าวพาณาสุณ(นัยว่าท้าวราพณ์ไปเกิด) ใน
    เรื่องอนุรุธ หรือปราบอสูรชื่อ พญากงส์ ๙. พุทธาวตารเป็น พระสมณโคดม ปราบท้าววัสดีมาร หรือเพื่อประทานธรรมแก่โลกฉบับ
    หอสมุดว่าไปหลอก ท้าวตรีปุรัม เอาศิวลึงค์คืน ๑๐. กัลกิยาวตาร เป็นมหาบุรุษที่จะบันดาลให้โลกเป็นบรมสุขปางนี้จะมีต่อไปใน
    อนาคต ที่สุดแห่งกลียุคนี้
    ในฉบับของหอสมุด มีอวตารแทรกเกินอยู่อีก ๒ ปาง มหิงสาวตาร เป็นกระบือเถื่อน ๑. อัปสราวตาร เป็นนางเทพอัปสร
    ไปปราบนนทุกข์ แต่ขาดไม่มีอยู่ ๒ ปาง คือ ปาง ปรศุรามาวตาร กับปาง กัลกิยาวตาร ฉะนั้นจึงคงมี ๑๐ ปางเท่ากัน (ในภควัตปุราณะ ว่ามีถึง ๒๒ ปาง)ในปางต่างๆเหล่านี้ เคยมีพวกนักศึกษาประวัติศาสตร์สำแดงความเห็นว่า บางปางเป็นปกรณ์เปรียบเทียบแถลงเกี่ยวด้วยความเปลี่ยนแปลงแห่งธรรมชาติ และบางปางก็มีเค้าความจริงปะปนอยู่

    นี้เป็นรูปพระนารายณ์อวตารทั้ง ๑๐ ปาง คลิกที่รูป
    แต่ในภารตะ ว่าความนิยมแต่เดิมนั้น มีพระปรพรหม ก็คือองค์ พระนารายณ์ นั้นเอง แต่พระปรพรหมเป็นอรูปกเทพ
    คือไม่มีตัวตน ครั้นประสงค์จะสร้างสกลโลก จึงได้ทรงแบ่งภาคของพระองค์เองขึ้นเป็นรูปกเทพ คือพระพิษณุ แล้วพระปรพรหม
    จึงประทานพรให้แก่พระพิษณุ เป็นผู้สร้างสิ่งทั้งปวง และเป็นผู้บริหารโลกทั้งสาม เป็นที่นับถือของชนทั้งหลาย ทั้งเป็นผู้ปฎิบัติตามคำปราถนาของพรหมและเทวดาด้วย และพระปรพรหมก็คืนสู่ความเป็นธรรมดาแห่งพระองค์
    ต่อมาในปัทมบุราณะ ได้กล่าวว่า เมื่อพระพิษณุเริ่มจะสร้างโลก พระองค์ทรงแบ่งภาคเป็น ๓ คือ เป็นผู้สร้าง๑
    เป็นผู้บริหาร ๑ เป็นผู้สังหาร๑ ในการนี้พระองค์ได้สร้างพระพรหมา จากสีข้างขวาสำหรับเป็นผู้สร้าง และสร้างพระพิษณุ
    จากสีข้างซ้ายเพื่อบริหารโลก แล้วสร้างพระศิวมหากาฬ(พระอิศวร)จากบั้นกลางพระองค์เพื่อล้างโลก
    พระนารายณ์มี มเหสีทรงนามว่า ลักษมี วิมานเป็นแก้วมณี มีพระยาครูฑเป็นพาหนะ มีอนันตนาคราชเป็นบันลังก์
    ที่สถิตเรียกว่า ไวยกูนฐ์ ณ เกษียรสมุทร รูปพระนารายณ์มักเขียนเป็นบุรุษหนุ่ม กายเป็นสีนิจแก่ อาภรณ์อย่างกษัตริย์
    เสื้อทรงสีเหลือง มีสี่กร ทรงตรีคฑา(ชื่อ เกาโมทกี) จักร (ชื่อ สุทรรศน์ หรือวัชระนาภ) สังข์ (ปัญจชันย) บางแห่งว่ามีธนูชื่อ
    (ศารง)และดอกบัว(ปทุม)กับพระขรรค์ ชื่อ(นันทก)บนอุระมีขนเขาเขียนเป็นรูปยันต์ศรีวัตสะ ดังนี้ มีแก้วทับทรวงชื่อเกาสตุภ มีวลัยแก้ว ชื่อสยมันตก ส่วนสีกายของพระนารายณ์นั้น หาได้คงที่ไม่ เปลี่ยนไปตามยุค คือในกฤดายุค สีขาว เพราะโลกประกอบไปด้วยธรรมเปี่ยมยิ่ง ครั้นในไตรดายุคสัตน์ธรรมเสื่อมลง ๑ส่วนใน ๔ สีกายพระนารายณ์เป็นสีแดง

    ตกมาในทวาปรยุค สัตย์
    ธรรมเสื่อมไปกึ่งหนึ่ง สีกายพระนารายณ์เป็นสีเหลือง ครันมา ณ บัดนี้เข้าเขต กลียุค สัตย์ธรรมเหลือ ๑ส่วนใน ๔มีแต่ยุคเข็ญภัย
    ต่างๆ พระนารายณ์จึงมีสีกายดำ


    ดั่งที่ว่าไปข้างบนที่ให้เขียนเป็นสีนิจแก่ ก็คือดำนั้นแหล่ะฯ
    บางแห่งก็กล่าวกันว่า แม่น้ำคงคาอันศักดิ์สิทธิ์ ก็ผุดขึ้นมาจากพระบาทของพระพิษณุ สมญานามของพระนารายณ์
    มีต่างๆกันตั้ง ๑๐๐๐ ชื่อจะยกมาเพียงบางชื่อ เช่นอนันต (ไม่สิ้นสุด) จตุภุช(สี่กร) ทาโมทน (มีเชือกพันรอบเอว) กฤษณะหรือ
    โควินทะ หรือโคปาล (ผู้เลี้ยงวัว) ชลศายิน (นอนเหนือน้ำ) มุราริ (ศัตรูแห่งมุร) นระ (ผู้ชาย) นารายณ์ (ผู้เคลื่อนไปในน้ำ) ปันจายุทธ
    (ผู้ทรงอาวุธ ๕ชนิด) ปีตามพร (ทรงเครื่องเหลือง) ปุรุโษตมะ (ยอดคน)ฯลฯ


    http://www.thaidevil.com/board/index.php?topic=6344.0;wap2
     
  13. anakarik

    anakarik เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มิถุนายน 2007
    โพสต์:
    3,648
    ค่าพลัง:
    +1,722
    ผมคิดว่าคนที่ปฏิบัติทางพราหมณ์มาได้มรรคผลบ้าง
    น่าจะดูจุดนี้ให้ออกนะ ไม่ยากเลย ดูองค์นารายณ์ว่า
    ทรงมีพระวรกายสีอะไร ระดับนี้แล้วไม่ยาก


    ทีนี้ก็ทราบแล้วว่าโลกเราอยู่ยุคไหน...
     
  14. anakarik

    anakarik เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มิถุนายน 2007
    โพสต์:
    3,648
    ค่าพลัง:
    +1,722
    ลัทธิกลียุค


    ปัญหาคือ เรากำลังถูกหลอก ถูกครอบงำให้เชื่อว่านี่คือกลียุค
    ทำให้เรายอมรับผลของมันง่ายเกินไป ทั้งๆ ที่มันยังไม่ถึงเลย



    เพราะอะไรหรือ? คงมีคนได้ประโยชน์จากความเชื่อนี้บ้างละมั้ง
     
  15. allfornine

    allfornine Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 พฤษภาคม 2009
    โพสต์:
    97
    ค่าพลัง:
    +38
    จริงด้วยครับ ท่านพูดถูก *0* นำข้อมูลข่าวสาร แบบนี้มาอีกนะครับ จะติดตามอ่านครับผม ^^ ขอบคุณมากครับ

    เหตุผลท่าน ทำให้ผมลังเลเลยนะเนี่ย
     
  16. anakarik

    anakarik เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มิถุนายน 2007
    โพสต์:
    3,648
    ค่าพลัง:
    +1,722
    ปัญหาคือ เราจะสื่อสารกับประชาชนของเรา
    ซึ่งเขาเข้าใจอะไรได้ยากหน่อย สื่อสารยังไง
    ให้เขาเข้าใจได้ง่ายๆ และเห็นชัดแจ๋วเกิดปัญญาแจ้ง


    นี่ละ สำคัญ...
     
  17. samsak

    samsak สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 สิงหาคม 2005
    โพสต์:
    113
    ค่าพลัง:
    +14
    อย่าชักใบให้เรือเสียสิ เหตุผลมันมี รวมแรงรวมใจไว้พอ
     
  18. anakarik

    anakarik เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มิถุนายน 2007
    โพสต์:
    3,648
    ค่าพลัง:
    +1,722

    บางคนเป็นมือ
    บางคนเป็นสมอง
    บางคนเป็นปาก
    บางคนเป็นหูเป็นตา


    รวมๆ กันแล้วเป็น "เสือผู้หญิง"
    โอเค ใช้ได้ 555
     
  19. ๒ อัฐ

    ๒ อัฐ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    333
    ค่าพลัง:
    +140
    ขอแสดงความคิดเห็นนะครับ คือเท่าที่รู้และได้ศึกษามาบ้างครับว่า ช่วงเวลาที่เราอยู่ในปัจจุบันนี้นะครับ เป็นช่วงที่กำลังก้าวสู่กลียุค ยังไม่ถึงกลียุคครับ เป็นช่วงคาบเกี่ยวกัน เพราะจากขอมูลข้างล่างนีครับ


    พระพุทธเจ้าทำนาย<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:eek:ffice:eek:ffice" /><o:p></o:p>
    <o:p> </o:p>
    <o:p> </o:p>
    <o:p> </o:p>
    พระพุทธทำนายออกจากศิลาจารึกในมหาวิหารเจตมหาเชตวัน ณ สวนมฤคทายวัน ประเทศอินเดีย โดยคณะทูตไทยที่ไปอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ เมื่อปี พ.ศ. 2485 ตามคำแปลเป็นภาษาไทยว่า ดังนี้<o:p></o:p>
    <o:p> </o:p>
    สาธุ อะระหังตา พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระเมตตากรุณาสรรพสัตย์ทั่วโลก ที่เกิดมาแล้วแต่ลำบาก ทั่วหน้า ทุกชาติ ทุกศาสนาตามธรรมชาติ เมื่อตถาคตเข้านิพพานไปแล้วครบห้าพันปีเป็นที่สุด โลกจะหมุนไปใกล้จะถึงจำนวนที่ ตถาคตทำนายไว้สองพันห้าร้อยปี มนุษย์และสัตว์โลกจะได้รับภัยพิบัติเสียครั้งหนึ่งในระยะ 30 ปี สิ่งที่สาธุชนไม่เคยเจอะจะได้เห็น ไม่เคยพบจะได้พบยักษ์หินที่ถูกสาบให้หลับ กลับตื่นขึ้นมาอาละวาดยิ่งนัก<o:p></o:p>
    <o:p> </o:p>
    ใกล้กับ พ.ศ. 2550 ยิ่งทวีกันใหญ่ขึ้นทุกทิวาราตรี มนุษย์นอกศาสนาจะรบราฆ่าฟันกันจนถึงเลือดนองเต็มพื้นดิน พื้นน้ำจะลุกลามเผามนุษย์ไม่ขาดระยะ ต่างฝ่ายต่างทำลาย เหมือนยักษ์ กระหายเลือด แผ่นดินจะเป็นเปลวไฟจะตายไปอย่างละครึ่งหนึ่งจึงจะเลิกล้ม ต่างฝ่ายต่างต่างหมดกำลังด้วยกัน ตามวิสัยยักษ์ร้ายนอกศาสนาซึ่งถือกำเนิดจากป่าอำมหิต ส่วนพุทธศาสนิกชนผู้ทำแต่บุญ เดินตามทางตถาคตสามารถระงับร้อนไม่รุนแรงบ้านใดได้บูชาพระโพธิสัตว์ ผ้ากาสาวพัตร์ก็จะรับภัยพิบัติเบาบาง แต่หนีภัยธรรมชาติไม่พ้น ไฟจะลุกลามมาทางทิศตะวันออกไหม้วัดวาอาราม สมณะชีพราหมณ์ จะอดอยากยากเข็น ลูกไฟจะตกจากฟ้า เหล็กกล้าจะผุดจากน้ำ สงครามจะเกิดทั่วทิศ พระยานาคจะพ่นพิษเป็นเพลง หารจะเป็นเจ้า ข้าวสารจะขาดแคลน ทุกแคว้นจะอดอยาก พลูหมากจะหมดเปลือง สีเหลืองจะชนะ พระยังอยู่คู่เมืองอีกต่อไป สีขาวจะแพ้ภัยในที่สุด ครุฑจะบินกลับฐาน คนจะกลับบำรุงพระพุทธเจ้าว่า ดังนี้ <o:p></o:p>
    <o:p> </o:p>
    “ ชา ตะ มะ สะ ละ วา ” พระพุทธชินลิตนี้ ท่านให้เขียนใส่กระดาษ หรือผ้าขาวติดไว้หน้าบ้าน หรือหัวนอน ดังนี้ จะมีอายุยืนยาว จะทันผู้มีบุญชื่อ พระยาธรรมมิกราชาเมือแรกสถิตอยู่เขตอยุธยา บันนี้ท่านเสด็จอยู่ลานช้าง ( ภาคอีสานในปัจจุบัน) พระธรรมมิกราชา เข้ามาปีกุน เดือน 11 เป็นเที่ยงแท้นักหนา ท่านเสด็จมาในปีระกา แรม 5 ค่ำ มหากษัริย์มาทางทิศตะวันตก สมถะชีพราหมณ์ตามมาพอประมาณได้ 76,400 รูป ทั่วอาณาจักร สมเด็จพระบรมนักปราชญ์ได้ประกาศคาถาว่า ดังนี้ “ นะสัจจังทะ คะยังมะสำคำปัง ” คอยดูในปีมะโรง คนจะเดิมโก่งโคง คลาน ผู้ใดอยากพบผู้มีบุญ ชื่อ พระยาธรรมมิกราชใช้ภาวนา ให้หมั่นรักษาศีล สดับรับฟังธรรมเทศนา คอยดูปีมะเส็งตลิ่งจะพัง มหาสมุทรจะชอกซ้ำ อย่าเที่ยวไปกลางแจ้ง ท่านเข้ามาปีกุน เดือน 8 เป็นเที่ยงแท้ ผู้ใดไม่เชื่อจะได้รับอันตราย คอยดูในปีจอ คนจะพ้นภัย “ สะโรนะกา โททายะโม พุทธะตะยะ ” ภาวนาทุกค่ำเช้า ผู้นั้นจะมีอายุยืนนาน จะได้เห็นพระธรรมมิกราช (พระโพธิสัตว์ศรีอริยเมตไตย) ในปีกุน ท่านจะเข้ามาอีก ถ้าไม่เห็นหนังสือบ้านใด ผู้นั้นจะได้รับอันตราย รู้แล้วให้บอกต่อกันด้วย<o:p></o:p>
    <o:p> </o:p>
    <o:p> </o:p>
    <o:p> </o:p>
    คำเตือน โลกมนุษย์กำลังจะเข้าสู้กาลียุล จะทำให้เกิดภัยธรรมชาติจาก ดิน น้ำ ไฟ ลม จะเกิดมหาสงครามครั้งที่สามตามมา มนุษย์จะตายไปกว่าครึ่ง<o:p></o:p>
    <o:p> </o:p>
    ลองพิจารณาดูครับ อนุโมทนาครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...