ความเป็นมาของกรรมฐานธรรมะเปิดโลก

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย santosos, 28 มกราคม 2011.

  1. santosos

    santosos เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    1,165
    ค่าพลัง:
    +3,212
    ความเป็นมาของกรรมฐานธรรมะเปิดโลก

    ความเป็นมาของกรรมฐานธรรมะเปิดโลก คือ กาลหนึ่งสมัยที่สมเด็จพระบวรนาถสมณโคตมยังทรง
    พระชนม์อยู่ ในกาลนั้นได้เสด็จขึ้นสู่ดาวดึงส์ เทวสถานเพื่อโปรดพระพุทธมารดา ในวันที่เสด็จกลับ จากดาวดึงส์ ได้มีพุทธศาสนิกชนจำนวนมากคอยรับเสด็จอยู่ก็ในครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงใช้พุทธานุภาพแสดงโลกทั้งสามให้ปรากฏแก่พสกนิกรผู้เป็นศานุศิษย์ของ พระพุทธชินสีห์ ประชาชนที่มารับเสด็จในวันนั้นต่างก็ได้รับทิพยจักขุญาณเห็นเทวโลก มนุษย์โลก และอบายโลกพร้อมกัน กล่าวคือ เทวดาทั้งหลายก็เห็นมนุษย์และสัตว์ในอบาย มนุษย์ทั้งหลายก็เห็นเทวดาและสัตว์ในอบาย สัตว์ในอบายทั้งหลายก็เห็นทั้งมนุษย์และเหล่าเทวดา เรียกว่าทั้งสามโลกมองเห็นกันทะลุปรุโปร่ง

    ในวันนี้พระพุทธคุณนั้นเป็นอานุภาพที่ไร้ขอบเขต ทรงฤทธานุภาพสูงสุดในจักรวาล ในวันนั้นเทวดามนุษย์และสัตว์เดรัจฉานทั้งปวงต่าง ๆ ก็ได้พบพ่อแม่ พี่น้อง ครูบาอาจารย์ มิตาสหายและบริวารเก่า ๆ ที่กำลัง เสวยผลกรรมอยู่ในภพต่าง ๆ กัน เป็น ทุกขเวทนาบ้าง สุขเวทนาบ้าง จึงเกิดเมตตาจิต อธิษฐานอโหสิกรรมผู้ที่ได้เคยกระทำชั่วต่อกันมาให้ได้พ้นจากบาปกรรมเวรเหล่านั้น
    ในวันนั้นเองมีผู้มีปัญญาเกิดความเบื่อหน่ายคลายความยินดีในภพชาติ หลุดพ้นจากอาสวะ สำเร็จเป็นพระอรหันต์เป็นจำนวนมาก
    จากนั้นมาธรรมะเปิดโลก ก็มิได้ปรากฏในพระประวัติพระพุทธศาสนาอีกเลย จนกระทั่งเมื่อหลวงพ่อคง พุทธสาวกสมัยที่พุทธกาลนี้ ได้ถือเนกขัมมะวัตรเป็นบรรพชิตบำเพ็ญเพียรด้วยวิริยะอันแรงกล้า วิรัติแล้วจาการเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย ทั่งโยตรง และโดยทางอ้อม ตั้งแต่อยู่ในฆราวาสวิสัย ดำริมั่นที่จะออกจากกามได้จาริกเพื่อเจริญวิมุติญาณเข้าสู่โลกกุตระสภาวะมาโดยลำดับ
    จนกระทั่งลุถึงถ้ำอรหันต์ เขาสมโภชน์ลพบุรี ท่านได้ปฏิบัติธรรม กรรมฐานเป็นอุกฤษ จนบังเกิดความตึงเครียด ในทุกส่วนของประสาท ก็ยังไม่สำเร็จผลดังหวัง ทำให้รู้สึกท้อแท้ ท่านจึงน้อมจิตอธิษฐาน ว่าหากคุณพระพุทธเจ้า มีจริงขอทรงมาโปรดให้ท่านมีดวงตาเห็นธรรมด้วยเถิด ในครั้งนี้เองก็มีปรากฏบังเกิดขึ้นกับหลวงพ่อ ท่านได้พบพระวิสุทธิสัมมาสัมพุทธเทพ และได้รับคำแนะนำในการปฏิบัติกรรมฐาน อาศัยบุญบารมีเก่าที่หลวงพ่อ คงเคยเป็นหลวงพ่อร่วง ผู้รจนาคัมภีร์ไตรภูมิกถาไว้สั่งสอนปวงชนมาก่อน พระพุทธองค์จึงทรงประทานธรรมะเปิดโลกให้ เมื่อหลวงพ่อใช้กำลังสติปัญญาเข้าพิจารณาภูมิอันเป็นอาสวะแห่งงวัฏฏะแล้ว เกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด จิตใจมุ่งเข้าสู่ความบริสุทธิ์สำเร็จวิสุทธิญาณในวันนั้นเอง
    จากนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบรมโลกเขษฐ์ได้ทรงประทานพุทธานุญาต ให้หลวงพ่อคงโปรดแสดงธรรมะเปิดโลก แก่พสกนิกรพุทธบริษัทได้ โดยอาราธนาพระพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ และอริยสัฆานุภาพ มาเป็นอำนาจเปิดโลก เพื่อให้พุทธบริษัทได้เข้าใจแจ้งเรื่องกรรมและกรรมและกลไกของกรรมโดย ถ่องแท้ กรรมฐานธรรมะเปิดโลก จึงได้รับการถ่ายทอดสาธิตจากหลวงพ่อคงนับตั้งแต่นั้นมา
     
  2. santosos

    santosos เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    1,165
    ค่าพลัง:
    +3,212
    เมื่อมอบกายถวายชีวิตต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงค์แล้ว ต่อไปก็พึงน้อมอำนาจพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ มาสถิตประสิทธิประสาทในขันธสันดานของตน อำนาจวิสุทธิทิพย์เข้ามาเมื่อบุคคลน้อมเข้ามาใส่ตนเท่านั้น ดังบทสวดธรรมคุณที่ว่า “โอปนยิโก” พึงน้อมเข้ามาสู่ตนผู้ที่จะรับอำนาจนี้ได้ดี ต้องมีสมาธิขั้นต่ำขณิกสมาธิ หรืออุปจารสมาธิ ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีอุบายทำใจให้สงบ ตั้งมั่นด้วยการภาวนาปานุสสติ

    ผู้ปฏิบัติพึงเพ่งเฝ้าดูอาการของลมหายใจที่ลิ้นปี่ (ก้นปอด) ยามขยายตัวพองออก ก้รู้แจ้งว่าขยายพองออก บริกรรมกำชับความรู้ตัวว่า “พองหนอ”เมื่อมันยุบแฟบลงก้รู้แจงชัดว่ายุปแฟบลง บริกรรมกำชับความรู้ตัวว่า “หยุบหนอ” นี้ คือ อานาปานุสติฐานเดียว

    สามารถลงมือปฏิบัติได้โดยนั่งคู้บัลลังค์ เท้าขวาทับขาซ้าย หรือเท้าซ้ายทับขาขวาก็ได้ ตาถนัด เอามือขวาทับมือซ้าย หรือมือซ้ายทับมือขวา หรือประสานกันไว้วางบนหน้าตัก ตั้งกายให้ตรง ดำรงสติให้มั่น

    มองไปที่พุทธรูปบอกตัวเองว่า “บัดนี้ฉันได้ถวายร่างกายและชีวิตนี้ต่อพระพุทธเจ้าพระธรรมเจ้า และต่อพระสงค์เจ้าแล้ว ต่อไปนี้ไม่ว่าจะเกิดฉันจะปล่อยให้เป็นตามอำนาจแห่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆเจ้า บัดนี้ ฉันจะเจริญภาวนาให้นิ่งอยู่ด้วยรู้ตัวพร้อมทั่ว ฉันจะไม่สนใจเรื่องภายนอก ฉันจะไม่ยินดียินร้ายกับ รูป เสียง กลิ่น รสสัมผัสที่อาจมากระทบ จะสนใจเพียงประการเดียว คือ ความรูสึกตัวอันบริสุทธิ์เท่านั้น ” จากนั้นค่อย ๆ หลับตาลง

    แล้วเริ่มสังเกตดูอาการของลมหายใจ เอาจิตจดจ่ออยู่ที่ลิ้นปี่ เฝ้าดูอาการของลมปราณอยู่อย่าปกติเฉย เมื่อมันพองออก ก็บริกรรมว่า “พอง” เมื่อมันยุบก็บริกรรมว่า “ยุบ” ลมจะสั้นจะยาว จะช้าจะเร็วอย่าไปบังคับมัน การเข้าไปบังคับลมหายใจ จะทำให้ขดความสมดุลในกระบวนการ อาจเกิดความอึดอัด เหนื่อยหอบ คอแห้ง เป็นต้น

    จงประคองสติรู้อยู่ จิตอันเป็นธาตุรู้ธรรมชาติ จะรู้ตัวได้โดยถ่องแท้เมื่อจิตดำรงตนอยู่ในจิตเอง แล้ว เฝ้าดูอาการของปราณที่เกิดขึ้นภายนอกจิต การฝึกอานาปานุสติที่ถูกต้องสมบูรณ์คือ เอาจิตไว้ที่จิตแล้วจ่อจดจุดที่สนใจไว้ที่ลิ้นปี่ เฝ้ารู้อาหารของลมหายใจอยู่บริกรรมย้ำความรู้ตัวว่า พอง – ยุบ และ พอง – ยุบ
     
  3. santosos

    santosos เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    1,165
    ค่าพลัง:
    +3,212
    ตบะเป็นวัตรที่ต่อมาจากการภาวนา ภาวนาแปลว่าทำให้ตั้งอยู่ เมื่อเจริญภาวนามาบ้างเล็กน้อยแล้วในระยะแรก ๆ สภาวะที่ดีอาจเสื่อมหายไปได้ หากนักปฏิบัติไม่ระวังตกอยู่ในความประมาท พลั้งเผลอ เมื่อไม่ประคองใจไว้ให้แยบคลายรักษาสติให้ตั้งมั่นดีแล้ว กิเลสที่ถูกข่มไว้ ก็อาจออกมาอาละวาทได้อีก ดังนั้นเมื่อภาวนาแล้วก็ควรเจริญภาวนาแล้วก็ควรเจริญตบะต่อไป เพื่อความตั้งมั่นของจิตใจอันดีงาม
     
  4. santosos

    santosos เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    1,165
    ค่าพลัง:
    +3,212
    การเจริญตบะย่อมเป็นการสร้างบารมี เป็นการเจริญธรรมเป็นการก้าวสู่มรรคผล

    บารมีที่จักเจริญงอกงามด้วยตบะคือ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน วิริยะ ศีล เนกขัมะปัญญา และอุเบกขา

    ธรรมมะที่จักเจริญด้วยตบะ คือโพธิปักขิยะธรรม สำคัญสองประการ ได้แก่ อิทธิบาท 4 และอินทรีย์ 5

    อิทธิบาท 4 ได้แก่ ธรรมเหล่านี้คือ

    ฉันทะ (ความพอใจ)

    วิริยะ (ความเพียร)

    จิตตะ (ความเอาใจจดจ่อ)

    วิมังสา (ความใคร่ครวญด้วยปัญญา)

    อินทรีย์ 5 ได้แก่ธรรมเหล่านี้คือ

    สัทธินทรีย์ (ศรัทธาแก่กล้า)

    วิริยินทรีย์ (ความเพียรแก่กล้า)

    สตินทรีย์ (สติแก่กล้า)

    ปัญญินทรีย์ (ปัญญาแก่กล้า)

    มรรคที่จักเจริญด้วยตบะคือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ สติชอบ และสมาชิกชอบ

    เมื่อทราบถึงประโยชน์ของการบำเพ็ญตบะแล้ว ก็พึงเพียรเจริญให้ตั้งมั่นอยู่ตลอดเวลา
     

แชร์หน้านี้

Loading...