ความเป็นมาของพระพุทธเจ้า ตอน เริ่มปรารถนาพระโพธิญาณ โดย หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

ในห้อง 'พุทธภูมิ - พระโพธิสัตว์' ตั้งกระทู้โดย Saksurat, 15 พฤษภาคม 2012.

  1. Saksurat

    Saksurat เป็นที่รู้จักกันดี Administrator

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 มิถุนายน 2011
    โพสต์:
    115
    ค่าพลัง:
    +529
    ความเป็นมาของพระพุทธเจ้า

    โดย หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง
    <O:p</O:p
    <O:p</O:p
    ตอน เริ่มปรารถนาพระโพธิญาณ
    <O:p</O:p
    <O:p</O:p
    นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป อาตมาจะนำความเป็นมาขององค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า มาแสดงแก่บรรดาพุทธบริษัท เพื่อเป็นประวัติในการประพฤติดีประพฤติชอบตามที่พระองค์ทรงปฏิบัติมา ในวันนี้ ก็ขอเริ่มเรื่องเบื้องต้นที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะทรงปรารถนาพระโพธิญาณ แต่ความจริงเรื่องนี้ จะหาตำราที่ไหนมาอ่านก็หาไม่ได้ เป็นอันว่าก็จะขอนำมาจากความรู้ จากองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตรง ที่พระองค์ทรงมีพระพุทธประสงค์ให้รู้ความต้นเหตุ ที่องค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์จะทรงปรารถนาพระโพธิญาณ

    <O:p</O:pเนื้อความมีอยู่ว่า นับถอยหลังจากกัปนี้ไป ปรากฎว่าได้ 4 อสงไขยกับแสนกัปเศษในสมัยนั้น องค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเกิดเป็นลูกชาวบ้านชาวป่าธรรมดา มีความเป็นอยู่ด้วยความแร้นแค้น ท่านเลี้ยงบิดามารดา มีความกตัญญูรู้คุณทั้ง ๆ ที่ไม่เข้าใจว่าอะไรมันจะเป็นบุญ อะไรมันจะเป็นบาป แต่ก็ถือว่าเป็นผู้ประเสริฐ คือทรงความดี ชีวิตินทรีย์ของตนที่ทรงอยู่ได้นี้ก็เพราะอาศัยบิดามารดาเป็นปัจจัย


    <O:p</O:pฉะนั้น เมื่อพระองค์ทรงมีกำลังกายใหญ่พอเป็นหนุ่มที่จะเลี้ยงบิดามารดาได้ ภาระอันใดที่บิดามารดาหยุด ตัวเองเป็นผู้ทำแทนทุกอย่างคือ กิจภายนอกบ้านและกิจภายใน <O:p</O:pตอนนั้น องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า บิดามารดาของพระองค์นั้นเป็นชาวป่าหาฟืนขาย ความเป็นอยู่ก็ไม่ได้มีความสุขสบายคือ เรียกว่าขายได้ขายวันหนึ่งก็กินไปวันหนึ่งเท่านั้น ไม่มีส่วนแห่งการเหลืออะไรเป็นพิเศษ แต่ก็เป็นความดีที่บิดามารดาขององค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ รู้สึกว่าเป็นคนดี มีศีล มีธรรม <O:p</O:pท่านกล่าวว่า การเกิดในครั้งนั้นมีความลำบากยากแค้นมาก ต้องหาเช้ากินค่ำ ผลกำไรที่จะเหลือไว้ในวันอื่น ๆ ต่อ ๆ ไปก็มีน้อย และท่านก็เป็นลูกชายคนเดียวของบิดามารดา แต่ก็พยายามปฏิบัติมาด้วยความกตัญญูรู้คุณ ไม่เห็นแก่เหน็ดแก่เหนื่อย เมื่อทำภารกิจภายนอกคือตัดฟืนมาได้แล้ว กลับมาบ้านก็หุงข้าวหาอาหารเลี้ยงบิดามารดา เป็นต้น นับว่าเป็นคนดีที่มีจิตประกอบไปด้วยกุศล กล่าวคือความฉลาดในการปฏิบัติความดี <O:p</O:pต่อมาภายในไม่ช้า ในชีวิตของท่านนี้กล่าวว่าอายุประมาณ 23 ปี ปรากฎว่าองค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า อุทุมพร ซึ่งอุบัติแล้วในโลกในขณะนั้น ท่านประกาศพระศาสนาในแคว้นอื่น สำหรับเมืองที่องค์สมเด็จพระภควันต์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเกิดในแคว้นนั้น เรียกว่า แคว้นกุรุรัฐ ซึ่งองค์สมเด็จพระทรงสวัสดิโสภาคย์กล่าวว่า เป็นแคว้นในอินเดียแห่งหนึ่งที่เรียกกันว่า เมืองอาฬวี <O:p</O:pความจริงพระพุทธเจ้า ถ้าจะอุบัติก็ต้องอุบัติในแคว้นชมพูทวีปเหมือนกัน ไม่ไปที่อื่น เพราะว่าในสถานที่นั้นเป็นที่ของบุคคผู้มุ่งผลคือบุญใหญ่ ได้แก่พระนิพพาน โดยเฉพาะเมื่อองค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่ตรัส คนในเขตชมพูทวีปก็มักจะปฏิบัติทางจิตใจกันมาก เป็นการเหมาะที่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงสอนในด้านจิตใจ <O:p</O:pวันหนึ่ง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมไปด้วยหมู่ภิกษุสงฆ์ประมาณ 80,000 รูป ได้เสด็จมาในแคว้นอาฬวี หรือแคว้นกุรุในสมัยนั้น ได้มีบรรดาชาวบ้านที่มีความเลื่อมใสในองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า พากันไปบำเพ็ญกุศล <O:p</O:pสำหรับกระทาชายนี้ คือองค์สมเด็จพระทศพลบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นคนจนก็จริงแหล่ แต่ทว่าเมื่อเห็นชาวบ้านเขาไปใส่บาตรพระ และเวลากลางวันที่ท่านจะไปตัดฟืน เห็นชาวบ้านเขาเดินเป็นแถว ๆ ถือดอกไม้ ธูปเทียนเครื่องสักกาวรามิส มีอาหารและเครื่องเภสัชเป็นต้น เพื่อจะนำไปเฝ้าองค์สมเด็จพระทศพลบรมศาสดา ซึ่งมีนามว่า อุทุมพร สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าท่านมีความสงสัย จึงได้ถามชาวบ้านเหล่านี้ว่า

    <O:p</O:p
    “ท่านไปไหนกัน” <O:p</O:pเขาก็บอกว่า ข้าพเจ้าจะไปเฝ้าองค์สมเด็จพระทรงธรรม์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า อุทุมพร พร้อมไปด้วยพระอรหันต์ 80,000 รูป ไปเฝ้าแล้ว ถวายภัตตาหารแล้วพวกเราก็ฟังเทศน์กัน ส่วนมากคนที่เดินมานั้นเป็นพระอริยเจ้าเป็นส่วนมาก <O:p</O:pท่านก็ถามว่า “องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าน่ะ มีรูปร่างลักษณะเป็นยังไง” <O:p</O:pชาวบ้านก็ “พรรณนาให้ฟังว่า องค์สมเด็จพระผู้มีพระจอมไตรบรมศาสดามีความสวยสดงดงามมากมีลักษณะ 32 ครบถ้วน มีลักษณะพิเศษอีก 80 และนอกจากนั้น องค์สมเด็จพระชินสีห์ยังมีฉัพพรรณรังสี รัศมี 6 ประการ

    เวลาแสดงพระธรรมเทศนานั้น องค์สมเด็จพระพิชิตมารทรงเปล่งฉัพพรรณรังสีรัศมี 6 ประการ สว่างไสวมาก และกระแสสัทธรรมเทศนาขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ไพเราะเสนาะโสตเป็นที่น่าฟัง ฟังแล้วไม่อิ่มไม่เบื่อ” <O:p</O:pท่านจึงได้ถามคนทั้งหลายว่า “ข้าพเจ้าเป็นคนจน กลางวันจะต้องตัดฟืน และกลางคืนจึงจะมีเวลาว่าง อยากจะทราบว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เทศน์เฉพาะกลางวัน หรือเทศน์กลางคืนด้วย” <O:p</O:pบรรดาชาวบ้านก็บอกว่า “พระพุทธเจ้าเทศน์ทั้งกลางวัน และก็เทศน์ทั้งกลางคืน ถ้ามีคนไปฟัง” <O:p</O:pท่านจึงตัดสินใจว่า

    ถ้ากระนั้นเราจะขอไปฟังในเวลากลางคืน กลางวันเป็นหน้าที่ในการเลี้ยงดูบิดามารดา ปฏิบัติบิดามารดาให้เป็นสุข กลางคืนจะเปลื้องทุกข์ด้วยการฟังเทศน์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วท่านก็ยกมืออนุโมทนาความดีของบรรดาประชาชนทั้งหลาย เขาทั้งหลายเหล่านั้นก็หลีกไปสู่มหาวิหาร <O:p</O:pสำหรับองค์สมเด็จพระพิชิตมาร ซึ่งเป็นกระทาชาย คือบุคคลผู้ยากจนเข็ญใจก็เข้าป่า ใจก็คิดไปว่า “องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีรูปร่างเป็นอย่างไรหนอ” <O:p</O:p“รัศมี 6 ประการขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นประการใด” <O:p</O:p“กระแสพระสัทธรรมเทศนา ขององค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดา เขาลือว่าเพราะ เพราะแบบไหน” <O:p</O:pและคำเทศน์ เทศน์ยังไง ไม่เคยฟัง อยากจะฟัง ไอ้มือก็ฟันฟืนไป ใจก็นึกถึงองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า <O:p</O:pเป็นอันว่าจิตใจของท่านเวลานั้นมีความผูกพันกับพระพุทธเจ้า ตั้งแต่ได้รับคำว่าพระพุทธเจ้าเข้ามาแล้ว จิตใจก็นึกถึงอย่างนี้ ท่านเรียกว่า “พุทธานุสสติกรรมฐาน” นึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ <O:p</O:pเวลากลับมาบ้าน คือเวลาเย็นหาอาหารเลี้ยงบิดามารดาเรียบร้อยแล้ว บริโภคอาหารเสร็จ เวลาค่ำก็แจ้งแก่บิดามารดาทั้งสองว่า <O:p</O:p“เขาลือกันว่าพระพุทธเจ้ามาโปรดที่นี่ วันนี้จะขอลาบิดามารดาทั้งสองไปฟังเทศน์ในเวลาราตรี” <O:p</O:pบิดามารดาก็ค้านว่า “กลางวันเหนื่อยมากถ้าไปฟังเทศน์องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้ากลางวันจะดีกว่า” <O:p</O:pท่านก็บอกว่า “เวลากลางวันมันมีงาน ถ้าหากว่าขาดวันหนึ่ง อาหารอาจจะขาด จะบกพร่องได้ ถึงแม้ว่าจะไม่หมดก็ไม่เป็นไร แต่ว่าจะบกพร่องการบริโภคนั้นจะไม่เป็นสุข ฉะนั้น ขอบิดามารดาจงอย่าห่วงใย ข้าพเจ้าจะไปพอกำลังกายทนได้ ถ้าเพลียเมื่อไหร่ก็จะกลับ” <O:p</O:pเป็นอันว่า ท่านบิดามารดาทั้งสองก็กล่าวว่า

    <O:p</O:p“ปิยะ ปุตโต ดูก่อน บุตรที่รัก ขึ้นชื่อว่าพระพุทธเจ้าย่อมหาได้ยากในโลก พ่อเองแม่เองก็ไม่เคยฟังคำว่าพระพุทธเจ้า เพราะเราเป็นคนอยู่ป่า บังเอิญถ้าได้ฟังคำว่า พระพุทธเจ้าทรงอุบัติมาแล้ว ก็มีพระอรหันต์เข้าใจว่าทั้งหมด คือพระพุทธเจ้าก็ดีพระอรหันต์ก็ดี ต้องเป็นพระดี ต้องเป็นคนดี ไม่อย่างนั้นปวงประชาชีจะไม่พากันไปฟังเทศน์ เอาของไปถวายแด่พระพุทธเจ้า ถ้าอย่างนั้น ถ้าลูกจะไป พ่อกับแม่ทั้งสองก็จะไปด้วย ไปเคารพพระพุทธเจ้า ไปรับฟังความดี”

    <O:p</O:pองค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็พร้อมปฏิบัติตนให้แก่บิดามารดา อาบน้ำให้ท่าน หาผ้าที่พอสมควรมาให้ท่านที่จะพึงมี พอเสร็จแล้วทั้งสามศรีพ่อแม่ลูกก็ไปสู่พระมหาวิหาร <O:p</O:pเวลานั้น ปรากฎว่าองค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ในที่พักผ่อน ยังไม่ถึงเวลาที่จะแสดงพระธรรมเทศนา แต่ทว่าเป็นที่น่าอัศจรรย์พุทธอุปัฏฐากขององค์สมเด็จพระทรงธรรม์ได้ถูกเรียกเข้าไปเฝ้าตรัสว่า <O:p</O:p“เธอจงจัดแจงสถานที่แสดงพระสัทธรรมเทศนา วันนี้ตถาคตจะลงก่อนเวลา"
    พระอุปัฏฐากจึงกล่าวว่า “เวลานี้ยังไม่ค่ำสนิท ขอองค์สมเด็จพระธรรม


    สามิสรโปรดพักผ่อนเถิดพระเจ้าข้า” <O:p</O:pสมเด็จพระบรมศาสดาจึงตรัสว่า “วันนี้พักไม่ได้ ต้องลงก่อนเวลา เพราะว่าคนดีจะมาวิหารของเรา เวลานี้เขากำลังเดินมา ยังไม่ทันจะถึงแต่ก็จวนจะถึงแล้ว” <O:p</O:pฉะนั้น องค์สมเด็จพระประทีปแก้วบรมศาสดา จึงได้ประทับอยู่ก่อน <O:p</O:pครั้นเมื่อองค์สมเด็จพระชินวร คือพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันและบิดามารดาเข้าไปถึงมหาวิหาร พระสงฆ์ที่เป็นพุทธอุปัฏฐากจึงได้พาองค์สมเด็จพระพิชิตมารกับบิดามารดาทั้งสองท่านไปเฝ้า <O:p</O:pสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทับอยู่บนอาสนะอันสมควร ทรงเปล่งฉัพพรรณรังสีรัศมี 6 ประการ เฉพาะพระพักตร์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและบิดามารดาทั้งสอง ทั้งสามท่านเห็นเข้าตะลึงงัน ไม่ทราบเลยว่าองค์สมเด็จพระภควันต์จะสวยงามแบบนี้

    <O:p</O:p“โภ ปุริสะ ดูก่อน บุรุษผู้เจริญผู้มีความกตัญญูรู้คุณต่อบิดามารดา เมื่อบิดามารดาเลี้ยงท่านท่านก็เลี้ยงตอบ คนประเภทนี้ตถาคตขอสรรเสริญว่าเป็นคนดี”

    <O:p</O:pเมื่อฟังคำขององค์สมเด็จพระมหามุนี บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างนั้นก็ทรงมีธรรมปีติ มีความอิ่มอกอิ่มใจ ใจสบายเป็นสุขเป็นกรณีพิเศษ ยิ่งเห็นองค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์มีความสวยงาม เปล่งฉัพพรรณรังสีรัศมี 6 ประการ ก็ชื่นใจ พระสุรเสียงที่องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสออกมาก็ไพเราะ <O:p</O:pต่อจากนั้นไป องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรด เป็นอันว่าเทศน์ก่อนเวลา เทศน์คนฟังแค่ 3 คนเมื่อเทศน์จบก็ปรากฎว่าบิดามารดาทั้งสองท่านได้พระโสดาปัตติผล <O:p</O:pสำหรับองค์สมเด็จพระทศพลบรมศาสดาอาศัยมีธรรมปีติมากเกินไป จึงไม่ได้อริยมรรค อริยผล ได้แต่การเข้าถึงไตรสรณคมน์ <O:p</O:pการเทศน์คราวนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเทศน์ถึงบุญกิริยาวัตถุ 3 ประการ เทศน์ว่า
    <O:p</O:p
    ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน<O:p</O:p
    สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล<O:p</O:p
    ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา
    <O:p</O:p
    และกล่าวอานิสงส์ของสังฆทานว่า บุคคลใดได้ถวายสังฆทานแล้วครั้งหนึ่งในชีวิต ตายไปแล้วกี่ชาติ ๆ กว่าจะเข้าพระนิพพาน คนนั้นก็พ้นจากความยากจนเข็ญใจจะมีขึ้นมาบ้าง ก็อาศัยกรรมที่เป็นอกุศลอาศัยมากลั่นแกล้งไม่ช้าก็สลายตัวไป องค์สมเด็จพระจอมไตรก็ทรงผูกพันเรื่องสังฆทาน เพราะมันไม่จน<O:p</O:p
    เมื่อฟังเทศน์จบ ก็ลาองค์สมเด็จพระทศพลบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้ากลับบ้าน บิดามารดาก็ดีใจว่าได้เป็นพระอริยะเจ้า องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ดีใจว่า สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าคือพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า อุทุมพร ชมว่าเป็นคนดีมีความกตัญญูรู้คุณ ต่างคนต่างดีใจ และก็มาผูกพันว่า เมื่อไรหนอเราจึงจะมีโอกาสได้ถวายสังฆทาน <O:p</O:pนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

    ทุกคืนก็ไปฟังเทศน์พระพุทธเจ้า กลางวันก็ทำงานเป็นพิเศษ จนกระทั่งตั้งใจที่จะถวายทานแด่องค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์สัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระสงฆ์ 80,000 รูปเป็นเหตุ แต่ว่าต้นทุนมันน้อย แต่พระพุทธเจ้าบอกว่า การถวายสังฆทาน ของเล็กน้อยก็ทำได้ จึงได้รวบรวมกำลังทรัพย์สินที่พึงหาได้ในกรณีพิเศษมาเพื่อถวายสังฆทาน ก็ได้ข้าวไปหนึ่งหม้อน้อย ๆ แกงหนึ่งหม้อ ขนมอีกหนึ่งหม้อ น้ำอีกหน่อยหนึ่ง ไปประกาศถวายสังฆทานแก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข <O:p</O:pเวลานั้น ทิพย์อาสน์เคยอ่อนแต่ก่อนมาของท้าวโกสีย์สักกเทวราชก็เกิดแข็งกระด้าง คิดว่าคนนี้ต่อไปจะได้บรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า เราจะต้องไปช่วย <O:p</O:pฉะนั้น ในการถวายทานคราวนั้น ความจริงอาหารอื่นของพระก็มีอยู่ แต่ว่าองค์สมเด็จพระบรมครูทรงพระนามว่าอุทุมพร ตรัสกับพระว่า จงอย่าฉันอาหารที่บิณฑบาตรมาในตอนเช้าแล้วให้เหลืออยู่ องค์สมเด็จพระบรมครูให้ฉันอาหารหม้อเดียวของกระทาชายนายนั้น ด้วยอำนาจของพระอินทร์บันดาล พระ 80,000 รูป กับพระพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งฉันอาหารไปหมด <O:p</O:pเมื่อพระพุทธเจ้าฉันภัตตาหารเสร็จ พระสงฆ์ฉันเสร็จ ก่อนที่จะโมทนากระทาชายนายนั้น จึงเข้าไปหาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขอปรารถนาพระโพธิญาณ คืออยากจะเป็นพระพุทธเจ้าบ้าง พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าอุทุมพรจึงได้ทรงพยากรณ์ว่า <O:p</O:p“นับตั้งแต่กัปหน้าต่อไป กัปนี้ไม่นับ อีก 4 อสงไขยกับแสนกัป เธอจะได้เป็นพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า พระสมณโคดมบรมครู”
    <O:p</O:p
    และหลังจากนั้น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงแสดงพระธรรมเทศนา เมื่อเทศน์จบก็ปรากฎว่า บิดามารดาทั้งสองบรรลุอรหัตผล ลูกชายเป็นพระโพธิสัตว์ ได้เข้าถึงไตรสรณาคมณ์ <O:p</O:pเมื่อจบพระธรรมเทศนาแล้ว บิดามารดาทั้งสองก็ขอบวชในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าก็ทรงอนุมัติ ตรัสว่า “เอหิ ภิกขุ เจ้าจงเป็นภิกษุมาเถิด” สองท่านก็เป็นพระในทันที แล้วสมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าก็กลับบ้าน <O:p</O:pนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ภาระมันก็น้อย ก็เลยไปหาพระพุทธเจ้าทั้งกลางวันและกลางคืน แบ่งเวลาตอนเช้าไปตัดฟืน ตอนเที่ยงก็เลิก ตอนบ่ายไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ตอนเย็นก็กลับ ตอนกลางคืนไปเฝ้าพระพุทธเจ้าฟังเทศน์แล้วก็กลับ มีจิตปรารถนาอย่างเดียวคือ พระโพธิญาณ <O:p</O:pนี่แหละ

    บรรดาท่านพระพุทธบริษัททุกท่าน เรื่องนี้เห็นจะหาตำราอ่านได้ยาก เมื่อองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า <O:p</O:p“ก่อนที่องค์สมเด็จพระทรงสวัสดิ์โสภาคย์จะปรารถนาพระโพธิญาณนั้น ก็เริ่มต้นมาจากการถวายสังฆทานเป็นเหตุ ฉะนั้น จึงเป็นปัจจัยให้องค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณ” <O:p</O:pและองค์สมเด็จพระพิชิตมารจึงได้ตรัสว่า “คนที่ถวายสังฆทานแล้ว ถ้าจะปรารถนาพุทธภูมิ ก็จะได้เป็นพระพุทธเจ้า ปรารถนาเป็นพระสาวก ก็ได้เป็นพระพุทธสาวก ปรารถนาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าก็ย่อมได้ ถ้าปรารถนาจะเป็นอรหันต์ในศาสนาขององค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดา องค์ใดองค์หนึ่งก็ย่อมได้เช่นเดียวกัน และยิ่งไปกว่านั้น สังฆทานยังเป็นปัจจัยให้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราชและมหาเศรษฐี” <O:p</O:pเอาละ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วนหน้า เป็นอันว่าประวัติความเป็นมาขององค์สมเด็จพระประทีปแก้วที่หาได้ยากในการเริ่มต้น ในปรารถนาพระโพธิญาณ

    เล่ามาก็พอสมควรแก่เวลา<O:p</O:pในที่สุดนี้ อาตมภาพในฐานะพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาขอตั้งสัตยาธิษฐาน อ้างคุณพระศรีรัตนตรัย มีพระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ และสังฆรัตนะทั้ง 3 ประการ ขอจงบันดาลให้ท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วนหน้า
    <O:p</O:p
    ถ้าจะปรารถนาเป็นพระโพธิญาณ ก็ขอให้ได้บรรลุพระโพธิญาณสมความปรารถนา<O:p</O:p
    ถ้าจะปรารถนาเป็นอัครสาวก พระมหาสาวก พระสาวก ปกติธรรมดาก็สำเร็จผล
    <O:p</O:p
    และขอบรรดาท่านพุทธศาสนิกชนทุกท่าน จงประสบแต่ความสุขสวัสดิ์พิพัฒน์มงคล สมบูรณ์พูนผล และจงเจริญไปด้วยจตุรพิธพรชัยทั้ง 4 ประการ มีอายุ วรรณะ สุขะ พละ และปฏิภาณ หากทุกท่านมีความประสงค์สิ่งใด ก็ขอให้ได้สิ่งนั้นสมความปรารถนาจงทุกประการ<O:p</O:p
    ****************<O:p</O:p
    </O:p
    (จากหนังสือธรรมสัญจร เล่ม 4) <O:p</O:pขอโมทนาบุญกับพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ และพระอริยสงฆ์ด้วยจิตบริสุทธิ์ ครับ สาธุ สาธุ...
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 19 พฤษภาคม 2012
  2. Chang_oncb

    Chang_oncb ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 สิงหาคม 2011
    โพสต์:
    12,361
    ค่าพลัง:
    +80,204
    [​IMG]
    กราบโมทนา สาธุ ท่านผู้มีใจบุญใจกุศล เสียสละเวลาหาบทความ นำบทความที่ดี มีประโยชน์ ให้ผู้อ่านได้ศึกษา อันก่อให้เกิดปัญญาในการพิจารณา เมื่อปัญญาพิจารณาแล้ว จิตจะเป็นผู้กำหนด เป็นผู้เลือกความถูกต้อง ถือว่าเป็น จาคะ คือการให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน อีกทั้ง ถือว่าการให้นั้น เป็นธรรมทาน เป็นบุญใหญ่ สมดั่งพระธรรมคำสั่งสอนของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตอบปัญหาท้าวสักกะผู้เป็นจอมเทพยดา ปรากฏใน ตัณหาวรรค ธรรมบท ว่า “การให้ธรรมทาน ชนะการให้ทั้งปวง ผู้ใดให้ธรรมะเป็นทาน ผู้นั้นชื่อว่าให้พระนิพพานแก่คนทั้งหลาย“ ขอโมทนาสาธุ
     
  3. Saksurat

    Saksurat เป็นที่รู้จักกันดี Administrator

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 มิถุนายน 2011
    โพสต์:
    115
    ค่าพลัง:
    +529
    โมทนาบุญกับทุกท่านด้วยเช่นกันครับ อ่านมาถึงตรงจุดที่หลวงพ่อท่านให้พรนี่กลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้... สุขุมคัมภีรภาพมีพลังยิ่งใหญ่มาก ด้วยอำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย ขอความปรารถนาของข้าพเจ้ามีอันสำเร็จตามที่หลวงพ่อได้กล่าวไว้แล้วด้วยเทอญ สาธุ สาธุ
     
  4. Limtied

    Limtied เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    822
    ค่าพลัง:
    +3,658
    ขอโมทนาบุญกับพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ และพระอริยสงฆ์ความจิตบริสุทธิ์ ครับ สาธุ สาธุ...

    สาธุ สาธุ สาธุ
     
  5. djunsri

    djunsri เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 กรกฎาคม 2011
    โพสต์:
    341
    ค่าพลัง:
    +931
    ขอกราบโมทนาสาธุด้วยครับอ่านแล้วปลื้มมาก คิดว่าเราเดินมาถูกทางแล้วสักวันเราก็คงจะถึงนิพพานเช่นเดียวกับพระพุทธองค์และพระอรหันต์สาวกทั้งหลาย.
     
  6. apichartmatiyapak

    apichartmatiyapak Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มกราคม 2012
    โพสต์:
    71
    ค่าพลัง:
    +96
    ถ้าจะปรารถนาเป็นพระโพธิญาณ ก็ขอให้ได้บรรลุพระโพธิญาณสมความปรารถนา
    ถ้าจะปรารถนาเป็นอัครสาวก พระมหาสาวก พระสาวก ปกติธรรมดาก็สำเร็จผลขอโมทนา
    บุญกับพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ และพระอริยสงฆ์ความจิตบริสุทธิ์ ครับ สาธุ สาธุ...
     
  7. พร คิชฌกูฏ

    พร คิชฌกูฏ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    5
    ค่าพลัง:
    +18
    อ่านแล้วมีความปิติมากๆๆๆ น้ำตาไหลเลย สาธุ สาธุ สาธุ
     
  8. CHOLPRATAN319

    CHOLPRATAN319 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    342
    ค่าพลัง:
    +2,534
    ข้าพเจ้าขออนุโมทนาเป็นอย่างสูง
    ด้วยอนิสงฆ์การอนุโมทนาบุญในครั้งนี้
    ขอให้ข้าพเจ้าได้มีดวงตาเห็นธรรมและปัญญาเห็นธรรมโดยฉับพลัน
    ด้วยกุศลผลบุญนี้ขอจงเป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้าเข้าสู่พระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้ด้วยเถิด


     
  9. prawi

    prawi Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 มีนาคม 2012
    โพสต์:
    11
    ค่าพลัง:
    +68
    อนุโมทนา ขอให้ได้ให้ถึงในธรรมที่เราท่านทั้งหลายปราถนาเเล้วจงสำเร็จในเร็ววันด้วยเทอญ
     
  10. วัดชรา

    วัดชรา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 มิถุนายน 2009
    โพสต์:
    327
    ค่าพลัง:
    +2,671
    ปิติน้ำตาไหล ขนลุกขนชัน.
     
  11. Natcha@uk

    Natcha@uk เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 เมษายน 2012
    โพสต์:
    618
    ค่าพลัง:
    +9,443
    ขออนุโมทนากับท่านเจ้าของกระทู้ ที่ได้นำเรื่องดีๆเช่นนี่้มาเผยแผ่เป็นธรรมทาน นับเป็นโอกาสอันดีในชีวิต ที่ได้ทราบเรื่องราวที่หาอ่านได้ยากเช่นนี้ สาธุ
     
  12. ณ สิทธิ์

    ณ สิทธิ์ Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กุมภาพันธ์ 2010
    โพสต์:
    14
    ค่าพลัง:
    +93
    ขออนุโมธนาด้วยเทอญ
     
  13. chukrit12345

    chukrit12345 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 ธันวาคม 2011
    โพสต์:
    44
    ค่าพลัง:
    +318
    ขออภิมหาโมทนาสาธุ อภิมหาโมทนาบุญ อภิมหาโมทนาพลังแสง ร่วมกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระบรมมหาโพธิสัตว์ พระมหาโพธิสัตว์ พระบรมโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ทุกๆ พระองค์ พระธรรม และพระอริยสงฆ์เจ้าทุกๆ พระองค์ จงบันดาลให้ข้าพเจ้ามีกำลังจิต กำลังใจ กำลังสติ กำลังปัญญา กำลังกาย กำลังทรัพย์ในการบำเพ็ญเพียรบารมีเพื่อบรรลุถึงพระโพธิญาณในกาลต่อไปด้วยเทอญ
     
  14. rungdao

    rungdao เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 พฤศจิกายน 2010
    โพสต์:
    2,025
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +10,739
    ขอกราบอนุโมทนากับข้อความและเจ้าของกระทู้ด้วยค่ะ สาธุ สาธุ สาธุ
     
  15. skyroad

    skyroad เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 พฤศจิกายน 2011
    โพสต์:
    413
    ค่าพลัง:
    +258
    กราบโมทนาบุญ สาธุ สาธุ สาธุ ค่ะ ขอบคุณมากๆเลยค่ะที่นำเรื่องราวดีๆมาให้อ่านกันค่ะ
     
  16. Nodthadon Imamnoeylaph

    Nodthadon Imamnoeylaph สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    5
    ค่าพลัง:
    +15
    อนุโมทนา ขอบคุณที่เอาบทความดีๆมาลงนะครับ รู้สึกมีกำลังใจมาก
     
  17. พชรรินทร์

    พชรรินทร์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 กรกฎาคม 2011
    โพสต์:
    207
    ค่าพลัง:
    +473
    กราบโมทนาบุญกุศลในธรรมทานเป็นอย่างสูง อ่านแล้วเกิดปิติในใจเป็นอย่างยิ่งค่ะ

    ลูกขอนอบน้อมจิตกราบหลวงพ่อฤาษีลิงดำด้วยเศียรเกล้าเจ้าค่ะ
     
  18. ร้อนแรง

    ร้อนแรง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 สิงหาคม 2009
    โพสต์:
    212
    ค่าพลัง:
    +716
    ขอโมทนาสาธุ สาธุ สาธุ


    ขอให้คนดีของปู่ เกด สามยู ได้เห็นธรรมตามท่านพ่อ ที่ได้โปรดเทศมาด้วยเถิด
     

แชร์หน้านี้

Loading...