คาถาอุณหิสสวิชัยอันศักดิ์สิทธิ์

ในห้อง 'กฎแห่งกรรม - ภพภูมิ' ตั้งกระทู้โดย เปาชุนไหล, 3 กรกฎาคม 2012.

  1. เปาชุนไหล

    เปาชุนไหล เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    436
    ค่าพลัง:
    +2,256
    [​IMG]

    [​IMG]


    [​IMG]


    หลายท่านอาจจะเคยดูหนังเรื่ืองนี้นะครับ 5แพร่ง ตอนบวช
    ได้บรรยากาศ การบวชดี ได้แง่ิคิดการทำบาป (แม้จะไม่ถูกต้อง100%)
    เพราะคนที่ทำอนันตริกรรมย่อมได้ไป นรก ก่อน มาเปรต

    แต่เรื่องนี้เป็นเปรต ก่อน เขาทำเพื่อให้มันคล้อยตามเนื้อเรื่องไป


    มาเข้าเรื่องกันดีกว่าครับ

    5แพร่งตอนที่เก้า จิรายุมาแสดง ตอนที่บวชเณร และเคยทำบาปหนักมาก่อนบวช คือทำอนันตริยกรรม ฆ่าพ่อ เมื่อก่อนเคยอยู่กับแกงค์เพื่อน(2คน)คอยเอาก้อนหินปารถ เพื่อชิงทรัพย์

    แต่บังเอิญเกิดไปปาใส่รถพ่อตัวเอง และโดนพ่อตัวเองตาย(บาปหนัก)

    ตอนมาบวช พระท่านก็สวดต่อชะตาให้ และให้เณรภาวนา คาถานี้ไปด้วย


    คาถาอุณหิสสวิชัยนี้เป็นคาถาสักสิทธิ์ เป็นคาถาที่พระพุทธเจ้าทรงโปรดเทวดา ให้สวดเพื่อต่ออายุขัยตนเอง (เหมือนดึงกำลังบุญมาช่วย) เพื่อให้มีชีวิตในการกลับตัวกลับใจทำความดี หนีความชั่ว


    ผมเลยชอบหนังเรื่องนี้สอนดีครับ ได้ฟิวหนังแบบบรรยากาศโบราณๆ แบบบ้านๆ

    แถมยังภูมิใจ และปลื้มใจ ตื้นตันใจมากๆ ที่เวลาคนเราเดือดร้อน จะถึงฆาต ย่อมมีที่พึ่งที่แท้จริงคือ พุทธศาสนา
     
  2. เปาชุนไหล

    เปาชุนไหล เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    436
    ค่าพลัง:
    +2,256
    ตำนานพระคาถาอุณหิสสะวิชะยะ


    ในสมัยหนึ่งพระบรมศาสดาเสด็จประทับอยู่เหนือพระแท่นศิลาอาสน์ภาย
    ใต้ต้นปาริกชาติ ณ ดาวดึงสพิภพ ตรัสพระสัทธรรม เทศนา อภิธรรม 7 คัมภีร์ โปรดพุทธมารดา ใน
    กาลครั้งหนึ่งนั้นมีเทพบุตรองค์หนึ่ง นามว่าสุปติฏฐิตา ได้เสวยทิพย์สมบัติอยู่ชั้นดาวดึงส์มาช้านาน ก็
    อีก 7 วัน จะสิ้นบุญจุติจากดาวดึงส์


    ยังมีเทพบุตรองค์หนึ่งชื่อว่า อากาสจารินี ซึ่งเป็นผู้รู้ บุรพกรรมของสุปติฏฐิตาเทพบุตร อาศัยความคุ้นเคย
    สนิทสนมกลมเกลียวกันตั้งแต่ครั้งเป็นมนุษย์ เคยได้รักษาอุโบสถศีลด้วยกันในอดีตชาติล่วงมาแล้ว
    มองเห็นอกุศลกรรมตามทัน จะสนองผลแก่สหายของตนก็มีจิตปรานีใคร่จะอนุเคราะห์ จึงเข้าไปสู่
    สำนักของสุปติฏฐิตาเทพบุตร แล้วก็บอกเหตุที่จะสิ้นอายุภายในอันเร็ว ๆ นี้ ตลอดทั้งที่จะไปเกิดในนรก
    ครั้งพ้นจากนรกแล้ว จะต้องไปกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานให้ทราบสิ้นทุกประการ ฝ่ายสุปติฏฐิตาเทพบุตร ได้
    ทราบเหตุดังนั้นแล้ว ก็มีความสะดุ้งตกใจกลัว คิดปริวิตก บุพพนิมิต 4 ประการ คือ
    ดอกไม้ทิพย์ร่วงโรย ประการหนึ่ง สรีระ ร่างกายมัวหมองไม่ผ่องใส ประการหนึ่ง
    ผ้าทิพย์ภูษา เครื่องทรงเศร้าหมองไม่ผ่องใส ประการหนึ่ง ครั้งทรงผ้าสไบเข้าก็ร้อนกระวนกระวายไปประการหนึ่ง
    บุพพนิมิตเหล่านี้ก็ปรากฏแก่สุปติฏฐิตาเทพบุตร บุพพนิมิต 4 ประการนี้
    ปรากฏแก่เทพบุตรหรือเทพธิดาองค์ใดแล้ว เทพบุตรธิดาองค์นั้น จะต้องจุติจากเทวโลกอย่างแน่นอน


    เมื่อ สุปติฏฐิตาเทพบุตร ทราบชัดเจนเช่นนั้นแล้ว ก็ไม่นิ่งนอนใจใคร่จะหาเครื่องป้องกัน จึงเข้าไปสู่
    สำนักท้าวอเมรินทราธิราชเจ้า ถวายอภิวาทแล้วกราบทูลเหตุการณ์ให้ทรงทราบ แล้วทูลอ้อนวอนขอ
    ชีวิตในสำนักอมรินทร์ โดยอเนกปริยายท้าวเธอตรัสตอบว่า ชื่อว่าความตายนี้เราเห็นผู้ใหญ่ในสรวง
    สวรรค์ ก็ไม่อาจห้ามบุพพกรรมอันมีกรรมแรงนี้ได้ เราเห็นอยู่แต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นที่
    พึ่งของสัตว์โลกทั่ว 3 ภพ พระองค์เสด็จประทับอยู่ใต้ต้นปาริกชาติ มาเราจะพาเข้าเฝ้ากราบทูล
    อาราธนา ให้พระองค์ทรงช่วยเหลือ สุปติฏฐิตาเทพบุตร ถือเครื่องสักการบูชาตามเสด็จท้าว
    อมรินทราธิราช เข้าสำนักพระมหามุนีนาถพระศาสดาจารย์แล้ว กราบทูลเหตุการณ์เหล่านั้น ให้พระ
    องค์ทรงทราบโดยสิ้นเชิง แล้วพระองค์ทรงแสดงบุพพกรรมของ สุปติฏฐิตาเทพบุตร องค์นี้เกิดเป็น
    มนุษย์มีความเห็นผิด เป็นผู้ประมาทตั้งอยู่ในมิจฉาทิฏฐิเป็นพรานฆ่าเนื้อเบื่อปลาเป็นผู้มีใจแข็งกระด้าง
    ตบตีบิดามารดาต่อสมณชีพราหมณ์ ไม่ลุกรับนิมนต์ให้อาสนะที่นั่งภิกษุสงฆ์ผู้เข้าไปสู่สำนัก แม้เห็น
    แล้วก็ทำเป็นไม่เห็นเสีย ด้วยวิบากผลอกุศลกรรมอันนี้ตามทันเข้า สุปติฏฐิตาเทพบุตรจึงได้ไปเกิดใน
    นรกตลอดแสนปี ครั้นพ้นจากนรกขึ้นมาก็จะไปกำเนิดแห่งสัตว์ 7 จำพวก คือเป็นแร้ง500 ชาติ เป็นรุ้ง500 ชาติ เป็นกา500 ชาติ เป็นเต่า500 ชาติ เป็นหนู500 ชาติ เป็นสุนัข500 ชาติ และเป็นคนหูหนวก500 ชาติตาบอด500 ชาติ ด้วยอำนาจอกุศลกรรมนั้น
    แหละ ขอมหาบพิตรจงทราบด้วยประการฉะนี้



    เมื่อท้าวอมรินทร์ทรงทราบแล้ว ก็มีความเมตตาสงสารแก่สุปติฏฐิตาเทพบุตร ยิ่งนัก จึงกราบ
    ทูลให้พระองค์ทรงแสดงพระสัจธรรมเทศนาอันจะเป็นที่พึ่งแก่สัตว์โลก ช่วยชีวิตเทพบุตรองค์นี้ไว้ไม่
    ให้ตายลงภายใน 7 วันนี้ สมเด็จพระบรมศาสดาจึงตรัสเทศนาคาถาอุณหิสสวิชัย มีใจความดังต่อไปนี้



    อตฺถิ อุณฺหิสฺสวิชโย ธมฺโม โลเก อนุตฺตโร สพฺพสตฺตหิตตฺถาย ตํ ตฺวํ คณฺหาหิ เทวเต ปริวชฺ
    เช ราชทณฺเฑ อมนุสฺเสหิ ปาวเก พยคฺเฆ นาเค วิเสภูเต อกาลมรเณน วา สพฺพสฺมา มรณา มุตฺโต
    ฐเปตุวา กาลมาริตํ ตสฺเสว อานุภาเวน โหตุ เทโว สุขี สทาสุทฺธสีลํ สมทาย ธมฺมํ สุจริตํ จเร ตสฺ
    เสว อานุภาเวน โหตุ เทโว สุขี สทา ลิกฺขิตตํ ปูชํ ธารณํ วาจนํ ครุ ปเรสํ สุตฺวา ตสฺส อายุปวฑฺฒตี
    ติ ฯ


    เทวเต ดูกรเทวดาทั้งหลาย พระธรรมนี้ชื่อว่าอุณหิสสวิชัย เป็นยอดแห่งพระธรรมทั้งหลายเป็น
    ประโยชน์แก่สัตว์ทั้งมวล ท่านจงเอาพระธรรมนี้เป็นที่พึ่ง อุตสาห์สวดบ่นสาธยายทุกเช้าค่ำ ย่อมห้าม
    เสียซึ่งภัยทั้งปวง อันจะเกิดขึ้นจากผีปิศาจหมู่พยัคฆะงูใหญ่น้อย และพญาเสนาอำมาตย์ทั้งหลายจะไม่
    ตาย ผู้ใดได้เขียนไว้ก็ดี ได้ฟังก็ดี ได้สวดมนต์ภาวนาอยู่ทุกวันก็ดี จะมีอายุยืน เทวเต ดูกรเทวดา ทั้ง
    หลายท่านจงมีความสุขเถิด


    อนึ่งบุคคลผู้ใดบูชาแก้วทั้ง 3 คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นี้เป็นยาอันอุดม ย่อมคุ้ม
    ครองผู้นั้นให้พ้นจากทุกข์ภัยพยาธิทั้งปวง ด้วยอำนาจพระอุณหิสสวิชัยนี้ จะรักษาคุ้มครองให้ชีวิตของ
    ท่านเจริญสืบต่อไป ท่านจงรักษาไว้ให้มั่นอย่าให้ขาดเถิด เมื่อจบพระสัทธรรมเทศนาลง เทวดาทั้ง
    หลายมีท้าวอมรินทร์เป็นประธานได้ดื่มรสแห่งพระสัทธรรมเป็นอันมาก ฝ่าย สุปติฏฐิตาเทพบุตร มีจิต
    น้อมไปตามกระแสแห่งพระธรรมเทศนานั้น ได้กลับอัตตภาพใหม่ คือ มีกายอันผ่องใส เป็นเทวบุตร
    หนุ่มคืนมาแล้วจะมีอายุยืนตลอดไปถึงพระพุทธพระนามว่า ศรีอริยเมตไตรยลงมาตรัสจึงจะจุติจากเทว
    โลกลงมาสู่มนุษย์โลก เป็นพระอรหันตขีณาสวะองค์หนึ่ง ดังนั้นขอพุทธบริษัททั้งหลาย จงสำเนียกไว้
    ในใจแล้วประพฤติปฏิบัติในพระคาถา อุณหิสสวิชัย ก็จะสมมโนมัยตามความปรารถนาทุกประการ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 30 กรกฎาคม 2013
  3. เปาชุนไหล

    เปาชุนไหล เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    436
    ค่าพลัง:
    +2,256
    ข้างบนเป็นภาษาบาลี อันนี้เป็นภาษาไทยจะได้อ่านง่ายๆนะครับ

    อุณหิสสะวิชะยะคาถา>>
    (สวดจำเริญอายุ)>>
    อัตถิ อุณะหิสสะ วิชะโย ธัมโม โลเก อะนุตตะโร>>
    สัพพะสัตตะหิตัตถายะ ตัง ตะวัง คัณหาหิ เทวะเต>>
    ปะริวัชเช ราชะทัณเฑ อะมะนุสเสหิ ปาวะเก>>
    พะยัคเฆ นาเค วิเส ภูเต อะกาละมะระเณนะ วา>>
    สัพพัสะมา มะระณา มุตโต ฐะเปตะวา กาละมาริตัง>>
    ตัสเสวะ อานุภาเวนะ โหตุ เทโว สุขี สะทา>>
    สุทธะสีลัง สะมาทายะ ธัมมัง สุจะริตัง จะเร>>
    ตัสเสวะ อานุภาเวนะ โหตุ เทโว สุขี สะทา>>
    ลิกขิตัง จินติตัง ปชัง ธาระณัง วาจะนัง คะรุง>>
    ปะเรสัง เทสะนัง สุตะวา ตัสสะ อายุ ปะวัฑฒะตีติ>>
     
  4. เปาชุนไหล

    เปาชุนไหล เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    436
    ค่าพลัง:
    +2,256
    คำแปล

    เทวเต ดูกรเทวดาทั้งหลาย พระธรรมนี้ชื่อว่าอุณหิสสวิชัย เป็นยอดแห่งพระธรรมทั้งหลายเป็น
    ประโยชน์แก่สัตว์ทั้งมวล ท่านจงเอาพระธรรมนี้เป็นที่พึ่ง อุตสาห์สวดบ่นสาธยายทุกเช้าค่ำ ย่อมห้ามเสีย ซึ่งภัยทั้งปวง อันจะเกิดขึ้นจากผีปิศาจหมู่พยัคฆะงูใหญ่น้อย และพญาเสนาอำมาตย์ทั้งหลายจะไม่ตาย ผู้ใดได้เขียนไว้ก็ดี ได้ฟังก็ดี ได้สวดมนต์ภาวนาอยู่ทุกวันก็ดี จะมีอายุยืน เทวเต ดูกรเทวดา ทั้งหลาย ท่านจงมีความสุขเถิด

    อนึ่ง บุคคลผู้ใดบูชาแก้วทั้ง 3 คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นี้เป็นยาอันอุดม ย่อมคุ้ม
    ครองผู้นั้นให้พ้นจากทุกข์ภัยพยาธิทั้งปวง ด้วยอำนาจพระอุณหิสสวิชัยนี้ จะรักษาคุ้มครองให้ชีวิตของท่านเจริญสืบ ต่อไป ท่านจงรักษาไว้ให้มั่นอย่าให้ขาดเถิด เมื่อจบพระสัทธรรมเทศนาลง เทวดาทั้งหลายมีท้าวอมรินทร์เป็นประธานได้ดื่มรสแห่งพระสัทธรรมเป็นอัน มาก ฝ่าย สุปติฏฐิตาเทพบุตร มีจิตน้อมไปตามกระแสแห่งพระธรรมเทศนานั้น ได้กลับอัตตภาพใหม่ คือ มีกายอันผ่องใส เป็นเทวบุตรหนุ่มคืนมาแล้วจะมี อายุยืนตลอดไปถึงพระพุทธพระนามว่า ศรีอริยเมตไตรยลงมาตรัสจึงจะจุติจากเทวโลก ลงมาสู่มนุษย์โลก เป็นพระอรหันตขีณาสวะองค์หนึ่ง ดังนั้นขอพุทธบริษัททั้งหลาย จงสำเนียกไว้ในใจแล้วประพฤติปฏิบัติในพระ คาถา อุณหิสสวิชัย ก็จะสมมโนมัยตามความปรารถนาทุกประการ


    ที่มา http://kulayanamit.blogspot.com/2010/11/blog-post_7726.html
     
  5. เปาชุนไหล

    เปาชุนไหล เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    436
    ค่าพลัง:
    +2,256
    พระคาถาอุณหิสสวิชัย แปลได้ความว่า พระธรรมที่จะห้ามกันมรณะภัยทั้งหลายนี้ประเสริฐยิ่งนัก มีชื่อว่า อุณหิสสวิชัย มีเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์ทั้งมวล

    สุปติฏฐิตะเทพบุตร และเทวดาทั้งหลาย จงเอาพระธรรมนี้เป็นที่พึ่ง จงเล่าเรียนท่องบ่นจดจำ จงทำสักการะบูชาหรือสวดสาธยายทุกเช้าค่ำ หรือสดับรับฟังพระธรรมเทศนาอันผู้อื่นสำแดง และกระทำตามพระธรรม จะสามารถคุ้มครองป้องกันอกาลมรณะ จะมีอายุยืน พ้นจากมรณกรรมทั้งปวง ไม่ตายเมื่อไม่ถึงเวลา ยกเว้นกาลมรณะคือถึงเวลา เมื่อกายทรุดโทรมแก่สิ้นไปตามไตรลักษณ์ และจะมีสติไม่หลงตาย ทั้งอาจล่วงพ้นจากอาชญาของบ้านเมือง, มนุษย์และอมนุษย์ไม่อาจปองประทุษร้ายได้, ไฟปกติและไฟฟ้าก็ไม่อาจเผาพลาญได้, ช้าง เสือ และสัตว์ทั้งหลายอื่นที่มีพิษไม่ว่างูเล็กงูใหญ่ ตะขาบ แมงป่อง แมลงพิษทั้งหลาย ก็ไม่อาจทำอันตราย ด้วยอานุภาพแห่งอุณหิสสวิชัยจะรักษาคุ้มครองให้ชีวิตของท่านเจริญสืบต่อไป จงรักษาไว้ให้มั่นอย่าให้ขาด

    สุปติฏฐิตะเทพบุตร และเทวดาทั้งหลาย จงบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สมาทานศีลให้บริสุทธิ์แล้วประพฤติธรรมให้สุจริต ด้วยผลสมาทานศีลและประพฤติธรรมย่อมคุ้มครองให้พ้นจากทุกข์ภัยพยาธิทั้งปวง ขอความสุขจงมีแก่ท่านทั้งหลายในทุกกาลทุกเมื่อเถิด



    ที่มาพระคาถาอุณหิสสวิชัย... | Facebook
     
  6. โอกระบี่

    โอกระบี่ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 มีนาคม 2009
    โพสต์:
    1,673
    ค่าพลัง:
    +1,695
    ขอร่วมอนุโมทนาบุญกับทุกท่านครับ ขอให้ทุกท่านจงมีอายุยืนเทอญ.
     
  7. Kun_Krun

    Kun_Krun Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    15
    ค่าพลัง:
    +31
    ขออนุโมทนาบุญกับท่านเจ้าของกระทู้ด้วยครับ ชอบหนังเรื่องนี้เหมือนกันครับ
     
  8. ขอพ้นทุกข์

    ขอพ้นทุกข์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 มีนาคม 2012
    โพสต์:
    124
    ค่าพลัง:
    +402
    เคยเ็็นเคยอ่านมาเหมือนกัน แต่ไม่ทราบว่า มีที่มาจากไหน หรือปราฏกมาจาหลักฐานอ้างอิงใด ส่วนตัวผมสวดได้ และสวดเป็นบางครั้งคราว แต่อย่างไรคนที่สิ้นหวังก็น่าจะเป็นกำลังใจได้บ้าง ผู้รู้ท่านใดพอทราบที่มา กรุณามาเล่าใ้เพื่อนพร้อง รู้ก็จะเป็นพระคุณครับ แต่สำรับผม เคยเ็ห็นคาถานี้ ที่เก่าสุดคือ ในหนังสือ คิริมานันทสูตร ของ สมเด็จวัดบรมนิวาส (จันทร์ สิริจันโท)
     
  9. พชรรินทร์

    พชรรินทร์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 กรกฎาคม 2011
    โพสต์:
    207
    ค่าพลัง:
    +473
    ขออนุโมทนาบุญกับเจ้าของกระทู้และทุกท่านด้วยค่ะ

    สาธุ สาธุ สาธุ
     
  10. ลูกแม่ปลีก

    ลูกแม่ปลีก เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 เมษายน 2012
    โพสต์:
    60
    ค่าพลัง:
    +463
    ตำนานพระคาถาอุณหิสสะวิชะยะ ที่คุณเปาชุนไหลนำมาโพสต์
    ผมเห็นอยู่ในเว็บ -http://www.84000.org/anisong/01.html-
    หัวข้อ
    01 อานิสงส์คาถาอุณหิสสวิชัย

    ในตอนท้ายของบทความนี้ ระบุว่า
    แนะนำ :-
    พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗
    ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต
    จวมานสูตร


    ท่านใดอยากอ่านพระสูตรนี้คลิกที่นี้ก็ได้ครับ
    เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ บรรทัดที่ ๖๐๗๔ - ๖๑๐๙. หน้าที่ ๒๖๗ - ๒๖๙.
    http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=25&A=6074&Z=6109&pagebreak=0
    ศึกษาอรรถกถานี้ ได้ที่
    :-

    http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=261
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 3 กรกฎาคม 2012
  11. aumzaza

    aumzaza เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    365
    ค่าพลัง:
    +612
    ผมสวดบ่อยครับ คาถานี้
     
  12. phak

    phak เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 พฤษภาคม 2011
    โพสต์:
    473
    ค่าพลัง:
    +458
    Thank you. Anumo..tana..satu..naka.
     
  13. ลุงเจ

    ลุงเจ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 สิงหาคม 2007
    โพสต์:
    464
    ค่าพลัง:
    +607
    อนุโมทนา สาธุ กับการสวดคาถาบทนี้ด้วยเถิด สาธุ สาธุ สาธุ

    (kiss)(kiss)
     
  14. ชลกนก

    ชลกนก เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 ธันวาคม 2011
    โพสต์:
    63
    ค่าพลัง:
    +187
    อนุโมทนา ด้วยครับ กับ พระคาถาที่นำมาลงให้ครับ สุด มาก ๆ เลยครับ จะสวดทุกเช้าเย็นครับ
     
  15. ฟางว่าน

    ฟางว่าน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 มีนาคม 2010
    โพสต์:
    1,216
    ค่าพลัง:
    +1,188
    อ้าว! ฉิบหายกันใหญ่แล้วสิ คาถาอุณหิต เป็นคาถาสำหรับใส่คุณไสย์ใส่ศรัตรูหรือสวดให้ใครได้รับความทุกข์ ไม่ใช่คาถามงคลนะ คนที่โพสตืเหล่านี้น่ะมีเจตนาอะไรแอบแฝงหรือเปล่า เป็นพุทธหรือเปล่า ไม่อยากเปิดประเด็นเรื่องศาสนานะ แต่บอกคนไทยที่นับถือศาสนาอื่นไว้ก่อนว่า ยมพบาลท่านเป็นพุทธนะ ใครโดนพระคาถาอุณหิตจะมีอาการเจ็บไข้ได้ป่วย หรือไม่สบายใจ แก้ด้วยพระคาถายอดพระกัณฐ์ไตรปิฎก หรือไม่ก็พระคาถาชินบัญชร หรือสวดบทนมัสการพระรัตนตรัยคือ นะโมตัสสะ ภควะโต อระหะโต สัมมาสัมพุทธธัสสะ 3 จบก็ได้ และแนะนำคาถาป้องกันภัยและทำให้พวกเล่นของใส่เรามีอันเป็นไปคือ คาถามงกุฏพระพุทธเจ้า ภาวนาว่า อิติปิโส วิเสเสอิ อิเมนาพุทธะตังโสอิ อิโสตังพุทธะปิติอิ จบแล้วแผ่เมตตาไปทุกๆทิศ ศรัตรูจะบรรลัย!
     
  16. ฟางว่าน

    ฟางว่าน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 มีนาคม 2010
    โพสต์:
    1,216
    ค่าพลัง:
    +1,188
    เอาใหม่ คาถามงกุฏพระพุทธเจ้า ที่ถูกต้องคือ อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเสพุทธะนาเมอิ อิเมนาพุทธะตังโสอิ อิโสตังพุทธะปิติอิ แล้วแผ่เมตตาไปทุกๆทิศ โดยการกำหนดจิตให้พระคาถาแผ่ออกไปทุกๆทิศ ศรัตรูพ่ายแพ้...
     
  17. ติงติง

    ติงติง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มีนาคม 2009
    โพสต์:
    38,300
    ค่าพลัง:
    +82,592
    ตัวหนังสือสีแดงนั้น ท่านทราบมาจากที่ใดคะ สามารถบอกแหล่งอ้างอิงได้ไหม
    เพราะที่ดิฉันได้ยินได้ฟังมา ก็ตามที่เจ้าของกระทู้โพสต์ไว้ค่ะ
     
  18. เปาชุนไหล

    เปาชุนไหล เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    436
    ค่าพลัง:
    +2,256

    ขอบคุณท่าน ติงติง ที่สละเวลา มา ในวันนี้นะครับ
    ผมเข้าใจว่าท่าน ติงติง จะช่วยให้ท่านอื่นที่เข้ามาได้รับความรู้ความเข้าใจ ที่ถูกต้อง และมาตักเตือน ท่าน คีย์บอร์ดด้วยความปรารถนาดี

    ส่วนตัวผมเองไม่ได้ถืออะไรมากครับ ไม่ได้โกรธเคืองแต่อย่างใด

    เพียงแต่ ไม่อยากให้ท่าน คีย์บอร์ด และท่านอื่นๆที่เข้ามาอ่านแล้ว คล้อยตามไปในทางที่ผิด ก็จะพาหลงผิดกันไปใหญ่


    การมีความเห็นมิฉาทิฏฐินั้นเป็นสิ่งอันตรายครับ การเห็นว่าสิ่งที่ถูกเป็นสิ่งที่ผิด นั้นยังไม่เท่าไร เพราะว่า ถ้าเห็นบุญเป็นสิ่งไรค่า ก็ จะไม่ทำบุญ
    ชาติต่อๆไปก็เพียงจะไม่มีบุญเกื้อหนุน
    แต่หาก เห็นว่าสิ่งผิดเป็นที่ถูก เห็นว่าการฆ่า การเบียดเบียน ลักขโมย ฯลฯ
    ทำกรรมชั่ว เพราะเห็นว่าทำชั่วแล้วไม่ได้ชั่ว ทำชั่วแล้วได้่ประโยชน์โดยง่ายแก่ตน อันตรายมากครับ เพราะท่านจะได้รับกรรมอันแสนสาหัส
    ไหนจะ้ต้องไปรับกรรมในนรก ยมโลก เปรต อสุรกาย เดรัจฉาน จนหมด หากยังไม่ละความเห็นผิดได้ ก็อาจจะต้องทำกรรมแบบนี้ซ้ำๆซากๆ วนเวียน ทุกข์ทรมานไม่รู้จบสิ้น


    ดังเช่นตัวอย่างนี้นะครับ

    _______________________________________________

    เรื่องเห็นกงจักรเป็นดอกบัว

    >>>ในกาลของพระกัสสปพุทธเจ้า บุตรของเศรษฐีคนหนึ่งในกรุงพาราณสี ชื่อว่า มิตตวินทุกะ เป็นเด็กไม่มีศรัทธา ฝ่ายมารดาบิดาเป็นผู้มีศรัทธา เป็นพระโสดาบัน ต่อมาบิดาถึงแก่กรรม มารดาจึงเป็นผู้จัดแจงทรัพย์สมบัติ


    >>>วันหนึ่งแนะนำบุตรว่า เจ้าเกิดมาเป็นมนุษย์มิใช่ง่าย จงไปรักษาศีลฟังธรรม มิตตวินทุกะตอบว่า ไม่มีประโยชน์อะไรในการรักษาศีลฟังธรรม แม่อย่าพูดอะไรอีกเลย


    >>>ในวันอุโบสถวันหนึ่ง มารดาได้กล่าวแก่บุตรว่า วันนี้เป็นวันอุโบสถเจ้าจงไปฟังธรรม กลับมาแล้วแม่จะให้ทรัพย์แก่เจ้าพันหนึ่ง มิตตวินทุกะรับคำ จึงสมาทานอุโบสถศีล บริโภคอาหารเช้าแล้วก็ไปวัด แต่ไปหลบนอนเสียในที่แห่งหนึ่งไม่ได้ฟังธรรม กลับมาแล้วก็รับทรัพย์จากมารดา


    >>>ในวันอุโบสถต่อมาก็ได้ปฏิบัติอย่างนี้จนรวบรวมทรัพย์ได้เป็นอันมาก จึงคิดจะโดยสารเรือข้ามทะเลไปทำการค้าขาย ได้บอกลามารดา



    >>>ฝ่ายมารดาก็ห้ามมิให้ไปเพราะมีบุตรอยู่คนเดียวและทรัพย์ก็มีอยู่มาก มิตตวินทุกะก็ไม่ยอมจะออกไป มารดาก็จับมือดึงไว้ มิตตวินทุกะก็ทำร้ายมารดาให้ล้มลงแล้วโดยสารเรือออกทะเลไป เมื่อเรือออกทะเลไป ๗ วันก็หยุดนิ่งอยู่



    >>>ในสมัยนั้นเชื่อกันว่า เมื่อเกิดเหตุเช่นนี้ต้องมีคนกาลกิณีอยู่บนเรือ และต้องจับฉลากกันทุกคน ใครจับถูกฉลากกาลกิณีก็ต้องถูกปล่อยลงแพ ให้ลอยไปตามยถากรรม


    >>>ฉะนั้นจึงมีการจับฉลากกัน ฉลากกาลกิณีได้ตกแก่มิตตวินทุกะถึง ๓ ครั้ง ชนทั้งหลายจึงกล่าวว่า คน ๆ เดียวอย่าทำให้คนเป็นอันมากวินาศเสียเลย จึงให้มิตตวินทุกะลงแพปล่อยไปในทะเล เรือก็แล่นต่อไปได้ในขณะนั้น

    >>>ฝ่ายแพที่มิตตวินทุกะลงไปอยู่ได้ลอยไปถึงเกาะแห่งหนึ่ง มิตตวินทุกะขึ้นไปอยู่บนเกาะนั้น ปรารถนาจะเที่ยวต่อก็ลงแพต่อไปอีกจนถึงเกาะหนึ่ง ได้ขึ้นไปบนเกาะนั้น พบเมืองเข้าเมืองหนึ่งมี ๔ ทวาร ได้ยินว่าที่นั้นเป็นนรกของสัตว์นรกจำพวกหนึ่ง



    >>>แต่มิตตวินทุกะเห็นเป็นเมืองที่สวยงาม จึงเข้าไปในเมืองนั้น ได้เห็นสัตว์นรกตนหนึ่งสวมกงจักรคมกริบเหมือนมีดโกนหมุนบดอยู่บนศรีษะ มิตตวินทุกะได้เห็นกงจักรบนศรีษะของสัตว์นรกนั้นเหมือนอย่างดอกบัว ได้เห็นโซ่ที่รัดตรึงตัวสัตว์นรกนั้นเหมือนอย่างเครื่องประดับ ได้เห็นโลหิตที่ไหลจากศรีษะของสัตว์นรกนั้นเหมือนอย่างแป้งลูบไล้สีแดง


    >>>ได้ยินเสียงร้องคร่ำครวญเหมือนดังเสียงร้องเพลงที่ไพเราะ จึงเข้าไปหาสัตว์นรกนั้น พูดขอดอกบัวที่สวมอยู่บนศรีษะ สัตว์นรกนั้นจึงบอกว่า นี่ไม่ใช่ดอกบัวแต่เป็นกงจักร มิตตวินทุกะก็ไม่เชื่อ ยังยืนยันขอให้ได้


    >>>สัตว์นรกจึงคิดว่าชะรอยบาปของเราจักสิ้นแล้ว จึงกล่าวว่า อยากได้ดอกบัวนี้ก็จงรับเอาไป แล้วก็สวมกงจักรบนศรีษะของมิตตวินทุกะ



    >>>กงจักรนั้นก็หมุนบดกระหม่อมของมิตตวินทุกะ ในขณะนั้นมิตตวินทุกะก็รู้ว่าเป็นกงจักรไม่ใช่ดอกบัวแต่ก็ไม่สามารถจะถอดออกได้ ต้องได้รับทุกข์ต่อไปบนเกาะนั้นจนสิ้นกรรม

    ______________________________________
    _____

    ด้วยความสงสารและปรารถนาจากใจจริง กลุ่มกัลยาณมิตร เวบ พลังจิต

    อยากเตือนท่านให้หันกลับมาในทางที่ชอบ ( เมื่อเวลายังไม่สาย)



    ไม่ได้กะเกณฑ์ับังคับแต่อย่างใด เมื่อท่านชอบแบบใดก็เลือกแบบนั้นเถิดครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 กรกฎาคม 2012
  19. T.cha

    T.cha เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มกราคม 2010
    โพสต์:
    148
    ค่าพลัง:
    +640
    ตอนบวชที่วัดป่าสายธรรมยุติ สวดบ่อยครับ สำหรับบทนี้...เคยอ่านเจอในหนังสือ ตามรอยธรรมย้ำรอยครู ของหลวงปู่ดู่เหมือนกัน...เลยคัดลอกมาให้อ่านกันอีกครั้งครับ...

    ๖๗
    คาถาของหลวงปู่
    ท่านที่เคยมีโอกาสไปเยือนเจดีย์พิพิธภัณฑ์ของท่านพระอาจารย์จวน กุลเชษโฐ ณ วัดเจติยาคิรีวิหาร จังหวัดหนองคาย จะสังเกตบานประตูไม้ประดู่แผ่นเดียว แกะสลักด้วยลายที่เรียบง่ายปิดทองและกระจกสีเพื่อรักษาเนื้อไม้ กลางประตูด้านในสลักเป็นรูปนกยูง ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์ หมายถึง คาถายูงทองของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตมหาเถระ ที่ศิษย์ของท่านทุกองค์ต่างให้ความเคารพและระลึกถึงโดยสวดสาธยายเป็นประจำว่า

    “...นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา”

    คืนวันหนึ่งข้าพเจ้าได้มีโอกาสกราบนมัสการเรียนถามหลวงปู่ดู่ว่า “ลูกศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น มีคาถายูงทองเป็นเครื่องระลึกถึงครูบา-อาจารย์ แล้วลูกศิษย์ของหลวงปู่ควรใช้คาถาบทใดเป็นเครื่องระลึกถึงพระคุณของครูบาอาจารย์บ้าง”

    หลวงปู่ได้วิสัชนาโดยให้ข้าพเจ้าไปเปิดดู “อุณหิสสะวิชะยะสูตร” ในหนังสือ มุตโตทัย ซึ่งเป็นคำสอนของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตมหาเถระ (รวบรวมและเรียบเรียงโดยพระอาจารย์วิริยังค์ สิรินธโร วัดธรรมมงคล)

    พระสูตรนี้มีความไพเราะทั้งอรรถและพยัญชนะที่ควรศึกษา จดจำ และทำความเข้าใจให้แยบคายโดยยิ่ง ท่านได้กล่าวไว้ว่า “ผู้ใดมาถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะที่พึ่งแล้ว ผู้นั้นย่อมชนะได้ซึ่งความร้อน”

    อุณหิสสะ คือ ความร้อนอันเกิดแก่ตน มีทั้งภายในและภายนอก ภายนอกมีเสือสางค่างแดง ภูตผีปีศาจเป็นต้น ภายในคือกิเลส

    วิชะยะ คือ ความชนะ ผู้ที่มาน้อมเอาสรณะทั้งสามนี้เป็นที่พึ่งแล้วย่อมจะชนะความร้อนเหล่านั้นไปได้หมดทุกอย่าง ที่เรียกว่า อุณหิสสะวิชัย

    อุณหิสสะวิชะโย ธัมโม พระธรรมเป็นของยิ่งในโลกทั้งสาม

    โลเก อะนุตตะโร สามารถชนะซึ่งความร้อนอกร้อนใจ อันเกิด แต่ภัยต่างๆ

    ปะริวัชเช ราชะทันเฑ จะเว้นห่างจากอันตรายทั้งหลาย คือ

    พยัคเฆ นาเค วีเส ภูเต อาชญาของพระราชา เสือสาง นาค ยาพิษ ภูตผีปีศาจ

    อะกาละมะระเณนะ จะ หากยังไม่ถึงคราวถึงกาลที่จักตายแล้ว

    สัพพัสสะมา มะระณา ก็จักพ้นไปได้จากความตาย

    มุตโต ด้วยอำนาจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่ตนน้อม เอาเป็นสรณะที่พึ่งที่นับถือนั้น

    ความข้อนี้มีพระบาลีสาธกดังจะยกมาอ้างอิง ในสมัยเมื่อสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ราวป่ามหาวันใกล้กรุงกบิลพัสด์ พร้อมด้วยพระอรหันต์หนุ่ม ๕๐๐ รูป เทวดาทั้งหลายพากันมาดูแล้วกล่าวคาถาขึ้นว่า

    สรณะทั้ง ๓ คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มิได้เสื่อมสูญ อันตรธานไปไหน ยังปรากฏอยู่แก่ผู้ปฏิบัติเข้าถึงอยู่เสมอ ผู้ใดมายึดถือเป็นที่พึ่งของตนแล้ว ผู้นั้นจะอยู่ในกลางป่าหรือเรือนว่างก็ตาม สรณะทั้งสามปรากฏแก่เขาอยู่ทุกเมื่อ จึงว่าเป็นที่พึ่งแก่บุคคลจริง เมื่อปฏิบัติตามสรณะทั้งสามจริงๆ แล้ว จะคลาดแคล้วจากภัยทั้งหลาย อันก่อให้เกิดความร้อนอกร้อนใจได้แน่นอนทีเดียว สมดังที่หลวงปู่ดู่ท่านพร่ำย้ำเตือนศิษย์อยู่เสมอว่า

    “พุทธัง ธัมมัง สังฆัง ใครเชื่อจริง ทำจริง ก็จะเจอของจริง”
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 กรกฎาคม 2012
  20. ลุงเจ

    ลุงเจ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 สิงหาคม 2007
    โพสต์:
    464
    ค่าพลัง:
    +607

    เห็นด้วยกับหนูติง และขอเพิ่มเติม
    บทสวดมนต์ทุกบทดีทั้งนั้น สาธุ ไม่มีบทใดให้ร้ายใคร
    แม้แต่สวดบท กุสะลา ธัมมา (ธัมมะสังคิณีมาติกา )


    -1-8.jpg
     

แชร์หน้านี้

Loading...