@@..คำครู ผู้ชี้-นำ-อุปถัมภ์ สู่พระโพธิญาณ & เรื่องเล่าจากกัลยาณมิตร.@@

ในห้อง 'พุทธภูมิ - พระโพธิสัตว์' ตั้งกระทู้โดย พุทโธอวโลกิเตศวร, 10 กรกฎาคม 2015.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,112
     
  2. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,112
    c_oc=AQnue-PBz_vMC19h_weR6askEWFIhQi4Ix_KTECfYEBQ8VilQnpHqE9EO9YPa1lHmpQ&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg


    #คำอธิฐานชำระหนี้สงฆ์
    ของต่างๆในวัดทั้งหลาย ที่มีพระสงฆ์ก็ดี หรือไม่มีพระสงฆ์ก็ดี เป็นวัดร้างที่มี พระพุทธรูปก็ดี หรือเป็นที่ธรณีสงฆ์ ไม่มีสภาพ เป็นวัดก็ตาม ถ้าข้าพเจ้าไปนำอะไร มาจากที่นั่นก็ตาม จะเป็นของหนัก ก็ดี ของเบาก็ดี ของน้อยก็ตาม ของมากก็ตาม ของมีค่ามากก็ตาม ของมีค่าน้อยก็ตาม ข้าพเจ้าขอชำระหนี้สงฆ์ ด้วยเงินจำนวน......บาท นี้
    หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง
    ✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨✨
    ทุกคนอย่าลืม #ชำระหนี้สงฆ์ เราจะเป็นหนี้สงฆ์หรือไม่ก็ตาม เอาเงินจำนวนหนึ่ง แค่ ๑๐ บาท หรือ ๑๐๐ บาท ก็ได้ตามใจชอบเท่าที่มี ฝากเขาไปบอกว่า ขอชำระหนี้สงฆ์ เพียงเท่านี้จะตัดกรรมที่ขวางหน้าเรา
    ธรรมโอวาท หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง
     
  3. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,112
    เป็นทั้งทานบารมี เป็นทั้งสัจจบารมี

    พระอาจารย์กล่าวว่า "โยมท่านนี้หยอดเหรียญทำบุญวันละ ๒๐ บาท ถ้าทำได้สม่ำเสมอแบบนี้
    ถือว่าเป็นทั้งทานบารมี เป็นทั้งสัจจบารมี
    สัจจบารมี คือ การที่เราจริงจังจริงใจ ทำอะไรสม่ำเสมอทุกวัน ถามว่าจะดูตัวอย่างสัจจบารมีที่ชัดเจนดูอย่างไร ? ดูจากในหลวงรัชกาลที่ ๙ พระองค์ท่านได้ตรัสในวันบรมราชาภิเษกว่า "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม" ตลอดระยะเวลา ๗๐ ปี พระองค์ท่านทำได้ตามที่ตรัสไว้ ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่าง โดยเฉพาะความสุขสบายส่วนพระองค์ เพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชนชาวไทย

    ตัวอย่างที่ชัด ๆ อีกก็คือ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่านนั่งลงที่โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์ ตั้งพระทัยว่า จะไม่ลุกขึ้นถ้าไม่บรรลุธรรม ในบาลีว่า แม้เลือดและเนื้อจะเหือดแห้งไป ชีวิตินทรีย์นี้จะสิ้นไป ถ้าไม่บรรลุธรรมแล้วพระองค์ท่านจะไม่ลุกขึ้น พระองค์ท่านก็บรรลุธรรมที่ทรงค้นคว้ามาตลอด ๖ ปีเต็ม

    ในเรื่องของการทำบุญ บุคคลที่มีสัจจบารมี ก็คือใช้ความพยายามกระทำอย่างสม่ำเสมอ อย่างที่โยมหยอดกระปุกวันละ ๒๐ บาท ถ้าจะให้ดีควรภาวนาคาถาเงินล้านไปด้วย ทำทุกวันผลพิเศษที่จะพึงได้ก็คือ มีความคล่องตัวในความเป็นอยู่ของเรามากขึ้น เราทำจริงมาแล้วก็เพิ่มขึ้นอีกนิดหนึ่ง เสียเวลาไม่มาก ภาวนาสักจบหนึ่งก็ได้ ถ้ามีเวลาก็เอาสัก ๙ จบ"

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เจ้าอาวาสวัดท่าขนุน จ.กาญจนบุรี อ.ทองผาภูมิ ต.ท่าขนุน
    ภาพ และที่มา : เว็บวัดท่าขนุน
     
  4. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,112
    c_oc=AQml0Xa_PSRAmXlF0F5QdEhMH3pdGQwJQX4Zqkloq2h-1h7kLUXROXaGRUsJyYj_k54&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg





    มีประโยชน์อะไรล่ะ ชื่อเสียงของหลวงตาในเรื่องการปฏิบัติ อย่างเคร่งขัด ไม่ออกจากถ่ำ โด่งดังมาก หลายคนมาเล่าปาฏิหารย์ต่างๆเกี่ยวกับท่าน เยอะมาก หลายคนติดตามท่านเพราะเชื่อในสิ่งเหล่านี้ หลายท่านมักจะมาเล่าเรื่องอิทธิปาฏิหารย์ต่างๆมากมาย ที่ได้รู้มา บางคนเล่าเรื่องฝึกฤทธิต่างๆนานา ท่านจะนั่งฟังไม่ค่อยตอบโต้อะไรมากแค่ยิ้ม ยิ่งทำให้คนอยากรู้ มีโอกาสจึง ถามหลวงตาเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ ประโยคเด็ดที่หลวงตาชอบตอบคือ มันมีประโยชน์อะไรล่ะ ท่านถามกลับมา เอ็ง ต้อง กิน ต้องขี้ ต้องนอน ไหมล่ะ นั่นแหล่ะของจริง สิ่งเหล่านี้เป็นปกติธรรมชาติ คนฝึกธรรมเพื่อให้เข้าใจธรรม ธรรมชาติ ฝึกเพื่อให้ ลด ละ เลิก จากตัวตน กิเลส ตัณหาต่างๆ ให้ฉลาด รู้ตามความจริง ถ้าเหาะเหินเดินอากาศ ดำดิน แล้วหมดกิเลสตัณหา ได้ก็ดี ง่ายๆเอ็งว่าเทวดาท่านมีฤทธิ์ไหม ทำไมท่านยังไม่เข้านิพานล่ะ ทำไมยังติด เห็นไหมล่ะว่า ความเป็นปกติที่แหล่ะ ทรงฤทธิที่สุด ทำจิตปกติได้ต่อสิ่งต่างๆมีความเป็นกลาง ไม่ถูกดึงไปตามสิ่งเร้ากิเลสตัณหา กระทบไม่กระเทือน สิ่งนี่แหล่ะคือที่สุด เพราะอิทธิฤทธ์ เป็นแค่ผลพลอยได้จากการภาวนา ชึ่งจะมาตามกำลังและจริตของผู้ภาวนา คนเค้าภาวนาเพื่อพ้นทุกข์ แล้วมันจะมาเองทั้งบุญฤทธิ และอิทธิฤทธ ที่เค้าพูดกันแสดงกัน มันมีประโยชน์อะไร พ้นทุกได้ไหม เอ็งว่าจริงไหม ท่านหัวเราะ และแล้วหลวงตาก็แสดงฤทธิ ท่านบอกเอ็งดูนี่ เพลวันนั้นท่านฉัน กะเพราไข่ดาวหมดไป สองจานไข่ดาวสี่ฟอง ท่านหัวเราะ นี่ไงเสกหายไปกับตา ฤทธของจริง เรายิ้มหัวเราะ ท่านสอนสิ่งต่างๆตามธรรมชาติจริงๆ ไม่ให้เพ้อเจ้อ งมงาย ให้มีสติมีปัญญา หลวงตาพูดเมสอว่าท่ายเป็นแค่พระธรรมดาๆ เราผู้เป็นศิษย์ก็ควรทำตัวเป็นคนธรรมดาๆ เพราะความธรรมดานี่แหล่ะ คือธรรมที่แท้จริง
     
  5. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,112
    c_oc=AQmqzBIYVQeVRXTr_T_5E-h6LzRCCl3cKSN0ATM3PuSNd30_NhC25pVXFtyQn0W4fio&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg





    ไม่ปรุง ...


    น้อยคนที่จะรู้ว่า เวลาหลวงตา ฉันอะไรท่านจะไม่ใส่เครื่องปรุงเลย สังเกตมาหลายปี ทั้ง สุกี้ ก้วยเตี๋ยว ข้าวผัดอาหารต่างๆ ท่านไม่เคยปรุง มีโอกาสจึงถามท่าน หลวงตาค่ะ ทำไมหลวงตาไม่เคยปรุงอะไรเลย หลวงตายิ้มหันมาตอบว่า เอ็งไม่รู้หรอ ว่าเรากินเพื่ออะไร บำรุงร่างกายหรือตอบสนองจิตใจ ถ้ากินแค่หล่อเลี้ยงร่างกาย ทุกอย่างเหมือนกันหมดกินไปอยู่ในท้องค่าเท่ากัน แต่ถ้าสนองตอบจิตใจคือชอบไม่ชอบ อร่อยไม่อร่อย ก็ต้องปรุงให้ถูกใจ เอ็งว่าจริงไหม คนที่เค้าทำอาหารมาเค้าชิมมาแล้วว่าดี ถูกใจเค้า เรามีหน้าที่กินก็แค่กิน แต่ถ้าเราปรุงหมายถึง ไม่ถูกใจเรา ความชอบใจ พอใจ ของคนเราแตกต่างกัน จริงไหม เราภาวนาเพื่อให้เราลดความแตกต่างตรงนี้ ให้เป็นผู้ที่กินง่าย อยู่ง่าย นอนง่าย จะได้ไม่เป็นภาระใคร ที่สำคัญเป็นการฝึกตนเอง ปรับนิสัยให้ ง่ายต่อการดำเนินชีวิต ทำให้เบาบาง จากความอยากต่างๆ เอ็งจำไว้ ธรรมก็คือชีวิตเรานี่เอง ฝึกธรรมภาวนาเพื่อให้ชีวิตเราปกติ เรียบง่าย คลายจากความอยาก อยู่ตามความจริง จำไว้นะใช้ชีวิตให้เป็น เอ็งจะเอายังไงกับชีวิตล่ะ........


    ใต้เงาวิริยะธโร
     
  6. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,112
    c_oc=AQnzI8YDed6UZ0I-WzmuxInW9_qBEAGXCxTH3lZJVuX38PM7418g6oTSoIJEwK5V5dc&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg





    เรื่อง "ข้าวที่ถวายพระพุทธรูป โยมเอามากินได้ไหม"

    (วิสัชนาธรรมโดย หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)

    ผู้ถาม :- จัดอาหารไปเลี้ยงพระที่วัด และได้จัดอาหารถวายพระพุทธรูป ลาแล้วก็เอาให้ลูกกิน รวมทั้งครอบครัวด้วย เอามากินที่บ้าน จะมีบาปหรือไม่คะ?"

    หลวงพ่อ :- "ชักสงสัยนะ ความจริงถวายพระพุทธรูปแล้ว อย่าเอามาดีกว่า เวลาที่วางไปแล้ว เรากล่าวเป็นสังฆทานนี่ ใช่ไหม...ทีหลังถวายพระพุทธรูปที่บ้านดีกว่าไม่มีเรื่องดี หรือว่าถ้าถวายพระพุทธรูปแล้ว ก็เก็บถวายพระในตอนเพล จะได้อานิสงส์อีก"

    ผู้ถาม :- "ที่บ้านหนูทำบุญบ้าน นิมนต์พระ ๙ องค์ แล้วถวายข้าวพระพุทธด้วย เสร็จแล้วก็เอามาทาน จะได้ไหมคะ...?"

    หลวงพ่อ :- "สาธุ...ทีหลังอย่าทำก็แล้วกันนะ"

    ผู้ถาม :- "ต้องชำระหนี้สงฆ์ใช่ไหมคะ...?"

    หลวงพ่อ :- "พระยายมท่านตอบว่า หมิ่นไป ท่านบอกว่า ควรจะถวายพระเอาไปวัด"

    ผู้ถาม :- "แล้วในเวลาเพลแล้วเล่าคะ...?"

    หลวงพ่อ :- "เพลแล้วก็เป็นเรื่องของพระไป ถ้าถวายพระแล้วท่านไม่เอา ก็ใช้ได้เลย"


    ***************************


     
  7. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,112
    B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81-facebook-ask-luangta-51-png.png
     
  8. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,112
    c_oc=AQkx8h_1vybf7za3krWB3WS_vwKvHDMhATJXUIxNkytHtFXD1w5psr91cM3ChS3CEEg&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg




    +++ อย่าศึกษาในลักษณะหลับหูหลับตาปฏิบัติตามอย่างเดียว +++

    พระอาจารย์กล่าาว่า "การศึกษาในปัจจุบันของเราทั้งหลาย #อย่าศึกษาในลักษณะหลับหูหลับตาปฏิบัติตามอย่างเดียว ให้พยายามศึกษาเปรียบเทียบกับพระไตรปิฎกว่า #ผู้สอนนั้นสอนนอกเหนือจากพระไตรปิฎกหรือไม่ ? ไม่ใช่เขาอ้างว่าสอนตรงกับพระไตรปิฎกแล้วเราก็เชื่อเลย ถ้าเห็นว่าพระไตรปิฎก ๔ - ๕ เล่มอ่านยากมาก โดยเฉพาะฉบับอรรถกถามหามกุฎราชวิทยาลัย มีถึง ๙๑ เล่มด้วยกัน #เราก็ไปอ่านวิสุทธิมรรคแทน

    วิสุทธิมรรคมีอยู่ทั้งหมด ๓ นิเทส คือ สีลนิเทส สมาธินิเทสและปัญญานิเทส ถ้ายังเห็นว่าวิสุทธิมรรคเล่มหนามหึมาใช้แทนหมอนหนุนหัวได้ อ่านยาก เนื้อหายังมากอยู่ #ก็ไปอ่านคู่มือปฏิบัติพระกรรมฐานของหลวงพ่อฤๅษีวัดท่าซุง #นั่นคือวิสุทธิมรรรคฉบับย่อ สอบสวนทวนความดู ถ้าสิ่งทั้งหลายที่สอนมาเนื้อหาไม่ผิดเพี้ยนไปจากนั้น ก็เชื่อได้ว่าสอนตรงตามพระไตรปิฎก #แต่ให้ดูด้วยว่าตัวผู้สอนประพฤติตนอย่างไร

    องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากล่าวว่า ยถาการี ตถาวาที #พระองค์ท่านทำอย่างไรก็พูดอย่างนั้น ยถาวาที ตถาการี พระองค์ท่านตรัสอย่างไรก็ทำอย่างนั้น แปลว่าไม่มีเบื้องหลังให้คนอื่นขุดคุ้ยได้ #เพราะว่าทรงทำเหมือนกันทั้งต่อหน้าและลับหลัง แต่ถ้าอยู่ในลักษณะทำอย่างหนึ่งพูดอย่างหนึ่ง หรือว่าพูดอย่างหนึ่งแล้วทำอีกอย่างหนึ่ง ขอให้เข้าใจไว้ก่อนว่ายังไม่ดีจริง

    ดังนั้น หลักธรรมในพุทธศาสนาของเรา นอกจากประพฤติปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขของตนเองแล้ว ถ้าหากว่าเราพร้อมใจกันทำจำนวนมาก ๆ ด้วยกัน #ก็จะสร้างความเข้มแข็งมั่นคงให้แก่ประเทศชาติและพระศาสนาของเราด้วย"

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    งานหล่อหลวงพ่อนาก วันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑


    **********************************************************

     
  9. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,112
    ถ้าสมาธิเราไม่ทรงตัว ก็ต้องอาศัยวัตถุมงคลช่วย

    ถาม : (ถามเรื่องไสยศาสตร์)

    ตอบ : ต้องบอกว่าพอสมาธิเราทรงตัว เขาทำอะไรไม่ได้หรอก เพียงแต่ว่าอย่าเผลอ อย่างน้อย ๆ ต้องมีวัตถุมงคลติดตัวแล้วอาราธนาไว้ทุกวัน สมาธิเรายิ่งทรงตัวมากเท่าไร เขาก็ยิ่งหมดสิทธิ์มากเท่านั้น #แต่ช่วงอกุศลกรรมที่เปิดนั้นมีอยู่ #ถ้าเผลอก็พลาดได้ ก็คือถ้าเขาไม่จ้องเฉ่งเรา ก็คงไม่โผล่มานานขนาดนั้นหรอก แต่ทำเท่าไรก็ทำไม่ได้ ก็เลยเบื่อไปเอง เห็นไหม..การเป็นคนดีนี่แหละที่ทำให้เขาระลึกถึงเราได้นาน ๆ..!

    สำคัญที่สุดก็คือตัวเราคุ้มครองตัวเราเอง #ถ้าสมาธิเราไม่ทรงตัว #ก็ต้องอาศัยวัตถุมงคลช่วย ถ้าสมาธิเราทรงตัวก็รักษาตัวเองได้เลย พวกไสยศาสตร์กำลังใจเขาขาดตัวอุเบกขา เพราะจิตมักจะมุ่งร้ายคนอื่น #ในเมื่อขาดตัวอุเบกขา #สมาธิเขาจะไม่ทรงตัวจริง ๆ แค่ได้เป็นพัก ๆ ได้ชั่วครั้งชั่วคราว เพราะฉะนั้น..ถ้าสมาธิเราทรงตัวได้ เขาทำอะไรเราไม่ได้หรอก #เพียงแต่ว่าอย่าเผลอแล้วกัน ส่วนใหญ่พวกเราไปเผลอตอนไหน ? ตอนกำลังกิน ตอนนอนใกล้จะหลับ ตอนเข้าห้องน้ำห้องส้วม

    #สมัยก่อนเวลาจะไปเล่นงานพวกหนังเหนียว เขาก็อาศัยจังหวะพวกนี้แหละ ตอนกำลังกิน ตอนกำลังเข้าห้องน้ำห้องส้วม #เขาถือว่าทวารเปิด ก็คืออ้าปากตั้งใจจะรับข้าวเข้าไป ก็กลายเป็นว่าอะไรมาก็ต้องรับเข้าไปด้วย หรือไม่ก็ตอนนอนเคลิ้ม ๆ ใกล้จะหลับ #ถ้าสมาธิไม่ทรงตัวสติจะขาด #มักโดนตอนนั้นแหละ เพราะฉะนั้น..ให้ภาวนาไว้เป็นปกติ ถึงเวลาเช้าขึ้นมาก็อาราธนาบารมีพระให้ท่านช่วยสงเคราะห์ นึกถึงภาพพระคลุมตัวเราเอาไว้ อันตรายใด ๆ ก็ทำอะไรไม่ได้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนเมษายน ๒๕๕๖
     
  10. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,112
    อาจาริยบูชา

    " ดวงจิตของหลวงพ่อกวยในวัตถุมงคล รุ่น กตัญญู "

    " หลวงพ่อกวย ท่านให้หมดทั้งใจ "

    กราบขออนุญาติพระครูวิลาศกาญจนธรรม ดร. ...พระเดชพระคุณหลวงพ่อเล็ก เจ้าอาวาสวัดท่าขนุน จ.กาญจนบุรี ศิษย์เอกหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง เผยแพร่บทความที่ได้สนทนาไว้กับอาจารย์เฒ่า สุพรรณ

    ในงานมหาพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลหลวงพ่อกวย รุ่น กตัญญู พิธีใหญ่ครั้งประวัติศาสตร์ ณ อุโบสถมหาอุฒม์วัดเดิมบาง ๓๐ มี.ค.๖๒

    ....ภายหลังจากเสร็จสิ้นการบริกรรมภาวนาอธิษฐานจิตปลุกเสก วัตถุมงคลหลวงพ่อกวย ในอุโบสถวัดเดิมบาง แล้วหลวงพ่อเล็กได้มานั่งสนทนากับอาจารย์เฒ่า สุพรรณ (ตามภาพ) โดยมีเนื้อความอันน่าอัศจรรย์ใจแก่ผู้ได้รับฟังดังต่อไปนี้

    หลวงพ่อเล็ก เจ้าอาวาสวัดท่าขนุน

    " ...พอผมเข้าไปในโบสถ์ เห็นอาสนะตรงด้านหน้าว่างอยู่ (เบื้องหน้ารูปเหมือนหลวงพ่อกวย ขนาดเท่าองค์จริง องค์แรกของวัดเดิมบาง องค์ประธานแห่งวัตถุมงคลในพิธีทั้งหมด) จึงขึ้นนั่งทันที ไม่ทันได้ฉุกใจคิดว่าเป็นอาสนะประธานสำหรับดวงวิญญาณของหลวงพ่อกวยท่าน

    พอลงนั่งเข้าสมาธิปุ๊บ ดวงจิตของหลวงพ่อกวยก็เข้าร่างผมในทันที พร้อมบอกกับผมว่า ท่านก็แน่จริงเหมือนกันนี่ (หมายถึงหลวงพ่อเล็ก)

    ผมก็เลยต้องเลยตามเลย โดนหลวงพ่อกวยตรึงอยู่ตรงอาสนะนั้น ...หลวงพ่อท่านเสกพระของท่านในพิธีทั้งหมดนานนับชั่วโมง... ท่านจึงดึงจิตออกไปจากร่างผม เล่นเอาซะผมเหนื่อยเลย..."

    ขอน้อมกราบถวายสักการบูชาในภูมิธรรมของพระเดชพระคุณหลวงพ่อเล็ก เจ้าอาวาสวัดท่าขนุน ที่ได้เมตตาเดินทางมาเข้าร่วมงานมหาพิธีพุทธาภิเษกครั้งประวัติศาสตร์ ณ วัดเดิมบาง

    ทั้งยังได้บอกเล่าเรื่องราวอันน่าอัศจรรย์ใจที่เกิดขึ้นในพิธีครั้งประวัติศาสตร์นี้ แก่หนึ่งในศิษย์อาวุโสของหลวงพ่อกวย ให้เป็นตำนาน เป็นมรดกขลังสืบต่อไป

    (**ศิษย์หลายท่านได้ตั้งข้อสังเกตตั้งแต่ในวันงานพิธีฯแล้วว่า เหตุใดหลวงพ่อเล็ก จึงได้นั่งปรกปลุกเสกเป็นเวลายาวนานกว่าปกติมาก เพราะปกติแล้ว ท่านจะนั่งปรกในแต่ละงานพิธีเพียงไม่เกิน ๑๐-๑๕ นาทีเท่านั้น

    ...แต่ท่านนั่งปรกในงานพิธีฯที่วัดเดิมบาง ยาวนานถึงกว่าหนึ่งชั่วโมงเต็มๆ!!)

    บทความทั้งหมดนี้ได้รับการถ่ายทอดบอกเล่ามาจาก อ.เฒ่า สุพรรณ ในคืนวันแรกของงานประจำปีวัดเดิมบาง วันที่ ๔ เม.ย.๖๒

    คณะศิษยานุศิษย์วัดเดิมบาง ขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้
    ขอขอบคุณที่มาจาก เพจหลวงพ่อกวย รุ่น กตัญญู
    ขออนุญาตินำมาเผยแพร่ด้วยครับ
    https://www.facebook.com/606369166487433/posts/657808621343487/

    ******************************************


     
  11. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,112
     
  12. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,112
    a.jpg



    ให้ถวายเป็นสังฆทาน

    หลวงพ่อท่านได้ชี้แจงถึงอานิสงส์ของการถวายภัตตาหารแก่พระสงฆ์ สามเณรว่า จะได้บุญยิ่งใหญ่ไพศาล เพราะพระสงฆ์เป็นเนื้อนาบุญ... พระสงฆ์เป็นประมุขหรือประธานของผู้ต้องการบำเพ็ญทาน พระสงฆ์เป็นประมุขของบุญ ถ้าต้องการบุญก็ให้ถวายในหมู่พระสงฆ์ จะเจาะจงภิกษุองค์ใด องค์หนึ่งนั้นไม่ควร ให้ทำใจให้เป็นกลาง

    หลวงพ่อท่านเน้นว่า "เป็นทายกต้องฉลาด โง่ไม่ได้ เพราะถ้าถวายเจาะจงเสียแล้ว ผลบุญก็ลดน้อยลงไป คนฉลาดต้องถวายให้เป็นกลาง จึงจะได้ผลบุญยิ่งใหญ่ไพศาล ที่เรียกว่าสังฆทาน และได้ชื่อว่า วางหลักพระพุทธศาสนา เพราะศาสนาของพระบรมศาสดา จะดำรงอยู่ได้ ก็เพราะอาศัยความเป็นกลาง"

    ภิกษุสามเณรก็ต้องประพฤติในพระธรรมวินัยให้เป็นกลาง ปฏิบัติให้เป็นกลาง ไม่เข้าข้างตน ไม่เข้าข้างบุคคลอื่น อุบาสก อุบาสิกาบริจาคทานในพระพุทธศาสนาให้ ให้เป็นกลาง ไม่ค่อนข้างตน หมู่ตนพวกตน ให้ให้เป็นกลาง อย่างนี้ได้ชื่อว่า บริจาคถูกทางสงฆ์ ถูกเป้าหมายของบุญ...

    **จากหนังสือ ตรีธาเล่าเรื่องหลวงพ่อวัดปากน้ำ
     
  13. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,112
    ...ผู้เชี่ยวชาญพระกรรมฐานท่านติดต่อกันได้ด้วยญาณ จะเป็นญาณอะไรข้าพเจ้าไม่ทราบ

    #คือเมื่อ ๕-๖ ปีล่วงมาแล้ว ผู้เขียนได้ไปวัดมงคลเทพาราม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

    ในงานกุศลที่วัดนั้น และมีโอกาสไปวัดคลองเลียบ เขาเล่าอภินิหารของสมภารวัดคลองเลียบว่าเฮี้ยน เมื่อข้าพเจ้าไปนั้นท่านมรณภาพเสียแล้ว

    #เขาเล่าให้ฟังว่า เจ้าอาวาสไม่ยอมรับพระภิกษุวัดไหนๆทั้งสิ้น ชอบสันโดษ

    #มีพระวัดปากน้ำไปหา ท่านออกไปต้อนรับ ถามว่าลูกศิษย์อาจารย์สด วัดปากน้ำ กรุงเทพฯหรือ อาจารย์คุณมีไฝที่หน้าเม็ดเท่าพุทรา

    ความจริงท่านไม่เคยพบเคยเห็นกันมาก่อนเลย

    #ฝ่ายวัดปากน้ำ อ.ภาษีเจริญ จ.ธนบุรี เล่า เจ้าอาวาสคือ เจ้าคุณพระมงคลเทพมุนีก็ไม่ใช่ย่อย แอบสั่งลูกศิษย์ว่า

    ⭕ให้ไปนมัสการหลวงพ่อวัดคลองเลียบ ท่านปฏิบัติธรรมสูงมาก เข้าใจว่าเพราะ “อานุภาพธรรมกาย”

    เรื่องได้ยินมาแต่สงขลาโดยไม่คิดว่าจะได้ยินอย่างนี้...

    ***********************************************
    **พระนิพนธ์ของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ(ปุ่น ปุณฺณสิริ)
    สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ ๑๗
    วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม



     
  14. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,112
    ร่างสังขารของพระเถระไห่เสียน แห่งวัดไหลฝอซื่อ มณฑลเหอหนาน ประเทศจีน เก็บร่างไว้ในตุ่มนาน 6 ปีกับอีก 100 วัน ร่างไม่เน่าเปื่อย ท่านสวดอามิตาภพุทธเป็นประจำ จึงบรรลุสภาวะวัชระธรรมกายไม่เน่าเปื่อย

    ?temp_hash=7b2d8e093147efb293957838750b0393.jpg

    ?temp_hash=7b2d8e093147efb293957838750b0393.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  15. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,112
    การสัพเพส่งวิญญาณในศาสตร์หลวงปู่ดู่


    ศิษย์ : อย่างที่เราสวดแผ่วิญญาณนี่ คือการสร้างบารมีใช่ไหมค่ะ
    หลวงตา : ใช่ การสร้างกระแสบุญคุณโดยไม่ต้องใช้ทรัพย์ ใช้พลังงาน ต้องผ่านพลังงานให้เป็น สมมุติเรามีศีลอยู่นะ นึกถึงหลวงปู่ปุ๊บ พลังงานมันก็ผ่านตัวเราไปที่ภูมิมัน อยู่ที่ตัวกลางที่ฟอกเนี่ยถ้าอารม์ไม่ดี ขุ่นมัว มันก็ผ่านไม่ได้ จะสัพเพสักแสนจบก็ไม่ได้ คล้ายๆเครื่องมันไม่ไป สายไฟขาด อยู่ที่เราเป็นตัวกลาง ท่านถึงบอกว่าต้องไปพรหมไง พระโพธิสัตว์ถึงต้องผ่านพรหมไง พอลงมาแล้วถึงเลยผ่านพลังงานได้ดี พรหมน่ะมันเป็นทางสามแพร่ง มันเป็นกำลังไง ระหว่างจะไม่เกิดและสร้างบารมีได้ดี เลือกเกิดได้อีก มองเห็นทุกขั้นอีก เพราะความละเอียดเยอะ ไม่ใช่ว่า คือเรารักษาศีล เจริญภาวนามันอยู่ที่เรา บารมีที่เราสร้างเนี่ยแหละได้กำลังบุญ แต่ถ้าบารมีนะต้องไปที่คนเยอะๆ อย่างชาตินี่เราดึงคนไม่ได้ ก็ดึงพลังงานของภพภูมิฝากกระแสไว้กับวิญญาณ สัมภเวสี เทวดา พวกนี้แหละจะเป็นบริวารจะเป็นพวกที่ช่วยเราในอนาคต เขามาเกิดเราก็ตาย เราเกิดเขาก็ตาย ไอ้สามโลกเนี่ยนะมันต้องเจอกัน ถึงเขาเป็นเทวดาเราเป็นมนุษย์ก็เจอกันอยู่ดี สลับไปแบบนี้อาศัยซึ่งกันและกัน เราสังเกตเวลาเราไปไหนเราแผ่ไปเรื่อยๆเนี่ย ยิ่งแผ่ยิ่งดี แล้วพอเวลาเราจะทำบุญอะไรสักอย่างเนี่ย เช่นหล่อพระ พอเราน้อมปุ๊บ อัญเชิญภพภูมิที่เกี่ยวกับเรา กระแสมันจะพุ่งไปที่เขา ถึงเขาจะมาไม่ได้เขาจะมาตามกระแสนะ บางภูมิมาไม่ได้เพราะไม่มีกำลังเหมือนไม่มีค่ารถนั่นแหละ แต่เราจับหลวงปู่ปั๊บ พอเขารับบุญปั๊บโมทนาปั๊บก็กลับไปที่เดิม ทีนี้เป็นโอกาสที่ดีของเรา รักษาศีลทรงสมาธิให้ดี เวลาไปไหนเราก็แผ่ไปเรื่อย นึกถึงหลวงปู่แต่ถ้าอารมณ์ขุ่นมัวอย่าทำ กระแสมันไม่ผ่าน มันก็ได้แต่เรานะ ได้เราอยู่ ทีนี้เราไปไหนมาไหน นี่แหละธุรกิจของหลวงปู่ท่านไม่ได้ต้องการอะไร ส่งวิญญาณครอบวิมานนี่แหละพวกนี้ ส่งวิญญาณให้มดก็ได้ หมูก็ได้ ไก่ก็ได้ ขนาดวันนี้ยังเจอหมูตั้งหลายตัว หมูที่เขาเอาไปฆ่านะ ขนาดนั่งอยู่ในกุฏิยังแผ่ได้เลย เราไม่มีโอกาสที่จะดึงคน ดึงคนมันดึงยาก ไม่มีอะไรยากเท่าดึงคน เพราะคนมันมีธาตุทั้งสองธาตุ มีทั้งจิตและกาย กายปกติจิตไม่ปกติ จิตปกติกายไม่ปกติ พออารมณ์ไม่ดี อารมณ์หงุดหงิด ขนาดปวดท้องยังทำอะไรไม่ได้เลย ปวดท้องนี่ลองแผ่สิ โอ๊ย ไม่ได้ มันติดไง มันติดที่ท้องมันปวดนะ มันยาก ไม่ต้องไปฝึกอย่างอื่นหรอก เอาสองอย่างนี้ก็เหลือกินแล้ว ฟอกเราเป็นพรหมวิหารในตัว เป็นการสร้างกระแสของพรหมวิหารละเอียดนะ เรามีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ในตัวทุกวัน มันกระทบชิ่งไปมาผ่านที่เรา ทำแล้วมันสนุกมันเพลิน โอ้ปีหนึ่งนี่จริงๆแล้วบารมีเยอะกระแสพวกเยอะ เพิ่มไปจากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสาม เป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่น เวลาคนตายเยอะๆนี่ เราส่งไปนี่ โอ้ เป็นสายเลยนะ เช่น ไปโรงฆ่าสัตว์ โรงพยาบาล เยอะเลย เป็นลาภของเรา ทำงานแบบนี้สบายไม่ต้องไปสนใจกับคน จริงมั๊ย
    ศิษย์ : หลวงตาครับ แล้วถ้าเป็นพวกสัตว์เขาจะช่วยเรายังไง อย่างเป็นปลาครับ
    หลวงตา : มันจะเกิดเป็นคนอยู่ ไม่ใช่มันจะเกิดเป็นปลาอย่างเดียว วันหลังจะพาไปส่งปลา เพราะส่งแล้วมันจะเป็นเทวดาทันทีเลย
    ศิษย์ : เทวดาอะไรครับหลวงตา เทวดาปลาเหรอครับ
    หลวงตา : หึๆ เทวดาคนนี่แหละ อย่างหมานี่ พอเราสัพเพปุ๊บ มันเป็นรูปร่างคนทันที พอมันมีบุญอยู่มันก็ทรงอยู่ ถ้าไม่มีบุญแล้วก็ ชิ่วววว เข้าท้องหมาอย่างเดิม คือ ถ้ามันเปลี่ยนนี่มันเปลี่ยนเป็นเทวดาหมดเลยนะพวกสัตว์ แต่ก็ไปตามกรรมของเขา แต่ถ้าเราฉลาดหน่อย ส่งเขาเสร็จเราบอก เอ้าโมทนาบุญที่ข้าพเจ้าทำ ที่หลวงปู่ทำ พอมันสาธุ มันก็อยู่นั่นอีกแหละ ตามเรา คราวนี้ตามเรา แล้วมันก็สวดกับเรา ตามเราไปแสงสว่างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มันก็อายุยืนขึ้น แต่มันตามจิกเราตลอด มันจะเอาบุญเรื่อยๆนะ วิญญาณที่กรรมหนักๆนี่พอส่งปั๊บลงนรกเลยก็มีเยอะไปตามกรรมเขาเลย เราไม่สามารถจะตามไปช่วยได้
    ศิษย์ : คือเวลาเราต้องให้เขาโมทนาเลย ?
    หลวงตา : อย่างเดียวแค่นั้นเองที่เราทำ เขาไปตามกรรมของเขา ไม่งั้นเขาก็ตอดที่ภูมิตรงนี้ ถ้าเขาติดก็ติดนาน สมมุติว่าหลวงตาตายไป อายุจริงๆ60 แต่ดันไปตาย50 เหลืออีก10ใช่ไหม เอา50ไปคูณ10เข้าไปก็นับเป็นโลกทิพย์ละ พอเราส่งปั๊บมันก็ขึ้นละ ภ้ามีบุญอยู่ มันก็กลายเป็นเทวดาโดยไม่ต้องรออายุทิพย์ คือไปก่อนว่างั้นเถอะ เราไม่สามารถจะไปเปลี่ยนภพอื่นได้นะ เปลี่ยนคนไม่ได้ เปลี่ยนได้อย่างเดียวนั่นคือคนที่มีกรรม คนที่มีวิญญาณแฝง เจ้ากรรมนายเวรแฝง เราก็ส่งวิญญาณเขาไป แล้วก็ขอให้หลวงปู่ท่านเทศน์ให้มันฟังหน่อย ขอท่านเทศน์ให้มันฟังการอาฆาตซึ่งกันและกันนี้ เป็นการผูกกระแสเวียนว่ายตายเกิด ให้ท่านเทศน์ให้ฟังเดี๋ยวมันก็ยอม เดี๋ยวมันก็เปลี่ยน



    จากหนังสือ.....หลวงตาสอนศิษย์ เล่ม 1
    เรื่องพลังงาน กำลัง กระแส และกำลังจักรพรรดิ
    หน้า 37-39
    พระอาจารย์วรงคต วิริยะธโร (หลวงตาม้า)
    วัดพุทธพรหมปัญโญ (ถ้ำเมืองนะ) อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่
     
  16. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,112
    c_oc=AQnQBwktbt20ZyIDC4TmdFUnRli75qD26H6hMd20bB7Y7lUPI7TuRvjlKtQC_GDVv4E&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     
  17. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,112
    c_oc=AQncRfAcK91AfSCmjt6T-LDqhUOVVll6kvkpdS__e716JA3H2ltm9hdlkJ-m1TjD8Ls&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  18. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,112
    คู่ปรับของไสยศาสตร์

    ทางปักษ์ใต้นี่น่ากลัวมาก ทางใต้เขาจะใช้ คุณผีคุณคน คุณผีเขาใช้ผีทำ คุณคนเขาใช้คนทำ มีหลวงพ่อรูปหนึ่งท่านไปเทศน์ ได้กลิ่นธูปเหมือนกับกลิ่นศพแล้วก็หน้ามืดหมดสติไป หลังจากที่ฟื้นขึ้นมาแล้วจมูกก็บวมแดง แล้วก็เน่าลามไปเรื่อย จนจมูกแหว่งไปเลย

    แล้วอยู่ ๆ วันหนึ่งขณะที่ท่านกำลังจะฉันเช้า ท่านก็ลุกขึ้นนั่งตัวตรงขึงขัง กลายเป็นอีกคนหนึ่งไปเลย บอกว่า "ลูกกูป่วยแค่นี้พวกมึงรักษาไม่ได้หรือ ?" คนเขาก็แปลกใจ แต่คนแถวนั้นเขาเชื่อเรื่องอย่างนี้อยู่แล้ว ก็ถามว่า "ท่านเป็นใคร ?" ท่านก็บอกว่า "กูคือพระอินทร์ ลูกกูไปโดนเขาทำคุณไสยมา เขาใช้น้ำเหลืองผีตายโหงผสมกับผงธูป ปั้นเป็นธูปแล้วจุดในพิธี"

    เพราะฉะนั้น..ใครเทศน์คู่อยู่จะโดนผีของเขาคุมหมด แล้วใครหายใจเข้าไปจมูกก็เน่าไปด้วย มีคนถามว่า "ในเมื่อรักษาไม่ได้ แล้วพ่อปู่จะรักษาอย่างไร ?" ท่านบอกว่า "ไปเอาน้ำมา เดี๋ยวข้าจะเสกน้ำมนต์ให้" พอท่านเสกน้ำมนต์ให้ ทั้งกินทั้งอาบก็หาย แต่จมูกยังแหว่งอยู่อย่างนั้น

    ทางใต้นี่เล่นกันหนัก ยิ่งทางอีสานออกไปทางด้านเขมรต่ำ อย่างพวกสระแก้ว บุรีรัมย์นั่นยิ่งสาหัสเลย สมัยหลัง ๆ อาตมาไปยังโดนเลย

    ถาม : สระแก้วหรือคะ ?
    ตอบ : โดยเฉพาะตาพระยา พื้นที่ของสระแก้ว ทางด้านตาพระยา อรัญประเทศ พื้นที่จะติดเขมร บุรีรัมย์ก็เหมือนกัน แถวละหานทรายเล่นพวกนี้เยอะแยะเลย

    แต่พวกนี้จะสู้คุณพระไม่ได้ ถ้าหากว่าเราภาวนานึกถึงพระเป็นปกติจนอารมณ์ใจทรงตัว ไสยศาสตร์ทุกอย่างจะทำอะไรไม่ได้ แต่มีข้อแม้อยู่อย่างหนึ่งคือ เราห้ามเผลอ ถ้าเราเผลอสติเมื่อไร เขาจะทำเอาได้ ช่วงที่เผลอก็คือ ช่วงที่เคลิ้มใกล้จะหลับอย่างหนึ่ง ตอนกำลังกินอย่างหนึ่ง ตอนกำลังเข้าส้วมอย่างหนึ่ง ถ้าหากว่าเผลอสติหลุดเมื่อไร ถ้าเขาจ้องอยู่เราก็ถูกเล่นงานได้

    ดังนั้น..หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านถึงได้บอกให้พวกเรา หาพระเครื่องของครูบาอาจารย์ที่เรามั่นใจ นำมาพกติดตัวไว้ และอาราธนาไว้ทุกวัน จะป้องกันได้ โดยเฉพาะยันต์เกราะเพชร เป็นคู่ปรับของไสยศาสตร์โดยตรงเลย

    วันก่อนที่เป่ายันต์เกราะเพชร มีอยู่รายหนึ่งดื้อมาก รายนี้โดนไสยศาสตร์มา ซวยจริง ๆ ที่เขาไปมีศัตรูเป็นหมอไสยศาสตร์ ปกติมีศัตรูแล้วศัตรูไปจ้างหมอไสยศาสตร์ทำ รายนี้ดันมีศัตรูเป็นหมอไสยศาสตร์ จึงรับเละอยู่คนเดียว

    มาตรงนี้ก็บอกเขาบอกว่า "ช่วยเต็มที่ไม่ได้นะ ช่วยได้แค่ว่าให้หายกลับบ้านได้เท่านั้น" เขาบอกว่า "ไม่เป็นไรครับ แล้วผมจะหายได้อย่างไร ?" ก็บอกเขาว่า "ต้องไปงานเป่ายันต์เกราะเพชร" พอดีใกล้จะมีงานพอดี มาตอนกำลังจะมีงานพอดีแสดงว่าเขาจะหมดกรรมแล้ว

    วันงานเขาก็มา เขาอยู่รับยันต์รอบสอง รอบแรกอาตมาไม่กล้ากระดิกกระเดี้ย เพราะเป็นงานใหญ่ที่สุดในชีวิต กลัวผิดพลาด ก็ต้องเอาใจจับพระแล้วก็ทำตามพระท่านบอก พอผ่านไปรอบหนึ่ง รอบสองชักจะเคยชิน อาตมาก็เริ่มดูฟ้าดูดินจึงเห็นว่า เวลาที่บารมีพระท่านคลุมลงมา ลักษณะเป็นพุทธนิมิต สิ่งที่ไม่ดีต่าง ๆ ที่เป็นสีดำ จะกระจายออกรอบข้าง เหมือนกับที่เราโยนถ่านที่ร้อน ๆ เข้าไปกลางฝูงมด

    แล้วเจ้าพวกนี้ก็ทั้งเต้นทั้งร้อง เขาร้องว่าอย่างไรรู้ไหม "กูไม่ไป..กูไม่ไป..อย่าเอากูไป..!" คือว่าก่อนที่จะทำพิธีจะมีการอาราธนาบารมีพระ โดยเฉพาะจะขอท้าวมหาราชทั้งสี่และบริวารเป็นที่สุด ถ้าหากว่ามีสิ่งไม่ดีให้ขับไล่ออกไป แต่รายนี้ดื้อมาก จนกระทั่งเทวดาท่านต้องหิ้วคอไป

    เมื่อวานนี้คุณวิทูรย์มาเล่า ฟังแล้วหัวเราะกันแทบตาย อาตมาเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง เขาบอก "คนนั้นนั่งอยู่ข้างผม ผมเองกลัวก็กลัว ไม่มีสมาธิเลย สงสัยจะไม่ได้รับยันต์" ...(หัวเราะ)... บอกเขาว่า "ถ้าตั้งใจรับก็ต้องได้อยู่แล้ว เพียงแต่สมาธิเราไม่ดี มัวแต่กลัวผีถึงไม่เกิดอาการอะไรให้รู้ว่าได้รับยันต์แล้ว"

    ถาม : ทำให้เห็นเลยหรือครับ ?
    ตอบ : อาตมาเห็น แต่ว่าคนอื่นจะเห็นแค่เขาดิ้นแล้วร้อง แต่เวลาที่พระท่านมา ถ้าเราใช้ทิพจักขุญาณกำหนดตาม จะเห็นเป็นปกติอยู่แล้ว

    ถาม : อย่างนี้เขาถูกอาจารย์คนที่เป็นหมอไสยศาสตร์ใช้ให้มาหรือครับ ?
    ตอบ : ตั้งแต่บัดนี้ไป ถ้าเขาตั้งใจภาวนา "อิติปิ โสฯ สวากขาโตฯ สุปฏิปันโนฯ" ทุกวัน พอกำลังใจตั้งมั่นแล้วกลืนน้ำลาย ๓ ครั้ง อธิษฐานขอให้บารมีพระช่วยคลุมเอาไว้ มีหวังว่าคนที่ทำซวยแน่ ๆ เลย เพราะว่ายันต์เกราะเพชรจะสะท้อนกลับไสยศาสตร์ทุกประเภท

    ถ้ารับยันต์ไปให้ปลุกด้วยอิติปิ โสฯ แต่ถ้าเราไม่ได้รับยันต์ก็ให้นึกถึงภาพพระคลุมตัวเราลงมาเลย แล้วก็ภาวนาอิติปิ โสฯ ให้กำลังใจทรงตัว จากนั้นกลืนน้ำลาย ๓ ครั้ง เอาแบบเดียวกันเลย เราไม่ได้รับยันต์ เราก็อาศัยภาพพระเป็นหลักไปเลย
    ....................................
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. วัดท่าขนุน
    www.watthakhanun.com

    #พระพุทธศาสนาช่วยโลก #พระสงฆ์ช่วยสังคม #แบ่งปันธรรมะ
    #๖๐ปีพระครูวิลาศกาญจนธรรม

    c_oc=AQmE5WTNVHuDJ1vhOMAS6bZ_RGr35UfOb3BDG3y4vSA_FhJTE9gxj57-WV1GdeCT9RE&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     
  19. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,112
    ?temp_hash=16de4eaf2505f4c81e174233b0d448be.jpg




    วันนี้มีญาติโยมถามว่า "อาการทรงฌานเป็นอย่างไร ?" ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ เพราะว่าเป็นผู้ที่ปฏิบัติกรรมฐานมานาน น่าจะมีความเข้าใจว่า แต่ละขั้นแต่ละอารมณ์ของการทรงฌานเป็นอย่างไร กลับไม่มีความเข้าใจ แล้วต้องมาสอบถาม

    การที่เราจะทรงฌานได้นั้น อันดับแรก..ต้องไม่ทิ้งลมหายใจเข้าออก ถ้าไม่มีลมหายใจเข้าออก ทำอย่างไรก็ทรงฌานได้ยาก หรือทรงได้ก็จะสลายตัวไปในระยะเวลาอันรวดเร็ว การทรงฌานนั้น ถ้าในส่วนของรูปฌานมีอยู่ ๔ ระดับ คือปฐมฌาน หรือฌานที่ ๑ สภาพจิตจะประกอบไปด้วย วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคตารมณ์

    วิตก คือ การที่เราคิดอยู่นึกอยู่ว่าเราจะภาวนา วิจาร คือ ตอนนี้เรากำลังภาวนาอย่างไร ลมหายใจแรงหรือเบา ยาวหรือสั้นก็รู้อยู่ ปีติ คือ สภาพที่ปรากฏความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๕ อย่างขึ้น ได้แก่ ๑. ขนลุก ๒. น้ำตาไหล ๓. ร่างกายโยกไปโยกมา หรือบางทีก็ดิ้นตึงตังโครมครามไปเลย ๔. ตัวลอยขึ้นไปทั้งตัว ๕. รู้สึกว่าตัวพอง ตัวใหญ่ ตัวแตก ตัวระเบิด หรือเห็นแสงเห็นสีต่าง ๆ อาการเหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ก็คือสภาพจิตที่กำลังเข้าถึงปีติ

    ลำดับถัดไปเมื่อจิตดำเนินลึกเข้าไปอีกนิดหนึ่ง ก็จะเกิดความสุขเยือกเย็นอย่างที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน เนื่องจากในขณะจิตนั้น กำลังสมาธิมีสูงพอที่จะกด รัก โลภ โกรธ หลง ให้ดับลงได้ชั่วคราว รัก โลภ โกรธ หลง ที่เป็นไฟใหญ่ ๔ กอง เผาเราอยู่ตลอดเวลา เมื่อถึงเวลาไฟดับลง เราจะรู้สึกสบายอย่างไรนั้น ไม่สามารถที่จะอธิบายเป็นคำพูดได้ ท้ายสุด เอกัคตารมณ์ คือ กำลังใจที่ตั้งมั่นเป็นหนึ่งเดียว จิตจะแน่วแน่อยู่เฉพาะหน้า ลืมตาอยู่ต่อให้เห็นคนเดินไปเดินมา หรือเห็นใครทำอะไรที่น่าหวาดเสียวอยู่ใกล้ ๆ จิตใจก็ไม่วอกแวกคลอนแคลนตามไป หรือได้ยินเสียงอะไรก็ไม่เกิดความสนใจในเสียงนั้น ความรู้สึกทั้งหมดอยู่ที่ลมหายใจเข้าออกและคำภาวนา

    ถ้าหากว่าอาการทั้งหลายเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างชัดเจน แปลว่าท่านกำลังอยู่ในฌานที่ ๑ หรือที่บาลีเรียกว่าปฐมฌาน

    หลังจากนั้น ถ้าตั้งใจตามดูตามรู้ลมหายใจต่อไป ก็จะรู้สึกว่าลมหายใจค่อย ๆ เบาลง หรือลมหายใจละเอียดขึ้น หรือบางทีรู้สึกว่าลมหายใจหายไปเลย บางทีคำภาวนาก็หายไปด้วย ถ้าถึงระดับนี้แสดงว่าสภาพจิตของท่านเข้าสู่ฌานที่ ๒ ที่เรียกว่า ทุติยฌาน

    เมื่อท่านตั้งใจตามดูตามรู้อาการเหล่านั้น โดยที่ไม่ไปหวั่นไหวว่าขณะนี้เราไม่ได้หายใจ ขณะนี้เราไม่ได้ภาวนา เพียงแต่กำหนดดูกำหนดรู้ว่า ตอนนี้ลมหายใจของเราเบาลง ละเอียดขึ้น หรือว่าไม่หายใจแล้ว คำภาวนาของเราไม่มีแล้ว เอาจิตตามดูอยู่แบบนี้ ถ้าสามารถทำได้โดยไม่หวั่นไหว ไม่เคลื่อนไปไหน ก็จะเกิดมีอาการรู้สึกเหมือนกับว่า ร่างกายของเราแข็งเป็นหิน บางทีก็เริ่มรู้สึกจากปลายจมูก หรือบริเวณปาก บริเวณคางก่อน รู้สึกว่าเย็นจนแข็ง แล้วความรู้สึกก็ค่อย ๆ กระจายออกไป จนเหมือนรู้สึกแข็งไปทั้งตัว หรือบางทีก็รู้สึกเหมือนโดนใครมัดตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้าแข็งทื่อไปหมด ไม่สามารถที่จะขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวได้ ถ้าอาการอย่างนี้ปรากฏขึ้น ขอให้ทุกคนทราบว่า เราเข้าสู่ระดับฌานที่ ๓ หรือที่ภาษาบาลีเรียกว่า ตติยฌาน

    ถ้าเรายังไม่หวั่นไหว ไม่คลายกำลังใจออกมา ยังตามดูตามรู้ว่า ตอนนี้ร่างกายเกิดอาการแบบนี้ ๆ ขึ้น กำหนดใจสบาย ๆ ตามดูไป ความรู้สึกทั้งหมดจะรวบเข้ามา ๆ จนกระทั่งรู้สึกสว่างไสวอยู่จุดเดียว อาจจะสว่างอยู่ตรงศีรษะ สว่างอยู่ตรงหน้า หรือว่าสว่างอยู่ในอก ความสว่างไสวเยือกเย็นจะปรากฏขึ้นมากเป็นพิเศษ สภาพจิตไม่สนใจสิ่งต่าง ๆ ภายนอก เสียงบังเกิดขึ้นก็ไม่รับรู้ ถ้าหากว่าลักษณะนี้ก็ขอให้ทราบว่า สภาพจิตของท่านเข้าสู่ฌานที่ ๔ หรือที่เรียกว่า จตุตถฌาน

    การเข้าฌานได้นั้นยังไม่ใช่ของดีแท้ เพราะว่าเรายังไม่สามารถที่จะใช้ผลของฌานนั้นได้ จึงต้องซักซ้อมในการเข้าออกให้คล่องตัว ด้วยการคลายกำลังใจออกมา กำหนดภาวนากลับเข้าไปใหม่ คลายกำลังใจออกมา กำหนดภาวนากลับเข้าไปใหม่ ซักซ้อมอย่างนี้อยู่บ่อย ๆ จนนึกอยากจะเข้าฌานเมื่อไรก็เข้าได้ อยากจะออกเมื่อไรก็ออกได้ อยากจะเข้าฌานไหนก็สามารถที่จะเข้าได้ทันที สลับสับเปลี่ยนในระหว่างฌานที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ไม่จำเป็นต้องเข้าตามลำดับ อาจจะเป็นการเข้าถอยหลังก็ได้ กระโดดสลับไปสลับมาเป็น ๔,๓,๒,๑ อะไรเหล่านี้ เป็นต้น

    ทำจนเกิดความคล่องตัว ต้องการเมื่อไรสามารถทำได้เมื่อนั้น ถ้าอย่างนั้นแปลว่าท่านเป็นผู้ที่ทรงฌาน เมื่อถึงเวลานั้นเราต้องการที่จะใช้กำลังของฌานในการต่อสู้กับกิเลส ก็สามารถใช้ได้ ๒ อย่างด้วยกัน อย่างแรกก็คือเมื่อรู้สึกว่า รัก โลภ โกรธ หลง จะเกิดขึ้น อาศัยความชำนาญในการเข้าฌาน สภาพจิตของเราก็จะพุ่งสู่ระดับฌานใดฌานหนึ่ง ทันทีที่สภาพจิตทรงตัวแบบนั้น กิเลสก็ไม่สามารถที่จะกินใจเราได้ รัก โลภ โกรธ หลง ก็จะดับไปเอง

    วิธีที่สองก็คือ เมื่อเราทรงฌานจนถึงที่สุดที่เราทำได้แล้ว ให้คลายกำลังใจออกมาแล้วพิจารณาวิปัสสนาญาณ อย่างเช่น ดูให้เห็นว่าสภาพร่างกายนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเรา หรือว่าดูว่าร่างกายนี้มีการเกิดดับอยู่ตลอดเวลา หรือว่าร่างกายนี้มีแต่โทษแต่ภัย ในเมื่อเราเห็นร่างกายของเราเป็นเช่นนี้ ก็อนุมานได้ว่าร่างกายของคนอื่นก็มีสภาพเช่นเดียวกัน ถ้าสภาพจิตยอมรับ เราอาศัยกำลังฌานนั้นก็สามารถตัดกิเลสได้บางส่วน ตามกำลังความสามารถของสมาธิและปัญญาของตน

    ในเรื่องของการทรงฌาน จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับนักปฏิบัติ ถ้าตราบใดที่เรายังทรงฌานไม่ได้ โอกาสที่จะชนะกิเลสก็ไม่มี ดังนั้น..อย่างน้อย ๆ ต้องทรงปฐมฌานแบบละเอียดและคล่องตัวให้ได้ หรือใครสามารถเข้าถึงฌาน ๔ ได้ ก็จะเป็นการดีที่สุด

    ลำดับต่อไปให้ทุกท่านตั้งใจภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้รับสัญญาณบอกว่าหมดเวลา

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน ณ บ้านวิริยบารมี
    วันศุกร์ที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๗

    ที่มา www.watthakhanun.com

    #๖๐ปีพระครูวิลาศกาญจนธรรม
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • 1503537681.jpg
      1503537681.jpg
      ขนาดไฟล์:
      26.4 KB
      เปิดดู:
      11
  20. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,975
    กระทู้เรื่องเด่น:
    352
    ค่าพลัง:
    +59,112
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...