@@..คำครู ผู้ชี้-นำ-อุปถัมภ์ สู่พระโพธิญาณ & เรื่องเล่าจากกัลยาณมิตร.@@

ในห้อง 'พุทธภูมิ - พระโพธิสัตว์' ตั้งกระทู้โดย พุทโธอวโลกิเตศวร, 10 กรกฎาคม 2015.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,412
    กระทู้เรื่องเด่น:
    366
    ค่าพลัง:
    +59,894
    การสัพเพส่งวิญญาณในศาสตร์หลวงปู่ดู่


    ศิษย์ : อย่างที่เราสวดแผ่วิญญาณนี่ คือการสร้างบารมีใช่ไหมค่ะ
    หลวงตา : ใช่ การสร้างกระแสบุญคุณโดยไม่ต้องใช้ทรัพย์ ใช้พลังงาน ต้องผ่านพลังงานให้เป็น สมมุติเรามีศีลอยู่นะ นึกถึงหลวงปู่ปุ๊บ พลังงานมันก็ผ่านตัวเราไปที่ภูมิมัน อยู่ที่ตัวกลางที่ฟอกเนี่ยถ้าอารม์ไม่ดี ขุ่นมัว มันก็ผ่านไม่ได้ จะสัพเพสักแสนจบก็ไม่ได้ คล้ายๆเครื่องมันไม่ไป สายไฟขาด อยู่ที่เราเป็นตัวกลาง ท่านถึงบอกว่าต้องไปพรหมไง พระโพธิสัตว์ถึงต้องผ่านพรหมไง พอลงมาแล้วถึงเลยผ่านพลังงานได้ดี พรหมน่ะมันเป็นทางสามแพร่ง มันเป็นกำลังไง ระหว่างจะไม่เกิดและสร้างบารมีได้ดี เลือกเกิดได้อีก มองเห็นทุกขั้นอีก เพราะความละเอียดเยอะ ไม่ใช่ว่า คือเรารักษาศีล เจริญภาวนามันอยู่ที่เรา บารมีที่เราสร้างเนี่ยแหละได้กำลังบุญ แต่ถ้าบารมีนะต้องไปที่คนเยอะๆ อย่างชาตินี่เราดึงคนไม่ได้ ก็ดึงพลังงานของภพภูมิฝากกระแสไว้กับวิญญาณ สัมภเวสี เทวดา พวกนี้แหละจะเป็นบริวารจะเป็นพวกที่ช่วยเราในอนาคต เขามาเกิดเราก็ตาย เราเกิดเขาก็ตาย ไอ้สามโลกเนี่ยนะมันต้องเจอกัน ถึงเขาเป็นเทวดาเราเป็นมนุษย์ก็เจอกันอยู่ดี สลับไปแบบนี้อาศัยซึ่งกันและกัน เราสังเกตเวลาเราไปไหนเราแผ่ไปเรื่อยๆเนี่ย ยิ่งแผ่ยิ่งดี แล้วพอเวลาเราจะทำบุญอะไรสักอย่างเนี่ย เช่นหล่อพระ พอเราน้อมปุ๊บ อัญเชิญภพภูมิที่เกี่ยวกับเรา กระแสมันจะพุ่งไปที่เขา ถึงเขาจะมาไม่ได้เขาจะมาตามกระแสนะ บางภูมิมาไม่ได้เพราะไม่มีกำลังเหมือนไม่มีค่ารถนั่นแหละ แต่เราจับหลวงปู่ปั๊บ พอเขารับบุญปั๊บโมทนาปั๊บก็กลับไปที่เดิม ทีนี้เป็นโอกาสที่ดีของเรา รักษาศีลทรงสมาธิให้ดี เวลาไปไหนเราก็แผ่ไปเรื่อย นึกถึงหลวงปู่แต่ถ้าอารมณ์ขุ่นมัวอย่าทำ กระแสมันไม่ผ่าน มันก็ได้แต่เรานะ ได้เราอยู่ ทีนี้เราไปไหนมาไหน นี่แหละธุรกิจของหลวงปู่ท่านไม่ได้ต้องการอะไร ส่งวิญญาณครอบวิมานนี่แหละพวกนี้ ส่งวิญญาณให้มดก็ได้ หมูก็ได้ ไก่ก็ได้ ขนาดวันนี้ยังเจอหมูตั้งหลายตัว หมูที่เขาเอาไปฆ่านะ ขนาดนั่งอยู่ในกุฏิยังแผ่ได้เลย เราไม่มีโอกาสที่จะดึงคน ดึงคนมันดึงยาก ไม่มีอะไรยากเท่าดึงคน เพราะคนมันมีธาตุทั้งสองธาตุ มีทั้งจิตและกาย กายปกติจิตไม่ปกติ จิตปกติกายไม่ปกติ พออารมณ์ไม่ดี อารมณ์หงุดหงิด ขนาดปวดท้องยังทำอะไรไม่ได้เลย ปวดท้องนี่ลองแผ่สิ โอ๊ย ไม่ได้ มันติดไง มันติดที่ท้องมันปวดนะ มันยาก ไม่ต้องไปฝึกอย่างอื่นหรอก เอาสองอย่างนี้ก็เหลือกินแล้ว ฟอกเราเป็นพรหมวิหารในตัว เป็นการสร้างกระแสของพรหมวิหารละเอียดนะ เรามีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ในตัวทุกวัน มันกระทบชิ่งไปมาผ่านที่เรา ทำแล้วมันสนุกมันเพลิน โอ้ปีหนึ่งนี่จริงๆแล้วบารมีเยอะกระแสพวกเยอะ เพิ่มไปจากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสาม เป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่น เวลาคนตายเยอะๆนี่ เราส่งไปนี่ โอ้ เป็นสายเลยนะ เช่น ไปโรงฆ่าสัตว์ โรงพยาบาล เยอะเลย เป็นลาภของเรา ทำงานแบบนี้สบายไม่ต้องไปสนใจกับคน จริงมั๊ย
    ศิษย์ : หลวงตาครับ แล้วถ้าเป็นพวกสัตว์เขาจะช่วยเรายังไง อย่างเป็นปลาครับ
    หลวงตา : มันจะเกิดเป็นคนอยู่ ไม่ใช่มันจะเกิดเป็นปลาอย่างเดียว วันหลังจะพาไปส่งปลา เพราะส่งแล้วมันจะเป็นเทวดาทันทีเลย
    ศิษย์ : เทวดาอะไรครับหลวงตา เทวดาปลาเหรอครับ
    หลวงตา : หึๆ เทวดาคนนี่แหละ อย่างหมานี่ พอเราสัพเพปุ๊บ มันเป็นรูปร่างคนทันที พอมันมีบุญอยู่มันก็ทรงอยู่ ถ้าไม่มีบุญแล้วก็ ชิ่วววว เข้าท้องหมาอย่างเดิม คือ ถ้ามันเปลี่ยนนี่มันเปลี่ยนเป็นเทวดาหมดเลยนะพวกสัตว์ แต่ก็ไปตามกรรมของเขา แต่ถ้าเราฉลาดหน่อย ส่งเขาเสร็จเราบอก เอ้าโมทนาบุญที่ข้าพเจ้าทำ ที่หลวงปู่ทำ พอมันสาธุ มันก็อยู่นั่นอีกแหละ ตามเรา คราวนี้ตามเรา แล้วมันก็สวดกับเรา ตามเราไปแสงสว่างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มันก็อายุยืนขึ้น แต่มันตามจิกเราตลอด มันจะเอาบุญเรื่อยๆนะ วิญญาณที่กรรมหนักๆนี่พอส่งปั๊บลงนรกเลยก็มีเยอะไปตามกรรมเขาเลย เราไม่สามารถจะตามไปช่วยได้
    ศิษย์ : คือเวลาเราต้องให้เขาโมทนาเลย ?
    หลวงตา : อย่างเดียวแค่นั้นเองที่เราทำ เขาไปตามกรรมของเขา ไม่งั้นเขาก็ตอดที่ภูมิตรงนี้ ถ้าเขาติดก็ติดนาน สมมุติว่าหลวงตาตายไป อายุจริงๆ60 แต่ดันไปตาย50 เหลืออีก10ใช่ไหม เอา50ไปคูณ10เข้าไปก็นับเป็นโลกทิพย์ละ พอเราส่งปั๊บมันก็ขึ้นละ ภ้ามีบุญอยู่ มันก็กลายเป็นเทวดาโดยไม่ต้องรออายุทิพย์ คือไปก่อนว่างั้นเถอะ เราไม่สามารถจะไปเปลี่ยนภพอื่นได้นะ เปลี่ยนคนไม่ได้ เปลี่ยนได้อย่างเดียวนั่นคือคนที่มีกรรม คนที่มีวิญญาณแฝง เจ้ากรรมนายเวรแฝง เราก็ส่งวิญญาณเขาไป แล้วก็ขอให้หลวงปู่ท่านเทศน์ให้มันฟังหน่อย ขอท่านเทศน์ให้มันฟังการอาฆาตซึ่งกันและกันนี้ เป็นการผูกกระแสเวียนว่ายตายเกิด ให้ท่านเทศน์ให้ฟังเดี๋ยวมันก็ยอม เดี๋ยวมันก็เปลี่ยน



    จากหนังสือ.....หลวงตาสอนศิษย์ เล่ม 1
    เรื่องพลังงาน กำลัง กระแส และกำลังจักรพรรดิ
    หน้า 37-39
    พระอาจารย์วรงคต วิริยะธโร (หลวงตาม้า)
    วัดพุทธพรหมปัญโญ (ถ้ำเมืองนะ) อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่
     
  2. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,412
    กระทู้เรื่องเด่น:
    366
    ค่าพลัง:
    +59,894
    c_oc=AQnQBwktbt20ZyIDC4TmdFUnRli75qD26H6hMd20bB7Y7lUPI7TuRvjlKtQC_GDVv4E&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     
  3. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,412
    กระทู้เรื่องเด่น:
    366
    ค่าพลัง:
    +59,894
    c_oc=AQncRfAcK91AfSCmjt6T-LDqhUOVVll6kvkpdS__e716JA3H2ltm9hdlkJ-m1TjD8Ls&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  4. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,412
    กระทู้เรื่องเด่น:
    366
    ค่าพลัง:
    +59,894
    คู่ปรับของไสยศาสตร์

    ทางปักษ์ใต้นี่น่ากลัวมาก ทางใต้เขาจะใช้ คุณผีคุณคน คุณผีเขาใช้ผีทำ คุณคนเขาใช้คนทำ มีหลวงพ่อรูปหนึ่งท่านไปเทศน์ ได้กลิ่นธูปเหมือนกับกลิ่นศพแล้วก็หน้ามืดหมดสติไป หลังจากที่ฟื้นขึ้นมาแล้วจมูกก็บวมแดง แล้วก็เน่าลามไปเรื่อย จนจมูกแหว่งไปเลย

    แล้วอยู่ ๆ วันหนึ่งขณะที่ท่านกำลังจะฉันเช้า ท่านก็ลุกขึ้นนั่งตัวตรงขึงขัง กลายเป็นอีกคนหนึ่งไปเลย บอกว่า "ลูกกูป่วยแค่นี้พวกมึงรักษาไม่ได้หรือ ?" คนเขาก็แปลกใจ แต่คนแถวนั้นเขาเชื่อเรื่องอย่างนี้อยู่แล้ว ก็ถามว่า "ท่านเป็นใคร ?" ท่านก็บอกว่า "กูคือพระอินทร์ ลูกกูไปโดนเขาทำคุณไสยมา เขาใช้น้ำเหลืองผีตายโหงผสมกับผงธูป ปั้นเป็นธูปแล้วจุดในพิธี"

    เพราะฉะนั้น..ใครเทศน์คู่อยู่จะโดนผีของเขาคุมหมด แล้วใครหายใจเข้าไปจมูกก็เน่าไปด้วย มีคนถามว่า "ในเมื่อรักษาไม่ได้ แล้วพ่อปู่จะรักษาอย่างไร ?" ท่านบอกว่า "ไปเอาน้ำมา เดี๋ยวข้าจะเสกน้ำมนต์ให้" พอท่านเสกน้ำมนต์ให้ ทั้งกินทั้งอาบก็หาย แต่จมูกยังแหว่งอยู่อย่างนั้น

    ทางใต้นี่เล่นกันหนัก ยิ่งทางอีสานออกไปทางด้านเขมรต่ำ อย่างพวกสระแก้ว บุรีรัมย์นั่นยิ่งสาหัสเลย สมัยหลัง ๆ อาตมาไปยังโดนเลย

    ถาม : สระแก้วหรือคะ ?
    ตอบ : โดยเฉพาะตาพระยา พื้นที่ของสระแก้ว ทางด้านตาพระยา อรัญประเทศ พื้นที่จะติดเขมร บุรีรัมย์ก็เหมือนกัน แถวละหานทรายเล่นพวกนี้เยอะแยะเลย

    แต่พวกนี้จะสู้คุณพระไม่ได้ ถ้าหากว่าเราภาวนานึกถึงพระเป็นปกติจนอารมณ์ใจทรงตัว ไสยศาสตร์ทุกอย่างจะทำอะไรไม่ได้ แต่มีข้อแม้อยู่อย่างหนึ่งคือ เราห้ามเผลอ ถ้าเราเผลอสติเมื่อไร เขาจะทำเอาได้ ช่วงที่เผลอก็คือ ช่วงที่เคลิ้มใกล้จะหลับอย่างหนึ่ง ตอนกำลังกินอย่างหนึ่ง ตอนกำลังเข้าส้วมอย่างหนึ่ง ถ้าหากว่าเผลอสติหลุดเมื่อไร ถ้าเขาจ้องอยู่เราก็ถูกเล่นงานได้

    ดังนั้น..หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านถึงได้บอกให้พวกเรา หาพระเครื่องของครูบาอาจารย์ที่เรามั่นใจ นำมาพกติดตัวไว้ และอาราธนาไว้ทุกวัน จะป้องกันได้ โดยเฉพาะยันต์เกราะเพชร เป็นคู่ปรับของไสยศาสตร์โดยตรงเลย

    วันก่อนที่เป่ายันต์เกราะเพชร มีอยู่รายหนึ่งดื้อมาก รายนี้โดนไสยศาสตร์มา ซวยจริง ๆ ที่เขาไปมีศัตรูเป็นหมอไสยศาสตร์ ปกติมีศัตรูแล้วศัตรูไปจ้างหมอไสยศาสตร์ทำ รายนี้ดันมีศัตรูเป็นหมอไสยศาสตร์ จึงรับเละอยู่คนเดียว

    มาตรงนี้ก็บอกเขาบอกว่า "ช่วยเต็มที่ไม่ได้นะ ช่วยได้แค่ว่าให้หายกลับบ้านได้เท่านั้น" เขาบอกว่า "ไม่เป็นไรครับ แล้วผมจะหายได้อย่างไร ?" ก็บอกเขาว่า "ต้องไปงานเป่ายันต์เกราะเพชร" พอดีใกล้จะมีงานพอดี มาตอนกำลังจะมีงานพอดีแสดงว่าเขาจะหมดกรรมแล้ว

    วันงานเขาก็มา เขาอยู่รับยันต์รอบสอง รอบแรกอาตมาไม่กล้ากระดิกกระเดี้ย เพราะเป็นงานใหญ่ที่สุดในชีวิต กลัวผิดพลาด ก็ต้องเอาใจจับพระแล้วก็ทำตามพระท่านบอก พอผ่านไปรอบหนึ่ง รอบสองชักจะเคยชิน อาตมาก็เริ่มดูฟ้าดูดินจึงเห็นว่า เวลาที่บารมีพระท่านคลุมลงมา ลักษณะเป็นพุทธนิมิต สิ่งที่ไม่ดีต่าง ๆ ที่เป็นสีดำ จะกระจายออกรอบข้าง เหมือนกับที่เราโยนถ่านที่ร้อน ๆ เข้าไปกลางฝูงมด

    แล้วเจ้าพวกนี้ก็ทั้งเต้นทั้งร้อง เขาร้องว่าอย่างไรรู้ไหม "กูไม่ไป..กูไม่ไป..อย่าเอากูไป..!" คือว่าก่อนที่จะทำพิธีจะมีการอาราธนาบารมีพระ โดยเฉพาะจะขอท้าวมหาราชทั้งสี่และบริวารเป็นที่สุด ถ้าหากว่ามีสิ่งไม่ดีให้ขับไล่ออกไป แต่รายนี้ดื้อมาก จนกระทั่งเทวดาท่านต้องหิ้วคอไป

    เมื่อวานนี้คุณวิทูรย์มาเล่า ฟังแล้วหัวเราะกันแทบตาย อาตมาเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง เขาบอก "คนนั้นนั่งอยู่ข้างผม ผมเองกลัวก็กลัว ไม่มีสมาธิเลย สงสัยจะไม่ได้รับยันต์" ...(หัวเราะ)... บอกเขาว่า "ถ้าตั้งใจรับก็ต้องได้อยู่แล้ว เพียงแต่สมาธิเราไม่ดี มัวแต่กลัวผีถึงไม่เกิดอาการอะไรให้รู้ว่าได้รับยันต์แล้ว"

    ถาม : ทำให้เห็นเลยหรือครับ ?
    ตอบ : อาตมาเห็น แต่ว่าคนอื่นจะเห็นแค่เขาดิ้นแล้วร้อง แต่เวลาที่พระท่านมา ถ้าเราใช้ทิพจักขุญาณกำหนดตาม จะเห็นเป็นปกติอยู่แล้ว

    ถาม : อย่างนี้เขาถูกอาจารย์คนที่เป็นหมอไสยศาสตร์ใช้ให้มาหรือครับ ?
    ตอบ : ตั้งแต่บัดนี้ไป ถ้าเขาตั้งใจภาวนา "อิติปิ โสฯ สวากขาโตฯ สุปฏิปันโนฯ" ทุกวัน พอกำลังใจตั้งมั่นแล้วกลืนน้ำลาย ๓ ครั้ง อธิษฐานขอให้บารมีพระช่วยคลุมเอาไว้ มีหวังว่าคนที่ทำซวยแน่ ๆ เลย เพราะว่ายันต์เกราะเพชรจะสะท้อนกลับไสยศาสตร์ทุกประเภท

    ถ้ารับยันต์ไปให้ปลุกด้วยอิติปิ โสฯ แต่ถ้าเราไม่ได้รับยันต์ก็ให้นึกถึงภาพพระคลุมตัวเราลงมาเลย แล้วก็ภาวนาอิติปิ โสฯ ให้กำลังใจทรงตัว จากนั้นกลืนน้ำลาย ๓ ครั้ง เอาแบบเดียวกันเลย เราไม่ได้รับยันต์ เราก็อาศัยภาพพระเป็นหลักไปเลย
    ....................................
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. วัดท่าขนุน
    www.watthakhanun.com

    #พระพุทธศาสนาช่วยโลก #พระสงฆ์ช่วยสังคม #แบ่งปันธรรมะ
    #๖๐ปีพระครูวิลาศกาญจนธรรม

    c_oc=AQmE5WTNVHuDJ1vhOMAS6bZ_RGr35UfOb3BDG3y4vSA_FhJTE9gxj57-WV1GdeCT9RE&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     
  5. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,412
    กระทู้เรื่องเด่น:
    366
    ค่าพลัง:
    +59,894
    ?temp_hash=16de4eaf2505f4c81e174233b0d448be.jpg




    วันนี้มีญาติโยมถามว่า "อาการทรงฌานเป็นอย่างไร ?" ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ เพราะว่าเป็นผู้ที่ปฏิบัติกรรมฐานมานาน น่าจะมีความเข้าใจว่า แต่ละขั้นแต่ละอารมณ์ของการทรงฌานเป็นอย่างไร กลับไม่มีความเข้าใจ แล้วต้องมาสอบถาม

    การที่เราจะทรงฌานได้นั้น อันดับแรก..ต้องไม่ทิ้งลมหายใจเข้าออก ถ้าไม่มีลมหายใจเข้าออก ทำอย่างไรก็ทรงฌานได้ยาก หรือทรงได้ก็จะสลายตัวไปในระยะเวลาอันรวดเร็ว การทรงฌานนั้น ถ้าในส่วนของรูปฌานมีอยู่ ๔ ระดับ คือปฐมฌาน หรือฌานที่ ๑ สภาพจิตจะประกอบไปด้วย วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคตารมณ์

    วิตก คือ การที่เราคิดอยู่นึกอยู่ว่าเราจะภาวนา วิจาร คือ ตอนนี้เรากำลังภาวนาอย่างไร ลมหายใจแรงหรือเบา ยาวหรือสั้นก็รู้อยู่ ปีติ คือ สภาพที่ปรากฏความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๕ อย่างขึ้น ได้แก่ ๑. ขนลุก ๒. น้ำตาไหล ๓. ร่างกายโยกไปโยกมา หรือบางทีก็ดิ้นตึงตังโครมครามไปเลย ๔. ตัวลอยขึ้นไปทั้งตัว ๕. รู้สึกว่าตัวพอง ตัวใหญ่ ตัวแตก ตัวระเบิด หรือเห็นแสงเห็นสีต่าง ๆ อาการเหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ก็คือสภาพจิตที่กำลังเข้าถึงปีติ

    ลำดับถัดไปเมื่อจิตดำเนินลึกเข้าไปอีกนิดหนึ่ง ก็จะเกิดความสุขเยือกเย็นอย่างที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน เนื่องจากในขณะจิตนั้น กำลังสมาธิมีสูงพอที่จะกด รัก โลภ โกรธ หลง ให้ดับลงได้ชั่วคราว รัก โลภ โกรธ หลง ที่เป็นไฟใหญ่ ๔ กอง เผาเราอยู่ตลอดเวลา เมื่อถึงเวลาไฟดับลง เราจะรู้สึกสบายอย่างไรนั้น ไม่สามารถที่จะอธิบายเป็นคำพูดได้ ท้ายสุด เอกัคตารมณ์ คือ กำลังใจที่ตั้งมั่นเป็นหนึ่งเดียว จิตจะแน่วแน่อยู่เฉพาะหน้า ลืมตาอยู่ต่อให้เห็นคนเดินไปเดินมา หรือเห็นใครทำอะไรที่น่าหวาดเสียวอยู่ใกล้ ๆ จิตใจก็ไม่วอกแวกคลอนแคลนตามไป หรือได้ยินเสียงอะไรก็ไม่เกิดความสนใจในเสียงนั้น ความรู้สึกทั้งหมดอยู่ที่ลมหายใจเข้าออกและคำภาวนา

    ถ้าหากว่าอาการทั้งหลายเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างชัดเจน แปลว่าท่านกำลังอยู่ในฌานที่ ๑ หรือที่บาลีเรียกว่าปฐมฌาน

    หลังจากนั้น ถ้าตั้งใจตามดูตามรู้ลมหายใจต่อไป ก็จะรู้สึกว่าลมหายใจค่อย ๆ เบาลง หรือลมหายใจละเอียดขึ้น หรือบางทีรู้สึกว่าลมหายใจหายไปเลย บางทีคำภาวนาก็หายไปด้วย ถ้าถึงระดับนี้แสดงว่าสภาพจิตของท่านเข้าสู่ฌานที่ ๒ ที่เรียกว่า ทุติยฌาน

    เมื่อท่านตั้งใจตามดูตามรู้อาการเหล่านั้น โดยที่ไม่ไปหวั่นไหวว่าขณะนี้เราไม่ได้หายใจ ขณะนี้เราไม่ได้ภาวนา เพียงแต่กำหนดดูกำหนดรู้ว่า ตอนนี้ลมหายใจของเราเบาลง ละเอียดขึ้น หรือว่าไม่หายใจแล้ว คำภาวนาของเราไม่มีแล้ว เอาจิตตามดูอยู่แบบนี้ ถ้าสามารถทำได้โดยไม่หวั่นไหว ไม่เคลื่อนไปไหน ก็จะเกิดมีอาการรู้สึกเหมือนกับว่า ร่างกายของเราแข็งเป็นหิน บางทีก็เริ่มรู้สึกจากปลายจมูก หรือบริเวณปาก บริเวณคางก่อน รู้สึกว่าเย็นจนแข็ง แล้วความรู้สึกก็ค่อย ๆ กระจายออกไป จนเหมือนรู้สึกแข็งไปทั้งตัว หรือบางทีก็รู้สึกเหมือนโดนใครมัดตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้าแข็งทื่อไปหมด ไม่สามารถที่จะขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวได้ ถ้าอาการอย่างนี้ปรากฏขึ้น ขอให้ทุกคนทราบว่า เราเข้าสู่ระดับฌานที่ ๓ หรือที่ภาษาบาลีเรียกว่า ตติยฌาน

    ถ้าเรายังไม่หวั่นไหว ไม่คลายกำลังใจออกมา ยังตามดูตามรู้ว่า ตอนนี้ร่างกายเกิดอาการแบบนี้ ๆ ขึ้น กำหนดใจสบาย ๆ ตามดูไป ความรู้สึกทั้งหมดจะรวบเข้ามา ๆ จนกระทั่งรู้สึกสว่างไสวอยู่จุดเดียว อาจจะสว่างอยู่ตรงศีรษะ สว่างอยู่ตรงหน้า หรือว่าสว่างอยู่ในอก ความสว่างไสวเยือกเย็นจะปรากฏขึ้นมากเป็นพิเศษ สภาพจิตไม่สนใจสิ่งต่าง ๆ ภายนอก เสียงบังเกิดขึ้นก็ไม่รับรู้ ถ้าหากว่าลักษณะนี้ก็ขอให้ทราบว่า สภาพจิตของท่านเข้าสู่ฌานที่ ๔ หรือที่เรียกว่า จตุตถฌาน

    การเข้าฌานได้นั้นยังไม่ใช่ของดีแท้ เพราะว่าเรายังไม่สามารถที่จะใช้ผลของฌานนั้นได้ จึงต้องซักซ้อมในการเข้าออกให้คล่องตัว ด้วยการคลายกำลังใจออกมา กำหนดภาวนากลับเข้าไปใหม่ คลายกำลังใจออกมา กำหนดภาวนากลับเข้าไปใหม่ ซักซ้อมอย่างนี้อยู่บ่อย ๆ จนนึกอยากจะเข้าฌานเมื่อไรก็เข้าได้ อยากจะออกเมื่อไรก็ออกได้ อยากจะเข้าฌานไหนก็สามารถที่จะเข้าได้ทันที สลับสับเปลี่ยนในระหว่างฌานที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ไม่จำเป็นต้องเข้าตามลำดับ อาจจะเป็นการเข้าถอยหลังก็ได้ กระโดดสลับไปสลับมาเป็น ๔,๓,๒,๑ อะไรเหล่านี้ เป็นต้น

    ทำจนเกิดความคล่องตัว ต้องการเมื่อไรสามารถทำได้เมื่อนั้น ถ้าอย่างนั้นแปลว่าท่านเป็นผู้ที่ทรงฌาน เมื่อถึงเวลานั้นเราต้องการที่จะใช้กำลังของฌานในการต่อสู้กับกิเลส ก็สามารถใช้ได้ ๒ อย่างด้วยกัน อย่างแรกก็คือเมื่อรู้สึกว่า รัก โลภ โกรธ หลง จะเกิดขึ้น อาศัยความชำนาญในการเข้าฌาน สภาพจิตของเราก็จะพุ่งสู่ระดับฌานใดฌานหนึ่ง ทันทีที่สภาพจิตทรงตัวแบบนั้น กิเลสก็ไม่สามารถที่จะกินใจเราได้ รัก โลภ โกรธ หลง ก็จะดับไปเอง

    วิธีที่สองก็คือ เมื่อเราทรงฌานจนถึงที่สุดที่เราทำได้แล้ว ให้คลายกำลังใจออกมาแล้วพิจารณาวิปัสสนาญาณ อย่างเช่น ดูให้เห็นว่าสภาพร่างกายนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเรา หรือว่าดูว่าร่างกายนี้มีการเกิดดับอยู่ตลอดเวลา หรือว่าร่างกายนี้มีแต่โทษแต่ภัย ในเมื่อเราเห็นร่างกายของเราเป็นเช่นนี้ ก็อนุมานได้ว่าร่างกายของคนอื่นก็มีสภาพเช่นเดียวกัน ถ้าสภาพจิตยอมรับ เราอาศัยกำลังฌานนั้นก็สามารถตัดกิเลสได้บางส่วน ตามกำลังความสามารถของสมาธิและปัญญาของตน

    ในเรื่องของการทรงฌาน จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับนักปฏิบัติ ถ้าตราบใดที่เรายังทรงฌานไม่ได้ โอกาสที่จะชนะกิเลสก็ไม่มี ดังนั้น..อย่างน้อย ๆ ต้องทรงปฐมฌานแบบละเอียดและคล่องตัวให้ได้ หรือใครสามารถเข้าถึงฌาน ๔ ได้ ก็จะเป็นการดีที่สุด

    ลำดับต่อไปให้ทุกท่านตั้งใจภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้รับสัญญาณบอกว่าหมดเวลา

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน ณ บ้านวิริยบารมี
    วันศุกร์ที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๗

    ที่มา www.watthakhanun.com

    #๖๐ปีพระครูวิลาศกาญจนธรรม
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • 1503537681.jpg
      1503537681.jpg
      ขนาดไฟล์:
      26.4 KB
      เปิดดู:
      12
  6. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,412
    กระทู้เรื่องเด่น:
    366
    ค่าพลัง:
    +59,894
     
  7. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,412
    กระทู้เรื่องเด่น:
    366
    ค่าพลัง:
    +59,894
    ?temp_hash=e23274003071dc0aec18333d65d18c17.jpg




    ยันต์เกราะเพชรเป็นคู่ศึกของไสยศาสตร์โดยตรง เพราะว่าเป็นพุทธานุภาพ คืออานุภาพของพระพุทธเจ้าท่าน พุทธะ แปลว่า ตื่น ส่วน ไสยะ แปลว่า หลับ ในเมื่อตื่นกับหลับ ความสว่างกับความมืด จึงเป็นคู่ศึกแก่กันโดยตรง ท่านใดที่พกยันต์ติดตัวหรือว่ารับยันต์เกราะเพชรไปแล้ว ถ้าสามารถรักษาศีลอย่างน้อย ๒ ข้อได้ ก็คือ การไม่กินเหล้า ซึ่งเป็นการเบียดเบียนตนเองและครอบครัว กับการไม่ลักขโมย ซึ่งเป็นการเบียดเบียนผู้อื่น ท่านก็จะสามารถรักษายันต์เกราะเพชรให้คุ้มครองตนเองเอาไว้ได้

    ท่านใดที่รับยันต์เกราะเพชรไปแล้ว จึงควรที่จะเว้นขาดจากแอลกอฮอล์ทั้งปวงและการลักขโมย ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายไปกินเอาเหล้าหรือว่ากินอาหารที่ผสมเหล้าเข้าไป วิธีสังเกตชัดที่สุดก็คือ จะรู้สึกร้อนวาบออกผิวหนังไปเลย แปลว่ายันต์เกราะเพชรกลับไปหาพระพุทธเจ้าท่านแล้ว ไม่มีอะไรคุ้มกันเราได้แล้ว ถ้ามีการเป่ายันต์เกราะเพชรเมื่อไร ท่านทั้งหลายก็มารับใหม่ หรือถ้าไม่มีก็แปลว่าเราไม่สามารถที่จะรักษาของดีเอาไว้คุ้มครองป้องกันตนเองได้อีกต่อไป
    แอลกอฮอล์หรือสุราที่อนุญาตให้มีอยู่อย่างเดียว ก็คือ ยาดองเหล้าหรือว่ายาผสมเหล้าตามสูตร ถ้ายาผสมเหล้าตามสูตรสามารถกินได้ แต่ต้องกินตามที่หมอสั่ง ซึ่งสูงสุดก็ไม่เกิน ๓๐ ซีซี หรือโบราณเรียกว่า ๑ เป๊ก ถ้ากินมากกว่านั้นยันต์เกราะเพชรก็ไม่อยู่ด้วยเหมือนกัน

    ดังนั้น...จำวิธีรักษายันต์เกราะเพชรไว้ให้แม่น ๆ ว่าพวกเราต้องรักษาศีลให้ได้อย่างน้อย ๒ ข้อ ก็คือ ไม่ลักขโมยและไม่กินเหล้า ไม่ว่าจะเป็นเบียร์เป็นไวน์ก็เหมือนกัน หรืออาหารที่ผสมเหล้าทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นช็อกโกแล็ต ไอศกรีม ขนมเค้ก หรือว่าบรรดาอาหารป่าที่นิยมใส่เหล้า โปรดงดเว้นอย่างเด็ดขาด

    ถ้าหากว่าเรารักษายันต์เกราะเพชรได้แล้ว ยังต้องคอยปลุกเอาไว้ทุกวัน ท่านใดที่มีความขยัน ตื่นเช้าขึ้นมาก็ให้ภาวนาอิติปิ โสฯ สวากขาโตฯ สุปฏิปันโนฯ เต็มบทสัก ๓ จบ ให้กำลังใจของเราทรงตัวมั่นคง แล้วกลืนน้ำลาย ๓ ครั้ง ยันต์เกราะเพชรจะคุ้มครองรักษาท่านได้ทั้งวัน หรือถ้าใครมีเวลาน้อย ให้ภาวนาพุทโธจนกำลังใจทรงตัวก็ได้ แล้วกลืนน้ำลาย ๓ ครั้ง อำนาจยันต์เกราะเพชรก็จะรักษาท่านได้ทั้งวัน
    ....................................
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. วัดท่าขนุน
    www.watthakhanun.com

    #พระพุทธศาสนาช่วยโลก #พระสงฆ์ช่วยสังคม #แบ่งปันธรรมะ
    #๖๐ปีพระครูวิลาศกาญจนธรรม
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  8. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,412
    กระทู้เรื่องเด่น:
    366
    ค่าพลัง:
    +59,894
    c_oc=AQlAbdDaXhRUVboq-ENmV7zeK1lGJgkG92GhfU8EQH3DOPBz6uSuEaGHVaaKHfbpNHg&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg







    "เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๒ ไปร่วมงานปฐมนิเทศเจ้าสำนักปฏิบัติธรรมและตัวแทนจากสำนักปฏิบัติธรรม ซึ่งไปทบทวนการปฏิบัติธรรม ๑๕ วัน ที่อาคารปฏิบัติธรรมโพธิญาณมหาวิชชาลัย

    พอให้โอวาทเสร็จ เจ้าคณะภาคท่านก็บอกให้นำเจริญพุทธมนต์ถวายสมเด็จพระสังฆราช มีแต่คนเกี่ยงกัน ท่านเจ้าคุณราชรัตนมุนีหรือท่านเจ้าคุณบุญเทียม เลขานุการหนฯ ท่านก็ไม่เอา โยนให้ท่านเจ้าคุณปัญญา ท่านเจ้าคุณปัญญา เลขานุการภาคฯ ก็โยนมาให้พระอาจารย์เล็ก

    อาตมาเข้าใจดีว่าทำไมท่านเกี่ยงกัน เวลาพระหรือโยมสวดมนต์มาก ๆ แล้วจะลากจนยืด คนนำสวดเหนื่อยตายเลย พอพระอาจารย์เล็กขึ้นไปปัญหานี้ไม่มี เพราะว่าจะสวดให้เร็วกว่าปกติครึ่งจังหวะ พอเขาเร่งตามก็จะพอดี แต่ก็เหนื่อย เพราะว่าต้องเสียงดังกว่าเขาและต้องคุมจังหวะเขาได้ เพียงแต่ว่าปัญหาสวดมนต์ยืดอืดเป็นเรือเกลือจะไม่มี

    แบบเดียวกับที่วัดท่าขนุน สั่งพระท่านไว้เลยว่า ถ้างานใหญ่ ๆ โยมเยอะ ๆ สวดให้เร็วกว่าปกติครึ่งจังหวะแล้วจะพอดี ไม่อย่างนั้นแล้วโดนถ่วงจะอืดเป็นเรือเกลือ แล้วก็ไปกันไม่ได้ พอพระท่านเหนื่อยมาก ๆ ท่านก็จะหยุด ก็ปล่อยโยมกันไป "พุท....โธ" เป็นทุกที่ ไปสังเกตได้ สำคัญที่หัว ถ้าหากว่าหัวเร่งขึ้นเสียงดังได้ พวกนั้นจะตามมาเอง แต่ถ้าหัวเร่งไม่ขึ้นนี่ตายเลย

    วันก่อนก็เลยโยนกันไปโยนกันมา ในที่สุดหน่วยกล้าตายอย่างอาตมาก็ต้องขึ้นไป"

    "โดยเฉพาะบรรดาเจ้าสำนักปฏิบัติธรรมส่วนใหญ่แล้วอาวุโสมาก สังเกตกันว่าถ้าคุยเรื่องการปฏิบัติธรรมว่าสายไหนดีอย่างไร ? เหมาะอย่างไร ? จะเถียงกันแหลกทุกครั้ง ก็คือเอากิเลสไปชนกัน โดยที่ลืมไปว่าการปฏิบัติธรรมทุกสายมาจากพระพุทธเจ้าทั้งหมด เพียงแต่ว่าครูบาอาจารย์ของตนเองนั้นถนัดแบบไหนก็สอนแบบนั้น พอมีคนเชื่อถือมาก ๆ เข้าก็กลายเป็นสายหนึ่งขึ้นมา

    อย่างปัจจุบันนี้ถ้าพูดถึงสายธรรมกายก็ยังแยกออกเป็น ๒ สายก็คือธรรมกายแบบวัดปากน้ำ หรือธรรมกายแบบวัดธรรมกาย ถ้าธรรมกายแบบวัดปากน้ำก็ยังมีวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม เป็นต้นแบบอยู่ เพราะว่าหลวงป๋าท่านปฏิบัติจนกระทั่งทำได้จริง แล้วท่านเป็นพระ

    แต่ว่าในวัดปากน้ำ บรรดาท่านที่ทำแล้วอยู่ในระดับหัว ๆ เป็นแม่ชีทั้งหมด ก็เลยกลายเป็นวัดหลวงพ่อสดธรรมกายารามต้องออกหน้า เป็นสายธรรมกายวัดปากน้ำ ส่วนทางด้านธรรมกายสายวัดธรรมกายคลองหลวง ท่านไปไกลแล้ว มีสาขาทั่วโลกเลย"

    "ในส่วนนี้เราจะเห็นว่า แม้กระทั่งสายการปฏิบัติเดียวกัน พอมีความต่างในแนวทางคำสอนก็แยกสายออกไปได้อีก เหมือนกับกิ่งไม้ มาถึงก็แตกง่าม เพราะฉะนั้น..ตรงนี้ภาษานักวิชาการเขาเรียก อาจาริยวาท ก็คือถือคำสอนของอาจารย์เป็นใหญ่

    แม้กระทั่งสายวัดป่าในปัจจุบัน ถ้าเราสังเกตก็จะมีสายหลวงตาบัว ก่อนหน้านี้มีหลวงปู่มั่นสายเดียว ตอนนี้จะมีสายหลวงตามหาบัว มีสายหลวงพ่อชา วัดหนองป่าพง ปัจจุบันนี้ยังมีสายท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ วัดนาป่าพงอีก ไปกันใหญ่ แตกหลายกิ่งหลายก้าน ไม่ต้องแปลกใจว่าพระพุทธศาสนาของเราพอมาถึงยุคประมาณ พ.ศ. ๓๐๐ เศษขึ้นมา แตกออกเป็นถึง ๑๗-๑๘ นิกาย

    นิกายที่ได้รับความเชื่อถือมากที่สุดก็คือมูลสรวาสติวาท ซึ่งยังถือพระธรรมวินัย ๒๒๗ ข้ออยู่ แต่มีส่วนเสริมเข้ามา อย่างปัจจุบันนี้พุทธมามกะในประเทศอินเดียเขาไม่ได้ถือศีล ๕ เขาถือศีล ๒๒ มากกว่าเราเข้าไปอีก ๑๗ ข้อ เพราะว่าท่านทั้งหลายเหล่านั้นส่วนใหญ่แล้วพื้นเดิมเป็นฮินดู ก็จะต้องมีศีลที่ห้ามกลับไปยุ่งเกี่ยวกับฮินดูด้วย แต่เขาก็ยอมรับกันได้ เพราะว่าศาสนาพุทธของเราไม่มีการถือชั้นวรรณะ เห็นว่าทุกคนเป็นเพื่อนร่วมทุกข์เกิดแก่เจ็บตายเหมือนกันหมด

    เพราะฉะนั้น..ทางด้านอินเดีย ศรีลังกา ถ้าประกาศตนเป็นพุทธมามกะแล้วนี่ก็คือทั้งชีวิตเลย ไม่มีการชักเข้าชักออก เพราะว่าถ้าคุณย้อนกลับไป ฮินดูเขาก็ไม่รับแล้ว เพียงแต่ว่าอินเดียหรือศรีลังกาของเขาถ้าปฏิบัติก็คือทุ่มเทจริง ๆ พระไทยเคยไปแล้วไปสูบบุหรี่ให้เห็น คนอินเดียเขากระชากบุหรี่โยนทิ้งเลย “คุณเป็นนักบวช กิเลสแค่นี้ยังละไม่ได้แล้วจะไปสอนใคร” เขาเล่นแรงขนาดนั้น สูบบุหรี่บ้านเราที่ไม่มีความผิดตามพระวินัย แม้ว่าปัจจุบันนี้ถ้าหากว่าสูบผิดที่จะผิดกฎหมาย บ้านเขานี่เห็นความผิดพอ ๆ กับอาบัติปาราชิกเลย ปาราชิกบ้านเรานี่ขาดความเป็นพระไปเลย"

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)

    เก็บตกบ้านเติมบุญ ต้นเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๒
     
  9. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,412
    กระทู้เรื่องเด่น:
    366
    ค่าพลัง:
    +59,894
    #การปฎิบัติอย่าสู้แรงนะ

    "การปฏิบัติอย่าสู้แรงนะ ถ้าสู้แรงเราแพ้มัน" ที่พระพุทธเจ้าบอกว่าให้ใช้ "มัชฌิมาปฏิปทา" คืออารมณ์ที่เคยบอกเสมอๆ อีกอารมณ์หนึ่งคือ "ช่างมัน" เป็น "สังขารุเปกขาญาณ" ศัพท์ว่าช่างมันเป็นภาษาไทย โอ๊ย เรื่องกล้วยๆ ขี้หมูขี้หมา จะมีผลอะไร จริงๆถ้าว่ากันตามภาษาบาลี เขาเรียก "สังขารุเปกขาญาณ" ใช่ไหม พอบอกสังขารุเปกขาญาณโก้บรรลัย แหม! กูเก่ง เป็นไง ขาโดนไม้ตีดังเปก เดินลากยานไปเลย

    "สังขารุเปกขาญาณ" คือ วางเฉยในขันธ์ ๕ วางเฉยในอารมณ์ "สังขาร"
    "ปุญญาภิสังขาร
    อปุญญาภิสังขาร
    อเนญชาภิสังขาร"
    สังขารุเปกขาญาณ พูดได้สองอารมณ์ อารมณ์หนึ่ง คือวางเฉยในขันธ์ ๕
    อีกในอารมณ์หนึ่ง ต้องวางเฉยใน "สังขาร" สังขาระ เปกขาญาณ "สังขาร" ได้แก่อารมณ์
    หนึ่ง อารมณ์ที่เป็นบาป
    อารมณ์ที่เป็นบุญ หรือว่า
    อารมณ์ชั่ว
    อารมณ์ดี
    อารมณ์เฉยๆ

    "ปุญญาภิสังขาร" อารมณ์ที่สัมผัส กรรมที่เป็นกุศล ที่เป็นบุญด้านของความดี
    "อปุญญาภิสังขาร" อารมณ์ที่สัมผัสที่คบกับความชั่ว
    "อเนญชาภิสังขาร" อารมณ์จับพระนิพพานเป็นอารมณ์
    ๓ อย่าง ทีนี้เราต้องวางใจในอารมณ์ ๒ คือ "ปุญญาภิสังขาร กับ อปุญญาภิสังขาร" อารมณ์ที่เป็นบุญก็ไม่สนใจ อารมณ์ที่เป็นบาปก็ไม่สนใจ คำว่าไม่สนใจ เราไม่ติดในบุญ การทำบุญคราวนี้ต้องการผลตอบแทนในปัจจุบันให้ถูกลอตเตอรี่ อย่างอัญเชิญพูดเมื่อตะกี้นี้นะ หรือว่าทำบุญคราวนี้ไปสวรรค์ ทำบุญคราวนี้เราจะไปเป็นพรหม ทำบุญคราวหน้าให้ทานเราจะเป็นมหาเศรษฐี อันนี้เราไม่เอา เราไม่ต้องการ เราต้องการอเนญชาภิสังขาร เราต้องการนิพพานอันเดียวใช่ไหม นี่ "ต้องการอเนญชาภิสังขาร ต้องการนิพพานอย่างเดียว จับอารมณ์ตรง"

    ⚘"สังขารุเปกขาญาณ" คิดว่าร่างกายมันจะเป็นอย่างไรก็ช่าง อารมณ์ที่เราเกิดมาแล้วมันจะสัมผัสอะไรเราหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย เราทำดีแต่คนอื่นเขาหาว่าชั่วก็เป็นเรื่องของเขา อย่างพระพุทธเจ้าเป็นอรหันต์แล้ว พระสารีบุตร พระโมคคัลลาน์ เป็นอรหันต์แล้ว ไม่เคยก่อเวรก่อกรรมกับใคร แต่ว่าทำให้เขาไม่ถูกใจ เขาก็ด่า พระพุทธเจ้าถูกด่ามากกว่าเรา ถ้าเราจะถูกด่าบ้างก็ไม่ได้เสี้ยวหนึ่งในล้าน หรือหนึ่งในหลายร้อยล้านที่พระพุทธเจ้าถูกด่า เรื่องเล็กๆ ก็ถือว่าถ้าเรายังมีร่างกายอย่างนี้ เราเกิดมาเพื่ออะไร เกิดมาเพื่อให้เขาด่า หรือเกิดมาเพื่อให้เข้าชม ไอ้โลก ธรรม คือ "นินทา ปสังสา" นินทาและสรรเสริญ เป็นธรรมดาของโลก ทีนี้ถ้าเราทำมันถูกมันต้อง แต่ว่ามันไม่ถูกใจเขา เขาก็ด่า เขาก็นินทา เราจะห้ามเขายังไง เราก็เฉย

    เขาหาว่าเราผิดแต่เราถูก เราก็ผิดไปไม่ได้
    ถ้าเราทำผิด เขาสรรเสริญว่าถูก มันก็ถูกไม่ได้เหมือนกัน
    เราทำชั่ว เขาสรรเสริญว่าดี เราก็ดีไปไม่ได้
    เราทำดี เขานินทาว่าชั่ว เราก็ชั่วไม่ได้
    รวมความว่า เราถืออารมณ์เราเป็นสำคัญ แล้วถือว่าทำถูกเป็นสำคัญ ขึ้นชื่อว่าคนเลวไม่มีใครยอมรับว่าเขาเลว แต่ว่าเราก็อย่าไปนึกว่าเขาเลวหรือเขาดี เขาจะเลวหรือเขาจะดีเป็นภาระของเขา แต่เราประคองใจเราไว้ด้านเดียวให้อยู่ในด้านของความดี ความดีของเราไม่ใช่ปุญญาภิสังขาร ไอ้ปุญญาภิสังขาร สังขารแปลว่าอารมณ์ "อารมณ์ที่รับเอาความดีไว้ เรียกปุญญาภิสังขาร" ควาดีต่ำ อปุญญาภิสังขาร
    "อารมณ์ที่รับความชั่วเข้าไว้เรียก อปุญญาภิสังขาร" สองอย่างนี้เราไม่เอา เราต้องการอย่างเดียวคือ
    "อเนญชาภิสังขาร อารมณ์ต้องการพระนิพพาน" นี่เขาด่าเราถือว่ามันเป็นครู เกิดกี่ชาติมาแล้วที่เราถูกด่า เราจำไม่ได้ จำได้ไหม จำไม่ยักได้ ดีนะเขาอุตส่าห์มาด่าเตือนนะ ว่า
    ฉันด่าแกมาเยอะแล้ว แกมันหูด้าน หน้าด้าน ใจด้าน

    ทีนี้เราเลิกด้าน ไม่ใช่ต่อล้อต่อเถียง เราเลิกด้าน คือจะไม่อยู่กับขันธ์ ๕ มันต่อไป ขึ้นชื่อว่าการเกิดเป็นมนุษย์ เป็นเทวดา หรือพรหมไม่เอาอีกแล้ว ไม่ไหว เกิดมาทีไรก็ถูกด่าทุกที ใช่ไหม ดีไม่ดีเราทำดีไม่พอ มันชมดีไปกว่าเก่าเสียอีก ไอ้คำชมแบบนี้ ต้องถือว่า เหมือนเอาหอกมาเสียบหัวใจ ถ้าเราไปหลงคำชมเมื่อไร เราก็ลงนรกน่ะซิใช่ไหม เหมือนเอาหอกมายันหัวใจเราแล้วก็ซุกไปในนรก รวมความว่า เขาด่า เขาติ เขาชม ก็ดี ถือว่ามันเป็นธรรมดา เราก็วางอารมณ์อันนี้ถือว่า "สังขารุเปกขาญาณ"

    หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง อุทัยธานี
    จากหนังสือ "ธัมมวิโมกข์" ฉบับที่ ๒๖๔ มีนาคม ๒๕๖๔ หน้าที่ ๘๕-๘๗
    คัดลอกโดย Nook Pinthong

    c_oc=AQn8mbGW7wEYd-I9RSBDo8-bRpyfR1W8A-UniwKOKyut2E7PkFpiMa8EiZs3TCnOU64&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     
  10. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,412
    กระทู้เรื่องเด่น:
    366
    ค่าพลัง:
    +59,894
    c_oc=AQl251sdf9awqDiFA0a5DhA_BQmcONN4KNjhYpa7t1TrXwOT5wakpaqVSZs_Jnn_wg4&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg



    บทธรรมะโพธิจิตเมตตาเมตตาธรรมครูบาพ่อ

    #จงเปิดจิตนี้ให้แจ้งสว่างไสวไม่มีประมาณ ในแสนโกฏิจักรวาล แผ่เมตตาจิตแก่สรรพสัตว์ทั้งหลายๆไม่มีขอบเขตไม่มีประมาณ มีจิตใจอ่อนโยนสงสารเอ็นดูในหมู่สรรพสัตว์ทั่วหน้า #จงตั้งจิตให้ดูรู้แจ้งสงบอยู่ภายใน กายเยือกเย็น วาจาเยือกเย็น ใจเยือกเย็นเป็นธรรมะปิติอยู่ในดวงใจ ไม่มีเวรไม่มีภัยในกาลทุกเมื่อ ตั้งตนอยู่ในธรรมอันสงบ ประกอบด้วย กายกรรมเมตตา วจีกรรมเมตตา มโนกรรมเมตตา พุทธเมตตา ธรรมะเมตตา สังฆะเมตตา

    #ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายอย่าได้มีความทุกข์ อย่าหิงสาเบียดเบียนซึ่งกันและกัน จงมีความรักเมตตาสามัคคีกัน ให้สาธุเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน หวังความเจริญประโยชน์แก่กันด้วยเถิด

    ขอให้เกิดเป็นพละกำลังเมตตาอันยิ่งใหญ่ไพศาลหาประมาณมิได้ ให้เกิดเป็นจิตตะสามัคคี วจีสามัคคี กายะสามัคคี ให้มั่นคงดำรงในศีลจริยะ อริยธรรมนำตนให้พ้นทุกข์ในวัฏฏะสงสารให้ถึงนิพพานด้วยเทอญ

    #ให้จิตเจริญพรหมวิหารธรรมทั้งสี่ อันมีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา แผ่เมตตาตลอดทุกเวลาทุกอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน ก็น้อมจิตเมตตาทุกเมื่อทุกกาล บุคคลนั้นย่อมไม่มีเวรมีภัยกับใครในโลก จะพ้นโศกทุกข์นานา มีจิตไม่ขุ่นมัว ไม่โกรธ ไม่แค้นแก่สัตว์บุคคลใดทุกเมื่อ

    เมื่อได้ปฏิบัติเมตตาภาวนาอย่างว่ามานี้ #ย่อมเป็นผู้ชนะสิบทิศ เป็นผู้ลอยแล้วซึ่งบาป เป็นอุดมบุคคล เป็นผู้ข้ามฝั่งโลกสงสาร ถึงพระนิพพานไม่ต้องกลับมาเกิดในครรภ์อีกต่อไป

    ที่กล่าวมานี้เป็นการเจริญจิตเมตตาภาวนาของพระอริยเจ้าทั้งหลาย แลขอยุติคำเมตตาไว้เท่านี้ ด้วยจิตเมตตายิ่งในดวงใจ พระครูบาบุญชุ่ม ญาณสํวโร อรัญวาสีภิกขุ

    เมตตาจิตตํ สุขาวหํ
    เมตตาธัมมํ อนุตรํ
    เมตตาโลกานุกัมปิ

    ท่านทั้งหลายจงตั้งจิตเมตตาในกาลทุกเมื่อ น้ำเย็นใครก็อยากกินอยากอาบ จงลอยบาปด้วยเมตตาธรรม เมตตาจิต ให้ความสุขพ้นทุกข์ภัย มีความสุขกายสบายใจทุกเมื่อเอย **สุขแท้คือเมตตาบารมี**

    คัดลอกโดย Moon Clearly
    #จากหนังสือธรรมบุญ (น.๒๒๓-๒๒๕)
    #พระครูบาบุญชุ่มญาณสํวโร
    #พระโพธิสัตว์
     
  11. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,412
    กระทู้เรื่องเด่น:
    366
    ค่าพลัง:
    +59,894
    คาถาพระปัจเจกโพธิ์โปรดสัตว์เป็นแกนกลางของคาถาเงินล้าน คาถาเงินล้านมีเปลือก มีกระพี้หุ้มอยู่เยอะแยะ เพื่อใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ กัน มีทั้งคาถาปัดอุปสรรค มีทั้งคาถาเร่งลาภ มีทั้งคาถาพิทักษ์ทรัพย์ พูดง่าย ๆ ก็คือ ให้หมดอุปสรรค ได้เงินเร็ว แถมมาแล้วยังไม่หมดอีกต่างหาก

    จริง ๆ แล้วพระคาถาเหล่านี้พระท่านให้หลวงพ่อวัดท่าซุงใช้เป็นส่วนตัว ตั้งแต่ปี ๒๕๒๘ สภาพเศรษฐกิจช่วงนั้นแย่มาก ท่านย่าจึงขอกับพระท่านว่า ขอให้ลูกหลานหลวงพ่อได้ใช้คาถาบ้าง ไม่อย่างนั้นจะไม่มีกำลังในการสร้างวัด เพราะช่วงนั้นหลวงพ่อท่านทำอาคารใหญ่ ๆ หลายหลังพร้อม ๆ กัน พอได้รับอนุญาตท่านก็เอามาให้ภาวนากัน
    ส่วนใหญ่ที่ทำกันก็คือ ทำพอเป็นเชื้อสาย ภาวนากัน ๕ จบ ๙ จบ อะไรประมาณนั้น

    อาตมาเลยมาคิดว่าสมัยหลวงปู่ป่าน มีนายแจ่ม เปาเล้ง มีนายห้างประยงค์ ตั้งตรงจิตร ทำจนเกิดผลเป็นตัวอย่างได้ สมัยหลวงพ่อวัดท่าซุงทำไมไม่มีใครทำเป็นตัวอย่างบ้าง ท้ายสุดก็มาคิดว่า ในเมื่อคนอื่นไม่ทำ เราก็ทำเสียเอง ก็เลยตั้งหน้าตั้งตาลุยอยู่ ๓ ปีกว่า หลังจากที่เกิดผลขึ้นมา ก็เกิดความมั่นใจ หลังจากนั้นก็ไม่ได้ทำในลักษณะที่กำหนดว่าเป็นระยะเวลายาวนานเท่าไร หรือภาวนากี่จบ แต่ว่านึกได้เมื่อไรก็ทำ

    ถาม : ถ้าจะภาวนาให้พระคาถาเงินล้านมีผล กำลังสมาธิต้องถึงระดับไหนครับ ?
    ตอบ : แค่อุปจารสมาธิก็มีผลแล้ว ขอแค่ให้ทำจริงจังสม่ำเสมอ ถ้าหวังผลมากกว่านั้นก็สร้างสมาธิให้สูงขึ้นไปอีก

    ถาม : จะเกิดเป็นนิมิตอะไรไหมครับ ?
    ตอบ : ถ้าเห็นเป็นนิมิตก็ชนิดที่เห็นเงินเป็นฟ่อน ๆ หรือเป็นมัด ๆ มาเลย หรือมาเป็นคันรถอย่างอาตมาก็ได้ แต่จริง ๆ แล้วไม่จำเป็นต้องมีนิมิตหรอก ถ้าภาวนาได้สัก ๒ เดือนติดกันสม่ำเสมอ ผลก็จะเกิดเอง

    ถาม : สำคัญคือต้องภาวนาให้เป็นฌานด้วย ?
    ตอบ : คาถาเป็นพื้นฐานของอภิญญา ต้องการคนจริงจังสม่ำเสมอ ถ้าสมาธิยิ่งสูงเท่าไรคาถาก็มีผลมากเท่านั้น
    ....................................
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. วัดท่าขนุน
    www.watthakhanun.com

    #พระพุทธศาสนาช่วยโลก #พระสงฆ์ช่วยสังคม #แบ่งปันธรรมะ
    #๖๐ปีพระครูวิลาศกาญจนธรรม

    c_oc=AQkKyYbupJ-Jp8EmKD1S_vRkKLm9S0O_ra3x9UfbzhlkAptT3b48i2XE5_m13KzscDY&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     
  12. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,412
    กระทู้เรื่องเด่น:
    366
    ค่าพลัง:
    +59,894
    ถ้าญาติโยมทั้งหลายประสบความฝืดเคืองในการทำมาหากินในระยะนี้ ก็อย่ามัวแต่รอรัฐบาลช่วยเหลือ ภาษิตฝรั่งบอกว่า “จงช่วยตัวท่านเองเสียก่อนที่พระเจ้าจะช่วยท่าน” ขอให้ทุกคนนำเอาพระคาถาเงินล้านนี้ไปภาวนาให้เป็นปกติ ถ้าถามว่าเป็นปกติต้องการสักเท่าไร ? เรื่องของพระคาถา ถ้าสมาธิเราสูงเท่าไรก็จะได้ผลเท่านั้น ดังนั้น..อาตมายื่นข้อเสนอให้ญาติโยมที่ต้องการภาวนาคาถาเงินล้านให้ได้ผล ให้ภาวนาวันละ ๑๐๘ จบ ถ้ารู้สึกว่าเยอะ ก็ให้โยมแบ่งเป็น ๓ ช่วง คือ ช่วงเช้า ๓๖ จบ ช่วงกลางวัน ๓๖ จบ ช่วงเย็น ๓๖ จบ ก็จะไม่มากจนเกินกำลัง

    ในเรื่องของคาถานั้นเป็นเรื่องของ “คนจริง” ถ้าเราไม่จริงจังและสม่ำเสมอ การกระทำของเราก็จะไม่ได้ผล

    ท่านทั้งหลายต้องทำอย่างจริงจังและสม่ำเสมอ ถ้าสามารถภาวนาเป็นกรรมฐานได้ต่อเนื่อง ๒ เดือนขึ้นไป อาตมายืนยันว่าได้ผลทุกคน ถ้าอยากได้ผลมาก ได้ผลเร็ว ก็อย่าไปทำเพราะหวังรวย ถึงเวลาเรามีหน้าที่ภาวนา ผลจะเกิดอย่างไรก็ช่างมัน ถ้าสามารถทำใจอย่างนี้ได้ ก็จะเกิดผลได้อย่างที่ท่านต้องการ

    ในเรื่องของพระคาถาเงินล้านนั้น ส่วนที่เป็นพื้นฐานสำคัญมี ๒ อย่าง ก็คือ พื้นฐานจากทานแต่ดั้งเดิมของเรามา ถ้าท่านมีการให้ทานเป็นปกติ พื้นฐานของทานก็จะสร้างโภคสมบัติต่าง ๆ ให้เกิดแก่เรา พระคาถาเงินล้านก็จะช่วยเสริมได้มาก แต่ถ้าหากพื้นฐานของเราประกอบด้วยทานบารมีน้อย คำว่าน้อยไม่ได้หมายถึงทำน้อย แต่แปลว่านาน ๆ ทำครั้ง ญาติโยมหลายท่านอาจจะทำบุญปีละครั้ง แต่ครั้งหนึ่งถวายเป็นแสนเป็นล้านเลย นั่นไม่ได้แปลว่าทำมาก แต่ท่านทำน้อยคือน้อยครั้ง ทำให้สภาพจิตไม่เคยชินกับการสละออก แต่ท่านที่ทำบุญน้อย ๆ ครั้งหนึ่ง ๕ บาท ๑๐ บาท ๒๐ บาท ท่านได้ทำบ่อย ๆ สภาพจิตเคยชินกับการสละออกมากกว่า ตัดความโลภจากใจได้มากกว่า ถือว่าท่านทำมาก

    ดังนั้น...ในการให้ทานถือว่าเป็นพื้นฐานใหญ่ส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้พระคาถาเงินล้านได้ผลมาก ขณะเดียวกัน ตัวสมาธิภาวนาก็เป็นพื้นฐานอีกส่วนหนึ่ง ถ้าสมาธิภาวนาท่านทั้งหลายทรงตัว ยิ่งทรงตัวสูงเท่าไร พระคาถาก็ให้ผลมากเท่านั้น แล้วญาติโยมบอกว่า “ถ้าสมาธิของผม ของดิฉัน หรือของหนูมีนิดเดียวเท่านั้น แล้วจะให้คาถาให้ผลอย่างไร ?” อาตมาถึงได้บอกว่าให้ภาวนาวันละ ๑๐๘ จบ ก็คือ พอระยะเวลายาวนานขึ้น สมาธิก็จะทรงตัวมากขึ้น ถ้าสามารถทำได้ต่อเนื่องสม่ำเสมอ ๒ เดือนขึ้นไป แล้วลองพิจารณาดู บางท่านหน้าที่การงานไหลมาเทมา เหนื่อยจนกระทั่งบ่นอยากจะเลิกภาวนา

    เรื่องทั้งหลายเหล่านี้สามารถพิสูจน์ได้ในระยะเวลาอันไม่นาน และเหมาะกับสถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบันนี้ ญาติโยมต่างมีความลำบาก ก็มีวิธีเดียวคือ อัตตาหิ อัตตโน นาโถ ตนแล เป็นที่พึ่งแห่งตน ครูบาอาจารย์ท่านมอบหมายของดีของวิเศษให้แล้ว ถ้าหากว่าเรายังรีรออยู่ ก็อาจจะต้องลำบากเดือดร้อนเสียเปล่า

    ท่านทั้งหลายจึงควรที่จะประพฤติปฏิบัติเสียเองด้วยการภาวนาให้เคยชิน เมื่อเคยชินแล้ว ถึงเวลาคุณความดีส่วนนี้นอกจากทำให้กิเลสลดลงแล้ว ยังทำให้โภคสมบัติต่าง ๆ และทรัพย์สินเงินทองของเรามากยิ่งขึ้น หน้าที่การงานมีความสะดวกคล่องตัวมากขึ้น
    ....................................
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. วัดท่าขนุน
    www.watthakhanun.com

    #พระพุทธศาสนาช่วยโลก #พระสงฆ์ช่วยสังคม #แบ่งปันธรรมะ
    #๖๐ปีพระครูวิลาศกาญจนธรรม

    c_oc=AQl2dRPB1fUP9sz5sJmlKx8gaSRt-p4EUfkFXMzwk7KIYd855LNQDMSiQnaRfg9c4hg&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     
  13. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,412
    กระทู้เรื่องเด่น:
    366
    ค่าพลัง:
    +59,894
    ความเข้มแข็งมากขึ้น งานจะเบาลงเรื่อย ๆ

    ถาม : พยายามที่จะตื๊อสู้กิเลส แล้วเราแพ้ ?
    ตอบ : แรก ๆ ก็จะเป็นอย่างนั้น ก็คือ กำลังของเรายังไม่พอหรอก เราแพ้กิเลสแน่ แต่พอทำไปบ่อย ๆ ก็จะเบาไปเรื่อย ๆ เพราะกำลังของเราเข้มแข็งขึ้น กิเลสชักจะสู้เราไม่ได้ ก็ค่อย ๆ รามือถอยไป จนกระทั่งท้ายสุดเราไม่ต้องใช้ความพยายาม เราก็สามารถทำได้อย่างสบาย ๆ

    ลองไปดูคนที่รักษาศีลไม่ได้ หรือไม่ก็ลองนึกถึงตัวเราที่รักษาศีลใหม่ ๆ ผิดแล้วผิดอีก แต่เราก็พยายามทำอย่างไรที่จะให้ศีลทุกสิกขาบทบริสุทธิ์บริบูรณ์อยู่ได้

    ก็ต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างสูงเลย สติ สมาธิ ปัญญา ความสามารถมีเท่าไรต้องทุ่มเทลงไปจนหมด แต่พอมาทุกวันนี้ศีลทรงตัวแล้ว เราไม่เห็นต้องใช้ความพยายามอะไรเลย จะยืน เดิน นั่ง นอน อย่างไรก็อยู่ในศีล

    ขณะเดียวกันคนที่เขายังรักษาศีลไม่ได้ เขาจะเห็นเหมือนกับแบกช้างทั้งตัว ต้องทุ่มเทความสามารถชนิดจนหยดสุดท้ายแล้วก็ยังเอาตัวไม่รอด ถ้ามองตรงนี้เราจะเห็นความต่างอย่างชัดเจน

    หลังจากที่ได้เพียรพยายามมาระยะหนึ่ง ความเข้มแข็งจะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ งานก็จะเบาลงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งท้ายสุด ทำงานก็เหมือนไม่ได้ทำ ถึงได้บอกว่า ถ้าเบาก็ถูก ถ้าหนักยังไม่ใช่

    สนทนากับพระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ
    ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ เดือนกันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๓

    ที่มา www.watthakhanun.com

    #๖๐ปีพระครูวิลาศกาญจนธรรม

    c_oc=AQkaeBC41T_MM0uWQh9dC6-ujOVgNA6prMUxPh6GeFTFM2bbbha4n6U0CMv0aFodxcU&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     
  14. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,412
    กระทู้เรื่องเด่น:
    366
    ค่าพลัง:
    +59,894
    เปลี่ยนร่างกันพลาด

    เมื่อ พ.ศ. 2530 อาจารย์ศุภรัตน์พร้อมคณะได้บวชที่วัดพุทธไธศวรรย์ ตำบล สำเภาล่ม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ครั้งนี้เป็นการลาบวช 4เดือน ตามระเบียบของราชการก่อนบวช1วัน อาจารย์ศุภรัตน์ได้พาคณะไปบวชกับหลวงปู่ดู่ ซึ่งท่านบอกว่าท่านบวชนาค ไม่ได้บวชพระ เพราะท่านไม่ใช่อุปัชฌาย์ โดยท่านนำกายทิพย์ของพวกเราไปบวชกับพระพุทธเจ้า หลังจากนั้นอีก1วัน จึงเข้าพิธีอุปสมบทที่พระอุโบสถวัดพุทธไอศวรรย์ ซึ่งเป็นพระอารามที่สมเด็จพระอู่ทองกษัตริย์ องค์เเรกของกรุงศรีอยุธยา ถวายตำหนักเวียงเหล็กที่ประทับของพระองค์ให้เป็นวัด ในพระพุทธศาสนาอุปสมบทเเล้วทุกองค์ พากันตั้งใจภาวนาปฏิบัติ โดยมีญาติโยมบางท่านก็มาปฏิบัติด้วย

    วันหนึ่ง ทางบ้านส่งข่าวมาว่าบิดา อาจารย์ศุภรัตน์ป่วยหนัก เข้าห้องไอซียู อาการน่าเป็นห่วงโอกาสรอดตาย10% ลูกศิษย์ของอาจารย์ศุภรัตน์คนหนึ่งชื่อประเสริฐได้เดินทางไปที่วัดสะเเกเรียนให้หลวงปู่ดู่ท่านทราบว่า " อธิษฐาน เอากายทิพย์ของพ่ออาจารย์ศุภรัตน์ เขามาข้าจะเเผ่เมตตาให้ถ้าบุญดีไม่ถึงคราวก็รอด ถึงคราวก็ไปสวรรค์ เปลี่ยนตัวซะก่อนให้เขามารับบุญไป " ประเสริฐ์ก็เดินทางมาบอกอาจารย์ศุภรัตน์พร้อมพระหลายๆองค์ พากันนั่งสมาธิภาวนาเเผ่เมตตาโดย อ้างเอากุศลที่บวชเรียนส่งกุลศลไปให้บิดา ประกอบกับพระอุปัชฌาย์ ( หลวงพ่อหวล ภูริภัทโท ) ได้ตรวจดูชะตาบอกว่าไม่เป็นไรร่างกาย ขาดธาตุดิน ให้เอาหญ้าเเห้วหมู โบราณเรียกว่า " มุดธรณี " ต้มให้กิน อาจารย์ศุภรัตน์รู้สึกชื้นขึ้น เเต่ก็ไม่วางใจ มีพระลูกศิษย์ที่นั่งมโนมยิทธิ ได้ลงไปที่สำนักพระยายมราช เห็นมีรายชื่ออยู่จึงอธิษฐานขอให้ท่านรอดตายจะสร้างพระให้องค์หนึ่ง อาจารย์ศุภรัตน์รับฟังรายงานทำใจปกติ ตอนเช้าขณะออกบิณฑบาต ได้เเวะเข้าไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล พอเข้าไปเห็นบิดาอาการผิดกับวันก่อน คำเเรกที่ท่านพูดขึ้นคือ ว่า

    เมื่อคืนมีลิง4ตัวจะมารับพ่อ ไป จู่ๆ มีพญาลิงตัวใหญ่เข้ามาพาพ่อหนี โดยขึ้นไปอยู่เจดีย์เเห่งหนึ่งลอยอยู่บนอากาศ พ่อรู้ว่าไม่ใช่อยู่ในเมืองมนุษย์ รอจนลิง4ตัวกลับไป เเล้วท่านจึงพาพ่อลงมาเเละท่านพญาลิง ยังบอกอีกว่าเขาจะมาถึง 7 วันเมื่อเวลาเขามาจะมา พาพ่อขึ้นมาอยู่บนเจดีย์จนกว่าจะพ้นอันตรายพ่อคงไม่เป็นไรเเล้ว " พวกที่เขาไปเยี่ยม ฟังกันอย่างประหลาดใจ บิดาอาจารย์ศุภรรัตน์ยังสำทับอีกว่า " จริงๆ นะไม่ได้เพ้อเพราะพิษไข้ อีก 7 วัน พ่อก็รอดตาย "
    ลูกศิษย์ของอาจารย์ศุภรรัตน์ปรารภว่า จะสร้างพระไว้เเจกในงานพระราชทานเพลิงศพบิดา อาจารย์ศุภรัตน์ไม่ขัดข้องเขาได้นำผงพระของหลวงพ่อต่างๆ รวมทั้งของหลวงปู่ดู่ผสมกันเเล้วนำไปให้พระเถระหลายองค์ปลุกเสกอาทิเช่น หลวงพ่อเเพ หลวงพ่อบุดดา เป็นต้น คำรบสุดท้ายได้นำไปให้หลวงปู่อธิษฐานจิต ท่านบอกว่า " นำไปสร้างเมื่อสำเร็จเป็นองค์พระเมื่อไร ถือว่าใช้ได้เลยไม่ต้องนำมาให้ข้าปลุกเสกอีกเเล้ว " ผู้จัดทำได้นำมาพิมพ์เป็นรูปหล่อหลวงปู่ทวด คล้ายรุ่นเปิดโลก เเต่มีเเบบเป็นรูปไข่ เมื่อพิมพ์เสร็จเรียบร้อย หลวงปู่ดู่ท่านมรณะภาพเสียก่อน เเต่ทุกคนเชื่อมั่นในอมตะวาจาของท่านคือไม่ต้องเสกอีกเเล้ว อาจารย์ศุภรัตน์ได้นำพระทั้งหมด มาอธิษฐานขอบารมีพระอีกครั้งหนึ่งตามที่หลวงปู่เคยสอนไว้ เพราะผู้จัดทำขอร้อง อาจารย์ ศุภรัตน์ได้บอกเขาว่า หลวงปู่ดู่ท่านรับรองว่าดีเเล้ว เเต่ตามประสาปุถุชนมีลูกศิษย์บางท่านยังเเคลงใจ จึงนำไปให้เกจิอาจารย์ปลุกเสกกันเหนียว เเละสิ่งที่เเสดงถึงบารมีหลวงปู่ดู่ก็ปรากฏขึ้น

    ครั้งเเรกได้นำไปให้อาจารย์วาด วัดสะพานสูงเชื่อกันว่า ท่านติดต่อได้กับหลวงปู่ทวดทำพิธีปลุกเสก โดยปกติท่านจะใช้เวลาเสกประมาณ๒-๓ชั่งโมง ทุกครั้ง หลักจากที่จุดธูปบูชาพระ ท่านก็เริ่มอธิษฐาน ไปได้ไม่ถึง๒นาทีรากฏว่าน้ำตาของท่านไหลออกมาไม่ขาดสาย ท่านจึงอกว่า " พระรุ่นนี้ครบถ้วนทุกอย่าง ดีมาก ทำสำเร็จเเล้วเอามาปลุกเสกอีกทำไม "

    ครั้งที่๒ นำไปให้หลวงพ่อเเช่ม วัดดอนยายหอม จ.นครปฐม เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อเงินเกจิอาจารย์ชื่อดัง หลวงพ่อเเช่มคือ พระที่หลวงปู่เเหวนท่านเจอในนิมิต เเละท่านบอกลูกศิษย์ทางภาคกลางที่ไปนมัสการ ว่ามีพระดีที่นครปฐมชื่อเเช่ม เมื่อกราบเรียนขอท่านปลุกเสกท่านเพียงเเต่หยิบน้ำมนต์มาพรมพร้อมพูดว่า " พระรุ่นนี้สว่างไสวดีมาก ใครมีเก็บไว้ชีวิตจะประสบความรุ่งเรือง ไม่ต้องปลุกเสกเเล้ว "

    สองรายเพียงพอสำหรับเพิ่มศรัทธา จึงไม่มีการนำไปให้องค์ใดปลุกเสกอีก อาจารย์ ศุภรัตน์ได้นำมาเเจกในงานพระราชทานเพลิงศพ นึกถึงหลวงปู่ในความเมตตา ช่วยสงเคราะห์ให้ตั้งเเต่ตายยันเผาศพสมกับเป็นพระโพธิสัตว์ ซึ่งเปี่ยมไปด้วยความเมตตาบารมีอย่างเเท้จริง
    เปลี่ยนร่างกันพลาด(ตอนที่4) การที่บิดาของอาจารย์ศุภรัตน์เห็นพญาลิงมาช่วย อาจเป็นไปได้ว่าท่านได้รับการสักยันต์สมัยเป็นฆราวาส โดยหลวงพ่อเยิ้มซึ่งเป็นพี่ชายอยู่วัดบางจาก ( เจริญศรีมณีผล ) จังหวัดเพชรบุรี ท่านเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่ทองสุข วัดโตนดหลวง เเละหลวงพ่อเเดง วัดเขาบันไดอิฐ จังหวัดเพชรบุรี หลวงปู่ทองสุข เป็นเกจิอาจารย์ที่มีความเก่งกล้าสามารถ เเละวัดนี้ตามประวัติเก่าของเมืองเพชร

    สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเคยเสด็จมาที่วัดนี้ เมื่อครั้งเสด็จมาประทับที่หาดเจ้าสำราญ เคยมีคนมาหาหลวงปู่ทองสุข ตอนนั้นท่านอายุมาก เเล้วท่านให้ไปหาใบตองมารองนั่ง ท่านผู้นั้นบอกท่านว่าท่านเขียนตัวนะลงบนกระหม่อนเบาๆเเล้วเป่า เสร็จเเล้วท่านให้เอาใบตองไปทิ้ง ปรากฏเป็นตัวนะที่ใบตอง เเสดงถึงท่านสำเร็จวิชา " นะปัดตลอด " อาจารย์ศุภรัตน์เคยถามหลวงลุงเยิ้มว่า หลวงปู่ทองสุขสอนวิชาอะไร ท่านเพียงเเต่บอกว่าต้องนั่งกรรมฐานจนกระทั้งเห็นตัวเอง ( กายทิพย์ ) จึงถือว่าใช้ได้

    ส่วนหลวงพ่อเเดง นั้นท่านมีชื่อเสียงเลื่องลือมา ตั้งเเต่ครั้งสงครามโลกครั้งที่๒ มีผู้คนยอมรับนับถือมาก อีกท่านหนึ่งของจังหวัดเพชรบุรี เเละที่วัดเขาบันไดอิฐ นี้ตามประวัติพระเจ้าเสือเคยเสด็จมาเรียนวิชาที่นี้

    สำหรับพญาลิงที่บิดาอาจารย์ศุภรัตน์พบในขณะป่วยหนัก เมื่อมาเปิดดูพระไตรปิฏกพระพุทธองค์ เคยเสวยพระชาติเป็นพญาลิงหลายชาติ ดั้งนั้นจึงถือเป็นความผูกพันจากการสักยันต์เมื่อกายทิพย์ของท่าน มารับบุญจากหลวงปู่ดู่ จึงกลายเป็นหนุมานขึ้นได้เเละเจดีย์ที่ลอยขึ้นเหนืออากาศคงเป็น พระจุฬามณีเป็นเเน่เเท้

    หลวงปู่ดู่ท่านเคยปรารภกับอาจารย์ศุภรัตน์ว่า " เเก่ยังโชคดี มีทั้งพ่อทั้งเเม่ ให้ตอบเเทนคุณ ข้าไม่มีทั้งคู่ ของอย่างนี้เเล้วเเต่บุญเเต่กรรมของเเต่ละคน พระพุทธเจ้าถึงตรัสว่าใครทำกรรมอะไรก็จะได้รับกรรมนั้นเป็นของเเท้เเน่นอน " ไม่มีใครจะใหญเกินกรรม "

    c_oc=AQkRmWNLV7iUoRaQpxjBWSVWzjSEBYctbkgYC7o_X5cJ5D-8wR301r9Sj-4geFplkiM&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     
  15. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,412
    กระทู้เรื่องเด่น:
    366
    ค่าพลัง:
    +59,894
    หลวงตาไม่เคยตอบโต้‼️⁉️

    หลวงตา : เอ็งสวดมนต์ดิ อย่าไปพูดเยอะ เห็นคนเค้าเถียงกัน โอ้!!!น่าสงสารพวกนี้ นรกกินชัดๆ ต่างคนก็เถียงกันไม่ได้เรื่อง ใช่ไหม? พากันเครียด พากันตายอายุสั้นแล้วแท้ๆ

    หลวงพ่อดู่ท่านเคยสอนนะ เขาจะว่าอย่างไรก็ช่างเขาเถอะ ดีแล้วที่เขาว่าเรา แสดงว่าเขาสนใจเรานะ
    ท่านบอก เราอย่าไปสนใจเขาไอคนว่านี่!!

    ที่ผ่านๆมาก็เคยมีคนว่าหลวงตาไว้เยอะแยะ..
    #แต่หลวงตาไม่เคยตอบโต้ อยากจะว่าอะไรก็ว่าไปดิ ไม่เห็นจะเป็นอะไร ขนาดพระพุทธเจ้าท่านยังมีคนว่าเล๊ย! ไอเราแค่คนธรรมดา จะไม่มีใครด่า ไม่มีใครว่ามันเป็นไปไม่ได้ ใช่ไหม??

    #กรรมที่เขาว่าเราไว้มากๆ เดี๋ยวเขาก็โดนคนอื่นเองแหละ!!เผลอๆโดนกะแทกคืนหนักกว่าเก่าอีกนะเว้ย...((ฮ่าๆๆๆ..หลวงตาหัวเราะ))ใช่ไหม?? เออ~~

    ทีนี้ถ้าเราให้มันหยุดที่เรา เราไม่ว่าใครต่อ ใครจะว่าอะไรเราก็ช่างมัน ก็ให้มันจบที่เราไง แล้วในอนาคตจะมีใครมาว่า มาด่าเราได้ เพราะเราไม่ได้ไปว่าใครนิ

    เขาจะดีหรือไม่ดีมันก็เรื่องของเขา ไม่เกี่ยวกับเรา
    ไม่ต้องไปอ้างหรอก อ้างโน่นอ้างนี่ ท่านว่า ส่วนใหญ่จะอ้าง อ้างทำไม มันจะไม่ถูก มันต้องอย่างโน้นอย่างนี้ ใช่ไหม นึกออกไหม? เสียเวลานะฮะ สวดมนต์ดิ!!

    #ถ้าเอ็งเริ่มสวดมนต์ทุกครั้ง จิตมันจะเบา มันจะเริ่มห่างจากกิเลส ตัณหา อุปทาน
    #คราวนี้เราก็ด่าใครไม่ได้ กรรมมันเลยไม่ต่อไง
    ก็สวดมนต์แล้วแผ่เมตตาให้เขาไปสิ
    #จบที่เรา #เบาที่สุด #เมตตา #พรหมวิหาร

    คัดลอกจากหนังสือตามรอยโพธิญาน : ใครจะใหญ่เกินกรรม



    ?temp_hash=8c244d56e48e6786d095e781d0726df8.jpg ?temp_hash=8c244d56e48e6786d095e781d0726df8.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  16. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,412
    กระทู้เรื่องเด่น:
    366
    ค่าพลัง:
    +59,894
    ++ สมัยนี้ไสยศาสตร์นั้น มีความเจริญรุ่งเรือง มีจำนวนมากเป็นพิเศษ +++

    พระอาจารย์กล่าวว่า "อย่างเมื่อเช้านี้ตอนพุทธาภิเษก อาตมาขึ้นไปกราบพระ #ท่านชี้ลงมาให้ดู#ให้เห็นว่าสมัยนี้ไสยศาสตร์นั้น #มีความเจริญรุ่งเรือง #มีจำนวนมากเป็นพิเศษ จึงกราบเรียนถามพระท่านว่าแล้วช่วยเขาได้ไหม ? ท่านบอกว่า #ถ้าหากว่าใครตั้งใจรับยันต์เกราะเพชรในวันนี้ จะเป็นในที่นี้ ในที่อื่น ประเทศอื่น จังหวัดอื่นอะไรก็ตาม #สามารถช่วยได้ แต่ถ้าไม่ตั้งใจรับด้วยความเคารพ ก็ไม่รู้ว่าจะช่วยอย่างไรเหมือนกัน

    ฉะนั้น ในส่วนนี้โยมต้องเข้าใจด้วยว่า #ศรัทธาปสาทะเป็นพื้นฐานของศาสนาทั้งปวง ถ้าไม่มีศรัทธา...ความเชื่อ ปสาทะ...ความเลื่อมใส #เราก็ไม่สามารถที่จะเข้าถึงได้ เลื่อมใสน้อย...เข้าถึงน้อยเลื่อมใสมาก...เข้าถึงมาก #ถ้ามอบกายถวายชีวิตให้ได้ #ก็จะเข้าถึงอย่างเต็มที่ เป็นต้น

    ดังนั้น ในเรื่องของไสยศาสตร์หรือพุทธศาสตร์ก็ตาม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับวิชาการ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับหลักสูตรนั้น ๆ ว่าต้องปฏิบัติอย่างไร #แต่ขึ้นอยู่กับความเลื่อมใสเชื่อมั่นจริง

    ถ้าท่านเชื่อมั่นอย่างมั่นคงว่า #ทุกอณูของอากาศรอบกายของเราคือบารมีของพระ #สามารถกำหนดใจให้ครอบลงมารักษาตัวเราเมื่อไรก็ได้ ถ้าท่านทำอย่างนี้ได้ ไม่ต้องมีวัตถุมงคลอะไรก็ใช้ได้ แต่ถ้าท่านทำไม่ได้ มีวัตถุมงคลติดตัวเอาไว้ จะปลอดภัยกว่า

    เนื่องจากว่ากติกาที่อาตมาว่ามานี้ #มีข้อหนึ่งก็คือห้ามเผลอ ถ้าหากว่าเราตั้งสตินึกถึงพระท่านได้ตลอดเวลา สามารถขอบารมีพระสงเคราะห์เราได้ตลอดเวลา แต่โอกาสเผลอนั้นมีอยู่ ขาดสติเพียงนิดเดียว วาระกรรมแทรกเข้ามา #เราก็อาจจะโดนได้

    อาตมาเองไปโดนไสยศาสตร์ที่วัดหนองบัว ประเทศพม่า ตั้งใจน้อมไทยธรรมและสิ่งก่อสร้างทั้งหมดถวายไว้ในพระพุทธศาสนา ถวายต่อคณะสงฆ์ที่นั่น#แค่เผลอจิตละจากภาพพระนิดเดียวเท่านั้น #รู้สึกเหมือนเสียงฟ้าผ่าลงมาบนหัวเลย ขาดสติไปประมาณ ๒ วินาทีก็ตั้งหลักได้ หันไปบอกกับพระครูน้อย ซึ่งปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาสวัดหนองบัวว่า

    "#คุณสังเกตดู #เดี๋ยวถ้ามีใครป่วยหนักชนิดลุกไม่ขึ้นเลย #นั่นแหละคนที่เล่นงานผม" พระครูน้อยเดินออกไปพักเดียว หน้าเหี่ยวเหลือ ๒ นิ้วกลับมา บอกว่า "#อาจารย์ครับ #พวกเดียวกันเองครับ" อาตมาก็มาวิเคราะห์ว่าทำไมพวกเดียวกันมาเล่นงานอาตมา ? ก็คือเขาอยากจะดึงอาตมาไปช่วยสร้างวัดให้เขา#แต่อาตมาเองมัวแต่สร้างให้วัดหนองบัวอยู่ #เขาก็เลยต้องใช้ไสยศาสตร์ช่วย แต่ว่าท่านทำได้ดีมากเป็นพิเศษ ก็คือรู้สึกเหมือนกับโดนฟ้าผ่าใส่หัวเลย

    แต่ขอโทษ...#โดนยันต์เกราะเพชรสะท้อนกลับ#เดี้ยงไปเป็นเดือน ขยับไม่ได้ ลักษณะเป็นกึ่ง ๆ อัมพาต จะกินจะนอนต้องมีคนป้อน มีคนพาไปห้องน้ำห้องส้วม #ท่านเองก็คงนึกไม่ถึงว่าอาตมาจะมีของแบบนี้คุ้มต้วอยู่"

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกจากงานเป่ายันต์เกราะเพชร วันเสาร์ที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๖๒


    c_oc=AQnMy28m3X3JLZzZGegVfOPf1I7wXe_o3L-gq0l_5oI-sI8SNCUItQA6aj7vMN5va24&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     
  17. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,412
    กระทู้เรื่องเด่น:
    366
    ค่าพลัง:
    +59,894
    พระอาจารย์กล่าวว่า "นักปฏิบัติที่เอาดีได้ยากในปัจจุบัน เพราะว่าไปปล่อยกำลังให้รั่วไหลหมด การที่เราฝึกปฏิบัติควบคุมกาย วาจา ใจของเรา เพื่อสร้างให้จิตมีกำลัง #แล้วนำกำลังนั้นไปใช้ในการตัดกิเลส #แต่เรามักจะปล่อยให้รั่วไหลอยู่ตลอดเวลา

    ตาเห็นรูป..ชอบใจก็ไหลไปแล้ว หูได้ยินเสียง..ชอบใจไหลไปอีกแล้ว จมูกได้กลิ่น..ชอบใจไหลไปอีกแล้ว ลิ้นได้รสชอบใจ..ก็ไหลไปอีก กายสัมผัส..ชอบใจไหลไปอีก ใจครุ่นคิด..เกิดความพอใจไม่พอใจ ดีใจเสียใจไหลไปอีกแล้ว

    จึงทำให้กำลังของเรา #รวบรวมเท่าไรก็ไม่พอสำหรับเอามาใช้ในการตัดกิเลส#เพราะว่ารั่วไหลอยู่ตลอด

    ถ้าใครสามารถสะสมกำลังเอาไว้ได้ โดยที่ไม่รั่วไหลเลย #ขอบอกว่ากำลังนั้นมหาศาลขนาดเปลี่ยนฟ้าแปลงดินได้..!"

    ....เมื่อมาถึงจุดนี้ พวกเราต้องทบทวนตัวเราเองดูว่า เราทำหน้าที่ของเราอย่างเต็มที่แล้วหรือยัง ? ในเมื่อเราเองตั้งใจปฏิบัติอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า #เราเคยทุ่มเทชนิดตายเป็นตายบ้างหรือไม่ ?

    ส่วนใหญ่นอกจากจะไม่ทุ่มเทแล้ว #เรายังไปปล่อยให้กำลังของเรารั่วไหลอีกต่างหาก เราจึงสู้กิเลสไม่ได้เสียที ลองดูสักครั้งสิ..ดูว่า..#ตายเป็นตายเป็นอย่างไร

    แต่ส่วนใหญ่พอจะใกล้ตายหน่อยก็มืออ่อนตีนอ่อน ยอมแพ้ดีกว่า #เดี๋ยวกิเลสตายเราจะเศร้าหมอง..!".....พอเสียงมาเข้าหู กำลังของเราก็รั่วไหล

    #เราต้องสะสมกำลังจิตของเราให้มากพอ #จึงจะสามารถปราบกิเลสได้

    แต่มักจะรั่วออกทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อยู่ตลอดเวลา #ส่วนใหญ่ก็เลยกลายเป็นทาสกิเลสไปตลอดปีตลอดชาติ..!

    ......ลูกศิษย์สายหลวงพ่อวัดท่าซุงนั้นได้เปรียบ #เพราะเรารู้ว่าอารมณ์พระอริยเจ้าเป็นอย่างไร #มีกติกาเท่าไร #เราปฏิบัติได้เลย

    #แต่ว่าสายอื่นเขาไม่รู้ ในเมื่อเขาไม่รู้ ก็เปะปะไปเรื่อย ถ้าหากว่าตรงทางก็ดีไป #แต่ถ้าหากหลงทางก็ต้องเกิดมาทนทุกข์อีกหลายชาติ..!"

    เก็บตกบ้านอนุสาวรีย์ ต้นเดือนกันยายน ๒๕๕๓

    -----------------------------------------

    อาตมาพินิจพิจารณาดูแล้ว ในเรื่องของบารมี ๑๐ จำเป็นต้องสร้างสมให้ครบถ้วนสมบูรณ์ เพื่อที่จะบรรลุมรรคผล ที่เราขาดหนัก ๆ เลยก็คือ #วิริยบารมีกับปัญญาบารมีความเพียรไม่พอ ปัญญาก็ไม่พอ แปลว่าต้องขยันกว่านี้

    #ส่วนใหญ่เราใช้ความขยันในทางที่ผิด เมื่อคืนอาตมากลับที่นอนไปสามทุ่มครึ่ง โยมยังนั่งเขี่ยไลน์กันไม่เลิกเลย ไม่รู้ว่าเขี่ยมาตั้งแต่เมื่อไร ? ตีเสียว่าเลิกทำวัตรทุ่มครึ่งถึงสามทุ่มครึ่งก็ ๒ ชั่วโมง เราปฏิบัติธรรมตรงนี้แปดโมงครึ่งถึงสิบโมง ก็ ๑ ชั่วโมงครึ่ง ถ้าสมมติว่าเราหาเงิน ๑ ชั่วโมงครึ่งแล้วไปใช้ ๒ ชั่วโมง แล้วเงินจะพอใช้ไหม ? #เราเอาสิ่งที่เราสร้างได้ไปอีลุ่ยฉุยแฉก เป็นลูกล้างลูกผลาญเสียหมด ต่อให้พ่อแม่ร่ำรวยล้นฟ้าขนาดเจ้าสัวซีพี ก็คงไปไหนไม่รอดหรอก #เพราะว่าเราไปตามใจกิเลสมากกว่า"

    "เรื่องของโทรศัพท์มีไว้เพื่อติดต่อธุระปะปังเฉย ๆ ไม่ได้มีไว้ให้เราแชตเล่นกันทั้งวัน อันนั้นเพ้อเจ้อและฟุ้งซ่านด้วย เชื่ออาตมาเถอะ...อาตมาไม่ได้ดูโทรทัศน์มา ๓๐ กว่าปีก็ไม่ตาย ไม่มีสมาร์ทโฟนก็ยังมีชีวิตอยู่ปกติดี ตอนนี้โทรศัพท์เครื่องละ ๗๒๐ บาทก็ไม่รู้ไปลืมทิ้งไว้ไหน ? ยังไม่ได้ไปหา ไม่เห็นจะต้องพกติดตัวตลอดเวลา

    สิ่งที่เราทำ เราสร้างมา #เราต้องสะสมเพียงพอ #ถึงจะสามารถกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ปรารถนาได้ #ถ้าตราบใดที่ยังไม่เพียงพอ #ก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้ อยากจะซื้อรถเบนซ์ก็สะสมให้ได้สามล้านห้าแสนบาท อยากจะเอามอเตอร์ไซค์ล้อโตก็หนึ่งล้านบาทเศษ...เลือกเอา #แต่ส่วนใหญ่เราเก็บได้ไม่กี่ร้อยก็ถลุงหมดภายในคืนเดียว..!

    เงินทองที่เราเก็บมารั่วไหลหมด รั่วอย่างไร ? รั่วออกทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ รั่วทุกทาง ตาต้องการเห็นรูป หูต้องการได้ยินเสียง จมูกต้องการได้กลิ่น ลิ้นต้องการได้รส กายต้องสัมผัสที่ชอบ ใจคิดฟุ้งซ่านแต่เรื่องของ รัก โลภ โกรธ หลง #ในเมื่อกำลังที่เราทำมาสะสมมาไม่เพียงพอสักที #แล้วเมื่อไรถึงจะพอใช้ในการตัดกิเลส ?

    รู้ว่าตัวเองมีจุดอ่อน อาตมาเองตอกย้ำแทบทุกครั้งที่มาปฏิบัติธรรม #แต่พวกเราก็ไม่ได้ปิดจุดอ่อนของตนเอง #แก้ไขเพื่อให้มีจุดแข็ง #จะได้บรรลุมรรคบรรลุผลกับเขาบ้าง อาตมาเสียดายตำแหน่งว่างที่มีเหลือเยอะ ตอนยุคของอาตมานี่ตำแหน่งที่ว่างมีน้อยมาก"

    "สมัยปฏิบัติธรรมที่บ้านสายลม มีอยู่คืนหนึ่งหลวงพ่อวัดท่าซุงบอกว่า “วันนี้พระพุทธเจ้าเสด็จมา บอกว่าญาติโยมทั้งหมดที่ร่วมกันปฏิบัติธรรมอยู่ที่นี่ มีอยู่ ๘๐ คนที่สามารถรักษาศีล ๘ แบบเด็ดขาดได้เลย”

    อาตมาไม่ได้คิดหรอกว่า "เราจะเป็นหนึ่งในนั้นหรือเปล่า ?" แต่อาตมาคิดว่า “กูต้องเป็นหนึ่งในนั้นแน่ ๆ..!”

    ตั้งแต่วินาทีนั้นก็รักษาศีล ๘ #แบบเด็ดขาดมาเลย นี่คือตัวอย่างว่า ถ้าเราต้องการมรรคผล สติ สมาธิ ปัญญาอย่างเดียวยังไม่พอ ...ยังต้องมีการตัดสินใจและการกระทำที่เด็ดขาดด้วย....

    จากนั้นมาจนถึงวันนี้ อาตมายังไม่รู้เลยว่า ที่เขาหิวข้าวเย็นกันนั้นเป็นอย่างไร ? นั่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนอาตมาจะบวช ๒ ปี

    ส่วนมายุคของเรานี่ แหม...ตำแหน่งว่างตั้ง ๑๗๕,๓๐๐ คน ถ้าเป็นอาตมานี่ก็ประเภทนอนกางมือกางตีนยึด ๕ เก้าอี้เลย โปรดทำให้เต็มที่

    คำว่า "ทำให้เต็มที่" ไม่ได้แปลว่าใช้เวลาที่เราทำการทำงานอย่างอื่นมาทำ แต่ทุกเวลาที่เราทำงานให้มีสติอยู่เฉพาะหน้า

    ถ้าสติอยู่ตรงหน้า #ไม่ปรุงไป รัก โลภ โกรธ หลง #ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็เป็นกรรมฐานทั้งหมด จำประโยคนี้ไว้ให้ดี ๆ"

    โอวาทช่วงบวชเนกขัมมะปฏิบัติธรรม งานมาฆบูชา-หล่อพระพุทธสิหิงค์เนื้อเงิน
     
  18. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,412
    กระทู้เรื่องเด่น:
    366
    ค่าพลัง:
    +59,894
     
  19. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,412
    กระทู้เรื่องเด่น:
    366
    ค่าพลัง:
    +59,894
    -aql_fjhudblsib45qyldoi2hfkgbhnoxkkjof-r5lb2b91yttn-vnnyhzq2syqzvbgo-_nc_ht-scontent-fbkk5-5-jpg.jpg




    ปฏิบัติธรรมแล้วอยากตาย

    ถาม : เคยไม่สบายแล้วรู้สึกว่าอยากตาย ?
    ตอบ : ถ้าอยากตายยังไปพระนิพพานไม่ได้หรอก บางคนปฏิบัติธรรมมาถึงระดับที่รู้สึกว่าอยากตาย #อาตมาขอยืนยันว่า #ดีไม่ดีลงข้างล่างไปเลย#เพราะตัวอยากตายนี่จิตหมอง ต้องทำไปปัญญาเห็นแจ้ง ไม่มีความปรารถนาในร่างกาย #แต่ก็ไม่ได้คิดจะตาย จะอยู่ในลักษณะอยู่ก็ได้ตายก็ดี ถ้าอยู่เรายังได้สร้างบุญสร้างบารมี ถ้าตายเราก็ไปนิพพาน #กำลังใจจะอยู่ในระหว่างอยู่ก็ได้ตายก็ดี ไม่จำเป็นต้องไปอยากตาย

    พุทธภูมิก็เป็นนะ แล้วต้องเป็นมากกว่าด้วย #ไม่ใช่ว่าพุทธภูมิไม่แตะอารมณ์พระอริยเจ้าเลย พุทธภูมินี่เน้นอารมณ์พระอริยเจ้ามากกว่าปกติสาวกหลายเท่า #เพราะถ้ารู้ไม่ละเอียดก็สอนคนอื่นไม่ได้ พุทธภูมิเขามีกำลังใจเทียบเท่าพระโสดาบัน เทียบเท่าพระอนาคามี เทียบเท่าพระอรหันต์ได้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๗
     
  20. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,412
    กระทู้เรื่องเด่น:
    366
    ค่าพลัง:
    +59,894
    การปฏิบัติธรรมของเรานั้นเป็นการทวนกระแสโลก ถ้าหากว่าเราทวนกระแสอย่างชัดเจน โดยไม่ใส่ใจสังคมรอบข้างเลย ก็อาจจะสร้างทุกข์สร้างโทษให้กับคนอื่นเขามาก เนื่องจากว่าวิสัยของคน เมื่อเห็นเข้าแล้วก็มักที่จะอดไม่ได้ ต้องวิพากษ์วิจารณ์ ต้องถากถาง ต้องเยาะเย้ย ซึ่งเรื่องทั้งหลายเหล่านี้ แม้ว่าจะเป็นการแส่หาของผู้อื่น แต่ก็เกิดจากตัวเราเป็นเหตุ

    ดังนั้น..ถ้าเรามีความเมตตาต่อผู้อื่น ก็ควรที่จะปิดบังจริยาของตนเอง ลักษณะเดียวกับที่พระซึ่งเข้าถึงความดีแล้ว ต้องปิดบังจริยาของตนเอง ไม่ให้ผู้อื่นรู้ว่าตนเองมีความดีอย่างไร การที่เราปิดบังจริยาตนเองนี้ ก็เพื่ออนุเคราะห์ต่อโลก อนุเคราะห์ต่อชนหมู่มาก ที่อาจจะเกิดทุกข์เกิดโทษจากการกระทำของเรา อย่างเช่นว่า ถ้าเรารักษาศีลเป็นปกติ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปอวดอ้างกับผู้ใด หรือถ้าออกสังคมแล้วเรารักษาศีล ๘ เมื่อคนถามว่าทำไมไม่กินข้าวเย็น ? เราอาจจะเลี่ยงไปว่า ระยะนี้น้ำหนักขึ้น จึงอดข้าวเย็นสักหน่อยหนึ่ง ก็จะเป็นเรื่องที่ยอมรับกันได้ง่าย แต่ถ้าเราไปบอกตรง ๆ ว่า รักษาศีล ๘ จึงไม่กินข้าวเย็น วงสังคมรอบข้างจะมองเราเป็นสัตว์ประหลาด นี่เป็นเรื่องของสังคมรอบข้างของเรา

    อีกส่วนหนึ่ง ก็คือ อุปสรรคในบ้านของตนเอง บุคคลที่เป็นพ่อแม่พี่น้อง โดยเฉพาะสามีหรือภรรยา ถ้าไม่เข้าใจในการปฏิบัติธรรมของเราแล้ว ก็มักจะมีข้อเรียกร้องหรือบีบคั้นต่าง ๆ นานา ที่ทำให้เราต้องละเมิดศีล ละเมิดธรรมเป็นปกติ ทำอย่างไรที่เราจะปรับตนเองให้อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ โดยที่ทำให้การปฏิบัติของเราก้าวหน้าให้มากที่สุด เราก็ต้องระมัดระวัง ถนอม กาย วาจา ใจ ของตนเอง ไม่ให้เป็นที่กระทบกระทั่งกับผู้อื่น

    ถ้าหากว่าบุคคลรอบข้างของเรา เป็นผู้ที่ยอมรับในการปฏิบัติธรรม ก็อธิบายให้ฟังว่า ตอนนี้เราปฏิบัติไปถึงขั้นไหน ต่อจากนี้ต้องทำอย่างไร ดีกว่าที่ทำแล้วการปฏิสัมพันธ์กับคนในครอบครัวผิดแปลกไปจนเห็นได้ชัด ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น มักจะเกิดอุปสรรคขัดขวางมากกว่าเกิดประโยชน์ เพราะว่าในเมื่อเราผิดแผกไป ถึงขนาดบางท่านโดนพ่อแม่พาไปโรงพยาบาลเพื่อรักษา หรือบางท่านจับลูกมาไว้ตรงหน้าอาตมา แล้วถามว่าลูกของตนโดนผีเข้าหรือโดนไสยศาสตร์หรือเปล่า? จนกระทั่งอาตมาต้องอธิบายขยายความ ลำบากลำบนแทบตาย กว่าที่พ่อแม่จะยอมรับได้

    บางคนลูกหนีไปอยู่วัด เมื่อโทรศัพท์ไปแจ้งพ่อแม่ก็รับไม่ได้ บ้านตนเองมีฐานะดีถึงขนาดเป็นมหาเศรษฐี ทำไมลูกต้องไปตกระกำลำบากอยู่กับวัด เมื่อมาตามลูกก็มาในลักษณะว่าพระหลอกลวงลูกของตน เพราะเห็นว่าตนมีฐานะดีหรือเปล่า ? ซึ่งเรื่องเข้าใจผิดแบบนี้ มีการเกิดขึ้นมาแล้ว อาตมาเจอมาหลายราย

    ถ้าหากว่าอยู่ในลักษณะนี้ ถ้าตัวเราซึ่งอยู่ในครอบครัวแบบนี้ จะปฏิบัติธรรม ต้องระมัดระวังอย่าให้โลกช้ำธรรมเสีย อย่าทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างออกไปตามกำลังใจของเราเสียทีเดียว เพราะถ้าเราทำอย่างนั้นแล้ว ผู้เป็นพ่อเป็นแม่พยายามขัดขวางสุดชีวิต เพื่อไม่ให้เราประสบความสำเร็จอย่างที่ต้องการ ต่อไปโทษใหญ่ก็จะเกิดกับพ่อแม่ของเราเอง แต่ถ้าเราจะใช้วิธีนุ่มนวล ก็ใช้แบบปิปผลิมาณพและนางภัททกาปิลานี ทั้งสองคนไม่ได้มีจิตคิดจะแต่งงานหรือครองเรือนเลย แต่ว่าโดนพ่อแม่จับคลุมถุงชนให้แต่งงานกัน

    ถึงแม้ว่านอนอยู่เตียงเดียวกัน ก็เอาพวงดอกไม้คั่นกลางเอาไว้ เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า เดือนแล้วเดือนเล่า ปีแล้วปีเล่า รักษาพรหมจรรย์ของตนตามที่อยากจะปฏิบัติธรรมได้อย่างบริสุทธิ์บริบูรณ์ ถึงเวลาก็ทำหน้าที่การงานตามปกติ เพียงแต่พ่อแม่ก็สงสัยว่าเมื่อไรจะมีลูกให้ชื่นชมเสียที แต่งมาตั้งนานแล้วทำไมถึงไม่มี อาจจะเข้าใจว่าคนใดคนหนึ่งเป็นหมันไปเลย

    ทั้งสองรอจนกระทั่งพ่อแม่ของฝ่ายปิปผลิมาณพตายหมดแล้ว ปิปผลิมาณพจึงยกสมบัติทั้งหมดให้นางภัททกาปิลานี แล้วแจ้งว่าให้ถือครองสมบัตินี้ ส่วนตนเองจะออกบวช นางภัททกาปิลานีก็แจ้งให้ทราบว่า ตนเองอยากจะออกบวชนานแล้ว ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ทั้งสองสามีภรรยาก็แจกจ่ายทรัพย์สินให้กับคนยากคนจน จนไม่มีเหลือ แล้วอธิษฐานเพศเป็นนักบวช

    พระมหากัสสปะเดินไปพบพระพุทธเจ้า ที่ระหว่างทางเมืองนาลันทากับราชคฤห์ ได้ฟังธรรมปฏิบัติจนบรรลุเป็นพระอรหันต์ เป็นพระอัครสาวกผู้ใหญ่ ท้ายสุดได้เป็นผู้นำในการทำสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งแรก นางภัททกาปิลานีไปเจอสำนักภิกษุณี เข้าไปขอปฏิบัติธรรม ไม่นานก็บรรลุพระอรหันต์ จัดเป็นภิกษุณีผู้ใหญ่ที่เป็นมหาสาวิกา ๑๓ ท่านแรกที่ได้รับการยกย่อง

    เรื่องนี้เราจะเห็นได้ว่า ถ้าเราปฏิบัติธรรมจริง ต้องรู้จักอดทน อดกลั้น รอเวลาที่เหมาะสมที่สุด แล้วค่อยกระทำบางสิ่งบางอย่าง ที่อาจจะกระทบต่อคนในครอบครัว หรือคนรอบข้างของเรา ต้องเรียกว่าเก็บอาการให้มิดชิดที่สุด ไม่อย่างนั้นแล้วบรรดาท่านที่ปากอยู่ไม่สุข ถากถางผู้ที่ทำความดี ก็จะก่อให้เกิดทุกข์โทษอย่างมากมาย จึงเป็นเรื่องที่ฝากเตือนพวกเราเอาไว้ว่า เราทำความดี ไม่แน่นักว่าผู้อื่นจะเห็นดีด้วย เราจึงต้องระมัดระวัง ต้องมีสติ ต้องรู้ว่าขณะนี้สังคมหรือคนรอบข้างเป็นอย่างไร เรียกว่าต้องมีกาลัญญุตา ก็คือรู้จักกาลเทศะตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้า เราจึงจะอยู่ในโลกนี้ในลักษณะของผู้ปฏิบัติธรรม โดยที่ไม่ลำบากแก่ตนเองมากนัก

    ลำดับต่อไป..ก็ขอให้ทุกคนตั้งใจภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้รับสัญญาณบอกว่าหมดเวลา

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน ณ บ้านวิริยบารมี
    วันศุกร์ที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๕๗

    ที่มา www.watthakhanun.com

    #๖๐ปีพระครูวิลาศกาญจนธรรม
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...