@@..คำครู ผู้ชี้-นำ-อุปถัมภ์ สู่พระโพธิญาณ & เรื่องเล่าจากกัลยาณมิตร.@@

ในห้อง 'พุทธภูมิ - พระโพธิสัตว์' ตั้งกระทู้โดย พุทโธอวโลกิเตศวร, 10 กรกฎาคม 2015.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,901
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,510
    MW5MQpsRalqnrluCjR0D6kqwAW485lgI_7sBLk9EtgdyVMlYZXDRVqIugdTBl0mTLyW1hAAT&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    พระอาจารย์กล่าวว่า “เรื่องของวิทยายุทธ์โบราณนี้รุ่นหลัง ๆ รู้สึกว่ายังไม่มีใครกินบรูซ ลีลง อย่างของหลี่เหลียนเจี๋ยแม้ว่าจะฝึกชนิดที่เรียกว่าเป็นที่ยอมรับกัน จนได้ขึ้นทะเบียนเป็นวัตถุโบราณที่มีชีวิตของประเทศจีน แต่ว่าไม่ได้เท่าบรูซ ลี เพราะว่าหลี่เหลียนเจี๋ยเขาฝึกหลายอย่างจนเกินไป ในเมื่อหลากหลายจนเกินไป ความชำนาญเฉพาะอย่างก็เลยไม่มี

    ของบรูซ ลีนี่เขาถึงขนาดเอาพวกหนังเก่า ๆ ของเขามาแล้วก็จับเวลาการออกหมัดออกเท้าของเขา แล้วสรุปได้ว่าเร็วที่สุดในโลก ๒ วินาทีออกได้ ๕ หมัด ใครทำได้ขนาดนั้นบ้าง ? มือปืนที่ยิงได้เร็วที่สุดก็คือบิล จอร์แดน กับ เจฟ คูเปอร์ ๒ คนนี่ก็ยังเถียงกันอยู่ว่าใครเก่งกว่า เพราะคนหนึ่งก็ถนัดลูกโม่ อีกคนหนึ่งถนัดเซมิ-ออโต้ คือ ปืนแมกกาซีน นั่นเร็วที่สุด ๓ วินาทีได้ ๕ นัด นั่นขนาดใช้กลไกเข้าช่วย แต่คราวนี้บรูซ ลีเขาใช้ความสามารถของตัวเอง ๒ วินาทีออกได้ ๕ หมัด เร็วกว่าอีก

    ถาม : ไม่ชัด
    ตอบ : เขาฝึกจนเป็นสภาพเดียวกับใจแล้ว บรูซ ลีเขาสอนลูกศิษย์ เขาชี้ดวงจันทร์ ลูกศิษย์ก็ชี้ เขาก็ถามว่า “คุณเห็นดวงจันทร์หรือเห็นนิ้ว ?” ลูกศิษย์บอกว่าเห็นนิ้ว เขาบอกว่าใช้ไม่ได้ ต้องเห็นนิ้วพร้อมกับดวงจันทร์ ลูกศิษย์ก็ถามว่าหลักการของอาจารย์คืออะไร ? คือ ออกอาวุธไวจนไร้เงา ถ้ายังมีเงาก็ยังมีช่องทางให้คนเขาป้องกันได้

    ถาม : ก็ไม่น่าจะเร็วจนตาไม่เห็นนี่คะ ?
    ตอบ : จริง ๆ ช้ากว่า แต่ว่าสายตาของคนพอเห็นแล้วต้องสั่งสมอง คราวนี้ของเขาเร็วกว่าการสั่งงานของสมอง คู่ต่อสู้จึงหลบไม่ทัน แล้วอีกอย่างหนึ่งพอความเร็วไปถึงระดับหนึ่ง สายตาคนจะปรับไม่ทัน จะเห็นเบลอ ๆ เท่านั้น

    #สรุปแล้วว่าท้ายสุดการฝึกทุกอย่างลงตรงจิต #พอสภาพจิตนิ่ง #ความที่จิตเร็วที่สุดจะเห็นทุกอย่างช้าไปหมด ถ้าถามว่าจิตเร็วขนาดไหน ต้องดูตอนเกิดอุบัติเหตุ พอเกิดอุบัติเหตุสภาพจิตของเราที่เขม็งตัวขึ้นมา จะรวมสิ่งที่สั่งสมมาทั้งหมด กลายเป็นคุณสมบัติเต็มที่ของตนแล้วแสดงออก เราจะเห็นภาพนั้นช้าทุกอย่าง

    ฉะนั้น..เวลาเกิดอุบัติเหตุเราจะเห็นว่าทำไมถึงช้า แต่จริง ๆ ไม่กี่วินาทีเองก็ชนเข้าไปแล้ว แต่จริงสภาวะจิตเร็วกว่า ทุกอย่างก็เลยเห็นเหมือนกับช้า ถ้าหากว่ามือเท้าตอบสนองได้ทันก็สามารถป้องกันได้

    ถาม : การปฏิบัติให้ผลดี สังเกตจากเวลาหกล้ม ระยะหลังเรารู้สึกว่าไม่กระแทกคือยั้งไว้ทันเหมือนเป็นไปโดยอัตโนมัติ แต่ไม่รู้ว่ายั้งไว้อย่างไร คราวล่าสุดถึงกับลื่นหงายหลังหัวลงพื้น แต่ไม่เป็นไร และรู้ด้วยว่าบังคับมือเท้า บังคับตัวอย่างไร... ข้อแตกต่างคืออะไรคะ?"

    ตอบ : สมาธิเริ่มดีขึ้น การรับรู้เริ่มชัดขึ้น ขั้นตอนต่าง ๆ เริ่มช้าก็ทำให้เราเห็นรายละเอียดที่มากขึ้น ถ้าจะเอาละเอียดจริง ๆ ก็อย่างที่เคยอธิบายแล้ว ว่าจะตื่น ก็ต้องถามตัวเองก่อนว่าจะตื่นแล้วหรือยัง ? ถ้าพร้อมที่จะตื่นก็กระจายความรู้สึกไป จนกระทั่งตลอดปลายมือปลายเท้า ประสาทสมบูรณ์พร้อมก็สั่งตัวเองว่าลืมตา ขยับลุก นั่ง ยืน ไปห้องน้ำ เป็นขั้น ๆ เหมือนกับบัญชาการหุ่นยนต์ตามโปรแกรม แต่คนอื่นจะเห็นเราลืมตาแล้วลุกเลย แต่ความจริงแล้วช้ามาก ค่อย ๆ ทำไปเดี๋ยวก็สั่งได้ทั้งหมด

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนมิถุนายน ๒๕๕๗
    ที่มา : www.watthakhanun.com

    #ชุมชนคุณธรรม #วัดท่าขนุน
    #ชุมชนคุณธรรมฯวัดท่าขนุน
    #ชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงขับเคลื่อนด้วยพลังบวร
     
  2. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,901
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,510
  3. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,901
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,510
    Rq2KVM8oaTIFEpLOX97HjQxqejxkvx3TvmhQzmFGqZefR381-_rLaRxhYkkreqcmzeDW12f-&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    "เจ้าดีใจบ้างหรือไม่ ? ว่าสิ่งที่เพียรพยายามอธิษฐานมานานเกิน ๔๐ ปี บัดนี้เริ่มปรากฏเด่นชัดขึ้นแล้ว"

    "เรื่องอันใดขอรับ ?"

    "เรื่องของตู้ปันสุข ที่ปรากฏขึ้นตามคำอธิษฐานทุกครั้งที่เจ้าแผ่เมตตา"

    เรื่องของ "ตู้ปันสุข" ความจริงมีมาประมาณ ๒ ปีแล้ว เพิ่งจะได้รับการรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ ต้องขอชมเชยผู้ที่เป็นต้นคิดอย่างยิ่ง ว่าท่านเป็นผู้มีความรัก ความเมตตา และความไว้วางใจในเพื่อนมนุษย์อย่างแท้จริง ถึงได้คิดทำตู้ปันสุขนี้ขึ้นมา

    เป็นเรื่องปกติที่ทุกหนทุกแห่งต้องมีคนเห็นแก่ตัว งก โลภมาก แต่อย่าให้คนส่วนน้อยเช่นนี้ มาทำลายกำลังใจในการทำความดีของท่านทั้งหลายลงได้ ถ้าท่านรู้สึกไม่ดีต่อคนประเภทนี้ แล้วเกิดความท้อถอย ไม่อยากทำความดีอีกต่อไป ก็กลายเป็นว่าตัวท่านเองนั่นแหละ ที่ไปรับเอาความไม่ดีของคนอื่นเข้ามา แล้วทำให้ตัวเองเศร้าหมอง ทิ้งโอกาสในการทำความดีไปอย่างน่าเสียดาย

    การตั้งตู้ปันสุขขึ้นมา เป็นการแสดงออกถึงจิตใจของเรา ที่ประกอบไปด้วยพรหมวิหาร ๔ มีเจตนาสงเคราะต่อผู้อื่น เป็นการสละออก ช่วยตัดความโลภในจิตในใจของเรา ที่เป็นรากเหง้ากิเลสใหญ่ลงได้

    นอกจากนั้นยังเป็นการช่วยให้ชุมชนของเรา มีความรักใคร่สามัคคี รู้จักสละออกเพื่อคนอื่น ฝึกฝนให้เป็นคนมีวินัย หยิบไปแต่พอดี ถ้ามีก็นำมาแบ่งปัน ผลดีที่เกิดขึ้นทั้งต่อตัวเรา ต่อคนอื่น ต่อชุมชน ต่อสังคม และต่อประเทศชาตินั้น มีมากมายมหาศาล

    ขอให้ทุกท่านตั้งใจทำต่อไป เพื่อฝึกฝนตนเอง เพื่อเสริมสร้างบารมี เพื่อช่วยขัดเกลาทั้งตนเองและผู้อื่น อย่าท้อถอยอะไรง่าย ๆ ในพระบาลีกล่าวไว้ว่า "อตฺตาหิ กิร ทุทฺทโม" ขึ้นชื่อว่าการฝึกตนนั้นช่างยากจริงหนอ ฝรั่งเขาก็บอกว่า "กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จภายในวันเดียว"

    จงอดกลั้น อดทน ขัดเกลากาย วาจา และใจของเราไปเรื่อย ๆ กิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลกรรม จะเบาบางลงไปเรื่อย ชีวิตนี้จะมีแต่ทางเจริญขึ้น ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

    "สัพเพสัตตา สัตว์ทั้งหลาย ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น พึงเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่กันและกัน เสียสละให้ปัน ช่วยเหลือเกื้อกูลแก่ผู้ที่ตกอยู่ในความทุกข์ยากยิ่งกว่าตนให้พ้นทุกข์ เพื่อยังโลกทั้งหลายไปสู่สันติสุขอันสมบูรณ์ด้วยเถิด"

    __________________
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๓
    ภาพและที่มา : เว็บวัดท่าขนุน
     
  4. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,901
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,510
    dzrltevO3EudD4W2ZJE78nI4f7H8hXEuB8EVna1TzTbYVSebY57O9qqp7H-Ms8BIPWdu9LbB&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    #เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน วันศุกร์ที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๖

    วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ ๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖ เมื่อครู่นี้ได้กล่าวถึงเรื่องบุคคลที่แต่งงานกันโดยบุพเพสันนิวาส ซึ่งบาลีกล่าวไว้ชัดว่า ปุพฺเพสนฺนิวาเสนะ ปจฺจุปฺปนฺน หิเตน วา เอวนฺตํ ชายเต เปมํ อุปลํ ว ยโถทเก คือการที่ได้เกื้อกูลกันมาแต่ปางก่อน ๑ การที่มาช่วยเหลือเกื้อกูลกันในชาตินี้ ๑ ทำให้เกิดความรักความเห็นใจกันขึ้น เปรียบเหมือนกับอุบลคือดอกบัว ที่ขาดเสียซึ่งน้ำไม่ได้

    เราทั้งหลายที่เป็นนักปฏิบัติ โดยเฉพาะคนหนุ่มคนสาว ก็ย่อมมีประสบการณ์อย่างนี้ และถ้าเป็นผู้ที่เห็นทุกข์เห็นโทษในวัฏสงสารจริง ๆ เมื่อมีประสบการณ์เช่นนี้ ก็ย่อมที่จะดิ้นรนอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้หลุดพ้นไปจากภาวการณ์อันไม่น่ายินดีในทางธรรม การที่เราดิ้นรนให้พ้นไปนั้น เป็นเรื่องที่ยากอย่างยิ่ง เพราะว่าเพศตรงข้ามย่อมเป็นเครื่องดึงดูดโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว

    การที่เราจะหลีกหนีไปให้พ้น อันดับแรก ต้องใช้อานาปานสติกรรมฐานเป็นหลัก อานาปานสติกรรมฐานเป็นการยึดโยงกำลังใจของเราให้อยู่กับลมหายใจเข้าออก ทำให้เกิดกำลัง สามารถที่จะฝืน ต้านกระแสทางโลกได้ ในขณะที่ความรักหรือความใคร่ก็ตาม เกิดขึ้นท่วมท้นหัวใจของเรา ส่วนใหญ่แล้วสติสัมปชัญญะของเรา มีกำลังไม่เพียงพอที่จะไประงับยับยั้ง หักห้ามกำลังใจของตน

    การที่จะให้สติสัมปชัญญะมีกำลังเพียงพอ ในการที่จะระงับยับยั้งกำลังใจของตนได้ ก็ต้องอาศัยอานาปานสติเป็นหลัก อย่างน้อย ๆ ต้องทรงถึงระดับปฐมฌานละเอียด หรือถ้าผู้ใดทรงฌาน ๔ ไปได้เลยยิ่งดี แต่ถึงแม้จะทรงฌาน ๔ ได้ ถ้าเผลอสติ เรื่องของวาระกรรมแทรกเข้ามา ก็อาจจะผิดพลาดได้ อย่างพระฤๅษีที่เหาะผ่านอุทยานของพระเจ้าแผ่นดิน พอเห็นพระมเหสีและนางสนมกำลังเล่นน้ำในสระ เผลอสติ..ฌานเสื่อม ตกลงไปเลย

    เพราะฉะนั้น..อันดับแรกเราจึงต้องใช้อานาปานสติกรรมฐาน ในการเรียกคืนสติของตน และมีกำลังในการที่จะฝืนต้านกระแสโลกเอาไว้ให้ได้

    อันดับที่ ๒ ก็คือ ต้องพิจารณาในกายคตานุสติกรรมฐาน ให้เห็นชัดเจนว่าร่างกายของเรานั้นไม่ใช่แท่งทึบ สิ่งที่เราเห็นเป็นเพียงเครื่องหลอกตาอยู่ภายนอก เป็นเพียงผิวหนังที่ห่อหุ้มอยู่ชั้นหนึ่งเท่านั้น ถ้าถลกหนังออกไป ภายในก็เป็นเลือด เป็นเนื้อ เป็นไขมัน เป็นเส้นเอ็น แล้วยังประกอบไปด้วยอวัยวะภายในใหญ่น้อยทั้งปวง

    สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เมื่อเราภาวนาจนกำลังใจทรงตัวแล้ว ก็น้อมเอามาพิจารณาให้เห็นว่า สภาพร่างกายของเราก็เป็นเช่นนี้ ร่างกายของผู้อื่นก็เป็นเช่นนี้ เหมือนกับซากศพที่เคลื่อนที่ ถ้าเราไม่ยินดีในร่างกายของตนเองได้ ก็ไม่ยินดีในร่างกายของบุคคลอื่นเช่นกัน

    กายคตานุสติกรรมฐานเป็นกรรมฐานที่สำคัญอย่างยิ่ง บุคคลที่จะก้าวเข้าถึงความเป็นอริยเจ้า ไม่มีใครที่จะสามารถเว้นจากกายคตานุสติกรรมฐานได้ เพราะเราต้องเห็นสภาพความเป็นจริงของร่างกาย จึงเกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หมดความปรารถนาในร่างกายของตนเองและผู้อื่น แล้วหาทางหลีกหนีไปให้พ้นจากร่างกายที่เป็นกองทุกข์

    ถ้ากายคตานุสติกรรมฐานไม่สามารถที่จะระงับยับยั้งได้ เพราะว่าสติ สมาธิ และปัญญาของเราไม่เพียงพอ ก็ต้องสร้างความสลดใจให้เกิดขึ้นแก่ตน เอง ด้วยอสุภกรรมฐาน ๑๐ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ในปัจจุบันนี้ การจะพิจารณาอสุภกรรมฐานนั้นเป็นเรื่องยาก เพราะจะไปหาซากศพในสภาพต่าง ๆ มาพิจารณาได้ยากอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็น อุทธุมาตกอสุภ ซากศพที่อืดพอง ปุฬุวกอสุภ ซากศพที่มีหมู่หนอนชอนไช โลหิตกอสุภ ซากศพที่ประกอบไปด้วยโลหิตไหลเนืองนอง อัฏฐิกอสุภ ซากศพที่เป็นโครงกระดูก เป็นต้น

    การที่หลายท่านใช้วิธีค้นหารูปอสุภกรรมฐานต่าง ๆ มาดู อยากจะบอกกับทุกท่านว่า ช่วยอะไรแทบไม่ได้เลย เพราะเป็นเพียงแค่ตาเห็นเท่านั้น แต่ถ้าของจริงจมูกเราจะได้กลิ่นด้วย บางท่านแค่ได้กลิ่นก็ทนไม่ไหว ถึงขนาดอาเจียนแล้ว จะได้เกิดความสลดใจว่า สภาพร่างกายของเราก็ดี ของเพศตรงข้ามก็ดี ที่แท้จริงมีสภาพเป็นเช่นนี้ เมื่อเป็นดังนั้น เรายังจะไปยินดีกับสิ่งทั้งหลายเหล่านี้อีกหรือ ? ถ้าหากว่าเกิดความสลดใจขึ้นมาจริง ๆ เกิดความสังเวชในธรรมขึ้นมาจริง ๆ เราก็จะพิจารณาหาทางหลีกหนีจากร่างกายนี้ ในเมื่อความปรารถนาในร่างกายของตนเองไม่มี ความปรารถนาในร่างกายของผู้อื่นก็ย่อมไม่มีเช่นกัน

    ดังนั้น..ในเรื่องที่ว่า ถ้าเป็นบุพเพสันนิวาส คือเคยอยู่ร่วมกันมาแต่ปางก่อน ทำให้ไม่สามารถจะตัดจะละได้นั้นไม่จริง เพราะการที่จะตัดจะละได้นั้น ขึ้นอยู่กับกำลังสติ สมาธิ และปัญญาของเรา ถ้าเราเห็นทุกข์เห็นโทษจริง ๆ ก็ย่อมสามารถที่จะก้าวล่วงพ้นไปจากสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ได้

    หรือท่านทั้งหลายอาจจะใช้พรหมวิหาร ๔ ก็ได้ แม้กระทั่งตัวของอาตมาเอง ที่ฝึกซ้อมอสุภกรรมฐานมามาก แต่เมื่อถึงวาระจริง ๆ ก็เกิดอาการที่เรียกว่า "เอาไม่อยู่" แต่โชคดีว่าพรรษานั้นได้ศึกษานักธรรมชั้นโท เรียนเกี่ยวกับอนุพุทธประวัติ เมื่อไปถึงประวัติของพระรัฐบาลเถระ พระเจ้าอุเทนได้ถามพระรัฐบาลเถระว่า "ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นคนหนุ่ม ย่อมมากด้วยกามราคะ เหตุใดจึงตั้งอยู่ในพรหมจรรย์ได้ ?"

    พระรัฐบาลเถระกราบทูลว่า "ดูก่อนมหาบพิตร...ภิกษุในธรรมวินัยนี้พิจารณาดังนี้ คือพิจารณาว่า

    มาตุคามนี้สมควรตั้งไว้ในที่แห่งมารดา ก็ตั้งไว้ในที่แห่งมารดา

    มาตุคามนี้สมควรตั้งไว้ในที่แห่งพี่สาว ก็ตั้งไว้ในที่แห่งพี่สาว

    มาตุคามนี้สมควรตั้งในที่แห่งน้องสาว ก็ตั้งไว้ในที่แห่งน้องสาว

    มาตุคามนี้สมควรตั้งไว้ในที่แห่งลูกสาว ก็ตั้งไว้ในที่แห่งลูกสาว

    ภิกษุในธรรมวินัยนี้พิจารณาดังนี้ จึงทรงพรหมจรรย์อยู่ได้"

    เมื่อศึกษามาถึงตรงนี้ ก็เกิดความเข้าใจเลยว่า นี่เป็นตัวพรหมวิหาร ๔ คือ รักเขาเสมอกับคนในครอบครัวของเรา เมื่อเห็นเขาเป็นแม่ เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นลูก ก็ย่อมเกิดความเมตตา กรุณา ไม่เกิดอารมณ์กามราคะขึ้น

    ดังนั้น..เราจะเห็นว่าในสัพพัตถกกัมมัฏฐาน คือกรรมฐานที่ประกอบไปด้วยประโยชน์หลายประการ ที่โบราณาจารย์กำหนดไว้ว่า ผู้ปฏิบัติจำเป็นต้องศึกษาไว้ ดังที่กล่าวมาข้างต้นคือ อานาปานสติกรรมฐาน กายคตานุสติกรรมฐาน อสุภกรรมฐาน และพรหมวิหาร ๔ นั้น เป็นสิ่งที่สามารถช่วยในการระงับยับยั้งในเรื่องของการปรารถนาในคู่ครอง ในที่นี้ที่กล่าวถึงก็คือ บุคคลที่หวังความหลุดพ้นจริง ๆ ต้องไปตัวคนเดียว เพื่อจะได้ไม่มีห่วงไม่มีกังวล

    เมื่อเป็นเช่นนั้น ถ้าหากว่าเกิดความปรารถนาในคู่ครองขึ้นมา ก็ต้องใช้กรรมฐานเหล่านี้เป็นคู่ศึก เพื่อที่จะใช้ต่อต้าน และดึงตนเองให้ก้าวพ้นออกมาจากทุกข์นั้นได้ ก็ขอให้ท่านทั้งหลายที่ประสบกับปัญหาในเรื่องทั้งหลายเหล่านี้ นำกองกรรมฐานทั้งหลายเหล่านี้ไปพิจารณา ว่าปัจจุบันนี้เราเหมาะสมกับกรรมฐานกองใด แล้วก็ปฏิบัติในกรรมฐานกองนั้นให้เต็มที่ ก็สามารถจะระงับยับยั้งกำลังใจของตน ไม่ให้ไหลตามกระแสโลกไปได้ และเมื่อสติ สมาธิ ปัญญาแก่กล้าขึ้นมา เกิดความเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ยกจิตของตนออกจากร่างกาย ไม่ปรารถนาทั้งร่างกายตนเองและคนอื่น เราก็จะสามารถหลุดพ้น เข้าสู่พระนิพพานได้เช่นกัน

    อันดับต่อไปขอให้ทุกท่านตั้งใจภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้รับสัญญาณบอกว่าหมดเวลา

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน วันศุกร์ที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๖
    ที่มา : www.watthakhanun.com

    #ชุมชนคุณธรรม #วัดท่าขนุน
    #ชุมชนคุณธรรมฯวัดท่าขนุน
    #ชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงขับเคลื่อนด้วยพลังบวร
     
  5. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,901
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,510
    พระอาจารย์กล่าวว่า "วันนี้จากคำถามที่ได้ถามมา มีอยู่ส่วนหนึ่งที่ว่า “ในเมื่อรู้ว่าการภาวนามีผลานิสงส์มากกว่าหลายเท่า แล้วทำไมถึงไม่ภาวนา แต่ไปให้ทานกันเสียเป็นส่วนใหญ่ ?” เรื่องนี้เป็นเรื่องของความเข้มข้นของกำลังใจแต่ละคน ซึ่งถ้าจะว่ากล่าวกันอย่างเป็นทางการ ก็คือ ขึ้นอยู่กับบารมีของแต่ละคน ว่าท่านทั้งหลายเหล่านั้นสร้างบารมีมาในระดับไหน

    ถ้าเป็นบารมีต้นขั้นหยาบยังไม่สามารถที่จะให้ทานได้ ถ้าบารมีต้นขั้นกลางต้องชักชวนกันแล้วชักชวนกันอีก ตัดใจบริจาคได้ยากมาก ประเภทล้วงออกมาแล้วยังเก็บคืนไปก็มี ถ้าเป็นบารมีต้นขั้นละเอียดสามารถให้ทานได้ แต่ถ้าเอ่ยถึงเรื่องศีลและภาวนาจะไม่รู้เรื่องกันเลย

    ถ้าเป็นบารมีกลางขั้นต้นสามารถให้ทานได้ แต่ถ้าพูดถึงการรักษาศีลก็เหมือนกับแบกภูเขาทั้งลูก บารมีกลางในระดับกลางสามารถให้ทานได้ รักษาศีลก็ขาดตกบกพร่อง ต้องอุปบารมีขั้นละเอียดถึงสามารถให้ทานได้ รักษาศีลได้ แต่ถ้าพูดถึงเรื่องการภาวนาก็ไม่มีจิตคิดที่จะทำ ต้องเข้าถึงระดับปรมัตถบารมีเท่านั้น

    ถ้าหากว่าเป็นระดับปรมัตถบารมีขั้นหยาบให้ทานได้ รักษาศีลได้ แต่ว่าในเรื่องของการภาวนาก็เหมือนอย่างกับเข็นครกขึ้นภูเขา ก็คือแทบไม่มีกำลังใจที่จะทำ ถ้าหากว่าเป็นปรมัตถบารมีขั้นกลางสามารถให้ทานได้ รักษาศีลได้ ภาวนาบ้าง ด่าชาวบ้านเขาบ้าง ไปถึงปรมัตบารมีขั้นละเอียดจึงให้ทานได้ รักษาศีลได้ เจริญภาวนาได้

    คราวนี้ในเรื่องของบารมีนั้น หมายเอาบารมี ๑๐ หรือทศบารมี ซึ่งเราสร้างสมมาเพื่อความหลุดพ้นจากกองทุกข์เข้าสู่พระนิพพาน ถ้าในลักษณะอย่างนี้ การสร้างบารมีของเราก็จะขึ้นต้นด้วยปัญญาบารมี รู้ว่าเรื่องทั้งหลายเหล่านี้ดีจริง เราก็รีบกระทำ

    ถ้าหากว่าท่านตั้งใจให้ทานก็เพราะมีปัญญารู้ว่าทานนั้นดีอย่างไร เป็นการตัดความโลภจากจิตจากใจของเราอย่างไร ทำให้ผู้ได้รับมีความรักใคร่ต่อเราอย่างไร เมื่อเห็นคุณความดีของทาน ท่านทั้งหลายถึงจะให้ทานได้ เมื่อให้ทานแล้วในขณะนั้นต้องประกอบไปด้วยเมตตาบารมี ไม่เช่นนั้นก็ไม่สามารถที่จะสงเคราะห์อนุเคราะห์ผู้อื่น บุคคลที่จิตประกอบด้วยเมตตาย่อมทรงศีลเป็นปกติ

    ดังนั้นไม่ว่าท่านจะเริ่มในบารมี ๑๐ จากตรงไหนก็ตาม สิ่งที่ท่านจะได้รับก็คือบารมีอีก ๙ ตัวจะตามมาติด ๆ ด้วย จะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม บารมีทั้งหลายเหล่านั้นก็จะตามติดชิดเข้ามาโดยอัตโนมัติ เหมือนกับซื้อรถย่อมมีล้อแถมมาด้วย สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ถ้าหากว่าท่านจะเริ่มสร้างบารมี ไม่ว่าจะเริ่มจากตัวไหนก็สามารถทำได้

    และขอให้รู้ว่าคู่ศึกของบารมี ๑๐ ก็คือสังโยชน์ทั้ง ๑๐ ซึ่งเริ่มตั้งแต่สักกายทิฐิ มีความเห็นว่าตัวเราเป็นของเรา วิจิกิจฉา ลังเลสงสัยในคุณพระรัตนตรัย สีลัพพตปรามาส รักษาศีลไม่จริงไม่จัง ขาด ๆ วิ่น เหล่านี้ไปจนถึงอวิชชา คือความเขลารู้ไม่จริง ทำให้หลงผิด คิดผิด พูดผิด ทำผิด เป็นต้น

    สมัยหลวงพ่อวัดท่าซุงยังอยู่ ท่านให้เขียนบารมี ๑๐ ติดหัวนอนเอาไว้ ตื่นเช้าขึ้นมามองบารมี ๑๐ แล้วตั้งใจทบทวนว่าตรงไหนที่เรายังบกพร่องอยู่ วันนี้เราจะทำตัวนั้นให้เต็มขึ้นมา แล้วเขียนสังโยชน์ ๑๐ ติดเอาไว้ด้วยว่าตอนนี้เราตั้งใจจะละตัวไหน เมื่อเป็นเช่นนี้ งานของเราก็เหลือน้อย ก็คือแค่พยายามสร้างบารมี ๑๐ ให้เต็ม และ ละสังโยชน์ ๑๐ ให้ได้

    ในส่วนของสังโยชน์ ๑๐ นั้น ท่านแนะนำเอาไว้ว่าให้ยึดการทำลายสังโยชน์ ๓ เป็นหลัก ก็คือ ให้รู้ตัวอยู่เสมอว่าเราจะต้องตาย ในเมื่อเราจะตายก็ไม่ควรประมาท ควรที่จะรักษาศีลให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ เพื่อที่จะให้เรามีสุคติเป็นที่ไป แล้วทำความเคารพในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อย่างจริงจัง ไม่ล่วงเกินด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ เป็นต้น

    ถ้าหากว่าท่านสามารถทำดังนี้ได้ก็ถือว่าในส่วนของบารมี ๑๐ ขั้นต้น เราสามารถที่จะยึดหัวหาดเอาไว้ ก็ให้กระโดดไปที่ตัวสุดท้ายคืออวิชชา อวิชชานั้นแบ่งเป็นฉันทะ คือความยินดีและพอใจ จึงทำให้เกิดราคะ คืออยากมีอยากได้ อย่างเช่นว่าเห็นรูปสวยเกิดความยินดี ความพอใจ ก็อยากมีอยากได้ไว้เป็นของเรา ได้ยินเสียงเพราะเกิดความยินดี เกิดความพอใจ ก็อยากมีอยากได้มาเป็นของเรา เป็นต้น ไม่ว่าจะได้กลิ่น ได้รส ได้สัมผัสหรือครุ่นคิดก็ตาม ก็อยู่ในลักษณะเดียวกัน

    ดังนั้น...เราจึงต้องสร้างสมาธิของเราให้มั่นคง เมื่อรู้ตัวว่าตากระทบรูปจะได้มีสติคอยระมัดระวัง เอาแค่สักแต่ว่าเห็น หูได้ยินเสียงก็มีสติคอยระมัดระวังสักแต่ว่าได้ยิน จมูกได้กลิ่นก็ระมัดระวังสักแต่ว่าได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายสัมผัส ใจครุ่นคิดก็ลักษณะเดียวกัน ถ้าสติของเราว่องไวก็จะรู้เท่าทัน สมาธิของเรามั่นคงก็หยุดยั้งตนเองลงได้ ก็เหลือแต่ปัญญาที่เราจะประหัตประหาร หรือหลบเลี่ยงกิเลสอย่างไรตามแต่ระดับของวาสนาบารมีที่เราบำเพ็ญมา

    เมื่อเป็นเช่นนั้นท่านทั้งหลายก็จะเห็นได้ว่า ถ้าหากว่าเราสร้างเสริมบารมี ๑๐ ของเราให้เข้มข้นเอาไว้ โอกาสที่จะประหัตประหาร ขุดรากถอนโคนสังโยชน์ ๑๐ ก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเรา โดยให้ยึดหัวหาดที่สังโยชน์ ๓ และไปทำลายตัวเจ้านายของสังโยชน์ทั้ง ๑๐ คือ อวิชชาให้ได้ ชีวิตนี้ของเราก็มีหวังที่จะหลุดพ้นจากกองทุกข์เข้าสู่พระนิพพาน

    ลำดับต่อไปก็ให้ทุกท่านตั้งใจภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้รับสัญญาณบอกว่าหมดเวลา"

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน ณ บ้านวิริยบารมี
    วันอาทิตย์ที่ ๑๓ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๘

    ที่มา : www.watthakhanun.com
     
  6. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,901
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,510
    ยุคนี้เป็นยุคสมัยที่เหมาะแก่การไปพระนิพพานมากที่สุด

    พระอาจารย์กล่าวว่า "ในภัทรกัปนี้มีพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ แล้วมีอีกหนึ่งภัทรกัปที่มีอีก ๕ พระองค์ แปลว่ามีภัทรกัปต่อเนื่องกัน ๒ ภัทรกัป เป็น ๑๐ พระองค์ ไม่มีโอกาสไหนที่มนุษย์เราจะมีหนทางหรือว่าบุญที่ยิ่งไปกว่านี้อีกแล้ว ขอให้ตั้งหน้าตั้งตาทำบุญเอาไว้สักหน่อย ขอแค่หลุดเข้าไปแค่สวรรค์ชั้นต่ำสุดก็พอ เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดพุทธมารดาท่านอีกตั้ง ๕ - ๖ พระองค์ อย่างไรเสียเราต้องไปได้สักองค์หนึ่งแหละ"

    ถาม : ถ้าเป็นรุกขเทวดาจะได้ด้วยไหมคะ ?

    ตอบ : ต่ำ ๆ เอาเป็นอากาศเทวดาดีกว่า รุกขเทวดาบางทีอยู่ไม่ถึงกัป เพราะวิมานโดนโค่นไปแล้ว กัปที่มีพระพุทธเจ้าส่วนใหญ่จะเป็นกัปข้างที่ดีมาก เขาจะมีสารกัป คือกัปที่เป็นแก่นสาร มีพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น ๑ พระองค์ มัณฑกัป กัปที่มีความผ่องใสยิ่ง มีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้น ๒ พระองค์ วรกัป กัปที่มีความประเสริฐยิ่ง มีพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น ๓ พระองค์ สารมัณฑกัป กัปที่ทั้งเป็นแก่นสารและมีความผ่องใสอย่างยิ่ง มีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้น ๔ พระองค์ และภัทรกัป กัปที่มีความเจริญอย่างยิ่ง มีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้น ๕ พระองค์

    ไม่ต้องไปหาที่อื่น เกิดขึ้นในโลกนี้เท่านั้น เพราะว่าโลกเรานี้เขาเรียกว่ามงคลจักรวาล พระพุทธเจ้าเวลาท่านจะเสด็จประสูติ ท่านจะต้องพิจารณาปัญจมหาวิโลกนะ ก็คือสิ่งที่เหมาะสม ๕ ประการก็จะมี

    ๑. กาล คือเวลา ว่าเหมาะสมที่พระองค์ท่านจะตรัสรู้หรือยัง โดยเฉพาะว่าเป็นช่วงเวลาที่มนุษย์สั่งสมสติปัญญามาสมควรแก่การบรรลุมรรคผลหรือยัง ถ้ายังไม่ถึงระยะเวลาที่เหมาะสมขนาดนั้น เกิดมาก็เสียเวลาเปล่า เพราะเทศน์ไปเขาก็ไม่รู้เรื่อง

    ๒.ทวีป มีทวีปใดที่เหมาะสมที่จะเกิด รับประกันซ่อมฟรีมีแต่ชมพูทวีปเท่านั้น ก็คือโลกนี้ เพราะว่ามี ความสุข ความทุกข์ ความรวย ความจนที่ต่างกันอย่างชัดเจน

    ๓. ตระกูล จะเกิดขึ้นในตระกูลใด ในมธุรัตถะวิลาสีนี อรรถกถาพุทธวงศ์ กล่าวไว้ว่า จะเกิดอยู่ในสองตระกูลระหว่างกษัตริย์และพราหมณ์เท่านั้น ในช่วงนั้นนับถือว่าตระกูลใดประเสริฐกว่าก็จะเกิดในตระกูลนั้น อันนี้ลักษณะแบบประเภทที่เรียกว่าข่มกันไว้เลยว่า ในเมื่อเกิดมาจากตระกูลที่สูงขนาดนั้น ยังยอมสละตนออกบวช คนก็เห็นเป็นอัศจรรย์กันอยู่แล้ว

    ๔. มารดา ผู้ที่เป็นพุทธมารดามีแล้วหรือไม่ ผู้หญิงที่จะเป็นพุทธมารดาหายากสุด ๆ เป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดใน ๓ โลกด้วย ถ้าปกติเบญจกัลยาณีเราว่าสวยในทุกสภาพแล้ว บุคคลที่จะเป็นพุทธมารดานอกจากมีเบญจกัลยาณี ๕ อย่างแล้วยังมีอิตถีลักษณะอีก ๖๔ อย่าง อย่างเช่นไม่อ้วนเกินไป ไม่ผอมเกินไป ไม่สูงเกินไป ไม่เตี้ยเกินไป เขาจะบอกรายละเอียดไว้หมด ถ้าสูงเกินไปพระโพธิสัตว์ต้องยืดคอดื่มนมเดี๋ยวจะเสียทรง เขาจะมีบอกรายละเอียดไว้หมด

    ๕. อายุ คืออายุขัยของสัตว์ ถ้าไปดาวอื่น เอาแค่ข้าง ๆ ของเราไม่ต้องไกลหรอก พุธ ศุกร์ โลก ดาว ๓ ดวงเอาไปเรียงกันไว้นี่บ้านเราอายุนิดเดียว บ้านอื่นเขาอายุเป็นหมื่น ๆ ปี ถ้าอายุขัยเหมาะสม เทศน์ถึงอนิจจังความไม่เที่ยงเขาจะเห็นได้ง่าย ลองไปเทศน์ที่ดาวพฤหัสบดีดูสิ บอกว่าเกิดมาไม่เที่ยง เขาอยู่กันเป็นแสนปี จะรู้ไหมว่าไม่เที่ยงเป็นอย่างไร แล้วแสนปีของเขานี่คนบนโลกเขาหน้าตาอ่อนกว่าเราอีก

    เพราะฉะนั้น..ก็ต้องมีความเหมาะสมทั้ง ๕ ประการนี้ พระพุทธเจ้าจึงจะเสด็จไปอุบัติ สรุปแล้วในบรรดาอนันตจักรวาลนี้ มงคลจักรวาลคือโลกมนุษย์นี้เท่านั้นที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จมาอุบัติ แล้วถามว่าโลกอื่น ดวงดาวอื่นมีพระพุทธเจ้าเสด็จไปสงเคราะห์ไหม ? มี...ถึงเวลาพระองค์ท่านก็เสด็จไปสงเคราะห์เขา หรือไม่พระสาวกสำคัญต่าง ๆ ก็ไปสงเคราะห์เขา

    แปลว่าดวงดาวอื่นที่มีมนุษย์และสัตว์ ส่วนใหญ่จะมีจำนวนน้อย อย่างในสุริยจักรวาลของเรามีอยู่ ๒ ดวงเท่านั้นคือโลกเรากับดาวพระศุกร์ ไม่รู้เหมือนกันว่าคุณดาวพระศุกร์จะดีใจหรือเสียใจ เกิดมาทั้งทีมีสัตว์อยู่แค่ ๒ ดวงดาว แต่ว่าดาวพระศุกร์เขาดีกว่าเพราะว่ามนุษย์กับสัตว์เป็นเพื่อนกัน โลกของเรานี่มนุษย์คอยแต่จะกินเพื่อน พวกเราโชคดีที่สุดเพราะว่าช่วงภัทรกัปเกิดขึ้นได้ยากมาก ๆ เป็นช่วงที่อนุมัติจบเยอะ พระพุทธเจ้าบรรลุทีละ ๕ พระองค์ แต่อนุมัติจบเยอะก็จริง แต่นานเนกาเลจนประมาณไม่ได้ แล้วโผล่มาที ๒ ภัทรกัปติดกัน

    เราเอาแค่ในพระพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์ ทีเราเรียกว่า อัฏฐวีสตินายกา คือผู้เป็นใหญ่ทั้ง ๒๘ ท่าน คือพระพุทธเจ้าในอดีต ๒๗ พระองค์และองค์ปัจจุบันอีก ๑ พระองค์ องค์แรกเลยก็คือพระตัณหังกรสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติแล้วโลกว่างไป ๑ อสงไขยกัปถึงได้เกิดพระพุทธเจ้าขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง น่ากลัวขนาดไหน ไม่ได้ว่างไปทีละกัปนะ ว่างไปทีละอสงไขย อสงไขยนี้มนุษย์ทั่วไปนับไม่ได้ อสังขยา แปลว่า นับไม่ได้ แต่ในความเป็นเทวดาเป็นพรหม ความเป็นทิพย์ท่านสามารถนับได้

    ที่ว่านับไม่ได้นี่ เพราะการนับมาตราส่วนของเขา เราไม่มีโอกาสทำอย่างนั้น เช่นท่านบอกว่า ๑๐๐ ปีเอาเมล็ดงาไปหยอดใส่ถังเหล็กที่กว้าง ยาว สูงด้านละโยชน์ ๑๐๐ ปีเมล็ดงาหยอดไปเมล็ดหนึ่ง ๑๐๐ ปีหยอดไปเมล็ดหนึ่ง จนกระทั่งถังใบนั้นเต็มเสมอขึ้นมายังไม่ได้กัปหนึ่งเลย แล้วเราจะมีโอกาสหยอดเม็ดแรกไหม ? ในเมื่อเม็ดแรกยังไม่มีโอกาสหยอด ก็เลยเป็นอสงไขยก็คือนับไม่ได้

    ดังนั้น..ช่วงนี้ของพวกเราก็อย่างไรเสียเกาะในส่วนของทาน ศีล ภาวนาให้มั่นคง ต่อให้ไปพระนิพพานไม่ได้ หลุดไปเป็นเทวดาหรือนางฟ้าก็โล่งใจไปที อย่างไรเสียอีก ๖ พระองค์ท่านตรัสรู้เมื่อไร ท่านก็ช่วยกวาดไปแน่ ๆ แต่ถ้าใครประกันความเสี่ยงไปก่อนได้ก็ไปเลยนะ ไม่ต้องรอ เพราะมัวแต่รออยู่ ถ้าเผลอลงข้างล่างเมื่อไร คราวนี้ ๖ พระองค์ผ่านไปหมดยังไม่ได้ขึ้นมาหรอก เพราะว่าส่วนใหญ่แล้วหนีหนี้มา

    ถ้าเป็นหลวงพ่อวัดท่าซุงท่านบอกว่า “ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย” ในเมื่อหนีหนี้มา ถ้ากลับไปเมื่อไรเจ้าหนี้เขาทวงได้ เขาเล่นครบทุกอย่าง แต่ละคนนิสัยสร้างความดีมาขนาดเรานี่ พระพุทธเจ้าผ่านไปทั้ง ๒ ภัทรกัปไม่ได้ขึ้นมาหรอก มีโอกาสก็รีบไขว่คว้าให้เต็มที่ไปเลย เรื่องอื่นว่ากันทีหลัง

    พระพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์ที่ผ่านมา มีเพียง ๒ พระองค์ที่เกิดในตระกูลพราหมณ์ คือพระพุทธเจ้ามีพระนามว่าโกนาคมน์กับพระพุทธเจ้ามีพระนามว่ากัสสปะ เพราะโลกยุคนั้นถือว่าพราหมณ์มีตระกูลที่สูงกว่า นอกนั้นก็เกิดเป็นกษัตริย์ทั้งหมด

    ต้นไม้ตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตอนแรกจะไม่ได้เรียกว่าต้นโพธิ์ แต่จะมีชื่อเฉพาะของตัวเองว่าเป็นต้นอะไร อย่างเช่นเป็นต้นไผ่ แต่พอพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ต้นไผ่นั้นก็จะเรียกว่าต้นโพธิ์โดยอัตโนมัติ อย่างของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันของเรา แรก ๆ ก็ไม่ได้เรียกว่าไม้โพธิ์ เขาเรียกต้นอัสสถพฤกษ์ ก็คือต้นใบหางม้า เพราะใบโพธิ์จะมีปลายแหลม ๆ ยาวมาเหมือนกับหางม้าห้อยอยู่ แต่พอพระพุทธเจ้าไปนั่งตรัสรู้อยู่ข้างใต้ ต้นใบหางม้าเลยกลายเป็นต้นโพธิ์ เป็นพระศรีมหาโพธิ์

    คราวนี้ในส่วนของนาคะ บ้านเราแปลว่าต้นกากะทิง หรือบางคนเรียกว่าสารภีทะเล แต่ทางพม่าเขาแปลว่าต้นบุนนาค บุนนาคหรือกากะทิง หรือสารภีทะเล เป็นไม้ตระกูลเดียวกันหมด เชื่อว่าสามารถที่จะเสียบกิ่งทาบกิ่งข้ามพันธุ์กันได้เลย เพราะลักษณะดอกคล้าย ๆ กัน จะมีบุนนาค สารภี กากะทิง การะเกด มีใครรู้จักไม้โบราณ ๆ พวกนี้บ้างไหม ? ดอกคล้าย ๆ กันหมด แต่ว่าทางด้านพม่าเขาเชื่อว่าเป็นต้นบุนนาค เพราะฉะนั้น..ที่พม่าแย่งกันปลูกบุนนาคในวัด เผื่อว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาตรัสรู้ในกาลข้างหน้า อาจจะเป็นต้นใดต้นหนึ่งได้มีโอกาสเป็นไม้โพธิ์ของท่าน

    ส่วนต้นไม้บางประเภทเขาเรียกชื่อโบราณ อย่างต้นสิรีสะ เป็นไม้ตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีนามว่ากกุสันโธ คัมภีร์โบราณแปลว่าต้นซึก มีใครรู้เรื่องบ้างว่าต้นซึกหน้าตาเป็นอย่างไร ? คุณติ๊กรู้จักต้นซึกไหม ? ที่บ้านคุณก็มี ทางเหนือเขาเรียก จ๊าก๋าม ก็คือต้นฉำฉาหรือจามจุรีนั่นแหละ

    ส่วนต้นสาละที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานที่สาลวโนทยาน เป็นสาละที่เราไม่รู้จักกัน เรารู้จักแต่สาละลังกา หรือลูกแคนนอนบอล สาละลังกาหอมมาก ใครเคยได้กลิ่นจะจำติดจมูกเลย ต้นสาละที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไม่ใช่สาละลังกา เป็นอาตมาก็ไม่เสี่ยงไปปรินิพพานใต้สาละลังกา เพราะอาจจะปรินิพพานก่อนเวลา เพราะลูกใหญ่เหลือเกิน ตกลงหัวก็เป็นเรื่องเลย..!

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    พระอาจารย์เล็กวัดท่าขนุน จ.กาญจนบุรี
     
  7. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,901
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,510
    nsN0-JVUv-n0HqOQuI6jd0CetMLGx_o9agC2AB7QaYZunTiOXLr5guZ8-kjZqBYEL3CQzOvn&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    ศิษย์หลวงพ่อหนุน วัดพุทธโมกข์ จ.สกลนคร
    28 กรกฎาคม 2016 · bfsBGRgHSzE.png
    หลวงพ่อหนุน ท่านเล่า ว่า
    มีอยู่วันหนึ่ง เขาหามชายคนหนึ่ง เข้ามาหาท่านถึงที่วัดพุทธโมกข์
    มาถึง ญาติเขาก็เล่าให้ฟังว่า
    คนนี้ไม่ยอมนอนมาหลายคืนแล้ว
    แถมมีอาการแปลก ๆ เหมือนโดนผีเข้า
    หลวงพ่อหนุน ท่านได้คุยกับชายคนนั้น
    ท่านบอกว่า ชายคนนั้น โดนพรหมมิจฉาทิฐิ ใช้จิตครอบงำอยู่
    โดยจะให้ชายคนนั้นหลับ แล้วจะเอาไปเป็นบริวาร
    แต่ชายคนนั้นจิตแข็งไม่ยอมหลับ เพราะ ถ้าหลับ ก็หมายถึง ตาย
    หลวงพ่อหนุน ท่านว่า ท่านก็ได้คุยกับพรหมองค์นั้น ได้ความว่า
    บุคคลที่ไหลตายนั้น เคยเกิดเป็นทหารของเขา เป็นบริวารของเขา
    เขาต้องการเอาคนพวกนี้กลับไป
    เลยทำให้ไหลตาย เหมือนกันหมด
    หลวงพ่อหนุน ก็ประมาณว่า ขอบิณฑบาตละกัน
    แต่พรหมมิจฉาทิฐิองค์นั้นไม่ยอม
    หลวงพ่อหนุน ถามว่า "รู้จักพระไหม ?" พรหมองค์นั้นบอกว่า รู้ แต่ไม่กลัว
    หลวงพ่อหนุน เลยยกมือขึ้นข้างหนึ่ง แบมือออกหันไปทางชายคนนั้น
    ชายคนนั้นบอก กลัวแล้วๆ ถอยตัวออกห่าง
    แต่ท่านไม่บอกว่า ท่านทำอะไร ที่ตาเนื้อเรามองไม่เห็น
    จะมีก็แต่ พรหมองค์นั้นเห็นได้องค์เดียว
    หลังจากนั้นมา 2 – 3 วัน ชายคนนั้น กับญาติ ๆ กลับมาใหม่
    แต่มาคราวนี้ นำอาหารคาวหวาน มาทำบุญกับหลวงพ่อหนุน
    มาขอบคุณเป็นการใหญ่
    ที่ทำให้รอดจากเหตุการณ์ครั้งนั้นมาได้

    เรื่อง: คุณมงกุฏเพชร
    ภาหหลวงพ่อหนุน: คุณชัยวัฒน์
     
  8. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,901
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,510
    M-DuaNjI46EJ9Uy2IShZZdWCuOMOJj4RwrnNECi3q759-5s8JGDwOU7oMZpDL1xOOdqWezpG&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  9. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,901
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,510
    470VcZY0-bVEpG-LNqXBxdg2IFjnz2oiwJV3sZteaAkGQ2TK2pvmHxPeAikIZV8w2WZSWUYF&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    "รับพัสดุด้วยครับ" พนักงานจากรถสีส้มถือกล่องพัสดุมาส่งให้ถึงหน้ากุฏิ พลังงานที่แผ่ออกมาจากกล่องพัสดุรู้สึกคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง น้อมจิตกราบอัญเชิญท่านเข้ากุฏิพร้อมกับการเซ็นรับ...

    เป็นพัสดุที่ส่งมาจากคุณกอบชัย มงคลทิพย์ เมื่อเปิดออกมาก็พบกับมีดหมอเทพศาสตราลายเพชรพญาธรเล่มใหญ่ ของหลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม กับลิงแกะจากไม้ตับเต่า ของหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ ที่ค่อนข้างจะหายากจนถึงยากที่สุด...

    ทำการเจิมน้ำมันชาตรีรับขวัญมีดหมอ พลังงานที่แผ่ซ่านไปทั่วทำเอาขนลุกไปทั้งตัว ยังไม่ทันไรหลวงพ่อกวยก็ดึงอาตมาพรวด "ออกไปข้างนอก" แล้วชี้กลับไปยังร่างที่กำลังเช็ดถูมีดหมออยู่ "ดูเอาไว้..จะได้หายสงสัยเสียที"...

    ที่อาตมาสงสัยก็คือ พลังงานของวัตถุมงคลแต่ละครูบาอาจารย์ที่แตกต่างกันนั้น นอกจากสมาธิจิตและวิชาการที่ศึกษามาแล้ว ยังมีอย่างอื่นอีกหรือไม่ ? ในส่วนของสายหลวงพ่อวัดท่าซุงนั้นอาตมาไม่สงสัย พลังงานที่ท่วมฟ้าท้นดินนั้นเป็นพุทธบารมี ธรรมะบารมี สังฆบารมี ตลอดจนพรหม เทวดา และครูบาอาจารย์ที่เมตตาช่วยสงเคราะห์ แล้วสายอื่น ๆ อย่างของหลวงปู่ทิม หลวงพ่อกวย นั้นเป็นอย่างไร ? ทำไมถึงทะลุทะลวงได้ดุดันถึงใจขนาดนี้ ?

    สิ่งที่เห็นก็คือร่างกายของอาตมาที่นั่งอยู่นั้น มีพลังงานหมุนวนอยู่รอบกายในแนวตั้ง เป็นรูปเหมือนกับปีกผีเสื้อสองข้าง ดูเหมือนกับว่าปีกทั้งสองนั้นเป็นอิสระต่อกัน แต่ก็หมุนวนผสมกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน...

    "เอ้า..คราวนี้มาดูตรงนี้" ท่านลากพรวดเดียวไกลออกไป จนกระทั่งเห็นโลกเราโตประมาณลูกฟุตบอลเท่านั้น ภาพที่เห็นก็คือพลังงานที่แผ่ออกมาจากโลกเป็นไปในลักษณะเดียวกัน "นั่นคือสิ่งที่พวกแกเรียกว่าแรงแม่เหล็กโลก วิชาการทางสายจีนเรียกว่าไท้เก๊กหรือไท่จี๋ ทางสายอินเดียเรียกว่าพลังจักรวาล"

    "คราวนี้มาดูสิ่งที่แกเคยมองมานานแล้ว" อาตมาโดนลากออกไปไกลลิบ มองย้อนกลับมาเห็นหมู่ดาราจักร (Galaxy) มากมายเต็มไปหมด แต่ละดาราจักรต่างก็ประกอบด้วยพลังงานมหึมาหลากล้น ทั้งกระจายออกและรวมเข้า เพื่อจัดระเบียบแต่ละดาราจักรให้มีขอบเขตเฉพาะของตน...

    "ตรงนั้นคือกลุ่มหมอกเพลิง (Nebula) ที่ยังจัดระเบียบตัวเองไม่เสร็จ ถ้าจัดระเบียบตัวเองเสร็จแล้วก็จะเกิดเป็นดาราจักรใหม่ขึ้นมา ส่วนดาราจักรที่หมดพลังงานแล้ว ก็ระเบิดสลายตัวเองกลับไปเป็นกลุ่มหมอกเพลิงใหม่"

    ไหนคนเขาบอกว่าหลวงพ่อเรียนหนังสือมานิดเดียว วันนี้ทั้งดาราศาสตร์ทั้งฟิสิกส์มาครบถ้วนเลย ? "ข้ามาเก่งตอนตายแล้วโว้ย..!"

    พูดจบพลังจิตของท่านก็แผ่ออกจากกายเป็นกลุ่มก้อน ครอบคลุมทั้งดาราจักร ดึงเอาพลังงานพุ่งเป็นลำมหึมาเชี่ยวกรากตรงไปยังโลกมนุษย์ หมุนวนจนกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพลังแม่เหล็กโลก แล้วควบแน่นเป็นลำเล็กประมาณบาตรพระ พุ่งลงตรงกระหม่อมร่างของอาตมาที่นั่งเช็ดมีดหมออยู่ ดึงเอาพลังงานประจำร่างกายทั้งหมด พุ่งเข้าสู่มีดหมอในมือจนสว่างเจิดจ้าดุจพระอาทิตย์ยามเที่ยง..!

    เหมือนกับร่างกายชาเห่อพองใหญ่ขึ้นหลายเท่า ขุมขนทุกเส้นตั้งชัน แผ่พลังงานออกมาเป็นระลอก...ระลอก ไม่ขาดสาย..!

    "หายสงสัยแล้วครับ..!" ถ้าไม่หายมีหวังตัวระเบิดตาย..! "คราวนี้แกดูนี่" พลังจิตของท่านพุ่งตรงไปเหมือนกับจะทะลุทะลวงฟ้า ผ่านครูบาอาจารย์หลายท่านเร็วจนมองแทบไม่ทัน ภาพองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ใหญ่มหึมาเต็มจักรวาลปรากฏอยู่ข้างหน้า...

    เพียงหลวงพ่อท่านน้อมจิตกราบลงแทบพระบาท พลังงานประหนึ่งมหาสมุทรหลากล้นท้นท่วมก็ทะลักทลายกลบกลืนไปทั้งเอกภพ (Universe) หมู่ดาราจักร กลุ่มหมอกเพลิง และจักรวาลแห่งดวงดาวอื่น ๆ (Stars System) ถูกกลืนหายไปภายใต้พลังงานที่ยิ่งใหญ่จนประมาณไม่ได้..!

    "นี่คืออำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัยที่พวกแกอาศัยเป็นที่พึ่งที่ระลึก ข้าเองก่อนหน้านี้ใช้แค่พลังสมาธิสมาบัติเฉพาะตัว วิธีดึงพลังจากจักรวาลมาใช้งาน เพิ่งจะมารู้เอาตอนที่ตายแล้ว ถือว่ายกให้แกเอาไปใช้ก็แล้วกัน แต่พอเทียบกับคุณพระศรีรัตนตรัยแล้ว คงหมดราคาจนแกอาจจะไม่สนใจเลยก็ได้"

    น้อมจิตกราบแทบพระบาทขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบแทบเท้าหลวงพ่อกวยที่เมตตาถ่ายทอดเพิ่มเติมความรู้ให้ "ผมเป็นคนงกครับหลวงพ่อ ต่อให้มีเงินเป็นหมื่นเป็นแสนล้าน ถ้ามีคนให้อีกบาทหนึ่งสลึงหนึ่งผมก็ยังรับอยู่ดี ถึงตัวเองจะไม่ได้ใช้งาน แต่ก็ยังเป็นประโยชน์กับลูกศิษย์ของหลวงพ่ออีกจำนวนมาก กราบขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งครับ"

    สติกลับคืนมาอยู่กับเนื้อกับตัว มือยังถือมีดหมอค้างอยู่ เจิมน้ำหอมน้ำมันรับขวัญมีดหมออยู่แท้ ๆ ดันฝันกลางวันแสก ๆ อีกแล้ว..!
    __________________
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๓
    ภาพและที่มา : เว็บวัดท่าขนุน
     
  10. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,901
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,510
    เก็บตกบ้านเติมบุญ เดือนมิถุนายน ๒๕๖๓
    "เอาตอนนี้เลยครับ"
    หา..? อาตมาอ้าปากค้าง เมื่อจอมเทพแห่งจตุมหาราชิกาภูมิบอกหน้าตาเฉย ขณะที่อาตมากำลังนั่งลงเพื่อเจริญพระกรรมฐานรอบเช้า เอิ่ม..มีใครบอกกับพ่อปู่บ้างไหมว่า เวลาไม่ได้อยู่ในภาค ย.ยักษ์เขี้ยวใหญ่แล้ว พ่อปู่หล่อล่ำกว่านายอาร์โนลด์อีก..?!

    ความจริงวันนี้อาตมาต้องไปปลุกเสกมีดลูกพราหมณ์และเหรียญท้าวเวสสุวรรณที่วัดพังตรุ อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี แต่เวลาที่ท่านอาจารย์พระมหาธวัชชัย กลฺยาโณ ป.ธ. ๙ เจ้าคณะอำเภอพนมทวนนัดไว้คือบ่ายโมงตรง...

    ในเมื่อเวลาไม่ได้อยู่ในระยะเวลาของการสงเคราะห์ พ่อปู่อาร์โนลด์ เอ๊ย...พิมพ..เอ๊ย..กุเวร (ทำไมชอบนึกว่าเวรแล้วกู..?!) จึงให้เริ่มเสียตั้งแต่ตอนนี้เลย...

    น้อมจิตนึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระปัจเจกพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ พระธรรม และพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย ครูบาอาจารย์ทั้งหลายสืบ ๆ กันมา มีหลวงปู่ปาน วัดบางนมโค และหลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุง เป็นที่สุด...

    พุ่งจิตออกไปยืนหยัดอยู่นอกขอบจักรวาล ด้วยท่าที่คิดว่าเท่ที่สุดแล้ว ประมาณว่า "ข้ามาคนเดียว" แผ่พุ่งพลังจิตออกไปเหมือนกับเหวี่ยงแห ครอบใส่ดาราจักรมหึมาที่หมุนวนเป็นวงกลมคล้ายกงจักร รวบแล้วดึงเอาพลังงานมหึมามโหฬารจนประมาณไม่ถูกเข้ามาทันที..!

    "เฮ้ย..หยุด..เดี๋ยวตาย..!" เสียงหลวงพ่อฤๅษีฯ ตวาดพร้อมกับไม้เท้าฟาดเปรี้ยงลงกลางกบาล ก่อนที่จะกวาดไม้เท้าออกขวางหน้า พลังงานหลากสีที่แผ่ออกมาขวางเอาไว้ เหมือนเขื่อนยักษ์สกัดสายน้ำป่าที่เขี่ยวกรากจนอยู่หมัด..!

    "ใครสอนให้เอ็งทำแบบนี้วะ ?"

    "เกล้าฯ เองขอรับ เกล้าฯ ประมาณความฉลาดของมันผิดไปหน่อยขอรับ" คลำหัวที่เจ็บลึกเจ็บจริง..ขายหน้าสิ้นดี..ต้องให้ครูบาอาจารย์มาออกหน้ารับแทน...

    "เอาใหม่โว้ย..ใจเย็น ๆ อย่าโง่แล้วอวดฉลาด เดี๋ยวก็ได้ระเบิดตัวเองเป็นฝุ่นไปเท่านั้นเอง" หลวงพ่อฤๅษีฯ เมตตาแนะนำ "เริ่มจากขอบารมีพระแบบตอนที่เอ็งแผ่เมตตาก่อน นั่นแหละ..ให้ภาพพระกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับตัวเองก่อน แล้วแผ่กว้างออกไปตามลำดับจนคลุมไปทั้งโลก.."

    "คราวนี้ขยายออกไปจนทั่วสุริยจักรวาล ขยายออกไปจนคลุมดาราจักรทางช้างเผือก แล้วค่อย ๆ รวบกลับมา จากใหญ่ลดลงมาเป็นกลาง จากกลางลดลงมาเป็นเล็ก แล้วดึงเข้ามาในร่างกาย จากนั้นค่อยส่งลงไปที่วัตถุมงคล.."

    สรุปว่าอาตมาโง่แล้วขยัน ข้ามขั้นตอนไปเลย จะเอาน้ำทั้งมหาสมุทรเทใส่ขวดทีเดียว จนเกือบจะวางระเบิดตัวเองไปแล้วไหมล่ะ..!
    __________________
    ........................
     
  11. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,901
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,510
    VAnDOm0Ot7PrAAHEHi1aPsVLdlsKNVSQSlpMYYa80wv27StSur7GBje6U_Ng8Rli-rB8fJzA&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    หลวงปู่หงษ์ กับ พระเทพญาณมงคล ( หลวงป๋า ) แห่งวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม

    ในวันพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคล ในวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๔๘
    รุ่น ธนสารสมบัติ

    ขอบพระคุณภาพจาก : คุณ Noppol
     
  12. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,901
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,510
    ypD3Gbv1OYT5hrvS_s9dseXQ4O98VA-BTN4Oh5aJPVZ3mvy7s4r-iGhGzA1V8B9v5S1vIYRn&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    ถาม : เวลานี้พระศาสนาถูกคุกคาม ถูกทำลาย ถูกโจมตีโดยฝ่ายตรงข้ามในหลายเรื่องหลายทางอย่างหนักหน่วง แต่สิ่งที่เราควรทำที่สุดคือทำใจให้สบายและปล่อยไปตามกฎของกรรม วางเฉยต่อการกระทำของฝ่ายตรงข้าม แม้จะถูกฆ่าและทำลายล้างอย่างที่ผู้คนที่นาลันทานครยอมให้เขาฆ่าใช่ไหมครับ ?
    ตอบ : ขึ้นอยู่กับกำลังใจของคุณว่าเป็นอย่างไร ถ้ากำลังใจยอมก็ยอมต่อไป ถ้ากำลังใจไม่ยอมก็ไม่ยอมอยู่ดี ฉะนั้น...เที่ยวไปถามคนอื่นไม่ได้หรอก

    อาตมาไม่เห็นเลยว่าอะไรจะคุกคามพระพุทธศาสนาได้หนักเท่ากับพุทธบริษัท ๔ ของเรา ซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาพระพุทธศาสนา แต่ไม่คิดจะทำอะไรให้เกิดมรรคเกิดผลขึ้นมา แล้วจะไปรักษาอีท่าไหน ? ตราบใดที่เรายังไม่สามารถทำตัวของเราให้เป็นตัวอย่างได้ จะให้คนอื่นเขาศรัทธาพระพุทธศาสนาได้อย่างไร ฉะนั้นภัย...คุกคามจากภายนอกเป็นแค่ส่วนเดียวเท่านั้น ส่วนที่แย่ที่สุดก็คือสนิมเหล็กที่กินเนื้อตัวเอง

    เก็บตกบ้านเติมบุญ ธันวาคม ๒๕๖๒
     
  13. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,901
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,510
    kTA2i69j46KFuZwqd1dOTabUgdKuqvtTt4EOuIo-0iTEUjuYwx1d6HmOIpBZaGgeb4Q-tcgU&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    +++ โลกเราเสียสมดุลมาก +++

    พระอาจารย์กล่าวว่า "#บรรดาภัยธรรมชาติต่าง#ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย#เพราะโลกเราเสียสมดุลมาก ความจริงมนุษย์เราเป็นตัวทำลายล้างที่ดุเดือดมาก สร้างถนนขึ้นมาสายหนึ่ง โดยปกติถ้าเป็นพื้นดิน เราทิ้งไว้ประมาณ ๒-๓ ปีก็จะกลายสภาพเป็นป่าละเมาะ ถ้านานกว่านั้นต้นไม้ใหญ่ขึ้นได้ ก็จะปรับสภาพกลายเป็นป่าสมบูรณ์ #แต่ถ้าเราไปสร้างถนนเทคอนกรีต #ไม่รู้กี่พันปีกว่าต้นไม้จะโผล่ขึ้นมาได้ ต่อให้คลุมไปจนมิด ก็ต้องยื่นมาจากทางอื่น ไม่ได้มาจากที่ตรงนั้น

    กลายเป็นว่ามนุษย์เราเหมือนกับสร้างความเจริญ แต่จริง ๆ #แล้วเป็นการอำนวยความสะดวกให้เฉพาะตน #แต่ไปทำลายตลอดจนกระทั่งขัดขวางธรรมชาติ หลักการของธรรมชาติต้องคล้อยตาม ถ้าขวางเมื่อไรก็ต้องพังกันไปข้างหนึ่ง"

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนตุลาคม ๒๕๕๘
    -------------------
     
  14. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,901
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,510
    l25_KTItN_w7iSQrv0fer_qPsHK1NU0GxoTl0Qq7kx17YfJUqitmj1mpkgv9NYXhugynCn2m&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    หลวงปู่ดู่ รู้วาระจิตศิษย์ เมตตาสอน
    "พุธธังของเรา ก็ไปได้ทั้งสามโลกนะ"
    นำกราบพระถึงสะดือทะเล


    “หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ” นับเป็นพระโพธิสัตว์เจ้าที่มีบารมีเต็มอีกพระองค์หนึ่ง ท่านได้รับการยืนยันจากนักปฏิบัติหลายท่านว่า “เป็นหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืดกลับชาติมาเกิด” หรือ จะกล่าวว่าท่านเป็นภาคหนึ่งขององค์หลวงปู่ทวดก็ได้

    หลวงปู่ดู่ท่านมีเมตตาจิตต่อทุกๆ คนที่ไปหาท่าน ตั้งแต่เช้าท่านจะคอยนั่งรับแขกคนโน้นคนนี้ อย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยหรือความลำบากของสังขารแต่อย่างใด ท่านให้ความเมตตาต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ท่านไม่เคยรังเกียจว่าคนโน้นคนจนหรือยกย่องว่าคนนี้มีเงินท่านไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะใดๆ ทั้งสิ้น

    ว่ากันว่าเมตตาอันไม่มีประมาณของหลวงปู่ดู่นั้น แม้ลูกศิษย์ของท่านจะตกระกำลำบากพลาดพลั้งไปในนรกก็ดี ท่านก็จะยังคงมีเมตตาตามไปสงเคราะห์อยู่เสมอ นอกจากนี้ สมัยที่หลวงปู่ยังดำรงสังขาร ก็ยังเคยพาไปไหว้พระอรยะในแดนต่างๆ ด้วย ดังเช่นเรื่องที่ “คุณอุ๋ย” ศิษย์ใกล้ชิดท่านหนึ่งของหลวงปู่ดู่ ได้ถ่ายทอดไว้ดังนี้

    สมัยที่หลวงปู่ยังดำรงสังขาร ก็เคยพาไปกราบ “พระอุปคุต” ใต้สะดือทะเล เวลาลงไปจะรู้สึกถึงน้ำหมุนเป็นเกลียวลงไปน่ากลัวมาก แล้วจะเห็นพญานาค เห็นปราสาทของพระอุปคุต ดูแล้วงดงามน่าอัศจรรย์ การนั่งสมาธิแต่ละครั้งที่มีหลวงปู่เป็นองค์นำ จะได้ผลดีเป็นที่ประหลาด

    เคยคิดว่าตัวเราเองนั่งนึกนั่งคิดจินตนาการไปเองหรือเปล่าหนอ ก็น่าประหลาดที่วันต่อมา ไปทำบุญที่วัดสะแก ตอนนั้นหลวงปู่ละสังขารไปแล้ว จู่ๆก็เจอผู้ชายคนหนึ่งไม่เคยรู้จักมาก่อน เขาก็บอกกับเพื่อนเขาว่านี่ไงๆ ผู้หญิงคนนี้ไง แล้วก็มองตัวเราใหญ่เลย ก็เลยถามเขากลับไปว่า

    “มีอะไรหรือเปล่าคะคุณ”

    ผู้ชายท่านนี้ก็บอกว่าผมนั่งสมาธิ ถอดจิตไปวิมานพระ เห็นคุณเดินเข้าออกประจำ ตัวผมเองอยู่แค่บันไดเท่านั้น มันน่าแปลกที่เราเพียงแค่นึกว่าเราคิดไปเองหรือเปล่า พอวันรุ่งขึ้นก็เจอเรื่องเล่าของผู้ชายคนนี้ ที่เราไม่เคยรู้จักเหมือนกับว่าหลวงปู่ท่านจะส่งมายืนยันให้รู้ว่าที่เราทำสมาธิทุกวันนี้ ไม่ได้นั่งจินตนาการไปเอง

    วันหนึ่งลองนั่งภาวนาว่า “นะมะพะธะ” ดู รู้สึกว่าจิตตัวเองถอดออกมาอย่างเร็วและแรงจนตกใจ พอตกใจสมาธิก็ถอนกลับมาสู่ร่างเดิม พอรุ่งขึ้นไปกราบหลวงปู่ดู่ท่านก็ทักเอาว่า “พุทธัง ของเราก็ไปได้ทั้งสามโลกนะ” ท่านทักอย่างนี้เลยรีบขอขมาหลวงปู่ และแต่นั้นมาก็ภาวนาเพียง “พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สรณังคัจฉามิ” มาโดยตลอด

    https://www.facebook.com/groups/prommapunyo/?fref=nf
     
  15. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,901
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,510
    FMvnUFWRI3Mae4T2UEIslRvXELTmSKgqE3vNPtkk_E94-snPASu0tYCsSRJkF7a7ajCuXiyb&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    อาตมาสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มีอยู่ปีหนึ่งเจอนิสิตที่สุดยอดมาก ทำข้อสอบเสร็จตั้งแต่ชั่วโมงแรก แต่รอวินาทีสุดท้ายแล้วค่อยส่ง ทุกวิชาจะเป็นอย่างนี้ แล้วเป็นอยู่คนเดียว ที่อาตมาเบื่อที่สุดก็คือกูจะรีบ ๆ ไป แต่เขาไม่ใช่ ต้องใช้เวลาให้ครบทุกวินาทีถึงจะพอใจ แล้วก็นั่งอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ทบทวน ไม่ได้แก้ไขอะไรหรอก นั่งรอเวลาหมดแล้วค่อยส่ง

    ประเภทนี้น่าจะเป็นลูกหลานของหลวงพ่อสุภัททะ แต่หลวงพ่อสุภัททะท่านเป็นพระอรหันต์นะ ในเมื่อเป็นลักษณะอย่างนั้น ตัวของเราเองถ้าไม่ได้สร้างบารมีมาอย่างท่าน เราก็มีสิทธิ์ที่จะเดี้ยง

    อดีตพระเอกหนังที่เพิ่งจะตายไปไม่นาน มีฉายาว่าเจ้าชายสายเสมอ รู้จักไหม ? ไม่ว่าจะนัดเวลาไหน เขาก็ไปช้าเป็นปกติ

    ยิ่งทำอะไรช้ามากเท่าไร กำลังใจก็ยิ่งห่างมรรคผลมากเท่านั้น เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า บุคคลที่ตั้งความปรารถนาจะเอามรรคผล จะมุ่งตรงไปข้างหน้าโดยที่ไม่ได้พะวงถึงสิ่งฉุดรั้งต่าง ๆ ก็เลยเป็นคนทำอะไรเร็ว ตรงเวลา มีแต่ก่อนไม่มีหลัง เพราะฉะนั้น..ถ้าหากว่าใครรู้ว่าตนเองอยู่ในประเภทเจ้าชายหรือเจ้าหญิงสายเสมอ ก็ให้พยายามปรับปรุงตัว เพื่อหนทางที่เราเดินในวัฏสงสาร ซึ่งยาวไกลไม่เห็นต้นเห็นปลาย จะได้สั้นลงบ้าง ไม่ใช่ยิ่งเดินก็ยิ่งยาวไปเรื่อย เพราะว่าเราทำอะไรช้าอยู่เสมอ

    ถ้าหากว่าอยู่ในส่วนของมนุษยภูมิขึ้นไปก็ยังถือว่าท่านโชคดี แต่ถ้าช้าแล้วลงอบายภูมินี่จะยิ่งช้าหนักเข้าไปอีก เพราะว่าข้างล่างโดยเฉพาะส่วนของนรก เปรต อสุรกาย ระยะเวลาต่างกับโลกมนุษย์มาก อย่างเบา ๆ ๑ วันของเขาก็เท่ากับ ๕๐ ปีของเรา แล้วอายุก็ยาวนานเหลือเกิน เล่นกันเป็นกัป

    กัปหนึ่งไม่มีใครรู้ว่าเวลายาวนานเท่าไร แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ทรงให้ประมาณการไว้เท่านั้น ประมาณการว่ามีถังเหล็กใบหนึ่ง กว้าง ๑ โยชน์ ยาว ๑ โยชน์ สูง ๑ โยชน์ ก็คือกว้างยาวสูงด้านละ ๑๖ กิโลเมตร ๑๐๐ ปีเอาเมล็ดพันธุ์ผักกาดหย่อนลงไปหนึ่งเมล็ด เมล็ดพันธุ์ผักกาดเต็มเสมอขอบถังเมื่อไร ประมาณเวลาได้กัปหนึ่ง เป็นกัปหนึ่งโดยประมาณไม่ใช่ตรงเป๊ะ เราจะได้หยอดสักเมล็ดไหม ? ๑๐๐ ปีหยอดเมล็ดหนึ่ง เมื่อไม่นานที่ผ่านมาก็หลวงปู่บุญฤทธิ์ อายุ ๑๐๒ ปีเพิ่งมรณภาพ นั่นท่านหย่อนได้เมล็ดหนึ่ง พวกเรายังไม่มีสิทธิ์ได้หย่อนเลย

    ที่ภาษาบาลีที่บอกว่าอสังไขย หรืออสงไขย ก็มาจากคำว่าอสังขยา หรืออสังขะยะ ที่แปลว่านับไม่ได้ ก็คือบุคคลทั่วไปนับไม่ได้ เพราะฉะนั้น..ได้โปรดทำอะไรให้เร็วขึ้นนิดหนึ่ง แล้วชีวิตจะง่ายขึ้นเยอะ ยิ่งเป็นนักปฏิบัติธรรม มีแต่ทำแล้วต้องเร็วขึ้นไปเรื่อย ๆ เพียงแต่ว่าเป็นสภาพจิตที่เร็วโดยไม่ผิดพลาด แต่ว่าส่วนใหญ่แล้วพวกเราก็มักจะช้ากันเป็นปกติ บางคนภูมิใจในความช้าของตัวเองอีกต่างหาก
    ........................................
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    ผู้ก่อตั้งสำนักสงฆ์เกาะพระฤๅษี

    ........................................
    #รู้ว่าดีก็ทำ #รู้ว่าชั่วก็ละ #ไม่เกาะทั้งดีทั้งชั่ว
    https://web.facebook.com/permalink.php?story_fbid=760317431172913&id=393564001181593
     
  16. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,901
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,510
    Z-XnXqqHsR-3r1noIUlKdfI8nl9mvMw4F-ZCMxsRJ09KDozYohV665LH7MPExkOoH0EvGxKO&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    หมดกรรมก็ตาย

    พระอาจารย์กล่าวว่า "พระเจ้าปเสนทิโกศลเป็นตัวอย่างของบุคคลที่ว่า ถึงอายุขัยแล้วแต่ไม่ตาย ก็คือไม่ได้สวรรคตตามที่พระกาฬบอกไว้ #เพราะว่าตลอด#วันพระองค์สร้างสาธารณประโยชน์ส่งท้าย ทำแบบทิ้งทวน กลายเป็นสร้างบุญใหญ่ไม่รู้ตัว #ก็เลยทำให้บุญตัวนี้มาต่ออายุได้

    การที่คนหรือสัตว์จะตาย ท่านบอกว่า มีอายุกขะยะ ก็คือ #อายุหมดลง อาหาระขะยะ #อาหารหมดลง ปุญญักขะยะ #บุญหมดลง และกัมมักขะยะ #กรรมหมดลง

    แม้ไม่ถึงคราวตายวายชีวาตม์
    ใครพิฆาต เข่นฆ่า ไม่อาสัญ
    แต่เมื่อถึงคราวตาย วายชีวัน
    ไม้จิ้มฟันแทงเหงือก ดันเสือกตาย


    บุญหมดก็ตาย กรรมหมดก็ตาย #แบบเดียวกับพระที่เป็นลูกศิษย์พระสารีบุตร ตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งได้บวชกับพระสารีบุตรอายุ ๒๐ เศษ #ไม่เคยได้กินข้าวอิ่ม #สามารถกินเศษข้าวได้ครั้งละ ๗ เม็ดเท่านั้น หลังจากนั้นอาหารตรงหน้าก็จะหายหมด #ก็ต้องไปเที่ยวควานหา บ้านไหนล้างถ้วยล้างจาน กวาดเศษอาหารทิ้งไว้ #ไปเก็บเม็ดข้าวเขากิน กินแค่นั้นไม่น่ามีชีวิตรอดอยู่ได้ #แต่กรณีนี้กรรมรักษาจึงทำให้อยู่ได้ "
    "#จนกระทั่งวันสุดท้ายของชีวิต พระสารีบุตรบิณฑบาตมาเลี้ยงเอง เพราะพาท่านบิณฑบาตแล้วท่านไม่เคยได้ข้าว เดินข้างหลังเขาก็ใส่ข้างหน้าหมดเสียก่อน เดินข้างหน้าเขาดันไปใส่จากข้างหลังมา พอให้อยู่ตรงกลางเขาก็ใส่แต่หัวกับท้าย #สุดท้ายพระสารีบุตรก็เลยต้องบิณฑบาตแทนท่าน

    พอวางบาตรให้ท่านก็มองไม่เห็นว่ามีอาหารอะไร #พระสารีบุตรต้องใช้มือข้างหนึ่งจับบาตรเอาไว้ #ท่านถึงมองเห็นว่ามีอาหาร #ได้ฉันอิ่มครั้งเดียวในชีวิต ร่างกายสบาย พิจารณาเห็นโทษว่าตลอดกว่า ๒๐ ปีที่ผ่านมาทุกข์เข็ญปานนี้ ขึ้นชื่อว่าการเกิดมาทุกข์เช่นนี้จะไม่มีสำหรับเราอีก สภาพจิตปลดออกจากการใคร่มีในร่างกายและการเกิด #ก็เป็นพระอรหันต์และนิพพานตอนนั้น หมดกรรมก็ตายเหมือนกัน หมดบุญก็ตาย หมดอาหารก็ตาย หมดอายุก็ตาย"

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    พระอาจารย์เล็ก วัดท่าขนุน จ.กาญจนบุรี
    เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี เดือนธันวาคม ๒๕๕๙
     
  17. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,901
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,510
    U0gqUKlVvgsI4xJeJw8p-eFgVeleeYvvBVH6H2Y2X5a3b9J-Fh2qVEyxdzQX2dpGHbH8Uw_4&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    B8iQclhQWOa0DuPNfcMsnJGtrL27TkbaI6MSxPlxw4bVlkdfrKr7TxKVyYb5ViKV-wvm_7nx&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    TOPUPBZOY3aSBesYeS1ewNJmJwL3yq-OBZVrbmgPZ-E5nHqCWBksXwxo2xZr-I1NRJRK_LSM&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    บุญของเอ็งที่เชื่อข้า

    หลายสิบปีที่ผ่านมาท่านไม่เคยออกนอกวัด ก่อนหกโมงเช้าท่านจะนั่งอยู่หน้ากฏิเพื่อคอยผู้ที่ศรัทธาที่มาจากจังหวัดต่างๆ บ้าง เหนือ-ใต้-ออก-ตก ภาคกลาง หลวงปู่บอกว่าเขามาจากไกล ๆ เป็นร้อยเป็นพันกิโล ถ้าไม่เจอข้า เขาจะผิดหวังผู้ที่มาหาข้านี้ล้วนแต่เคยสร้างบุญสร้างกุศลมากับข้า ข้าก็จะนั่งคอยอยู่นี้แหละ

    ครั้งหนึ่งหลวงปู่เคยบอกไว้ว่า หลังจากข้าตายไปแล้ว ลูกศิษย์ที่ไม่เคยพบท่านไม่ต้องเสียใจ และน้อยใจในวาสนาไม่มีโอกาสพบข้า ท่านได้อธิษฐานไว้ว่า ผู้ใดที่เคยสร้างบุญสร้างกุศลมากับข้า เคยเป็นศิษย์เป็นอาจารย์เป็นลูกเป็นหลาน สร้างบุญกุศลมากับข้ามา แม้ในชาตินี้ไม่ได้พบสังขารธรรมของข้า แต่พอพบเห็นหลักธรรมคำสั่งสอนของข้า แล้วเกิดศรัทธา คนผู้นั้นแหละเคยสร้างบุญสร้างกุศลมากับข้า เคยเป็นศิษย์เป็นอาจารย์เป็นลูกเป็นหลานของข้า

    ขอให้ตั้งใจปฏิบัติธรรมะภาวนาไตรสรณคมณ์ พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ เวลาเหลืออีกไม่มากแล้ว รีบพากันปฏิบัติเพื่อจะได้ไว้เป็นที่พึ่งในภายหน้า ข้าจะคอยช่วยศรัทธาข้าจริงนับถือข้าจริง แกคิดถึงข้า ข้าก็คิดถึงแก แกไม่คิดถึงข้า ข้าก็คิดถึงแก ข้าอยู่ใกล้ ๆ แกจำไว้ นี่เป็นความเมตตาของหลวงปู่ที่มีต่อลูกศิษย์ทุกคน ตั้งแต่ ที่หลวงปู่ได้ละสังขารไปแต่บารมีท่านยังอยู่ทุกอณูทั่วจักรวาล

    หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ
     
  18. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,901
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,510
    LmydHhCcuN5y6dEGvA0fePGPXg4vbRx9jPx6Ww5EsiHDqa6qZbcvIaN7RgSnoIfC1kYWK3Oo&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    "ถ้าให้เลือกเครื่องรางในดวงใจ ๑๐ ชิ้น หลวงพ่อจะเลือกอะไรบ้างครับ ?"

    "ทำไมให้แค่ ๑๐ ชิ้น ? สัก ๓๐ ชิ้นยังเลือกยากเลย แต่ถ้าจำกัดให้แค่นั้นจริง ๆ ก็จะเลือกตามลำดับดังนี้...

    ๑. มีดหมอเทพศาสตรา หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพธิ์ โดยเฉพาะมีดปากกา ๓ กษัตริย์ ถือเป็นมีดหมอในฝันของนักเล่นเครื่องรางของขลังทุกคน ถ้าไม่ได้ก็จะเลือก มีดหมอปราบไตรภพ หลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว มีดหมอเทพศาสตรามหาปราบ หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว มีดหมอเทพศาสตรามหาปราบ หลวงปู่ทองเฒ่า วัดเขาอ้อ มีดหมอเทพศาสตราหลวงพ่อรุ่ง วัดหนองสีนวล หรือมีดหมอเทพศาสตรา หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งอานุภาพเป็นที่เชื่อถือได้ทุกสำนัก...

    ๒. เสือหลวงปู่ปาน วัดบางเหี้ย ต้นตำรับเขี้ยวเสือแกะราคาแพงหูดับมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ทรงมีพระราชหัตถเลขาบันทึกเอาไว้ว่า ในยามที่มีผู้เสาะแสวงหากันมาก ราคาขึ้นไปถึง ๑ ตำลึงหรือ ๖ บาทก็มี ถ้าไม่ได้ก็ขอเป็นเสือหลวงพ่อเฮง วัดเขาดิน ซึ่งมีพระราชหัตถเลขาของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ บันทึกเอาไว้คู่กันมากับหลวงปู่ปานต้นตำรับ หรือว่าเสือหลวงพ่อนก วัดสังกะสี เสือหลวงพ่อสาย วัดบางเหี้ย ศิษย์สายตรงหลวงปู่ปาน เสือหลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว และเสือหลวงพ่อคง วัดวังสรรพรส ซึ่งถ้าได้ฝีมือลุงถนอมแกะก็งามสุด ๆ ไปเลย

    ๓. หนุมานพิมพ์หน้าโขน หลวงพ่อสุ่น วัดศาลากุน ถือเป็นเครื่องรางรูปหนุมานอันดับ ๑ ของประเทศไทย จะเป็นรากพุดซ้อนหรืองาแกะก็ได้ ถ้าหาไม่ได้ก็ขอเป็นหนุมานหลวงพ่อกุน วัดพระนอน หนุมานหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว หนุมาน (ลิง) หลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัว หนุมานหลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ หรือ หนุมานท่านอาจารย์เฮง ไพรวัลย์ ฆราวาสผู้ทรงอภิญญา...

    ๔. เบี้ยแก้หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว ซึ่งถึงพร้อมทั้งกันและแก้ แถมมหาอุดหยุดปืนอีกต่างหาก หรือถ้าได้เบี้ยแก้หลวงปู่รอด วัดนายโรง ๑ ใน ๙ เครื่องรางสะท้านแผ่นดินก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ ไม่เช่นนั้นก็ขอเป็นเบี้ยแก้หลวงพ่อภักตร์ วัดโบสถ์ เบี้ยแก้หลวงปู่เพิ่ม วัดกลางบางแก้ว เบี้ยแก้หลวงพ่อคำ วัดโพธิ์ปล้ำ เบี้ยแก้หลวงพ่อนุ่ม วัดนางในก็ได้ จะสายอ่างทองหรือสายวัดกลางบางแก้วก็สุดยอดทั้งนั้น...

    ๕. พระขรรค์เขาควายเผือกฟ้าผ่าตาย หลวงพ่อโสก วัดปากคลองบางครก สุดยอดเทพศาสตราวุธที่ถึงพร้อมทั้งกันและแก้ โดยเฉพาะการถอนคุณไสยถอนวิชาทั้งปวง ถ้าไม่ได้ก็ขอฝันไปถึงพระขรรค์โสฬส หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า พระขรรค์เทพศาสตรา หลวงพ่อขำ วัดเขาแก้ว ครูบาอาจารย์ผู้สอนวิชาสร้างมีดหมอเทพศาสตราให้แก่หลวงพ่อรุ่ง วัดหนองสีนวล และหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพธิ์ หรือจะเป็นพระขรรค์สะกดวิญญาณ หลวงพ่อแจ่ม วัดวังแดงเหนือ ถ้าได้พระขรรค์ประจำตระกูลลายมือจารของหลวงพ่อแจ่มเอง ก็สุดยอดไปเลย ถ้าไม่ได้ระดับนั้นขอเป็นพระขรรค์ปากกาก็ยังดี ถ้าไม่มีก็พระขรรค์ไม้พญางิ้วดำ หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ หรือฝันให้ไกลไปให้ถึงก็ต้อง พระขรรค์เทพศาสตรามหาปราบไตรโลก หลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว บรมครูแห่งลุ่มน้ำแม่กลอง ที่หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า แนะนำให้เสด็จในกรมหลวงชุมพรไปขอมาเป็นอาวุธคู่พระหัตถ์ให้ได้...

    ๖. ตะกรุดมหาโสฬส หลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง ที่ต้องเสกด้วยโองการมหาทะมื่นหนึ่งหมื่นจบ กว่าจะสำเร็จออกมาแต่ละดอกใช้เวลาถึง ๓ ปี..! ถ้าไม่มีขอเป็น ตะกรุดไมยราพณ์สะกดทัพ หลวงพ่อกุน วัดพระนอน ตะกรุดคู่ชีวิต หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน ตะกรุดมหาระงับ หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม ตะกรุดมงกุฎพระพุทธเจ้า หลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง หรือตะกรุดจันทร์เพ็ญ (คงคาวดี) หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่าก็ได้ แต่ละอย่างบางคนทั้งชีวิตไม่เคยได้เห็นสักดอก มีเงินอย่างเดียวไม่สามารถที่จะหามาครอบครองได้ ต้องเคยสร้างบุญร่วมกับท่านมาด้วยถึงจะพอมีหวัง...

    ๗. พระราหูกะลาตาเดียว หลวงพ่อน้อย วัดศีรษะทอง สุดยอดวัตถุมงคลในการแก้อาถรรพ์แก้ชงทั้งปวง ถ้าไม่มีขอเป็นกบกินเดือน (พระราหูกะลาตาเดียว) ครูบานันตา วัดทุ่งม่านใต้ หรือกบกินเดือน ครูบาเจ้าอโนชัยธรรมจินดา พระอาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิชาให้กับครูบานันตา ถ้าไม่ได้ระดับปรมาจารย์ ก็ย้อนกลับมาที่หลวงพ่อปิ่น วัดศีรษะทอง ลูกศิษย์สายตรงของหลวงพ่อน้อย หรือไม่ก็โดดไปภาคอีสาน พระราหูของญาท่านสวน วัดนาอุดม จะเป็นกะลาตาเดียวหรืองาแกะก็ได้ หรือถ้าทุนทรัพย์ถึง ก็จตุคามรามเทพปี ๒๕๓๐ ต้นตำรับจตุคามรามเทพล้อมด้วยพระราหู ๘ ตน ที่ราคาไม่ได้ตกตามท้องตลาดไปสักเท่าไรเลย...

    ๘. ตะกรุดไม้ครู หลวงปู่ภู วัดอินทรวิหาร เครื่องรางของขลังที่สร้างได้ยากที่สุดในโลก เพราะว่าต้องหากอไผ่ที่โดนฟ้าผ่าล้มขวางด่านช้างไปทางทิศตะวันออก แล้วช้างทั้งโขลงเดินข้ามไปโดยไม่ดึงมากินแม้แต่นิดเดียว ถึงจะทำการพลีขอเจ้าป่าเจ้าเขานำมาทำเป็นไม้เท้า แล้วต้องเอาไม้เท้านี้ไปจิ้มศพซึ่งตายวันเสาร์เผาวันอังคารให้ได้ครบ ๗ ศพ ถึงจะนำเอามาจักเป็นตอก ลงพระนามที่ได้รับมาจาก "เบื้องบน" บรรจุลงในแท่งไม้ที่เตรียมเอาไว้ จึงสำเร็จเป็นไม้ครู ที่เรียกว่าไม้พ่อครูบ้าง นิ้วเพชรพระอิศวรบ้าง อานุภาพอยู่ในระดับต้นชี้ตายปลายชี้เป็น ที่หลวงปู่ภูกล่าวอย่างเต็มปากเต็มคำว่า "ไม่มีใครสร้างได้เหมือนกู" จึงไม่ต้องเสียเวลาไปหาของครูบาอาจารย์ท่านอื่นมาทดแทน..!

    ๙. ลูกอมมหาจินดามณีมนตราคม หลวงปู่ปาน วัดตุ๊กตา
    ลูกอมอันดับ ๑ ของประเทศไทย ที่สร้างจากเนื้อผงแท้ ๆ แต่กลายเป็น "แก้ว" ไปหมดแล้ว ถ้าหาไม่ได้ขอเป็นลูกอมแร่บางไผ่ หลวงปู่จัน วัดโมลี ๑ ใน ๙ เครื่องรางสะท้านแผ่นดิน หรือ ลูกอมเนื้อเมฆสิทธิ์ หลวงปู่ทับ วัดอนงคาราม ลูกอมเนื้อเมฆพัตร หลวงปู่เนียม วัดน้อย ลูกอมชานหมาก หลวงปู่ทอง วัดราชโยธา ปิดท้ายด้วยลูกอมผงวิเศษยันต์เกราะเพชร หลวงปู่ปาน วัดบางนมโค ขอเลือกเฉพาะลูกที่เป็น "แก้ว" แล้วเท่านั้น..!

    ๑๐. หวายหรือเชือกคาดเอว หลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว ถ้าเป็นหวายคาดเอวก็มีอานุภาพพิเศษ ถึงเวลาอธิษฐานโยนลงในทะเล น้ำในวงหวายจะกลายเป็นน้ำจืด สามารถตักมาดื่มกินได้ แต่ถ้าเป็นเชือกคาดเอวลงรักแดงลายตะขาบไฟงามสุด ๆ ก็ต้องรีบคว้าเอาไว้เช่นกัน ถ้าหาไม่ได้ขอเป็นเชือกคาดเอวพร้อมตะกรุด หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม หรือ เชือกคาดเอวหลวงพ่อโชติ วัดตะโน หลวงปู่ศรี วัดพระปรางค์ หลวงพ่อเชน วัดสิงห์ และหลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม สำนักใดสำนักหนึ่งก็ได้...

    นี่ยังไม่ได้กล่าวถึงปลัดขิก แหวนพิรอด สีผึ้ง สิงห์มหาอำนาจ แพะมหาเสน่ห์ หลวงพ่อปู่พระฤๅษี ชูชก ฯลฯ เลย เพราะว่าโดนจำกัดเอาไว้ด้วยจำนวน ๑๐ ชิ้น จึงเอาแค่พอสังเขปเพียงเท่านี้ก็แล้วกัน...
    ........................................
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    ผู้ก่อตั้งสำนักสงฆ์เกาะพระฤๅษี

    ........................................
    ขอเชิญร่วมสวดพระคาถาเงินล้านและเจริญพระกรรมฐานใน เวลา ๑๙.๐๐ น. เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา และสังฆบูชา
    และท่านสามารถร่วมสวดพระคาถาเงินล้านและเจริญพระกรรมฐานพร้อมกับคณะพระภิกษุสงฆ์ได้ในเวลา ๑๙.๐๐ น. ของทุกวันโดยผ่านทางเพจ หรือ ทางยูทูป ของ สำนักสงฆ์เกาะพระฤๅษี แห่งนี้ครับ
    YouTube : https://www.youtube.com/channel/UCw40nGdbeq59R6pDMPYKH1Q
    ....................................
    #ทำบ้านเป็นวัด #สร้างพระในจิต #พระคาถาเงินล้าน #พระคาถาเงินล้าน #สร้างสรรค์กิจกรรมโดย #ชุมชนคุณธรรมสำนักสงฆ์เกาะพระฤๅษี
    #ถ่ายทอดสัญญาณจาก #กองเงินกองทองสตูดิโอ
     
  19. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,901
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,510
    cm76jF1HgupnaSzFQbTOl0-2STNQ5mCv7NE-6o3Scp_vGW6jyTdubmyqvhw4fvu03Z4tNM4e&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg

    ถาม : ผมเก็บผ้ายันต์ต่าง ๆ เอาไว้ เช่น ผ้ายันต์เกราะเพชร ผ้ายันต์พิชัยสงคราม นาน ๆ จะเปิดดูสักครั้ง ปรากฏว่าผ้ายันต์มีรอยสัตว์กัดแทะ ไม่ทราบว่าผ้ายันต์ที่มีรอยนั้นจะมีอานุภาพเหมือนเดิมไหม เพราะบางผืนแหว่งหายไปเกือบครึ่งผืนเลยครับ ?

    ตอบ : น่าจะแหว่งไปตามรอยกัดกระมัง..? พุทธานุภาพเหมือนเดิมทุกประการ โดยเฉพาะธงมหาพิชัยสงคราม สมัยยังไม่ได้บวช หลวงตาวัชรชัยแค่เอาเชือกผูกธงไปล้อเล่นหน่อยเดียว ปลิวติดข้างฝาเลย..! ไม่รู้ว่าไปโดนอะไรเข้า ? เพราะฉะนั้น..ขอให้มีเหลือก็เป็นอันว่าใช้ได้

    เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนมิถุนายน ๒๕๖๒
     
  20. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,901
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,510
    +++ เร่งทำเองให้เยอะ ๆ จะได้ไม่ต้องไปรอให้ใครเขาทำให้ +++

    ถาม :
    พี่ชายตายเมื่อวันก่อน ผมต้องทำอย่างไรเขาจึงจะได้บุญ ?
    ตอบ : #สังฆทานก็ได้ บุญอะไรก็ได้ ส่วนใหญ่ถ้าตายก่อนอายุ ทำอะไรไปเขาก็ได้รับ พี่ชายตายเราทำบุญให้ ถ้าเราตายใครจะทำให้ ? ฉะนั้น...#ต้องเร่งทำเองให้เยอะ#จะได้ไม่ต้องไปรอให้ใครเขาทำให้

    หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน
    เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนตุลาคม ๒๕๕๘
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...