@@..คำครู ผู้ชี้-นำ-อุปถัมภ์ สู่พระโพธิญาณ & เรื่องเล่าจากกัลยาณมิตร.@@

ในห้อง 'พุทธภูมิ - พระโพธิสัตว์' ตั้งกระทู้โดย พุทโธอวโลกิเตศวร, 10 กรกฎาคม 2015.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    17,233
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,961
    7gZzsQiKHGK9lltqqiKtKOjmIoBTtETLI1tVCPYgdukPb2WfZ1ZEYwImXfUTfBjSE77r-Fji&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    ถาม : วัตถุมงคลเงินแท้กับชุบทอง อย่างไหนมีอานุภาพมากกว่ากันครับ ?
    ตอบ : ถ้าชุบทองหนาระดับ ๓-๔ ไมครอนขึ้นไปก็น่าจะมีมากกว่า แต่ถ้าชุบบาง เงินแท้จะมีอานุภาพมากกว่า

    ถาม : วัตถุมงคลที่พระสงฆ์ใช้กำลังของท่านเองปลุกเสก หากท่านมีสมณธรรมเจริญขึ้น เช่น จากที่ทรงฌานโลกีย์ เลื่อนขึ้นไปเป็นพระอริยเจ้าระดับต่าง ๆ วัตถุมงคลของที่ท่านทำไว้ตอนสมณธรรมยังต่ำกว่าในปัจจุบัน จะมีอานุภาพเพิ่มขึ้นหรือไม่ครับ ?
    ตอบ : ของเดิมที่ทำมาแล้ว มีเท่าไรก็เท่านั้น แต่ถ้าของใหม่จะมีมากกว่าเดิม
    __________________
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนธันวาคม ๒๕๖๒
    ภาพและที่มา : เว็บวัดท่าขนุน
     
  2. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    17,233
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,961
    oBihhl8GpPE3KA05tAP13swHlYIMWqrvoerA5rsZMk6HOx1QShFJcE16f__TolFfc7OKKJft&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    ⚜️ #แนะนำให้คนรู้จักพระนิพพานได้แม้แต่คนเดียวถือว่าคุ้ม⚜️

    พระอาจารย์กล่าวว่า "#สมัยก่อนหลวงพ่อวัดซุงท่านถามว่า "เล็ก...ไปอเมริกาด้วยกันไหม ?" อาตมาตอบว่า "ไม่ไปครับหลวงพ่อ" ท่านถามว่า "ทำไมวะ ?" กราบเรียนว่า "ค่าเครื่องบินตั้ง ๔ หมื่นกว่าบาท #ผมกลัวไปแล้วทำงานไม่คุ้มครับ"

    หลวงพ่อกลับจากอเมริกา อาตมาก็มารับท่าน คณะที่ไปกับหลวงพ่อ ๓๒ คน #ก็แปลว่าหลวงพ่อต้องจ่ายค่าเครื่องบินทั้งคณะล้านกว่าบาท กราบเรียนหลวงพ่อด้วยความคับข้องใจมากว่า "หลวงพ่อครับ #จ่ายเงินทีเป็นล้านคุ้มแบบนี้หรือครับ ?" ท่านบอกว่า "#ถ้าแนะนำให้คนรู้จักพระนิพพานได้แม้แต่คนเดียวถือว่าคุ้ม #เพราะว่าเงินล้านซื้อพระนิพพานไม่ได้..!" จริงของท่าน แต่ตอนนั้นอาตมามองไม่ถึง มองไม่เห็น กลัวว่าไปแล้วทำประโยชน์ไม่สมกับค่าของเงิน"

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.(หลวงพ่อเล็ก สุธัมมปัญโญ)
    เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนเมษายน ๒๕๖๐
     
  3. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    17,233
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,961
    ng9gurN0e7uvUSrWvvIvEihjCNc-eL9slfv6Ia4sN2-AtolBxz85jfsxyBet22VLOtYlNvuL&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    พระอาจารย์เล่าเรื่องผี

    พระอาจารย์กล่าวว่า "อวิชชา ความไม่รู้ ถ้ามีอยู่เราก็โง่เขลางมงาย หลงเชื่อผิด ๆ พอวิชชาคือความรู้เกิดขึ้น เหมือนกับแสงสว่างก็คือแสงแห่งดวงปัญญา มาขับไล่ความมืดออกไป เราก็จะรู้เห็นตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้น..ในเรื่องของสถานการณ์บ้านเมือง อุเบกขาเป็นไทยเฉยไว้จะปลอดภัยที่สุด ไม่อย่างนั้นคุณอยู่ต่างประเทศก็ต้องมารายงานตัววันนี้

    จะเล่าเรื่องเมื่อคืนที่ถูกผีหลอกให้ฟัง ปกติอาตมาบ้าจนผีไม่หลอกมาหลายสิบปีแล้ว ปรากฏว่าด้วยความป่วย ก็คงทำให้สภาพจิตอ่อนแอลงไปหน่อย เมื่อคืนก็เลยมีผี ๓ ตัวโผล่มา เป็นเด็กนักเรียน ๒ คนกับเด็กวัยรุ่นไม่ได้แต่งชุดนักเรียนคนหนึ่ง คาดว่าเป็นเพื่อนของนักเรียนนั่นแหละ เขาตกน้ำตายตายแถว ๆ นี้ ที่รู้ว่าเป็นตรงจุดนี้ เพราะความเป็นทิพย์บอกว่าเขาตกน้ำตายแถวนี้

    แต่คราวนี้พอถามว่าเป็นใคร ? มาธุระอะไร ? ถามอย่างไรก็ไม่ตอบ ยืนก้มหน้าเงียบ อาตมาเองสมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อน สมัยก่อนที่ยังปรารถนาพุทธภูมิอยู่ พอรู้ว่าเขาลำบากก็จะตะเกียกตะกายไปช่วย ต่อให้เขาว่าเสือกก็ยังจะช่วย แต่สมัยนี้ไม่ใช่ สมัยนี้ไม่เอาแล้วพุทธภูมิ เพราะว่าเหนื่อย เอาแค่เหตุการณ์เฉพาะหน้า เคยประกาศไว้นานแล้วว่า ถ้าไม่ได้มาล้มทับตีนจนอาตมาเดินหนีไม่ได้นี่ไม่ช่วยหรอก

    ในเมื่อพูดแล้วไม่คุยก็เรื่องของเอ็งเถอะ จะไปไหนก็ไป เมื่อคืนก็ยังมีความรู้สึกเหมือนเดิมว่าเวลาผีมาแล้วขนสันหลังลุก เคยถามตัวเองมานานเนกาเลแล้วว่า นี่เรายังกลัวอยู่ใช่ไหม ? สรุปได้ว่าไม่ใช่กลัว เกิดจากเวลาผีเขาจะแสดงตัวตนให้เราเห็น เขาต้องดึงเอาธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม เข้ามารวมกัน เพื่อปรากฏเป็นกายให้เราสามารถรู้เห็นได้ ตอนที่เขาดึงเอาสิ่งต่าง ๆ ไปทำให้อุณหภูมิลดลง เราจะขนลุกเหมือนตอนกำลังหนาว

    ฉะนั้น..ถ้ารู้สึกเย็นยะเยือกแล้วขนลุกเกรียว ๆ ก็อาจจะมีอะไรมาอยู่ใกล้ ๆ แล้ว เขาพยายามแล้วแต่ยังโผล่มาไม่ได้ พวกฝีมือไม่ถึงนี่บางทีมาได้แต่กลิ่น มาได้แต่เสียง บางทีก็เห็นแวบ ๆ แล้วก็หายไปเพราะกำลังไม่พอที่จะทำได้นาน ส่วนที่ปรากฏได้ชัด ๆ นั่นไม่ค่อยลำบากหรอก เพียงแต่ว่าถ้าคุณไม่ค่อยลำบาก อยากได้ดี แต่ถามอะไรไม่พูดด้วยก็เรื่องของคุณเถอะ..!

    อาตมาขอยืนยันว่าปัจจุบันนี้ถ้าผีฝีมือไม่ถึงจะหลอกยากมาก เนื่องจากว่าแสงไฟฟ้าของเรากะพริบด้วยความถี่ประมาณ ๕๐ รอบต่อวินาที ในเมื่อมีการกระพริบกระแทกอยู่ตลอดเวลา เวลาผีเขาพยายามรวบรวมอณูของ ดิน น้ำ ลม ไฟ เข้ามา ก็ถูกกระแทกกระจายหมด ทำให้ไม่สามารถที่จะปรากฏตัวได้ พวกที่เปิดไฟนอนเพราะกลัวผีถือว่าถูกต้อง แต่ใช้ได้แค่ผีบางจำพวกเท่านั้น ผีระดับอนุบาลนะ ถ้าหากผีระดับมัธยม ระดับปริญญาความรู้เขาสูง เขาหลอกจนได้แหละ ถ้าระดับด็อกเตอร์ก็มาเที่ยง ๆ เลย แดดกูก็ไม่กลัว อาตมาโดนมาเยอะแล้ว"

    "แล้วบางท่านหนักกว่านั้นอีก แดดเปรี้ยง ๆ แท้ ๆ กลัวจะเล่นเราไม่ถนัด ทำให้มืดฟ้ามัวฝนได้ด้วย ถ้าประเภทนั้นต้องระวังนะ ส่วนใหญ่จะเป็นมหิทธิกาเปรตหรือกาลกัญจิกอสุรกาย ถ้าเจรจากันไม่รู้เรื่องนี่เรามีสิทธิ์เดี้ยง กำลังเขาสูงมาก คล้าย ๆ เทวดาเลย

    พวกนี้ส่วนใหญ่เคยเป็นพ่อมดหมอผีมาก่อน แต่เมื่อเป็นมิจฉาทิฐิ ตายแล้วไปเสวยทุกข์ในนรก พ้นขึ้นมาก็มาเป็นมหิทธิกาเปรตหรือกาลกัญจิกอสุรกาย มิจฉาทิฐิเต็มหัวอยู่ ถือตนเป็นใหญ่ ก็มักจะตั้งตนเป็นเจ้าพ่อเจ้าแม่ พอเราไปในเขตของเขาถ้าไม่ชอบใจนี่เขาก็เล่นงานเลย

    ถ้าเจอผีระดับนั้นเที่ยง ๆ ก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก อาตมาเจอนี่..เที่ยง ๆ เดินทะลุข้างฝามาเลย ตัวใหญ่เกือบเท่าภูเขา เอื้อมมือกำอาตมาอย่างกับเด็กกำตุ๊กตา ไปนึกถึงตุ๊กตาขอฝนของญี่ปุ่น เหมือนตัวเราเหลือประมาณแค่นั้นเอง แล้วตัวเขาจะใหญ่แค่ไหน ? พยายามใช้อะไรก็สู้เขาไม่ได้ เพราะเขาอยู่ในความเป็นทิพย์ มีความคล่องตัวมากกว่า

    ท้ายสุดก็ตัดสินใจว่า “ตายก็ตายละวะ ในเมื่อตายก็ควรตายอย่างผู้ที่มีจิตใจบริสุทธิ์” จึงแผ่เมตตาให้เขา ปรากฏว่าไปขี้ตรงร่องท่าไหนก็ไม่รู้ เขาแพ้เราตรงนี้ พอแผ่เมตตาตัวเขาก็หดเล็กลง ๆ ท้ายสุดเราก็ใหญ่กว่า แบบนี้เอ็งก็เสร็จข้าแหละ..!

    ฉะนั้น..พวกเราไปลองดูได้นะ ถ้าเราแผ่เมตตาด้วยความจริงใจ บางทีก็ชนะได้ทุกอย่าง เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านยืนยันว่าเป็นอาวุธของท่าน ท่านเรียกว่า "อาวุธพระพุทธเจ้า" หลวงปู่ดู่ท่านเรียก "พระขรรค์เพชรพระพุทธเจ้า" ก็คือบท เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง มานะสัมภาวะเย อะปริมาณังฯ เรียกง่าย ๆ ว่าบทกรณีฯ ที่ขึ้นด้วย กะระณียะมัตถะกุสะเลนะ ยันตัง สันตัง ปะทัง อะภิสะเมจจะฯ นั่นแหละ ไปไหนให้ภาวนาเอาไว้จะปลอดภัย อาตมาเสกพระขรรค์โสฬสก็ด้วยบทนี้แหละ ไม่มีคาถาอะไรมากกว่านี้หรอก"
    __________________
    เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนมิถุนายน ๒๕๕๗
     
  4. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    17,233
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,961
    j3IVhe7nS4tb7S9jCJjXjwSwUd2ufw4MmJmUpaux_gpUUyV-iO2P0ExZegacpFps6OiZs6nz&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    อาตมาเองโดนเพื่อนพระบางท่านที่อยู่ในกลุ่มไลน์สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดตำหนิมา บอกว่าไปเที่ยวเสกวัตถุมงคล ไม่ใช่สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน ควรที่จะเอาธรรมะบริสุทธิ์ไปให้แก่ญาติโยม.

    อาตมาก็บอกว่า คนเข้าร้านข้าวแกงมากกว่า หรือเข้าร้านขายเพชรมากกว่า ? ก็ต้องคนเข้าร้านข้าวแกงมากกว่า เพราะว่าเขาต้องกินอยู่ทุกวัน เนื่องจากเงินยังมีไม่เพียงพอ ไม่เหลือเฟือขนาดจะไปซื้อเพชร สำคัญอยู่ที่เราว่าทำอย่างไรที่จะแนะนำคนขายข้าวแกงว่า มีเพชรซึ่งมีคุณค่ามหาศาลอยู่ ถ้าหากว่าคุณรวบรวมเงินได้เพียงพอแล้วก็ควรที่จะซื้อติดตัวเอาไว้บ้าง.

    แบบเดียวกับหลักธรรมของพระพุทธเจ้าก็คือเพชร แต่คนส่วนใหญ่กำลังใจไปไม่ถึง ก็ไปได้แค่ขั้นต้น โบราณจารย์ท่านฉลาด ท่านให้เรายึดวัตถุมงคล โดยไม่ให้ห่างจากทาน ศีล ภาวนา เราจะเห็นว่าวัตถุมงคลบางชิ้นเราต้องภาวนาคาถาเงินล้าน ต้องใส่บาตรประจำ วัตถุมงคลบางชิ้นเราต้องรักษาศีลอย่างน้อยสองข้อ ก็คือ ต้องไม่ลักขโมย ต้องไม่กินเหล้า เป็นต้น".

    "ถึงเวลาก็ต้องมีการอาราธนา ก็คือการภาวนา ก็แปลว่าโบราณาจารย์ ครูบาอาจารย์ท่านมีความฉลาด กำลังใจของเรายังต่ำอยู่ ไม่สามารถที่จะกอบโกยเอาเพชรมาได้ ท่านก็พยายามที่จะต่อ ก็คือต่อบุญต่อกำลังใจของเรา หาทางเสริมบุญของเราให้เพียงพอ เหมือนอย่างกับสร้างต้นทุนให้เราพอที่จะซื้อเพชรนั้นได้ ไม่ใช่ไปยืนตำหนิชี้หน้าด่าคนอื่น ว่าดีแต่ชวนชาวบ้านเขากินข้าวแกง ไม่ใช่ชวนชาวบ้านซื้อเพชร เขาไม่มีสตางค์นี่คุณ จะได้พูดเต็มปากเต็มคำว่าเศรษฐกิจดี แล้วดีอยู่กี่คน เรื่องนี้เกี่ยวกันหรือเปล่า ? ไม่เกี่ยวนะ..บ่นแล้วก็พูดเลยไป.

    เรื่องพวกนี้ที่ไหน ๆ ก็เหมือนกัน พอตนเองทำไปถึงระดับหนึ่ง จะเกิดมานะ เกิดทิฐิ เห็นว่าตนเองทำดีแล้ว ถูกแล้ว ถ้าคนอื่นไม่ทำแบบนี้ก็คือใช้ไม่ได้ ถ้าลักษณะอย่างนี้ต้องบอกว่าโลกทัศน์คับแคบมาก ไม่มองบริบทและความเป็นจริงในสังคมของเรา ในสังคมที่คนยังไปถูท่อนไม้ ยังไปไหว้หมาหน้าเป็นลิง ยังไปไหว้ต้นกล้วยออกปลีกลางต้น ยังไปไหว้ต้นมะพร้าวออกจั่นเหมือนหงอนพญานาค แล้วคุณจะไปเอาธรรมะบริสุทธิ์ที่ไหนมาให้เขาได้ ?.

    ใคร ๆ ก็รู้ว่าปริญญาเอกเป็นความรู้สูงสุดที่บ้านเรามี เด็กไม่ทันจะจบ ป.๔ แล้วบอกให้ไปเรียนปริญญาเอก เขาจะเรียนไหวไหม ? ท่านไม่ค่อยจะนึกถึงตรงนี้กัน ในเมื่อเกิดทิฐิมานะขึ้นมาก็แบก แบกความรู้ แบกความดี วาระสุดท้ายแม้แต่ดีชั่วก็แบกไม่ได้ ต้องวางหมด เพราะถ้าไม่วางก็ไปไหนไม่ได้ แต่ทีนี้เรายังแบกดีอยู่ จะไปเอาดีได้อย่างไร ? เพราะว่าดีแท้ต้องเลิกแบก.

    แต่บางทีอาตมาเองก็ดูแล้ว ในเมื่อท่านกำลังใจเป็นแบบนี้ ก็อยู่ในประเภทน้ำชาล้นถ้วย เทลงไปก็ล้นทิ้งเสียเปล่า ๆ ดีไม่ดีก็ขัดคอกันด้วย จึงต้องเงียบไว้ก่อน ปล่อยท่านแสดงทัศนคติของท่านไป โดยที่คิดว่าเอาที่ท่านสบายใจก็แล้วกัน"
    ___
     
  5. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    17,233
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,961
    "...ในเมื่อพระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว ยังเหลือแต่เจดีย์ 4 เหล่า คือ บริโภคเจดีย์ ธาตุเจดีย์ ธรรมเจดีย์ อุทเทสิกเจดีย์ พุทธศาสนิกชนไปถึงที่เช่นนั้นเข้าแล้ว ในเมื่อกั้นร่ม ควรลดร่มลง ห่มผ้าปิด 2 บ่า ควรลดออกเสียบ่าหนึ่ง ในเมื่อสวมรองเท้าเข้าไป ควรถอดรองเท้าเสีย และเข้าไปในที่นั้นไม่ควรแสดงอึงคะนึงและไม่เคารพ แต่อย่างใดอย่างหนึ่ง

    ต้องแสดงเคารพอย่างจริงใจ ไม่ทิ้งของที่สกปรกลงไว้ เช่น ก้นบุหรี่ หรือชานหมาก น้ำลาย น้ำมูก อุจจาระ ปัสสาวะ ในที่บริเวณนั้น เมื่อเข้าไปในที่นั้นเห็นรกปัดกวาดเสีย ถากถางเสีย เห็นไม่สะอาด ทำให้สะอาด เห็นผุพัง ควรแก้ไข ซ่อมแซมปฏิสังขรณ์ได้ก็ยิ่งดี ดังนี้เป็นความนอบน้อมพระผู้มีพระภาคด้วยกาย โดยบุคลาธิษฐาน

    อนึ่ง นำเรื่องของพระรัตนตรัยไปสรรเสริญในที่นั้น แก่บุคคลนั้นอยู่เนืองๆ ดังนี้ ก็ชื่อว่า นอบน้อมด้วยวาจา

    และคิดถึงพระรัตนตรัยอยู่เนืองๆ ไม่ยอมให้ใจไปจรดอยู่กับอารมณ์สิ่งอื่นมากนัก คอยบังคับใจให้จรดอยู่กับพระรัตนตรัยเนืองๆ ดังนี้ ชื่อว่า นอบน้อมพระรัตนตรัยด้วยใจ

    " ความนอบน้อมของข้าพเจ้าจงมีแด่พระผู้มีพระภาคผู้เป็นองค์อรหันต์ ตรัสรู้แล้วเองโดยชอบ "

    บรรดาพุทธศาสนิกชนทั้งหลายต้องว่าดังนี้ ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิตทั้งหลายในเวลาทำศาสนกิจทุกครั้ง เช่น พระเถรานุเถระกระทำสังฆกรรม และอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายจะสมาทานศีล ก็ต้องว่า “นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส” ถึง 3 หน

    จะว่าแต่เพียงหนหนึ่งหรือสองไม่ได้ หรือได้เหมือนกันแต่ว่าไม่เต็มรัตนตรัยทั้ง 3 กาล จะให้เต็มหรือถูกรัตนตรัยทั้ง 3 กาลแล้ว ต้องว่าให้เต็ม 3 หน

    หนที่ 1 นอบน้อมพระรัตนตรัยในอดีต
    หนที่ 2 นอบน้อมพระรัตนตรัยในปัจจุบัน
    หนที่ 3 นอบน้อมพระรัตนตรัยในอนาคต

    ทั้งหมดต้องว่า 3 หน จึงครบถ้วนถูกพระรัตนตรัยทั้ง 3 กาล

    รัตนตรัย แบ่งออกเป็น 2 คือ
    รัตนะ 1 ตรัย 1,
    รัตนะ แปลว่า แก้ว ตรัย แปลว่า 3
    รัตนตรัยรวมกันเข้า แปลว่า แก้ว 3

    พุทธรัตนะ แก้วคือพระพุทธ
    ธรรมรัตนะ แก้วคือพระธรรม
    สังฆรัตนะ แก้วคือพระสงฆ์

    ทำไมจึงต้องเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์มาเปรียบด้วยแก้ว

    ที่ต้องเปรียบด้วยแก้วนั้น เพราะแก้วเป็นวัตถุทำความยินดีให้บังเกิดแก่เจ้าของผู้ปกครองรักษา ถ้าผู้ใดมีแก้วมีเพชรไว้ในบ้านในเรือนมาก ผู้นั้นก็อิ่มใจ ดีใจ ด้วยคิดว่าเราไม่ใช่คนจน ปลื้มใจของตนด้วยความมั่งมี

    แม้คนอื่นที่ไม่ใช่เจ้าของเล่า เห็นแก้วเห็นเพชรเข้าแล้ว ที่จะไม่ยินดีไม่ชอบนั่นเป็นอันไม่มี ต้องยินดีต้องชอบด้วยกันทั้งนั้น ฉันใด

    รัตนตรัยแก้ว 3 ดวง คือ พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ ทั้ง 3 นี้ ก็เป็นที่ยินดีปลื้มใจของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฉันนั้น
    พระรัตนตรัยเป็นแก้วจริงๆ หรือเปรียบด้วยแก้ว

    ถ้าเป็นทางปริยัติเข้าใจตามอักขระแล้ว เป็นอันเปรียบด้วยแก้ว

    ถ้าเป็นทางปฏิบัติเข้าใจตามปฏิบัติแล้ว เป็นแก้วจริงๆ ซึ่งนับว่าประเสริฐ เลิศกว่าสวิญญาณกรัตนะและอวิญญาณกรัตนะ ซึ่งมีในไตรภพ ลบรัตนะในไตรภพทั้งหมดสิ้น..."

    คัดลอกบางส่วนจาก
    พระธรรมเทศนา เรื่อง รตนัตตยคมนปณามคาถา
    เทศน์เมื่อ ๖ มีนาคม ๒๔๙๒
    โดย พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร)

    wcR5sxMCbVqKH7PDEGzS1PzsO1y4LyDc3YuJy7DmhDuGs7DvM7h0QS3RnXnqFT7wH-BNkDOo&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     
  6. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    17,233
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,961
    aN0_OQ9_wzWStwZVrVIl2gQVrQliRHSuzJVQw3gyRaO0689elp2K04BqEcwHj_22wBVVwtGz&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  7. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    17,233
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,961
    XzvhqhB69af7lrqxTXcjO_3JIL4VrcpI7BozGnd_mO1JVcNQC3e6GarQ4g6CH5T6ODjPvYYr&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg

    หลวงปู่เคยกล่าวถึงบารมีของพระอรหันต์ว่า แม้ท่านจะมีความบริสุทธิ์จากกิเลสเหมือนกัน แต่ความสามารถของแต่ละท่านอาจไม่เหมือนกัน ถ้าพูดกันทางโลกอย่างผู้เรียนจบปริญญาจากต่างมหาลัยเมื่อสำเร็จแล้วก็มีศักดิ์และสิทธิแห่งปริญญาที่ได้และในปริญญาที่จบนั้นก็ยังแยกออกไปถึงความสามารถ หรือความฉลาดในระดับคะแนนที่ต่างกัน พระอรหันต์ก็เช่นเดียวกัน มีทั้งสุกขวิปัสสโก คือ สำเร็จพ้นทุกข์ แต่ความสามารถพิเศษในสิ่งลึกลับมีไม่เท่ากัน พระที่ได้วิชชา ๓ อภิญญาและพระปฏิสัมภิทาญาณ
    สำหรับในเรื่องนี้ อาจารย์ศุภรัตน์ได้รับความรู้ด้วยความบังเอิญ สาเหตุเกิดจากพระที่สร้างขึ้นโดยหลวงปู่ เป็นรูปหลวงปู่ใหญ่ วัดสะแก โดยมีลูกศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ เป็นผู้ตรวจสอบ เห็นองค์พระมีฉัพพรรณรังสี คือ รัศมี ๖ ประการเกิดขึ้น จึงมาขอความเห็นจากอาจารย์ ศุภรัตน์เมื่อได้ปรึกษากันจนเป็นที่เข้าใจแล้ว อาจารย์จึงมากราบเรียนถามหลวงปู่ ดังนี้
    อาจารย์ : หลวงปู่ครับ พระสงฆ์ที่มีรัศมี ๖ ประการนั้นมีหรือเปล่าครับ
    หลวงปู่ : มี พระอรหันต์ที่ได้จตุปฏิสัมภิทาญาณมีได้ ดูจากรูปหรือไง
    อาจารย์ : ครับ ผมหลงเข้าใจผิดเสัยนานว่าพระสงฆ์มีไม่ถึง
    หลวงปู่ : มีได้ บางพวกสำเร็จไปแล้วกิเลสเหี่ยวแห้งไปเฉยๆบางองค์ก็มีสีไม่ครบ แล้วแต่บารมี
    อาจารย์ : อย่างหลวงพ่อเกษม ผมว่าท่านมีครบนะครับ
    หลวงปู่ : มีครบ มีคนมาหาเพชรตาแมว ข้าบอกว้าถ้าอยากเจอคนตาเพชร ก็หลวงพ่อเกษมไง
    อาจารย์ : การอธิษฐานเสกพระจนมีสีครบทั้ง ๖ ประการนั้นทำยากไหมครับ
    หลวงปู่ :สมัยโบราณเขารำลึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่ตั้ง ต้องขอบารมีท่าน มีบทหลายบทที่ต้องว่าอยู่เสมอ พระพุทธเจ้าใครจะไปเสกท่านได้ ต้องให้ท่านทำเอง พระอรหันต์นั้นท่านรู้ธรรม ทำให้ท่านได้ถึงพระพุทธเจ้า มีทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในใจ คือ มีพุทธัง ธัมมัง สังฆัง อยู่ในใจท่านจึงได้พบพระโบราณจริงๆไม่ใช่พระหลอก
    อาจารย์ : พระจตุปฏิสัมภิทาญาณ ท่านได้ภูติพระพุทธเจ้าใช่ไหมครับ
    หลวงปู่ : ได้ดูอย่างพระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูป ที่มาโดยไม่นัดหมาย ถ้าท่านไม่ได้จะมาพร้อมกันได้อย่างไร พระอรหันต์ท่านไม่จำเป็นต้องใช้แล้ว ภูตพระพุทธเจ้าน่ะ
    อาจารย์ : หลวงปู่รู้จักหลวงพ่อไวทย์ วัดบรมวงศ์ไหมครับ
    หลวงปู่ : เคยได้ยินชื่อ ไม่เคยพบตัว
    อาจารย์ : ท่านมรณภาพแล้วเมื่อวันพุธที่ ๒๔ กุมภา นี้เอง
    หลวงปู่ : ท่านเป็นพระอรหันต์นะ ข้าได้ยินกิตติคุณท่านว่าไม่เอาอะไรกับใคร
    อาจารย์ : หรือครับ แสดงว่า อยุธยานี้คงจะมีหลายองค์
    หลวงปู่ : มีแต่ท่านหลบซ่อนกันอยู่
    อาจารย์ : เขาถึงพูดว่าศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี
    หลวงปู่ : ข้าก็ไม่รู้ ข้าไม่ใช่พระอรหันต์ ยังกินอยู่ หันไม่หันก็ดูกันเอาเอง
    หลวงปู่ท่านหันไปชี้พระที่หลวงปู่บุดดา ถาวรโรฝากอาจารย์ให้มาถวายหลวงปู่ ท่านบอกว่าฝากพระทองไปถวายท่านด้วยแล้วหลวงปู่ท่านพูดว่า
    ที่ท่านถวายพระมาให้ข้านี้ก็คิดไม่ตกว่าท่านมีจุดประสงค์อะไร เพราะเป็นของลึกซึ้งเกินกว่าที่ปัญญาอย่างเราจะคิดตามได้ทัน
    อาจารย์ : หลวงปู่มีความคิดเห็นอย่างไร เอาแบบไม่ลึกก็ได้ ผมอยากฟังครับ
    หลวงปู่ : ข้าคิดว่าสักวันหนึ่งข้าคงได้กลับมาเป็นอย่างพระองค์นี้
    หลวงปู่ชี้ไปที่พระพุทธรูปนาคปรกของหลวงปู่บุดดา
    อาจารย์ศุภรัตน์ยกมือสาธุโดยไม่ทันจะตอบอะไร
    หลวงปู่ : (ท่านตัดบทว่า ) แต่ตอนนี้ข้าไม่เปิด ยังไม่สว่างเลยไม่รู้จะบอกอย่างไร
    บทสนทนา ระหว่าง หลวงพ่อดู่ กับ อาจารย์ศุภรัตน์
    คัดลอกจากหนังสือ นพรัตน์ ปี ๒๕๓๑
     
  8. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    17,233
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,961
     
  9. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    17,233
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,961
     
  10. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    17,233
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,961
    RencBwLTQNCbGPi1pvUgp2efkKJ6F-BCSGfjthINxRnas2qu5lFtheTOk3V1wEw0LQPTHjBu&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     
  11. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    17,233
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,961
    +++ "เขา" ยังไม่ต้องการให้ทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ +++

    พระอาจารย์เล่าว่า "เคยมีโยมคนหนึ่ง พอได้ยินว่าวัตถุมงคลทำด้วยโลหะที่มีค่ามากเท่าไร #เทวดาที่รักษาก็ยิ่งมีศักดานุภาพมากเท่านั้น เขาจึงไปรีดแผ่นทองคำขาวมาให้อาตมาเขียนตะกรุด ท้ายสุดเหล็กจารไม่ยอมกินโลหะ เพราะว่าโลหะแข็งกว่ามาก ก็เลยต้องเขียนด้วยปากกาเมจิกแทน เหล็กจารไม่กินเนื้อทองคำขาว ถึงเวลาก็ลื่นไปเฉย ๆ เขียนไม่ได้

    เสียดายว่าระยะนี้ไม่มีอารมณ์ที่จะไปบุกป่าฝ่าดงอีก #ไม่อย่างนั้นจะไปค้นให้ได้ว่าแร่เพรียงไฟคืออะไร #จะได้ผสมทองคำใช้เอง เพราะตอนนี้ส่วนผสมทองคำนั้นขาดอยู่อย่างเดียว มีทองแดงเถื่อน ตะกั่วเถื่อน สารปากนกแก้ว แร่เพรียงไฟ

    ทองแดงเถื่อน ตะกั่วเถื่อน สารปากนกแก้ว ใช้อย่างละ ๑ ส่วน #แร่เพรียงไฟใช้ #หนึ่งในสี่ส่วน คาดว่าแร่เพรียงไฟน่าจะเป็นตัวลดจุดหลอมเหลวของโลหะอื่น #เพราะโบราณเขาใช้กระทะใบบัวในการหลอมทองคำ ด้วยปกติถ้าหลอมด้วยกระทะใบบัว ทองแดงเถื่อนจะต้องใช้อุณหภูมิสูงเกินกว่าที่จะกระทะใบบัวจะทนได้

    ตะกั่วเถื่อนบ้านเราเรียกว่าดีบุก ทองแดงเถื่อนไม่ต้องกังวล สั่งทองแดงนอกมาแทนก็ได้ ส่วนสารปากนกแก้วลักษณะคล้าย ๆ กับสารส้ม แต่เป็นสีแดงแปร๊ดคล้ายปากนกแก้วจริง ๆ ตอนที่ได้มา เอาไปให้วิทยาศรมเขาตรวจสอบว่าเป็นแร่ธาตุชนิดไหน ปรากฏว่าเป็นโพแทสเซียมไดโครเมต ราคาต่างประเทศปอนด์ละแปดบาทเอง จะซื้อสักเท่าไรก็ได้ #เหลือแต่แร่เพรียงไฟที่หาเท่าไรก็ไม่เจอ บุกเข้าไป ๔ ครั้ง เป็นเรื่องแปลกที่ว่าหลงทางทั้ง ๔ ครั้ง

    คนที่สอบวิชาแผนที่เข็มทิศของทหารได้ที่ ๑ จะหลงทางได้อย่างไร ? ขนาดเอาภาพถ่ายทางอากาศมาวัดลงในแผนที่ ๑ : ๕๐,๐๐๐ มาร์กจุดเรียบร้อยแล้ว เดินขึ้นไป ๔ ครั้งก็หลงทั้ง ๔ ครั้ง ขึ้นไปทุกครั้งก็มั่นใจว่าถูกเป้าหมาย บางทีก็ขุดกันแหลกลาญ #แต่ปรากฏว่าไม่ใช่ทุกที #ไปขุดไม่เจอแร่เพรียงไฟ #แต่ไปเจอหินหยกแทน คิดว่าถ้าขนเอามาขายจริง ๆ ก็คุ้ม แต่คาดว่ายังไม่ใช่เวลาที่สมควร เพราะถ้าเป็นเวลาที่สมควรต้องหาเจอแล้ว #หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านยืนยันว่าขุดลึกไม่เกิน ๑ เมตร อาตมาขุดลึกท่วมหัวยังไม่เจอเลย"

    ไป ๔ ครั้งหลง ๔ ครั้ง เพื่อนร่วมคณะเกือบโดนเสือสมิงพาไปรับประทานด้วย เขาเห็นเป็นผู้หญิงเรียกก็เลยตามไป #เวลาคนเราโดนกรรมบังมักจะเป็นอย่างนั้น อยู่ ๆ ก็ลุกพรวดพราดเดินไป อาตมาเห็นผิดสังเกตก็วิ่งไล่ตาม พอพ้นโค้งเห็นจ้ำอ้าว ๆ อยู่ก็คว้าหมับ ถามว่าจะไปไหน ? เขาบอกว่าเห็นผู้หญิงชาวบ้านมาเรียก แสดงว่ามีทางออก กำลังจะตามเขาไป นี่แปลว่าเราอีก ๓ คนไม่ต้องไปไหนสิ ? เขาไม่เรียกพวกเราเลย จ้ำอ้าวไปคนเดียว

    #ก็เลยชี้ให้ดูว่ารอยเท้าที่เอ็งตามคือรอยอะไร ? เพราะว่าเดินเลาะไปริมห้วย รอยที่เหยียบน้ำเปียก ๆ บนหินแห้ง ๆ #เห็นชัด#เลยว่าเป็นรอยเท้าเสือ เสียดายที่อาตมาไม่ได้เห็นตอนที่แปลงเป็นคน ตอนที่เป็นเสือก็ไม่ได้เห็น #เห็นแต่รอยเท้า ดังนั้น..คาดว่าถ้าไม่ใช่อาตมาที่เข้าใจเรื่องผีบัง ก็คงได้ตายไปแล้ว

    หลงด้วยกันแท้ ๆ ถึงเวลารู้ว่ามีคนจะพาไปทางออก ดันไปคนเดียว แล้วก็เป็นเรื่องแปลก เพราะบทที่จะทำให้หลงก็หลงจริง ๆ #หลงชนิดที่ว่าเราตั้งใจเดินกลับหลังไปคนละทิศกับทางข้างหน้า เดิน ๆ #ไปหลายชั่วโมงก็ไปสู่ที่เดิม #ขึ้นเหนือไปตรง#ก็ไปโผล่ตรงนั้น #ลงใต้ไปตรง#ก็ไปโผล่ตรงนั้น ตะวันออกก็ลงตรงนั้น ตะวันตกก็ลงตรงนั้น เดินเสียจนกระทั่งพอเห็นรอยเท้าคนก็ดีใจมาก ตามไปตามมาปรากฏว่าเป็นรอยเท้าตัวเอง ก็แปลว่า "เขา" #ยังไม่ต้องการให้ทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้"

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๗
     
  12. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    17,233
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,961
    -UlrsBH9bci2yN1WUm_yWIwCX64--4K62R_i3_ADcrgwSbjLRHhChLHBGy0nsKSmKhUWvyGZ&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    #มาโดยถือรับสั่ง

    พระอาจารย์ กล่าวว่า พวกเจ้าพ่อเจ้าปู่ทั้งหลายส่วนใหญ่ถ้าไม่ใช่ มหิทธิกาเปรต ก็จะเป็น กาลกัญจิกอสุรกาย แล้วก็จะมีพวกกระจิ๊บกระจ๊อยเป็นบริวาร #อาตมาไปที่หาดใหญ่ #พอดีตรงกับช่วงกินเจ เขาก็มีแห่เจ้า น่าจะชื่อ หมู่บ้านจันทร์วิโรจน์ กระมัง ? เขามี ศาลเจ้าแม่กวนอิม อยู่ ปรากฏว่านอกจากแห่เจ้าแม่กวนอิมแล้ว ยังมีเจ้าพ่อเสือ มีกวนอู มีนาจา ขบวนรถเป็น ๑๐ คัน #อาตมาก็ไปยืนดูว่าเขาจะลงทรงอย่างไร ยืนดูอยู่ครึ่งค่อนชั่วโมงก็ไม่ทรงสักที อาตมาก็คิดว่า "เมื่อไรจะทรงวะ ? ร้อนจะตายชัก จะ ๑๐ โมงอยู่แล้ว ตูไม่รอแล้ว.."

    #ท้ายสุดก็เลยตั้งใจกำหนดใจดู ปรากฏว่าเห็น เจ้าที่ ยืนอยู่ไม่ไกล ก็ถามว่าเมื่อไรจะลงทรงสักที ? เจ้าที่ก็บอกว่า "#พวกเขาเกรงใจท่านครับ" เลยบอกเจ้าที่ว่า "#ช่วยบอกเขาว่าลงๆ #สักทีอยากดู.." โอ้โห..คราวนี้ลงกันเป็นสิบเลย ลงกันใหญ่ ปรากฏว่าดันไปลงเจ้าของหมู่บ้านเองด้วย พออนุญาตให้ลง เลยลงกันฉิบหายวายป่วง คราวนี้ร่างทรงเจ้าแม่กวนอิมรู้เข้าว่าคนนี้คุมขบวน ไปลงเข้าแล้วใครจะคุม ? ก็เลยไปขอร้องให้ออกแล้วลงคนอื่นแทน แต่เขาแทงปากไปแล้ว เหล็กตั้ง ๓ - ๔ อัน #ร่างทรงแกดึงออก #เอาผ้ายันต์จีนรูดปื๊ดเดียวแผลหายหมดเลย ไม่มีเหลืออะไรเลย เออ..เข้าท่าดี ไม่ต้องเสียเวลาเย็บ ไม่ต้องเสียค่าทำแผล

    เลยตั้งใจถามเทวดาว่าทำไมมีแต่พวกนี้ ? ส่วนใหญ่เป็นผีทั่วๆ ไป #ท่านบอกว่า จริงๆ #แล้วมีท่านคุมขบวนคนเดียวก็พอ ลักษณะมาโดยถือรับสั่ง คือเจ้าแม่ท่านอนุญาต ก็มาโดยถือรับสั่ง มาแล้วพวกนี้แสดงให้คนเห็นแล้วศรัทธา #จัดเป็นอนุสติอย่างหนึ่ง ก็เลยอนุญาตให้ลงได้ #ไม่อย่างนั้นไม่ได้ลงหรอก #เพราะเทวดาก็อยู่ตรงนั้น อาตมาถึงได้เข้าใจว่าเป็นอย่างนี้เอง ปรากฏว่าไปดูๆ ในขบวนแห่แล้วก็ขำ มีเจ้าแม่กวนอิมไม่พอ มีตั่วเหล่าเอี้ย (เจ้าพ่อเสือ) ด้วย ตั่วเหล่าเอี้ย คือ พระอินทร์ เวรแล้วกู มิน่าล่ะ..ถึงไม่กล้าลง #อาตมาเป็นเด็กเส้นใหญ่ #เป็นลูกเป็นหลานท่าน ไปแล้วใครจะไปกล้าลง

    ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกสัมภเวสี เปรต อสุรกาย พวกนี้ก็อาศัยบารมี อย่างบางทีเจ้าพ่อเจ้าแม่ท่านไม่ได้ทำอะไรเราหรอก ท่านเป็นเทวดา #แต่ว่าพวกบริวารโกรธ #จึงเล่นแทน อย่างบางคนไปดูถูกเหยียดหยามไม่ให้ความเคารพท่าน พวกนี้ลงมือแทน #ศาลไหนที่เซ่นด้วยเหล้า #พวกนี้จัดการแทนหมด เทวดาเขาไม่ยุ่งกับเหล้าหรอก แต่นี่เจ้าที่มาคุมขบวนไม่ให้แตกแถว เวลาไปเจอพวกนี้ บางทีของบางอย่างที่เราไม่รู้ก็จะได้รู้
    ........................................
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    ผู้ก่อตั้งสำนักสงฆ์เกาะพระฤๅษี
    ........................................
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...