คำถามเกี่ยวกับการสะเดาะเคราะห์และการทรงเจ้า

ในห้อง 'วิทยาศาสตร์ทางจิต - ลึกลับ' ตั้งกระทู้โดย piyaa, 10 สิงหาคม 2010.

  1. piyaa

    piyaa เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 สิงหาคม 2009
    โพสต์:
    1,730
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +16,073
    [FONT=&quot]
    [/FONT]
    [FONT=&quot]<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot](โดยรวบรวมจากหลาย ๆ ท่านที่มาพบกับท่านอาจารย์ทองทิพย์ โอภาโส ในหลายวาระในช่วงปี 2[/FONT][FONT=&quot]526 - 2527)<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]<o:p> </o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]ผู้ถาม... [/FONT][FONT=&quot]“ท่านอาจารย์ครับ การสะเดาะเคราะห์นี่มีจริงไหมครับ?”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]อาจารย์..[/FONT][FONT=&quot] [/FONT][FONT=&quot]“สะเดาะแบบไหนล่ะ?”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]ผู้ถาม... [/FONT][FONT=&quot]“แบบรดน้ำมนต์ หรือบังสกุลเป็น บังสกุลตาย เป็นต้นครับ?”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]อาจารย์..[/FONT][FONT=&quot] [/FONT][FONT=&quot]“ถ้าคุณไปทำกรรมชั่วมา แล้วมารดน้ำมนต์ มาบังสกุลตาย บังสกุลเป็นกรรมของคุณมันจะหายไปไหมล่ะ?”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]ผู้ถาม... [/FONT][FONT=&quot]“ผมไม่ทราบครับ!... เพราะได้รับการบอกกล่าวมาเช่นนี้ และก็พบเห็นวัดวาอารามต่างๆ ก็ทำพิธีเหล่านี้ให้กับผู้คนจนโด่งดังหลายๆ ที่”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]อาจารย์..[/FONT][FONT=&quot] [/FONT][FONT=&quot]“พระพุทธเจ้าสอนให้ใช้ปัญญา... พุทธะ คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น... ผู้ที่ประสบเคราะห์กรรมเมื่อมีสติย่อมนึกถึงกรรมที่ตนเคยก่อ และตั้งใจจะประพฤติตนในทางที่ดีใหม่ โดยการหมั่นบำเพ็ญบุญ สร้างทานบารมี และรักษาศีล บำเพ็ญภาวนา เจริญเมตตา และกตัญญู นี่คือ วิธีการสะเดาะเคราะห์ของเรา”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]ผู้ถาม... [/FONT][FONT=&quot]“แล้วการรดน้ำมนต์หรือ “บังสกุลตาย” “บังสกุลเป็น” ช่วยไม่ได้หรือครับ?”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]อาจารย์..[/FONT][FONT=&quot] [/FONT][FONT=&quot]“เมื่อคุณทำชั่วมาต่อให้อาบน้ำมนต์สัก 100 โอ่ง ความชั่วนั้นมันก็ไม่หายไปไหนหรอก แม้จะแกล้งตาย – เกิดสัก 100 ครั้ง 1,000 ครั้ง มันก็ช่วยอะไรไม่ได้ ถ้าไม่มีศีล และบำเพ็ญภาวนา เพื่อสร้างกรรมดีให้มากกว่ากรรมชั่วที่ตนเคยก่อไว้ เมื่อกรรมดีมาก กรรมชั่วมันก็ถูกเบียดบัง ทำให้กำลังอ่อนลง แต่ก็มิได้หายไปไหน และลบล้างมิได้ แต่ไม่สามารถจะส่งผลได้เท่านั้นเอง!”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]ผู้ถาม... [/FONT][FONT=&quot]“ผมเข้าใจแล้วครับ... พระพุทธศาสนาสอนให้เราใช้ปัญญาจริง ๆ นะครับ! และมีเหตุผลจริง ๆ ครับ...”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]อาจารย์..[/FONT][FONT=&quot] [/FONT][FONT=&quot]“ใช่... “พุทธะ คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น และเบิกบาน” “<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]ผู้ถาม... [/FONT][FONT=&quot]“แล้วการทรงเจ้าเข้าผี มีจริงหรือเปล่าครับ?”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]อาจารย์..[/FONT][FONT=&quot] [/FONT][FONT=&quot]“มี!! ก็ตัวผู้ถูกเข้าเป็นผี เป็นเจ้าเสียเอง!”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]ผู้ถาม... [/FONT][FONT=&quot]“เป็นเช่นใดครับ?”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]อาจารย์..[/FONT][FONT=&quot] [/FONT][FONT=&quot]“ดวงวิญญาณเทพ – พรหมชั้นสูง ท่านไม่อยากจะมายุ่งเกี่ยวกับมนุษย์นักหรอกยิ่งมาเข้ามาทรางอะไรต่ออะไรนั้น ท่านยิ่งไม่ทำให้ใหญ่เลย เพราะถ้ามาทำให้มนุษย์ผู้นั้นขาดสติ ไร้สติ ท่านจะไม่กระทำเด็ดขาด เพราะจะเป็นบาปกับท่านได้ โดยมากมักจะเป็นเปรต อสูรกาย และสัมพเวสีชั้นต่ำต่างๆ ทั้งนั้น บางดวงก็แอบอ้างว่าเป็นหลวงปู่ หลวงพ่อ เจ้าพ่อ เจ้าแม่ต่าง ๆ เพื่ออยากให้คนได้กราบไหว้... บางครั้งก็ไม่มีวิญญาณใด ๆ เลย แต่คนทรงเป็นไปเอง รำไปเองทั้งสิ้น!”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]ผู้ถาม... [/FONT][FONT=&quot]“แสดงว่าไม่ควรเชื่อถือหรือครับ?”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]อาจารย์..[/FONT][FONT=&quot] [/FONT][FONT=&quot]“พระพุทธเจ้าสอนเรื่องทรงเจ้า เข้าผีมั้ยล่ะ? พระองค์สอนเรื่องการสะเดาะเคราะห์โดยวิธีพิสดารต่าง ๆ ไว้มั้ยล่ะ? นอกจากสอนเรื่อง ทาน – ศีล – ภาวนา – เมตตา – กตัญญู พระพุทธเจ้าสอนเรื่องของการใช้ปัญญาในการแก้ปัญหาทั้งสิ้น และมีสติในการดำรงชีวิต”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]ผู้ถาม... [/FONT][FONT=&quot]“ผมเข้าใจแล้วครับ...”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]อาจารย์..[/FONT][FONT=&quot] [/FONT][FONT=&quot]“ผู้ที่ฝึกเป็นร่างทรงจนเคยชิน ฝึกหมดสติ สำนึกจนเคยชิน เมื่อถึงคราใกล้ตายคติก่อนตาย จากความเคยชินของตนก็จะทำให้ตนไร้สติสัมปชัญญะ จะทำให้ตนต้องมืดมนสับสน จะถูกชักนำไปสู่อบายภูมิได้ง่าย ถ้านิมิตกรรมไม่ดีปรากฏแก่จิตในขณะนั้น จึงต้องพึงระวังให้จงหนัก”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]ผู้ถาม... [/FONT][FONT=&quot]“อาจารย์ครับ... ที่ผ่านมาผมรู้สึกว่าดวงไม่ค่อยดีเลย ไม่ทราบว่าจะทำอ่างไรดี?”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]อาจารย์..[/FONT][FONT=&quot] [/FONT][FONT=&quot]“ดวงอะไรล่ะ... ที่ว่าไม่ดี? ดวงตาหรือดวงใจ?”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]ผู้ถาม... [/FONT][FONT=&quot]“ดวงชะตาชีวิตครับ!”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]อาจารย์..[/FONT][FONT=&quot] [/FONT][FONT=&quot]“แล้วมันเป็นอย่างไรที่ว่าไม่ดี?”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]ผู้ถาม... [/FONT][FONT=&quot]“รู้สึกว่าทำอะไรๆ มันก็มักจะติดขัดอยู่เสมอ ระยะหลังๆ เงินทองก็ไม่ค่อยคล่องมือมักจะติดขัดอยู่เสมอครับ! ไม่เหมือนเมื่อก่อน”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]อาจารย์..[/FONT][FONT=&quot] [/FONT][FONT=&quot]“มันก็เป็นไปตามโลกธรรม มีลาภก็ย่อมจะมีเสื่อมลาภ และมียศก็ย่อมจะเสื่อมยศเป็นธรรมดา อย่าโศกเศร้าเสียใจไปเลย... เมื่อความทุกข์มาเยือนจงมีสติและใช้สติในการพิจารณาข้อผิดพลาดของตนว่าที่ผ่านมาตนทำสิ่งใดผิดพลาดจึงได้เกิดปัญหาขึ้น และตั้งสติในการแก้ไขปัญหานั้น อย่าให้เกิดซ้ำขึ้นมาอีก “สติ” นี้จึงสำคัญนักในการดำเนินชีวิตการงาน ผู้ทำงานโดยขาดสติมักจะทำอะไรผิดพลาดอยู่เสมอ... อย่างคุณเองก็เช่นกัน ที่เกิดปัญหาขึ้น ถ้าลอยไตร่ตรองดูดี ๆ จะรู้ว่าคุณขาดสติในการดำเนินชีวิตในการทำงาน เมือสติสมบูรณ์ปัญญาที่ใช้ในการงานก็จะดีขึ้น ทำให้ทำการงานไม่ประมาท คอยระแวดระวัง พิจารณาไตร่ตรอง รอบคอบในการงานไม่ประมาท คอยระแวดระวัง พิจารณาไตร่ตรอง รอบคอบในการทำงานอยู่ทุกขณะ แต่เมื่อขาดสติ การพิจารณาใคร่ควรจะอ่อนลง การใช้ปัญญาในการงานจะอ่อนลง ทำให้เกิดการประมาท จึงทำให้เกิดปัญหาทางการงาน และกับชีวิตของคุณตามมา... ลองพิจารณาดู!”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]ผู้ถาม... [/FONT][FONT=&quot]“... (หยุดนิ่งอยู่พักใหญ่)... จริงครับ!... ท่านอาจารย์!!”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]อาจารย์..[/FONT][FONT=&quot] [/FONT][FONT=&quot]“การขัดสนการเงินของคุณ... เกิดจากคุณประมาทในการบำเพ็ญทาน “ทาน” เป็นเหตุที่ทำให้เกิดความอุดมสมบูรณ์พูลสุข คนโดยทั่วไปมักจะไม่ค่อยบำเพ็ญทาน “เพราะกลัวหมด” เมื่อพวกเขากลัวหมด... เขาจึงมักจะเป็นคนหมด... หรือขาดแคลนอยู่เสมอ... “ทาน” เป็นบุญอันสำคัญ ที่จะทำให้คนทั่วไปตัดความตระหนี่ถี่เหนี่ยวของตนเองได้... ทุก ๆ เช้าตื่นขึ้นมาให้นึกว่า “เช้านี้เราให้หรือเราทำทานหรือยัง?” อยู่ทุกๆ วัน และจงทำซะ... ที่นึกได้ แล้วคุณจะเป็นผู้มีโดยไม่ขาดแคลนเพราะการบำเพ็ญทานไม่ต่อเนื่องนั่นเอง!”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]ผู้ถาม... [/FONT][FONT=&quot]“เข้าใจแล้วครับ... ผมจะกลับไปปฏิบัตินับแต่นี้เป็นต้นไป”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]อาจารย์..[/FONT][FONT=&quot] [/FONT][FONT=&quot]“การบำเพ็ญทานนั้น... จงทำด้วยจิตที่ศรัทธาและจงอย่ากลัวหมด! อำนาจทานมีผลอันมหัศจรรย์ คุณทแล้วจะยิ่งได้ คุณยิ่งให้จะยิ่งไหลมา แต่อย่าเบียดเบียนตนเอง... มีน้อย ทำน้อย มีมาก ทำมาก ตามกำลังทรัพย์... แล้วความขัดสนจะไม่เกิดกับคุณอย่างแน่นอน เราขอรับรอง!”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]ผู้ถาม... [/FONT][FONT=&quot]“อาจารย์ค่ะ... การฝึกวิชชาของอาจารย์ นอกจากการให้บำเพ็ญทาน และรักษาศีลอย่างเคร่งครัดแล้ว การบำเพ็ญภาวนา... อาจารย์ให้ภาวนาคำว่า “เมตตา” มีจุดประสงค์เพื่อให้จิตเกิดเมตตาใช่มั้ยค่ะ?”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]อาจารย์..[/FONT][FONT=&quot] [/FONT][FONT=&quot]“ใช่!... ไม่ใช่เมตตาเกิดที่ปาก... หรือเสียงในใจอย่างเดียว... ต้องผูกคำว่าเมตตาเข้าไปก้นบึ้งของจิตใจ และกลั่นออกมาเป็นผลที่จะทำให้ใจรู้สึกเยือกเย็น ระงับความร้อนทางใจ ระงับความโกรธ และความพยาบาททั้งปวง จิตจึงจะถึงเมตตาอย่างแท้จริง”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]ผู้ถาม... [/FONT][FONT=&quot]“บุญที่เกิดจากการเจริญเมตตาภาวนา จะเกิดผลเช่นใดต่อตัวเองค่ะ?”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]อาจารย์..[/FONT][FONT=&quot] [/FONT][FONT=&quot]“ตื่นก็เป็นสุข หลับก็เป็นสุข เป็นที่รักใคร่ของเหล่ามนุษย์และเทวดา แม้กระทั่งผีสางและสัตว์ร้ายก็ไม่มารบกวน ผู้ปฏิบัติแล้วจะพบด้วยตนเอง!”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]ผู้ถาม... [/FONT][FONT=&quot]“แต่เดี๋ยวนี้จะมาหาคนที่มีเมตตาจิตจริงๆ ได้ยากนะค่ะ...”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]อาจารย์..[/FONT][FONT=&quot] [/FONT][FONT=&quot]“มีอยู่แต่น้อยลงทุกที... อำนาจแห่งเมตตาเมื่อเอามาเจริญจนเป็นอารมณ์ฌานแล้วจะมีอนุภาพยิ่งนัก ในสมัยพุทธกาล นางอุตตรา นันทะ พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญให้เป็นผู้เลิศในการเจริญเมตตาฌาน คือ เจริญเมตตาจิตเป็นอารมณ์อยู่ทุกขณะ ขนาดมีผู้คิดร้ายเอาน้ำแกงเดือด ร้อน ๆ มาสาดราดใส่หน้าตา น้ำแกงร้อนเดือดๆ นั้น ก็ยังกลับกลายเป็นน้ำเย็น!! หาเป็นอันตรายไม่”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]ผู้ถาม... [/FONT][FONT=&quot]“การนำคำว่า “เมตตา” มาเจริญจนเป็นฌานทำอย่างไรค่ะ?”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]อาจารย์..[/FONT][FONT=&quot] [/FONT][FONT=&quot]“ให้ลองเข้ามาปฏิบัติวิชชาทิพยสัมฤทธิ์แล้วจะรู้เอง... เห็นเอง! อำนาจเมตตาเมื่อนำมาเจริญเป็นอารมณ์ฌานแล้วจะมีอนุภาพมาก มีคุณเหนือกว่าคาถาอาคมทั้งปวง เหนือวิชามหาอุด เหนือวิชาคงกระพัน เหนือคาถามหาเสน่ห์ทั้งปวง”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]ผู้ถาม... [/FONT][FONT=&quot]“ได้ทราบว่าท่านอาจารย์ให้ภาวนาคำว่า “เมตตา 500” ครั้งด้วย ใช้มั้ยค่ะ?”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]อาจารย์..[/FONT][FONT=&quot] [/FONT][FONT=&quot]“ใช่! เพื่อผูกจิตให้อยู่กับคำว่า “เมตตา” โดยจิตต้องไม่เคลื่อนเลย! ถ้าเผลอก็ต้องเริ่มต้นนับ 1 กันใหม่เลย...”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]ผู้ถาม... [/FONT][FONT=&quot]“ขนาดนั้นเชียวหรือค่ะ?”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]อาจารย์..[/FONT][FONT=&quot] [/FONT][FONT=&quot]“บางคนนำไปปฏิบัติภาวนาครั้งหนึ่งโดยจิตไม่เคลื่อนได้มากกว่า 500 จบก็มี เช่นได้เป็น 1,000 จบ 2 -3,000 จบ โดยจิตไม่เคลื่อนเลยก็มี...”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]ผู้ถาม... [/FONT][FONT=&quot]“แสดงว่าสติเขามั่นคงมากเลย...”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]อาจารย์..[/FONT][FONT=&quot] [/FONT][FONT=&quot]“วิชชาของเราเป็นสมาธิที่ต้องมีสติ! สมาธิที่ไม่มีสติ ไม่ใช่สัมมาสมาธิ ไม่เป็นพุทธะ ไม่ใช่ผู้ตื่น เมื่อปฏิบัติของเราแล้วจะต้องเป็นผู้รู้ (ในสติ) ผู้ตื่น (ในสติ) และเบิกบานในเมตตาเป็นอารมณ์” <o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]ผู้ถาม... [/FONT][FONT=&quot]“ดิฉันไม่เคยพบเห็นที่ใดสอนอย่างนี้มาก่อนเลยค่ะ?”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]อาจารย์..[/FONT][FONT=&quot] [/FONT][FONT=&quot]“มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้ว เป็นการเจริญพรหมวิหาร 4 แต่ในปัจจุบันมิมีผู้ใดนำมาประยุกต์สอนอย่างแท้จริง... มีแต่จะสอนให้ไปนิพพานกันทั้งนั้น!”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]ผู้ถาม... [/FONT][FONT=&quot]“ใช่ค่ะ?”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]อาจารย์..[/FONT][FONT=&quot] [/FONT][FONT=&quot]“ในยุคกึ่งพุทธกาลนี้ การมีเมตตาธรรมนับว่ามีความสำคัญมาก ในอนาคตกาลเบื้องหน้าการขัดแย้งทางความเชื่อ และความคิดจะเกิดขึ้นอย่างรุนแรง โดยเฉพาะความเชื่อของศาสนาที่แตกต่างกัน จะเป็นเหตุที่จะก่อให้เกิดการกระทบกระทั่งและนำไปสู่การทำร้าย นำไปสู่สงคราม เกิดความวุ่นวายนานัปการด้วยความเชื่อทางศาสนาที่ต่างกัน เรียกง่ายๆ ว่า การยึดถือความเชื่อตามประเพณี หรือบุญตามประเพณีนั่นเอง แต่การเจริญเมตตานี้ถือเป็นบุญสากล ไม่ใช่บุญประเพณี ไม่ว่าจะพุทธ – คริสต์ – อิสลาม – ซิกซ์ – เต๋า หรือศาสนาใดๆ ในโลก ต่างก็ยอมรับในอำนาจเมตตากันทั้งนั้นหรือคุณว่าอย่างไร”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]ผู้ถาม... [/FONT][FONT=&quot]“ดิฉันเห็นด้วยอย่างมากเลยค่ะ... ขณะนี้ก็เริ่มเห็นความแตกแยกของศาสนาต่าง ๆ ชัดขึ้นมีการสู้รบ ทำร้ายกันก็มีแล้วค่ะ?”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]อาจารย์..[/FONT][FONT=&quot] [/FONT][FONT=&quot]“...ในอนาคตจะมีมากกว่านี้อีก!! แต่คำว่า “เมตตา” ไม่ว่าจะไปที่ไหนย่อมมีแต่มิตร ไม่มีศัตรู ไม่แย่งแยก ไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก พลังแห่งเมตตาเป็นพลังที่อยู่เหนือศาสนาทั้งปวงในโลก เป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้สังคมประสบสันติสุขได้ในอนาคต จะมีองค์ศาสดาหรือเจ้าลัทธิใดๆ เกิดขึ้นมาก็แล้วแต่ ถ้าศาสนานั้น หรือลัทธินั้น ไม่มีการสอนเรื่องเมตตา ก็ให้รู้ว่าศาสนานั้น หรือลัทธินั้น ไม่ได้เป็นไปเพื่อความสันติสุขแห่งมวลมนุษยชาติแห่งอนาคต!”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]ผู้ถาม... [/FONT][FONT=&quot]“ดิฉันเข้าใจแล้วค่ะ... ถ้ามีโอกาสดิฉันจะหาเวลามาปฏิบัติตามแนววิชชาทิพยสัมฤทธิ์ของท่านอาจารย์ค่ะ...”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]อาจารย์..[/FONT][FONT=&quot] [/FONT][FONT=&quot]“ขออนุโมทนา ให้ได้แค่ขั้นต้น!... ดำรงชีวิตในครอบครัว ในสังคมอย่างมีความสุขสมบูรณ์ ปราศจากความทุกข์ยากเท่านี้ก็พอเพียงแล้ว สำหรับการดำรงตนอยู่ในสังคมปัจจุบัน... ขออนุโมทนา”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]ผู้ถาม... [/FONT][FONT=&quot]“เมื่อปฏิบัติตามวิชชาของท่านอาจารย์แล้ว ควรจะดำรงตนอย่างไรในชีวิตประจำวันค่ะ?”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]อาจารย์..[/FONT][FONT=&quot] [/FONT][FONT=&quot]“ก็ทำให้ตนเหมือนเดิม!! แต่เพิ่ม “ทาน” “ศีล” “ภาวนา” “เมตตา” และ “กตัญญู” เป็นพิเศษเท่านั้น ไม่ต้องออกไปอยู่ป่า อยู่เขา อยู่วัด ตัดลูก ตัดเมีย ตัดสามี ตัดภรรยา”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]ผู้ถาม... [/FONT][FONT=&quot]“เคยเห็นบางคนอยากออกจากครอบครัว... ไปอยู่วัดอยู่วาเลยก็มีค่ะ?”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]อาจารย์..[/FONT][FONT=&quot] [/FONT][FONT=&quot]“วิชชาของเรา... ไม่สอนอย่างนั้น... นั่นมันผิดยุด ผิดสมัย... อย่าหลงบุญโดยขาดปัญญา พระโสดาบันยังมีลูก มีภรรยา มีสามี สามารถทำการงานอย่างปกติได้ทุกอย่าง แต่ละสังโยชน์ 3 ประการคือ สักกยะทิฏฐิ วิจิกจฉา และศีลพตปรามาส นี่เป็นคุณสมบัติของพระโสดาบัน!! ไม่เห็นจะต้องไปทำอะไรให้มันต้องเบียดเบียนตนเองและครอบครัวให้ต้องเดือดร้อน การตึงเกินไปสำหรับตนเองและครอบครัวถือว่าเป็นการเบียดเบียน... ไม่มีปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา เราขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า การปฏิบัติธรรมในยุคสมัยนี้... ไม่ใช่ยุคที่จะสอนคนไปนิพพาน... แต่ต้องเป็นยุคที่จะสอนแบบ “ธรรมมะเกื้อกูล” เพื่อตน – ครอบครัว และสังคม... ไม่ใช่ตัดครอบครัว ตัดสังคม เอาแต่ซึมเศร้า สลดหดหู่... นั่นไม่ใช่จิตของผู้ถึงธรรมมะอย่างแท้จริง! ผู้ปฏิบัติธรรมกับเรา (อาจารย์) เมื่อจบไปแล้ว จะต้องเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งสติและปัญญา เป็นผู้เบิกบานแจ่มใส – ร่าเริง และเข้ากับคนได้ทุกประเภท ทุกสังคม นี่คือ “ธรรมมะใช้งาน” ในยุคนี้และอนาคต...”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]ผู้ถาม... [/FONT][FONT=&quot]“ดิฉันรู้สึกสว่างและเข้าใจอย่างดีแล้วค่ะ?”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]อาจารย์..[/FONT][FONT=&quot] [/FONT][FONT=&quot]“...ปัญญาของคุณมันเกิด!!… เมื่อได้ธรรมมะ!!...”<o:p></o:p>[/FONT]
    [FONT=&quot]<o:p> </o:p>[/FONT]
     
  2. อศูนย์น้อย

    อศูนย์น้อย เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2010
    โพสต์:
    458
    ค่าพลัง:
    +495
    สาธุ ครับ ท่านสอนดีมากเลยทีเดียว แต่ผม
    อยากไปนิพานมาก กว่าอะจะทำงัยดี
    อนุโมทนากับเจ้าของกระทู้ด้วยครับ
     
  3. งูขาว

    งูขาว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 มกราคม 2008
    โพสต์:
    945
    ค่าพลัง:
    +1,824
    นี้เป็นเคล็ดวิชา " เมตตาเจโตวิมุตติ "( กรรมฐาน )

    นี้เป็นเคล็ดวิชา " เมตตาเจโตวิมุตติ "( กรรมฐาน ) ซึ่งพระโพธิสัตว์กวนอิมอวโลกิเตศวรก็ทรงเคยแนะนำ ว่ามีอานิสงอันสูงส่งมากมายเป็น100เท่าของการเจริญกรรมฐานโดยทั่วไป อาจารย์ทองทิพย์ ท่านนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ ขออนุโมทนากับวิชชาของพระพุทธองค์ที่อาจารย์ทองทิพย์ถ่ายทอดออกมานะคับ เพื่อให้สาธุชนทั่งหลายได้รุ้แนวทางปฏิบัติวิชชานี้ กัน เมื่อฟังดูแล้วอาจขัดแย้งนะ แต่ไม่ใช่อาจารย์ทองทิพย์ท่านกล่าวตรงเพ่งเลย นิพพาน ก็คือ สติสัมปชัญญะที่สมบูณร์ ตั่งแต่เกิดขึ้น ตั้งอยุ่ ดับไป ทุกอิริยาบถและตั่งแต่เริ่มต้น ท่ามกลาง และท้ายสุดของชีวิต ด้วย วิชาเมตตาเจโตวิมุตติ(กรรมฐาน)
    ท่านอาจารย์ทองทิพย์ โอภาโส ถึงศิษย์จะไม่เคยพบท่าน แต่ธรรมก็ตัวแทนของท่าน ศิษย์ขอกราบบูชาท่านอาจารย์ทองทิพย์ โอภาโส
     
  4. T.cha

    T.cha เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มกราคม 2010
    โพสต์:
    148
    ค่าพลัง:
    +641
    ขอคัดลอก เก็บไว้อ่านนะครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...