คำนวณ 1 นาที บนสวรรค์ชั้นดาวดึงค์ เทียบกับโลกมนุษย์

ในห้อง 'การทดลองทางจิต' ตั้งกระทู้โดย WebSnow, 11 ตุลาคม 2004.

  1. WebSnow

    WebSnow ผู้ก่อตั้งเว็บพลังจิต ทีมงาน Administrator

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 เมษายน 2003
    โพสต์:
    8,390
    กระทู้เรื่องเด่น:
    64
    ค่าพลัง:
    +60,780
    วันเวลาของ สวรรค์หกชั้น ตามพุทธพจน์
    http://www.palungjit.org/board/showthread.php?postid=4126#post4126


    สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
    ...พระพุทธพจน์ : " ดูกรภิกษุทั้งหลาย ๑๐๐ ปีมนุษย์ เป็นคืนหนึ่งวันหนึ่งของเทวดาชั้นดาวดึงส์....๑๐๐๐ ปีทิพย์โดยปีนั้นเป็นประมาณอายุของเทวดาชั้นดาวดึงส์ "


    แทนค่าในสูตรดังนี้

    หาจำนวณวัน
    t=ระยะเวลาที่สังเกตุได้ในโลก = 100 ปี = 100x365 + 25* วัน = 36525 วัน
    ( 25 วัน คือ เศษวันที่เกินมา 1 วันในปีอธิกสุรทิน ซึ่งใน 100 ปี จะมีปีอธิกสุรทิน 25 ปี )
    t'=ระยะเวลาที่สังเกตได้ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ = 1 วัน

    หาจำนวณ ชม.

    1 วัน สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ = 24 ชม.
    36,525 วัน โลกมนุษย์ = (36,525*24) = 876,600 ชม.


    หาจำนวณ 1 ชม สวรรค์ชั้นดาวดึงค์ เท่ากับเวลาเท่าไหร่บนโลกมนุษย์

    24 ชม. สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ = 876,600 ชม. บนโลกมนุษย์
    1 ชม. สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ = (876,600 ชม. *1ชม.) / 24 ชม = 36,525 ชม. บนโลกมนุษย์


    ** 1 ชม. สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ = 36,525 ชม. บนโลกมนุษย์ **

    1 วันมี 24 ชม = ( 36,525 ชม.) / 24 ชม = 1,521.875 วัน
    1 ปีมี 365 วัน = 1,521.875 วัน / 365 วัน = 4.1695205479452054794520547945205 ปี

    ** 1 ชม. สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ = 4.2 ปีของโลกมนุษย์ **
     
  2. WebSnow

    WebSnow ผู้ก่อตั้งเว็บพลังจิต ทีมงาน Administrator

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 เมษายน 2003
    โพสต์:
    8,390
    กระทู้เรื่องเด่น:
    64
    ค่าพลัง:
    +60,780
    ** 1 ชม. สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ = 36,525 ชม. บนโลกมนุษย์ **

    60 นาที สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ = (36525* 60 ) /1. = 2,191,500 นาที บนโลกมนุษย์

    1 นาที สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ = 2,191,500 / 60 = 36,525 นาที บนโลกมนุษย์

    แปลงให้เป็น ชม. = 36,525/60 = 608.75 ชม.

    แปลงให้เป็นวัน 608.75 ชม./24 = 25.364583333333333333333333333333 วัน

    1 นาที สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ = 25 วันบนโลกมนุษย์

    -----------------------------------------------------------
    1 วินาที บน สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ = 36,525 / 60 = 608.75 วินาที บนโลกมนุษย์

    แปลงให้เป็นนาทีบนโลก
    608.75/60 = 10.145833333333333333333333333333

    1 วินาที สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ = 10.15 นาที บนโลกมนุษย์
     
  3. WebSnow

    WebSnow ผู้ก่อตั้งเว็บพลังจิต ทีมงาน Administrator

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 เมษายน 2003
    โพสต์:
    8,390
    กระทู้เรื่องเด่น:
    64
    ค่าพลัง:
    +60,780
    1 นาที สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ = 25 วันบนโลกมนุษย์

    1 วินาที สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ = 10.15 นาที บนโลกมนุษย์




    เมื่อ เทวดา ชั้นดาวดึงค์ สวด อิติปิโส ฯ 3 จบ (จะเป็นเวลา 1 นาที )
    โลกมนุษย์ก็ผ่านไป 25 วัน

    ********************************************

    25 วัน = 1 นาที
    90 วัน = 90/25 = 3.6 นาที

    พระพุทธเจ้าไปเทศน์โปรดโยมมารดา ที่สวรรค์ชั้นดาวดึง เป็นเวลา 3 เดือนของโลกมนุษย์
    เป็นเวลาของสวรรค์สวรรค์ชั้นดาวดึงเท่ากับ 3.6 นาที
     
  4. WebSnow

    WebSnow ผู้ก่อตั้งเว็บพลังจิต ทีมงาน Administrator

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 เมษายน 2003
    โพสต์:
    8,390
    กระทู้เรื่องเด่น:
    64
    ค่าพลัง:
    +60,780
    สาเหตุที่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงค์ เมื่อเทียบกับโลกมนุษย์ จะมีเวลาต่างจากโลกมาก เพราะว่าสวรรค์นั้นมีความเร็วสูงกว่าโลกมนุษย์มาก

    สวรรค์จะมีเวลาที่ช้ากว่าบนโลก

    อธิบายใน เรื่องของเวลา ความเร็ว ในทฤษฏีสัมพันธภาพพิเศษ

    http://www.palungjit.org/board/showthread.php?threadid=676
     
  5. WebSnow

    WebSnow ผู้ก่อตั้งเว็บพลังจิต ทีมงาน Administrator

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 เมษายน 2003
    โพสต์:
    8,390
    กระทู้เรื่องเด่น:
    64
    ค่าพลัง:
    +60,780
  6. WebSnow

    WebSnow ผู้ก่อตั้งเว็บพลังจิต ทีมงาน Administrator

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 เมษายน 2003
    โพสต์:
    8,390
    กระทู้เรื่องเด่น:
    64
    ค่าพลัง:
    +60,780
    ตอนนี้ทำให้ผมกำลังสงสัยเป็นอย่างมาก เรื่อง การที่ผู้ทรง_าณต่างๆในอดีตถึงปัจจุบัน หลายๆท่านที่เรารู้จักกัน
    ได้ทำการถอดจิตไปพิสูจน์ ท่อง พรหม สวรรค์ นรก แล้วอัดเป็นเสียงมาให้เราฟัง
    เช่นได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึง ไปพบเหตุการณ์ต่างๆ เมื่อคำนวณเวลาดูใช้เวลานานมาก หลาย 10 นาที แต่ทำไมเวลาเท่ากับบนโลก เวลาบนโลกมนุษย์ก็ไม่ได้ผ่านไปมากเลย ไม่ผ่านถึง1วันด้วย

    ถ้าเอาตามที่คำนวณ เวลาควรจะแตกต่างอย่างมาก ระหว่างโลกมนุษย์
    ถ้าถอดจิตไปสวรรค์ชั้นดาวดึงค์เพียง 1 นาที จะเป็นเวลาบนโลกมนุษย์ 25 วัน

    ดังนั้นผู้ที่ถอดจิตไปสวรรค์ชั้นดาวดึง และเผชิ_เหตุการณ์อยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึง 1 นาที เมื่อเขาเอาจิตเข้าร่างจะเป็นเวลา 25 วันของโลกมนุษย์

    ที่สงสัยคือ คนที่ไปเห็นอะไรที่บอกว่าไปสวรรค์ชั้นดาวดึงนั้นผมอยากทราบเหตุผลว่า ทำไมเวลาจึงไม่ต่างกันมากเลย ?

    นี่คือสิ่งที่ตอนแรกผมไม่อยากจะเขียนออกมา คิดไปคิดมา ควรที่จะเขียนออกมา เป็นความสงสัยแบบริสุทธิ์ อาจจะเป็นประโยช์อย่างใดอย่างหนึ่งในการศึกษา
     
  7. ผู้ไม่ปรารถนาขันต์ห้า

    ผู้ไม่ปรารถนาขันต์ห้า บุคคลทั่วไป

    ค่าพลัง:
    +0
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 19 พฤศจิกายน 2011
  8. นาคาคีรี

    นาคาคีรี Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    25
    ค่าพลัง:
    +55
    เห็นตัวเลขแล้ว..เป็นงง
     
  9. สุพจน์

    สุพจน์ สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 สิงหาคม 2005
    โพสต์:
    13
    ค่าพลัง:
    +5
    จากความคิดเห็นในเรื่องของเวลา

    สวัสดีครับ ผมเพิ่งสมัครตะกี้นี้เอง
    บังเอิญเข้าเวปนี้แบบไม่ได้ตั้งใจ ผมเป็นคนหนึ่งที่ตอนนี้กำลังดูใจตัวเองอยู่(ก่อนที่จะมาเจอเวบนี้ผมเป็นคนที่เลื่อมใสในคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัพุทธเจ้ามาก แต่กิเลสและ "ห่วง" ผมยังหนาอยู่มากบางหัวข้อธรรม ผมก็เข้าถึง บางข้อรู้แต่ปฏิบัติไม่ได้) เมื่อบังเอิญเข้ามา ได้อ่านโพสต์ต่างๆมากมายซึ่งเป็นไปตามอารมณืโลกีย์วิสัยแล้วแต่ใครจะแสดงออกมา
    อ่านกระทู้ของคุณ เวปสโนว์ แล้วเป็นวิทยาศาสตร์ดี ที่จริงผมก็ศึกษาทางด้านนี้มาบ้าง ผมมีความคิดเห็นเพิ่มเติม ในส่วนของกาลเวลาผมไม่แน่ใจว่าความคิดของผมจะไปตรงกับทฤษฏีของใครที่ไหนหรือเปล่า เพราะผมไม่ได้เรียนทาง วิทยาศาสตร์มาโดยตรง
    ว่าด้วยเรื่องเวลา ก่อนอื่นขอทำความเข้าใจ ผมคิดว่าเรื่องเวลากับพระพุทธศาสนานี่แทบจะแยกกันไม่ออก เป็นสัจธรรมคู่กัน กล่าวคือ เป็นมา มีอยู่ และเป็นไป นี่ก็กล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่าการลิขิตจากพรหม เมื่อมาถึงจุดนี้ก็คือทุกคนเป็นไปตามกรรม กรรมมีที่มา มีอยู่ และต้องชดใช้ ถ้าจะเป็นวิทยาศาสตร์ก็คือ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ทุกอย่างล้วนมีเวลาที่เข้ามาบอกว่า เป็นอดีต(มีมา) เป็นปัจจุบัน(มีอยู่) และเป็นอนาคต(เป็นไป) ดังนั้นตามที่ผมเข้าใจจากการพิจารณานั้นก็คือ ทุกอย่างในโลกล้วนขึ้นอยู่กับเวลา เกิด แก่ เจ็บตาย ล้วนอยู่ภายใต้กำหนดของกาลเวลาทั้งสิ้น
    แต่ทั้งนี้ผมเลื่อมใสในพระพุธองค์ เพราะท่านชี้ทางออกจากวัฏสงสาร คือการหลุดพ้นจากห้วงแห่งห่วงทุกอย่างแม้แต่กาลเวลา คือนิพพาน
    กล่าวถึง"เวลา" ทางวิทยาศาสตร์ ผมขออธิบายตามความเข้าใจเนื่องจากผมมิได้ศึกษาโดยตรงจึงไม่สามารถใช้ภาษาทางวิทยาศาสตร์ได้ตรง
    อดีตคือสิ่งที่มีมา เช่นเมื่อ ณ วินาทีที่แล้ว ผมพิมพ์ ตัว "ว" แสดงว่าเมื่อผมพูดถึงวินาทีที่แล้วจะมีตัวผมอีกคนที่อยู่ ณ มิติเวลานั้นอยู่ เมื่อผมพูดถึงตอนผมอายุ 10 ขวบผมก็มีตัวผมในมิติเวลานั้นเหมือนกัน เวลาผ่านมาเท่าใดมิติของเวลาก็ยิ่งจะทับซ้อนกันมากขึ้น ด้วยเหตุนี้เองจึงมีตัวผมอยู่ ณ ทุกมิติเวลาที่ผ่านมา และกระทำตามซ้ำไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุดเช่นตัวผมย้อนกลับไปที่ 10 นาทีที่แล้วก็จะทำตามตัวผม ณ วินาทีที่ 10.01 นาที และคนที่ 10.01 ก็ทำตามคนที่ 10.02 และคนต่อมาก็ทำตามกันต่อมาเรื่อยๆแต่ทุกคนจะมีมิติเวลาเป็นของตัวเอง ดังนั้นคิดอย่างหยาบๆ สมมติว่าผมเกิดมา 30 ปี(คิดมิติเวลา ปีละ 1 คน) ผมจะมีตัวผม ณ มิติเวลาที่ผ่านมา 10 คน และทุกคนจะทำตามคนข้างหน้าเสมอ ไม่มีใครแตกแถว เพราะเวลาเป็นตัวกำหนดว่า วินาที(เสี้ยวของเสี้ยวของเสี้ยววินาทีก็ได้ ผมไม่อยากยึด ขอเรียกมิติเวลาดีกว่า)จะต้องทำอะไร
    เมื่อมาถึงจุดนี้สามารถอธิบายได้ว่าที่ผ่านมาคือการลิขิตของเวลา หรือพรหมลิขิต
    ถ้าเป็นเช่นนั้นก็แสดงว่าผมก็ทำตามคนข้างหน้าที่มีมิติเวลาก่อนหน้าผมเหมือนกันและคนข้างหน้าก็ทำตามคนข้างหน้าต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด
    แต่เมื่อผมได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนด้วยความคิดอันน้อยนิด(จริงๆเพราะองค์ความรู้ของผมยังมีน้อยอยู่)
    ณ ปัจจุบัน เราสามารถที่จะไม่เดินตามคนคนที่มีมิติเวลาข้างหน้าเราก็ได้(จริงๆแล้วทำไม่ได้) กล่าวคือ เมื่อกล่าวถึง เวลา ณ ปัจจุบัน เมื่อเรามองไปในมิติเวลาที่ผ่านมาเราได้เห็นว่าเกิดการทำตามกันตาม มิติเวลากันเป็นทอดๆ แต่ ณ ปัจจุบันเมื่อมองไปข้างหน้า มันจะเกิดการแตกของมิติเวลา ก็คือ จะเกิดเป็นทางแยก ของ มิติเวลามีมากจนเป็นอนันต์ นั้นหมายถึงหากเราคิดทำแบบที่1 เราก็จะไปตามมิติเวลาของตัวเราเองที่คิดแบบที่1 หากเราคิดแบบที่2 เราก็ไปตามมิติเวลาที่คิดแบบที่ 2 ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้ถือว่าเป็น อนันต์ เป็นรูปแบบการแปรผกผันทางความคิด เมื่อมีมิติเวลาเข้ามาเกี่ยวข้องจึงมีเหตุกาณ์ที่เป็นอนันต์ มากเกินขอบเขตของการนับ
    ณ จุดนี้เองทำให้เราสามารถทำอะไรก็ได้ตามความคิด แต่สุดท้ายมันก็คือความคิดที่มีอยู่ก่อนแล้วในมิติเวลาที่เราเลือกทำตามความคิดนี้ แต่หากเราคิดดีทำดีก็จะเกิดที่เรียกว่าเหตุแห่งกรรมดีส่งผลให้ ณ ปัจจุบันที่เราคิดหรือทำ เป็นอดีตของอนาคต ถึงแม้ว่าเป็นปัจจุบันก็ตามแต่ก็คืออดีตของอนาคต และก็เป็นไปตามกฎแห่งกรรม ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าเราจะต้องได้รับผลกรรมดีตอบแทนแต่จะอยู่ในรูปแบบใดและตอบสนองตอนไหนไม่มีใครคาดการณ์ได้ และหากเราคิดชั่วทำชั่วมันก็เป็นเหตุแห่งกรรมชั่ว และต้องชดใช้เช่นกัน
    ดังนั้นในทางวิทยาศาสตร์ หากว่าเราเดินทางเร็วกว่าแสงจึงมีความเป็นไปได้สูงว่าเราจะสารถเอาชนะเวลา ย้อนไปในอดีตหรือข้ามไปอนาคตได้ แต่ในความคิดของผม การเดินทางของแสงก็ยังใช้เวลาเป็นตัววัด ทำให้แสงก็ยังอยู่ในกฎของเวลาอยู่ คือ เกิดแสง มีแสง แสงดับไป (กฎของสัจธรรม)แต่หากว่าเราย้อนไปได้จริงๆ มันก็ป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วในมิติเวลาที่ตัวเราได้เดินทางไปก่อน เช่น ผมอายุ 30 เดินทางย้อนเวลาไปในอดีต เมื่อเวลา 10 ขวบ ในความเป็นจริงผมก็ทำตามตัวเองที่มีมิติเวลากอ่นผมอยู่นั่นเอง แต่เมื่อพูดถึงทางกายภาพการเดินทางด้วยความเร็วเท่าแสงหรือมากกว่าแสงหรือที่เรียกว่า วาร์ป ต้องเกิดการสียดสีของสิ่งของที่เกิดการเคลื่อนที่ทำให้ต้องใช้พลังงานสูงและทำให้เกิดแรงเสียดทานสูง นั่นคือพลังงานในการขับเคลื่อน และมีการเสียดสีทำให้เกิดความร้อนสูง ในปัจจุบันหากเราเดินทางด้วยความเร็วสูงเช่น การส่งยานออกนอกโลก ก็เกิดความร้อน มากมายหลาย พันองศาเซลเซียส(ตอนนี้ยังเป็นวิทยาศาสตร์ แต่ตอนต่อไปจะกล่าวถึงการเดินทางของจิต)ในปจจุบันมีเพียงโลหะไม่กี่ชนิดที่ทนความร้อนสูงขนาดนั้นได้ และก็ยังเป็นของหายากอยู่ ในตัวยานเป็นโลหะแต่ภายนอกเป็นเซรามิกที่ทนความร้อนได้สูง แต่ศาสนาพุทธกลับมีเรื่องราวการเดินทางที่เร็วกว่าแสงให้ศึกษาเป็นที่มาของแหล่งความรู้ทั้งหลายทั้งมวล ที่จะสามารถเอาชนะได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งเวลา
    นี่คือวิทยาศาสตร์ในแบบของผมเกี่ยวกับเรื่องเวลา
    ส่วนในเรื่องเวลาของมิติ อื่นอาจจะเป็นมิติที่4,5,6,7,- อนันต์ ก็น่าจะอยู่ในกฎของเวลาสากลจักรภิภพ ไม่ว่าจะเป็นโลกเทพ โลกมนุษย์(รวมถึงสิ่งมีชีวิตจากนอกโลก) แม้กระทั่ง นรกภูมิ เพียงถ้าคิดแบบวิทยาศาตร์ เวลาของแต่ละโลกจะช้าจะเร็วกว่ากันเท่านั้น
    แต่เมื่อมีเรื่องความคิดเข้ามาเกี่ยวข้องมีแวดล้อม จึงมีอารมณ์ สุข ทุกข์
    พระพุทธองค์ จึงทรงประกาศหนทางดับทุกข์ นั่นหมายความว่าพระองค์ทรงหลุดพ้นจากห่วง ทุกอย่าง


    ผมยังมีความคิดเห็นต่อว่าด้วยเรื่อง วิทศาสตร์กับพระพุทธศาสนาว่าด้วยเรื่องของจิต อำนาจของจิต พลังจิต การบรรลุฯลฯ รวมถึงมิติเวลาของจิตด้วย
    แต่เนื่องด้วยยังมีห่วง(มัดอยู่ที่ภาระหน้าที่)อยู่จึงต้องอำลาด้วยเท่านี้

    ปล.นี่เป็นความคิดเห็นในบางส่วนอาจจะถูกหรือไม่ นี่เป็นความคิดของคนที่มีความรู้น้อยแนวความคิดอาจจะไปตรงกับทฤษฏีของท่านใด ผมก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับ หากมีผู้รู้ท่านใดจะชี้แนะหรือเพิ่มเติม หรือเพื่อเป็นวิทยาทานก็แบ่งปันแนวความคิดเพื่อให้เกิดปัญญาด้วยครับ
     
  10. ๙๙๙๙๙๙๙๙๙

    ๙๙๙๙๙๙๙๙๙ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 กรกฎาคม 2005
    โพสต์:
    1,755
    ค่าพลัง:
    +2,810
    อย่างงี้ ท้าถอดจิตออกไป แค่ 1 นาทีข่างบนกลับมาร่างไม่เน่าแล้วหลอครับ งงงงง
     
  11. kentaro1

    kentaro1 บุคคลทั่วไป

    ค่าพลัง:
    +0
    ผมว่าอาจจะเป็นแบบอื่นก็ได้นะ อืมมม ผุ้ที่ถอดจิตได้ทำไมไม่ไปถามท่านละ มาคำนวณกันเองทำไม
     
  12. ผู้พ่ายแพ้ขันธ์ 5

    ผู้พ่ายแพ้ขันธ์ 5 Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กันยายน 2004
    โพสต์:
    56
    ค่าพลัง:
    +64
    หึหึหึ คงไม่ว่านะครับ ขอแย้งหน่อย

    แนวคิดของคุณเข้าท่าครับ แต่อย่าลืมน่าครับว่า มันเกิดจากการประมวลผลความรู้และประสบการณ์ของตัวคุณเอง ฉะนั้นมันยังไม่ใช่ข้อสรุปของเรื่องเวลา เพราะว่าคนเราจะคิดอะไรขึ้นมาซักอย่างหนึ่ง มันต้องใช้ข้อมูลที่ผ่านเข้ามาในรูปของประสบการณ์ของตัวเองเท่านั้น เหตุนี้แหละครับพุทธองค์จึงทรงนิ่งเสียเมื่อมีผู้ทูลถามถึงเรื่องอจินไตยทั้งหลาย เพราะมันเกินวิสัยที่มนุษย์ปุถุชนจะหยั่งความคิดลงไปได้ แม้พุทธองค์จะทรงพยากรณ์เรื่องเหล่านี้จริง ปุถุชนอย่างเราก็เข้าใจเอาตามประสบการณ์ของตน เมื่อมีหลายคนมาฟัง การตีความหมายก็มีมากมายหลายนัย แทนที่จะจบกลับบานปลาย ลองคิดละกันว่าที่ทรงนิ่งอยู่ไม่ตรัสพยากรณ์นั้น เหตุผลที่พูดมานี้สอดคล้องกันหรือป่าวครับ
    ทีนี้เรื่องเวลาที่เสนอมามันก็ไม่ต่างกันเท่าใดนักหรอกครับ คิดจากความรู้ที่มีอยู่ มันเป็นเรื่องของสัญญา เรื่องของความจำเดิม อยู่ภายใต้กฎการเปลี่ยนแปลงคือพระไตรลักษณ์ มันจึงยังไม่บริสุทธิ์พอที่จะอธิบายสภาวะที่อยู่เหนือการรับรู้แบบสามัญ อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะใช้หลักการณ์ทางคณิตศาสตร์ชั้นสูงและฟิสิกส์มาอธิบายแนวคิดนี้ หรือแนวความคิดใดๆก็ตามที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของใครๆก็ตาม ที่สุดแล้ว เมื่อรู้สึกว่าความคิดนั้นสูงที่สุดแล้ว ก็จะพบทางตันไม่มีหนทางให้เดินต่อ เพราะการเดินทางของความคิดนั้นอาศัยการปรุงแต่งมาตลอดเส้นทาง มันเป็นเรื่องของปัญญาเชิงโลกีย์เท่านั้นเอง
    มาเถอะครับ มาแทงทะลุทุกสิ่งทุกอย่างด้วยการรู้เท่าทันสภาวะ ไม่ใช่ปรุงแต่งสภาวะ อย่าเอาการปรุงแต่งนำความคิด เราก็เลื่อมใสพุทธศาสนาด้วยกันอยู่แล้ว ทำตามที่พุทธองค์ทรงสอนเถอะครับ แล้วเรื่องเวลามันก็จะไม่มีความหมายอะไรกับเราเลย เจริญธรรมครับ
     
  13. stefa

    stefa เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 พฤศจิกายน 2005
    โพสต์:
    1,241
    ค่าพลัง:
    +1,786
    มิติก็คือมิติ
    เวลาก็คือเวลา
    เวลาคือมาตรฐานกรีนิช
    ทุกมิติจะใช้เวลามาตรฐานเดียวกันหมด
     
  14. stefa

    stefa เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 พฤศจิกายน 2005
    โพสต์:
    1,241
    ค่าพลัง:
    +1,786
    อดีตที่ผ่านไปแล้วเรียกมิติไม่ได้
     
  15. stefa

    stefa เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 พฤศจิกายน 2005
    โพสต์:
    1,241
    ค่าพลัง:
    +1,786
    เพราะฉะนั้นปัจจุบันทุกๆขณะคือมิติที่แท้จริง
     
  16. stefa

    stefa เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 พฤศจิกายน 2005
    โพสต์:
    1,241
    ค่าพลัง:
    +1,786
    หนทางไม่มีทางตัน

    การปรุงแต่งความคิดของจิตมนุษย์

    ก่อให้เกิดการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสภาวะของโลกและมนุษย์

    มนุษย์คิดดี
     
  17. stefa

    stefa เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 พฤศจิกายน 2005
    โพสต์:
    1,241
    ค่าพลัง:
    +1,786
    ความรักซึ่งกันและกัน

    มนุษย์ควรจะทะนุถนอมเอาไว้

    หนทางอีกยาวไกล

    ไม่สั้นอย่างที่พยากรณ์กันไว้
     
  18. Attawat_Rx

    Attawat_Rx เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กันยายน 2005
    โพสต์:
    2,186
    ค่าพลัง:
    +18,392
    จิตเร็วกว่าแสงนี่ครับ อาจจะใช้หลักการนี้ ย้อนเวลากลับมาก็ได้ 555
     
  19. Ambient

    Ambient สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 ธันวาคม 2005
    โพสต์:
    3
    ค่าพลัง:
    +1
    พุทธพจน์ไม่ได้บอกว่า หนึ่งวันสวรรค์ชั้นดาวดึงส์มี 24 ชม นะครับ
    "....๑๐๐ ปีมนุษย์ เป็นคืนหนึ่งวันหนึ่งของเทวดาชั้นดาวดึงส์..."
    อย่าง ดาวพฤหัส ดาวเสาร์ ดาวอื่นๆ กลางวันกลางคืนก็ไม่ใช่ 24 ชม ใช่ไหมครับ
    สิ่งที่ผมติดใจจึงไม่ใช่เรื่องเวลาครับ ผมติดใจเรื่อง กลางวันกลางคืน
    แสดงว่า สวรรค์นั้นกลม และโคจรรอบดวงอาทิตย์ อันนี้คิดว่าไงครับ
     
  20. stefa

    stefa เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 พฤศจิกายน 2005
    โพสต์:
    1,241
    ค่าพลัง:
    +1,786
    ดวงดาวต่างๆถือได้ว่าไม่มีเวลา

    ไม่มีมนุษย์บนดวงดาวดำรงชีวิตอยู่

    จะถือว่ามีเวลาได้อย่างไร

    คิดง่ายๆหน่อย

    อย่าไปคิดยาก

    ความรู้ต่างๆจะสังสนปนเปกันหมด
     

แชร์หน้านี้

Loading...