คำสอนของสมเด็จองค์ปฐม

ในห้อง 'พุทธศาสนา และ ธรรมะ' ตั้งกระทู้โดย thanan, 13 ธันวาคม 2004.

แท็ก: แก้ไข
  1. thanan

    thanan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 กันยายน 2004
    โพสต์:
    1,662
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +5,152
    " ดูก่อนท่านทั้งหลาย ท่านที่มาประชุมทั้งหมดจะเป็นเทวดาก็ดี นางฟ้าก็ดี พรหมก็ดี ขอทุกท่านจงอย่าลืมความตาย นั่นหมายถึงว่า การจุติ ลืมความเป็นทิพย์เสียอย่าเพลิดเพลินเกินไปอย่ามีความสุขเกินไปและมันจะทุกข์ทีหลัง จงดูภาพมนุษย์ว่ามนุษย์เมืองไหนบ้างที่น่าเกิด ดินแดนไหนที่มีความสุขไม่มีการงาน เราจะมองไม่เห็นความสุขของมนุษย์ เมืองมนุษย์มีแต่ความทุกข์ ต้องประกอบกิจการงานทุกอย่าง ต้องกระทบกระทั่งกับอารมณ์ มีความปรารถนาไม่ค่อยจะสมหวัง ทุกอย่างต้องใช้แรงงาน แต่ว่ามาเป็นเทวดา มาเป็นนางฟ้า ทุกอย่างหมดสิ้น นั่นหมายความไม่ต้องทำอะไรทั้งหมด ร่างกายอิ่มเป็นปกติ ร่างกายเยือกเย็นอบอุ่นไม่ต้องห่มผ้าและมีความปรารถนาสมหวัง ก็หมายความถ้าจะไปทางไหน ก็สามารถลอยไปถึงที่นั่นได้ทันทีทันใดความป่วยไม่มีความแก่ไม่มี ร่างกายไม่มีการเปลี่ยนแปลง ความเป็นทิพย์อย่างนี้ ท่านทั้งหลายจงอย่ามัวเมา จงอย่ามีความเข้าใจผิดว่า เราจะอยู่ที่นี่ตลอดกาลตลอดสมัย ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะอายุเทวดาก็ดี นางฟ้าก็ดี พรหมก็ดี มีอายุจำกัดตามบุญ วาสนาบารมี ถ้าหมดบุญ วาสนาบารมี ก็ต้องจุติคือตาย แต่ว่าท่านทั้งหลาย จงอย่าลืมว่า เทวดาก็ดี นางฟ้าก็ดี พรหมทั้งหมดที่นั่ง อยู่ที่นี่ทั้งหมด แม้แต่จะเป็นพระอริยเจ้า ที่ท่านเป็นพระอริยเจ้าก็มาก จงอย่าลืมว่าทุกท่าน ยังมีบาปติด ตัวอยู่ และการสะสมบาปมาเป็นชาติๆ ยังมีมากมาย "

    <font color=brown>(พอพระพุทธเจ้าตรัสอย่างนี้ บรรดาท่านทั้งหลาย อาตมาก็ใช้กำลังใจ ดูร่างกายเทวดา นางฟ้ากับพรหม เห็นเงาบาปอยู่ใน หนามาก เป็นอันว่าทุกองค์ ต่างองค์ ต่างมีบาป แต่ก็มาเป็นเทวดา เป็นนางฟ้า เป็นพรหมได้ แล้วก็ดูตัวเองเวลานั้น ร่างกายของตัวเอง ก็เป็นทิพย์ บาปมันก็ท่วมท้นเหมือนกัน ต่อไปองค์ สมเด็จพระภควันต์ทรงตรัสว่า)</font>

    " ภิกขุเว..ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย (เวลานั้นมีพระมาด้วยหลายองค์) และท่านทั้งหลาย ที่นั่งอยู่ที่นี่ทั้งหมดจงอย่าลืมว่า ทุกท่านมีบาป ติดตัวมามากมาย อาศัยบุญเล็กน้อย ก่อนจะตายจิตใจนึกถึงบุญก่อน จึงได้มาเกิดบนสวรรค์บ้าง มาเกิดบนพรหมบ้าง ถ้าหากว่าท่านจุติเมื่อไร โน่น นรก (ท่านชี้มือลงเห็นนรก ไฟสว่างจ้า แดงฉานไปหมด) ท่านทั้งหลายจะต้อง พุ่งหลาวลงนรก เพราะใช้กฎของกรรม คือบาป ชำระหนี้บาป กว่าจะมาเกิดเป็นคน ก็นานหนักหนา และมาเป็นคนแล้ว ก็ไม่แน่ว่าจะได้กลับมาเป็นเทวดา นางฟ้า หรือพรหมใหม่ ทั้งนี้เพราะอะไร ก็เพราะว่าเป็นคนอาจจะทำบาปใหม่ อาจลงนรกไปใหม่ก็ได้ ฉะนั้นเมื่อท่านทั้งหลายมาถึงที่นี่ มาอยู่สวรรค์ก็ดี พรหมก็ดี เป็นทางครึ่งหนึ่งของนิพพาน ระหว่างมนุษย์กับนิพพาน เป็นอันว่าท่านทั้งหลายได้ครึ่งทาง การมาได้ครึ่งทางของท่าน ท่านทั้งหลายจงดูนั่นนิพพาน "

    <font color=brown>(ท่านยกมือชี้ขึ้นให้ดูพระนิพพาน เวลานั้นเทวดานางฟ้ากับ พรหมทั้งหมด อาตมาก็เหมือนกัน เห็นพระนิพพานไสวสว่างจ้า มีวิมานสีเดียวกันคือ สีแก้ว แพรวพราวเป็นระยับ เป็นแก้วสีขาว พระอรหันต์ทั้งหลาย ที่อยู่ที่นั่น มีความสุขขนาดไหน มีความเข้าใจหมด รู้หมดเห็นหมด แล้วองค์สมเด็จพระบรมสุคตก็ทรงกลับมาพูดกับเทวดากับนางฟ้าใหม่ว่า)</font>

    " ท่านทั้งหลายจงหวังตั้งใจคิดว่า ถ้าการจุติมีคราวนี้ ถ้าบุญวาสนาบารมีของเรานี้สิ้นสุดลง เราจะไม่ไปเกิดเป็นมนุษย์ เราจะไม่เกิดเป็นเทวดา เราจะไม่เกิดเป็นนางฟ้า เราจะไม่ไปเกิดเป็นพรหม เราต้องการไปพระนิพพานจุดเดียวและการไปนิพพานนี่ ท่านทั้งหลายต้องยึดอารมณ์พระนิพพานเป็นสำคัญ สำหรับพรหมก็ดี เทวดานางฟ้าเก่าๆ ก็ดี อาตมาไม่หนักใจ ทั้งนี้เพราะมี ความเข้าใจแล้ว ก็แสดงว่า พรหม เทวดา นางฟ้าเก่าๆ เป็นพระอริยเจ้ามาก ที่มีความเป็นห่วงก็เป็นห่วงเทวดานางฟ้าใหม่ๆ ที่มาเกิดใหม่ๆ จะหลงความเป็นทิพย์ นั่นหมายความว่าจะมีความเพลิดเพลินในความเป็นทิพย์ ยังมีความรู้สึกว่าเราจะเกิดอยู่ที่นี่ตลอดไป จะไม่มีการจุติ จะไม่มีการเคลื่อน อันนี้เป็นความเห็นที่ผิด จงคิดตามนี้ เพื่อพระนิพพาน นั่นคือ จงมีความรู้สึกว่าเราจะต้องจุติวันนี้ไว้เสมอ และอาการของชีวิตนี่ เป็นของที่ไม่แน่นอน เราจะ ตายเมื่อไหร่ก็ได้ ความตายเป็นของเที่ยง ความเป็นอยู่ เป็นของไม่เที่ยง เมื่อคิดอย่างนี้แล้ว ทุกท่านจงอย่าประมาท จงใช้ปัญญาพิจารณา ความดีของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ว่าท่านทั้งหลาย ควรจะเคารพไหม ถ้าจิตใจของท่าน มีความศรัทธา มีความเคารพในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระอริยสงฆ์ ก็เป็นอาการขั้นที่สอง ที่ท่านจะไปนิพพานได้ หลังจากนั้น ขอท่านทั้งหลาย จงทรงศีลให้บริสุทธิ์ จะเป็น ศีล 5 ก็ตาม ศีล 8 ก็ตาม กรรมบถ ศีล 10 ก็ตาม ศีล 227 ก็ตาม "

    <font color=brown>(พอท่านพูดถึงศีล 227 ก็คิดในใจว่าเทวดาจะไปบวช ที่ไหนองค์สมเด็จพระจอมไตรก็หันหน้ามาตรัสว่า)</font>

    " ฤาษี..เทวดาเขาไม่ต้องบวช อย่างเทวดาชั้นยามาก็ดี ชั้นดุสิตก็ดี อย่างนี้ เขามีศีลครบถ้วนบริบูรณ์ทั้ง 227 เหมือนกับความเป็นพระ พรหม ก็ตามก็เช่นเดียวกัน ทุกท่านอยู่ด้วย ธรรมปีติ ทุกท่านอยู่ด้วย ความสุข เขาไม่อาบัติ สิ่งที่จะเป็นอาบัติไม่มี สิ่งที่จะเป็นบาปไม่มี "

    <font color=brown>(แล้วท่านก็กลับ หันหน้าไปหาเทวดา นางฟ้า กับพรหมว่า)</font>

    " ขอทุกท่านจงอย่าลืมคิดว่า เราจะเป็นผู้มีศีล ให้ตั้งเฉพาะศีล 5 ก็ดี ศีล 8 ก็ได้ ศีล 10 ก็ได้ กรรมบถ 10 ก็ได้ ศีล 227 ก็ได้ ตั้งใจไว้ว่า เราจะไม่ละเมิดศีล หลังจากนั้นจึงมีจิตใช้ปัญญาคิดว่า การเกิดเป็น เทวดาก็ดี เป็นนางฟ้าก็ดี มีสภาพไม่เที่ยงจะต้องมีการจุติเป็นวาระสุดท้ายในเมื่อการจุติเกิดขึ้น อารมณ์จะทุกข์ จงคิดไว้เสมอว่า เราจะต้องจุติ ในเมื่อเราจะต้องจุติ เราจะไม่ยอมลงอบายภูมิ เราจะไม่เกิด เป็นมนุษย์ ท่านทั้งหลาย จงดูภาพของมนุษย์ (แล้วพระองค์ก็ชี้มาที่เมืองมนุษย์) มนุษย์เต็มไปด้วยความวุ่นวาย มนุษย์เต็มไปด้วยความโสโครก มนุษย์เต็มไปด้วยความทุกข์ มนุษย์เต็มไปด้วยการงานต่างๆ มนุษย์มีความหิว มีความกระหาย มีความอยาก มีความต้องการไม่สิ้นสุด สิ่งทั้งหลายที่ก่อสร้างขึ้นมาแล้ว จะเป็นทรัพย์สินยังไงก็ตาม ในเมื่อเราตายจากความเป็นมนุษย์ เราก็หมดสิทธิ์ อย่างบางท่านเป็นพระมหากษัตริย์ อยู่ในพระราชฐานดีๆ สร้างไว้เป็นเป็นที่หวงแหน คนภายนอกเข้าไม่ได้ เข้าได้แต่คนภายในแต่ว่าท่านทั้งหลาย เมื่อตายมาแล้วกลับไปเกิดเป็นคน หากว่าท่านไม่ได้เกิดในตระกูลกษัตริย์ตามเดิม ท่านเป็นประชาชนคนภายนอก ท่านจะไม่มีสิทธิ์เข้าเขตนั้นเลย ทั้งๆ ที่เป็นของที่ท่านสร้างเอาไว้ ท่านทำเอาไว้ทุกอย่าง แล้วท่านจะไม่มีสิทธิ นี่ความไม่แน่นอนของความเป็นมนุษย์ มันเป็นทุกข์อย่างนี้ ถ้าเกิดเป็นคนก็ต้องหยุด ต้องเดินไปเดินมา ทำกิจการงานทั้งวัน เพื่อผลประโยชน์หน่อยเดียวคือเงิน ถ้าไม่มีเงิน ก็ ไม่สามารถจะมีชีวิตทรงตัวอยู่ได้ เพราะมีความจำเป็นต้องหาเงิน "

    <font color=brown>(ในเมื่อท่านตรัสอย่างนี้แล้วก็บอกว่า)</font>

    " จงอย่าคิดเป็นมนุษย์ต่อไป ตัดความเป็นมนุษย์เสีย เลิกความหมายความเป็นมนุษย์ เห็นว่าโลกมนุษย์เป็นทุกข์ มนุษย์มีสภาพไม่เที่ยง ไม่มีการทรงตัว มีความเกิดขึ้นและมีความเปลี่ยนแปลง มีความแก่ มีความป่วย ในการพลัดพรากจากของรักของชอบใจ มีความตายในที่สุดและจงอย่าอยากเป็นเทวดา อยากเป็นนางฟ้า เป็นพรหมต่อไป เพราะเทวดา นางฟ้ากับพรหม ก็มีสภาพไม่เที่ยงเหมือนกัน เมื่อมีความเกิดขึ้นไนเบื้องต้น ก็มีความเปลี่ยนแปลงไปธรรมดา ก็มีความจุติไปในที่สุด ทุกคนหวังนิพพานเป็นที่ไป ตั้งใจไว้เสมอว่า เราจะเป็นผู้มีศีล เราจะนับถือพระไตรสรณคมน์ คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ แล้วก็เราจะต้องจุติในวันข้างหน้า ตถาคตมีความรู้สึกว่าท่านทั้งหลายที่เป็นเทวดานางฟ้าพรหมเก่าๆ มีความเข้าใจดีแล้ว คำว่าเข้าใจ บรรดาท่านพุทธบริษัท หมายถึงว่า เขาปฏิบัติได้ นี่คืออารมณ์พระโสดาบันกับอารมณ์พระอรหันต์ สำหรับเทวดา นางฟ้าและพรหมใหม่ๆ จงตั้งใจไว้เสมอว่า จงลืมความเป็นทิพย์เสีย อย่าเพลิดเพลินเกินไป อย่ามีความสุขเกินไปและมันจะทุกข์ทีหลัง ตั้งใจคิดว่าความสุขที่ได้มานี่ เราได้มาจากบุญเล็กน้อยเท่านั้นและบาปใหญ่ที่ขังอยู่ที่ตัวเรายังมีอยู่ ถ้าเราเผลอไม่สร้างความดี ในเมื่อจุติความเป็นเทวดาหรือพรหมในภพนี้แล้ว ทุกคนจะต้องลงอบายภูมิ จงดูภาพนรกว่าขุมไหนบ้างที่น่าอยู่น่ารัก มันไม่น่าอยู่ ไม่น่าเกิด ดินแดนไหน ที่มีความสุข ไม่มีการงาน เราจะมองไม่เห็นความสุขของมนุษย์และก็ดูเทวดา นางฟ้ากับพรหม มนุษย์ที่เดินเกลื่อนกล่น ทุกคนอยู่ในเมืองมนุษย์ เคยเป็นเทวดา เคยเป็นนางฟ้า เคยเป็นพรหม มาแล้วแต่ว่าท่านทั้งหลาย จงตั้งใจไว้เฉพาะนิพพาน จงดูภาพพระนิพพานให้ชัดเจนแจ่มใสว่าดินแดนพระนิพพานไม่มีที่สิ้นสุด... "

    <font color=brown>(เมื่อพระองค์ตรัสเพียงเท่านี้ พระองค์ก็จบ)</font>

    <font color=blue>(คัดย่อจาก หนังสือธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ 139 เดือนกันยายน 2535เรื่อง ชวนเทวดา นางฟ้า พรหม ไปนิพพาน)</font>
     
  2. narit

    narit Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 ธันวาคม 2004
    โพสต์:
    67
    ค่าพลัง:
    +52
    หลอกให้ดูนิพพานเมืองแก้ว ได้เนียนจริงๆ ยึดกันเข้าไป..
     
  3. ปุถุชน

    ปุถุชน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 ธันวาคม 2004
    โพสต์:
    175
    ค่าพลัง:
    +710
    แลกความเห็นกับคุณ narit

    " หลอกให้ดูนิพพานเมืองแก้ว ได้เนียนจริงๆ ยึดกันเข้าไป.."

    1. ถาม คุณเป็นภิกษุหรือสามเณรหรือฆราวาสครับ
    2. แลก ปริยัติ ไม่มีปฏิบัติ เป็นเถรใบลานเปล่า ปฏิบัติกับท่านผู้รู้เป็นอรหันต์ได้แม้ไม่ได้เปรียญธรรมสักประโยค
    3. ถาม " หลอกให้ดูนิพพานเมืองแก้ว " ตกลงจากที่เคยใช้คำว่า" สอนผิด " เป็นใช้คำว่า "หลอก" ไปแล้วหรือครับ
    4. ร่วม คุณไปกระแนะกระแหนพวกที่เขาติดพ่อทำไมกันครับ ก็เขารักพ่อเขาก็เชื่อพ่อเขาก็ยึดติดกับพ่อเขาเป็นธรรมดา พ่อว่ายังไงลูกที่ดีไม่เถียงว่าตามกัน
    5. แยก คุณถูกหลอกให้ดูแต่กระดาษเลยไม่เหมือนกับพวกเขาตรงที่คุณติดกระดาษเลยไปคล้ายกับคนชื่อพุทธทาสที่รักกระดาษยิ่งกว่าพ่อ ( ขออภัยกลอนพาไป )
     
  4. narit

    narit Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 ธันวาคม 2004
    โพสต์:
    67
    ค่าพลัง:
    +52
    คำเดียวกันครับ หลอก แล้วทำให้ท่าน นำมากล่าวผิดเรื่องนิพพาน
     
  5. ปุถุชน

    ปุถุชน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 ธันวาคม 2004
    โพสต์:
    175
    ค่าพลัง:
    +710
    พบคนที่มีปัญญาไม่เคยโดนใครหลอก

    ผมดีใจครับที่คุณ narit ค้นจนพบว่าผู้อื่นถูกหลอก
    ผมยิ่งดีใจมากขึ้นเมื่อทราบว่าคุณ narit เป็นอุบาสกผู้มีปัญญา ผู้ซึ่งไม่เคยถูกหลอก
    ขอแสดงความยินดีด้วยเป็นอย่างสูงครับในความเห็นแจ้งแทงตลอด คงหมดอวิชชาได้ในเร็วๆนี้นะครับ
     
  6. narit

    narit Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 ธันวาคม 2004
    โพสต์:
    67
    ค่าพลัง:
    +52
    อนุโมทนา..ครับ ผมยังอยู่อีกนานครับ ยังไม่รีบ นิพพาน

    จะคอยหา ธรรมะมาประเทืองปัญญา มาให้ผู้ที่สนใจใฝ่ธรรมครับ
     
  7. ปุถุชน

    ปุถุชน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 ธันวาคม 2004
    โพสต์:
    175
    ค่าพลัง:
    +710
    สวัสดี และ ลาก่อน

    สวัสดีปีใหม่ครับ
    ผมเชื่อและมั่นใจครับว่าคุณ narit คงอยู่อีกนาน ไม่รีบนิพพาน

    เผอิญผมเป็นลูกประเภทเชื่อพ่อ ยึดติดกับพ่อ มาด้วยกำลังของพ่อตลอด จึงไม่ฉลาดอย่างคุณ ดังนั้นเมื่อพ่อบอกไปอยู่ด้วยกันที่นิพพานได้ผมจึงขอกราบลาคุณไปอยู่กับพ่อนะครับ คงไม่ได้พบคุณอีกแล้ว

    ขอโทษครับลืมบอกไปว่าพ่อผมคือพระพุทธเจ้าครับ
     
  8. thanan

    thanan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 กันยายน 2004
    โพสต์:
    1,662
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +5,152
    อย่ายึดติดในตำรามากจนเกินไปนะคุณผู้หวังดี ผมยังเดาไม่ออกเลยว่าคุณจะไปของคุณยังไง
    ในจุดนี้คุณไม่สามารถทำให้คนทั้งประเทศมีความเห็นเดียวไปกับคุณได้หรอกนะครับ จุดประสงค์ของคุณในการมา post ที่บอร์ดต่างๆ เนี่ยเพื่ออะไร ในกรณีนี้คุณจะมาบอกกับทุกคนว่าคุณได้ตาสว่างแล้ว จะมาบอกทางแก่คนอื่นงั้นหรือ ถ้าตามฉันมาแล้วไปสบายทุกคนงั้นหรือ

    ผมอยากจะบอกว่าคุณตึงมากเกินไป คุณไม่เดินอยู่ตรงกลาง แบบว่าฉันจะเอาอย่างเนี้ย คนอื่นก็ต้องเอาอย่างฉันด้วย ไม่เอาไม่ได้ คนอื่นผิดหมด

    ผมไม่ได้ต้องการที่จะมา post เป็นศัตรูในการตอบ post กับคุณ เป็นศัตรูกับกิเลสทั้งหลายแหล่อย่างเดียวก็พอแล้ว คุณอยากจะ post อะไรก็ post ไปแต่อย่าไปทำให้คนอื่นหรือบอร์ดอื่นเค้าเดือดร้อนเป็นพอแล้ว ใครไม่ต้องการอะไร คุณก็ไม่ต้องไปพยายามยัดเยียดให้เค้า เค้ามีทางของเค้าแล้ว ผมก็มีทางที่ดีของผมแล้ว ใครเค้าต้องการสิ่งที่คุณพูดคุณเขียน คุณก็ให้เค้าไป รับทราบในจุดนี้นะครับ
     
  9. narit

    narit Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 ธันวาคม 2004
    โพสต์:
    67
    ค่าพลัง:
    +52
    ผมเป็นห่วง คนที่มาใหม่ครับ รักในพระสัทธรรม ที่คุณปฏิบัติกัน ผมอนุโมทนา ดีอยู่แล้วครับ
    แต่ที่ ไม่ใช่ ก้อคือ สมเด็จองค์ปฐมท่านปรินิพพานไปแล้ว มิสามารถตรัสสอนธรรมใครได้อีก
    และ มาร แค่ เพียง 3 ตน จับมือกัน ก็สามารถแสดงฤทธิ์ ให้เห็นภาพเมืองแก้วพระนิพพานได้แล้ว
    อันอาจจะทำให้ ผู้ปฏิบัติหลง การปฏิบัติว่าเข้าใกล้นิพพานแล้ว หรือ ถึงนิพพานแล้ว เสียเวลาการปฏิบัติ ไปเปล่าๆ และ จดจำและสอนกันผิดๆต่อไป อันอาจจะทำให้พระศาสนา มีมนทิน ผิดเพี้ยนไป เป็นบาปกรรม ต่อผู้สอนผิดต่อไปครับ
    ขอให้ยึดพระไตรปิฏก ไว้ ไม่ผิดหรอก
     
  10. Kamen rider

    Kamen rider เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 กันยายน 2004
    โพสต์:
    3,776
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +1,997
    นิพพาน เป็น ธรรมเหนือโลก หาที่ตั้งไม่ได้ แต่มีอยู่จริง ทีว่าเป็นแดนเป็นสภาพ ผมก็ฟังๆ อยู่ ผมไม่ปักใจเชื่อ 100 เต็มหรอก

    แต่ผมชอบ แนวคิด เอานิมิตที่เห็น มาเป็นประโยชน์ สร้างกำลังใจในการ ปฏิบัติธรรม คนที่เชื่อแนวนี้ ผมเห็น เขาก็ตั้งใจทำความดีกันทุกคน กลุ่มนี้กลุ่มใหญ่เลย ของมันทำแล้วต้องมีดีสิครับ

    นิมิตบนโลก ของลวงทั้งนั้น กรรมฐาน 40 กอง ก็ของลวง เป็นมายาครับ แต่ตราบใดที่ยังก้าวไม่ถึง เราก็ต้องเอาของลวง บนโลก มาทำประโยชน์ เป็นพาหนะ เข้าฝั่งครับ ถึงฝั่งแล้วค่อยว่ากัน

    ผมเชื่อ เทคนิคนี้เต็มๆ 100 ครับ ในแง่ เป็นอุบายในการนำคน สร้างกำลังใจคน มองการปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องง่าย เข้าถึงง่าย โดยเฉพาะ การทรงอารมณ์ ละตัวละตน ละขันธ์ 5 ทุกนาที จิตจับอารมณ์กรรมฐานตลอด ทาน ศีล สมาธิ ปัญญา เขาก็มีครับ

    มองธรรม คือ ชีวิต ชีวิต คือ การปฏิบัติธรรม สร้างความดี เพื่อ นิมิต สิ่งที่เขาเห็น ผมเชื่อในเทคนิคนี้ ว่า เป็นอุบายจูงคนที่สุดยอดครับ

    ไม่สน นิพพาน จะ เป็น อย่างไร เป็นบ้าน เป็นแดน แต่สนคือ

    1. เทคนิค และ อุบายในการเข้าถึง
    2. เขาทำความดี ทาน ศีล สมาธิ ปัญญา
    3. เชื่อ นรก สวรรค์ นิพพาน กรรม ไม่ มิจฉาทิฐิ
    4. มองนิพพานเป็นเรื่อง ง่าย สร้างกำลังใจในการปฏิบัติ
    5. ทำความดี อย่างน้อย ก็ สวรรค์ แล้ว สวรรค์บนดินครับ ความสุขในปัจจุบันก็ได้ ตายไปก็ได้
    6. เป็นกำลังในการสืบทอด ศาสนา ต่อๆ กันไป


    และที่สำคัญ คุณไม่ใช่ จริตแบบ นี้ เลยไม่ชอบ ก็ไม่แปลก อาจไม่ใช่สายคุณ ต่างสาย ต่างความคิด ถ้าไม่เปิดใจ ยอมรับความต่าง คุยกัน ไม่รู้เรื่องหรอกครับ

    จุดที่คุณตีกระทบ สำหรับผม แล้ว น้ำหนักมันน้อยครับ ผมมอง รายละเอียด สิ่งที่เขาทำมากกว่า ผมตามและศึกษาแนวนี้มาตลอด คิดหลายรอบ ผมก็ชั่งน้ำหนัก ความดี ให้ 100 เต็ม

    นิพพาน เป็น ของจริง ไร้ลักษณ์ ไร้รูป หาที่ตั้งไม่ได้ แต่ มีจริง
    นิมิต เป็น ของลวง และ ต้อง เอานิมิต เป็น แพ ข้าม เกาะนิมิต เพื่อ จุดหมาย
    __________________
     
  11. narit

    narit Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 ธันวาคม 2004
    โพสต์:
    67
    ค่าพลัง:
    +52
    อนุโมทนาครับ....คุณ ไรเดอร์ พูดได้ดีครับ
    ประเด็นสำคัญ อยู่ที่ว่า ผู้ที่ไม่เข้าแบบคุณ จะยึดถือ เป็นเรื่องราว พระไตรปิฏก จะผิดไป
    มีการบัญญัติ คำสอนของสมเด็จองค์ปฐมขึ้นมาใหม่ หรือจูงใจ โดยไม่สนใจที่จะศึกษาพระไตรปิฏก ที่แท้จริง อันนี้เป็นภัยของผู้มาใหม่ และ ภัยของศาสนา ครับ คนเก่าๆผมมิได้อยากไปเปลี่ยนความคิดเขาหรอกครับ และก้อคนที่เข้าใจดีแบบคุณ ก็ ดีอยู่แล้วนี่ครับ แต่ขอให้เข้าใจเรื่องการดับกิเลส ดับทุกข์อย่างแท้จริง ถ้ามุ่งสู่พระนิพพาน มิฉะนั้นจะไปไม่ถึง ไม่รู้จุดหมาย แล้วจะไปถึงได้อย่างไรละครับ....แต่ทำดีก้อดีแล้ว ผมมิได้ ขัดขวางการทำดีของใครเลยครับ
     
  12. Catwater

    Catwater บุคคลทั่วไป

    ค่าพลัง:
    +0
    อืมมม พระปฐมนี่เป็นใครกันฟะ หมายถึงพระพุทธเจ้าองค์แรกป่าวเอ่ย ????

    วันหนึ่ง ขณะที่เกิดการจุติของพระพุทธเจ้าองค์แรกขึ้นมา เหล่าเทพที่กำลังดูแลโลกอยู่ เหล่าเทวดานางฟ้าก็ได้เห็นมนุษย์ผู้หนึ่ง มีลักษณะแปลกประหลาดมาก ไม่เป็นไปตามกฏ..อะไรซักอย่างเนี่ยจำไม่ได้อีกแล้ว ก็เลยเรียกพระนารายณ์ ( พระศรีอารีย์ ) มาดู พระนารายณ์มาดูก็บอกว่า เออ แปลกจริงๆ เหล่าเทวดานางฟ้าก็บอกให้พระนารายณ์ลงไปคุยด้วยหน่อย พระนารายณ์ในฐานะผู้ดูแลโลก ก็ต้องถ่อสังขารลงมาคุยด้วย

    พอพระนารายณ์ไปหาปุ๊บ พระพุทธเจ้าก็ทักเลย
    " ท่านคือศรีอริยะเมตรัย พระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า "
    พระศรีอารีย์ก็ตอบกลับไปว่า " เมื่อท่านรู้แล้วว่าเราคือผู้ใด แล้วเหตุใดท่านจึงไม่กราบเรา "
    พระพุทธเจ้าก็ตอบว่า " ผิดแล้ว ศรีอริยะเมตรัย ท่านต่างหากล่ะที่จะต้องกราบเรา " " ทั้งจักรวาลนี้ ผู้ที่เราจะต้องกราบ มีอยู่เพียงผู้เดียวเท่านั้นคือพระเจ้า "
    พระศรีอารีย์ก็งงๆ เอ ทำไมตูต้องกราบมันหว่า เป็นแค่มนุษย์ โทรจิตยังไม่มีเลย ก็เลยตอบกลับไปว่า " เราจะเป็นพระเจ้า ต่อจากพระบิดาของเรา "
    พระพุทธเจ้าก็ตอบกลับมาว่า " นั่นก็ผิดอีก ศรีอริยะเมตรัย ท่านจะไม่ได้เป็นพระเจ้า ท่านจะเป็นยิ่งกว่านั้น " " ท่านจะเป็นราชาในหมู่เรา "
    พระศรีอารีย์ก็งงหนักเข้าไปอีก ก็เลยถามไปว่า " ผู้ใดกันเล่าที่จะเป็นสิ่งที่เหนือกว่าผู้ที่สร้างเขาขึ้นมา "
    พระพุทธเจ้าก็ตอบไปว่า " ท่านยังไงล่ะศรีอริยะเมตรัย ในบรรดาทุกๆชีวิตที่พระเจ้าสร้างขึ้น ท่านเป็นผู้ที่มีบุญที่สุด " " เพราะว่าท่านเกิดจากหัวใจของพระเจ้า ท่านเกิดจากสิ่งที่ดีที่สุดในจักรวาล ท่านเป็นผู้เดียวที่จะเป็นสิ่งที่เหนือกว่าผู้สร้างได้ " " พระเจ้าให้ท่านได้เพียงเท่านี้ ถ้าท่านจะเป็นยิ่งกว่านี้ ท่านต้องสร้างมันขึ้นมาเอง "
    พระศรีอารีย์ก็งงงง คุยกันไปคุยกันมาก็บอกกับพระพุทธเจ้าว่า " เราคือผู้ที่งดงามที่สุด "
    พระพุทธเจ้าได้ยินดังนั้นก็ฮาแตกประดุจญาติเสียเลย 5555 " ท่านเนี่ยนะผู้ที่งดงามที่สุด พูดออกมาได้ยังไง ใครบอกท่านกัน นั่นน่ะผิดมากมากมากเลยท่าน " " ผู้ที่งดงามที่สุดคือเรา "
     
  13. Catwater

    Catwater บุคคลทั่วไป

    ค่าพลัง:
    +0
    พระศรีอารีย์ก็กลับขึ้นมาบนสวรรค์ด้วยความงง เอ ทำไมวันนี้กูพูดอะไรมันผิดหมดเลยฟะ แล้วทำไมคนนั้นถึงงดงามกว่าตูฟะ สิ่งที่เค้างดงามกว่าเราก็มีเพียงลักษณะมหาบุรุษเท่านั้น แต่ขนเต็มตัว ตัวก็ดำปากก็หนา จะงดงามกว่าเราได้ยังไงกัน ว่าแล้วก็พุ่งตรงไปที่ห้องของพระเจ้าเลย
    พอเข้ามาในห้องของพระเจ้า ก็ถามขึ้นมาเลย " พระบิดา วันนี้เราไปเจอมาคนหนึ่ง แปลกมากเลย เค้าบอกว่าเราต้องกราบเค้าด้วย เหตุใดกันเทพจึงต้องกราบมนุษย์ "
    พระเจ้าก็ไล่ไป " เจ้าอยากรู้อะไรเจ้าก็ไปหาในห้องสมุดดิ " ( บนสวรรค์มาห้องสมุดด้วย พระเจ้าสร้างขึ้นมาให้พวกเทพไว้ค้นหาความรู้ด้วยตัวเอง เพราะว่าถ้ามีปัญหาอะไรแล้วต้องมาถามพระเจ้าตลอดจะเป็นบาปที่ไม่ได้แสวงหาความรู้ด้วยตนเองเอาแต่เพิ่งคนอื่น บาปนี้จะทำให้แสวงหาความรู้ด้วยตนเองไม่ได้ จะต้องพึ่งคนอื่นมาสอนให้ตลอด ถ้าไม่มีใครสอนก็จะทำเองไม่ได้ พระเจ้าจึงสร้างห้องสมุดขึ้นมาให้พวกเทพหาความรู้กันเองด้วย )
    พระศรีอารีย์ก็ตอบว่า " อ้าว ก็ห้องสมุดนั่นท่านสร้างไม่ใช่เหรอ " พระเจ้าก็ตอบว่า " ใช่ เราสร้าง " พระศรีอารีย์ก็ถามต่อว่า " แล้วอะไรที่อยู่ในนั้นท่านก็รู้หมด " พระเจ้าก็ตอบว่า " ใช่ เรารู้หมด " พระศรีอารีย์ก็เลยบอกว่า " งั้นเราถามท่านไม่เร็วกว่าเหรอ " ( ในหมู่เทพนี่คนนี้ขี้เกียจสุดแล้วมั้ง )

    พระเจ้าก็ไม่รู้จะว่ายังไง ก็เลยตอบมาว่า " เค้าคือบุดดะ เขาผู้นี้ คือผู้ที่จะได้รับความสุขที่แท้จริง "
    พระศรีอารีย์ก็งง แล้วก็ถามต่อไปว่า " ความสุขที่แท้จริงคือสิ่งใด แม้เทพเองอยู่บนสวรรค์แห่งนี้ ก็ยังไม่ได้รับความสุขที่แท้จริงอีกหรือ "
    พระเจ้าก็ตอบไปว่า " ความสุขที่เราสร้างขึ้นเป็นเพียงความสุขทางหูตาจมูกลิ้นกายเท่านั้น ยังมิใช่ความสุขที่แท้จริง ความสุขที่แท้จริงนั้นเป็นความสุขทางใจ และเขาผู้นี้จะได้รับมันไป "
    พระศรีอารีย์ก็ถามต่อว่า " แม้แต่ผู้สร้าง ก็ไม่ได้รับความสุขที่แท้จริง ? "
    พระเจ้าก็ตอบว่า " แม้แต่ผู้สร้าง ก็ไม่ได้รับความสุขที่แท้จริง "
    พระศรีอารีย์ก็ถามต่อว่า " แล้วเค้าทำอย่างไร จึงเป็นเช่นนี้ได้ "
    พระเจ้าก็ตอบว่า " เค้าเป็นผู้บริสุทธิ์ ที่สร้างบารมี 10 ชาติ จะมีอุจ 8 ตัว แล้วจะบรรลุโสดาบันโดยการรู้แจ้ง การรู้แจ้งของเขาเรียกว่าการตรัสรู้ "
    พระศรีอารีย์ " พระโสดาบัน พระโสดาบันคือสิ่งใดกัน "
    พระเจ้า " พระโสดาบันคือสิ่งที่ดีที่สุด ประเสริฐที่สุด "
    พระศรีอารีย์ " แล้วเค้าบอกว่าเค้าคือผู้ที่งดงามที่สุด ท่านโปรดตอบเราด้วยเถิดว่าผู้ที่งดงามที่สุดคือผู้ใด "
    พระเจ้า " เฮ้อ ศรีอริยะเมตรัย ผู้ที่งดงามนั้นจะต้องมีความงดงามอยู่ 3 สิ่ง คือกาย วาจา และก็ใจ ความงดงามของเจ้านั้นเป็นเพียงความงดงามในกาย สิ่งที่งดงามสามสิ่งของเจ้า ทำให้ความงดงามของเจ้าเปรียบได้กับพระอริยะ ผู้ที่งดงามที่สุด คือผู้ที่บรรลุโสดาบันเป็นพระพุทธเจ้า "
    พระศรีอารีย์เลยช๊อคปนอึ้ง ก็ถามต่อว่า " เมื่อเค้าตายแล้ว จะขึ้นมาบนนี้ไหม "
    พระเจ้า " ไม่ เมื่อเค้าตาย เขาจะแตกดับเหมือนเรา "
    พระศรีอารีย์ " แล้วเค้ายิ่งใหญ่กว่าท่านไหม "
    พระเจ้า " ไม่ เขามีอุจอยู่ 8 ตัว เป็นผู้ที่งดงามที่สุด " " แต่ว่าเราเป็นผู้สร้าง เรามีอุจอยู่ 9 ตัว เป็นผู้ที่มีอำนาจสูงที่สุดในจักรวาล ยังไงเขาก็ยังจะต้องกราบเราอยู่ "
    พระศรีอารีย์ " เข้ามีปัญญามากกว่าท่านไหม "
    พระเจ้า " ไม่มีผู้ใดมีปัญญาเหนือเรา แม้เข้าจะบรรลุโสดาบันแล้ว เข้าก็จะมีปัญญาเพียง 1 ใน 10 ของเราเท่านั้น "
    พระศรีอารีย์ก็บอกไปว่า " เราต้องการที่จะเป็นเช่นเค้า "
    พระเจ้าก็ตอบว่า " แต่ถ้าเจ้าเป็นอย่างเค้า เมื่อเจ้าตายแล้วเจ้าจะต้องแตกดับ แล้วใคร " " จะเป็นพระเจ้าต่อจากเรา "
    พระศรีอารีย์ " ท่านก็ให้ศิวะเป็นสิ " พระเจ้าก็ตอบว่า " ไม่ เราจะให้เจ้าเป็น ถ้าเจ้าไม่เป็นเราก็จะไม่ให้ใคร " " เจ้าคิดว่ามันง่ายอย่างนั้นเหรอ ไม่ใช่ ไม่ง่ายเลย ถ้าเราไม่ช่วย เจ้าก็จะไม่มีทางถึงพระโสดาบัน "
    พระศรีอารีย์ " ถ้าเราอธิฐานก่อนตาย ก็คงพอช่วยได้บ้าง "
    พระเจ้าก็เซ็ง มันหัวหมออีก ก็เลยตอบไปว่า " เราสร้างเจ้าให้เป็นเทพ เจ้าก็จะต้องเป็นเทพ "
    พระศรีอารีย์ " เทพกับมนุษย์มีกายเหมือนกัน ก็ควรจะถือว่าเท่ากัน "
    พระเจ้า " เจ้าอย่ามาพูดอะไรสั่วๆอย่างนั้นนะ " " เค้าน่ะเป็นเพียงธุลีดิน แต่ว่าเจ้าคือหัวใจของเรา เจ้ามีค่ายิ่งกว่าโลกซะอีก เขาต้องกราบเจ้าด้วยซ้ำ มันจะไปเท่ากันได้ยังไง "
    พระศรีอารีย์ก็จะไปท่าเดียวเลยก็บอกว่า " พระบิดา ลูขอลา " พระเจ้าก็บอกว่า " ไม่ได้ เจ้าห้ามไปไหนทั้งนั้น " แล้วก็ปิดประตูห้องล็อคเลย พระศรีอารีย์ก็พังประตูห้องออกมา ตอนนั้นพระเจ้าก็ลุกขึ้นตะโกนลั่นสวรรค์ว่า " หยุดศรีอริยะเมตรัย อย่าให้ลงจากสวรรค์ " ตอนนั้นทหารสวรรค์ก็กรูกันมาใหญ่เลย แต่พระนารายณ์ฤทธิ์เยอะ พวกทหารสวรรค์สู้ไม่ได้ ( พวกเหล่าเทพก็งงกันใหญ่ เฮ้ย เป็นอะไรของมันวะ ) พระเจ้าเลยออกมาเองเลย ออกมาจากห้องตามพระศรีอารีย์ออกมา
    พระศรีอารีย์พอจัดการทหารสวรรค์เรียบหมดแล้วก็จะลงมาจุติ ตอนนั้นก็จะทำลายกายทิพย์ลงมาแล้ว พระเจ้าเห็นว่าจะทำลายกายทิพย์ก็ปล่อยแสงใส่เลย พระศรีอารีย์ก็ลงไปชักดิ้นชักงอ
    พระเจ้า " เป็นมนุษย์ต้องมีความรู้สึกเจ็บปวด " พระศรีอารีย์ก็เจ็บไปทั้งร่างเลย
    พระเจ้า " เป็นมนุษย์ต้องมีความรู้สึกร้อนหนาว " แล้วก็ปล่อยแสงใส่อีกที ทีนี้ร้อนไปทั้งตัวเลย ชักดิ้นชักงออยู่พักหนึ่งพระเจ้าก็ปล่อยแสงใส่อีกทีก็หาย แล้วพระเจ้าก็บอกว่า " อยากลงไปนักใช่มั้ย ได้ บุญบารมีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือการช่วยชีวิต ยามใดที่บนโลกเกิดวิกฤตขึ้นโดยที่พลังของมนุษย์ไม่สามารถที่จะแก้ได้ จะต้องใช้พลังที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น นั่นคือพลังของเทพ เราจะส่งเจ้าลงไปช่วย 10 ครั้ง เขาจะเรียกเจ้าว่าพระผู้ช่วยให้รอด แล้วเราจะคอยช่วยเจ้าอยู่ข้างหลัง เจ้าจะมีอุจครบทั้ง 10 ตัว เป็นผู้ที่เพรียบพร้อมทั้งความงดงามและอำนาจ มีพลังที่จะขจัดความชั่วร้าย ให้หมดไปจากโลกได้ " แล้วก็ไม่พูดด้วยไปอีกพันปี
    เหล่าเทพพอรู้เรื่องว่าเป็นยังไงก็ขึ้นไปถามพระเจ้าว่า " ความสุขที่แท้จริงนั้น ต้องบรรลุโสดาบันเท่านั้นหรือ " พระเจ้าก็ตอบว่า " ถ้าศรีอริยะเมตรัยตรัสรู้แล้วเจ้าก็ลงไปให้เค้าสอน เจ้าก็จะบรรลุอรหันต์ ได้รับความสุขที่แท้จริงเหมือนกัน " เหล่าเทพก็ถามต่อว่า " แล้วเป็นเทพกับเป็นพระอรหันต์อันไหนดีกว่ากัน " พระเจ้าก็ตอบว่า " เป็นพระอรหันต์ได้รับความสุขที่แท้จริง ย่อมดีกว่าอยู่แล้ว " เหล่าเทพเลยจะลงมาเป็นพระอรหันต์กันในเวลาที่พระศรีอารีย์จะตรัสรู้ องค์นั้นก็จะลงมาองค์นี้ก็จะลงมา สุดท้ายแล้วจะลงมาหมดทุกองค์เลย ไม่มีใครเป็นเทพเลยซักคน ( แต่พอพระศรีอารีย์ช่วยโลกครั้งที่ 10 แล้วกลับขึ้นไป ก็จะตัดกายทิพย์ออกมาสองชิ้น ทำเป็นลูกชายกับลูกสาวขึ้นมา 2 คน พระเจ้าก็จะให้หลานผู้ชายเป็นพระเจ้าองค์ต่อไป ซึ่งจะเป็นพระเจ้าที่อายุน้อยที่สุด )
     
  14. มารสะท้าน

    มารสะท้าน Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    108
    ค่าพลัง:
    +97
    นิทานของคุณ Catwater สนุกดีครับ เอาอีกๆๆๆ
     
  15. narit

    narit Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 ธันวาคม 2004
    โพสต์:
    67
    ค่าพลัง:
    +52
    เล่านิทาน อ้าง นามแบบนั้น มันจะไม่ดีเอานะครับ ถ้าไม่รู้จริง หรือรู้ผิดเพี้ยนมา ก็ ห่างๆ หน่อยก็ดี...เดี๋ยวจะไม่ได้มาผุดมาเกิด
     
  16. Tom

    Tom บุคคลทั่วไป

    ค่าพลัง:
    +0
    คำสอนที่ถูกต้องเชิญศึกษาได้จากครูบาอาจารย์ของ คุณnarit จากhttp://www.palungjit.org/board/showthread.php?t=5

    คำสอนที่ถูกคือ เผาบัญชีบาปได้ เลยว่าพระได้ ไม่ตกนรก นี่เป็นคำสอนของครูของnaritทั้งหลาย เก่งกว่าพระพุทธเจ้าอีก
     
  17. narit

    narit Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 ธันวาคม 2004
    โพสต์:
    67
    ค่าพลัง:
    +52
    อันนี้เขาเรียกว่าจาบจ้วงอย่างแท้จริง ใครทำใครรับนะครับ อนุโมทนา
     
  18. Tom

    Tom บุคคลทั่วไป

    ค่าพลัง:
    +0
    ไม่เป็นไรผิดพลาดอย่างไร ค่อยไปเผาบัญชีบาปเอา
     
  19. ผไท

    ผไท เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กันยายน 2004
    โพสต์:
    164
    ค่าพลัง:
    +255
    จงอย่าเถียงกันอยู่เลยครับ เรามาเร่งฝึกตนเองให้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดกันดีกว่า เพราะเวลาของกายเนื้อของทุกคนในโลกใบนี้นั้นเหลือน้อยมาก ถ้าเทียบกับโลกของวิญญาณแล้ว มันจะมีประโยชน์อันใดครับถ้าเรามาเสียเวลาโต้เถียงกันอยู่ เราทุกคนเป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งนั้น การโต้เถียงกันไปมาเพื่อเอาชนะ มีแต่ทำให้กิเลสมันพอกพูนขึ้นในจิตใจของเราเปล่าๆโดยที่เราไม่รู้ตัว เราควรมาดูจิตตัวเองกันเถอะครับ ว่าทำไมมันถึงได้ชอบเวียนว่ายตายเกิดนัก เราจะหาทางหลุดพ้นจากวงเวียนนี้กันได้อย่างไรดี
     
  20. thanan

    thanan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 กันยายน 2004
    โพสต์:
    1,662
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +5,152
    <h4>คำสอนของสมเด็จองค์ปฐม </h4>
    (คุณเกษร สุทธจิต จันทร์ประภาพ รวบรวมเอาไว้)

    " เวลาที่พระสงฆ์จะสอนพุทธศาสนิกชนควรสอนง่าย ๆ แบบนี้

    1.จัดสถานที่ เอาพระพุทธรูป หรือ ถ้าวัดมีพระประธานก็ประดับเครื่องบูชาและไฟฟ้าให้สวยงาม เพื่อให้ประชาชนประทับใจจำภาพพระพุทธรูปได้ง่าย เป็นอารมณ์พุทธานุสสติกรรมฐาน

    2. ทำพิธีบวงสรวง อัญเชิญพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ให้หมดเทพเทวดา ทั้งหมดมาเป็นประทาน

    3. อธิบายให้พวกชาวพุทธคิดตามความเป็นจริง เป็นวิปัสสนาญาณว่าง่าย ๆ อย่างนี้ ว่า ร่างกายมีความแก่ ความเจ็บ ความหิว ความไม่สบาย ความตายเข้ามาหาตลอดเวลา มีความสกปรกความเหม็นน่ารังเกียจ ตั้งแต่หัวถึงเท้าและร่างกายก็ไม่ใช่ของจิตเรา จิตเรานี้มาอาศัยกายซึ่งเป็นของสมมติเพียงชั่วคราว ดังนั้นจิตก็ไม่ใช่ของร่างกาย จิตเป็นของจริง กายเป็นของปลอม มีดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นส่วนประกอบ มีความคิด ความจำ ระบบประสาท ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีเวทนาอารมณ์สุข ๆ ทุกข์เป็นของกาย สูญหายสลายไปพร้อมกับกาย จะเหลือแต่จิตเท่านั้น

    4. ทำจิตให้เกาะพระนิพพานตั้งใจว่า ตายแล้วเราจะไปพระนิพพานประมาณ 3 นาที ใจของพุทธศาสนิกชนจะเกาะติดนิพพานอย่างไม่รู้ตัว

    5. ถ้าจิตระลึกถึงพระนิพพาน ระลึกถึงพระคุณขององค์สมเด็จพระชินศรีศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า คิดว่า ร่างกายตายแน่นอนทุกวันอย่างนี้ พอถึงเวลาตายจริง ๆ จิตก็จะไปอยู่ตามที่จิตตั้งใจระลึกถึงด้วยความเคารพทุกวัน ทำแบบนี้ทุกคนก็ไปนิพพานได้ง่าย ๆ ไม่ต้องไปบูชาพระนอก ทำจิตใจให้สะอาดเป็นพระในแบบนี้ดีกว่า เป็นการพึ่งตนเองดีที่สุด ก่อนตายองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะมาให้เห็น พระองค์ทุกคน ถ้าระลึกถึงพระองค์ท่านด้วยใจจริง

    การฝึกกรรมฐานแบบมโนมยิทธิให้ผู้อื่นนั้น การช่วยสอนคนอื่นเป็นบุญบารมีสูง เป็นธรรมทาน ครูผู้สอนจะต้องรู้วิชาที่จะสอนเขาจริง ๆ ให้ฝึกตัวเองกำหนดจิตไปเฝ้าพระพุทธเจ้าตลอดเวลาให้สติ สมาธิ ปัญญาทรงตัว รวบรวมกำลังใจ ดูพรหมวิหาร 4 ของเราว่ามีเมตตา กรุณา จริงใจหรือไม่ หรืออยากให้เขาสักการะ สอนแล้วเขายังไม่ได้ เสียใจหรือไม่ สอนแล้วศิษย์เก่งกว่าครู เราอิจฉาหรือไม่ได้วางใจเป็นอุเบกขา เป็นอารมณ์สมาธิ เป็นกำลัง ญาณที่จะทำให้เราได้รู้ ได้เห็น ได้รับทราบจากจิตจริงแท้

    ขอให้สังวรกันว่า เรายังเรียนรู้เรื่องนี้น้อยมาก อย่าไปวิจารณ์คนนั้นใช่ ไม่ใช่ จงทำไปตามอาจารย์ท่านสอนเป็นวิธีลัดที่จะพิสูจน์ให้คนได้รู้เห็นสภาพของทิพย์ที่เป็นจริง

    จำไว้ประการหนึ่ง ถ้าเหตุที่พึงเกิดกับตัวแล้วยังไม่เชื่อมั่น แคลงใจในมโนมยิทธินี้ เป็นผู้สอนไปแล้วไร้ประโยชน์ เพราะไม่เชื่อในผลปฏิบัติของตน แล้วไฉนเขาจะเชื่อผู้อื่น

    ฝึกมโนมยิทธิ ฝึกถอดจิตฝากไว้กับองค์สมเด็จพระปฐมบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว เอาจิตเบื้องบนมองดูโลกมนุษย์ สวรรค์ พรหม น่าอยู่หรือไม่ไม่ ดูทุกสิ่งทั้ง 3 โลก สุดท้ายก็สูญสลาย ว่างเปล่าไปตามกาลเวลา ไม่มีอะไรย่ายึดติด เป็นวิธีทำง่าย ๆ แบบนี้ เป็นแบบพุทธจริต ทำจิตเป็นพุทธะ จิตแยกจากกายได้จริง รวมจิตเป็นหนึ่งกับองค์พระผู้มีพระภาคเจ้า เจ้าทำได้ก็เป็นสิ่งวิเศษสุดแล้ว "
     

แชร์หน้านี้

Loading...