คิริมานนทสูตร

ในห้อง 'พุทธศาสนา และ ธรรมะ' ตั้งกระทู้โดย ไม้ขีดครับ, 18 ธันวาคม 2019.

  1. ไม้ขีดครับ

    ไม้ขีดครับ สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 ธันวาคม 2018
    โพสต์:
    41
    ค่าพลัง:
    +7
    คิริมานนทสูตร

    กถามุข

    คิริมานนทสูตร นับเป็นยอดพระสูตรๆหนึ่งที่มีสารัตถะสำหรับมนุษย์ผู้มีสังขารไม่เที่ยง ต้องทนทุกข์ต่อโรคภัยไข้เจ็บที่คอยเบียดเบียนไม่ช่วงใดก็ช่วงหนึ่งของชีวิต

    พระพุทธองค์ตรัสพระสูตรนี้แก่พระอานนท์
    เพื่อนำไป แสดงแก่พระคิริมานนท์ซึ่งกำลังอาพาธหนัก
    จนไม่สามารถ มาเฝ้าพระพุทธเจ้าได้
    พระคิริมานนท์จึงขอให้พระอานนท์ ช่วยกราบบังคมทูลให้พระพุทธเจ้าทรงทราบ เพื่อทรงพระกรุณาสงเคราะห์ให้ทุกขเวทนาเจ็บปวดซึ่งเบียดเบียนอยู่ให้ระงับอันตรธานหายเถิด

    พระพุทธเจ้าทรงเมตตาแสดง สัญญา ๒ ประการ
    คือ รูปสัญญา นามสัญญา และอื่นๆ
    เมื่อพระคิริมานนท์กำหนดตามพระธรรมเทศนา
    ก็ได้บรรลุพระอรหัตผลในขณะที่วางธุระในรูปนาม
    โรคภัยของพระคิริมานนท์ที่เจ็บปวด เวทนาก็อันตรธานใน ขณะนั้นฯ

    คิริมานนทสูตรจึงเป็นสูตรที่ช่วยกล่อมเกลา จิตใจของผู้ที่กำลังเจ็บป่วยอยู่ แม้ว่าการเจ็บป่วยนั้นจะ ร้ายแรงถึงขั้นที่ไม่อาจรักษาจนหายได้ก็ตาม พระสูตรนี้ ยังช่วยให้บุคคลทั่วไปที่มีทุกข์ได้คลายความวิตกกังวลไปได้บ้าง
    ถ้าผู้ตกอยู่ในทุกข์สามารถที่จะกำหนดตามว่าชีวิต เป็นอนิจจัง คงสภาพเดิมอยู่ไม่ได้จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง และดับลงในที่สุด อันเป็นธรรมชาติ จึงช่วยให้ผู้เจ็บป่วย สามารถระงับจิตให้สงบวางเฉยลงได้
    เมื่อวาระสุดท้ายของชีวิตมาถึง วิญญาณก็จะละกายสังขารไปอย่างสงบ สู่สุคติภูมิ
    :
    ปฐมเหตุ


    เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา
    สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม
    ตตฺรโข อายสฺมา คิริมานนฺโท อาพาธิโก โหตีติ.


    บัดนี้จะแสดงพระสูตรอันหนึ่ง อันโบราณอาจารย์เจ้า กล่าวไว้ว่า คิริมานนทสูตร ได้อ้างเนื้อความแต่ครั้งปฐมสังคายนา พระมหาสังคาหกเถรเจ้าทั้งหลาย ๕๐๐ องค์เปิดโอกาสไว้ให้พระอานนท์องค์หนึ่ง ได้เข้ามาสู่ที่ประชุมพร้อมกันแล้ว คอยพระอานนท์องค์เดียวกำลังเจริญสมถ วิปัสสนาอยู่ ยังไม่ได้สำเร็จพระอรหันต์

    ครั้นพระอานนท์ เถรเจ้าได้สำเร็จพระอรหันต์แล้ว
    ก็เข้าจตุตถฌาน เอาปฐวี กสิณเป็นอารมณ์ไปปรากฏบนอาสนะท่ามกลางสงฆ์ให้พระสงฆ์สิ้นความสงสัยในอรหัตตคุณ ที่ถ้ำสัตตบัณณคูหา ปฏิญาณตนในอเสขภูมิ ด้วยประการฉะนี้แล้ว

    พระมหา สังคาหกเถรเจ้าทั้งหลายมีพระมหากัสสปะเป็นประธาน จึงได้อาราธนาเชื้อเชิญให้พระอานนท์ ขึ้นนั่งเหนือธรรมาสน์ แสดงสุตตันตปิฎก ยกคิริมานนทสูตรนี้ขึ้นเป็นหัวข้อ

    พระมหากัสสปะเถรเจ้าจึงถามพระอานนท์ว่า

    อานนฺท ดูกร อานนท์ พระสูตรอันมีชื่อว่าคิริมานนทสูตรนั้น
    พระพุทธเจ้า แสดงแก่บุคคลผู้ใด และตรัสเทศนา ณ ที่ไหน ปรารภอะไร ให้เป็นเหตุ จึงได้ตรัสเทศนามีวิตถารพิสดารอย่างไร?
    ขอให้พระอานนท์เจ้าจงแสดงต่อไปในกาลบัดนี้


    อถ โข อายสฺมา อานนฺโท ลำดับนั้นพระอานนท เถรเจ้า
    ผู้นั่งอยู่บนธรรมาสน์ ได้โอกาสแต่พระสงฆ์แล้ว
    จึง วิสัชนาพระสูตรนี้ มีคำปฏิญญาในเบื้องต้นว่า

    เอวมฺเม สุตํ ดังนี้ ข้าพเจ้าผู้ชื่อว่าอานนท์
    หากได้สดับมาแต่พระอบแก้ว กล่าวคือพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า
    มีใจความว่า


    เอกํสมยํ สมัยกาลคาบหนึ่ง พระผู้มีพระภาคสัมมาสัมพุทธเจ้า
    เสด็จสำราญพระอิริยาบถอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร
    อันเป็นอารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐีสร้างถวาย ใกล้กรุงสาวัตถี
    ในกาลนั้นพระผู้เป็นเจ้าชื่อว่าคิริมานนท เถระผู้มีอายุ
    อาพาธิโก เกิดอาพาธหนักเหลือกำลังที่จะ อดกลั้น
    พระผู้เป็นเจ้าจึงให้เชิญข้าพเจ้าเข้าไปยังสำนัก ของตนแล้ว จึงกล่าวว่า

    อานนฺท ดูกรอานนท์ ข้าพเจ้า ผู้ชื่อว่าคิริมานนท์นี้
    บังเกิดอาพาธหนักเหลือกำลังที่จะ อดกลั้น
    ไม่สามารถจะไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าได้
    ขอนิมนต์ท่านอานนท์นำเอาอาการอาพาธอันร้ายแรงของข้าพเจ้า
    ไปกราบทูล ให้สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทราบ
    เพื่อทรงพระมหากรุณาสงเคราะห์ให้ทุกขเวทนา เจ็บปวด
    ซึ่งเบียดเบียนอยู่ในร่างกายของข้าพเจ้านี้ ระงับ อันตรธานหายเถิด

    ข้าพเจ้ารับเถรวาทีแล้ว ก็เข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า
    กราบทูลอาการอาพาธและทุกขเวทนา
    ตามคำสั่งของพระคิริมานนท์ให้ทรงทราบทุกประการ

    อถ โข ในกาลครั้งนั้น สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า
    เมื่อได้ทรง ทราบอาการของพระผู้เป็นเจ้าคิริมานนท์ แล้วจึงตรัสแก่ ข้าฯ ว่า

    อานนฺท ดูกรอานนท์ ท่านจงกลับคืนไปสู่สำนักของท่านคิริมานนท์โดยเร็ว
    แล้วพระองค์ตรัสต่อไปว่า


    -รูปสัญญา นามสัญญา-


    วิสุทฺธจิตฺเต อานนฺท เท.ว สญฺญา สุตฺวา โส
    อาพาโธ ฐานโส ปฏิปสฺสมฺเภยฺย
    ดังนี้ ดูกรอานนท์ เมื่อท่านไปถึงสำนักพระคิริมานนท์แล้ว
    ท่านจงบอกสัญญา ๒ ประการ คือ รูปสัญญา๑ นามสัญญา๑
    คือว่า รูปร่าง กายตัวตนทั้งสิ้นก็ดี คือนามได้แก่จิตเจตสิกทั้งหลายก็ดี
    ก็ให้ปลงธุระเสีย อย่าถือว่ารูปร่างกายจิตเจตสิกเป็นตัวตน
    และอย่าเข้าใจว่าเป็นของของตน
    ทุกสิ่งทุกอย่างความจริงเป็นของภายนอกสิ้นทั้งนั้น

    ดูกรอานนท์ ถ้าหากว่า รูปร่างกายเป็นตัวตนเราแท้
    เมื่อล่วงสู่ความแก่เฒ่าชรา ตาฝ้า หูหนวก เนื้อหนังเหี่ยวแห้ง
    ฟันโยกคลอน เจ็บปวด เหล่านั้น เราก็จักบังคับได้ตามประสงค์
    ว่าอย่าเป็นอย่างนั้น อย่าเป็นอย่างนี้ นี่เราบังคับไม่ได้ตามประสงค์
    เขาจะเจ็บ จะไข้ จะแก่ จะตาย เขาก็เป็นไปตามหน้าที่ของเขา
    เราหมดอำนาจที่จะบังคับบัญชาได้ เมื่อตายเราจะพาเอาไปสักสิ่งสักอันก็ไม่ได้
    ถ้าเป็นตัวตนของเราแล้ว เราก็คงจะพา เอาไปได้ตามความปรารถนา

    ดูกรอานนท์ ถึงจิตเจตสิกก็ ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ของของตน
    หากว่าจิตเจตสิกเป็นเรา หรือเป็นของของเรา เราก็จักบังคับได้ตามประสงค์
    ว่า จิต ของเราจงเป็นอย่างนี้จงเป็นอย่างนั้น จงสุขสำราญทุกเมื่อ
    อย่าทุกข์อย่าร้อนเลยดังนี้ ก็จะพึงได้ตามปรารถนา นี่หาเป็น เช่นนั้นไม่
    เขาจะคิดอะไรเขาก็คิดไป เขาจะอยู่จะไปก็ตาม เรื่องของเขา
    เพราะเหตุร่างกายจิตใจเป็นอนัตตา
    ไม่ใช่ ตัวตน ไม่ใช่ของของตน ให้ปลงธุระเสีย
    อย่าเข้าใจถือเอา ว่าเป็นตัวตนและของของตนเถิด.

    ดูกรอานนท์ ท่านจงไป บอกซึ่งสัญญาทั้ง ๒ ประการคือรูปและนามนี้
    โดยเป็น อนัตตา ไม่ใช่ตัวตนและไม่ใช่ของของตน
    ให้พระคิริมานนท์ แจ้งทุกประการ เมื่อพระคิริมานนท์แจ้งแล้ว
    การอาพาธ ความเจ็บปวดและทุกขเวทนา
    ก็จะหายจากร่างกายของพระคิริมานนท์หมดสิ้น จะหายอาพาธโดยรวดเร็วด้วย

    ภนฺเต อริยกสฺสป ข้าแต่พระอริยกัสสปะผู้เป็นประธานในสงฆ์
    พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสแก่ข้าฯ ด้วยประการ ดังนี้แล.

    -อาสุภานุสสติกรรมฐาน-


    ตทนนฺตรํ ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเทศนาแก่ข้าฯ สืบต่อไปว่า

    อานนฺท ดูกรอานนท์ ตัวตน เราก็ดี ตัวตนของผู้อื่นก็ดี
    ตัวตนของสัตว์ดิรัจฉานทั้งหลาย ก็ดี ก็มีอยู่แต่กองกระดูกสิ้นด้วยกัน
    เหมือนกันทุกตัวคน และตัวสัตว์
    จะหาสิ่งใดเป็นแก้วเป็นแหวนเป็นแท่งเงิน แท่งทองแต่สักสิ่งสักอันก็หาไม่ได้

    จะหาเอาอันใดเป็นตัว เป็นตน เป็นจิตเป็นเจตสิกของบุคคลผู้ใดก็ไม่มี
    ล้วนเป็น อนัตตาหาแก่นสารมิได้ บุคคลหญิงชาย คฤหัสถ์นักบวชทั้งหลาย
    มาพิจารณาเห็นแจ้งชัดใน รูป นาม จิต เจตสิก โดยเป็นอนัตตาดังนี้แล้ว
    ก็จะมีอานิสงส์ไม่มีส่วนที่จะพึงประมาณได้

    ท่านพิจารณาแต่คำว่า อฏฺฐิมิญฺชํ เยื่อใน กระดูกเหล่านั้น
    ท่านถือเอาอัฏฐิกสัญญาอย่างเดียวเป็นอารมณ์
    ก็จะผ่องใสรุ่งเรืองเห็นแจ้งในร่างกายของตนจนได้บรรลุธรรมวิเศษ
    เหตุถือเอาอัฏฐิกสัญญาเป็นอารมณ์ เห็นอนัตตาแจ่มแจ้งด้วยประการดังนี้.

    ดูกรอานนท์ มรณ สัญญา พิจารณาความตายก็ดี
    อัฏฐิกสัญญา พิจารณา กองกระดูกก็ดี
    ปฏิกูลสัญญา พิจารณาร่างกายนี้โดยเป็น ของน่าเกลียดน่าสะอิดสะเอียน
    เต็มไปด้วยหมู่หนอนและ จุลอินทรีย์มีจำนวนมากตามลำใส้น้อยลำใส้ใหญ่
    ตามเส้น เอ็นทั่วไปในร่างกาย และเต็มไปด้วยเครื่องเน่าของเหม็น
    มีอยู่ในร่างกายนี้ทุกสิ่งทุกอย่าง ร่างกายนี้นับว่าเป็นของเปล่า
    ไม่มีอะไรเป็นของเราสักสิ่งสักอัน

    เกิดมาสำคัญว่าเป็นสุข ความจริงก็สุขไปอย่างนั้นเอง
    ถ้าจะให้ถูกต้องกล่าวว่า เกิดมาเพื่อทุกข์ เกิดมาเจ็บ เกิดมาไข้
    เกิดมาเป็นพยาธิ เจ็บปวด เกิดมาแก่ เกิดมาตาย เกิดมาพลัดพรากจากกัน
    เกิดมาหาความสุขมิได้

    ความสุขนั้นถ้าพิจารณาดูให้ละเอียด แล้วมีน้อยเหลือประมาณ
    ไม่พอแก่ความทุกข์ นอนหลับนั้นแหละนับว่าเป็นความสุข
    แต่เมื่อมาพิจารณาดูให้ละเอียดแล้วซ้ำเป็นทุกข์ไปเสียอีก
    ถ้าผู้ใดพิจารณาเห็นตามดังเรา ตถาคตแสดงมานี้เป็นนิมิตอันหนึ่ง
    ครั้นจดจำได้แน่นอนในตนแล้ว
    ก็เป็นเหตุให้ได้มรรคผลนิพพานในปัจจุบันนี้ โดยไม่ต้องสงสัย.

    ดูกรอานนท์ นักปราชญ์ทั้งหลายผู้ฉลาดด้วยปัญญา
    ท่านบำเพ็ญอสุภานุสสติกรรมฐาน ปรารถนาเอาพระนิพพานเป็นที่ตั้งนั้น
    ท่านยอมถือเอาอสุภะในตัว เป็นอารมณ์ของกรรมฐาน
    ถ้ายังเอาอสุภะภายนอกเป็น อารมณ์อยู่แล้ว ยังไม่เต็มทางปัญญา
    เพราะยังอาศัยสัญญาอยู่
    ถ้าเอาอสุภะในตัวเป็นอารมณ์ของกรรมฐานได้จึงเป็นที่สุดแห่งทางปัญญา
    เป็นตัววิปัสสนาญาณได้.

    ดูกรอานนท์ บุคคลผู้ใดปรารถนาพระนิพพาน
    จงยังอสุภ กรรมฐานในตนให้เห็นแจ้งชัดเถิด
    ครั้งไม่เห็นก็ให้พิจารณา ปฏิกูลสัญญาลงในตนว่า
    แม้ตัวของเรานี้ถึงยังมีชีวิตอยู่ ก็เป็นของน่าพึงเกลียดพึงเบื่อหน่ายยิ่งนัก
    ถ้าหากว่าไม่มี หนังหุ้มห่อไว้แล้ว ก็จะเป็นของน่าเกลียดเหมือนอสุภะแท้
    เพราะมีหนังหุ้มห่อไว้จึงพอดูได้ อันที่แท้ตัวตนแห่งเรานี้
    จะตั้งอยู่ได้ก็ด้วยลมอัสสาสะ ปัสสาสะเท่านั้น
    ถ้าขาดลมหายใจเข้าออกแล้ว ตัวตนนี้ก็จะเน่าเปื่อยผุพังไป
    แต่นั้นก็จะเป็นอาหารของสัตว์ทั้งหลายมีหนอนเป็นต้น จะมาเจาะไชกิน
    ส่วนลมหายใจเข้าออกซึ่งเป็นเจ้าชีวิต นั้นเล่า ก็เป็นอนัตตา
    ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ของของตัว เขาอยากอยู่ เขาก็อยู่ เขาอยากดับเขาก็ดับ
    เราจะบังคับบัญชาไม่ได้ ตามปรารถนา
    ถ้าขาดลมหายใจเข้าออกแล้ว ความสวย ความงามในตน
    และความสวยความงามภายนอก คือ บุตรภรรยาและข้าวของเงินทอง
    เครื่องอุปโภคบริโภคทั้งปวง ก็ย่อมหายไปสิ้นด้วยกันทั้งนั้น
    เหลียวซ้ายแลขวาจะได้เห็น บุตรภรรยาและหลานก็หามิได้
    ต้องอยู่คนเดียวในป่าช้า หาผู้ใดจะเป็นเพื่อนสองมิได้

    ดูกรอานนท์ บุคคลผู้ใด พิจารณาเห็นอสุภกรรมฐาน ๓๒ ประการ
    เห็นซากผีดิบในตน ชื่อว่าได้ถือเอาความสุขในทางพระนิพพาน

    วิธีเจริญอสุภกรรมฐานตามลำดับ
    คือ ให้ปลงจิตลงในเกสา (ผม)
    ให้เห็นเป็นอสุภะ แล้วให้สำคัญในเกสานั้นว่าเป็นอนัตตา
    แล้วให้เอาโลมา (ขน) ตั้งลงปลงจิตให้เห็นเป็นอสุภะเป็น อนัตตา
    แล้วเอานขา (เล็บ) ทันตา (ฟัน) ตั้งลงปลงจิต ให้เห็นเป็นอสุภะเป็นอนัตตา
    แล้วให้เอาตโจตั้งลงตาม ลำดับไป จนถึงมัตถเกมัตถลุงคังเป็นที่สุด
    พิจารณาให้เห็น เป็นอสุภะเป็นอนัตตาโดยนัยเดียวกัน

    ดูกรอานนท์ เรา ตถาคตแสดงมานี้โดยพิสดาร
    ให้กว้างขวางทั้งเบื้องต้นและ เบื้องปลาย
    แท้จริงบุคคลผู้มีปัญญารู้แล้ว ก็ให้สงเคราะห์ ลงใน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เท่านั้น

    บุคคลผู้มีปัญญา จะเจริญอสุภกรรมฐาน
    ท่านมิได้เจริญแต่ต้นลำดับไปจน ถึงปลาย เพราะเป็นการเนิ่นช้า
    ท่านยกอาการอันใด อันหนึ่งขึ้นพิจารณา
    สงเคราะห์ลงใน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
    ท่านก็ย่อมได้ถึงมรรคผลนิพพานโดยสะดวก

    การที่เจริญ อสุภกรรมฐานนี้ ก็เพื่อจะให้เบื่อหน่ายในร่างกายของตน
    อันเห็นว่าเป็นของสวยของงาม ทั้งวัตถุภายในและภายนอก
    ให้เห็นเป็นของเปื่อยเน่าผุพัง จะได้ยกตนให้พ้นจากกิเลส ตัณหา

    ผู้มีปัญญารู้แล้วไม่ควรชื่นชมยินดีในรูปตนและผู้อื่น
    ทั้งรูปหญิงรูปชาย ทั้งวัตถุข้าวของดีงามประณีตบรรจง อย่างใดอย่างหนึ่งเลย
    เพราะว่าความรักทั้งปวงนั้นเป็นกอง กิเลสทั้งสิ้น
    ถ้าห้ามใจให้ห่างจากกองกิเลสได้ จึงจะได้รับ ความสุขทั้งชาตินี้และชาติหน้า

    ถ้าหากใจยังพัวพันอยู่ใน กองกิเลสแล้ว
    ถึงแม้จะได้รับความสุขสบายก็เพียงชาตินี้ เท่านั้น
    เบื้องหน้าต่อไปไม่มีทางที่จะได้เสวยสุข มีแต่ เสวยทุกข์โดยถ่ายเดียว

    ผู้มีปัญญาเมื่อได้เจริญอสุภานุสสติ กรรมฐาน
    เอาทวัตติงสาการ ๓๒ เป็นอารมณ์ ก็ควรละ กองกิเลสตัณหาให้ขาดสูญ
    เมื่อรู้แล้วปฏิบัติตามจึงจะเห็น ผลเป็นกุศลต่อไป
    เมื่อรู้แล้วไม่ปฏิบัติตามก็หาผลอานิสงส์ มิได้ เพราะละกิเลสตัณหามิได้
    เปรียบเหมือนบุคคลผู้ตก เข้าไปในกองเพลิง เมื่อรู้ว่าเป็นกองเพลิง
    ก็รีบหลีกออกหนี จึงจะพ้นความร้อน
    ถ้ารู้ว่าตัวตกเข้าอยู่ในกองเพลิง แต่ มิได้พยายามที่จะหลีกออกหนีออก
    จะพ้นจากความร้อน ความไหม้อย่างไรได้
    ข้ออุปมานี้ฉันใด บุคคลรู้แล้วว่า สิ่งนี้เป็นโทษแต่มิได้ละเสีย
    ก็มิได้พ้นจากโทษเหมือนกับ ผู้ไม่พ้นจากกองเพลิงฉะนั้น

    ดูกรอานนท์ผู้รู้แล้วมิได้ทำตามนั้น จะนับว่าเป็นคนรู้ไม่ได้
    เพราะไม่เกิดมรรคเกิดผลเลย
    เราตถาคตอนุญาตตั้งศาสนธรรมคำสั่งสอนไว้นี้
    ก็เพื่อว่า เมื่อผู้รู้แล้วว่าสิ่งใดเป็นโทษให้ละเสีย
    มิใช่ตั้งไว้เพื่ออ่านเล่น ฟังเล่น พูดเล่น เท่านั้น

    บุคคลทั้งหลายล้วนเสวยทุกข์ในมนุษย์และในอบายภูมิทั้งนั้น
    ไม่ใช่สิ่งอื่นเลยเป็นเพราะ กิเลสราคะตัณหาอย่างเดียว
    ถ้าบุคคลผู้ยังไม่พ้นจากกิเลส ราคะตัณหาตราบใด
    ก็ยังไม่เป็นผู้พ้นจากอบายทุกข์ได้ จนตราบนั้น

    บุคคลผู้มิได้พ้นจากกิเลสราคะตัณหานั้น
    จะทำบุญให้ท่านสร้างกุศลอย่างแข็งแรงเท่าใดก็ดี
    ก็จะได้ เสวยความสุขในมนุษยโลกและเทวโลกเพียงเท่านั้น
    ที่จะได้ เสวยสุขในพระนิพพานนั้นเป็นอันไม่ได้เลย
    ถ้าประสงค์ต่อ พระนิพพานแท้ ให้โกนเกล้าเข้าบวชในพระศาสนา
    ไม่ว่า บุรุษหญิงชาย ถ้าทำได้อย่างนี้ชื่อว่าปฏิบัติใกล้ต่อพระนิพพาน
    เพราะว่าเมืองนิพพานนั้นปราศจากกิเลสตัณหา
    ผู้มีปัญญา เมื่อปรารถนาความสุขในพระนิพพาน
    จงออกบวชใน พระพุทธศาสนา แล้วตั้งใจเจริญสมถวิปัสสนา
    อย่าให้ หลงโลกหลงทาง ถ้าไม่รู้ทางพระนิพพาน
    มีแต่ตั้งหน้าปรารถนาเอาเท่านั้นก็จะหลงขึ้นไปในอรูปพรหม
    ชื่อว่า หลงโลกหลงทางไปในภพต่างๆให้ห่างจากพระนิพพานไป

    การทำบุญทำกุศลทั้งหลายนั้น มิใช่ว่าจะให้บุญนั้นพาไปในที่อื่น
    ทำเพื่อระงับดับกิเลสได้อย่างเดียว
    อย่าเข้าใจว่าทำบุญกุศลแล้ว
    บุญกุศลนั้นจะยกเอาตัวนำเข้าไปสู่พระนิพพานเช่นนั้นหามิได้
    ทำเพื่อจะระงับกิเลสตัณหา แล้วจึงจะไปพระนิพพานได้

    กิเลสตัณหานั้นมีอยู่ที่ตัวของเรา ถ้าเราไม่ทำให้ดับ ใครจะมาช่วยดับให้
    ต้นเหง้าเค้ามูลของ กิเลสตัณหาอยู่ที่เรา
    ถ้าเราดับไม่ได้ก็ไม่ถึงซึ่งความสุขใน พระนิพพานเท่านั้น

    :

    -เมืองพระนิพพาน-


    ตทนนฺตรํ ในลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัส เทศนาต่อไปอีกว่า

    อานนฺท ดูกรอานนท์ นิพฺพานํ นครํ นาม
    อันชื่อว่าเมืองพระนิพพาน ย่อมตั้งอยู่ในที่สุดแห่งโลก
    โลกมีที่สุดเพียงใด พระนิพพานก็ตั้งอยู่ที่สุดนั้น
    พระนิพพาน เป็นพระมหานครอันใหญ่ เป็นที่บรมสุขหาที่เปรียบมิได้

    คำที่ว่าที่สุดแห่งโลกนั้น จะถือเอาอากาศโลก
    หรือจักรวาลโลกเป็นประมาณนั้นมิได้
    อากาศโลกและจักรวาลโลกนั้น มีที่สุดเบื้องต่ำก็เพียงใต้แผ่นดิน
    แผ่นดินนี้มีน้ำรอง ใต้น้ำนั้นมีลม
    ลมนั้นหนาได้ ๙ แสน ๔ หมื่นโยชน์สำรองน้ำไว้
    ใต้ลมน้ำลงไปเป็นอากาศหาที่สุดมิได้ ที่สุดโลกเบื้องต่ำก็เพียงลมเท่านั้น
    อันว่าที่สุดแห่งจักรวาลโลกเบื้องขวางนั้น มีอนันตจักรวาลเป็นเขต
    นอกอนันตจักรวาลออกไปเป็น อากาศว่างๆอยู่
    จึงว่าโดยขวางมีอนันตจักรวาลเป็นที่สุด
    อันว่าที่สุดแห่งจักรวาลโลกเบื้องบนนั้น มีอรูปพรหมเป็นเขต
    เฉพาะอรูปพรหม ๔ ชั้นนั้น พระพุทธเจ้าตรัสว่า
    เป็นนิพพานพรหมหรือนิพพานโลก
    นิพพานโลกนี้เป็นที่ไม่ สิ้นสุด

    ส่วนว่านิพพานของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีนามว่า โลกุตตรนิพพาน
    เป็นนิพพานที่สุดที่แล้ว ต่ออรูปพรหม ๔ ชั้นขึ้นไปก็เป็นแต่อากาศที่ว่างๆ อยู่
    จึงว่าที่สุดเบื้องบน เพียงอรูปพรหมเท่านั้น
    จะเข้าใจเอาเองว่าลมรองน้ำและ อนันตจักรวาลและอรูปพรหมเป็นที่สุดของโลก เมืองพระนิพพานคงตั้งอยู่ในที่สุดของโลกเหล่านั้น
    ดังนี้พระ พุทธเจ้าจึงห้ามว่า อย่าพึงเข้าใจอย่างนั้นเลย
    ที่ทั้งหลาย เหล่านั้น ใครๆก็ไม่สามารถจะไปถึงด้วยกำลังกาย
    หรือด้วยกำลังยานพาหนะมียานช้างยานม้าได้

    อย่าเข้าใจว่าเมือง นิพพานตั้งอยู่ในที่สุดของโลกเหล่านั้น
    หรือตั้งอยู่ในที่ แห่งนั้นแห่งนี้ อย่าเข้าใจว่าตั้งอยู่ในที่ใดที่หนึ่งเลย
    แต่ว่า พระนิพพานนั้น หากมีอยู่ในที่สุดของโลกเป็นของจริง ไม่ต้องสงสัย
    ให้ท่านทั้งหลายศึกษาให้เห็นโลก รู้โลกเสีย ให้ชัดเจน ก็จักเห็นพระนิพพาน
    พระนิพพานก็ตั้งอยู่ใน ที่สุดแห่งโลกนั้นเอง


    ดูกรอานนท์ บุคคลทั้งหลายถึงที่สุดโลกออกจากโลกได้แล้ว
    จึงชื่อว่าถึงพระนิพพาน และรู้ตนว่าเป็นผู้พ้นทุกข์แล้ว
    และอยู่สุขสำราญบานใจทุกเมื่อ หาความเร่าร้อน โศกเศร้าเสียใจมิได้
    ถ้าผู้ใดยังไม่ถึงที่สุดโลก ยังออกจากโลกไม่ได้ตราบใด
    ก็ชื่อว่ายังไม่ถึงพระนิพพาน จะต้องทนทุกข์ น้อยใหญ่ทั้งหลาย
    เกิดๆ ตายๆ กลับไปกลับมาหาที่สุด มิได้อยู่ตราบนั้น

    บุคคลทั้งหลายเป็นผู้ต้องการพระนิพพาน
    แต่หารู้ไม่ว่าพระนิพพานนั้นเป็นอย่างไร อยู่ที่ไหน
    การปฏิบัติ ในทาน ศีล สมาธิ ปัญญา อันเป็นทางไปสู่พระนิพพานก็ไม่เข้าใจ
    เมื่อไม่รู้ไม่เห็นไม่เข้าใจแล้ว จะไปสู่พระนิพพานนั้นเป็นการลำบากยิ่งนัก

    เปรียบเหมือนคน ๒ คน ผู้หนึ่ง ตาบอด ผู้หนึ่งตาดี
    จะว่ายข้ามน้ำมหานทีอันกว้างใหญ่ ในคนทั้ง ๒ นั้น
    ผู้ใดจักถึงฝั่งข้างโน้นก่อน คนผู้ตาดีต้องถึงก่อน
    ส่วนคนผู้ตาบอดนั้น จะว่ายข้ามไปถึงฝั่งฟากโน้นได้แสนยากแสนลำบาก
    บางทีจะตายเสียในท่ามกลางแม่น้ำ เพราะไม่รู้ไม่เห็นว่าฝั่งอยู่ที่ไหน
    ข้ออุปมานี้ฉันใด คนไม่รู้ไม่เห็นพระนิพพานอยู่ที่ไหนเป็นอย่างไร
    ทางจะไปก็ไม่เข้าใจ เป็นแต่อยากได้อยากถึง อยากไปพระนิพพาน
    เมื่อเป็น เช่นนี้การได้การถึงของผู้นั้น
    ก็ต้องเป็นของลำบากยากแค้นอยู่ เป็นของธรรมดา
    บางทีจะตายเสียเปล่า จะไม่ได้เงื่อนเค้าของพระนิพพานเลย

    ผู้ศึกษาพึงเข้าใจว่า พระนิพพานอยู่ที่สุด ของโลก ศีล สมาธิ ปัญญา
    เป็นทางไปพระนิพพาน ถ้า รู้อย่างนี้ยังมีทางที่จะถึงพระนิพพานได้บ้าง
    แม้เมื่อรู้แล้ว อย่างนั้น ก็จำต้องพากเพียรพยายามเต็มที่ จึงจะถึง
    เหมือน คนตาดีว่ายข้ามน้ำ ก็ต้องพยายามจนสุดกำลังจึงจะข้าม พ้นได้
    มีอุปไมยเหมือนกันฉันนั้น

    ดูกรอานนท์ บุคคล ทั้งหลายผู้ปรารถนาพระนิพพานควรศึกษาให้รู้แจ้ง
    ครั้น รู้แจ้งแล้วจะถึงก็ตาม ไม่ถึงก็ตาม ก็ไม่เป็นทุกข์แก่ใจ
    ถ้าไม่รู้ แต่อยากได้ย่อมเป็นทุกข์มากนัก
    เปรียบเหมือนบุคคล อยากได้วัตถุสิ่งหนึ่ง แต่หากไม่รู้จักวัตถุสิ่งนั้น
    ถึงวัตถุสิ่งนั้น จะมีอยู่จำเพาะหน้า ก็ไม่อาจถือเอาได้เพราะไม่รู้
    ถึงจะมีอยู่ก็มีเปล่าๆ ส่วนตัวก็ไม่หายความอยากได้ จึงเป็นทุกข์ยิ่งนัก
    ผู้ปรารถนาพระนิพพาน แต่ไม่รู้จักพระนิพพาน ก็เป็นทุกข์เช่นนั้น

    จะถือเสียว่าไม่รู้ก็ช่างเถอะ เราปรารถนาเอาคงจะได้
    คิดอย่างนี้ก็ผิดไป ใช้ไม่ได้
    แม้แต่ผู้รู้แล้ว ตั้งหน้าบากบั่นขวนขวาย
    จะให้ได้ถึงก็ยังเป็นการยากลำบากอย่างยิ่ง
    บุคคลผู้ไม่รู้ไม่เห็นพระนิพพานและจะถึงพระนิพพานจะมีมาแต่ที่ไหน

    อย่าว่าแต่พระนิพพานเลย แม้จะกระทำการสิ่งใดก็ดี
    เป็นต้นว่า ช่างเงิน ช่างทอง ช่างเหล็ก ช่างไม้ ช่างวาดเขียน ต่างๆ เป็นต้น
    ต้องรู้ ด้วยใจหรือเห็นด้วยตาเสียก่อนจึงจะทำสิ่งนั้นให้สำเร็จได้
    ผู้ปรารถนาพระนิพพานก็ต้องศึกษาให้รู้จักพระนิพพานไว้ ก่อนจึงจะได้
    จะมาตั้งหน้าปรารถนาเอาโดยความไม่รู้นั้น จะมีทางได้มาที่ไหน

    ดูกรอานนท์ บุคคลทั้งหลายควรจะ ศึกษาให้รู้
    ให้แจ้งทางของพระนิพพานไว้ให้ชัดเจนแล้วไม่ควรประมาท
    แม้ปรารถนาจะไปก็ไป แม้ไม่ปรารถนาจะไปก็อย่าไป
    ครั้นเห็นดีแล้ว จิตประสงค์แล้ว ก็ให้ปฏิบัติในทางของพระนิพพาน
    ด้วยจิตอันเลื่อมใสก็อาจจะสำเร็จ ไม่สำเร็จก็จะเป็นอุปนิสัยต่อไป
    ผู้ที่ไม่รู้แม้ปรารถนาจะไป หรือไปอยู่ใกล้ที่นั้นบ่อยๆก็ไม่อาจถึง
    เพราะเข้าใจผิด คิดว่าอยู่ที่นั้นที่นี้ ก็เลยผิดไปตามจิตที่คิด
    หลงไปหลงมา อยู่ในวัฏฏสงสาร ไม่มีวันที่จะถึงพระนิพพานได้

    -ครูที่ดี-


    ดูกรอานนท์ บุคคลผู้ไม่รู้ ไม่แจ้งไม่เข้าใจในพระนิพพาน
    ไม่ควรจะสั่งสอนพระนิพพานแก่ท่านผู้อื่น
    ถ้าขืนสั่งสอนก็จะพาท่านหลงหนทาง จะเป็นบาปเป็นกรรมแก่ตน
    ควรจะสั่งสอนแต่เพียงทางมนุษย์สุคติ สวรรค์สุคติ
    เป็นต้นว่า สอนให้รู้จักทาน ให้รู้จักศีล ๕ ศีล ๘ ให้รู้กุศลกรรมบถ
    ให้รู้จักปฏิบัติมารดาบิดา ให้รู้จักอุปัชฌาย์อาจารย์
    ให้รู้จักก่อสร้างบุญกุศลต่างๆ ที่เป็นประโยชน์แก่ตนและผู้อื่น
    เพียงเท่านี้ก็อาจจะได้มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติพอสมควรอยู่แล้ว

    ส่วนความสุขในโลกุตตรนิพพานนั้น ผู้ใดต้องการจริง
    ต้องรักษาศีล ๕ ศีล ๑๐ ศีลพระปาติโมกข์เสียก่อน
    จึงชื่อว่า เข้าใกล้ทาง มีโอกาสที่จะได้จะถึงโลกุตตรนิพพานโดยแท้

    แม้ผู้ที่จะเจริญทางพระนิพพานนั้น
    ก็ให้รู้จักท่านผู้เป็นครูว่ารู้แจ้งทางพระนิพพานจริง จึงไปอยู่เล่าเรียน
    ถ้าไปอยู่ เล่าเรียนในสำนักของท่านผู้ไม่รู้ไม่แจ้ง
    ก็จะไม่สำเร็จโลกุตตรนิพพานได้
    เพราะว่าทางแห่งโลกุตตรนิพพานนี้ เล่าเรียนได้ด้วยยากยิ่งนัก
    ด้วยเหตุสัตว์ยินดีอยู่ในกามสุข อันเป็นข้าศึกแก่พระนิพพานโดยมาก

    ภนฺเต อริยกสฺสป ข้าแต่พระอริยกัสสปะ ผู้มีอายุ
    พระพุทธเจ้าได้ตรัสเทศนา แก่ข้าฯ อานนท์ด้วยประการดังนี้
    ขอให้พระสงฆ์ทั้งหลาย จงทราบด้วยผลญาณแห่งตน ดังแสดงมานี้เถิด.


    ตทนนฺตรํ ลำดับนั้นพระพุทธเจ้าจึงตรัสเทศนา ต่อไปอีกว่า

    อานนฺท ดูกรอานนท์ อันว่าบุคคลทั้งหลาย ผู้ปรารถนาซึ่งพระนิพพาน
    ควรแสวงหาซึ่งครูที่ดีที่อยู่เป็นสุข สำราญมิได้ประมาท
    เพราะพระนิพพานไม่เหมือนของสิ่งอื่น

    อันของสิ่งอื่นนั้นเมื่อผิดไปแล้วก็มีทางแก้ตัวได้ หรือไม่สู้ เป็นอะไรนัก
    เพราะไม่ละเอียดสุขุมมาก ส่วนพระนิพพาน นี้ละเอียดสุขุมที่สุด
    ถ้าผิดแล้วก็เป็นเหตุให้ได้รับความทุกข์ เป็นนักหนา
    ทำให้หลงโลกหลงทางห่างจากความสุข ทำให้เสียประโยชน์เพราะอาจารย์
    ถ้าได้อาจารย์ที่ถูกที่ดี ก็จะได้รับผลที่ถูกที่ดี
    ถ้าได้อาจารย์ที่ไม่รู้ไม่ดีไม่ถูกไม่ต้อง ก็จะได้รับผลที่ผิดเป็นทุกข์
    พาให้หลงโลกหลงทาง พาให้เวียนว่าย ตายเกิดอยู่ในวัฏฏสงสารสิ้นกาลนาน

    เปรียบเหมือนผู้จะ พาเราไปในที่ตำบลใดตำบลหนึ่ง
    แต่ผู้นั้นไม่รู้จักตำบลนั้น แม้เราเองก็ไม่รู้
    เมื่อกระนั้น ไฉนเขาจึงจะพาเราไปให้ถึง ตำบลนั้นได้เล่า
    ข้ออุปมานี้ฉันใด อาจารย์ผู้ไม่รู้พระนิพพาน และจะพาเราไปพระนิพพานนั้น
    ก็จะพาเราหลงโลกหลงทาง ไป ๆ มา ๆ ตาย ๆ เกิด ๆ อยู่ในวัฏฏสงสาร
    ไม่อาจจะถึง พระนิพพานได้ เหมือนคนที่ไม่รู้จักตำบลที่จะไปและเป็น
    ผู้พาไป ก็ไม่อาจจะถึงได้ มีอุปไมยฉันนั้น
    ผู้คบครูอาจารย์ ที่ไม่รู้ดีและได้ผลที่ไม่ดี มีในโลกมิใช่น้อย
    เหมือนดัง พระองคุลิมาลเถระไปเรียนวิชาในสำนักครูผู้มีทิฏฐิอันผิด
    ได้รับผลที่ผิด คือเป็นมหาโจรฆ่าคนล้มตายเสียนับด้วยพัน
    หากเราตถาคตรู้เห็นมีความสงสารเวทนามาข้องในข่ายสยัมภูญาณ
    จึงได้ไปโปรดทรมานให้ละเสียซึ่งพยศอันร้ายเป็นการลำบากมิใช่น้อย
    ถ้าไม่ได้พระตถาคตแล้ว พระ องคุลิมาลก็จักได้เสวยทุกข์
    อยู่ในวัฏฏสงสารสิ้นชาติเป็น อันมาก


    ดูกรอานนท์ บุคคลผู้ไม่รู้พระนิพพาน
    ไม่ควรเป็นครูสั่งสอนท่านผู้อื่นในทางพระนิพพานเลย
    ต่างว่าจะสั่งสอนเขา จะสั่งสอนว่ากระไรเพราะตัวไม่รู้
    เปรียบเหมือนบุคคลไม่เคย เป็นช่างเขียนหรือช่างต่างๆมาก่อน
    แล้วและอยากเป็น ครูสั่งสอนเขา จะบอกแก่เขาว่ากระไร เพราะตัวเองก็ไม่รู้
    ไม่เข้าใจจะเอาอะไรไปบอกไปสอนเขา
    จะเอาแต่คำพูด เป็นครูทำตัวอย่างให้เขาเห็นเช่นนั้นไม่ได้
    จะให้เขาเล่าเรียน อย่างไร เพราะไม่มีตัวอย่างให้เขาเห็นด้วยตาให้รู้ด้วยใจ
    เขาจะทำตามอย่างไรได้ ตัวผู้เป็นครูนั้นแลต้องทำก่อน
    ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่ควรเป็นครูสอนเขา
    ถ้าขืนเป็นครูก็จะพาเขา หลงโลกหลงทาง
    เป็นบาปเป็นกรรมแก่ตัวนักหนาทีเดียว

    พระพุทธเจ้าตรัสแก่ข้าฯ อานนท์ดังนี้แล
    ตทนนฺตรํ ลำดับนั้น พระพุทธเจ้าตรัสเทศนา ต่อไปอีกว่า

    อานนฺท ดูกรอานนท์ อันว่าบุคคลผู้จะสอน
    พระนิพพานนั้นต้องให้รู้แจ้งประจักษ์ชัดเจนว่า
    พระนิพพานมีอยู่ในที่นั้น ๆ มีลักษณะอาการอย่างนั้น ๆ
    ต้อง รู้ให้แจ้งชัด จะกล่าวแต่เพียงวาจา
    ว่า นิพพาน ๆ ด้วยปาก แต่ใจไม่รู้แจ้งชัดเช่นนั้นไม่ควรเชื่อถือเลย
    ต้องให้รู้แจ้งชัด ในใจก่อน จึงควรเป็นครูเป็นอาจารย์สอนท่านผู้อื่นต่อไป
    จะเป็นเด็กก็ตาม ผู้ใหญ่ก็ตาม ถ้ารู้แจ้งชัดซึ่งพระนิพพานแล้ว
    ก็ควรเป็นครูเป็นอาจารย์และควรนับถือเป็นครูเป็น อาจารย์ได้
    แม้จะเป็นผู้ใหญ่สูงศักดิ์สักปานใดก็ตาม
    ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจแล้วไม่ควรนับถือเป็นครูเป็นอาจารย์เลย


    ดูกรอานนท์ ถ้าอยากได้สุขอันใด ก็ควรรู้จักสุขอันนั้นก่อนจึงจะได้
    เมื่ออยากได้สุขในพระนิพพาน ก็ควร รู้จักสุขในพระนิพพาน
    อยากได้สุขในมนุษย์และสวรรค์ ก็ให้รู้จักสุข
    ในมนุษย์และสวรรค์นั้นเสียก่อนจึงจะได้
    ถ้าไม่รู้จัก สุขอันใด ก็ไม่อาจยังความสุขอันนั้นให้เกิดขึ้นได้
    ไม่เหมือน ทุกข์ในนรก
    อันทุกข์ในนรกนั้นจะรู้ก็ตาม ไม่รู้ก็ตาม ถ้าทำกรรมที่เป็นบาปแล้ว
    ผู้ที่รู้หรือผู้ที่ไม่รู้ก็ตกนรก เหมือนกัน
    ถ้าไม่รู้จักนรกก็ยิ่งไม่มีเวลาพ้นจากนรกได้
    ถึงจะทำบุญให้ทานสักปานใดก็ไม่อาจพ้นจากนรกได้
    แต่มิใช่ว่าทำบุญให้ทานไม่ได้บุญ ความสุขที่ได้
    แต่การทำบุญนั้นมีอยู่ แต่ว่าเป็นความสุขที่ยังไม่พ้นจากทุกข์ในนรก
    เมื่อยังไม่รู้ไม่เห็นนรกตราบใด ก็ยังไม่พ้น จากนรกอยู่ตราบนั้น

    ครั้นได้เข้าถึงนรกแล้ว เมื่อได้รู้ ทางออกจากนรกได้แล้ว
    ปรารถนาจะพ้นจากนรกก็พ้นได้ เมื่อไม่อยากพ้นก็ไม่อาจพ้นได้
    ต้องรู้จักแจ้งชัดว่านรกอยู่ ในที่นั้นๆ มีลักษณะอาการอย่างนั้น ๆ
    และควรรู้จักทาง ออกจากนรกให้แจ้งชัด
    ทางออกจากนรกนั้นก็คือ ศีล ๕ ศีล ๑๐ ศีลพระปาติโมกข์นั่นเอง

    เมื่อรู้แล้วอยากจะออก ให้พ้นก็ออกได้ ไม่อยากจะออกให้พ้นก็พ้นไม่ได้
    ผู้ที่รู้กับ ผู้ที่ไม่รู้ย่อมได้รับทุกข์ในนรกเหมือนกัน
    ส่วนความสุข ในมนุษย์สวรรค์และพระนิพพานนั้นต้องรู้จึงจะได้
    ถ้าไม่รู้ ไม่เข้าใจไม่ได้เลย มีอาการต่างกันอย่างนี้.

    ดูกรอานนท์ เมื่ออยากรู้จักนรกและสวรรค์และพระนิพพาน
    ก็ให้รู้เสียในเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่
    เมื่ออยากพ้นทุกข์ในนรก ก็รีบออก ให้พ้นเสียแต่เมื่อยังไม่ตาย
    เมื่ออยากได้สุขในมนุษย์หรือ ในสวรรค์หรือในนิพพาน
    ก็ให้รีบขวนขวายหาสุขเหล่านั้น ไว้แต่เมื่อยังไม่ตาย
    จะถือว่าตายแล้วจึงพ้นทุกข์ในนรก ตายแล้วจึงจะไปสวรรค์ไปพระนิพพาน
    ดังนี้ เป็นอันใช้ไม่ได้ เสียประโยชน์เปล่า
    อย่าเข้าใจว่า เมื่อมีชีวิตอยู่สุขอย่างหนึ่ง
    เมื่อตายไปแล้วมีสุขอีกอย่างหนึ่ง เช่นนี้เป็นความรู้ที่เข้าใจผิดโดยแท้
    เพราะจิตมีดวงเดียว เมื่อมีชีวิตอยู่ได้รับทุกข์ฉันใด
    แม้เมื่อตายไปแล้วก็ได้รับทุกข์ฉันนั้น
    เมื่อยังมีชีวิตอยู่มีความสุข ฉันใด
    เมื่อตายไปแล้วก็ได้รับความสุขฉันนั้น ไม่ต้องสงสัย

    เมื่อยังมีชีวิตอยู่ยังไม่รู้ไม่เห็นซึ่งความทุกข์และความสุขมีสภาวะดังนี้
    เมื่อตายไปแล้วจะซ้ำร้ายยิ่งนัก จะมีทางรู้ทาง เห็นด้วยอาการอย่างไร

    พระพุทธเจ้าได้ตรัสเทศนาแก่ข้าฯ อานนท์ ด้วยประการดังนี้.
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 19 ธันวาคม 2019
  2. ไม้ขีดครับ

    ไม้ขีดครับ สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 ธันวาคม 2018
    โพสต์:
    41
    ค่าพลัง:
    +7
    -คนหลง-


    ตทนนฺตรํ ลำดับนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสเทศนา ต่อไปอีกว่า

    ดูกรอานนท์ บุคคลผู้ใดมิได้ทำบุญให้ทาน รักษาศีล เป็นต้น
    ไว้สำหรับตัวเสียก่อนแต่เมื่อยังมีชีวิตอยู่ ผู้นั้นก็เป็นคนหลง
    บุคคลผู้ใดอยากได้ความสุข
    แต่มิได้กระทำตนให้ได้รับความสุขไว้ก่อนตั้งแต่เมื่อยังมีชีวิตอยู่
    เข้าใจเสียว่า ตายไปแล้วภายหน้าจึงจะได้รับความสุขเช่นนี้ ผู้นั้นก็เป็นคนหลง

    บุคคลผู้ใดอยากให้ตนพ้นทุกข์ แต่ไม่ได้กระทำตน
    ให้พ้นทุกข์เสียตั้งแต่เมื่อยังมีชีวิตอยู่ เข้าใจเสียว่า ตายไปแล้วจึงจะพ้นทุกข์
    ดังนี้ผู้นั้นก็เป็นคนหลง

    บุคคล ผู้ใดที่ทำความเข้าใจว่า เมื่อยังมีชีวิตอยู่นี้เป็นอย่างหนึ่ง
    ตายไปแล้วเป็นอีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้นั้นก็เป็นคนหลง

    บุคคลผู้ใดเข้าใจเสียว่า เมื่อยังเป็นคนมีชีวิตอยู่นี้ ไม่รู้ไม่เห็น
    ไม่ได้เป็นก็ช่างเถิดไม่เป็นไร ตายไปแล้ว ภายหน้าหากจะรู้ จะเห็น
    จะได้ จะเป็น ผู้นั้นก็เป็นคนหลง

    บุคคลผู้ใดเข้าใจ เสียว่า เมื่อยังเป็นคนยังมีชีวิตอยู่นี้สุขก็ช่างเถิด
    ตายไปแล้ว จะได้สุข ผู้นั้นก็เป็นคนหลง

    บุคคลผู้ใดถือเสียว่า เมื่อยังมี ชีวิตอยู่นี้ทุกข์ก็ช่างเถิดไม่เป็นไร
    ตายไปแล้วจะได้สุข ผู้นั้น ก็เป็นคนหลง

    บุคคลถือเสียว่า เมื่อยังเป็นคนมีชีวิตอยู่นี้ จะทุกข์ก็ดี จะสุขก็ดี จะชั่วก็ดี ก็ช่างเถิด
    ตายไปแล้วจะไป เป็นอะไรก็ช่างเถิด ใครจะตามไปรู้ไปเห็น ผู้นั้นก็เป็นคนหลง

    ดูกรอานนท์ บุคคลทั้งหลายปรารถนาอยากพ้นทุกข์
    หรือ ปรารถนาอยากให้สุขประเภทใด ก็ควรให้ได้ให้ถึงเสียแต่ในชาตินี้
    ถ้าถือเอาภายหน้าเป็นประมาณแล้ว ชื่อว่าเป็น คนหลงสิ้นทั้งนั้น

    แม้ความสุขอย่างสูงคือพระนิพพาน
    ผู้ปรารถนาก็พึงรีบขวนขวายให้ได้ให้ถึงเสียแต่เมื่อยังเป็นคนมีชีวิตอยู่นี้.

    ดูกรอานนท์ อันว่าความสุขในพระนิพพานนั้นมี ๒ ประเภท
    คือ ดิบ ๑ สุก ๑ ได้ความว่า
    เมื่อยัง เป็นคน มีชีวิตอยู่ได้เสวยสุขในพระนิพพานนั้นได้ชื่อว่า พระนิพพานดิบ
    เมื่อตายไปแล้วได้เสวยสุขในพระนิพพานนั้น ชื่อว่าพระนิพพานสุก

    พระนิพพานมี ๒ ประเภทเท่านี้
    นิพพานโลกีย์ นิพพานพรหม เป็นนิพพานหลงไม่นับเข้า ในที่นี้

    พระนิพพานดิบนั้นเป็นของสำคัญ ควรให้รู้ให้เห็นให้ได้ให้ถึงไว้เสียก่อนตาย
    ถ้าไม่ได้พระนิพพานดิบนี้แล้ว ตายไปก็จะได้พระนิพพานสุกนั้นไม่มีเลย
    ถ้าไม่รู้ไม่เข้าใจ ก็ยิ่งไม่มีทางได้
    แต่รู้แล้วเห็นแล้วพยายามจะให้ได้ให้ถึง ก็แสนยากแสนลำบากยิ่งนักหนา
    ผู้ใดเห็นว่าพระนิพพานมีอย่างเดียว ตายแล้วจึงจะได้ ผู้นั้นชื่อว่าเป็นคนหลง

    ส่วนพระนิพพานดิบนั้นจะจัดเอาความสุขอย่างละเอียด
    เหมือนอย่างพระนิพพานสุกนั้นไม่ได้
    แต่ก็เป็นความสุขอย่างละเอียดสุขุมหาสิ่งเปรียบมิได้อยู่แล้ว
    แต่หากยังมี กลิ่นรสแห่งทุกข์กระทบถูกต้องอยู่
    จึงไม่ละเอียดเหมือนพระนิพพานสุก
    เพราะพระนิพพานสุกไม่มีกลิ่นรสแห่งทุกข์จะมากล้ำกราย
    ปราศจากสรรพสิ่งทั้งปวง แต่พระนิพพานดิบ นั้นต้องให้ได้ไว้ก่อนตาย

    ดูกรอานนท์ อันว่าพระนิพพานนั้น
    พึงให้ดูอย่างแผ่นพระธรณีมีลักษณะอาการฉันใด
    ก็ให้ ตัวเรามีลักษณะอาการฉันนั้น ถ้าทำได้เช่นนั้นก็ได้ชื่อว่าถึงพระนิพพานดิบ
    ถ้าทำไม่ได้ แต่พูดว่าอยากได้ จะพูด มากมายเท่าไรๆ ก็ตาม
    ก็ไม่อาจที่จะได้จะถึงเลย ถ้า ปรารถนาจะถึงพระนิพพานแล้ว
    ต้องทำจิตทำใจของตน ให้เป็นเหมือนแผ่นดินเสียก่อน
    ไม่ใช่เป็นของทำได้ด้วยง่าย ต้องพากเพียรลำบากยากยิ่งนักจึงจะได้
    จะเข้าใจว่าปรารถนา เอาด้วยปากก็คงจะได้ อย่างนี้เป็นคนหลงไปใช้ไม่ได้
    ต้องทำตัวทำใจให้เป็นเหมือนแผ่นดินให้จงได้

    ลักษณะของ แผ่นดินนั้น คนและสัตว์ทั้งหลายจะทำร้ายทำดี
    กล่าวร้าย กล่าวดีประการใด มหาปฐพีนั้นก็มิได้รู้โกรธรู้เคือง
    ที่ว่า ทำใจให้เหมือนแผ่นดินนั้น คือว่าให้วางใจเสีย
    อย่าเอื้อเฟื้อ อาลัยว่าใจของตน ให้ระลึกอยู่ว่า ตัวมาอาศัยอยู่ไปชั่วคราวเท่านั้น
    เขาจะนึกจะคิดอะไรก็อย่าตามเขาไป
    ให้เข้าใจอยู่ว่า เราอยู่ไปคอยวันตายเท่านั้น
    ประโยชน์อะไรกับวัตถุข้าวของ และตัวตนอันเป็นของภายนอก
    แต่ใจซึ่งเป็นของภายใน และเป็นของสำคัญ ก็ยังต้องให้ปล่อยให้วาง
    อย่าถือเอาว่า เป็นของของตัว กล่าวไว้แต่พอให้เข้าใจเพียงเท่านี้โดยสังเขป

    ดูกรอานนท์ คำที่ว่าให้ปล่อยวางจิตใจนั้น
    คือว่าให้ละ ความโลภความโกรธความหลง
    ปลงเสียซึ่งการร้ายและการดี
    ที่บุคคลนำมากล่าว มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ
    นินทา สรรเสริญ สุข ทุกข์ อย่ายินดี อย่ายินร้าย
    แม้ ปัจจัยเครื่องบริโภค เป็นต้นว่าอาหารการกิน ผ้าผ่อน เครื่องนุ่งห่ม
    ที่อยู่ที่นอน เภสัชสำหรับแก้โรค
    ก็ให้ละ ความโลภความหลงในปัจจัยเหล่านั้นเสีย

    ให้มีความ มักน้อยในปัจจัย แต่มิใช่ว่าจะห้ามเสียว่าไม่ให้กินมิให้ นุ่งห่ม
    ไม่ให้อาศัยในสถานที่ ไม่ให้กินหยูกกินยา เช่นนั้น ก็หามิได้
    คือให้ละความโลเลในปัจจัยเท่านั้น
    คือว่าเมื่อ ได้อย่างดีอย่างประณีต ก็ให้บริโภคอย่างเลวทรามต่ำช้า ตามมีตามได้
    ไม่ให้ใจขุ่นมัวด้วย ความโลภ ความโกรธ ความหลง
    อย่างนี้แหละจึงจะได้ชื่อว่าปล่อยวางใจเสียได้

    ถ้ายังเลือกปัจจัยอยู่ คือ ปล่อยให้ความโลภความโกรธ ความหลงเข้าครอบงำ เพราะเหตุแห่งปัจจัย ๔ อย่างใด อย่างหนึ่งอยู่
    ชื่อว่าถือจิตถือใจอยู่ ยังไม่ถึงพระนิพพาน ได้เลย

    ถ้าละความโลภ ความโกรธ ความหลงในปัจจัยนั้น ได้แล้ว
    จึงชื่อว่าทำตัวให้เป็นเหมือนแผ่นดินเป็นอันถึง พระนิพพานได้โดยแท้
    มีคำสอดเข้ามาในที่นี้ว่า เหตุไฉน จึงมิให้ถือใจ เมื่อไม่ให้ถือเช่นนั้น
    จะให้เอาใจไปไว้ที่ไหน เพราะไม่ใช่ใจของคนอื่น เป็นใจของตัวแท้ ๆ
    ที่จะเป็นอยู่ ได้ทุกวันนี้ ก็เพราะมีใจนี้เอง
    ถ้าไม่มีใจนี้แล้วก็ตายเท่านั้น จะให้วางใจเสียแล้ว จะรู้จะเห็นอะไร

    มีคำวิสัชนาไว้ว่า ผู้ที่ เข้าใจว่า ใจนั้นเป็นของของตัวจริง ผู้นั้นก็เป็นคนหลง
    ความจริงไม่ใช่จิตของเราแท้ ถ้าหากเป็นจิตใจของเราแท้
    ก็คงบังคับได้ตามประสงค์ว่า อย่าให้แก่อย่าให้ตายก็คงจะได้สักอย่าง
    เพราะเป็นของตัว อันที่แท้จิตใจนั้นเป็นลม อันเกิดอยู่สำหรับโลก
    ไม่ใช่จิตใจของเรา โลกเขาตั้งแต่ง ไว้ก่อนเรา
    เราจึงเข้ามาอาศัยอยู่กับด้วยลมจิตใจ ณ กาลเป็นภายหลัง

    ถ้าหากว่าเป็นจิตใจของเรา เราพาเอามาเกิด
    ครั้นเกิดขึ้นแล้วจิตใจนั้นก็หมดไป ใครจะ เกิดขึ้นมาได้อีก
    นี่ไม่ใช่จิตใจของใครสักคน เป็นของ มีอยู่สำหรับโลก
    ผู้ใดจะเกิดก็ถือเอาลมนั้นเกิดขึ้น ครั้น ได้แล้วก็เป็นจิตของตน
    ที่จริงเป็นของสำหรับโลกทั้งสิ้น
    ที่ว่า จิตใจของตนนั้นก็เพียงให้รู้ซึ่งการบุญการกุศล การบาป การอกุศล
    และเพียงให้รู้ทุกข์สุข สวรรค์และพระนิพพาน
    ถือเอาไว้ให้ถึงที่สุดเพียงพระนิพพานเท่านั้น
    ถ้าถึงพระ นิพพานแล้ว ต้องวางจิตใจคืนไว้แก่โลกตามเดิมเสียก่อน
    ถ้าวางไม่ได้เป็นโทษ ไม่อาจถึงพระนิพพานได้ มีคำแก้ไว้ ดังนี้


    ตทนนฺตรํ ลำดับนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสเทศนา ต่อไปอีกว่า

    อานนฺท ดูกรอานนท์ บุคคลทั้งหลายที่หลงขึ้นไปบังเกิดในอรูปพรหม
    อันปราศจากความรู้นั้น ก็ล้วน แต่บุคคลผู้ปรารถนาพระนิพพาน
    แต่ไม่รู้จักวางใจให้สิ้น ให้หมดทุกข์นั้นเอง
    ไม่รู้จักวางจิตวิญญาณอันตนเข้ามาอาศัย
    อยู่กับด้วยลมของโลก ทำความเข้าใจว่าเป็นจิตของตัว
    และ เข้าใจว่า พระนิพพานมีอยู่ในเบื้องบนนั้น ตัวก็นึกเข้าใจ
    เอาจิตของตัวขึ้นไปเป็นสุขอยู่ในที่นั้น
    ครั้นตายแล้วก็เลย พาเอาตัวขึ้นไปอยู่ในที่อันไม่มีรูป ตามที่จิตตนนึกไว้นั้น

    ดูกรอานนท์ ผู้ที่หลงขึ้นไปอยู่ในอรูปพรหมแล้ว
    จะได้ถึงโลกุตตรนิพพานนั้นช้านานยิ่งนัก
    เพราะว่าอายุของ อรูปพรหมนั้นยืนนัก
    จะนับว่าเท่านั้นเท่านี้มิอาจนับได้ จึงเชื่อว่านิพพานโลกีย์
    ต่างกันแต่มิได้ดับวิญญาณเท่านั้น
    ถ้าหากดับวิญญาณก็เป็นพระนิพพานโลกุตตรได้

    ส่วน ความสุขความสำราญในพระนิพพานทั้ง ๒ นั้นก็ประเสริฐ
    เลิศโลกเสมอกันไม่ต่างกัน แต่นิพพานโลกีย์เป็นนิพพานที่ไม่สิ้นสุดเท่านั้น
    เมื่อสิ้นอำนาจของฌานแล้ว ยังต้องมี เกิดแก่เจ็บตาย ร้ายและดี
    คุณและโทษ สุขและทุกข์ยังมีอยู่ เต็มที่

    เพราะเหตุนั้น ผู้ใดผู้หนึ่งซึ่งจะปรารถนานิพพานพรหมไม่มีเลย
    ย่อมมุ่งต่อโลกุตตรนิพพานด้วยกันทั้งนั้น
    แต่ไม่รู้จักปล่อยวางวิญญาณจึงหลงไปเกิดเป็นอรูปพรหม
    ส่วนโลกุตตรนิพพานนั้นปราศจากวิญญาณ
    วิญญาณยังมี ที่ใด ความเกิดแก่เจ็บตายก็มีอยู่ในที่นั้น
    โลกุตตรนิพพาน ปราศจากวิญญาณ จึงไม่มีเกิดไม่มีแก่ ไม่มีเจ็บไม่มีตาย
    มีแต่ความสุขสบาย ปราศจากอามิส
    หาความสุขอันใด จะมาเปรียบด้วยนิพพานไม่มี

    พระพุทธเจ้าตรัสแก่ข้าฯ อานนท์ ดังนี้แล
    :
    -ปล่อยวาง-


    ตทนนฺตรํ ลำดับนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสเทศนา ต่อไปอีกว่า

    อานนฺท ดูกรอานนท์ บุคคลผู้ปรารถนา พระนิพพาน
    แต่ยังปล่อยวางใจไม่ได้ ยังอาลัยถึงความสุขอยู่
    คิดว่าพระนิพพานอยู่ในที่นี้ จะเอาจิตแห่งตนไปเป็นสุขในที่แห่งนั้น
    ครั้นจักปล่อยวางใจเสียก็กลัวว่าจะไม่มีอันใดนำไป ให้เป็นสุข ถือใจอาลัยสุข
    เหตุนั้นจึงมิได้พ้นนิพพานพรหม

    ดูกรอานนท์ เราตถาคตแสดงว่าให้ปลงใจให้วางใจนั้น
    เราชี้ข้อสำคัญที่สุดมาแสดง เพื่อให้รู้ให้เข้าใจได้ง่าย
    การวางใจปลงใจนั้น คือ วางสุขวางทุกข์ วางบาปบุญคุณโทษ
    วางโลภ โกรธ หลง วางลาภยศ นินทาสรรเสริญหมดทั้งสิ้น
    เหมือนดังไม่มีหัวใจ จึงชื่อว่าทำให้เหมือนแผ่นดิน
    ถ้ายังทำไม่ได้ อย่าหวังว่าจะได้โลกุตตรนิพพานเลย
    ถ้า ทำตัวให้เหมือนแผ่นดินได้ในกาลใด พึงหวังเถิดซึ่งโลกุตตรนิพพาน
    คงได้คงถึงในกาลนั้นโดยไม่ต้องสงสัย
    พระนิพพาน เป็นของได้ด้วยยากยิ่งนัก แสนคนจะได้แต่ละคนก็ทั้งยาก

    ดูกรอานนท์ ผู้มิได้ทำอริยมรรคปฏิปทาให้เต็มที่
    ยังเป็นปุถุชนหนาไปด้วยกิเลสหาปัญญามิได้
    และจะวางใจทำตัว ให้เป็นเหมือนแผ่นดินนั้น ไม่อาจทำได้เลย
    เหตุที่เขาวางใจ ไม่ได้ เขายังถือตัวถือใจอยู่ว่าเป็นของของตัวแท้
    จึงต้อง ทรมานทนทุกข์อยู่ในโลก เวียนว่ายตายเกิดแล้ว ๆ เล่า ๆ ไม่มีสิ้นสุด

    ดูกรอานนท์ ผู้ที่วางใจทำตัวให้เป็นเหมือน แผ่นดินได้นั้น
    มีแต่บุคคลผู้เป็นนักปราชญ์ และเป็นสัตบุรุษ จำพวกเดียวทั้งนั้น
    เพราะท่านไม่ถือตนถือตัว ท่านวางใจ ให้เป็นเหมือนแผ่นดินได้
    ท่านจึงได้ถึงพระนิพพาน

    ส่วน ผู้ที่ถือตัวถือใจปล่อยวางมิได้นั้น แต่ล้วนเป็นคนโง่คนเขลาสิ้นทั้งนั้น
    บุคคลที่เป็นสัตบุรุษท่านเห็นแจ้งชัดซึ่งอนัตตา
    ท่านถือใจของท่านไว้ก็เพียงแต่ให้รู้บาปบุญคุณโทษ ประโยชน์
    และไม่ใช่ประโยชน์ รู้ศีลทานการกุศลและอกุศล
    รู้ทางสุข ทางทุกข์ในมนุษย์ สวรรค์และพระนิพพานเท่านั้น
    ครั้นถึง ที่สุดท่านก็ปล่อยวางเสียตามสภาวะแห่งอนัตตา
    ส่วนคน โง่เขลานั้น ถือตนถือตัว ถือว่าร่างกายเป็นอัตตาตัวตน
    จึงปล่อยวางมิได้

    ดูกรอานนท์ อันว่าบุคคลที่ถือใจนั้น
    ย่อมเป็นคนมักโลภ มักโกรธ มักหลง
    บุคคลจำพวกใดที่ ตกอยู่ในอำนาจแห่งความโลภ ความโกรธ ความหลงนั้น
    จะเป็นนักบวชก็ตาม เป็นคฤหัสถ์ก็ตาม ก็หาความสุขมิได้
    เบื้องหน้าเมื่อตายไป ก็หาความสุขในมนุษย์หรือสวรรค์ มิได้เลย
    ย่อมมีอบายเป็นที่ไป ณ เบื้องหน้าโดยแท้

    ดูกร อานนท์ บุคคลทั้งหลายผู้ปรารถนาเข้าสู่พระนิพพาน
    จงวางเสียซึ่งใจอย่าอาลัยความสุข
    การวางใจก็คือการวางสุข วางทุกข์ และบาปบุญคุณโทษร้ายดี
    ซึ่งเป็นของสำหรับ โลกนี้เสียให้สิ้น
    สิ่งเหล่านี้สร้างไว้สำหรับโลกนี้เท่านั้น
    เมื่อต้องการพระนิพพานแล้วต้องปล่อยวางไว้ในโลกนี้สิ้นทั้งนั้น
    จึงจะได้ความสุขในพระนิพพาน ซึ่งเป็นความสุขอย่างยิ่ง
    เป็นความสุขอันหาส่วนเปรียบมิได้

    ดูกรอานนท์ เมื่อจะถือเอาความสุขในพระนิพพานแล้ว
    ก็ให้วางใจใน โลกีย์นี้เสียให้หมดสิ้น
    อันว่าความสุขในโลกีย์ก็มีอยู่แต่ ในอินทรีย์ทั้ง ๖ นี้เท่านั้น
    ในอินทรีย์ทั้ง๖ นั้น มีใจไว้ เป็นเจ้า เอาประสาททั้ง ๕
    คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย นั้น เป็นกามคุณทั้ง ๕
    ประสาททั้ง ๕ นี้เองเป็นผู้แต่งความสุขให้แก่เจ้าพระยาจิตตราช

    ประสาทตานั้นเขาได้เห็นได้ดูรูป วัตถุสิ่งของอันดีงามต่างๆ
    ก็นำความสุขไปให้แก่เจ้าพระยาจิตตราช

    ประสาทหูนั้นเมื่อเขาได้ยินได้ฟังศัพท์สำเนียง
    เสียงที่ไพเราะเป็นที่ชื่นชมทั้งปวง
    ก็นำความสุขสนุกสนาน ไปให้เจ้าพระยาจิตตราช

    ประสาทจมูกนั้นเมื่อเขาได้จูบชม ดมกลิ่นสุคันธรสของหอมต่างๆ
    ก็นำความสุขไปให้แก่ เจ้าพระยาจิตตราช

    ประสาทลิ้นนั้นเมื่อเขาบริโภคอาหาร อันโอชารสวิเศษต่างๆ
    ก็นำความสุขสนุกสนานไปให้แก่ เจ้าพระยาจิตตราช

    ประสาทกายนั้น เมื่อเขาได้ถูกต้อง ฟูกเบาะเมาะหมอน
    นุ่งห่มประดับประดาเครื่องกกุธภัณฑ์ อันสวยงามและบริโภคกามคุณ
    ก็นำความสุขสนุกสนานไป ให้แก่เจ้าพระยาจิตตราช

    เจ้าพระยาจิตตราชนั้น ก็คือใจนั้นเอง

    ส่วนใจนั้นเป็นใหญ่ เป็นผู้คอยรับความสุขสนุกสนาน อย่างเดียวเท่านั้น
    ส่วนประสาททั้ง ๕ เป็นผู้นำความสุข ไปให้แก่ใจ
    ประสาททั้ง ๕ จึงชื่อว่ากามคุณ
    ส่วนความสุขในโลกนี้ มีแต่กามคุณทั้ง ๕ นี้เท่านั้น
    จึงเป็นเจ้าประเทศราช ในบ้านน้อยเมืองใหญ่
    ตลอดขึ้นไปจนถึงเทวโลก ก็มีแต่ กามคุณทั้ง ๕ เท่านั้น

    ดูกรอานนท์ ผู้ที่จะนำตนไปมีสุข ในพระนิพพาน
    ต้องวางเสียซึ่งความสุขในโลกีย์ ถ้าวางไม่ได้
    ก็ไม่ได้ความสุขในพระนิพพานเลย ถ้าวางสุขในโลกีย์มิได้ ก็ไม่พ้นทุกข์

    ด้วยความสุขในโลกีย์เป็นความสุขที่เจืออยู่ ด้วยทุกข์
    ครั้นเมื่อถือเอาสุขก็คือถือเอาทุกข์นั้นเอง
    ครั้นไม่วางสุขก็คือไม่วางทุกข์นั้นเอง จะเข้าใจว่าเราจะถือเอา
    แต่สุข ทุกข์ไม่ต้องการดังนี้ไม่ได้เลย เพราะสุขทุกข์เป็นของเนื่องอยู่ด้วยกัน
    ถ้าไม่วางสุขเสียก็เป็นอันไม่พ้นทุกข์

    ดูกรอานนท์ บุคคลทั้งหลายผู้ที่จะรู้ว่าสุขทุกข์ติดกันอยู่นั้น หายากยิ่งนัก
    มีแต่เราตถาคตผู้ประกอบด้วยทศพลญาณนี้เท่านั้น
    บุคคลทั้งหลายที่ยังเป็นปุถุชนคนโง่เขลานั้น
    ทำ ความเข้าใจว่า สุขก็มีอยู่ต่างหาก ทุกข์ก็มีอยู่ต่างหาก
    ครั้น เราถือเอาสุขเราก็ได้สุข เราไม่ถือเอาทุกข์ ทุกข์ก็ไม่มี ดังนี้
    เพราะเหตุที่เขาไม่รู้ว่าสุขกับทุกข์ติดกันอยู่ เขาจึงไม่พ้นทุกข์

    เมื่อผู้ใดอยากพ้นทุกข์ให้วางสุขเสีย
    ก็เป็นอันละทุกข์วางทุกข์ด้วยเหมือนกัน
    ใครเล่าจะมีความสามารถพรากสุขทุกข์ ออกจากกันได้
    แม้เราตถาคตก็ไม่มีวิเศษที่จะพรากจากกันได้
    ถ้าหากเราตถาคตพรากสุขและทุกข์ออกจากกันได้
    เราจะปรารถนาเข้าสู่พระนิพพานทำไม เราจะถือเอาแต่ สุขอย่างเดียว
    เสวยแต่ความสุขอยู่ในโลกเท่านี้ ก็เป็นอันสุขสบายพออยู่แล้ว
    นี่ไม่เป็นเช่นนั้น เราแสวงหาความสุขโดยส่วนเดียวไม่มีทางที่จะพึงได้
    เราจึงวางสุขเสีย ครั้นวางสุขแล้ว
    ทุกข์ไม่ต้องวางก็หายไปเอง อยู่กับเราไม่ได้
    เราจึงสำเร็จพระนิพพาน พ้นจากกองทุกข์ ด้วยประการ ดังนี้

    ดูกรอานนท์ อันสุขในโลกีย์นั้น ถ้าตรึกตรองให้แน่นอนแล้ว
    ก็เป็นกองทุกข์นั้นเอง มันเกิดมาเป็นมิตรติดกันอยู่
    ไม่มีผู้ใดจะพรากออกจากกันได้
    เราตถาคต กลัวทุกข์เป็นอย่างยิ่ง หาทางชนะทุกข์มิได้
    จึงปรารถนาเข้าพระนิพพาน เพราะเหตุกลัวทุกข์นั้นอย่างเดียว

    พระ พุทธเจ้าตรัสเทศนาแก่ข้าฯ อานนท์ ดังนี้แล



    ตทนนฺตรํ ลำดับนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสเทศนา สืบต่อไปอีกว่า

    อานนฺท ดูกรอานนท์ กุศลธรรมและ อกุศลธรรมนั้น
    ได้แก่กองกิเลส ๑,๕๐๐ นั้นเอง อัพยากฤต ธรรมนั้นคือองค์พระนิพพาน
    ครั้นพ้นจากกองกุศลธรรม และอกุศลธรรมนั้นแล้ว
    จึงเป็นองค์แห่ง พระอรหันต์ และ พระนิพพานโดยแท้
    ถ้ายังไม่พ้นจากกุศลและอกุศลธรรม ตราบใด ก็ยังไม่เป็นอัพยากฤตตราบนั้น
    คือยังไม่เป็น องค์พระอรหันต์ ยังไม่เป็นองค์พระนิพพานได้

    ดูกรอานนท์ กุศลนั้นได้แก่กองสุข อกุศลนั้นได้แก่กองทุกข์
    กองสุขและ กองทุกข์นั้น หากเป็นของเกิดติดเนื่องอยู่ด้วยกัน
    ไม่มีใครจะพรากให้แตกออกจากกันได้
    ครั้นถือเอากุศลคือกองสุขแล้ว ส่วนอกุศลคือกองทุกข์นั้น
    แม้ไม่ถือเอาก็เป็นอันได้อยู่เอง

    ดูกรอานนท์ เมื่อบุคคลต้องการพระนิพพานก็ให้วางเสียซึ่งความสุขนั้นก่อน
    ความสุขในโลกีย์นั้นเองชื่อว่ากุศลจึงจะถึงพระนิพพาน
    ถ้าหากว่าไม่มีความสามารถ คือไม่อาจ ทำพระนิพพานให้แจ้งได้
    ก็ให้ยึดเอากุศลนั้นไว้ก่อน พอให้ได้ความสุขในมนุษย์และสวรรค์
    แต่จะให้พ้นทุกข์นั้นไม่ได้

    ถ้าเมื่อรู้อยู่ว่า ตนจะพ้นทุกข์ไม่ได้ ก็ให้ยึดเอากุศลนั้นไว้
    เป็นสะพานสำหรับไต่ไปสู่ความสุข
    ถ้ารู้ว่าตนยังไม่พ้นทุกข์ ซ้ำมาวางกุศลเสียก็ยิ่งซ้ำร้าย
    เพราะเมื่อวางกุศลเสียแล้ว ตนก็จะเข้าไปหากองกุศล คือ กองบาปเท่านั้น
    เมื่อตก เข้าไปในกองอกุศล อกุศลนั้นก็จะนำตัวไปทนทุกขเวทนา
    ในอบายภูมิทั้ง ๔ หาความสุขในโลกมิได้เลย

    เพราะเหตุนั้น เมื่อตนยังไม่ถึงพระนิพพาน ก็ให้บำเพ็ญบุญกุศลไว้
    พอจะ ได้อาศัยเป็นสุขสบายไปในชาตินี้และชาติหน้า

    ภนฺเต ข้าแต่ พระอริยกัสสปะ พระพุทธเจ้าตรัสเทศนาแก่ข้าฯ อานนท์ ดังนี้.

    :
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 19 ธันวาคม 2019
  3. ไม้ขีดครับ

    ไม้ขีดครับ สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 ธันวาคม 2018
    โพสต์:
    41
    ค่าพลัง:
    +7
    -ผู้รู้มากถือตัว ไกลพระนิพพาน-


    ตทนนฺตรํ ลำดับนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสเทศนา ต่อไปว่า

    อานนฺท ดูกรอานนท์ สิ่งที่ทำให้สัตว์โลกเวียนว่าย ตายเกิด
    อยู่ในวัฏฏสงสาร ทรมานทุกข์ในนรกและกำเนิด สัตว์ดิรัจฉานแล้ว ๆ เล่า ๆ
    ไม่รู้สิ้นสุดนี้ มิใช่สิ่งอื่นคือตัว กิเลสและตัณหา
    ล่อลวงให้ดวงจิตของสัตว์ทั้งหลายมิให้พ้นทุกข์ภัยในวัฏฏสงสาร
    และมิได้ถึงพระนิพพานได้

    ถ้าผู้ใดมิได้รู้กองแห่งกิเลสแล้ว ผู้นั้นก็จะประสบภัย
    ได้รับทุกข์ในอบายภูมิทั้ง ๔ มิได้มีเวลาสิ้นสุด

    ดูกรอานนท์ จงจับตัว ตัณหาให้ได้ ถ้าจับได้แล้ว
    เมื่อตัวต้องทุกข์ก็จะเห็นได้ว่า ตัวเป็นอนัตตา
    เมื่อจับไม่ได้ก็เห็นตัวเป็นอนัตตาไม่ได้
    บุคคลทั้งหลายที่มาเป็นสานุศิษย์แห่งพระตถาคตนี้
    ก็มีความประสงค์ด้วยพระนิพพาน การที่จะรู้ว่าดีหรือชั่วกว่ากัน
    ก็แล้วแต่กิเลสเป็นผู้ตัดสิน
    ด้วยว่า พระนิพพาน เป็นที่ปราศจากกิเลสตัณหา

    ถ้าผู้ใดเบาบางจากกิเลสตัณหา ผู้นั้นก็เป็นผู้ดียิ่งกว่าผู้ยังหนาอยู่ด้วยกิเลสตัณหา

    ผู้ใดตั้งอยู่ ในนิจศีล คือศีล ๕ ผู้นั้นยังหนาอยู่ด้วยกิเลส
    แต่ได้ชื่อว่า เป็นผู้บางจากกิเลสได้ชั้นหนึ่ง
    ถ้าตั้งอยู่ในอุโบสถศีล คือ ศีล ๘ ได้ชื่อว่าบางจากกิเลสได้ ๒ ชั้น
    ถ้ามาตั้งอยู่ใน ทศศีล คือศีล ๑๐ ผู้นั้นก็ได้ชื่อว่าบางจากกิเลสได้ ๓ ชั้น


    ผู้เข้ามาตั้งอยู่ในศีลพระปาติโมกข์คือศีล ๒๒๗
    ผู้นั้นก็ได้ ชื่อว่า บางจากกิเลสได้ ๔ ชั้น ผลอานิสงส์ก็มีเป็นลำดับ
    ขึ้นไปตามศีลนั้น ผู้ที่มีศีลน้อยอานิสงส์ก็น้อย ผู้ที่มีศีลมากอานิสงส์ก็มากขึ้นไปตามส่วนของศีล

    บุคคลที่มิได้ตั้งอยู่ใน ศีล ๕ ถึงจะมีความรู้ความฉลาดมากมายสักเท่าใดก็ดี
    ก็ไม่ควรจะกล่าวคำประมาทแก่ผู้ที่มีศีล ๕
    ผู้ที่มีศีล ๕ ก็ควร ยินดีแต่เพียงชั้นศีลของตน
    ไม่ควรที่จะกล่าวคำประมาท แก่ผู้ที่มีศีล ๘
    ผู้ที่มีศีล ๘ ก็ควรยินดีแต่เพียงศีลของตน
    ไม่ควรที่จะกล่าวคำประมาทในท่านที่มีศีล ๑๐
    ผู้ที่มีศีล ๑๐ ก็ควรยินดีอยู่ในชั้นศีลของตน
    ไม่ควรจะกล่าวคำประมาท ในท่านที่มีศีลพระปาติโมกข์
    ถ้าแลขืนกล่าวโทษติเตียน ท่านที่มีศีลยิ่งกว่าตน ชื่อว่าเป็นคนหลง
    เป็นคนห่างจาก ทางสุขในมนุษย์ และสวรรค์ และพระนิพพานแท้

    ดูกร อานนท์ บุคคลผู้ไม่มีศีลปราศจากการรักษาศีล
    ไม่ควรกล่าว ซึ่งคำประมาทแก่ท่านผู้มีศีล
    ตัวตั้งอยู่ภายนอกศีลแล้ว มาเข้าใจว่า ตัวเป็นผู้ดีกว่าท่านผู้มีศีล
    แล้วกล่าวคำสบ ประมาทดูหมิ่นในท่านผู้มีศีล
    บุคคลจำพวกนั้นชื่อว่าเป็น เจ้ามิจฉาทิฏฐิใหญ่
    ชื่อว่าเป็นคนหลงทาง เป็นผู้ห่างจาก ความสุขในมนุษย์และสวรรค์

    ดูกรอานนท์ บุคคลผู้ตั้งอยู่ ภายนอกศีลนั้น ได้ชื่อว่าเป็นผู้ตั้งอยู่ในกิเลส
    ยังเป็นผู้ หนาแน่นอยู่ด้วยกิเลส
    แม้จะเป็นผู้มีความรู้ความฉลาดมากมายสักปานใดก็ตาม
    ก็ไม่ควรถือตัวเป็นผู้ยิ่งกว่าผู้มีศีล
    เหตุว่าผู้ที่ไม่มีศีลนั้นยังห่างจากพระนิพพานมาก
    ผู้ที่มีศีล ชื่อว่าใกล้ต่อพระนิพพานอยู่แล้ว
    ถึงจะไม่รู้อะไร มีเพียง ศีลเท่านั้น ก็ยังดีกว่าผู้ไม่มีศีลอยู่นั่นเอง
    เพราะท่านเป็น ผู้บางจากกิเลส

    บุคคลผู้ที่หนาแน่นไปด้วยกิเลส แม้จะเป็นผู้รู้มาก
    แตกฉานในข้ออรรถและข้อธรรม ประการใดก็ตาม
    ก็ควรจะทำความเคารพยำเกรงในท่านที่มีศีลจึงจะถูกต้อง
    ตามคลองธรรมที่เป็นทางแห่งพระนิพพาน
    ถ้าให้ผู้มีศีล เคารพยำเกรงในผู้ที่ไม่มีศีลและเป็นผู้หนาแน่นด้วยกิเลส
    เป็นความผิดห่างจากทางพระนิพพานยิ่งนัก

    ดูกรอานนท์ จะถือเอาความรู้และความไม่รู้เป็นประมาณทีเดียวไม่ได้
    ต้องถือเอาการละกิเลสได้เป็นประมาณ เพราะว่าผู้จะถึง พระนิพพาน
    ต้องอาศัยการละกิเลสโดยส่วนเดียว

    เมื่อละ กิเลสได้แล้ว แม้ไม่มีความรู้มาก
    รู้แต่เพียงการละกิเลสได้เท่านั้น ก็อาจถึงพระนิพพานได้

    ดูกรอานนท์ การที่จะได้ ประสบสุขเพราะละกิเลสต่างหาก
    ผู้ที่มีความรู้แต่มิได้ละเสีย ซึ่งกิเลส ย่อมไม่เป็นประโยชน์
    ผู้มีความรู้นั้น แม้จะรู้มาก แสนพระคัมภีร์ หรือมีความรู้หาที่สุดมิได้ก็ตาม
    ก็รู้อยู่เปล่าๆ จะเอาประโยชน์อันใดอันหนึ่งไม่ได้
    และจะให้เป็นบุญเป็น กุศล และได้เสวยความสุขเพราะความรู้นั้นไม่มี
    เราตถาคต ไม่สรรเสริญผู้ที่มีความรู้มากแต่ไม่มีศีล

    ผู้มีความรู้น้อย แต่เป็นผู้ตั้งอยู่ในศีล
    เราสรรเสริญและนับถือผู้นั้นว่าเป็นคนดี
    ถ้าผู้ใดนับถือผู้ที่มีกิเลสว่าดีกว่าผู้ไม่มีกิเลส
    บุคคลผู้นั้นชื่อว่าถือศีลเอาต้นเป็นปลาย เอาปลายเป็นต้น
    เอาสูง เป็นต่ำ เอาต่ำเป็นสูง ถ้าถืออย่างนี้ผิดทางแห่งพระนิพพาน
    เป็นคนมิจฉาทิฏฐิ

    การที่นับถือบุคคลผู้หนาไปด้วยกิเลส ว่าดีกว่าผู้บางเบาจากกิเลส
    เราตถาคตไม่สรรเสริญเลย บุคคลจำพวกที่บางเบาจากกิเลสใกล้ต่อพระนิพพาน
    เราตถาคตสรรเสริญและอนุญาตให้เคารพนับถือ

    การที่ทำบุญ ทำทาน ทำกุศล
    ปรารถนาเพื่อจะให้บุญ กุศล นั้นพาตนเข้าสู่พระนิพพาน
    ถ้าไม่รู้ว่าบำเพ็ญบุญกุศลเพื่อให้ช่วย ระงับดับกิเลส
    ก็เป็นอันบำเพ็ญเสียเปล่า ได้ชื่อว่าเป็นคน หลงโลกหลงทางแห่งพระนิพพาน

    ถึงรู้มากสักเท่าใดก็ตาม ถ้ายังละกิเลสไม่ได้ก็รู้เสียเปล่าๆ
    เราตถาคตตั้งศาสนาไว้ ไม่ได้หวังเพื่อให้บุคคลผู้ใดผู้หนึ่งบำเพ็ญหาประโยชน์ อย่างอื่น
    ตั้งไว้เพื่อประสงค์จะให้บุคคลบำเพ็ญภาวนา เพื่อให้ระงับกิเลสตัณหาเท่านั้น

    การบำเพ็ญภาวนา เมื่อไม่คิดว่าจะให้ระงับดับกิเลสตัณหาแห่งตน
    ก็ได้ชื่อว่า เป็นคนหลงโลกหลงทาง
    ส่วนกุศลที่เกิดจากการบำเพ็ญ ภาวนานั้น
    จะว่าไม่ได้ไม่มีเช่นนั้นก็ไม่ปฏิเสธ
    อันที่จริง ก็หาก เป็นบุญเป็นกุศลโดยแท้
    แต่ว่าเป็นทางหลงจากพระนิพพานเท่านั้น

    การกระทำความเพียรบำเพ็ญภาวนา ทำบุญทำ กุศลอย่างใดอย่างหนึ่ง
    มากน้อยเท่าใดก็ตาม ก็ให้รู้ว่าบำเพ็ญ บุญกุศลและเจริญภาวนา
    เพื่อระงับดับกิเลสตัณหาของตนให้น้อยลง ให้พ้นจากกองกิเลสนั้น
    เช่นนี้ชื่อว่าเดินถูกทาง พระนิพพานแท้

    ดูกรอานนท์ จงพากันประพฤติตามคำสอน ที่เราแสดงไว้นี้
    ถ้าผู้ใดมิได้ประพฤติตาม ก็พึงเข้าใจว่า ผู้นั้นเป็นคนนอกพุทธศาสนา

    พระพุทธเจ้าได้ตรัสแก่ข้าฯ อานนท์ดังนี้แล้วจึงทรงแสดงต่อไปอีกว่า

    ดูกรอานนท์ เรา ตถาคตบัญญัติศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐
    ศีลพระปาติโมกข์ไว้ หลายประเภทนั้น
    ก็เพราะอยากให้สัตว์ยกตนออกจากกอง กิเลส



    ;
    ดูกรอานนท์ บุคคลผู้บำเพ็ญศีลมากน้อยประเภทใด ประเภทหนึ่ง
    ก็เพื่อให้รู้ซึ่งการละกิเลส และยกตนให้พ้นจาก กิเลส
    เมื่อไม่รู้เช่นนั้นได้ชื่อว่าเป็นคนหลง
    ส่วนผลอานิสงส์ ที่ได้บำเพ็ญศีลนั้น
    เราตถาคตได้กล่าวอยู่ว่ามีผลอานิสงส์จริง
    แต่ว่ามีอานิสงส์น้อยและผิดจากทางพระนิพพาน

    ถ้าเข้าใจว่าการรักษาศีล เพื่อจะยกตนให้พ้นจากกิเลส
    รักษา ศีล ๕ ได้แล้ว จะเพียรพยายามรักษาศีล ๘ ศีล๑๐
    ศีลพระปาติโมกข์เป็นลำดับไป
    เพื่อจะยกตนให้พ้นจาก กองกิเลสทีละเล็กทีละน้อยตามลำดับ
    เมื่อเราตั้งอยู่ในศีล ประเภทใด ก็ตั้งใจรักษาโดยเต็มความสามารถ
    รู้ดังนี้จึงมี ผลอานิสงส์มาก ไม่เป็นคนหลง และตรงต่อทางพระนิพพานโดยแท้

    ดูกรอานนท์ กุลบุตรผู้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา
    เป็นศิษย์แห่งเราตถาคตนี้ก็หวังเพื่อความระงับดับกิเลส
    ไม่อยากเกิดในโลกสืบต่อไป เพราะกิเลสนั้นเป็นเชื้อสายสืบโลก
    ดลบันดาลใจให้ยินดีไปในทางโลก

    ครั้นเกิดมาแล้ว ก็ให้เจ็บไข้ แก่ ตาย และให้ต้องพลัดพรากจากกัน
    ให้รัก ให้ชัง ให้อด ให้ตี ให้ด่า ให้อยาก ให้ทุกข์ ให้ยากเข็ญใจ
    อาการกิริยาแห่งกิเลสเป็นเช่นนี้
    เราตถาคตจึงทรงอนุญาต ให้บวช เพื่อความระงับดับกิเลส
    ไม่ให้เกิดมีเป็นเชื้อสาย สืบโลกต่อไป

    เมื่อรู้อย่างนี้แล้วตั้งใจรักษาศีลเพื่อให้ดับกิเลส
    และตรึกตรองหาอุบายเพื่อทำลายกิเลสอันเป็นต้นเค้าให้ขาดสูญ
    การรักษาศีลพระปาติโมกข์ก็ดี การรักษาข้อวัตร ในธุดงค์ ๑๓ นั้นก็ดี
    ก็เป็นอันประมวลลงในศีลนั้นทุกอย่าง
    มิใช่ว่าจะรักษามากมายหลายสิ่งหลายอย่าง จนสิ้นจนหมด หามิได้

    เมื่อเรารู้ว่ารักษาศีลเพื่อระงับดับกิเลส
    ไม่ได้รักษา เพื่ออย่างอื่นแล้ว
    แม้จะรักษาแต่เล็กแต่น้อยโดยเอกเทศ
    ไม่ครบตามจำนวนในพระปาติโมกข์ ในจำนวนแห่งธุดงควัตร
    ก็ได้ชื่อว่าเป็นรักษาครบทุกอย่าง
    เพราะจับต้นจับเค้ารากเหง้า แห่งกิเลสได้แล้ว
    เปรียบดังบุรุษตัดต้นไม้ ถ้าตัดเหง้าตัด รากแก้วขาดแล้ว
    กิ่งก้านสาขาแม้ไม่ต้องตัดก็ตายเอง
    ถ้าไปตัดรอนแต่กิ่งก้านสาขารากเหง้าไม่ได้ตัด
    ต้นไม้นั้น ก็อาจงอกงามขึ้นได้อีก

    ดูกรอานนท์ บุคคลที่บวชใน พระศาสนานี้
    ก็เปรียบเหมือนบุคคลผู้ตัดต้นไม้
    ฉะนั้น การบวชมิใช่ว่ามุ่งประโยชน์อย่างอื่น
    บวชเพื่อระงับดับกิเลส เท่านั้น ถ้าไม่หวังเพื่อความดับกิเลสแล้ว
    ไม่ต้องบวชดีกว่า การที่บวชโดยที่ไม่ได้มุ่งเพื่อการดับกิเลส
    แม้จะมีความรู้ วิเศษสักปานใด ก็ได้ชื่อว่ารู้เปล่าๆ
    แต่ว่าการที่เป็นผู้มีความรู้ความฉลาดนั้น
    เรามิได้ติว่า ไม่รู้ไม่ดี ไม่เป็นบุญ ไม่เป็นกุศล
    ก็คงเป็นอันรู้อันดี เป็นบุญเป็นกุศลอยู่นั่นเอง
    แต่ว่าเป็นความรู้ที่ผิดจากทางพระนิพพาน

    ดูกรอานนท์ เราตถาคตเทศนาไว้โดยเอนกปริยายนั้น
    ก็เพื่อจะให้หมู่ ปุถุชนคนเขลาเห็นเป็นอัศจรรย์
    และเพื่อให้ได้รับความเชื่อ ความเลื่อมใส
    เมื่อพาลชนทั้งหลายไม่เห็นเป็นอัศจรรย์แล้ว
    ก็จะไม่มีความเชื่อความเลื่อมใสในคุณของพระตถาคต
    ถ้า กล่าวแต่น้อยพอเป็นสังเขปก็ไม่เข้าใจ
    ไม่เหมือนผู้ที่มีบุญ มีวาสนาแม้จะกล่าวแต่เพียงเล็กน้อยก็เข้าใจได้มากมาย
    หลายอย่างหลายนัย ธรรมชาติผู้ที่มีปัญญาแท้ ไม่ต้องกล่าวอะไรเลย
    ก็รู้ได้ด้วยปัญญาของตนเอง ไม่ต้องให้กล่าว เป็นการลำบาก

    เราตถาคตได้รับความลำบากเพราะพาล ปุถุชนเท่านั้น
    ว่ากล่าวสั่งสอนแต่เพียงเล็กน้อยก็ไม่เข้าใจ เพราะเขาถือว่าเขาดีเสียแล้ว
    แท้ที่จริงความรู้ของเหล่า พาลชนจะรู้ดีไปสักเท่าไร
    ก็ดีอยู่แต่เพียงมีลมอัสสาสะ ปัสสาสะเท่านั้น
    ถ้าลมอัสสาสะปัสสาสะขาดแล้ว ก็มีแต่ เน่าเป็นเหยื่อหนอนนอนกลิ้ง
    เหนือแผ่นดินจะหาสาระสิ่งใด ไม่มีเลย
    มีแต่เครื่องอสุจิเต็มไปสิ้นทั้งนั้น จะถือแต่ว่าตัวมี ความรู้ความดี
    เมื่อมีความรู้ความดีแล้วจะไม่ตายหรือ
    จะมี ความรู้มากรู้มายเท่าใดก็คงไม่พ้นตายไปได้
    จะมีความรู้ดี วิเศษไปเท่าไร รู้ไปรู้อยู่บนแผ่นดินจะรู้จะดีให้พ้นแผ่นดินไปไม่ได้
    เมื่อลมยังมีก็อยู่เหนือแผ่นดิน เมื่อลมออกแล้วก็คงอยู่เหนือแผ่นดินนั้นเอง
    จะพ้นจากแผ่นดินไปไม่ได้
    และจะมาถือตัวถือตนอยู่นั้น จะพ้นจากแผ่นดินไปไม่ได้
    และจะมาถือตัวถือตนอยู่นั้น เพื่อประโยชน์อะไร
    ส่วน ของเน่าของเหม็นมีอยู่เต็มตัวก็ไม่รู้ไม่เห็น
    เห็นแต่ว่าตัวรู้ดี ถือเนื้อถือตัวอยู่
    เราตถาคตเบื่อหน่ายความรู้ความดีของ พาลปุถุชนมากนัก

    ดูกรอานนท์ ธรรมดาบุคคลผู้ที่เป็น นักปราชญ์มีปัญญาทั้งหลาย
    ย่อมไม่ถือเนื้อถือตัวว่าเรารู้ดี อย่างนั้นอย่างนี้
    ท่านจะมีความรู้มากมายเท่าไร
    ก็มิได้ถือเนื้อถือตัวเหมือนอย่างพาลปุถุชน
    พวกพาลปุถุชน ที่เขาห่างไกลจากพระนิพพาน
    ก็เพราะเหตุที่เขาถือเนื้อ ถือตัว
    การถือเนื้อถือตัวมีมากเท่าใด
    ก็ยิ่งทำให้ห่างไกลจากพระนิพพานมากเท่านั้น

    เหตุว่าประตูเมืองพระนิพพานนั้น แคบนักหนา
    ผมเส้นเดียวผ่าออกเป็น ๓ เสี้ยว เอาแต่เสี้ยวเดียว
    ไปแยงเข้าที่ประตูนิพพาน ก็ยังคับแคบเข้าไม่ได้
    เพราะฉะนั้นเมื่อท่านต้องการพระนิพพานแล้ว
    ไม่ควรจะ ถือว่าตัวรู้ดีเป็นผู้ใหญ่เป็นผู้สูงศักดิ์กว่าผู้อื่น
    ยิ่งถือตนถือตัว ขึ้นเท่าใดก็ยิ่งให้คับประตูพระนิพพานเข้าเท่านั้น
    จึงว่า พาลปุถุชนทั้งหลายเป็นผู้ห่างไกลจากพระนิพพาน
    ด้วยเหตุ ที่เขามัวถือเนื้อถือตัวว่าตัวรู้ดีอยู่

    ดูกรอานนท์ บุคคลที่เข้า มาบวชเป็นลูกศิษย์ของพระตถาคตแล้ว
    ยังปล่อยให้ตนได้รับความทุกข์อยู่ ผู้นั้นเรากล่าวว่าเป็นพาลปุถุชน
    คือ เป็นคนโง่เขลาผู้ที่ไร้ปัญญาเช่นนั้น
    จะเรียกว่าเป็นศิษย์ของพระตถาคตยังไม่ได้
    เมื่อบวชแล้วประพฤติตัวให้เป็นสุข อยู่ทุกเมื่อนั่นแล
    จึงจะเป็นลูกศิษย์ของพระตถาคตแท้

    เรา ตถาคตหวังเพื่อความสุขจึงได้ออกบวช
    เมื่อบวชแล้วมาทำ ตนของตนให้เป็นทุกข์
    บุคคลผู้นั้นชื่อว่าเป็นคนโง่เขลา เบาปัญญาหาที่เปรียบมิได้
    ถ้าบุคคลผู้มีปัญญาแล้ว ไม่ทำ ตัวให้เป็นทุกข์เลย
    บุคคลผู้ไม่มีปัญญาจึงทำตัวให้เป็นทุกข์ ไม่เฉพาะแต่นักบวชจำพวกเดียว
    แม้คฤหัสถ์ถ้าหาปัญญา มิได้ก็ได้รับความทุกข์ยากลำบากเหมือนกัน

    ปราชญ์ผู้ปรีชา เมื่อออกบวชแล้ว ท่านย่อมพิจารณาเห็นแจ้ง
    ซึ่งมีศีลและ ข้อวัตรที่หนักและเบาแล้ว
    ท่านไม่ต้องรักษามากมายหลายอย่างหลายประการนัก
    เลือกรักษาแต่เล็กแต่น้อย ก็ย่อมได้รับความสุขกายสุขใจ

    ผู้ที่โง่เขลาเบาปัญญานั้น ย่อมรักษามากมายหลายอย่างต่างๆนานา
    เพราะเหตุที่ ต้องรักษามากเกินไปจึงเป็นทุกข์
    ผู้ที่มีปัญญาแล้วย่อมเลือก รักษาแต่สิ่งที่จริงที่แท้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
    ก็ย่อมนำมา ซึ่งความสุข

    เปรียบเหมือนบุคคลผู้ฉลาด ไปตัดไม้ในป่า มาทำกิจอย่างหนึ่ง
    เมื่อตัดได้แล้วก็ถากเปลือกและกระพี้ ทิ้งเสีย
    เหลือไว้แต่ที่ต้องการแล้ววัดตัดเอาแต่พอแก่การงานของตัวเท่านั้น
    ไม่ต้องลำบากแก่การแบกการหาม
    ส่วนบุคคล ผู้ที่ไม่ฉลาด ไม่รู้เท่าต่อการงานที่จะพึงทำ
    เมื่อไปตัดไม้ ได้แล้ว จะถากเอาแต่ที่ต้องการก็กลัวจะเสีย
    เพราะตัว ไม่เข้าใจการงานต้องแบกมาทั้งเปลือกทั้งกระพี้ทั้งส่วนยาว
    ได้รับความเหน็ดเหนื่อยหนักอย่างทวีคูณ
    ก็เพราะความที่ ตัวเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญา

    ดูกรอานนท์ การรักษา แก้วไม่ดีไม่มีราคา
    แม้จะรักษามากมายหลายพันดวง
    ก็สู้ผู้ที่รักษาแก้วที่ดีมีราคาดวงเดียวไม่ได้

    แก้วที่ไม่ดีไม่มีราคา จะขายก็ไม่ได้ จะเก็บไว้ก็ไร้ประโยชน์
    ตกลงต้องรักษาไป เปล่าๆ ส่วนแก้วที่มีราคานั้น
    จะขายก็ได้เงินมาก หากจะ เก็บไว้ก็เป็นคุณประโยชน์แก่ตน
    และการเรียนมนต์และเรียน คาถาที่ดีที่ขลังบทเดียวไม่ได้

    เมื่อรู้ประโยชน์แห่งศีลและ ข้อวัตรแล้วก็ไม่ต้องรักษามาก
    เมื่อไม่รู้ไม่เข้าใจก็รักษา พร่ำเพรื่อไปจนไม่มีเขตแดน
    จึงต้องได้รับความลำบาก เหมือนผู้ที่ไม่รู้การงาน
    ต้องแบกเอาไม้ทั้งเปลือกทั้งกระพี้ ทั้งส่วนยาวไปเปล่าๆ

    ฉะนั้น ผู้ปรีชาท่านรักษาวินัยและ ข้อวัตรไม่มาก
    แต่หากได้รับอานิสงส์เพียงพอเหมือนอย่าง
    ผู้รักษาแก้วดีดวงเดียว หรือผู้ที่เรียนมนต์และคาถาที่ขลังบทเดียวเท่านั้น
    ก็ให้สำเร็จประโยชน์ได้เต็มที่ฉะนั้น

    :
    -ตัวบุญ ตัวบาป-


    ดูกรอานนท์ การที่เราตถาคตต้องการให้บวชนั้น
    ก็เพื่อจะให้ได้บุญและกุศล อะไรชื่อว่าเป็นตัวบุญตัวกุศล

    ตัวบุญตัวกุศลนั้นไม่ใช่สิ่งอื่น คือความดับเสียซึ่งกิเลส
    การรักษากิจวัตรและพระวินัย อย่างไรก็ตาม
    ถ้าดับกิเลสได้มาก ก็เป็นบุญมาก ถ้าดับกิเลสได้น้อยก็เป็นบุญน้อย
    ถ้าดับ กิเลสไม่ได้ก็ไม่เป็นบุญเลย

    บาปอกุศลนั้นก็ไม่ใช่อื่น คือ ตัวกิเลส
    กิเลสก็คือตัณหานั้นเอง ดับกิเลสตัณหาได้เท่าใด ก็เป็นบุญเท่านั้น
    ถ้าดับกิเลสตัณหาไม่ได้ก็เป็นอันไม่ได้บุญ ไม่ได้กุศลเลย

    ผู้ที่ไม่รู้จักบุญและบาปนั้น
    มาทำความเข้าใจ ว่า บวชรักษาข้อวัตรรักษาศีลเอาบุญ
    บุญนั้นมีอยู่นอกตน นอกตัว มีอยู่ที่ดินฟ้าอากาศ
    เมื่อบวชได้รักษากิจวัตรแล้ว บุญนั้นก็จะเลื่อนลอยมาจากสถานที่ต่างๆ
    มีนภาลัยเวหา อากาศเป็นต้น มานำเอาตัวขึ้นไปสู่สวรรค์และพระนิพพาน
    เห็นไปโดยผิดทางเช่นนี้ ล้วนแต่เป็นคนหลงสิ้นทั้งนั้น

    ดูกรอานนท์ ผู้ที่ไม่รู้จักบาป เข้าใจว่าบาปนั้นอยู่นอกตน นอกตัว
    เมื่อทำบาปแล้วบาปนั้นก็จะลุกมาแต่นรกใต้พื้นดิน
    มาจับกุมคุมเอาตัวลงไปสู่นรก การที่ทำความเข้าใจอย่างนี้
    นับว่าเป็นคนหลงสิ้นทั้งนั้น

    ดูกรอานนท์ สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี บาปบุญคุณโทษก็ดี
    ย่อมมีอยู่ที่เรา จะเข้าใจว่าบาปบุญอยู่ ภายนอกตัว
    ทำบุญแล้วคอยท่าบุญจะมานำเอาตัวไปสู่สุคติ
    คิดอย่างนี้ตั้งร้อยชาติแสนชาติก็ไม่อาจได้

    อันว่าบุญบาป สุขทุกข์ ย่อมไม่มี ณ ภายนอกตัว
    บุญกุศลและความ สุขนั้นก็คือดวงจิต
    ส่วนบาปกรรมทุกข์โทษนั้นคือ หมู่แห่งตัณหา
    ตัณหานั้นจักมี ณ ที่อื่นนอกจากตัวตน ของเราแล้วไม่มี
    ตัวบุญและตัวบาปก็อยู่ที่ใจของเรา
    เมื่อตัวไม่ชอบทุกข์ อยากได้ความสุข ก็จงพยายามแก้ใจของเรานั้นเถิด

    ถ้าเราไม่เป็นผู้แสวงหาความสุขให้พ้นจาก ทุกข์แล้ว
    ใครมาช่วยตัวเราให้พ้นจากทุกข์ให้ได้รับความสุขได้เล่า
    เพราะสุขทุกข์อยู่ที่ตัวของเรา เมื่อเราหามิได้แล้ว
    ใครคนอื่นที่ไหนเขาจะหามาให้เราได้

    ดูกรอานนท์ บุคคล ผู้ที่เข้าใจว่า
    บุญกุศลสวรรค์และพระนิพพานมีผู้นำมาให้
    บาปกรรมทุกข์โทษ นรกและสัตว์ดิรัจฉานก็มีผู้พาไปทั้งสิ้น
    บุคคลที่เข้าใจอย่างนี้ชื่อว่าเป็นผู้หลงโลกหลงทางสงสาร
    บุคคลจำพวกนั้น แม้จะทำบุญให้ทานสร้างกุศลใดๆ
    ที่สุด จนออกบวชในพระศาสนานี้ ก็หาความสุขมิได้
    จะได้เสวย แต่ความทุกข์โดยถ่ายเดียว

    ดูกรอานนท์ บุญกับสุขหาก เป็นอันเดียวกัน
    เมื่อมีบุญก็ชื่อว่ามีความสุข บาปกับทุกข์ ก็เป็นอันเดียวกัน
    เมื่อมีบาปก็ได้ชื่อว่ามีทุกข์
    ถ้าไม่รู้บาป ก็ละบาปไม่ได้ ถ้าไม่รู้จักบุญก็หาบุญไม่ได้
    เปรียบเหมือน เราอยากได้ทองคำ แต่เราหารู้ไม่ว่าทองคำนั้น
    มีรูปพรรณ สัณฐานอย่างไร ถึงทองคำนั้นมีอยู่และเห็นอยู่เต็มตา
    ก็ไม่อาจถือเอาได้โดยเหตุที่ไม่รู้จัก
    แม้บุญเหมือนกัน ถ้าไม่รู้จักบุญก็หาบุญไม่ได้
    อย่าว่าแต่บุญซึ่งเป็นของไม่มีรูปร่างเลย แม้แต่สิ่งอื่นๆ ที่มีรูปร่าง
    ถ้าหากว่าเราไม่รู้จักก็ถือเอาไม่ได้

    ดูกรอานนท์ บุคคลที่ไม่รู้จักบุญและไม่รู้จักสุข
    ทำบุญ จะไม่ได้บุญ ไม่ได้สุขเสียเลย เช่นนั้นตถาคตก็หากล่าวปฏิเสธไม่
    ทำบุญคงได้บุญและได้สุขอยู่นั้นแล
    แต่ทว่าตัว หากไม่รู้ไม่เข้าใจว่าบุญและความสุขก็ยังเกิดอยู่ที่ตัวนั้นเอง
    เมื่อไม่รู้ไม่เข้าใจ จึงเป็นอันมีบุญและสุขไว้เปล่าๆ

    ดูกร อานนท์ บุคคลจำพวกที่ไม่รู้จักบุญคือความสุข
    เมื่อทำบุญแล้วปรารถนาเอาความสุขน่าสมเพทเวทนานักหนา
    ตัวทำบุญก็ได้บุญในทันใดนั้นเอง มิใช่ว่าเมื่อทำแล้วนานๆ จึงจะได้
    ทำเวลาใดก็ได้เวลานั้น แต่ตัวไม่รู้ นั่งทับนอนทับ บุญอยู่เปล่าๆ
    ตัวก็ไม่ได้รับบุญ คือความสุข
    จึงว่าเสียที ที่เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา

    พระพุทธเจ้าตรัส เทศนาแก่ข้าฯ อานนท์ ด้วยประการดังนี้.
    ข้าแต่พระมหากัสสปะผู้มีอายุ พระพุทธเจ้าตรัส เทศนาต่อไปอีกว่า

    อานนฺท ดูกรอานนท์ บุคคลที่เข้าใจว่า ทำบุญไว้มากๆ
    แล้วจะรู้และไม่รู้ก็ไม่เป็นไร บุญจะพาไปให้ได้รับความสุขเอง
    เช่นนี้ชื่อว่าเป็นคนหลงโดยแท้ เพราะเหตุไร
    บุญจึงจะพาตัวไปรับความสุขอย่างเดียว เมื่อไม่รู้สุขก็คือไม่รู้จักบุญ
    เมื่อเรารู้สุขก็เห็นสุขก็คือเรารู้บุญ เห็นบุญนั้นเอง
    จะให้ใครพาไปหาใครที่ไหน

    ดูกรอานนท์ สุขทุกข์นี้ใครจะช่วยใครไม่ได้
    ใครจะพาใครไปนรกและ สวรรค์และนิพพานต้องไปด้วยตัวเอง
    จะพาเอาคนอื่นไปด้วย ไม่ได้เป็นอันขาด
    ผู้ใดอยากพ้นจากขุมนรกสุกในเมืองผี
    ก็จงทำตนให้พ้นจากนรกดิบในเมืองคนเรานี้เสียก่อน
    ถ้า ไม่ได้สวรรค์ดิบในเมืองคนนี้ แม้เมื่อตายไปแล้วก็ไม่อาจได้ สวรรค์สุกเลย
    ถ้าไม่ได้สวรรค์ดิบไว้ก่อนแล้ว ตายไปก็มีนรก เป็นที่อยู่โดยแท้
    แม้ความสุขในสวรรค์ก็ยังไม่ปราศจากทุกข์
    มิใช่ว่าจะมีทุกข์แต่สวรรค์ดิบ ในเมืองคนเราเท่านั้นก็หามิได้
    ถึงสวรรค์สุกในชั้นฟ้าชั้นใดๆ ก็ดี สุขกับทุกข์ก็มีอยู่เสมอกัน
    เป็นความสุขที่ยังไม่ปราศจากทุกข์

    ไม่เหมือนพระนิพพาน ซึ่งเป็นเอกันตบรมสุข
    มีแต่สุขโดยส่วนเดียวไม่ได้เจือปนไป ด้วยทุกข์เลย

    ดูกรอานนท์ อันว่าสวรรค์ดิบในเมืองคนเรานี้
    ก็คือความได้เป็นเจ้าเป็นใหญ่ในสมบัติข้าวของ
    เกียรติยศ บริวารยศและนามยศ เมื่อบุคคลผู้ใดได้เป็นเจ้าเป็นใหญ่ เช่นนั้น
    ได้ชื่อว่าเป็นผู้ได้เสวยสุขในสวรรค์ดิบ
    ผู้ปรารถนา ความสุขในภายภาคหน้า
    ก็จงให้ได้รับความสุขแต่เมื่อยังมี ชีวิตอยู่
    อย่าเห็นแก่ความลำบากยากแค้น

    ในสวรรค์ชั้น ใดๆ จะเป็นสวรรค์ดิบในเมืองคนหรือสวรรค์สุกในเมืองฟ้า
    ทุกชั้น ย่อมเจือปนอยู่ด้วยทุกข์ทั้งนั้น ไม่แปลกต่างกัน และไม่มากไม่น้อยกว่ากัน
    ความสุขในสวรรค์ก็เป็นความ สุขจริง จะว่าไม่สุขนั้นไม่ได้
    แต่ว่าเป็นสุขที่เจืออยู่ด้วยทุกข์ แม้ถึงกระนั้นก็คงดีกว่าตกอยู่ในนรกโดยแท้

    ดูกรอานนท์ สวรรค์ดิบในชาตินี้กับสวรรค์สุกในชาติหน้า
    อย่าสงสัยว่า จะต่างกัน ถึงจะต่างกันบ้างก็เพียงเล็กน้อย
    เมื่อต้องการ ความสุขเพียงใด
    ก็จงพากเพียรให้ได้แต่เมื่อยังมีชีวิตอยู่ในเมืองคนนี้
    จะนั่งจะนอนคอยให้สุขมาหานั้นไม่ได้
    ไม่เหมือนพระนิพพานความสุขในพระนิพพานนั้นไม่ต้องขวนขวาย
    เมื่อจับถูกที่แล้ว นั่งสุขนอนสุขได้ทีเดียว

    ความสุขใน พระนิพพาน จะว่ายากก็เหมือนง่าย
    จะว่าง่ายก็เหมือนยาก ที่ว่ายากนั้นยากเพราะไม่รู้ไม่เห็น
    พาลปุถุชนคนตามืด ทั้งหลาย รู้ไม่ถูกที่ เห็นไม่ถูกที่ จับไม่ถูกที่
    จึงต้องพากเพียร พยายามหลายอย่างหลายประการ
    และเป็นการเปล่าจาก ประโยชน์ด้วย

    ส่วนท่านที่มีปัญญาพิจารณาถูกที่ จับถูกที่แล้ว
    ไม่ต้องทำอะไรให้ยาก
    นั่งๆ นอนๆ อยู่เปล่าๆ เท่านั้น
    ความสุขในพระนิพพานก็มาบังเกิดแก่ท่านได้เสมอ

    เพราะ เหตุฉะนั้นจึงว่าความสุขในพระนิพพานไม่เป็นสุขที่เจือไปด้วยทุกข์.

    ดูกรอานนท์ เมื่ออยากรู้ว่า เราจะได้รับความสุขในสวรรค์
    หรือจะได้รับความทุกข์ในนรกก็จงสังเกตดูใจของเราในเวลาที่ยังไม่ตายนี้
    ใจของเรามีสุขมากหรือมีทุกข์ มาก ทุกข์เป็นส่วนนรกดิบ
    เมื่อตายแล้วก็ต้องไปตกนรกสุก สุขเป็นส่วนสวรรค์ดิบ
    เมื่อตายแล้วก็ได้ขึ้นสวรรค์สุก เมื่อ ยังเป็นคนอยู่ มีสุขหรือมีทุกข์มากเท่าใด
    แม้เมื่อตายไป ก็คงมีสุขและมีทุกข์มากเท่านั้น ไม่มีพิเศษกว่ากัน

    บุคคล ผู้ปรารถนาความสุขในภพนี้และภพหน้าแล้ว
    จงรักษาใจให้ ได้รับความสุข ส่วนตนตัวร่างกายข้างนอกนั้นไม่สำคัญ
    จะได้รับความสุขความทุกข์ประการใดก็ช่างเถิด
    เมื่อตายแล้ว ก็ทิ้งอยู่เหนือแผ่นดินหาประโยชน์มิได้
    ส่วนใจนั้นเป็นของ ติดตามตนไปในอนาคตเบื้องหน้าได้
    เพราะจิตใจเป็นของไม่ตาย
    ที่ว่าตายนั้นตายแต่รูปร่างกายธาตุแตกขันธ์ดับ เท่านั้น
    ถ้าจิตใจตายแล้วก็ไม่ต้องเกิดไม่ต้องตายต่อไปอีก
    กล่าวคือถึงพระนิพพาน

    ดูกรอานนท์ ในอดีตชาติเราตถาคต
    ก็ได้หลงท่องเที่ยวอยู่ในสงสารวัฏนี้ช้านาน
    นับด้วยร้อย ด้วยพันแห่งชาติเป็นอันมาก
    ทำบุญทำกุศลก็ปรารถนาแต่ จะให้พ้นทุกข์ ให้เสวยสุขในเบื้องหน้า
    เข้าใจว่าตายแล้ว จึงจะพ้นจากทุกข์

    ครั้นเมื่อตายจริงก็ตายแต่ธาตุแต่ขันธ์ เท่านั้น
    ส่วนใจนั้นไม่ตาย จึงต้องไปเกิดอีก
    เมื่อไปเกิดอีก ก็ต้องตายอีก เมื่อเช่นนี้จะพ้นทุกข์ได้อย่างไร

    ที่นิยมกัน ว่าตาย ก็คือตายเน่าตายเหม็นกันอยู่อย่างทุกวันนี้
    ชื่อว่า ตายเล่นตายไม่เน่า ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย หาต้นหาปลายมิได้
    ที่ตายแท้ตายจริง คือตายทั้งรูปแตกขันธ์ดับ ตายทั้งจิตทั้งใจ
    มีแต่พระพุทธเจ้ากับเหล่าพระอรหันตขีณาสพเท่านั้น
    ท่านเหล่านี้ไม่ต้องกลับมาเกิดอีก

    ดูกร อานนท์ ในอดีตชาติเมื่อเรายังไม่รู้
    เข้าใจว่าตายแล้วจึงจะ พ้นทุกข์
    ทำบุญทำกุศลก็มุ่งเอาแต่ความสุขในเบื้องหน้า
    ครั้นตายไปก็หาได้จากทุกข์ตามความประสงค์ไม่
    มาปัจฉิมชาตินี้เราจึงรู้ว่า สวรรค์และพระนิพพานมีอยู่ที่ตัวนี้เอง
    เราจึงได้รีบเร่งปฏิบัติให้ได้ให้ถึงแต่เมื่อยังเป็นคนอยู่
    จึงได้พ้นจากทุกข์ และได้เสวยสุขอันปราศจากอามิส
    เป็นพระบรมครู สั่งสอนเวไนยสัตว์อยู่ทุกวันนี้

    ข้าแต่พระมหากัสสปะผู้มีอายุ พระพุทธเจ้าตรัสเทศนาแก่ข้าฯ อานนท์ ดังนี้แล.

    :

    -ทศพลญาณ ๑๐ ประการ-


    ตทนนฺตรํ ลำดับนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสเทศนา ต่อไปอีกว่า

    อานนฺท ดูกรอานนท์ ความทุกข์ในนรกและความสุข
    ในสวรรค์และพระนิพพานนั้นใครจะช่วยใครไม่ได้
    เมื่อใครชอบอย่างใดก็ทำอย่างนั้น
    แม้เราตถาคตก็ช่วยใคร ให้พ้นทุกข์
    และช่วยใครให้ได้สวรรค์และพระนิพพานไม่ได้
    ได้แต่เพียงสั่งสอนชี้แจงให้รู้สุขรู้ทุกข์ ให้รู้สวรรค์
    ให้รู้พระนิพพานด้วยวาจาเท่านั้น

    อันกองทุกข์ โทษ บาป กรรมทั้งปวงนั้น
    ก็คือตัวกิเลสตัณหา ครั้นดับกิเลสตัณหา ได้แล้ว
    ก็ไม่ต้องลงนรก ถ้าดับกิเลสตัณหาได้มากก็ขึ้นไปเสวยสุขในสวรรค์
    ถ้าดับกิเลสตัณหาได้สิ้นเชิงหาเศษมิได้แล้ว
    ก็ได้เสวยสุขในพระนิพพานทีเดียว

    เราตถาคตบอกให้รู้แต่ ทางไปเท่านั้น

    ถ้าผู้รู้ทางแห่งความสุข แล้วประพฤติปฏิบัติตามก็ได้ประสบสุขสมประสงค์
    อย่าว่าแต่เราตถาคตเลย แม้พระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ล่วงไปแล้วนับไม่ถ้วนก็ดี
    และ จะมาตรัสรุ้ในกาลเป็นภายหลังก็ดี
    จะมาช่วยพาเอาสัตว์ทั้งหลายไปให้พ้นจากทุกข์
    แล้วให้ได้เสวยสุขเช่นนั้น ไม่มี มีแต่มาแนะนำสั่งสอนให้รู้สุขรู้ทุกข์ รู้สวรรค์
    และ พระนิพพานอย่างเดียวกันกับเราตถาคตนี้

    พระพุทธเจ้า ทั้งหลายก็ทรงไว้ซึ่งทศพลญาณ
    มีอาการเหมือนอย่างเรา ตถาคตนี้ทุกๆ องค์
    บุคคลจำพวกใดเข้าใจว่าพระพุทธเจ้า ต่างกันด้วยศีล ด้วยฌาณ ด้วยญาณ
    ด้วยอิทธิ บุคคล จำพวกนั้นเป็นคนหลง

    ผู้ที่ได้นามว่าพระพุทธเจ้านั้น ต้องมีทศพลญาณ
    สำหรับขับขี่เข้าสู่พระนิพพานด้วยกันทุกองค์
    จะได้เป็นพระพุทธเจ้าแต่เราพระองค์เดียวนั้นหามิได้
    ผู้ใด มีทศพลญาณ ผู้นั้นได้ชื่อว่าพระพุทธเจ้าด้วยกันทุกองค์
    ไม่ควรจะมีความสงสัย ญาณ ๑๐ ประการนั้น
    เป็นเครื่องหมายของพระพุทธเจ้า
    ถ้าไม่มีญาณ ๑๐ ประการแล้ว จะรู้ดีมีอิทธิ ดำดินบินบนได้อย่างไรๆ ก็ตาม
    ก็ไม่เรียกว่าพระพุทธเจ้า
    ถ้ามีญาณ ๑๐ ประการแล้ว จะไม่มีอิทธาศักดานุภาพอย่างไรก็ตาม
    ก็ให้เรียกท่านผู้นั้นว่าพระพุทธเจ้า

    เพราะ ทศพลญาณ ๑๐ ประการเป็นเครื่องหมายของพระพุทธเจ้า
    ถ้าไม่มีเครื่องหมายอย่างนี้ ผู้ใดมีฤทธิ์มีเดชขึ้น
    ก็จะตั้งตัว เป็นพระพุทธเจ้าเต็มบ้านเต็มเมือง
    ก็จะเป็นทางแห่งความ เสียหายวุ่นวายโลกเท่านั้น

    ดูกรอานนท์ ทศพลญาณ ๑๐ ประการนั้น
    เป็นของสำคัญตั้งอยู่สำหรับโลก ไม่มีผู้ใดตั้งแต่งขึ้น
    เป็นแต่เราตถาคตเป็นผู้รู้ผู้เห็นก่อนแล้วยกออกตีแผ่ให้โลกเห็น
    พระพุทธเจ้าทั้งหลายบำเพ็ญญาณ ๑๐ ประการได้แล้ว
    ก็ขับขี่เข้าสู่พระนิพพาน

    เมื่อถึงพระนิพพานแล้ว ก็ปล่อยวางญาณนั้นไว้แก่โลกตามเดิม
    หาได้เอาตัวตน เอาจิตใจเข้าสู่พระนิพพานด้วยไม่
    เอาจิตใจไปได้เพียงนรก และสวรรค์ และพรหมโลกเท่านั้น
    ส่วนพระนิพพานนั้น ถ้าดับจิตใจไม่ได้แล้วก็ไปไม่ได้
    ถ้าเข้าใจว่าจักเอาจิตไป เป็นสุขในพระนิพพานแล้ว
    ต้องหลงขึ้นไปเป็นอรูปพรหม เป็นแน่

    ดูกรอานนท์ การตกนรกและขึ้นสวรรค์ จะเอาตัวไปไม่ได้ เอาแต่จิตไป
    จิตนั้นใครจะจับต้องลูบคลำไม่ได้ เป็นแต่ลมเท่านั้น
    เพราะจิตเป็นของละเอียด ใครจะจับถือ ไม่ได้
    เมื่อจิตไปตกนรก ใครจะไปช่วยยกขึ้นได้
    ถ้าจิตนั้น เป็นตนเป็นตัวก็พอช่วยกันได้

    บุคคลจำพวกใด คอยท่าให้ ผู้อื่นมาช่วยยกตัวให้พ้นจากทุกข์
    นำตัวไปให้ได้เสวยสุข บุคคลจำพวกนั้นเป็นคนโง่เขลาหาปัญญามิได้
    เราตถาคต รู้นรกสวรรค์ทุกข์สุขอยู่แล้ว และหาอุบายที่จะพ้นจากทุกข์
    ให้เสวยสุข ก็เป็นการแสนยากแสนลำบาก
    จะไปพาจิตใจ ของท่านผู้อื่นให้พ้นจากทุกข์ได้อย่างไร
    ถึงแม้พระพุทธเจ้า องค์จะตรัสรู้ในเบื้องหน้าก็เหมือนกัน
    มีแต่แนะนำสั่งสอน ให้รู้สุขทุกข์สวรรค์และพระนิพพานเท่านั้น
    ผู้ที่จะต้องการ สุขทุกข์อย่างใดนั้น แล้วแต่อัธยาศัย

    แต่ว่าต้องศึกษาให้ รู้แท้แน่นอนแก่ใจเสียก่อนว่าทุกข์ในนรกเป็นอย่างนั้น
    สุข ในสวรรค์เป็นอย่างนั้น สุขในพระนิพพานเป็นอย่างนั้น
    เมื่อรู้แล้วยังจะมีทางได้ทางถึงบ้าง
    คงจะไม่ท่องเที่ยวอยู่ในวัฏฏสงสารเนิ่นนานเท่าไรนัก

    ถ้ายังไม่รู้แจ้งแต่เมื่อยังมี ชีวิตอยู่ก็ไม่อาจจะพ้นได้เลย
    และได้ชื่อว่าเป็นผู้เกิดมา เสียชาติเป็นมนุษย์เสียความปรารถนาเดิม
    ซึ่งหมายว่าจะ เป็นผู้เกิดมาเพื่อความสุข
    ครั้นเกิดมาแล้วก็พลอยไม่ให้ตน ได้รับความสุข
    ซ้ำยังตนให้จมอยู่ในนรก ทำให้เสียสัตย์ ความปรารถนาแห่งตน
    น่าสังเวชสลดใจยิ่งนัก

    ข้าแต่ พระมหากัสสปะผู้มีอายุ พระพุทธเจ้าตรัสเทศนาแก่ข้าฯ อานนท์ ดังนี้แล.

    ;
    อิโต ปรํ คิริมานนฺทสุตฺตํ อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ภาสิสฺสามีติ
    เบื้องหน้าแต่นี้ จะแสดงคิริมานนทสูตรสืบต่อไป
    มีคำพระอานนท์ปฏิญญาว่าดังนี้

    ภนฺเตอริยกสฺสป ข้าแต่พระอริยเจ้าทั้งหลาย
    มีพระมหากัสสปะเป็นประธาน ภควา อันว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า
    เทเสสิ ก็ตรัสเทศนา แก่ข้าอานนท์สืบต่อไปว่า

    อานนฺท ดูกรอานนท์ อันว่า ความทุกข์และความสุขนั้น
    ก็มีอยู่แต่นรกและสวรรค์เท่านั้น
    ส่วนพระนิพพานมีอยู่นอกสวรรค์และนรกต่างหาก
    บัดนี้ จะแสดงทุกข์และสุขในนรก และสวรรค์ให้แจ้งก่อน
    จิตใจของเรานี้เมื่อมีทุกข์หรือมีสุขแล้ว
    ใครจะสามารถมาช่วย ยกออกจากจิตของเราได้
    อย่าว่าแต่ตัวเราเลย แม้ท่าน ผู้อื่นเราก็ไม่สามารถจะช่วยยกออกได้
    มีอาการเหมือนกันทุกรูปทุกนามทุกตัวตนสัตว์บุคคล

    อนึ่ง เมื่อท่านมีทุกข์แล้ว จะนำทุกข์ของท่านมาให้เราก็ไม่ได้
    เรามีทุกข์แล้วจะนำทุกข์ไปให้ท่านผู้อื่นก็ ไม่ได้
    แม้ความสุขก็มีอาการเช่นกัน สุขและทุกข์ไม่มีใครจะช่วยกันได้

    สิ่งที่จะช่วยให้พ้นจากทุกข์ได้มีแต่อำนาจแห่งกุศลผลบุญ
    มีการให้ทานและรักษาศีลเป็นต้นเท่านั้นที่จะเป็นผู้ช่วยให้พ้นจากทุกข์ได้
    มนุษย์และเทวดาอินทร์พรหม และใครๆ จะมาช่วยให้พ้นทุกข์
    และให้ได้เสวยสุขนั้นไม่ได้

    ที่สุดแม้เราตถาคตผู้ทรงไว้ซึ่งทศพลญาณเห็นปานนี้
    ก็ไม่อาจช่วยใครได้ ได้แต่เป็นผู้ช่วยแนะนำตักเตือน
    ให้รู้สุข ทุกข์และสวรรค์และนรกเท่านั้น ตัวต้องยกตัวเอง
    ถ้ารู้ว่า นรกและสวรรค์อยู่ที่ตัว แล้วยกตัวให้ขึ้นสวรรค์ไม่ได้
    ก็ชื่อว่า เกิดมาเสียชาติ และเสียเวลาที่จะเกิดมาพบพระพุทธศาสนา
    น่าเสียดายชาติที่ได้เกิดเป็นรูปร่างกาย มีอวัยวะ
    พรักพร้อมบริบูรณ์ทุกอย่าง ทั้งได้พบพระพุทธศาสนาด้วย
    สมควรจะได้สวรรค์และพระนิพพานโดยแท้
    เหตุไฉนจึงเหยียบย่ำตัวเองให้จมอยู่ในนรกเช่นนั้น น่าสังเวชนัก

    ดูกรอานนท์ สุขทุกข์นั้นให้หมายเอาที่จิต
    จิตสุขเป็นสวรรค์ จิตทุกข์เป็นนรก
    จะเข้าใจว่านรกและ สวรรค์ มีอยู่นอกจิตนอกใจเช่นนั้น
    ได้ชื่อว่าเป็นคนหลง นรกและสวรรค์
    บาปบุญคุณโทษ ย่อมมีอยู่ในอกในใจทั้งสิ้น
    อยากพ้นทุกข์ก็ให้รักษาจิตใจจากสิ่งที่เป็นบาปเป็นทุกข์เสีย
    ถ้าต้องการสวรรค์ ก็ทำการงานที่หาโทษมิได้
    เพราะการบุญ การกุศลนั้น เมื่อทำก็ไม่เดือดร้อน
    และเมื่อทำแล้วระลึกถึง ก็ให้เกิดความสุขสำราญบานใจทุกเมื่อ
    เช่นนี้ชื่อว่าเราได้ ขึ้นสวรรค์ และถ้าอยากได้สุขในพระนิพพาน
    ก็ให้วางเสีย ซึ่งสุขและทุกข์ คือ วางจิต
    อย่าถือว่าเป็นของของตน ก็ชื่อว่า ได้ถึงพระนิพพาน

    เพราะว่าใจเป็นใหญ่เป็นประธาน สุขทุกข์
    ทั้งสวรรค์และพระนิพพานสำเร็จแล้วด้วยใจ
    คือว่ามีอยู่ที่ จิตที่ใจของเราทั้งสิ้น
    บุคคลจำพวกใด ไม่รู้ว่าของเหล่านี้มีในตนแล้วไปเที่ยวค้นคว้าหาในที่อื่น
    บุคคลจำพวกนั้น ชื่อว่าเป็นคนหลงคนเมา
    เป็นผู้หนาอยู่ด้วยกิเลสตัณหา มืดมนอยู่ด้วยมลทินแห่งนรก

    ดูกรอานนท์ สัตว์ที่ตกอยู่ ในนรกมากมายนับมิได้
    แน่นอัดยัดเยียดกันอยู่ในนรก ดัง ข้าวสารหรือเมล็ดถั่วเมล็ดงาในกระสอบ
    แต่ก็ไม่เห็นกันได้ ด้วยเขาไม่รู้ไม่เห็นซึ่งนร
    ก ไม่รู้สุขทุกข์บาปบุญคุณโทษ ไม่รู้ว่าจิตของตนเป็นทุกข์เป็นสุข
    มีแต่มัวเมาอยู่ด้วยกิเลส กามราคะตัณหา จึงชื่อว่าตกอยู่ในนรก
    ยัดเยียดกันดัง ข้าวสารหรือเมล็ดถั่วเมล็ดงาในกระสอบ
    ร้องเรียกหากัน ไม่เห็นกัน คือไม่เห็นทุกข์เห็นสุขแห่งกันและกันเท่านั้นเอง

    ดูกรอานนท์ จิตใจนั้นใครไม่แลเห็นของกันและกันได้
    ผู้ที่แลเห็นจิตใจของผู้อื่นได้นั้น มีแต่พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ เท่านั้น พระพุทธเจ้าที่จะรู้เห็นจิตใจของผู้อื่นได้
    ก็ด้วยญาณ แห่งพระอรหันต์

    ถ้าละกิเลสตัวร้ายมิได้ คุณความเป็นแห่งพระอรหันต์ก็ไม่มาตั้งอยู่ในสันดาน
    จึงไม่อาจหยั่งรู้วาระ จิตใจของสัตว์ทั้งปวงได้
    แม้เราตถาคตจะหยั่งรู้วาระจิตของสัตว์ทั้งปวงได้
    ก็เพราะปราศจากกิเลส คือความเป็นไปแห่งพระอรหันต์

    บุคคลผู้ไม่พ้นกิเลส คือไม่ได้สำเร็จพระอรหันต์
    และจะมาปฏิญญาว่ารู้เห็นจิตแห่งบุคคลอื่น จะควรเชื่อฟังได้ ด้วยเหตุใด
    ถึงแม้จะรู้ด้วยวิชาคุณอย่างอื่น มีรู้ด้วยสมาธิคุณ เป็นต้น ก็รู้ไปไม่ถึงไหน
    แม้จะรู้ก็รู้ผิดๆ ถูกๆ ไปอย่างนั้น จะรู้จริงแจ้งชัดดังที่รู้ด้วยอรหัตตคุณนั้นไม่ได้

    ถ้าบุคคลที่ ยังไม่พ้นกิเลสมีความรู้ดียิ่งกว่าเราตถาคตผู้เป็นพระอรหันต์แล้ว
    การที่เราตถาคตสละบุตรภรรยา ทรัพย์สมบัติ
    อันเป็นเครื่องเจริญแห่งความสุขออกบวชนี้
    ก็ชื่อว่าเป็นผู้โง่เขลากว่าบุคคลจำพวกนั้น
    เพราะเขายังจมอยู่ในกิเลส แต่ มีความรู้ดียิ่งกว่าพระพุทธเจ้า
    ผู้เป็นพระอรหันต์ผู้ไกลจากกิเลส

    ข้อที่ละกิเลสไม่ได้ คือไม่ได้สำเร็จพระอรหันต์แล้ว
    จะมีปัญญารู้จิตใจแห่งสัตว์ทั้งหลายยิ่งกว่าพระพุทธเจ้า
    หรือพระอรหันต์ หรือจะมีปัญญารู้เสมอกันนั้นไม่มีเลย
    ผู้ที่ ยังละกิเลสไม่ได้ คือยังไม่ได้สำเร็จพระอรหันต์
    มากล่าวว่า ตนรู้เห็นจิตใจของสัตว์ทั้งหลายนั้น กล่าวอวดเปล่าๆ
    ความรู้เพียงนั้นยังพ้นนรกไม่ได้ ไม่ควรจะเชื่อถือ

    ถ้าใคร เชื่อถือก็ชื่อว่าเป็นนอกพระศาสนา
    ไม่ใช่ลูกศิษย์ของเราตถาคตแท้ที่จริง
    หากเอาศาสนธรรมอันวิเศษของเรานี้
    บังหน้าไว้สำหรับหลอกลวงโลกเท่านั้น
    บุคคลจำพวกนี้แม้ จะทำบุญกุศลเท่าไรก็ไม่พ้นนรก
    แม้ผู้ที่มาเชื่อถือบุคคล จำพวกนี้ก็มีทุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้าเหมือนกัน

    ดูกร อานนท์ บุคคลจำพวกที่อวดรู้อวดดีอย่างนี้แหละ
    จะเป็นผู้ เบียดเบียนศาสนาของเราให้เศร้าหมองเสื่อมทรามลงไป
    เมื่อเขาเกิดมาแล้วก็จะมาเบียดเบียนพระมหาเถระและ สามเณรน้อย
    ด้วยถ้อยคำอันไม่เจริญใจ ผู้มีปัญญาน้อยใจเบา
    ก็จะพากันแตกตื่นสึกหาลาเพศออกจากศาสนา
    พระศาสนา ของเราก็จะเสื่อมถอยลงไป

    ดูกรอานนท์ บุคคลจำพวกใด หากเบียดเบียนเสียดสี
    หมิ่นประมาทใจพระสังฆเถระ และ ภิกษุสามเณรที่เป็นศิษย์ของพระตถาคต
    โดยที่ท่านทั้งหลาย เหล่านั้นมีโทษไม่ถึงปาราชิก
    และบังคับให้สึกออกจาก เพศพรหมจรรย์
    หรือกระทำปัพพาชนียกรรมไปเสียก็ดี
    บุคคลจำพวกนั้นเป็นบาปยิ่งนักอาจไม่พ้นนรกได้

    บุคคล จำพวกใดมีความเชื่อความเลื่อมใส
    ในคุณธรรมคำสั่งสอนของเราตถาคต แล้วเชิดชูยกย่องไว้ให้ดี
    มิได้ดูถูกดูหมิ่น บุคคลจำพวกนั้นก็จะมีความเจริญ
    ด้วยความสุขทั้งในโลกนี้ และโลกหน้า
    แม้ปรารถนาสุขอันใดซึ่งไม่เหลือวิสัย ก็อาจสำเร็จสุขอันนั้นได้ตามปรารถนา

    บุคคลที่ทำลายพระพุทธรูป พระสถูปพระเจดีย์
    และตัดไม้ศรีมหาโพธิ์ และบุคคลจำพวก ที่กล่าวหมิ่นประมาท
    เย้ยหยันแก่สานุศิษย์ของเราตถาคต ที่มีโทษไม่ถึงปาราชิก
    บุคคลจำพวกนี้มีโทษหนักยิ่งกว่าจำพวกที่ทำลายพระพุทธรูป
    และพระสถูปพระเจดีย์นั้นหลายเท่า

    บุคคลที่ทำลายพระพุทธรูปเป็นต้นนั้นเป็นบาปมากก็จริงอยู่
    แต่ยังไม่นับว่าเป็นการทำลายพระพุทธศาสนา
    ผู้ที่กล่าวหมิ่นประมาทนั้น ได้ชื่อว่าทำลายศาสนาของเราตถาคต
    เพราะว่าผู้ที่มีความผิดโทษไม่ถึงปาราชิกนั้น
    ยังนับว่าเป็นลูกศิษย์ของเราตถาคตอยู่
    ต่อเมื่อเป็นปาราชิก แล้วจึงขาดจากความเป็นลูกศิษย์ของเรา
    ถ้าเป็นโทษเช่นนั้น แม้จะลงโทษหรือกระทำปัพพาชนียกรรมก็หาโทษมิได้
    และ ได้ชื่อว่าช่วยพระศาสนาของเราด้วย

    การทำลายพระพุทธรูป หรือพระสถูปพระเจดีย์นั้น
    ยังมีทางเป็นกุศลได้อยู่ ดัง พระพุทธรูปไม่ดีไม่งามแล้วทำลายเสีย
    แก้ไขให้งามให้ดีขึ้น แม้พระเจดีย์และไม้ศรีมหาโพธิ์ก็เช่นกัน
    ต้นโพธิ์ที่ตั้งอยู่ ในที่ไม่สมควร เช่นตั้งอยู่ในที่ใกล้ถาวรวัตถุ
    อาจทำลายวัตถุนั้นได้ จะตัดเสียก็หาโทษมิได้
    ถ้าทำลายเพื่อหาประโยชน์ แก่ตนหรือทำลายโดยความอิจฉาริษยาเช่นนั้น
    ย่อมเป็น บาปเป็นกรรมโดยแท้
    แม้ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ชื่อว่าเป็นการทำลายศาสนา

    พวกที่หมิ่นประมาท ทำให้สงฆ์ที่มีโทษ
    ยังไม่ถึงอันติมะให้ได้รับความเดือดร้อนถึงแก่เสื่อมจากพรหมจรรย์
    ได้ชื่อว่าทำลายพระพุทธศาสนาโดยแท้

    ข้าแต่ พระมหากัสสปะพระพุทธเจ้าได้ตรัสเทศนาแก่ข้าฯ อานนท์ ดังนี้

    --จบ--
    ที่มาของเนื้อหากระทู้

    http://thai.mindcyber.com/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=271&page=1

    ศึกษาเพิ่มเติม

    อาพาธสูตร
    http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=24&A=2597&Z=2711
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 22 ธันวาคม 2019

แชร์หน้านี้

Loading...