คุณของพระสงฆ์

ในห้อง 'พุทธศาสนา และ ธรรมะ' ตั้งกระทู้โดย Kenny17, 26 กรกฎาคม 2013.

  1. Kenny17

    Kenny17 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มกราคม 2011
    โพสต์:
    2,979
    ค่าพลัง:
    +10,866
    เรื่องนี้เขียนเล่าโดยหลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ ถึงเหตุการณ์ที่หลวงปู่ฝั้น อาจาโร พบหลวงปู่มั่นเมื่อท่านพร้อมด้วยพระภิกษุสามเณรหลายรูปเดินธุดงค์รุกขมูลมาถึงบ้านม่วงไข่ ตำบลพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร เมื่อเดือน ๓ ข้างขึ้น ปีพุทธศักราช ๒๔๖๓

    พระสงฆ์ นั่นคือ ท่านปฎิบัติรักษากายของท่านดี วาจาของท่านก็ปฎิบัติดี จิตของท่านก็มีสติปัญญาเป็นเครื่องรักษาและป้องกันอย่างดียิ่ง เป็น สุปฏิปันโนสงฆ์

    ท่านบุคคลใดปฎิบัติจิตและอบรมจิตด้วยสติปัญญาอันคมกล้าอย่างถูกต้องตรงตามทางของพระอริยะ เป็นทางอันเอกเหนือทางโลกทั้งสาม ท่านนี้แลเป็น อุชุปฏิปันโนสงฆ์

    ท่านบุคคลใด เป็นผู้ปฎิบัติจิตอาศัยที่ได้พลังจากมหาสติ มหาปัญญา ที่ตนได้เตรียมไว้อย่างถูกต้องตามศิลธรรมของพระอริยะ เหมือนคนผู้ฉลาดรู้จักเลือกเอาลูกกุญแจถูกกับตัวของมัน พอจับเข้าไปถึงจุด ไขนิดเดียวก็หลุดพ้นออกมาทันที นี้ฉันใด ท่านผู้ปฎิบัติถูกต้องตามทางของพระอริยะเพื่อมรรคผลนิพพาน ก็เช่นนั้น ผู้ปฎิบัติอย่างนี้แลเป็น ญายปฏิปันโนสงฆ์

    บุคคลท่านใดแล เป็นผู้ปฎิบัติดี ปฎิบัติตรง ปฎิบัติอย่างถูกต้อง ปฎิบัติชอบยิ่ง เป็นผู้บริสุทธิ์หมดจดงดงาม สะอาด ปราศจากกิเลสตัณหาอาสวะ เห็นแจ้งพระนิพพาน พระองค์ท่านนี้แล เป็น สามีจิปฏิปันโนสงฆ์

    บุคคลท่านผู้ปฎิบัติดังได้แสดงมานี้ จึงได้ชื่อว่าเป็นพระอริยสงฆ์ สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ เราทั้งหลายควรนบน้อมคำนับ ต้อนรับเคารพกราบไหว้สักการะบูชา ตั้งจิตด้วยสติระลึก น้อมนึกเอาเข้ามาภาวนาว่าเป็นสรณะ ที่พึ่งของเราอันประเสริฐ


    ผมอ่านถึงหน้านี้พอดี อ่านแล้วรู้สึกว่าควรจะมาแบ่งปันกันเผื่อท่านใดยังไม่ได้อ่านครับ

    คัดลอกมาจากหนังสือ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร โครงการหนังสือบูรพาจารย์ เล่ม ๑๑ หน้า ๘๓ ถึง ๘๔
     
  2. ผ่อนกรรม

    ผ่อนกรรม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กุมภาพันธ์ 2011
    โพสต์:
    63
    ค่าพลัง:
    +400


    ^^เ็ห็นอริยสัจ ๔ กันมั้ย^^

    คน เป็นตัวทุกข์ถูกขังด้วยอวิชชาและถูกครอบงำด้วยกิเลส

    แม่กุญแจ เป็นกิเลสและความไม่รู้ ล็อคอยู่หรือขังไว้

    ลูกกุญแจ เป็นตัวปลดล็อคคือหลุดออกจากกิเลสและอวิชชา

    สมมติมีลูกกุญแจหลายดอก เราต้องค้นหาว่าดอกไหน จะปลดล็อค

    วิธีค้นหาคือ การปฏิบัติสมถะและวิปัสสนา ไม่ใช่วิปัสสนึกนะ ฮี่ๆ^^

    ขอให้หลุดพ้นทุกข์รูป - ทุกนาม


    สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด

    ปฏิบัติดีแล้ว ปฏิบัติตรงแล้ว

    ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว

    ปฏิบัติสมควรแล้ว นั่นแหละสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า

    เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา

    เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ตอนรับ

    เป็นผู้ควรรับทักษินาทาน

    เป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปควรทำอัญชลี

    เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า


    น้อมกายใจลงกราบพระอริยะสงฆ์ด้วยเศียรเกล้า _/l\_ สาธุ สาธุ สาธุ



     
  3. apiraks

    apiraks เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 เมษายน 2012
    โพสต์:
    115
    ค่าพลัง:
    +508
    ดูก่อนอานนท์ ก็ทักษิณาเป็นปาฏิปุคคลิกมี ๑๔ อย่าง คือ
    ให้ทานในตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๑.
    ให้ทานในพระปัจเจกสัมพุทธะ นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๒.
    ให้ทานในสาวกของตถาคตผู้เป็นพระอรหันต์ นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๓.
    ให้ทานในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำอรหัตผลให้แจ้ง นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๔.
    ให้ทานแก่พระอนาคามี นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๕.
    ให้ทานในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำอนาคามิผลให้แจ้ง นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๖.
    ให้ทานแก่พระสาทกคามี นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๗.
    ให้ทานในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำสกทาคามิผลให้แจ้ง นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๘.
    ให้ทานในพระโสดาบัน นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๙.
    ให้ทานในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๑๐.
    ให้ทานในบุคคลภายนอกผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๑๑.
    ให้ทานในปุถุชนผู้มีศีล นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๑๒.
    ให้ทานในปุถุชนผู้ทุศีล นี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๑๓
    ให้ทานในสัตว์เดียรัจฉานนี้เป็นทักษิณาปาฏิปุคคลิกประการที่ ๑๔.


    ดูก่อนอานนท์ ใน ๑๔ ประการนั้น
    บุคคลให้ทานในสัตว์เดียรัจฉาน พึงหวังผลทักษิณาได้ร้อยเท่า
    ให้ทานในปุถุชนผู้ทุศีล พึงหวังผลทักษิณาได้พันเท่า
    ให้ทานในปุถุชนผู้มีศีล พึงหวังผลทักษิณาได้แสนเท่า
    ให้ทานในบุคคลภายนอกผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม พึงหวังผลทักษิณาได้แสนโกฏิเท่า
    ให้ทานในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง พึงหวังผลทักษิณาจะนับไม่ได้

    เมื่อประมาณไม่ได้ จะป่วยการกล่าวไปไย
    ในพระโสดาบัน
    ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำสกทาคามิผลให้แจ้ง
    ในพระสกทาคามี
    ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำอนาคามิผลให้แจ้ง
    ในพระอนาคามี
    ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำอรหัตผลให้แจ้ง
    ในสาวกของตถาคตผู้เป็นพระอรหันต์
    ในปัจเจกสัมพุทธะ และ
    ในตถาคตอรหันต์ สัมมาสัมพุทธเจ้า.


    ดูก่อนอานนท์ ก็ทักษิณาชื่อว่าบริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายก และฝ่ายปฏิคาหกอย่างไร.
    ดูก่อนอานนท์ในข้อนี้ ทายกก็เป็นผู้มีศีล มีธรรมงามปฏิคาหกก็เป็นผู้มีศีล
    มีธรรมงาม อย่างนี้แล ทักษิณาชื่อว่าบริสุทธิ์ทั้งฝ่ายทายกและฝ่ายปฏิคาหก.

    ดูก่อนอานนท์ นี้แล ความบริสุทธิ์แห่งทักษิณา ๔ อย่าง.
    พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดา ได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้วได้ตรัสคาถาประพันธ์ดังนี้ ต่อไปอีกว่า

    (๑) ผู้ใดมีศีล ได้ของมาโดยธรรมมีจิตเลื่อมใสดี เชื่อกรรมและผลแห่งธรรมอย่างยิ่ง
    ให้ทานในคนทุศีล ทักษิณาของผู้นั้น ชื่อว่าบริสุทธิ์ฝ่ายทายก.
    (๒) ผู้ใดทุศีล ได้ของมาโดยไม่เป็นธรรม มีจิตไม่เลื่อมไสไม่เชื่อธรรม
    และผลของธรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนมีศีล ทักษิณาของผู้นั้นชื่อว่า บริสุทธิ์ฝ่าย
    ปฏิคาหก.
    (๓) ผู้ใดทุศีล ได้ของมาโดยไม่เป็นธรรม มีจิตไม่เลื่อมใสไม่เชื่อกรรม
    และผลของธรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนทุศีล เราไม่กล่าวทานของผู้นั้นว่า มีผลไพบูลย์.
    (๔) ผู้ใดมีศีล ได้ของมาโดยธรรมมีจิตเลื่อมใสดี เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง
    ให้ทานในคนมีศีล เรากล่าวทานของผู้นั้นแลว่า มีผลไพบูลย์.
    (๕) ผู้ใดปราศจากราคะแล้ว ได้ของมาโดยธรรม มีจิตเลื่อมใสดี เชื่อกรรม
    และผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในผู้ปราศจากราคะ ทานของผู้นั้นนั่นแลเลิศกว่า
    อามิสทานทั้งหลาย.




    อ้างอิงจาก : พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 393 - 397
    พระไตรปิฎกฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย


    --> แปลให้เข้าใจง่ายๆ ตามนี้นะครับ

    ผลแห่งอามิสทาน (ทายก = ผู้ให้, ปฏิคาหก = ผู้รับ)

    ผู้ให้ (มีศีล) - (1)ของถูกต้อง - (2)เชื่อกรรมเลื่อมใสธรรม --> ผู้รับ (ทุศีล) == ผู้ให้บริสุทธิ์
    ผู้ให้ (ทุศีล) - (1)ของไม่ถูกต้อง - (2)ไม่เชื่อกรรมไม่เลื่อมใสธรรม --> ผู้รับ (มีศีล) == ผู้รับบริสุทธิ์
    ผู้ให้ (ทุศีล) - (1)ของไม่ถูกต้อง - (2)ไม่เชื่อกรรมไม่เลื่อมใสธรรม --> ผู้รับ (ทุศีล) == ผลแห่งทานไม่ไพบูลย์
    ผู้ให้ (มีศีล) - (1)ของถูกต้อง - (2)เชื่อกรรมเลื่อมใสธรรม --> ผู้รับ (มีศีล) == ผลแห่งทานย่อมไพบูลย์
    ผู้ให้ (ไร้ราคะ)- (1)ของถูกต้อง - (2)เชื่อกรรมเลื่อมใสธรรม --> ผู้รับ (ไร้ราคะ) == ผลแห่งทานเลิศกว่าอามิสทานทั้งหลาย


    เรื่องของทานและผลแห่งอามิสทาน, เอามาฝากกันครับ

    ขอเจริญในธรรมทุกท่านนะครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...