คุยกันเบาๆ เรื่องสุราและเมรัย

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย vacharaphol, 8 พฤศจิกายน 2006.

  1. vacharaphol

    vacharaphol เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2005
    โพสต์:
    8,849
    ค่าพลัง:
    +27,137
    โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์



    เมื่อเช้าวันนี้มีพรรคพวกคนหนึ่งโทรศัพท์มาหาอย่างฉุนเฉียวบอกว่านั่งดูฟุตบอลต่างชาติอยู่ทางโทรทัศน์แต่มีการบล็อคภาพโฆษณาเบียร์ยี่ห้อหนึ่งซึ่งตั้งอยู่หลังประตู (โกล์) ทำให้ไม่เห็นการเตะลูกบอลเข้าประตูซึ่งเป็นการทำร้ายจิตใจแฟนลูกหนังเหลือเกิน

    ผู้เขียนได้แต่อ้ำอึ้งไม่รู้จะพูดว่ายังไง เนื่องจากผู้เขียนไม่ชอบดูฟุตบอลเพราะว่าไม่เห็นสนุกอะไรที่ต้องดูผู้ใหญ่ยี่สิบกว่าคนแย่งลูกบอลลูกเดียวอย่างเอาเป็นเอาตาย ทั้งๆ ที่มีอะไรที่น่าจะทำและสนุกกว่าการวิ่งแย่งลูกบอลลูกเดียวกันนี่ตั้งเยอะแยะ

    นอกจากนี้ ผู้เขียนก็ไม่ดื่มเหล้า ดื่มเบียร์หรือไวน์เลยเพราะว่าไม่อร่อยและออกจะเหม็นเสียด้วยซ้ำไป

    แต่ผู้เขียนก็ไม่ได้รังเกียจบรรดาพวกบ้าฟุตบอลหรือพวกที่หลงใหลในรสของสุราเมรัย ผู้เขียนสามารถผสมโรงเฮฮากับพวกเขาได้เสมอ เช่น ถ้าต้องไปดูการแข่งขันฟุตบอลผู้เขียนก็เลือกดูกองเชียร์แทน (สวยกว่าเยอะ)

    หากจะดื่มเหล้ากัน ผู้เขียนก็ดื่มกาแฟแทน ซึ่งมิได้เป็นอุปสรรคอะไรในการร่วมวงถึงตีหนึ่งตีสอง เพราะเราเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน

    แต่ผู้เขียนไพล่ไปนึกถึงเหตุการณ์ที่คล้ายๆ กันแบบนี้ที่สหรัฐอเมริกาเมื่อ 80 กว่าปีมาแล้วซึ่งเรื่องการต่อต้านการดื่มเหล้านี่ในศาสนาหลักๆ ในโลกนี้ทุกศาสนาต่างก็เห็นพ้องต้องกันทั้งนั้น ดูง่ายๆ จากศีลห้า ที่เราชาวพุทธรับกันอยู่บ่อยๆ นั้น ความว่า "สุราเมระยะ มัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณีสิกขาปะทังสะมาธิยามิ" ซึ่งแปลกันจะจะเลยก็คือ สุราคือสิ่งที่ทำให้มึนเมาที่เกิดจากการต้มกลั่น ก็พวกเหล้าขาว, เหล้าวิสกี้, เหล้ารัม, เหล้าขาวที่เติมกากน้ำตาลแล้วโม้ว่าเป็นวิสกี้ไทย ฯลฯ

    ส่วนเมรัย คือสิ่งที่ทำให้มึนเมาที่เกิดจากการหมัก ก็พวกสาโท, อุ, กะแช่, ไวน์ทั้งหมดนั่นแหละ รวมทั้งเบียร์ด้วย สำหรับมัชชะก็คือของที่ทำให้มึนเมาทั้งหลาย ถ้าตีความจริงๆ แล้วบุหรี่ก็น่าจะถูกรวมด้วย ดังนั้น จึงไม่ต้องพูดถึงฝิ่น กัญชา ยาบ้า ยาไอซ์ ฯลฯ รวมหมด

    สำหรับชาวคริสตังคาทอลิคนั้นพออนุญาตให้ดื่มไวน์ซึ่งเป็นองุ่นหมักที่มีแอลกอฮอล์ต่ำได้ ส่วนพวกคริสเตียนโปรเตสแตนต์นั้นส่วนใหญ่จะห้ามเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทั้งหมด ยิ่งชาวมุสลิมแล้วดื่มสุรา เมรัยไม่ได้เลยเด็ดขาด

    หากมีการอภิปรายโดยเหตุผลและข้อมูลหลักฐานพยานกันระหว่างเปรียบเทียบการดื่มเหล้ากับการไม่ดื่มเหล้าในเรื่องประโยชน์และโทษแล้ว การไม่ดื่มเหล้าย่อมดีกว่าการดื่มเหล้าอย่างไม่ต้องสงสัย แต่สุราเมรัยก็ยังคงเป็นที่นิยมอย่างสูงคู่กันมากับสังคมมนุษย์มาตั้งแต่ปางบรรพ

    อีทีนี้ที่สหรัฐอเมริกาเมื่อ 80 กว่าปีมานี้ก็เหมือนกับเมืองไทยในปัจจุบัน คือการดื่มสุราแพร่หลายมากเพราะว่าการผลิตสุราเชิงอุตสาหกรรมทำให้มีเหล้าขายอย่างเหลือเฟือจึงมีร้านขายเหล้าทุกหัวระแหง การโฆษณาขายเหล้าก็เป็นไปอย่างเอิกเกริก ซึ่งสุราได้ถูกกล่าวหาว่าเป็นสาเหตุของความยากจน อาชญากรรม โรคภัยโดยเฉพาะโรคพิษสุราเรื้อรังและการแตกแยกในครอบครัว

    ดังนั้น จึงมีชาวอเมริกันกลุ่มต่างๆ พยายามต่อต้านการดื่มสุรานี้กันอย่างจริงจังหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มผู้เคร่งศาสนาโดยเฉพาะพวกเพียวริแตนส์และพวกแคลวิลนิสต์ กลุ่มสตรี (พวกนี้มีขวานเป็นสัญลักษณ์คือใช้ขวานบุกเข้าไปทำลายร้านเหล้าเอาดื้อๆ) กลุ่มต่อต้านโสเภณี กลุ่มต่อต้านสื่อลามก ซึ่งกลุ่มต่างๆ เหล่านี้มีความเชื่อที่ออกจะไร้เดียงสาง่ายๆ ที่ว่า รากเหง้าของความชั่วร้ายทั้งปวงมาจากสุราหากไม่มีเหล้าเสียอย่างเดียวความชั่วร้ายต่างๆ ในสังคมก็จะหมดไป

    บรรดากลุ่มที่ต่อต้านสุรานี้ไม่มีการรวมกันเป็นแนวร่วมที่เข้มแข็ง การต่อต้านสุราจึงเป็นลักษณะต่างคนต่างทำกระจัดกระจายไป จนกระทั่งได้เกิดกลุ่มผู้นำที่มีเงินทุนแทบไม่จำกัด มีการตลาด มียุทธศาสตร์ที่เฉียบคมเนื่องจากมีวัตถุประสงค์ที่ชัดแจ้ง คือ ต้องการผลตอบแทนในการต่อต้านสุราเป็นกำไรที่เป็นตัวเงินเป็นปริมาณเงินที่มหาศาล

    กลุ่มนี้คือบริษัทน้ำอัดลมยักษ์ใหญ่ 2 บริษัท คือ บริษัท โคคา-โคลา และบริษัท เป๊ปซี่-โคล่า ที่เรารู้จักกันอย่างกว้างขวางในเมืองไทยปัจจุบันนี้ยังไงละ

    การผลิตเครื่องดื่ม "น้ำดำ" นี้มีวัตถุประสงค์ตั้งแต่เริ่มต้นแล้วโดยนายจอห์น เพมเบอร์ตัน เภสัชกรที่มีความเกลียดชังเหล้ามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว (คงเหมือนพระพยอม) เขามีความปรารถนาที่จะผลิตน้ำอัดลมที่เป็น "เครื่องชูกำลัง บำรุงจิตใจ ที่ไม่ทำให้มึนเมา" ขึ้นมาให้ได้ นายจอห์น เพมเบอร์ตัน ได้ใช้สารสกัดจากใบและผลของต้นโคคาซึ่งเขาได้ไอเดียมาจากพวกทาสนิโกร (โคเคนก็มาจากต้นโคคาเหมือนกัน-น่าคิดนะครับ) ซึ่งน้ำดำที่ทำจากใบและผลโคคานี้ได้ประสบความสำเร็จกลายเป็นบริษัทน้ำอัดลมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก และยังมีคู่แข่งที่ยิ่งใหญ่ปานๆ กันคือผู้ผลิตน้ำดำยี่ห้อเป๊ปซี่-โคล่า

    ใน พ.ศ.2448 น้ำดำอัดลมที่นายจอห์น เพมเบอร์ตัน โดยบริษัท โคคา-โคลาก็เข้าสู่สงครามต่อต้านสุราอย่างเป็นทางการด้วยการโฆษณาว่า "ชาติที่ยิ่งใหญ่ต้องไม่ดื่มของมึนเมา" ซึ่งบริษัท โคคา-โคลาที่ใครๆ เรียกว่า โค้ก นั้นมีความปรารถนาที่จะให้น้ำดำอัดลมนี้แทนที่สุราในตลาดบริโภคซึ่งต้องสร้างผลกำไรอย่างมหาศาลให้แก่บริษัทอย่างแน่นอน

    แรงผลักดันที่สำคัญที่ทำให้การต่อต้านการค้าสุราให้กระจายไปทั่วประเทศสหรัฐอเมริกาก็คือการขยายตัวของธุรกิจน้ำอัดลมแม้ว่าบริษัทน้ำอัดลมต่างๆ จะแข่งขันกันเองแต่เป้าหมายที่จะให้ประชาชนหันมาดื่มน้ำอัดลมแทนเหล้านั้นเป็นเป้าหมายร่วมกันของบริษัทน้ำอัดลมทั้งหมด และด้วยเงินทุนอันมหาศาล ตลอดจนการวางแผนการตลาดและยุทธศาสตร์ที่เหมาะสม ทำให้บรรดานักการเมืองทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่นได้ช่วยกันผลักดันบทแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ห้ามการผลิต การขนส่ง การซื้อ การขาย และการบริโภคสุราออกมาได้สำเร็จใน พ.ศ.2463

    แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องยกเลิกกฎหมายนี้ใน พ.ศ.2476 เนื่องจากการห้ามดื่มเหล้านั้นทำให้เกิดพวกมาเฟียต่างๆ แบบองค์การอาชญากรขึ้นมากมาย

    พวกมาเฟียเหล่านี้จัดการทำงานเป็นสัดส่วนประสานกันตั้งแต่การผลิต การขนส่ง การตลาดและการเงินของธุรกิจสุราที่เกิดมีช่องว่างขึ้นมาอย่างใหญ่หลวง

    นอกจากนี้ยังขยายไปยังธุรกิจโสเภณี การค้าแรงงานข้ามชาติ การเข้าควบคุมสหภาพแรงงาน การแทรกแซงทางตำรวจ นักการเมือง การค้าของเถื่อน ฯลฯ โดยมีฐานการเงินจากการค้าเหล้าเถื่อน

    นอกจากนี้คนอเมริกันก็ตาบอดเป็นจำนวนมากขึ้นเนื่องจากดื่มเหล้าที่ผสมเมทิลแอลกอฮอล์

    และที่สำคัญที่สุดคือ รัฐบาลขาดรายได้จากภาษีเหล้าอย่างมหาศาลเลยทีเดียว

    เขียนเล่าให้ฟังกันเป็นเรื่องเบาๆ อย่าได้ถืออะไรเป็นจริงเป็นจังเลยครับ อย่าคิดมาก นอกเสียจากว่าหากคิดการใหญ่ก็ควรมีเงินเยอะๆ มีการประชาสัมพันธ์ที่ครอบคลุม และมียุทธศาสตร์ที่เฉียบคม

    หากมีแต่อุดมการณ์อย่างเดียวไปไม่รอดหรอก
     
  2. banpong

    banpong เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กรกฎาคม 2005
    โพสต์:
    1,447
    ค่าพลัง:
    +1,775
    ไม่เอา กินเหล้าเสือ ผสมโคล่า สุดยอดเลย
     

แชร์หน้านี้

Loading...