จอมพลผู้พลิกแผ่นดิน

ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย foleman, 31 พฤษภาคม 2013.

  1. foleman

    foleman เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มีนาคม 2012
    โพสต์:
    571
    ค่าพลัง:
    +505
    "จอมพลผู้พลิกแผ่นดิน สฤษดิ์ ธนะรัชต์"

    "ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว"

    สฤษดิ์ ธนะรัชต์ จอมพล ผู้พลิกแผ่นดิน

    ใครที่อายุขึ้นต้นด้วยเลข 5 หรือ 4 ปลายๆขึ้นไป จะต้องผ่านยุคของบุรุษท่านผู้นี้จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ประชาชน ชาวบ้านร้านตลาดทั่วไปในยุคนั้นรู้จักกันดีเพราะความเด็ดขาดในการตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องร้ายๆที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะไฟไหม้ ปล้น ฆ่า นักเลง อันธพาล ถ้าผู้ก่อเหตุถูกจับได้โอกาสรอดยาก โดยเฉพาะเรื่องไฟไหม้ ถ้าจับผู้วางเพลิงได้โทษที่ได้รับก็คือ ยิงเป้าตรงจุดเกิดเหตุ ผู้คนในยุคสมัยนั้นคงจำกันได้ดี
    แต่เรื่องราวอื่นๆ ของท่านผู้นี้ อาจมีหลายท่านไม่เคยได้รู้ได้ทราบเนื่องจากเกิดไม่ทัน เคยแต่ได้ยินเขาว่ากันมา ผมก็เลยถือโอกาสนี้เอาเรื่องราวของท่านมาเล่าสู่กัน ซึ่งบางท่านอาจชอบ บางท่านอาจชัง
    ก็ว่ากันไป แต่ถ้าถามผม ผมเอาด้วยกับท่านแน่ๆ เพราะไม่อยากให้บ้านเมืองวุ่นวาย

    เหมือนที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ โดยแต่ละฝ่ายอ้างเหมือนกันคือ ประชาธิปไตยแต่จะมีใครซักกี่คนสามารถบอกได้ว่า ประชาธิปไตย คืออะไรกันแน่เอาละครับ ผมจะขอเริ่มแต่บัดนี้ไปจนจบ ซึ่งต้องออกตัวก่อนว่า
    ถึงแม้ว่าผมจะเกิดทันในยุคสมัยท่าน แต่ก็รู้เท่าที่รู้ คือรู้ไม่มากมาติดตามผลงานของผู้รู้ที่มีนามว่า
    เพลิง ภูผา
    .
     
  2. foleman

    foleman เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มีนาคม 2012
    โพสต์:
    571
    ค่าพลัง:
    +505
    บางถ้อยคำของ จอมพลสฤษดิ์ ฯ

    "ชีวิตทหารของผมเทียบกับคนอื่นแล้ว ลำบากสาหัสสากรรจ์ไม่แพ้ใครเลยมันทำให้จิตใจบึกบึนอดทน ในสนามรบผมจับพวกแนวที่ห้าได้ยิงเป้าด้วยตนเองเสียหลายคน"

    "เพราะราบ ๑๒ ถูกล้อม เราต้องแก้ไขออกมาให้ได้ไม่งั้นตายหมดเลยตัดสินใจประจันบาน มันโหดได้ เราก็โหดได้ ผมเอาปืนสั้นกระแทกพุง ยิงเละไปเป็นเบือ"

    "ตั้งแต่นั้นมาไม่ค่อยกลัวการฆ่าคน มัน...มันมือไปเอง"
     
  3. foleman

    foleman เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มีนาคม 2012
    โพสต์:
    571
    ค่าพลัง:
    +505
    นำร่อง

    การทุจริตการเลือกตั้งครั้งมโหฬารของพรรคเสรีมนังคศิลา ของจอมพล ป.พิบูลสงครามเมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๐ ได้ก่อความโกรธแค้นและชิงชังในหมู่ประชาชนอย่างมากจนไม่อาจยับยั้งได้ประชาชนทั่วทุกวงการพากันวิจารณ์การเลือกตั้งและผลงานของรัฐบาลอย่างกว้างขวางเหมือนไฟป่ายามหน้าแล้ง มีการออกใบปลิวโจมตี จอมพล ป.และโจมตี พล.ต.อ.เผ่าศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้ลาออกประกอบกับก่อนหน้านั้น การเมืองของรัฐบาลจอมพล ป. กำลังทรุดหนัก การคอรัปชั่นและอภิสิทธิ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ก่อความเดือดร้อนแก่ประชาชนไปทั่ว จนในที่สุดคณะนายทหารนำโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้เรียกนายทหารประชุม
    ณ หอประชุมกองทัพบกในวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๐๐
    คณะนายทหารได้ประชุมกันและมีมติที่ไม่ยอมร่วมกับรัฐบาลจอมพล ป. อย่างเด็ดขาด
    กลุ่มทหารประกาศอย่างแข็งกร้าว...
    "พวกเราจะไม่ยอมร่วมรัฐบาลกับท่านจอมพล ป. อย่างเด็ดขาด และในฐานะที่พระมหากษัตริย์
    ทรงเป็นจอมทัพ หากจะมีผู้ที่ทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติหรือพระราชบัลลังก์ต้องสั่นสะเทือน
    ขัดเส้นใต้ไว้ได้เลยว่า กองทัพบกจะยอมเสียมิได้"
    ๑๓ กันยายน ๒๕๐๐ คณะนายทหารได้ประชุมกันอีกครั้ง โดยส่งสารถึงจอมพล ป.พิบูลสงคราม
    อันมีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ลงนามเป็นคนแรก ร่วมด้วยนายทหารอีก ๕๘ นาย สารมีใจความว่า...ให้รัฐบาลลาออกและให้ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ พ้นจากตำแหน่งต่างๆ ทั้งหมด แต่เงื่อนไขของคณะนายทหารในครั้งนี้ตกลงกันไม่ได้ โดยจอมพล ป. ให้คำตอบว่า
    "ถ้าต้องการให้รัฐบาลลาออก ผมยอมให้คณะรัฐมนตรีออกทุกคน แต่เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่
    ผมต้องขอจัดเอง"
    พอถึงวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๐๐ ประชาชนและกลุ่มนักเรียนนักศึกษาหลายหมื่นบุกเข้าทำเนียบ และกู่ตะโกนขับไล่รัฐบาลให้ออกไป ๑๖ กันยายน ๒๕๐๐ เป็นวันที่ประวัติศาสตร์ชาติไทยต้องจารึกไว้อีกหน้าหนึ่ง ท่ามกลางสายฝนที่พรำมาแต่หัวค่ำ อากาศเย็นสบาย แต่อุณหภูมิทางการเมือง หาได้ลดลงแม้แต่น้อย เวลา ๒๓.๐๐ น. เสียงห้าวที่บ่งถึงความเฉียบขาดได้ดังออกมาทางเครื่องวิทยุ
    "พี่น้องชาวไทยที่รักทั้งหลาย ต่อไปนี้โปรดฟังแถลงการณ์ด่วน..."

    แถลงการณ์ฉบับที่ ๑ ...
    พี่น้องชาวไทยทั้งหลาย บัดนี้บ้านเมืองอยู่ในสถานการณ์อันแสนจะยุ่งยากและมีแต่จะนำความทุกข์ลำบากมาสู่ประชาชนชาวไทยทับทวีขึ้นทุกวันฉะนั้น คณะนายทหารจึงเห็นว่าเป็นภาวะอันสุดแสนจะดำเนินการโดยสงบวิธีเพื่อแก้ไขสถานการณ์ต่อไปได้ จึงจำต้องส่งกำลังเข้ายึดพระนครและตำบลสำคัญๆ ไว้โดยสิ้นเชิงฉะนั้น ขอให้พี่น้องประชาชนทั้งหลายจงตั้งอยู่ในความสงบ และคอยฟังประกาศของคณะนายทหารต่อไป
    จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์
    หัวหน้าคณะปฏิวัติ​
    เป็นอันว่า...รัฐนาวาตราไก่ที่มีจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นผู้นำ ก็สิ้นสุดลง
    อย่างสิ้นเชิง!
     
  4. foleman

    foleman เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มีนาคม 2012
    โพสต์:
    571
    ค่าพลัง:
    +505
    สฤษดิ์ ธนะรัชต์

    บุคคลผู้นี้เป็นคนของประชาชนมาก่อน และเป็น"ขวัญใจของประชาชน"แต่เขาก็เป็นจอมเผด็จการแบบสุดๆ คนหนึ่งที่คนไทยหลายคนเกรงขาม จอมพลสฤษดิ์ เป็นนายทหารที่อารมณ์ดีในบางครั้ง และร้อนเหลือ
    ในบรรยากาศหลายๆ สถานการณ์ เขาเป็นนักดื่มตัวยงและมีชีวิตอยู่กับ เพื่อนฝูงร่วมตายมากกว่าจะอยู่กับลูกเมียสิ่งที่ยืนยันว่าเป็นเช่นนั้น เพราะในกายของเขามีแต่เลือดของนักรบในสมรภูมิอินโดจีนและเชียงตุง ซึ่งขณะนั้นมียศเพียงพันโททหารที่เขาควบคุมเข้ารบได้ฉายา "กองพันมรณะ" ร่วมทุกข์ร่วมสุข
    ฝ่าความเป็นความตายกับลูกน้องมาอย่างฉกาจฉกรรจ์ ด้วยเหตุนี้เขาจึงมีเพื่อนฝูงมาก ยิ่งตอนหลังได้ขึ้นมาคุมกองทัพที่ ๑ทหารในสังกัดจึงมีความเป็นปึกแผ่นภายใต้บัญชาการของเขานี่เองทำให้พลังกองทัพที่ ๑ สูงส่ง มีอำนาจน่าเกรงขามไปทั่ววงการทหารและวงการเมืองรวมทั้งความสนใจในวงการฑูต

    สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยังเป็นแม่ทัพคู่ใจของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ผู้นำ รัฐบาลที่ยืนยง ไม่ว่าจะมีการปฏิวัติครั้งใด เขาจะออกมาแก้ไขสถานการณ์ให้เป็นที่เรียบร้อยแต่แล้วเสือสฤษดิ์ที่จอมพล ป.ขี่อยู่นี้ ได้สลัดเขากระเด็นลงมาจากหลังเพื่อเตรียมตัวสู่บัลลังก์แห่งผู้นำสูงสุดของประเทศ"จอมพลผู้พลิกแผ่นดิน" ผู้นี้ นอกจากจะเก่งกาจด้านการรบและการเมืองแล้ว เขายังได้ชื่อว่ามีเชิงรักที่เก่งกาจเป็นยอดนักรักบรรลือโลกอีกคนหนึ่ง ว่ากันว่า บ้านพักในกองพล ๑ เป็นเรือนรักวิมานสึชมพู มีสุภาพสตรีมากหน้าหลายตา
    ตั้งแต่ดารา สาววงสังคม แม่หม้าย เด็กสาวตามที่ต่างๆ ของเมืองไทย ผ่านเข้าออกวิมานสึชมพูแห่งนี้อย่างนับไม่ถ้วนถึงทุกวันนี้ยังมีคนไทยอีกจำนวนมากกล่าวขวัญชื่นชมในความเด็ดขาดของจอมพลสฤษดิ์ และไม่สนใจว่าทำไมเขาถึงได้ถูกริบทรัพย์หลังจากเขาเสียชีวิตได้ไม่นาน ไม่สนใจความประพฤติส่วนตัวที่มีอนุภรรยากี่มากน้อยและไม่ยี่หระว่าใครบ้างถูกยิงเป้าเป็นว่าเล่นเมื่อครั้งคราใดที่เกิดเหตุการณ์ ปล้น ข่มขืนฆ่า ไฟไหม้บ่อยครั้งจะมีคนกล่าวถึง สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ว่า

    “หากเขาอยู่ เหตุการณ์เหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น”

    เพราะถ้ามี จอมพลท่านนี้จะจัดการอย่างเฉียบขาด นั้นหมายถึงใช้ ม.๑๗ สั่งยิงเป้าทันที!!

    "โลก" คือโรงละครโรงใหญ่ และชีวิตของแต่ละบุคคลก็คือตัวละครชีวิตของผู้คนนั้นเป็นเรื่องราวที่น่าศึกษาด้วยกันทั้งนั้นจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นบุคคลหนึ่ง ได้รับบทบาทแสดงเรื่องราว หลายรูปแบบ ก่อนจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำประเทศในฐานะนายกรัฐมนตรีคนที่ ๑๑ ของประเทศไทย

    เขาเป็นคนหนึ่งซึ่งชีวิตมิได้อยู่กับโชควาสนาอย่างเดียว แต่ละบทบาทที่เขาได้มานั้น ต้องสวมวิญญาณแห่งความมานะอดทนและเสียสละ จนสามารถดำรงไว้ซึ่งอำนาจและอิสรยยศนั้นซึ่งน้อยคนนักจะพึงกระทำได้อย่างเขา

    ต่อไปนี้คือเบื้องหน้าเบื้องหลังชีวิตของ "จอมพลผู้พลิกแผ่นดิน" สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งจะมีดีหรือเลวนั้น ก็อยู่ที่วิจารณญาณของท่านเอง

    นักสู้จากนครพนม

    ฟ้า...ไม่ได้แบ่งคนเป็นยอดคนกับปุถุชน ยอดคนจะปรากฎขึ้นเสมอแต่นั่นมิใช่เพราะฟ้ากำหนดยอดคน...คือผู้ที่มาจากปุถุชนธรรมดา แต่เป็นผู้ที่ได้ผ่านการฝึกฝนอบรมมาแล้ว ในความเป็นจริง...คนธรรมดาก็เป็นยอดคนได้ แต่ที่ยังเป็นคนธรรมดาอยู่นั้น ก็เพราะไม่ได้ผ่านการฝึกฝนเรียนรู้ที่จะเป็นยอดคน

    ชีวิตซึ่งมิได้โรยด้วยดอกกุหลาบของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จึงพบกับความลำบากตรากตรำในช่วงเยาววัย โดยถือกำเนิดที่บ้านเช่าท่าโรงยาปากคลองตลาด อำเภอพระนคร ในวันที่ ๑๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๕๑
    เป็นลูกคนสุดท้องในจำนวนสองคนของ พ.ต.หลวงเรืองเดชอนันต์(ทองดี เอชอนันต์)กับคุณนายจันทร์ทิพย์
    เมื่ออายุย่างเข้าวัย ๓ ขวบ ชีวิตในครอบครัวระหว่างบิดาและมารดาไม่ลงรอย นับวันปัญหาก็พอกพูนขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด คุณนายจันทร์ทิพย์ ไม่สามารถทนต่อสภาวะเช่นนี้ได้ เธอจึงหอบหิ้วลูกน้อยทั้งสองคนจากกรุงเทพฯ อพยพไปอยู่จังหวัดนครพนมทันที แม้ว่าการคมนาคมจะยากลำบาก เนื่องจากทางรถไฟมีระยะเพียงกรุงเทพฯ ถึงโคราชเท่านั้น ที่เหลือต้องต่อเกวียนเป็นกองคาราวานมุ่งหน้าสู่บ้านเกิดของเธอต่อไป มันเป็นเส้นทางอันทุรกันดาร หลายคนในกองเกวียนล้มป่วยด้วยไข้ป่าวิบากกรรมของคุณนายจันทร์ทิพย์ยังไม่สิ้น ลูกชายคนโตถูกพิษไข้ป่า ช่วงชิงเอาดวงวิญญาณไปในเส้นทางมรณะสายนี้

    เป็นเวลาถึง ๓ เดือน การเดินทางอันแสนสาหัสก็บรรลุถึงเมืองนครพนม เธอและลูกใช้ชีวิตดันเงียบสงบเฉกเช่นชาวบ้านธรราดาผู้หนึ่ง แต่ชีวิตยังไม่สิ้นก็ต้องดิ้นกันไป เธอได้พบรักใหม่กับเจ้าเมืองนครพนม และในที่สุดก็แต่งงานอยู่กินกัน ความเป็นอยู่ของเด็กชายสฤษดิ์ดีขึ้น ผู้เป็นแม่ก็ยังรักใคร่เช่นเคยครั้นอายุ ๘ ขวบ ผู้เป็นมารดาได้ส่งเขาไปเรียนหนังสือกับอาจารย์เขมรผู้หนึ่งที่นครเวียงจันทน์ จึงทำให้เขามีความรู้ภาษาขอมดีคนหนึ่ง

    ขณะเดียวกัน ทางกรุงเทพฯ กรมยุทธศึกษาทหารบกได้เปิดรับเด็กๆ บรรดาลูกขุนนางนายทหารเข้าเป็นนักเรียนนายร้อย พ.ต.หลวงเรืองเดชอนันต์คิดถึงสายเลือดของเขาที่จากมาตั้งแต่เด็ก และมีความปรารถนาใคร่จะให้บุตรชายสืบสายเลือดทหารเช่นเดียวกับตัวเองบ้าง พ.ต.หลวงเรืองเดชอนันต์จึงเดินทางไปรับตัวเด็กชายสฤษดิ์จากนครเวียงจันทน์มาอยู่ด้วยตั้งแต่บัดนั้น

    จากเด็กบ้านนอกคอกนาซึ่งจะมีวิถีชีวิตที่จะเป็นเช่นไรก็ยากที่จะคาดเดาได้แต่เดี๋ยวนี้เขาได้พาตัวเองเข้ามาอยู่ในเครื่องแบบนักเรียนนายร้อยที่ผู้คนอีกหลายชีวิตต้องการได้สวมใส่เฉกเช่นเขาชีวิตที่ฝ่าความลำบากสร้างให้เขาเป็นคนแกร่ง เมื่อเป็นนักเรียนนายร้อยถูกฝึกฝนเพื่อจะเป็นนายทหารที่ดีของชาติ จึงไม่เป็นเรื่องที่ยากเย็นอะไรนักสฤษดิ์ทำได้ทุกอย่างและได้สร้างความประทับใจแก่เพื่อนร่วมรุ่นยิ่งนัก เพราะเขาเป็นคนรักพวกพ้อง มีน้ำใจเป็นนักกีฬาและรักการต่อสู้คนหนึ่งโดยเฉพาะเรื่องหมัดๆ มวยๆ เป็นกีฬาที่แสนโปรด เสาร์อาทิตย์แวบออกไปฝึกมวยโดยมอบตัวเป็นศิษย์ของนายบัว วัดอิ่ม จนได้ขึ้นไปชกบนเวทีสวนเจ้าเชตฯ พร้อมทั้งปิดบังชื่อเสียงเรียงนามและสถานศึกษาของตนเสีย
    ครั้งหนึ่ง...เคยไปเที่ยวบ้านเพื่อนที่จังหวัดสระบุรีในช่วงงานนมัสการพระพุทธบาท ในงานนี้มีการแข่งขันชกมวยและมีเงินรางวัลตั้งแต่หนึ่งตำลึงถึงหนึ่งชั่ง เลือดนักสู้ที่มีอยู่ในกายสูบฉีดแรงเมื่อได้ยินเสียงปี่เสียงกลอง เขาขอเข้าไป ประกบคู่ชกทันที ได้คู่เป็นคนบางบาล พระนครศรีอยุธยา โดยมีข้อตกลงกันว่า
    หากใครชนะจะได้เงิน ๒ ตำลึง (๘ บาท) กับผ้าขาวม้าหนึ่งผืน การชกในวันนั้น นักเรียนนายร้อยสฤษดิ์สาดแข้งใส่ตั้งแต่ยกแรกจนถึงยกที่สาม นักมวยกรุงเก่าก็เจอแข้งเข้าเต็มกกหูม่อยกระรอกในยกนี้เอง
    ปีสุดท้ายใกล้จบหลักสูตร ขณะนั้นบิดาของเขาได้ล้มป่วยด้วยโรคชรา มีโรคอื่นแทรกซ้อนอยู่เรื่อยและถึงแก่กรรมลงในที่สุด ซึ่งเป็นเวลาที่เขาได้รับพระราชทานยศเป็นนายร้อยตรี ในวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๗๒

    ร.ต.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เข้าประจำการเป็นนายทหารในกองพันมหาดเล็กรักษาพระองค์ สมัยนั้นย่านพญาไท สนามเป้า เป็นดงนักเลง ตำรวจกวาดล้างเท่าไหร่ไม่หมดสักที ไปๆ มาๆ นักเลงไม่กลัวตำรวจเสียแล้ว ชาวบ้านที่ทำมาหากินสุจริตเดือดร้อนไปทั่ว แต่นายทหารหนุ่มยศร้อยตรีที่มีนามว่าสฤษดิ์หาได้ยำเกรงไม่ ตำรวจปราบไม่ได้ เขาปราบเอง จนอันธพาลเหล่านั้นพากันแหยงลงไป กระนั้นก็ตามยังมีกลุ่มนักเลงของอาจารย์ซิ่ว ตั้งตนเป็นหัวหน้าแก๊งมีฝีมือในการสักเพื่ออยู่ยงคงกระพัน มีลูกน้องมากมาย ไม่ยำเกรงกฎหมาย

    ร.ต.สฤษดิ์ ส่งคำเตือนให้ลดการกระทำที่ไม่ดีเสีย แต่เสียงที่ย้อนกลับมาคือความถือดีว่ามีความคงกระพันชาตรีหนังเหนียว จากนั้นไม่กี่วันก็มีคนพบศพอาจารย์ซิ่ว ถูกยิงทิ้งอยู่ที่ทุ่งสนามเป้า

    นายทหารหนุ่มนามสฤษดิ์นั้น ไปอยู่ที่ไหนก็มีแต่นายรักและเพื่อนฝูงชอบใจ เพราะเป็นคนใจถึงมีผลงานอยู่ตลอด ในเวลาต่อมาเขาได้เลื่อนยศเป็นร้อยเอก และถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้บังคับกองโรงเรียนนายสิบทหารราบที่ลพบุรี ภายใต้การบังคับบัญชาของ พลโท พระพิชัยยุทธเดชาคณี อีกอย่างหนึ่ง เขามีความรู้ด้านการ
    คำนวณเป็นเยี่ยม จึงถูกเลือกให้ไปเรียนเพิ่มเติมที่โรงเรียนทหารปืนใหญ่โคกกระเทียม เป็นคนแรก
    ตรงนี้เองที่ทำให้เขากระโจนขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นเมื่อเรียนจบในต้นปี ๒๔๘๔ กลางปีนั้นเองเขาได้เลื่อนยศเป็นพันตรี พร้อมตำแหน่งรองผู้บังคับกองพันทหารราบที่ ๓๓ จังหวัดลำปาง ในขณะที่สงครามมหาเอเซียบูรพาเริ่มตั้งเค้าขึ้นมาแล้วและปลายปีเดียวกันนั้นเอง กองทัพญี่ปุ่นได้บุกรุกแผ่นดินไทยทั้งด้านฝั่งตะวันออกและภาคใต้ตอนเช้ามืดของวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๔๘๔ ฝ่ายกองทัพไทยต่อสู้เป็นสามารถ
    เพื่อไม่ให้ญี่ปุ่นขึ้นฝั่งได้ แต่ในที่สุดรัฐบาลไทยโดยจอมพล ป.พิบูลสงคราม สั่งให้ทหารกลับที่ตั้ง ยอมให้กองทัพญี่ปุ่นผ่านแดนมุ่งสู่ทางใต้มีเป้าหมายที่มาเลเซีย ต่อมาวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๔๘๔ ถัดมาอีกสามวัน รัฐบาลไทยก็ลงนามเป็นพันธมิตรกับประเทศญี่ปุ่น ข้ามปีมาวันที่ ๘ มกราคม ๒๔๘๕ ฝูงบินทิ้งระเบิดของอเมริกาก็โปรยลูกเหล็กลงที่หัวลำโพงและย่านเยาวราชตอนเช้ามืด และในวันที่ ๒๕ มกราคม๒๔๘๕ ประเทศไทยก็ประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกาและสัมพันธมิตร ที่สำคัญ กองทัพไทยต้องช่วยญี่ปุ่นรบ
    ขณะนั้นสฤษดิ์ได้ติดยศพันโทควบคุมกองพันที่ ๓๓ ได้รับคำสั่งจากพระพิชัยยุทธเดชาคณี รองแม่ทัพภาคพายัพให้รวบรวมกองหนุนเข้ามาฝึกยุทธวิธีสมัยใหม่ จากนั้นก็ให้เคลื่อนกำลังไปรักษาเส้นทางคมนาคมระหว่างแพร่และลำปาง เพื่อป้องกันฝ่ายสัมพันธมิตรบุกจากนั้นได้รับคำสั่งให้เดินทัพต่อไปเชียงใหม่ เพื่อรักษาเส้นทาง ฝาง-เชียงดาว การเดินทางเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะเป็นการเดินทางด้วยเท้า เขานอนกลางดินกินกลางทรายกับลูกน้องไม่มีการทิ้งกัน

    มีคำสั่งให้กองพัน ๓๓ รุกคืบหน้าทำลายศัตรูที่เมืองพาน พะเยา เชียงรายและท่าขี้เหล็ก เพื่อเข้ายึดเมืองเลนของสหพันธรัฐไทยใหญ่เดิมให้ได้เฉพาะแค่การเดินทางก็ใช้เวลาถึง ๔ เดือน นับแต่กองพัน ๓๓ ซึ่งมีผู้พันสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นผู้บังคับบัญชาตะลุยจากท่าขี้เหล็กขึ้นไป ได้ยึดพื้นที่บนดอยเชียงแมน มุ่งเข้ายึดเมืองมะเข้าตีเมืองสาดและเมืองตาล การเข้าตีและยึดพื้นที่ต่างๆ ทหารหาญแห่งกองพัน ๓๓ ได้ทำการรบดุเดือดและหลั่งเลือดชโลมดินเป็นอย่างมาก

    จากบันทึกของ ชลอ บุญยานุบุตรศึกษากร บรรณาธิการหนังสือพิมพ์อิสระ เมื่อปลายปี ๒๕๐๑ ได้สัมภาษณ์จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งตอนหนึ่งได้กล่าวถึงกรรบครั้งนี้ว่า...

    "ผมนำกองพันเคลื่อนที่ด้วยเท้าจากแม่สอด ข้ามหุบเขานับสิบๆ ลูก
    ต้องต่อสู้ทรมานทรกรรมร้อยแปดในป่าทึบดงดิบ และตัวทากซึ่งไต่รอบตัวยิบยับ..

    ชีวิตทหารของผมถ้าเทียบกับคนอื่นแล้วลำบากสาหัสสากรรจ์ไม่แพ้ใครเลย
    มันทำให้จิตใจบึกบึนอดทน ที่เมืองสาดผมจับพวกแนวที่ห้าที่ลักลอบเข้ามา
    ตัดสายโทรศัพท์สนามได้ เลยยิงเป้าด้วยตัวเองเสียหลายคน อ้ายพวกนั้นเลยเข็ด..

    อีกคราวหนึ่ง..ผมจำได้ดี มันเป็นภาพที่ประทับใจ เมื่อคราวได้รับคำสั่งนำกำลัง
    เข้าโจมตีดอยเชียงแมน ยิงกันตลอด ๒๔ ชั่วโมง ไม่ได้หลับได้นอน
    เหม็นคาวเลือดไปหมด ประมาณตี ๓ ผมสั่งให้ลูกน้องทุกคนติดดาบปลายปืน
    เพราะราบ ๑๒ ถูกล้อม เราต้องแก้ไขให้ออกมาให้ได้ ไม่งั้นตายหมด เลยตัดสินใจ
    เข้าประจันบาน พวกนั้นทารุณหากจับพวกเราได้จะตัดคอเสียบให้เราดู
    มันโหดได้เราก็โหดได้ ตอนเข้าประจันบานผมกระแทกปืนสั้นเสียบพุงเละไปเป็นเบือ..
    ตั้งแต่นั้นไม่ค่อยกลังการฆ่าคน มันมันมือไปเอง"


    ในปี พ.ศ.๒๔๘๘ ขณะนั้นสงครามใกล้สงบแล้ว เหลือแต่ประเทศญี่ปุ่นเท่านั้นที่ยังไม่ยอมจำนน สถานการณ์การเมืองไทยก็ง่อนแง่นและไม่แน่ใจว่าเหตุการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศจะเป็นเช่นไร
    สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้เลื่อนยศเป็นพันเอกอยู่ในตำแหน่งเดิม ซึ่งมีพันตรีจิตติ นาวีเสถียร เป็นเสนาธิการกรมทหารราบที่ ๓๓
     
  5. foleman

    foleman เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มีนาคม 2012
    โพสต์:
    571
    ค่าพลัง:
    +505
    เข้าผงาดในเมืองหลวง

    ย้อนถึงการเมืองในประเทศขณะที่สงครามใกล้เลิกรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ต้องตกในห้วงวิกฤตทางการเมือง และต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๔๘๗ เพราะรัฐบาลแพ้มติในการเสนอร่าง พรบ.อนุมัติพระราชกำหนดระเบียบนครบาลเพชรบูรณ์ และ พรบ.อนุมัติพระราชกำหนดสร้างพุทธบุรีมลฑลที่สระบุรี ในวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๔๘๗ พันตรีหลวงโกวิท อภัยวงศ์ หรือนายควง อภัยวงศ์ ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายกรัฐมนตรีแทน นายควง ฯ ได้ออก พรบ.นิรโทษกรรมนักการเมืองที่ถูกจองจำและถูกปล่อยเกาะ ได้รับอิสรภาพหมดนอกจากนี้ยังยกเลิกกฎหมายของรัฐบาลจอมพล ป.หลายอย่างที่ไม่เป็นธรรมเช่น ยกเลิกรัฐนิยมที่บังคับคนสวมหมวก สวมรองเท้า อนุญาตให้คนกินหมากพลูได้ตามใจชอบ เปิดโอกาสให้พ่อค้าจีนทำมาค้าขายได้อย่างเสรี ไม่บีบบังคับในเรื่องการประกอบอาชีพ
    แม้รัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ จะให้สิทธิเสรีภาพมากกว่ารัฐบาลชุดก่อนแต่ในสายตาสัมพันธมิตรและอเมริกา รัฐบาลชุดนี้ยังเป็นมิตรกับญี่ปุ่นยิ่งญี่ปุ่นใกล้แพ้สงคราม นายควงพยายามให้ฝ่ายสัมพันธมิตรเห็นว่า รัฐบาลของเขาไม่ใช่พวกญี่ปุ่น มีการปลดนายทหารออกหลายนาย อย่างพลดทพระพิชัยยุทธเดชาคณี
    รองแม่ทัพภาคพายัพ ถูกปลดออกจากตำแหน่งในสนามรบ และยังมีนายทหารถูกสั่งปลดออกจากประจำการเป็นระนาว

    พ.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถึงกับเปรยกับลูกน้องคนสนิทว่า

    "อั๊วเห็นจะโดนปลดแน่"

    ไม่ใช่สฤษดิ์ คนเดียวที่คิด บรรดานายทหารเริ่มรู้สึกว่าชะตากรรมของพวกคนกำลังจะสิ้นสุดลงอย่างคนหมดค่า!

    ในที่สุด วันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๔๘๘ สงครามโลกครั้งที่ ๒ อันแสนโหดoมได้ปิดฉากลงอีกสองวันต่อมารัฐบาลนายควง อภัยวงศ์ ก็ปิดฉากตามญี่ปุ่นด้วยการลาออกหลังจากดำรงตำแหน่งมาเป็นเวลา ๑ ปี กับ ๑๗ วัน
    นายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ได้ขอร้องให้ นายทวี บุณยเกตุ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในรัฐบาลนายควงรับหน้าที่เป็นนายกรัฐมนตรีชั่วคราว เพื่อรอการเดินทางกลับประเทศไทยของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา ในปีเดียวกันนี้เอง พ.อ.สฤษดิ ธนะรัชต์ ได้รับคำสั่งย้ายเข้ากรุงเทพฯ
    เพื่อดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารราบที่ ๑ รักษาพระองค์ ซึ่งมี พ.ท.บัญญัติ เทพหัสดิน ณ อยุธยา เป็นรองผู้บังคับการ นายทวี บุณยเกตุ เป็นนายกรัฐมนตรีได้เพียง ๑๗ วันก็ลาออกในวันที่ ๑๗ กันยายน เพื่อเปิดโอกาสให้ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ ๖ ของประเทศไทยต่อไป

    ทันทีที่ได้รับตำแหน่ง ม.ร.ว.เสนีย์ ได้ออก พรบ.อาชญากรสงคราม และจับกุมจอมพล ป. พล.ท.มังกร พรหมโยธี พล.ท.เสรี เริงฤทธิ์ พล.ท.ประยูร ภมรมนตรี พระสารสาสน์พลขันธ์ พล.ท.หลวงวิจิตรวาทการ
    พระราชธรรมนิเทศ นายสังข์ พัธโนทัย นายฉ่ำ จำรัสเนตร ร.ต.อ.สนิท ธรรมเชื้อ นายจินดา อุดมอักษร นายโกศล อินทวงศ์ นายแดง นาวัน รวมทั้งสิ้น ๑๓ คน ทั้งหมดถูกขังอยู่ที่สันติบาลและถูกนำตัวขึ้นศาล แต่ก็นับว่าเป็นความโชคดี ของคนทั้ง ๑๓ เพราะศาลวินิจฉัยว่า กฎหมายอาญาไม่มีผลย้อนหลัง ปล่อยทุกคนพ้นข้อหาไป

    การเมืองในช่วงนั้นนับว่าประสบวิกฤติอย่างมาก เนื่องจากพ้นสงครามไม่ถึงครึ่งปีนักการเมืองแก่งแย่งชิงอำนาจ ภาวะเศรษฐกิจของประเทศย่ำแย่ ประชาชนขาดแคลนข้าว จนในที่สุดรัฐบาล ม.ร.ว.เสนี ปราโมช ต้องลาออก และให้นายควง อภัยวงศ์ หวนกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง แต่ก็บริหารประเทศไปไม่รอดไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ จากนั้นนายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส เตรียมเข้ามาฟอร์มรัฐบาลยังไม่ทันเรียบร้อย ก็ต้องเผชิญกับคดีสวรรคต จึงต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คราวนี้ พล.ร.ต.หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นคนต่อไป

    แต่ปัญหาทุกอย่างยังคงอยู่และวิกฤตหนักขึ้น ประชาชนต้องเข้าคิวใช้บัตรแบ่งซื้อข้าวกินทั้งที่ประเทศไทยปลูกข้าวเองจนเหลือใช้จึงส่งออก แต่นักการเมืองกำลังช่วงชิงอำนาจโดยกลุ่มนายควงและ ม.ร.ว.เสนีย์ ไม่ต้องการให้กลุ่มนายปรีดี พนมยงค์กลับมามีอำนาจ ฝ่ายทหารเองก็ต้องการกลับมามีอำนาจ โดยเฉพาะจอมพล ป.พิบูลสงคราม ยังคงมีอำนาจ ทางการทหาร เพียงแต่ช่วงนั้นต้องหลบไปเลียแผลอยู่ในถ้ำ

    ส่วน พ.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งนั่งคุมกรมทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์ นั่งมองการเมืองอย่างเงียบๆ ส่วนใหญ่ใช้เวลาอยู่กับผู้ใต้บังคับบัญชา สรวลเสเฮฮา ด้วยการดื่มเหล้า และเขาได้ชื่อว่าเป็นนักดื่มตัวยงทีเดียว
    แต่แล้ว คืนวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ คืนนี้...พรรคฝ่ายค้านนำโดยนายควง อภัยวงศ์ จัดงานเมตตาบันเทิง ช่วยเหลือประชาชนที่สวนอัมพร โดยเชิญนายกรัฐมนตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ มาร่วมงานด้วย แต่แล้วจู่ๆ ขณะที่งานกำลังสนุกสนาน นายกรัฐมนตรีต้องผลุนผลัน ออกจากงานอย่างรวดเร็วเพราะได้ข่าว....
    .มีคณะทหารทำการรัฐประหารโดย พล.ท.ผิน ชุณหะวัน เป็นหัวหน้า นาวาอากาศเอกหลวงกาจสงคราม (เทียน เก่งระดมยิง) เป็นรองหัวหน้า มีจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นที่ปรึกษาคณะรัฐประหารและผู้บัญชาการทหารบกซึ่งหมายความว่าจอมพล ป. ได้หวนคืนสู่อำนาจโดยมีเป้าหมายโค่นนายปรีดี พนมยงค์
    และกลุ่มเสรีไทยที่สนับสนุนนายปรีดี ซึ่งมีทีท่าว่าจะกลับมามีอำนาจ เลยช่วงชิง ทำรัฐประหารเสียก่อน

    คณะรัฐประหารที่ทำการครั้งนี้มี พ.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ร่วมอยู่ด้วย เขาได้ให้สัมภาษณ์
    กับบรรณาธิการหนังสือพิมพ์อิสระ มีใจความตอนหนึ่งว่า...

    "อ้ายผม...เป็นคนทำอะไรทำจริง ลงว่าทำแล้วไม่มีถอยหลัง พวกเพื่อนๆ รู้ดีเมื่อถึงคราวจอมพล ป.เขาใช้ผมทำรัฐประหารไล่นายปรีดี ผมสั่งเคลื่อนกำลังออกนอก กรมกองหมด แต่หลวงอดุลย์ตอนนั้นเขาเป็นผู้บัญชาการทหารบก พอรู้เขาก้อแล่นรถ ออกมาไล่ต้อนให้กลับกรมกอง..พวกทหารลูกน้อมผมมันก็เชื่อ กลับกันหมด ผมก็ฉิบหายซีแบบนี้ รีบกลับเข้ากองพลนั้น ออกกองพันนี้พล่านกันไปหมด พร้อมกับบอกพวกเขาไปว่า พวกoจะกลับมาตายรัง อย่างนั้นหรือ? มันก็ตายอย่างหมานั่นแหละวะ ต้องไปตายดาบหน้าด้วยกันซิวะ..นั่นแหละ ถึงได้ออกมาเต็มพรึบไปหมด มิฉะนั้นผมคงตายโหงไปแล้ว นายปรีดีคงสั่ง
    ยิงเป้าผมไปแล้ว ก็ลงว่าทหารตั้งหมื่นชี้ตัวว่าผมเป็นคนสั่งเคลื่อนกำลัง นี่ดวงผมยังดีนะเนี่ย.."


    พอรุ่งขึ้นอีกวัน ปรีดี พนมยงค์ เรือเอกวัชรชัย ชัยสิทธิเวช นายแช่ม พรหมยงค์ ร.ต.อ.สุจิต สุพรรณวัต ต้องเผ่นหนีออกจากท่าช้างด้วยการช่วยเหลือของอังกฤษ ซึ่งเคยร่วมขบวนการเสรีไทยลงเรือไปสิงคโปร์ ซึ่งช่วยแค่นี้เพราะกลัวไมตรีกับรัฐบาลใหม่ของไทยจากนั้นกลุ่มของนายปรีดีก็ต้องช่วยเหลือตัวเอง ติดต่อไปยังรัฐบาลเจียงไคเชค เพื่อขอลี้ภัยไปอยู่ที่ประเทศจีนต่อไป การรัฐประหารเป็นไปด้วยดีและทำให้เกิดนายทหารหนุ่มมีชื่อเสียงขึ้นมา คือ
    พ.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ แต่เจ้าตัวกลับบอกกับมิตรสหายว่า
    เขาไม่ยุ่งการเมือง ขอเป็นทหารอย่างเดียว และย่ำว่า..

    ตนเองเป็นนักการเมืองที่เลว แต่เป็นนักการทหารที่ดี
     
  6. foleman

    foleman เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มีนาคม 2012
    โพสต์:
    571
    ค่าพลัง:
    +505
    สร้างวีรกรรมค้ำบัลลังก์

    การรัฐประหารเมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ ได้สร้างบุรุษหนุ่มอีกผู้หนึ่งขึ้นมาดังคู่คี่กับสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นั่นคือ พ.อ.เผ่า ศรียานนท์ ซึ่งเป็นลูกเขยของ พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ และยังเป็นพี่เขยของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณอีกด้วย หลังการยึดอำนาจเสร็จ คณะรัฐประหารได้เชิญนายควง อภัยวงศ์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

    ในวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน โดยคณะรัฐประหารเป็นผู้กำหนดผู้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีและตัวคณะรัฐประหารเองก็ทำตัวเหมือนเป็นรัฐบาลเงา จากนั้นก็ใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.๒๔๙๐รัฐธรรมนูญฉบับนี้นาวาอากาศเอกหลวงกาจสงคราม รองหัวหน้าคณะรัฐประหารและเป็นมือขวาผู้ใกล้ชิดจอมพล ป. เป็นผู้ยกร่างและเก็บซ่อนไว้ใต้ตุ่มแดงที่บ้านจึงได้รับฉายาว่า "รัฐธรรมนูญใต้ตุ่ม"

    รัฐบาลของนายควงได้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญใต้ตุ่มที่บัญญัติให้มีการเลือกตั้งภายใน ๙๐ วันหลังจากยึดอำนาจการปกครอง โดยกำหนดให้วันที่ ๒๙ มกราคม ๒๔๙๑เป็นวันเลือกตั้งทันทีที่การเลือกตั้งเสร็จเรียบร้อย นายควง อภัยวงศ์ ได้กราบถวายบังคมลาออก ในวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๑ ถัดมาในวันที่ ๒๑ เดือนเดียวกัน นายควงก็กลับมานั่งบริหารประเทศต่อ เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์กุมเสียงข้างมากในสภาไว้ได้ บุญมีแต่กรรมบังซะ เพราะเป็นนายกรัฐมนตรีได้เพียง ๑ เดือนเต็มก็ถูกคณะรัฐประหาร บีบให้เขียนใบลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเปิดทางให้จอมพล ป. หวนหลับมาสู่ตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง

    เมื่อทุกอย่างลงตัว จอมพล ป. นั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเสร็จสรรพ ก็ถ่ายโอนตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารบกให้กับ พล.อ.ผิน ชุณหะวัณ หากมองในภาพรวมแล้วก็ดูน่าจะไม่มีปัญหาอะไร แต่จริงๆ แล้ว
    คลื่นใต้น้ำได้ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ เพราะหลายฝ่ายไม่ว่าจะเป็นทหาร หรือนักการเมืองไม่พอใจจอมพล ป.พิบูลสงคราม เล่นผูกขาดบริหารประเทศไว้แต่ผุ้เดียว จากบันทึกประวัติศาสตร์ทางการเมืองไทยระบุว่า ช่วงปี ๒๔๙๑ ถึง ๒๕๐๐
    มีการก่อรัฐประหารตลอดมาหลายสิบครั้งแต่ไม่สำเร็จ กลายเป็นกบฎไปตามๆ กันหลังจากจอมพล ป. นั่งแท่นเป็นนายกรัฐมนตรี เขาได้สำนึกตัวดีว่า ยังมีบางกล่มไม่ชอบใจนักที่เขาจะอยู่บนตำแหน่งนี้ แต่เขาก็เป็นผู้หนึ่งที่เจนเวทีการเมืองและมีสายตาที่กว้างไกล ถ้าหากเขาต้องการอยู่บนตำแหน่ง ผู้บริหารประเทศยืนยาว จะต้องมีใครสักคนเป็นผู้พิทักษ์ คนผู้นั้นต้องคุมขุมกำลัง และมีเพื่อนฝูงเยอะ ที่สำคัญต้องเป็นคนหนุ่มที่มากด้วยบารมี มองเข้าไปในกองทัพ ก็เห็นมีเพียงผู้เดียว พ.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่จะเข้ามาพิทักษ์ ให้เขายืนอยู่บนตำแหน่งยาวนานได้ ถึงแม้สถานการณ์ของประเทศกำลังตกอยู่ในฐานะยุ่งยากเพียงใดก็ตามสฤษดิ์ก็ถือว่า นั่นเป็นหน้าที่ของนักการเมืองและผู้บริหารประเทศที่จะต้องขจัดปัญหาเหล่านี้

    และถึงแม้เขาจะได้ชื่อว่าเป็นทหารเสือคู่ใจจอมพล ป. ก็ตาม พันเอกสฤษดิ์ ได้ใช้ เวลาส่วนมากคลุกคลีใกล้ชิดกับเพื่อนทหารของเขาให้มากที่สุด จอมพล ป.พิบูลสงคราม ใช่จะมีแค่เสือตัวเดียวในกองทัพบก ยังมีเสืออีกตัวที่อยู่คู่กาย นั่นคือ พ.อ.เผ่า ศรียานนท์ นับเป็นเสือที่ร้ายกาจน่าดู เขามีเป้าหมายมุ่งตรงไปที่กรมตำรวจถึงตำแหน่งอธิบดี และเพียงไม่กี่ปีเขาก็ทำได้ พร้อมกับการกวาดล้างคู่แข่งทางการเมือง
    ทั้งของตนและจอมพล ป. ชนิดที่รุนแรง จนมีสโลแกนที่ติดปากคนถึงบัดนี้ว่า

    "ภายใต้ดวงอาทิตย์ มีอะไรบ้างที่ตำรวจไทยทำไม่ได้"

    หน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยถือกันว่าเป็น "ยุคทมิฬ" ที่ไทยฆ่ากันอย่างโหดoมมีการยิงทิ้งศัตรูทางการเมืองและถือกันเป็นต้นแบบแห่งเผด็จการโดยแท้เป็นผลให้นักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยต้องหลบหนีกันลงใต้ดินบ้าง หรือไม่ก็ต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศกันระนาว!!

    กล่าวถึง พ.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ชีวิตทางราชการทหารได้เปล่งรัศมีขึ้นเป็นลำดับ จะทำอะไรก็ดูดีไปหมด เขาได้สละโสดแต่งงานกับนางสาว วิจิตรา ชลทรัพย์ ซึ่งเป็นธิดาสุดสวาทของนาวาโท พระศรการวิจิตร ร.น.และนางประเทือง ชลทรัพย์ ชีวิตรักของคนทั้งคู่ดูช่างหวานซึ้งและดูดดื่ม ทั้งๆ ที่มีวัยต่างกัน โดยปกติแล้วฝ่ายสาว จะเรียกเขาว่า "น้า" อยู่เสมอ ส่วนนายทหารหนุ่มใหญ่จะเรียกฝ่ายหญิงสาวว่า "แม่เล็ก"

    มีเหตุระทึกก่อนพิธีแต่งงานของคู่บ่าวสาวเกิดขึ้น...กำหนดวันแต่งงานคือ ๑ ตุลาคม ๒๔๙๑ มีเจ้าภาพทั้งของฝ่ายชายและฝ่ายหญิง ล้วนแล้วมาจากผู้ก่อการรัฐประหาร และมีจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นประธานในพิธี
    แต่ข่าวกรองของรัฐบาลได้สืบทราบว่า จะมีนายทหารกลุ่มหนึ่งเตรียมการยึดอำนาจรัฐ ด้วยการใช้ลูกระเบิดระดมยิงเข้าใส่งานมงคลสมรสอันยิ่งใหญ่นี้ เมื่อรัฐบาลทราบข่าว จึงเข้าจับกุมก่อน ผู้ที่ถูกจับกุมได้แก่ พล.ต.สมบูรณ์ ศรานุชิต พล.ต.เนตร เขมะโยธิน เหล่านี้เป็นหัวหน้า วางแผน และมี
    พล.ต.พโยม จุลานนท์ สส.เพชรบุรีเข้าร่วมด้วย เมื่อก่อการไม่สำเร็จก็กลายเป็นกบฏ

    กบฎครั้งนี้เรียกว่า กบฎเสนาธิการ หรือ กบฎนายพล

    ถัดมาในวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๔๙๑ หรืออีกหนึ่งเดือนเต็ม เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุม นายฟอง สิทธิธรรม ผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี ในข้อหาว่าสมคบกับพวก อีกหลายคนชักชวนชายฉกรรจ์ส่งออกไปศึกษาวิชาการทหารที่คุนหมิง ประเทศจีนแล้วกลับมาดำเนินการแบ่งแยกดินแดนภาคอิสานให้เป็นรัฐอิสระอันเป็นความผิดฐานขบถ แต่เนื่องจากเป็นสมัยประชุมสภาผู้แทนฯ ทางสภาฯ ขอให้ปล่อยตัว การจับกุมครั้งนี้ เรียกว่า "กบฎแบ่งแยกดินแดน"

    หลังจากงานสมรส สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้รับพระราชทานยศเป็นพลตรี ตำแหน่งผู้บังคับการ มณฑลทหารบกที่ ๑ พอข้ามปีมาเดือนกุมภาพันธ์ ๒๔๙๒ กลิ่นก่อการปฏิวัติโชยเข้าจมูกจอมพล ป.พิบูลสงคราม เพราะมีกลุ่มทหารเรือและกลุ่มอดีตเสรีไทยเคลื่อนไหวอย่างผิดปกติ ตำรวจสันติบาลจึงเข้าจับกุมตัวอาจารย์ตามมหาวิทยาลัยที่เป็นสายของนายปรีดี พนมยงค์ และยังได้ควบคุมตัวเรือเอกชลิต ชัยสิทธิเวช พี่ชายของเรือเอกวัชรชัย ซึ่งหนีไปอยู่เมืองจีนพร้อมกับนายปรีดีรัฐบาลจอมพล ป. มิใช่เป็นกระต่ายตื่นตูม หากแต่เป็นความจริง! นายปรีดี พนมยงค์และคณะ ลักลอบเดินทางเข้าประเทศไทยทางเรือ ขึ้นบกที่ศรีราชาในกลางเดือนกุมภาพันธ์ ตรงเข้าฐานที่มั่นวัดเขา จังหวัดชลบุรี ซึ่งครั้งหนึ่งที่นี่เคยเป็นที่ซ่องสุม กำลังของเสรีไทยในสงครามโลกครั้งที่ ๒

    การก่อรัฐประหารในครั้งนี้ ส่วนใหญ่,เป็นอดีตนายทหารเรือ อดีตนักการเมือง อดีตเสรีไทย และยังมีนักศึกษาจากธรรมศาสตร์ส่วนหนึ่ง ส่วนเรื่องอาวุธนั้นกลุ่มอดีตเสรีไทยยังเก็บซ่อนอยู่ เป็นจำนวนมาก จึงเอาออกมาแจกจ่ายให้กับพวกก่อการปฏิบัติการในครั้งนี้ได้ใช้กำลังนาวิกโยธินของพลเรือตรี ทหาร ขำหิรัญ ซึ่งเป็นผู้บัญชาการทหารนาวิกโยธิน จะมุ่งยึดจุดสำคัญๆ ต่างๆ ในเขตกรุงเทพฯ โดยมุ่งไปที่วังสวนกุหลาบ
    อันเป็นทำเนียบรัฐบาลในขณะนั้น


    ส่วนอดีตกลุ่มเสรีไทยก็ชักชวนประชาชนเข้าร่วมก่อการ และก่อการจลาจลทั่วกรุงเทพฯ ทางด้านเรือเอกวัชรชัย ชัยสิทธิเวช เสนอตัวขอนำนักศึกษาธรรมศาสตร์จำนวนหนึ่ง เข้ายึดพระบรมมหาราชวัง โดยให้เหตุผลว่า จะทำการปฏิวัติต้องมีเงินเพื่อแจกจ่ายแก่ผู้ร่วมงาน จึงต้องยึดกระทรวงการคลังในพระบรมมหาราชวัง

    ครั้นแล้ว....วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๒ ได้เริ่มขึ้นในตอนเย็น ฝ่ายก่อการเข้ายึดจุดต่างๆ ของกรุงเทพฯ กลุ่มเรือเอกวัชรชัยเข้ายึดกระทรวงการคลังในวังหลวง พร้อมกับการปรากฏกาย ของนายปรีดี พนมยงค์ ในชุดทหารเรือยศพันจ่าเอกติดหนวดอำพรางเข้ามาในวังหลวงพร้อมด้วยกำลังอีกร่วมร้อยคน ทุกอย่างเป็นไปตามแผน พอถึงเวลา ๒๑.๑๕ น.ได้มีประกาศปลดจอมพล ป.พิบูลสงคราม และคณะรัฐมนตรีทั้งชุดให้พ้นจากตำแหน่ง และแต่งตั้งนายดิเรก ชัยนาม อดีตเอกอัครราชทูต แห่งสำนักเซนต์เจมส์ เข้าเป็นายกรัฐมนตรีแทนนอกจากนั้นยังปลดจอมพลผิน ชุณหะวัณ ออกจากผู้บัญชาการทหารบก แล้วแต่งตั้ง พล.อ.เนตร เขมะโยธิน ขึ้นแทน รวมทั้งตำแหน่งสำคัญๆทางทหาร และตำรวจอีกหลายตำแหน่งคณะรัฐบาลอันประกอบด้วย จอมพล ป.พิบูลสงคราม พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ พล.ท.กาจ กาจสงคราม พล.ต.ต.เผ่า ศรียานนท์ และนายทหารอีกหลายคน ปรึกษาหารือกันอย่างเคร่งเครียด ผลสรุปออกมาว่า...ฝ่ายรัฐบาลได้แต่งตั้ง พล.ต.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นผู้อำนายการปราบกบฏ พล.ท.กฤช ปุณณกันต์ ผบ.กรมรบ และ พ.ท.ถนอม กิตติขจร ผบ.ราบ ๑๑ และยังมี พ.ท.ประภาส จารุเสถียร เข้าร่วมปราบกบฎครั้งนี้

    ทีมปราบกบฎทีมนี้นับว่าแข็งแกร่ง เพราะทุกคนเคยอยู่ในกองพัน ๓๓ สมัยเมื่อครั้ง ไปตีเมืองเลน เมืองสาด นั่นเองห้วงกลางดึกคืนนั้น กองกำลังฝ่ายรัฐบาลออกตรึงฝ่ายผู้ก่อการและพยายามติดต่อ ให้ฝ่ายนายปรีดี พนมยงค์ยอมแพ้ เนื่องจากไม่อยากใช้ความรุนแรง เพราะหาก พลาดพลั้งไปวังหลวงอาจจะเสียหายซึ่งเป็นการไม่บังควรแต่การเจรจาล้มเหลว พล.ต.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในชุดสนามตั้งกองกำลังอยู่ที่สนามหลวงตรองดูแล้วว่า การปฏิบัติงานครั้งนี้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการใช้กำลังและเสียเลือดเสียเนื้อได้เสียแล้ว เขาออกคำสั่งเฉียบพลันให้ พ.ท.ถนอม กิตติขจร เข้าลุยรถถัง "oแอ้ด" ทะยานเข้าหา ประตูวิเศษไชยศรี แต่แล้วทหารรัฐบาลต้องตะลึงเมื่อเจอฝ่ายก่อการตอบโต้อย่างรุนแรง ด้วยอาวุธนานาชนิดและปืนปราบรถถัง "บาซูก้า"

    พล.ต.สฤษดิ์ สั่งปรับขบวนใหม่ ให้นำรถถัง "วีคเกอร์อาร์มสตรอง"เข้าพิชิตทันที พร้อมกับให้กองกำลังรบของ พ.ท.กฤช และ พ.ท.ถนอม บุกเข้าเป็นรูปคีม แต่ผู้บังคับการทั้งสองทัดทานเอาไว้เกรงว่าจะเสียกำลังพล แต่ พล.ต.สฤษดิ์สั่งเฉียบขาด

    "นี่เป็นคำสั่งของอั๊ว เข้าตีเดี๋ยวนี้"

    เท่านั้นแหละ ทหารทุกคนกระโจนพุ่งตรงไปยังประตูวิเศษไชยศรี โดยมี พ.ท.ถนอม ชูดาบร้องไชโยนำทหารเข้าลุย ในที่สุดประตูพัง สุดที่ฝ่ายก่อการจะต้านทานเอาไว้ เรือเอกวัชรชัยถึงกับกระชากตัวนายปรีดีออกจากวังหลวงเกือบไม่ทัน ฝ่ายกบฏแตก กระเจิงวางอาวุธยอมจำนน ส่วนกำลังนาวิกโยธินบุกมาถึงสี่แยกราชประสงค์ เจอ กับทหารรัฐบาลเกิดปะทะกัน อย่างหนักกระจายไปถึงสวนลุมพินี ทหารทั้งสองฝ่ายและพลเรือนล้มตายเป็นอันมาก ในที่สุดรัฐบาลโดย พล.ต.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ปราบกบฎได้สำเร็จและเรียกการก่อการ ครั้งนี้ว่า "กบฎวังหลวง" เป็นการปฏิวัตินองเลือดครั้งแรกในกรุงเทพฯ จริงๆ
     
  7. foleman

    foleman เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มีนาคม 2012
    โพสต์:
    571
    ค่าพลัง:
    +505
    ยุคการเมืองทมิฬ

    กบฏวังหลวงได้ยุติลงด้วยการปราบปรามอย่างรุนแรงจากฝ่ายรัฐบาล ปลายปีนั้นก็ได้รับพระราชทานยศเป็น พลโทสฤษดิ์ ธนะรัชต์ คุม ผบ.กองพล ๑ เป็นที่ทราบกันดี การที่ฝ่ายกบฎถูกปราบลงอย่างรวดเร็วก็ด้วยกำลังฝ่ายทหาร ขณะนั้นตำรวจไม่มีบทบาทอะไรมากนักในการปราบปราม เพราะไม่มี ความพร้อมในด้านกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์

    พล.ต.ท.เผ่า ศรียานนท์ ซึ่งขณะนั้นเป็นรองอธิบดีกรมตำรวจเสืออีกตัวหนึ่ง ที่ค้ำบัลลังก์จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้มีดำริให้มีการปรับปรุงกำลังพลตำรวจให้แข็งแกร่ง และพร้อมเข้าคลี่คลายปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับรัฐบาล

    ซึ่งจอมพล ป.ก็เห็นชอบด้วย อีกอย่างหนึ่งเพื่อเป็นดุลถ่วงอำนาจฝ่ายทหาร
    ซึ่ง พล.ท.สฤษดิ์ เสืออีกตัวหนึ่ง
    กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ กรมตำรวจสมัยนั้นได้จัดตั้งหน่วยงาน ใหม่ๆ ขึ้นมา เช่นตำรวจพลร่ม ตำรวจรถถังและยานเกราะ ตำรวจกองปราบ ตำรวจม้า ตำรวจหมา โรงพยาบาลตำรวจ ตำรวจสื่อสาร และอื่นๆ อีกมาก

    ถัดมาอีกปี คือ ๒๔๙๔ จัดตั้งหมวดตำรวจรักษาดินแดน จำนวน ๒๒ หมวด อยู่จุดต่างๆ ตามแนวชายแดน ป้องกันการแทรกซึมของฝ่ายตรงข้าม และนี่คือกองทัพตำรวจ ที่รุ่งเรืองสุดๆ ในยุคนั้น ภายใต้คำขวัญที่ว่า

    "ภายใต้ดวงอาทิตย์ ไม่มีอะไรที่ตำรวจไทยทำไม่ได้"

    ขณะที่ปรับปรุงกองทัพตำรวจอยู่นั้น หน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ต้องบันทึกไว้ว่า ตำรวจภายใต้การควบคุมของ พล.ต.ท.เผ่า ศรียานนท์ ได้สนองรับนโยบายของจอมพล ป.ในการกวาดล้างนักการเมือง ที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกับเขา หลังกบฏวังหลวงได้ไม่นาน ตำรวจที่ได้ขึ้นชื่อเป็นมืออัศวินของเผ่า ได้เข้าจับกุมแกนนำนักการเมืองฝ่ายค้าน เป็น ๔ อดีตนักการเมืองและรัฐมนตรี ได้แก่ นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ นายจำลอง ดาวเรือง นายถวิล อุดลดร.ทองเปลว ชลภูมิ

    คนทั้งหมดเป็นอดีตเสรีไทยชั้นแนวหน้าในสงครามโลกครั้งที่ ๒ ภายใต้สังกัดของ ปรีดี พนมยงค์ คนทั้งสี่ถูกตำรวจควบคุมตัว ไปสันติบาล แต่ปรากฎว่าไปไม่ถึง เพราะถูกยิงตายคาทุ่งบางเขน ตำรวจให้ข่าวว่า ขณะควบคุมตัวคนทั้งสี่อยู่นั้น โจรแบ่งแยกดินแดนมลายู ได้บุกเข้าชิงตัวผู้ต้องหา และเกิดการต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้ต้องหาทั้งสี่ถูกลูกหลงจากโจรทำให้เสียชีวิตทั้งหมด


    แต่ตำรวจทั้งหมดปลอดภัย!?


    หลังจากนั้นก็มีนักการเมืองทยอยถูกฆ่าตายเป็นคดีมืดมน เช่น หะยีสุหรง นักการเมืองมุสลิมแห่งภาคใต้(บิดานายเด่น โต๊ะมีนาอดีต ส.ว.)นายพร มะลิทอง ส.ส.สมุทรสาคร นายเตียง ศิริขันธ์ ส.ส.สกลนคร หัวหน้าเสรีไทยภาคอิสาน

    เผ่า ศรียานนท์ ทำทุกอย่างเพื่อความเป็นใหญ่ในกรมตำรวจ จนเป็นที่หวั่นเกรงของนักการเมืองทั้งหลาย ครั้งหนึ่ง...ก่อนที่เขาจะเข้าครองกรมตำรวจ เขาได้ถูกหลวงสินาดโยธารักษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยปรามาสเอาไว้ว่า
    "อย่างคุณนะหรืออย่าว่าแต่ตำแหน่งอธิบดีเลย แม้แต่พลตำรวจผมก็ไม่ให้เป็น"

    เมื่อวันที่เขาเป็นใหญ่ในกรมตำรวจ หลวงสินาดโยธารักษ์ ก็เจอข้อหากบฎและเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล จากนั้นเขาก็ได้รับพระราชทานยศเป็น พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ครองตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจเมื่อปราบนักการเมืองที่ไม่ถูกกับรัฐบาลลงมากมายแล้ว ยังมีการปราบนักคิด นักเขียนและนักหน้งสือพิมพ์...

    เช้าตรู่วันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๔๙๕ ได้มีประกาศของรัฐบาลทางวิทยุกระจายเสียงว่า ด้วยปรากฏจากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า มีบุคคลคณะหนึ่งได้สมคบกัน กระทำผิดกฎหมายด้วยการยุยงให้มีการเกลียดชังกันในระหว่างคนไทย อันเป็นการที่อาจทำให้เสื่อมสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ ยุยงให้ทหารรัฐบาลที่ส่งออกไปทำการรบในเกาหลี ตามพันธะที่รัฐบาลมีต่อองค์การสหประชาชาติ ให้เสื่อมเสียวินัย เมื่อเกิดการปั่นป่วนขึ้นในบ้านเมืองได้ระยะเหมาะแล้ว ก็จะใช้กำลังเข้าเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบอื่นที่ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย

    กรมตำรวจจึงขอความร่วมมือกับกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศดำเนินการจับกุมเริ่มตั้งแต่เช้าตรู่วันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๔๙๕ ขอให้ประชาชนทั้งหลายจงอยู่ในความสงบ กรมตำรวจจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองตามหน้าที่

    ในการจับกุม "กบฎ" ครั้งนี้ ถูกจับกุมได้แก่ นายอุธร พลกุล บก.หนังสือพิมพ์ข่าวภาพ นายอารีย์ ลีวีระ ผู้อำนายการบริษัทไทยพาณิชย์การจำกัด นายแสวง ตุงคบรรหาร บก.หนังสือพิมพ์สยามนิกร นายบุศย์ สิมะเสถียร บก.หนังสือพิมพ์ไทย นายอารี อิ่มสมบัติ บก.ธรรมจักรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นอกจากนี้ยังมีผู้ถูกจับกุมอีก เช่น กุหลาบ สายประดิษฐ์ บก.หนังสือพิมพ์สุภาพบุรุษ เปลื้อง วรรณศรี นายฉัตร บุณยศิริชัย นเรศ นโรปกรณ์ และอีกมากมายหลายคน รวมทั้งสิ้น ๑๐๔ คน นับเป็นการจับกุมครั้งใหญ่ที่ได้ผู้ต้องหามากมายขนาดนี้ กบฎครั้งนี้เรียกว่า "กบฎ ๑๐ พ.ย." หรือไม่ก็ "กบฎภายในราชอาณาจักร" แต่ที่รู้จักกันดีก็คือ"กบฎสันติภาพ"


    แต่ที่ร้ายไปกว่านั้น ได้มีการเข่นฆ่านักหนังสือพิมพ์ผู้ยิ่งใหญ่กล่าวคือ ในวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๖ ศาลได้สั่งปล่อยตัวนายอารีย์ ลีวีระ ผู้อำนายการบริษัทไทยพาณิชย์จำกัด ซึ่งมีหนังสือพิมพ์สยามนิกรและหนังสือพิมพ์พิมพ์ไทยอยู่ในสังกัด

    ครั้งถึงวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ปีเดียวกัน นายอารีย์ ลีวีระ ได้เข้าสู่พิธีสมรสกับนางสาวกานดา บุญรัตน์ และเดินทางไปยังหัวหินเพื่อดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ ระหว่างการไปพักผ่อนที่หัวหิน ได้เกิดเรื่องสลดและสะเทือนใจแก่คนทำหนังสือพิมพ์ นักคิดนักเขียน เมื่อ....เช้าวันที่ ๙ มีนาคม ๒๔๙๖ เวลา ๐๘.๕๐ น. มีรถจิ๊ปสีเขียวเข้าไปในเรือนพักของชายหนุ่ม หญิงสาวที่มาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ ลักษณะของผู้มาเยือนประมาณ ๔ คน ถ้าไม่ใช่ทหารก็ตำรวจ ไม่ถึง ๕ นาทีก็มีเสียงปืนดังขึ้น ๒-๓ นัด แล้วรถจิ๊ปคันนั้นก็ทะยานออกไป
    เมื่อตำรวจหัวหินวิทยุสกัดจับรถจิ๊ปคันนี้ได้ ปรากฎว่าเป็นตำรวจยศสิบโทและพลตำรวจ อีก ๔ นาย เป็นตำรวจกองกำลับการจังหวัดกาญจนบุรี ได้ให้การว่า พ.ต.ท.ศิริชัย กระจ่างวงศ์ ให้มาดักจับคนร้ายที่ปล้นเหมืองแร่มากบดานอยู่ที่นี่ สำหรับ พ.ต.ท.ศิริชัย กระจ่างวงศ์ เป็นนายตำรวจระดับอัศวินแหวนเพชรของ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์
     
  8. foleman

    foleman เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มีนาคม 2012
    โพสต์:
    571
    ค่าพลัง:
    +505
    สู้บัลลังก์จอมพล

    หลังการปราบกบฎวังหลวงเรียบร้อยแล้ว พล.ท.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยังคงซุ่มเป็นเสือหมอบอยู่ในกองพล ๑ จิบเหล้าเคล้านารี หลีกเลี่ยงการมีปัญหาต่างๆ จากการเมือง คงมีแต่ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ เท่านั้นทีพยายามสร้างประเทศไทยให้เป็นรัฐตำรวจ อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับนักการเมืองและทหาร(ส่วนใหญ่ทหารเรือ) ยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง และแล้วสิ่งที่ไม่มีใครคาดฝันและมีวี่แววมาก่อนก็อุบัติขึ้น ในวันที่๒๙ มิถุนายน ๒๔๙๔ เมื่อจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ไปเป็นประธานรับมอบเรือขุดแมนอัตตันจากสหรัฐอเมริกา ที่ท่าราชวรดิษฐ์ มีฑูตานุฑูต นักการเมืองข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนร่วมงานอย่างมากมาย

    ขณะที่งานดำเนินไปด้วยดี จู่ๆ มีทหารเรือกลุ่มหนึ่งบุกเข้าจับตัวจอมพล ป.กลางงานพิธี สร้างความตะลึงไปทั่ว จอมพล ป. ถูกควบคุมตัวลงเรือศรีอยุธยา ซึ่งลอยลำอยู่กลางแม่น้ำเจ้าพระยา

    ฝ่ายทหารเรือบีบบังคับให้รัฐบาลลาออกโดยมีตัวนายกรัฐมนตรีเป็นประกัน ฝ่ายรัฐบาลนำโดยนายวรการบัญชา รักษาการแทนนายกรัฐมนตรี ได้เรียกคณะรัฐมนตรีประชุมเป็นการด่วน ที่ประชุม ครม.นัดพิเศษได้บอกปัดข้อเสนอของฝ่ายก่อการ และมีเงื่อนไข ๓ ประการ เสนอแก่ฝ่ายผู้ก่อการคือ
    - ให้ส่งจอมพล ป. กลับคืนมาโดยไม่มีเงื่อนไข
    - ให้ฝ่ายจลาจลที่ออกมาปฏิบัติการวางอาวุธแล้วกลับเข้าที่ตั้งตามปกติ
    - ให้ผู้ก่อการระดับหัวหน้ามอบตัวกับรัฐบาล

    ฝ่ายก่อการปฏิเสธเงื่อนไขทั้งหมด ฝ่ายรัฐบาลจึงใช้มาตรการเด็ดขาด จอมพลฟื้น ฤทธาคนี ผู้บัญชาการทหารอากาศ จึงสั่งให้เครื่องบิน บอมเรือศรีอยุธยาจมลง จอมพล ป. หนีรอดออกมาได้ จากนั้นทั้งทหารบกและตำรวจโดยการนำของ พล.ท.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ และ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ได้เข้าลุยกับทหารเรือ เป็นผลให้เกิดสงครามย่อยๆ ขึ้นทั้งฝั่งกรุงเทพฯ และธนบุรี
    ฝ่ายทหารเรือถูกล้อมปราบอย่างหนัก มีทั้งเสียชีวิตและบาดเจ็บในที่สุดฝ่ายทหารเรือก็พ่ายแพ้อย่างราบคาบ นับจากนั้นมากองทัพเรือก็ถูกคุมกำเนิดไม่ให้เติบโตไปนานหลายสิบปี ผลการตอบแทนครั้งนั้น

    พล.ท.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ตำแหน่งสมาชิกสภาประเภท ๒ และยังได้ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม จากนั้นถัดมา ก็ได้รับพระราชทานยศเป็นพลเอก ส่วน พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
    จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ครองอำนาจเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นระยะเวลายาวนาน ก็เพราะอาศัยการสนับสนุนจากกองทัพบกและกรมตำรวจ โดยที่ตนเองไม่เคยลงสมัคร รับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแม้แต่ครั้งเดียวอย่างไรก็ดี จอมพล ป. ก็ยังให้ความสนใจในระบบรัฐสภาและมักแสดงให้ผู้คนเห็นว่า รัฐบาลของเขามีประชาธิปไตย เห็นความสำคัฐของ ส.ส.และประชาชน ดังนั้น


    ในปี ๒๔๙๕ รัฐบาลจอมพล ป. ได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ๒๔๗๕ แก้ไขเพิ่ม๒๔๙๕ พร้อมกับจัดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๕ ปรากฏว่า จอมพล ป.พิบูลสงคราม กลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกวาระหนึ่ง เพราะฐานทางทหาร พล.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ และฐานตำรวจ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ได้อุ้มชูให้เป็นผู้นำต่อไป นักการเมืองฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลได้เห็นพ้องต้องกันว่า การที่จะใช้กำลังทหาร ขับไล่รัฐบาลนั้นมันเป็นไปไม่ได้ มีทางเดียวเท่านั้นคือ ใช้สภาเป็นทางออกต้อนให้รัฐบาลจนมุม

    แต่สิ่งเหล่านี้เป็นที่คาดการณ์ของจอมพล ป. ผู้ผ่านร้อนหนาวมานับสิบฤดูบนถนนการเมือง เขารีบสกัดกั้นด้วยการตั้ง "คณะกรรมการนิติบบัญญัติ" ขึ้น โดยใช้บ้านมนังคศิลา เป็นสำนักงานกลางประชุมใหญ่คณะกรรมการนิติบัญญัติของรัฐบาลโดยมีจอมพล ป.เป็นประธาน พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์เป็นเลขานุการคณะกรรมการ ในการรวมกลุ่มครั้งนี้ฝ่ายรัฐบาลสามารถกุมเสียงสมาชิกสภาผู้แทนฯ ประเภท ๑ ก็คือ ส.ส.
    จากการเลือกตั้งของซึ่งมีทั้งหมด ๑๒๓ คน เข้ามาอยู่ในสังกัดฝ่ายรัฐบาลได้ ๘๕ คน ส่วนผู้แทนประเภท ๒ หรือวุฒิสภาที่รัฐบาลเลือกเข้ามามี ๑๒๓ คน ไม่มีปัญหาอะไร เพราะเป็นฝ่ายรัฐบาลอยู่แล้ว เสียงของรัฐบาลแข็งโป๊ก ถัดจากนั้นอีกไม่กี่เดือน รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ประกาศ ยกเลิกการเลือกตั้งขององค์การปกครองท้องถิ่นทุกรูปแบบ แต่ให้มีการเลือกตั้งสมาชิก เพียงกึ่งหนึ่งของหน่วยงานการปกครองท้องถิ่น คือ เทศบาลและสุขาภิบาล ที่สำคัญ อำนาจของรัฐบาลเหลือเฟือ สามารถปลดนายกเทศมนตรีหรือยุบสภาเทศบาลoอย่างเต็มที่นับเป็นรัฐบาลเผด็จการที่มีอำนาจล้นเหลือในยุคหนึ่งของการเมืองไทย


    ล่วงมาถึงปี ๒๔๙๘ รัฐบาลที่ดูว่าจะอยู่ครบเทอม ก็ดูส่อเค้ามีมรสุม เมื่อ ๒ เสือองครักษ์พิทักษ์จอมพล ป. คือ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ และจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ไม่สามารถ ปรองดองกันได้เหมือนเก่า อันเนื่องมาจากจอมพล ป. มีนโยบายขี่เสือสองตัว สร้างความระแวง ให้สองเสือกัดกันเอง เพื่อตนจะได้ปกครองอย่างสะดวก อีกอย่างหนึ่ง ต่างฝ่ายต่างใหญ่ด้วยกัน มีผลประโยชน์เหมือนกันตรงที่ว่า หากจอมพล ป. พิบูลสงคราม ลงจากบัลลังก์ผู้นำฝ่ายบริหาร ใครจะเป็นทายาทคนต่อไปที่จะขึ้นไปนั่นแท่นแทน?
    ถึงกระนั้น.....จอมพล ป. ก็ยังเชื่อมั่นว่าตนยังคุมสถานการณ์นี้ต่อไปได้ ดังนั้น ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ๒๔๙๘ เขาได้ตัดสินใจเดินทางไปต่างประเทศทั้งในเอเซีย อเมริกา และยุโรป นับเป็นนายกรัฐมนตรี คนแรกของประเทศไทยที่ออกไปเยือนต่างประเทศเป็นเวลานานถึงเดือนเศษ ผลจากการไปเยือนต่างประเทศ...นับว่าจอมพล ป.พิบูลสงคราม มีความใจกว้างทางการเมืองมากขึ้น เพราะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไปในทางที่ดี อย่างเช่นประกาศให้มีกฎหมายพรรคการเมือง อีกครั้งหนึ่ง ในวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๔๙๘ ทั้งยังได้ลดอายุผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจาก ๓๕ ปีเหลือ ๒๐ ปี และให้มีการเปิดพูดไฮด์ปาร์คในที่สาธารณะ นับเป็นการไปเยือนต่างประเทศที่ไม่เสียเปล่า เพราะประชาชน
    และนักการเมืองมีสิทธิและเสรีภาพมากขึ้น


    เมื่อประชาธิปไตยเริ่มผลิบาน มีการเปิดไฮด์ปาร์คซึ่งเรียกตัวเองว่า "ขบวนการไฮด์ปาร์ค" กล่าวโจมตี กระทรวงศึกษาธิการที่เปลี่ยนแปลงตำราเรียนจากเก่าไปสู่แบบเบสิก ในวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๔๙๘ หนักเข้า...การเคลื่อนไหวของขบวนการไฮด์ปาร์คได้ขยายประเด็นไปสู่การเมือง เรียกร้องให้รัฐบาล ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับเฉพาะกาลและ สส.ประเภทสองเสีย ขบวนการนี้สามารถชักจูงประชาชนเป็นหมื่น ร่วมเดินขบวนไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ตำรวจได้เข้าสกัดกั้น มีการใช้กระบองและแส้ฟาดทำร้าย
    ประชาชนเพื่อสลายกลุ่มพลังนี้

    ต่อมา...รัฐบาลโดยจอมพล ป. ได้มีคำแถลงเหตุการณ์ครั้งนี้ว่า การเดินขบวนเกินขอบเขตและผิด พรบ. จราจร หากคิดเดินขบวนก็ขอให้กลุ่มไฮด์ปาร์คยับยั้งความคิดเช่นนี้เสีย ซึ่งทำให้กลุ่มไฮด์ปาร์คหยุดเดินขบวนแต่ยังคงเปิดเวทีกล่าวโจมตีรัฐบาลที่ท้องสนามหลวงต่อไป.
     
  9. foleman

    foleman เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มีนาคม 2012
    โพสต์:
    571
    ค่าพลัง:
    +505
    เสือสฤษดิ์ประกาศเลิกอุ้ม

    ขณะที่เส้นทางประชาธิปไตยดูจะรุ่งโรจน์ แต่คลื่นแห่งการปฏิวัติ ก็ส่งกลิ่นโชยเข้าจมูกจอมพล ป.พิบูลสงคราม อยู่เป็นพักๆ โดยมีสายของ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ รายงานสายตรงอยู่ตลอดเวลาว่า พล.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์มีการเคลื่อนไหวทางทหาร แม้สฤษดิ์ ธนะรัชต์ จะไม่ค่อยมีบทบาททางการเมืองเท่ากับ พล.ต.อ.เผ่า แต่ในกองทัพภาคที่ ๑ และกำลังพลต่างๆ ถือว่าสฤษดิ์เป็นผุ้นำทั้งยังกุมอำนาจอย่างเด็ดขาด
    คำสั่งของเขาทุกคำจะได้รับการตอยสนองจากผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างทันอกทันใจ

    จอมพล ป. เองก็รู้ว่าถ้าจะให้ พล.อ.สฤษดิ์ เดินล้ำเส้นมากกว่านี้คงไม่ได้ เขาจึงมัก ประชุมกัน ครม.วงในของตนอยู่เสมอๆ เพื่อปรับยุทธศาสตร์การเมืองอยู่ตลอดเวลา พล.อ.สฤษดิ์เองก็เริ่มอึดอัดและมักเปรยกับเหล่าทหารคู่ใจเสมอว่า

    "ท่านจอมพล เชื่อoเผ่า เพราะมันเป่าหูอยู่ทุกวัน"

    ทางด้านข่าวกรองของ พล.อ.สฤษดิ์ ก็สืบทราบมาว่า การที่เผ่าพยายามผลักดันให้ ประเทศไทยเป็นรัฐตำรวจ สร้างอัศวินตั้งแต่แหวนเพชรลงมาถึงแหวนทองเพื่อเป็น บำเหน็จรางวัลแก่นายตำรวจผู้กล้าหาญชาญชัยที่จงรักภักดีต่อเขา แม้ว่าสายตาภายนอกจะเห็นว่าจอมพล ป. มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับ พล.ต.อ.เผ่า มากเพียงใด แต่วงการเมืองภายในก็รู้ว่า พล.ต.อ.เผ่า พร้อมจะเป็นทายาททางการเมือง
    ต่อจากจอมพล ป. นั่นเอง

    ซึ่งเรื่องนี้เสืออย่าง พล.อ.สฤษดิ์ มีหรือจะยอม เพราะถ้าเผ่าขึ้นครองอำนาจเมื่อไร คงไม่ปล่อยเขาเป็นหอกข้างแคร่อย่างแน่นอน

    เรื่องนี้เสือเฒ่าอย่างจอมพล ป. ก็รู้อยู่แก่ใจ พยายามถ่วงดุลอำนาจให้สองเสือฟัดกัน แต่ยังไม่มีใครล้ำเส้น เพราะต่างฝ่ายไม่มีใครกล้าทิ้งไพ่ตายลงไป จึงทำให้เขายืนยง อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไปได้
    กระนั้นก็ตาม...ประกายแห่งความแตกหักเริ่มมาจากกลางปี ๒๔๙๙ พล.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ นอกเหนือจากคุมกำลังพลแล้ว เขายังเป็นประธานกรรมการบริหารรัฐวิสาหกิจอีกหลายแห่ง หนึ่งในหลายตำแหน่งเหล่านั้นก็มีกองสลากกินแบ่งรัฐบาลรวมอยู่ด้วย หน่วยงานนี้เป็นหน่วยงาน ที่หาเงินเข้ารัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ ใครๆ ก็อยากเข้ามาคุมหน่วยงานนี้เพราะมีผลประโยชน์
    อย่างมหาศาล นอกจากนี้ยังเป็นที่รู้กันว่า สำนักงานกองสลากกินแบ่งรัฐบาลแห่งนี้ เป็นที่พักผ่อนแหล่งที่สองต่อจากบ้านพักกองพล ๑ เพราะจะมีสาวๆ หน้าแฉล้มหลายคนที่ทำงาน ณ ที่นี้ คืออนุภรรยาของพล.อ.สฤษดิ์ จากเหตุการณ์อึมครึมทางการเมืองระหว่างจอมพล ป. กับพล.อ.สฤษดิ์ ก็ถูกกระตุ้นให้อาการ หนักเข้าไปอีก เมื่อสลากกินแบ่งกำลังหมุนวงล้อตัวเลขอยู่นั้น หลวงพรหมโยธีก็สั่งให้เจ้าหน้าที่
    เทศบาลไปขับไล่ให้กองสลากไปลุ้นตัวเลขกันที่อื่น
    กองอำนายการสลากฯ แจ้งด่วนไปยังพล.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นการด่วน เสือแห่งกองทัพ ๑ ถึงกับเต้นเร่าๆ พร้อมกับสั่งเฉียบขาดให้ผู้บังคับกองพันสารวัตร ของมณฑล ๑ ส่งกำลังไปล้อมที่ออกสลากทันทีพร้อมกับมีหนังสือแจ้งให้เทศบาลมหานครกรุงเทพฯ มีใจความว่า...

    "ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ทางกองทัพ ๑ จะถือว่าสวนลุมพินีเป็นเขตทหารอย่างเด็ดขาดใครจะเข้ามายุ่งเกี่ยวในเขตทหารมิได้"

    รายงานฉบับนี้ส่งผ่านตรงไปถึงมือจอมพล ป. และบัดนี้เขาได้รู้แล้วว่าเสือสฤษดิ์ที่เขาขี่อยู่ได้สลัดเขาลงจากหลังเสือเสียแล้ว! แต่เสือเฒ่าอย่างจอมพล ป. มีหรือจะยอม เขาจัดส่งคณะกรรมการเพิ่มอีก ๑ คนเข้ากองสลาก เพื่อเป็นการควบคุมและสอดส่องความประพฤติของ พล.อ.สฤษดิ์ แต่สฤษดิ์เองก็ฉับไว เขาเรียกประชุมสมัครพรรคพวกที่เป็นกรรมการซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นนายทหาร แจ้งให้ทราบทั่วกันว่า ณ บัดนี้ ตนขอเลิกการอารักขาจอมพล ป.พิบูลสงคราม การกระทำอะไรก็ตามแต่ ของนายกรัฐมนตรี กองทัพบกไม่ขอยุ่งเกี่ยว และกรรมการที่ส่งเข้ามาใหม่นี้ ห้ามเข้ามาในกองสลากอีกด้วย

    ภาพที่เกิดขึ้น ขั้วการเมืองได้ถูกแบ่งแยกออกเป็นสองฝ่าย

    ฝ่าย"สี่เสาเทเวศน์" ประกอบด้วย พล.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ พล.ท.ถนอม กิตติขจร พล.ต.ประภาส จารุเสถียร พล.ต.ต.ประเสริฐ รุจิรวงศ์ พล.อ.ท.เฉลิมเกียรติ วัฒนางกูร ซึ่งถอนตัวไม่หนุนจอมพล ป.

    อีกฝ่ายหนึ่งสาย "ซอยราชครู" อันได้แก่จอมพล ผิน ชุณหะวัณ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ พล.ต.ประมาณ อดิเรกสาร พล.ต.ศิริ ศิริโยธิน และพล.จัตวา ชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งฝ่ายนี้ ยังให้ความสนับสนุนจองพล ป.พิบูลสงคราม

    เมื่อผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจขัดกัน พล.อ.สฤษดิ์ ได้เคลื่อนไหวทางการเมือง และการทหาร เขาเตรียมการสร้างอาณาจักรของตน

    เพื่อเตรียมพร้อมสู้อำนาจอย่างสมบูรณ์ ดังจะเห็นได้ว่าภายในกองทัพมีการถ่ายโอนอำนาจ เมื่อเขาขึ้นครองตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก เขาก็มอบอำนาจให้ พล.ท.ถนอม กิตติขจร เป็นผู้บัญชาการกองพลที่ ๑ จากนั้นก็ร่วมมือทาง การเมืองอย่างลับๆ กันายสุกิจ นิมมานเหมินท์ และนายสงวน จันทรสาขา ซึ่งเป็นน้องชาย ร่วมมารดาของ พล.อ.สฤษดิ์ ให้จัดตั้งพรรคการเมืองชื่อ "พรรคสหภูมิ" พล.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ใช้นโยบายยืนเคียงข้างอยู่กับประชาชนและเพียงแต่รอคอยโอกาส ที่เหมาะสม ปล่อยให้กลุ่มจอมพล ป. ฆ่าตัวตายเอง เพราะสภาพของนักการเมืองและประชาชนเอือมระอาต่อรัฐบาลชุดนี้
     
  10. foleman

    foleman เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มีนาคม 2012
    โพสต์:
    571
    ค่าพลัง:
    +505
    ล้มบัลลังก์จอมพล ป.

    เมื่อจอมพล ป.พิบูลสงคราม ประกาศให้วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๐ เป็นวันเลือกตั้ง สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งต้องมี ส.ส.๑๖๐ คน นับเป็นการเลือกตั้งที่คึกคัก เพราะจอมพล ป. มีนโยบายให้รัฐมนตรีของตนลงสมัครรับเลืกตั้งในนามของ "พรรคเสรีสมังคศิลา"โดยใช้ บ้านมนังคศิลาเป็นที่ทำการพรรค โดยจอมพล ป. เป็นหัวหน้าพรรค พล.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ จอมพลอากาศฟื้น รณนภากาศ ฤทธาคนี เป็นรองหัวหน้าพรรค และมี พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ เป็นเลขาธิการพรรค แต่จริงๆ แล้วผู้ที่กุมอำนาจในพรรคคือ พล.ต.อ.เผ่า นั่นเอง
    เมื่อมีการรณรงค์หาเสียง พรรคฝ่ายค้านต่างๆ ที่สำคัญอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมี นายควง อภัยวงศ์ เป็นหัวหน้าพรรค ได้หยิบยกเอาความแหลกเหลวของรัฐบาลมาเปิดโปง การคอรัปชั่นในคณะรัฐบาล ข้าราชการมีอำนาจเหนือประชาชน
    โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิทธิพลในเครื่องแบบตำรวจภายใต้การนำของ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ทำการคุกคามประชาชนอย่างรุนแรง ซึ่งการหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์นั้น เป็นที่ถูกอก ถูกใจประชาชน และสร้างความหนักใจให้กับพรรคเสรีมนังคศิลาอย่างมาก


    ใกล้เวลาที่อายุของสภาจะหมดลงและจะมีการเลือกตั้งทั่วไป ทางพรรคเสรีมนังคศิลา โดย พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ซึ่งนั่งแท่นเลขาธิการพรรคทั้งยังมีอำนาจมากที่สุดในพรรคได้ แก้เกม ฝ่ายค้านด้วยการรับสมาชิกเข้ามาใหม่ซึ่งส่วนใหญ่มาจากพรรคต่างๆ ที่มีชื่อเสียง เพื่อหวังจะ ตั้งรัฐบาลอีกครั้ง การใช้นโยบายเช่นนี้ ทำให้สมาชิกผู้ก่อตั้งพรรคเสรีมนังคศิลาต่างไม่พอใจ มีการคัดค้านโต้แย้ง ในที่ประชุมพรรคอยู่เนืองๆ แต่ไม่สามารถยับยั้งได้ จึงเกิดความแตกแยกในพรรคอย่างหนัก ฝ่ายรัฐบาลพยายามแก้ไขภาพพจน์ที่ตกต่ำอยู่ในขณะนั้น ด้วยการประกาศจัดงานฉลอง ๒๕ พุทธศัตวรรษ ซึ่งเริ่มงานตรงกับวันวิสาขบูชา ตรงกับวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๐๐ ในงานนี้

    รัฐบาลประกาศนิรโทษกรรมนักโทษการเมือง เพื่อหวังคะแนนเสียงอีกด้วย อย่างไรก็ตาม....

    ขณะที่การต่อสู้ทางการเมืองระหว่างพรรคเสรีมนังคศิลากับพรรคประชาธิปัตย์ กำลังเข้มข้นทุกขณะ เฉกเช่นการชิงอำนาจระหว่างสองเสือ คือ เสือสฤษดิ์แห่งกองพล ๑ กับ เสือเผ่าแห่งวังปารุสกวัน ได้ขยายตัวต่อไปอย่างดุเดือด แว่วข่าวการปฏิวัติ ข่าวลอบฆ่าผู้นำ ทางทหารมีอยู่ตลอด

    อย่างเช่น....ในวันที่มีการแข่งขันกีฬากองทัพบกครั้งหนึ่ง มีพล.อ.สฤษดิ์และนายทหารระดับนายพลหายคน จะไปร่วมงานอย่างพร้อมหน้า ก็มีข่าวกระเซ็นกระสายออกมาว่า จะมีการปฏิวัติและล้อมจับนายพลเหล่านี้ เป็นเหตุให้เสือสฤษดิ์สั่งเตรียมพร้อมทั่วเขตภาคพื้นมณฑล ๑ ต่อมาก็มีข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์อีกว่า จะมีบุคคลสำคัญในกองทัพจะถูกสังหารโดยหน่วย คอมมานโด โดยบุกเข้าไปขว้างระเบิดที่บ้านพักพร้อมกับมีรถน้ำมันพังประตูและสังหารพวกทหาร

    อารักขาก่อนฉีดน้ำมันเผาบ้านให้สิ้นซากไปเลย

    ข่าวนี้ ทำเอาสฤษดิ์ถึงกับต้องย้ายจากสี่เสาเทเวศน์ เข้าไปนอนที่กองพล ๑ ซึ่งมีการอารักขา ที่แน่นหนากว่า

    ยังมีอีก...ก่อนหน้าจะมีการฉลองครบรอบ ๒๕ พุทธศตวรรษ สฤษดิ์ได้รับรายงานว่า มีกำลัง เจ้าหน้าที่ตำรวจส่วนหนึ่งมาเป็นขบวนรถยนต์ จะผ่านหัวหินมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ เขาสั่งการให้ทหารเพชรบุรีเคลื่อนกำลังออกมาสกัดกั้นทันที แต่กลายเป็นข่าวที่เข้าใจผิดกัน จึงรอดจาก การสาดกระสุนใส่กัน ข่าวการเตรียมพร้อมของทหารสลับกับการเตรียมพร้อมของกำลังตำรวจ มีอยู่ตลอดเวลา ประชาชนต้องอกสั่นขวัญหายและลุ้นว่าฝ่ายไหนจะทิ้งไพ่ตาย..ก่อนกัน

    ความขัดแย้งระหว่างสองเสือ สฤษดิ์ - เผ่า มีอยู่ให้เห็นเป็นประจำ อีกอย่าง คนทั้งสองก็มีกระบอกเสียงที่เป็นหนังสือพิมพ์อยู่ในมือทั้งคู่ พล.อ.สฤษดิ์ มีหนังสือพิมพ์ "สารเสรี" ส่วน พล.ต.อ.เผ่า ก็มีหนังสือพิมพ์
    "เผ่าไทย" แต่ละวันลงข่าวสาดโคลนกันไปมา
    สว่าง ลานเหนือ นักหนังสือพิมพ์รุ่นเดอะ ที่นักข่าวรุ่นใหม่ๆ เรียกแกว่า "ลุงหว่าง" ได้บันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างคนทั้งสองไว้ตอนหนึ่งของหนังสือ"๓๗ ปีแห่งการปฏิวัติ" ดังนี้


    ผม(สว่าง ลานเหนือ) รีบซักถามทันทีว่า
    "ท่านแจกเงินสิบล้านจริงหรือ?"

    "ใครว่า"

    "ก็เห็นหนังสือพิมพ์เผ่าไทยเขาลงข่าว"

    "เอ....เผ่าไทยของใครวะ"

    บังเอิญ พล.ต.อ.เผ่าเดินมาพอดี จอมพลสฤษดิ์จึงตะโกนถามขึ้น

    "เฮ๊ย...เผ่า มานี่หน่อย หนังสือพิมพ์เผ่าไทยของoใช่ไหมวะ"

    "ไม่รู้...ข้าไม่รู้" พล.ต.อ.เผ่า ปฏิเสธ พลางย้อนกลับอย่างฉับพลัน

    "แต่ว่าหนังสือพิมพ์สารเสรีของoใช้ไหมวะ? เล่นงานข้าทุกวัน"

    "เออ...ของกูเองโว๊ย"

    ว่าแล้วของพลสฤษดิ์ก็หัวร่อด้วยความชอบอกชอบใจจนพุงกระเพื่อม

    การเลือกตั้งผู้แทนฯ ในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๐๐ เป็นไปอย่างไม่เรียบร้อยและบริสุทธิ์ มีการใช้อุบายต่างๆ ที่จะให้ประชาชนเลือกพรรคพวกเข้าสนับสนุนเสียงของรัฐบาลในสมัยนั้น ถึงกับมีการให้สินจ้างแก่ผู้มลงคะแนนให้กับพรรคพวกตนมากมาย การทุจริตการเลือกตั้งครั้งนี้ กระทำกันอย่างเอิกเกริก มีทั้งพลร่มไพ่ไฟและการเวียนเทียน ทั้งยังส่งโค๊ตสัญญาณเลือกผู้คนของตน ที่สำคัญมีการปักตราพรรคเสรีมนังคศิลา มีรูปหัวไก่ สีแดงเป็นเครื่องหมายที่กระเป๋ามองเห็นได้ชัด เมื่อกรรมการเห็นก็ได้รับบัตรลงคะแนนทันที โดยไม่ต้องตรวจสอบรายชื่อ บรรยากาศการเลือกตั้งเต็มไปด้วยความปั่นป่วน ทุลักทุเล อึมครึม ประชาชนและนักศึกษาที่รักประชาธิปไตยพยายามต่อสู้เฝ้าสังเกตการณ์จับพวกทุจริตได้มากมาย

    มีประชาชนที่รักความยุติธรรมถูกรุมซ้อมจากเหล่าอันธพาล
    นับเป็นการเลือกตั้งที่สกปรกที่สุดในประเทศไทย


    เป็นเหตุให้นายชลอ วนะภูติ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครขณะนั้นยื่นใบลาออก เพราะไม่สามารถควบคุมการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยได้
    ผลการเลือกตั้งครั้งนั้น พรรคเสรีมนังคศิลาได้ถึง ๘๖ คนจาก ๑๖๐ คนที่มีสิทธินั่งในสภา นอกนั้นมีพรรคประชาธิปัตย์ได้ ๓๐ คน พรรคเสรีประชาธิปไตยได้ ๑๑ คน พรรคธรรมาธปิไตย ได้ ๙ คน พรรคเศรษฐกรได้ ๙ คน พรรคชาตินิยมได้ ๓ คน พรรคขบวนการไฮด์ปาร์คและ พรรคอิสระ ๒ คน ไม่สังกัดพรรค ๘ คน
    เมื่อพรรคเสรีมนังคศิลาได้เสียงข้างมากในสภาและทำการจัดตั้งรัฐบาลอยู่นั้น ประชาชนทั่วทุก วงการประณามการเลือกตั้งครั้งนี้ พร้อมกับออกใบปลิวโจมตีจอมพล ป. กับพล.ต.อ.เผ่าผู้รับผิดชอบในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้รับผิดชอบและลาออก

    ประชาชนเริ่มไม่พอใจ มีการชุมนุมอภิปรายและเดินขบวนโจมตีรัฐบาลหนักขึ้นทุกวัน ในที่สุด จอมพล ป. ต้องประกาศภาวะฉุกเฉินในวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๐๐ ห้ามชุมนุมในที่สาธารณะ ห้ามพิมพ์โฆษณาข้อความอันเกี่ยวกับการเมือง พร้อมกันนี้มีการส่งกำลังทหารตำรวจอาวุธครบครัน ออกตรึงตามจุดสำคัญของกรุงเทพฯ และในจังหวัดสำคัญ แต่ทว่าวิกฤติการณ์ทางการเมือง หาได้ยุติลงตามความต้องการของรัฐบาลไม่....

    นักศึกษาทหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทำหนังสือร้องเรียนให้ผู้แทนฯ ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อแสดงมารยาททางการเมือง นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยประท้วงด้วยการชักธงลงครึ่งเสา ไว้อาลัยต่อการเลือกตั้งสกปรก แล้วทั้งสองมหาวิทยาลัยและประชาชนต่างลุกฮือบุกเข้าสู่ทำเนียบรัฐบาล หวุดหวิดจะมีการนองเลือด ดีแต่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์สั่งอย่างฉับพลันให้ทหารตามจุ ต่างๆ
    ที่ประชาชนเดินขบวนผ่านให้เปิดทางให้ เขากลายเป็น "ขวัญใจ" ของประชาชน


    เพราะได้เห็นกันแล้วว่า กลุ่มพลังอันยิ่งใหญ่ที่ไม่ฟังเสียงรัฐบาล คือ กำลังกองทัพบกนั่นเอง!

    อำนาจและกลไกของรัฐบาลจอมพล ป. ได้กลายเป็นอัมพาต ภายในพรรครัฐบาลแตกแยก ยากที่จะประสานผลประโยชน์ต่อไปได้อีก ในวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๐๐ จึงได้ประกาศยกเลิกภาวะฉุกเฉิน เปิดโอกาสให้มีการชุมนุมทางการเมืองตามปกติ แต่เสือเฒ่าอย่างจอมพล ป. ยังไม่ทิ้งลาย ในวันเดียวกันนั้นเอง ได้ประกาศยกเลิกตำแหน่งผู้บัญชาการฝ่ายทหาร ซึ่งเป็น ตำแหน่งของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

    แต่ก่อนที่จอมพลสฤษดิ์ จะพ้นจากตำแหน่งผู้บัญชาการ ฝ่ายทหาร เขาได้ประกาศทางวิทยุกระจายเสียงเพื่อบอกประชาชน และมีตอนหนึ่งที่เขาพูดทิ้งท้ายเป็นปริศนาให้ขบคิด

    "พบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ"

    การเดินขบวนและกากรประท้วงรัฐบาลได้ลดดีกรีลง แต่ฐานะของรัฐบาลก็ยังสั่นคลอนอยู่ โดยเฉพาะในพรรคเสรีมนังคศิลาต่างช่วงชิงตำแหน่งทางการเมือง ส.ส.ที่เข้ามาใหม่ ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ ส.ส.ที่ก่อตั้งพรรคมาด้วยกันกลับไม่ได้รับตำแหน่งอะไรเลย พากันน้อยใจตบเท้าออกจากพรรค แล้วออกมาอยู่กับพรรค"สหภูมิ"ที่มีนายสุกิจ นิมมานเหมินทร์ เป็นหัวหน้าพรรค นายสงวน จันทรสาขา เป็นเลขาธิการพรรค พรรคสหภูมิที่แตกออกมาจาก พรรคเสรีมนังคศิลากลายเป็นฝ่ายค้าน ทำหน้าที่ค้านได้ดีกว่าพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากรู้ใส้รู้พุง
    ฝ่ายรัฐบาลดีที่สุดนั่นเองแม้ พล.ต.อ.เผ่า เข้าทุ่มเงินซื้อ ส.ส.พรรคสหภูมิที่มีฝีปากกล้าหลายคน ก็ไม่ค่อยได้ผลเท่าใดนักและบางคนรับเงินมาแล้วยังเอามาแฉโพยโจมตีรัฐบาลหนักขึ้นไปอีก ความวิกฤติทางการเมืองก่อกระแสขึ้นมากมาย ดังจะเห็นได้ดังนี้...

    ๑๕ สิงหาคม ๒๕๐๐ คณะรัฐมนตรีมีมติให้รัฐมนตรีทุกคนถอนตัวออกจากการค้าและอุตสาหกรรมทั้งหมด หากใครไม่ทำตามต้องลาออกจากรัฐมนตรี การแก้ปัญหาดังกล่าวเพื่อแก้ภาพพจน์ในสายตาประชาชนที่รัฐมนตรีทำการค้าแล้วเอาเงินมาเป็นฐานทางการเมือง

    ๒๐ สิงหาคม ๒๕๐๐ จอมพลสฤษดิ์ ลาออกจากรัฐมนตรีกลาโหมโดยมีพล.ท.ถนอม กิตติขจร รมช.กลาโหม พล.ท.ประภาส จารุเสถียร รมช.มหาดไทย พล.อ.ท.เฉลิมเกียรติ วัฒนางกูร รมช.เกษตร พล.ต.ศิริ ศิริโยธิน รมช.สหกรณ์ ลาออกตามไปด้วย

    ๒๙ สิงหาคม ๒๕๐๐ พรรคฝ่ายค้านหลายพรรคการเมือง เสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เกี่ยวกับการบริหารงานของรัฐบาลรวม ๙ ข้อ

    ๔ กันยายน ๒๕๐๐ สฤษดิ์ยื่นใบลาออกจากพรรคเสรีมนังศิลา ถึงวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๐๐ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งเหลือตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก สั่งระดมขุนพลต่างๆ เตรียมพร้อม ทางด้าน พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ก็ระดมนายตำรวจอัศวิน เตรียมพร้อมเช่นกันที่วังปารุสกวัน

    วันที่ ๑๔-๑๕ กันยายน ๒๕๐๐ คณะนายทหารกองทัพบกมีหนังสือบังคับให้รัฐบาลลาออก แต่จอมพล ป.พิบูลสงคราม พยายามซื้อเวลาเลื่อนการให้คำตอบออกไป

    วันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๐๐ หอประชุมกองทัพบกอันเป็นที่ตั้งกองบัญชาการของจอมพลสฤษดิ์ ได้มีกำลังทหารวางไว้โดยรอบ เช่นที่เชิงสะพานเทเวศน์ด้านเหนือ ด้านถนนอู่ทองตรงข้ามท่าวาสุกรี ทหารได้ตั้งรังปืนกลตลอดถนนอู่ทองนอก ทหารเหล่านี้ได้ผูกผ้าขาวไว้ที่แขนซ้ายไว้เป็นสัญญลักษณ์ พอถึงเวลา ๒๒.๐๐ น.จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ทิ้งไพ่ตายใบสุดท้าย สั่งให้กำลังทหารทุกหน่วย

    เข้ายึดครองอำนาจจากรัฐบาลทันที!!!

    กำลังรถถังเคลื่อนออกจากจุดต่างๆ เข้ายึดสถานที่สำคัญของรัฐบาลทันที ที่เชิงสะพานขาวมีรังปืนกลจังก้า ทหารสื่อสารทำการตัดสายโทรศัพท์ที่สะพานยมราช ย่านบ้านพักมนังคศิลา อันเป็นที่ประชุมของพรรคเสรีมนังคศิลามีรถถัง ๒ คันหันปากกระบอกปืนไปทางด้านถนนเพชรบุรีพร้อมกำลังทหารอีกหลายนายติดอาวุธครบมือ ทางด้านทำเนียบรัฐบาล รถถังและทหารจำนวนมากเข้ายึด และมีทหารเรียงรายเป็นระยะๆ พอถึง เวลา ๒๓.๐๐ น.รถถังต่อสู้อากาศยานก็ครางกระหึ่มเข้าประจันอยู่หน้าวังปารุสกวัน ซึ่งมีรถถังตำรวจ ตั้งจังก้าคอยรับมือและปกป้อง พล.ต.อ.เผ่า เพียงแค่ห้าทุ่มคณะทหารที่ทำการปฏิวัติก็ยึดสถานที่ราชการต่างๆ ของกรุงเทพฯ ไว้อย่างสิ้นเชิง

    คณะทหารที่ว่านี้ประกอบด้วยทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ มีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้บัญชาการ ทหารบกเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร ส่วนทหารที่คุมกำลังอื่นที่ร่วมด้วยก็มี พล.ท.ถนอม กิตติขจร พล.ร.อ.หลวงชำนาญอรรถยุทธพล.อ.ท.เฉลิมเกียรติ วัฒนางกูร และ พล.ท.ประภาส จารุเสถียร ต่อมาอีก ๑ ชั่วโมงก็ได้มีการประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นผู้รักษาพระนคร
    ฝ่ายทหาร อันเป็นประกาศฉบับแรก
    ประกาศฉบับที่สองเป็นพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยดังต่อไปนี้

    ๑.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๗๕ แก้ไขเพิ่มเติมพุทธศักราช ๒๔๙๕ให้คงใช้บังคับต่อไปภายใต้เงื่อนไขดังนี้

    (ก)ให้สมาชิกภาพแห่งสภาผู้แทนราษฎรประเทภที่ ๑ และประเภทที่ ๒ สิ้งสุดลงในวันประกาศพระบรมราชโองการ


    (ข)ให้ดำเนินการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ ๑ ภายใน ๙๐ วัน นับตั้งแต่วันประกาศพระบรมราชโองการ

    (ค)จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ ๒ จากบุคคลซึ่งเห็นสมควร มีจำนวนไม่เกินหนึ่งร้อยยี่สิบสามนาย ในวันและภายหลังวันประกาศพระบรมราชโองการ ในระหว่างที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ ๑ ยังไม่ได้เข้ารับหน้าที่ ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
    ประเภทที่ ๒ ทำหน้าที่ไปพลางก่อน

    (ง)ก่อนที่จะมีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีเข้าบริหารราชการแผ่นดิน ให้เป็นหน้าที่ของผู้รักษาพระนคร ฝ่ายทหาร เป็นผู้ลงนามสนองพระบรมราชโองการ

    และในวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๐๐ นั้นเอง ก็ได้มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเภทที่ ๒ ขึ้นใหม่ จำนวน ๑๒๑ นาย จากจำนวน ๑๒๓ นาย
     
  11. foleman

    foleman เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มีนาคม 2012
    โพสต์:
    571
    ค่าพลัง:
    +505
    เป็นวีรบุรุษของประชาชน

    ว่ากันว่า...จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ช่วงชิงการรัฐประหารได้อย่างดีเยี่ยม เป็นการกระทำที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนที่เอือมระอา ต่อรัฐบาลของจอมพล ป.พิบูลสงคราม และ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ เป็นที่สุด คืนวันทำรัฐประหาร ๑๖ กันยายน ๒๕๐๐ เป็นไปอย่างรวดเร็ว เมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์
    ออกแถลงการณ์และประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ จากนั้นเขาได้ประกาศทางวิทยุกระจายเสียงให้จอมพล ป. นายกรัฐมนตรี จอมพลเรือหลวงยุทธศาสตร์โกศล และพล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ มารายงานตัวด่วนที่กองบัญชาการทหาร
    เวลาล่วงเข้าตี ๔ หลวงยุทธศาสตร์โกศลเป็นบุคคลแรกที่เข้ามอบตัว ในเวลาไล่เลี่ยกัน พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ก็เข้าพบคณะทหารที่กองบัญชาการปฏิวัติ นับเป็นนาทีระทึกใจ ที่เสือสองตัวได้เจอกัน พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ได้โพล่งออกมาเมื่อเห็นหน้าจอมพลสฤษดิ์อดีตเพื่อนรัก

    "กูมาแล้วโว้ย กูไม่ได้หนีไปไหนนี่หว่า นั่งกินเหล้าอยู่ตรงนี้เอง"

    พล.ต.อ.เผ่า
    เขาหมายถึงร้านเหล้า ตรงหัวมุมถนนเทเวศน์ และพูดต่อไปว่า

    "กูรู้ว่าสู้oไม่ได้ oจะเอายังไงก็ว่ามา" พล.ต.อ.เผ่า

    "กูไม่คิดจะฆ่าเพื่อน" จอมพลสฤษดิ์ตอบ

    "มีแต่oคิดฆ่ากูลุกเดียว ประชาชนเขาไม่เอาoแล้ว
    ล้างมือทางการเมืองเสียเถอะเพื่อน หรือจะบวชเพื่อให้ประชาชนสงสารก็เอานะ"
    " จอมพลสฤษดิ์

    "อั๊วไม่บวช..ขอไปสงบสติอารมณ์ต่างประเทศดีกว่า" พล.ต.อ.เผ่า

    "ตามใจo"" จอมพลสฤษดิ์

    จากนั้นจอมพลสฤษดิ์ได้สอบถามถึงเรื่องมีข่าวว่า ก่อนหน้ามีการยึดอำนาจ ๒ วัน พล.ต.อ.
    เผ่า ได้เบิกเงินจากกระทรวงการคลังไป ๑๑ ล้านจริงหรือไม่!?

    "เออ...จริงว่ะ แต่หมดไปแล้ว" เสือเผ่ารับอย่างฉะฉาน

    จวบจบวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๐๐ ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ ผู้ได้รับฉายาว่า "บุรุษเหล็กแห่งเอเซีย" ผู้เคยประกาศก้อง "ภายใต้ดวงอาทิตย์ ไม่มีอะไรที่ตำรวจไทยทำไม่ได้" พร้อมด้วยนายตำรวจคู่ใจ พ.ต.อ.พันธ์ศักดิ์ วิเศษภักดี และ พ.ต.อ.พุฒ บูรณสมภพ ก็มาถึงสนามบินเวลา ๑๓.๔๕ น.ด้วยขบวนรถสามคัน โดยมีนายทหาร ชั้นผู้ใหญ่คุมตัวมาด้วย พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์นั่งรถโอลสโมบิลสีดำมากับนางอุดมลักษณ์ ศรียานนท์ ผู้เป็นภรรยา พลจัตวา กฤษณ์ สีห์วรา คุมตัวมากับ พ.ต.อ.พุฒ บูรณสมภพ กับรถคันหนึ่ง และ พ.ต.อ.พันธ์ศักดิ์ วิเศษภักดี มาอีกคันหนึ่ง ที่สนามบิน พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ได้พบและจับมือกับนายสมัย ไกรเรือง นายกสมาคมนักหนังสือพิมพ์ แห่งประเทศไทย และบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไทรายวันในสมัยนั้น นายสมัยถามพล.ต.อ.เผ่า ว่า

    "ท่านจะไปนานสักเท่าไหร่ครับ?"

    เผ่าสวนคำกลับอย่างเคร่งเครียด

    "แล้วลื้อจะให้อั๊วไปกี่ปีล่ะ?"

    อีกไม่กี่นาทีต่อมา บุคคลทั้งสี่ก็ถูกนำตัวขึ้นเครื่องบินเหินฟ้าเนรเทศออกจากแผ่นดินไทยทันที
    หลังจากนั้นคณะรัฐประหารโดยการนำของจอมพลสฤษดิ์ ได้รื้อฟื้นคดีฆาตกรรม บุคคลสำคัญทางการเมืองต่างๆ ในยุคเผ่าเรืองอำนาจ ซึ่งยังความเคลือบแคลงสงสัย แก่ประชาชนเป็นเวลายาวนาน อย่างเช่นคดีฆ่า ๔ อดีตรัฐมนตรี คีดสังหารนายอารีย์ ลีวีระ คดียิงทิ้ง พ.ต.อ.บรรจงศักดิ์ ชีพเป็นสุข ผู้กำกับตำรวจป็นต้น แต่กลุ่มนักการเมืองขณะนั้นได้วิเคราะห์วิจารณ์กันว่า การกระทำของกรมตำรวจ ซึ่งมี
    พล.ต.อ.ไสว ไสวแสนยากร อธิบดีกรมตำรวจคนใหม่ เป็นการกระทำเพื่อเอาใจประชาชน ในระหว่างที่เกิดการเปลี่ยนขั้วอำนาใหม่ เพราะบรรดาตำรวจอัศวินแหวนเพชรทั้งหลาย ที่เกี่ยวข้องกับการสังหารผู้คนจนล้มตายอย่างอเนจอนาถนั้น หาได้ถูกนำตัวมาลงโทษ และพิพากษาแต่อย่างใด คงเหลือแต่ผู้กระทำผิดชั้นปลายแถวเป็นแพะรับบาปไปเท่านั้น

    หลังจากทำรัฐประหาร จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวทั้งหลายว่า
    "จอมพล ป. ท่านหายไปไหนผมก็ไม่รู้ ผมเสียใจมากอยากจะพบท่าน..นี่พูดจากความจริงใจ ผมไม่รู้สึกอะไรเลยในการที่ทำครั้งนี้เพราะที่ทำครั้งนี้ก็ตามหลักการ ๒ ข้อ คือให้รัฐบาลลาออก และให้คุณเผ่าลาออกจากอธิบดีกรมตำรวจ เมื่อสมความมุ่งหมายแล้วก็ไม่มีอะไร"

    เขายังให้สัมภาษณ์ต่อไปอีกว่า "จอมพล ป. เป็นผู้มีพระคุณต่อชาติ แต่ที่ต้องมาเป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะหลงผิดไปบ้าง เมื่อ ๒๔.๐๐ น.คืนนี้ ผมได้รับรายงานจากทหารช่างที่เฝ้าอยู่ สะพานบางปะกงว่าไปแล้ว และยังได้รับรายงานอีกว่าท่านอยู่ที่จังหวัดตราด เตรียมตัวเข้าเขมร"
    หลังรัฐประหารเสร็จสิ้นสมบูรณ์ จอมพลสฤษดิ์สามารถยึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน และยังคงรักษารัฐธรรมนูญ ๒๔๗๕ แก้ไขเพิ่มเติม ๒๔๙๕ ประชาชนต่างเห็นว่า เขาไม่ทำรัฐประหารเพื่อตนเอง และมิได้ล้มล้างรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นประชาชนหรือ นักการเมืองต่างพากันชื่นชอบจอมพลสฤษดิ์ และยอมรับให้เป็น "วีรบุรุษ" ในดวงใจ

    จากนั้นก็มีการแต่งตั้งสมาชิกสภาประเภท ๒ แล้ว จึงมีการเรียกประชุมสมัยวิสามัญ สภาผู้แทนราษฎรขึ้นในวันที่ ๒๐ กันยายน และสภาก็มีมติเลือก นายพจน์ สารสิน เป็นนายกรัฐมนตรี ๙ วันเพื่อจัดการให้มีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร ซึ่งกำหนดให้มีการ เลือกตั้งในวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๐๐ ผลของการเลือกตั้งปรากฎว่า พรรคสหภูมิของจอมพลสฤษดิ์ ได้ ๔๔ คน พรรคประชาธิปัตย์
    ๓๙ คน พรรคเศรษฐกร ๖ คน พรรคเสรีประชาธิปไตย ๕ คน พรรคเสรีมนังคศิลา ๔ คน พรรคชาตินิยม ๑ คน พรรคขบวนการไฮด์ปาร์ค ๑ คน พรรคอิสระ ๑ คน ไม่สังกัดพรรคใด๕๙ คน รวมทั้งสิ้นมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๑๖๐ คน ไม่มีพรรคการเมืองใดได้เสียงข้างมาก อีกทั้งจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์เห็นว่าจำนวน ส.ส.ที่ได้เข้ามานั่งในสภานั้น ล้วนแต่เป็น สมาชิกเก่าของพรรคเสรีมนังคศิลาที่แอบแฝงอยู่ตามพรรคต่างๆ และไม่สังกัดพรรค จึงได้ทำการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่ใช้ชื่อ "พรรคชาติสังคม" ในวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๐๐ การจัดตั้งพรรคชาติสังคมของจอมพลสฤษดิ์ ก็เพื่อเป็นฐานการเมืองสนับสนุนตนและคณะทหาร จริงๆ แล้วพรรคชาติสังคมก็คือพรรคสหภูมิ และที่น่าแปลกใจมากว่านี้ก็คือ การดำเนินงาน ของพรรคชาติสังคมล้วนเป็นแนวทางเดียวกับพรรตเสรีมนังคศิลาทั้งสิ้น เมื่อตั้งพรรคชาติสังคม จอมพลสฤษดิ์ได้รวบรวม ส.ส.พรรคต่างๆ และไม่สังกัดพรรคได้ จำนวนถึง ๘๐ คน บวกกับสมาชิกประเภทสองที่เขาแต่งตั้งเข้าไปอีก ๑๒๒ คน รวมจำนวน ทั้งสิ้น ๒๐๒ คน ก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ จอมพลสฤษดิ์ได้มอบหมายให้ พล.ท.ถนม กิตติขจร รองหัวหน้าพรรคชาติสังคม เป็นนายก รัฐมนตรี ในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๐๑ หลังจากนั้นไม่เท่าไร....สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้เดินทางไป รักษาสุขภาพที่ประเทศสหรัฐอเมริกา


    นักการเมืองก็คือนักการเมือง ทุกยุคทุกสมัยมีลักษณะคล้ายคลึงกันหมดพยายามตักตวงผลประโยชน์เพื่อตนและพวกพ้องให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้หากไม่สมหวังก็หาเรื่องตีรวน

    ๓๐ มีนาคม ๒๕๐๑ มีการเลือกตั้งซ่อมสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ ๑ และประเภทที่ ๒ ใน ๕ จังหวัดได้แก่ พระนคร ธนบุรี กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด อุบลราชะนี รวมที่ต้องเลือกตั้งทั้งสิ้น ๒๖ คน ปรากฏว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้ ๑๓ คน พรรคชาติสังคม ๙ คน ไม่สังกัดพรรค๔ คน เพียงชั่วไม่นานของการบริหารประเทศของ พล.ท.ถนอม กิตติขจร และ พล.อ.อ.เฉลิมเกียรติ วัฒนางกูร ผู้บัญชาการทหารอากาศในตำแหน่งเลขาธิการพรรคชาติสังคม พยายามที่จะประนีประนอมและสานผลประโยชน์ ทั้งมีความพยายามแก้ไขความยุ่งเหยิงทางการเมือง ให้เรียบร้อย แต่ความพยายามนี้ไม่เป็นผลเท่าใดนัก มีการติดต่อโทรศัพท์สายตรงปรึกษาจอมพลสฤษดิ์อยู่ตลอดเวลาถึงสถานการณ์การเมือง

    จอมคนถึงกับอารมณ์เสียและปรารภออกมาว่า

    คนพวกนี้เลี้ยงไม่อิ่ม ตั้งหน้าตั้งตาเอาแต่เงิน

    "ถ้าจะไม่ไหวเสียแล้ว"

    มีบันทึกเรื่องราวตอนนี้ จากหนังสือพระราทานเพลิงศพของ พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา ตอนหนึ่งว่า ภายในพรรคชาติสังคมไม่สามารถรวมกลุ่มกันได้ แบ่งเป็นกลุ่มต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มเสรีมนังคศิลากับกลุ่มสหภูมิเดิม ยิ่งหัวหน้าพรรคไม่อยู่เพราะเดินทางไปรักษาตัวยังต่างประเทศ ส.ส.ก็เริ่มมีการขออภิสิทธิ์ต่างๆ จากพรรคมากขึ้น และสมาชิกพรรคบางคนเริ่มแสวงหา ผลประโยชน์ส่วนตัว จนมีข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์อยู่บ่อยๆ เป็นเหตุให้ฝ่ายค้านโจมตีหนักขึ้น นอกจากสามชิกพรรคจะก่อเรื่องไม่ดีแล้ว ยังมีสมาชิกบางคนมีแนวความคิดไปทางสังคมนิยมหรือฝ่ายซ้ายเข้ามาอยู่ด้วยหลายคน เพราะเข้าใจผิดในนโยบายของพรรคชาติสังคม เมื่อแนว ความคิดไม่ตรงกันจึงเกิดความไม่ยอมรับพรรคขึ้นมา หลายเรื่องหลายอย่างจนเกิดความปั่นป่วน ในพรรค ในที่สุด พล.อ.อ.เฉลิมเกียรติ วัฒนางกูร เลขาธิการพรรคจึงต้องตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง จอมพลสฤษดิ์จึงต้องกลับมาแก้ไขสถานการณ์

    จากบทความพิเศษของคุณอภิวัฒน์ วรรณกร เขียนถึงชีวิตและงานจอมยุทธ "โค้วตงหมง"
    ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ ในมติชนสุดสัปดาห์ กล่าวถึงสถานการณ์ช่วงนี้ว่า...
    เมื่อจอมพลสฤษดิ์ หัวหน้าพรรคชาติสังคมกลับจากต่างประเทศ ก็ด้เรียกประชุมพิจารณาสะสาง เรื่องราวต่างๆ พร้อมทั้งได้เลือกเลขาธิการพรรคคนใหม่ คือ พล.ท.พงษ์ ปุณณกันต์ พร้อมกันนี้ ยังได้วางแผนเกี่ยวกับสวัสดิการของพรรค โดยมอบให้คณะกรรมการกลางบริหารพรรคพิจารณา ในหลักการ กล่าวคือ....

    หนึ่ง การสงเคราะห์สมาชิกของพรรคในเรื่องที่อยู่อาศัย มีการดำเนินการจัดหาที่ดินเพื่อจัดสรร ให้เช่าซื้อผ่อนส่งในระยะยาว และปลูกบ้านให้ด้วย

    สอง การสงเคราะห์สมาชิกด้านการเงิน เพื่อชำระหนี้สินที่เกิดขึ้นในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งการแก้ไขดังกล่าวผู้บริหารพรรคคาดหวังว่าจะได้รับคะแนนนิยมทั้งในสภาและนอกสภาอนึ่ง....การสงเคราะห์สมาชิกในเรื่องการเงิน แม้จะมีรูปแบบสัญญากู้เงิน แต่เป็นที่เข้าใจกันในพรรคว่า เป็นการให้เปล่า เมื่อเริ่มปรับปรุงสวัสดิการและรายได้ของสมาชิกพรรคชนิดที่เรียกว่าบำรุงบำเรอกันอย่างสุดๆก็หาได้ปัญหาความขัดแย้งและแตกแยกได้ไม่ ตรงกันข้ามความขัดแย้งระหว่าง ส.ส.และรัฐมนตรีภายในพรรคกลับทวีความรุนแรงมากขึ้น มันเป็นปัญหาหนักอื้งของจอมพลสฤษดิ์ ซึ่งเขาต้องนั่งกุมขมับอยู่ในบ้านพักหลังกองพล ๑ ไม่เว้นแต่ละวันจนบางครั้งถึงกับทุบโต๊ะเปรี้ยงปร้างต่อหน้าขุนศึกทั้งหลายและกล่าวว่า

    "มันอะไรกันนักหนา ขนาดอั๊วยึดอำนาจเด็ดขาดอยู่ในมือแล้วการเมืองยังวุ่นวายกันอีก อั๊วรำคาญเรื่องวุ่นๆ นี้เต็มแก่แล้ว"

    การเมืองเป็นเรื่องของกลุ่มผลประโยชน์ ตราบใดที่มีการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างถ้วนหน้า การเมืองก็ราบเรียบ แต่หากผลประโยชน์ขัดแย้งไม่ลงตัว นักการเมืองก็จะฟัดกันนัวเนียไปหมด จึงมีทฤษฎีเกิดขึ้นว่า

    "คนดีๆ ไม่ควรเข้าไปยุ่งกับการเมือง เพราะมีแต่เสมอตัวกับขาดทุนเท่านั้น"
    เมืองไทย ต้องปกครองด้วยคนๆ เดียว

    มีคนใกล้ชิดได้เสนอแนะจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ให้ปรับปรุงคณะรัฐมนตรีสักครั้ง และดึง ส.ส.ที่มีบทบาทและบารมีเข้าร่วม ครม.ปัญหาต่างๆ อาจหมดไปได้ ดังนั้น รัฐบาล พล.อ.ถนอม ๒ จึงเกิดขึ้น ในวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๐๑ มีรัฐมนตรีจำนวนหนึ่ง ได้ขอลาอกเพื่อเปิดทางให้นายกรัฐมนตรีปรับปรุง ครม.เสียใหม่ ได้แก่ นายทิม ภูริพัฒน์ พล.ท.เจียม ญาโณทัย พล.ท.จิตติ นาวีเสถียร นายเสวต เปี่ยมพงษ์สานต์ นายอารี ตันติเวชกุล นายเจ๊ะ อับดุลลา หลังปูเต๊ะ พล.ต.อัมพร จินตกานนท์

    ต่อมาในวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๐๑ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรีเพิ่ม แทนรัฐมนตรีที่ลาออก ได้แก่ ม.ร.ว.ทองแท่ง ทองแถม หลวงอรรถพรพิศาล นายน้อย อุปรมัย พลตรีเนตร เขมะโยธิน นายปฐม โพธิ์แก้ว นายสวัสดิ์ คำประกอบ นายประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ รัฐมนตรีหลายคนที่ตั้งเข้ามาจาก ส.ส.มีความกว้างขวาง มีพวกพ้องในวงการเมืองมาก หนึ่งในจำนวนนั้นคือ ส.ส.ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ ซึ่งมีบันทึกของเขาเล่าให้ฟังว่า

    "วันหนึ่งที่กำลังจัดตั้งรัฐบาลถนอม ๒ อยู่นั้น เป็นวันอะไรจำไม่ได้ จอมพลสฤษดิ์ ได้ให้ พล.ต.ต.สำราญ กลัดศิริ นายตำรวจคนสนิทมาเชิญให้ไปพบที่บ้านสี่เสาเทเวศน์ ผมเองตกใจ เพราะไม่รู้ว่าจะมีเรื่องอะไร เนื่องจากจู่ๆ จอมพลสฤษดิ์ เรียกไปพบ พล.ต.ต.สำราญ ผู้นำผมไป บอกว่า ให้เอากางเกงอาบน้ำไปด้วย ผมก็บอกว่า อะไรกันวะ ไปพบผู้ใหญ่ต้องแต่งตัวเต็มยศซิ ผมเลยแต่งชุดใหญ่ใส่เสื้อนอกไปพบ
    จอมพลสฤษดิ์ พอไปถึงบ้านสี่เสาฯ ผมเห็นจอมพลสฤษดิ์ กำลังว่ายน้ำอยู่ในสระกับคุณหญิงวิจิตรา และคุณโชติ คุณเกษม รัฐมนตรีคลังในสมัยนั้น พอจอมพลสฤษดิ์ เห็นผมเข้าก็ทักว่า
    เฮ๊ย.........สิทธิ์ มานี่ลื้อชอบเหล้านี่หว่า...สำราญหาเหล้าให้ประสิทธิ์กินด้วย

    พอตอนเที่ยวก็กินอาหารกับแบบบุฟเฟ่ต์ ซึ่งมือนั้นคือขนมจีน มีคนร่วม ๑๐ กว่าคน พอกินเสร็จ
    จอมพลสฤษดิ์ ก็หอบหนังสือปึกหนึ่งเดินหายเข้าไปในบ้าน ไม่ได้พูดอะไรกันเลย ผมเลยถาม พล.ต.ต.สำราญว่า ท่านไปไหน ได้รับคำตอบว่า ท่านไปนอนแล้ว ผมก็พูดดังๆ ว่า เอ้า..แล้วเรียกผมมาทำไมกัน ผมก็เลยกลับ อีกไม่กี่วันผมก็ได้รับแต่งตั้งเป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสหกรณ์ (ตอนหลังเปลี่ยนเป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) และมาคิดได้ในตอนหลังว่า ที่จอมพลสฤษดิ์ เรียกไปพบนั้น คงต้องการดูตัวผมก่อนที่จะตั้งให้เป็น รัฐมนตรี" ครั้นมีการแต่งตั้งรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว จอมพลสฤษดิ์ ได้เดินทางไปรักษาตัวที่อเมริกา การเมืองไทยได้สงบราบคาบอีกวาระหนึ่ง แต่มันก็เป็นคลื่นลมที่สงบชั่วคราว....เพียงไม่กี่สัปดาห์ เพราะมีสถานการณ์นอกรัฐสภาเข้าบีบรัฐบาลถนอม ๒ ดังนี้
    ในเดือน มิถุนายน ๒๕๐๑ กรรมการตามโรงงานต่างๆ เคลื่อนไหวกันมาก เป็นโอกาสที่พรรคฝ่ายค้านโฆษณาโจมตีความผิดพลาดของรัฐบาลหลายประการ ทั้งยังมีการนัดหยุดงานพร้อมกับปล่อยข่าวว่าจะมีการก่อวินาศกรรมตามสถานที่ราชการต่างๆ อีกด้วย
    รองหัวหน้าพรรคชาติสังคม พล.อ.ถนอม กิตติขจร ในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้แสดงความเบื่อหน่ายการเมืองเป็นที่สุด ซึ่งขณะเดียวกันกรรมกรโรงงานยาสูบได้ก่อตั้ง เป็นสหภาพแรงงานขึ้น ได้ยื่นเงื่อนไขเรียกร้องสิทธิต่างๆ อีกทั้งไม่ยอมเข้าทำงาน ทำให้เกิดความเสียหายแก่เศรษฐกิจของประเทศเป็นอันมาก สถานการณ์เข้าขั้นวิกฤติและอาจขยายตัวบานปลายกลายเป็นเรื่องรุนแรง และนับวันก็ทวีความเข้มข้นขึ้นทุกที รัฐบาลรีบตัดไฟแสยแต่ต้นลม โทรศัพท์สายตรง แจ้งสถานการณ์ให้จอมพลสฤษดิ์ ทราบเป็นระยะๆ จนในที่สุด

    วันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๐๑ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้บินกลับจากประเทศอังกฤษ อย่างเงียบๆ พร้อมกับนายสงวน จันทรสาขา ซึ่งเดินทางไปรายงานสถานการณ์ทางการเมืองครั้งสุดท้ายให้จอมพลสฤษดิ์ทราบ

    เช้าวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๐๑ ที่หอประชุมกองทัพบก คลาคล่ำไปด้วยนายทหารสัญญาบัตร ระดับผู้บังคับการกรมขึ้นไป ทุกคนอยู่ในชุดสนามเตรียมพร้อมออกศึก พวกเขาได้รับคำสั่งลับ ตั้งแต่เย็นของวันวานให้เตรียมพร้อมในที่มั่น จอมพลสฤษดิ์ก้าวเข้ามาในห้องประชุมในเครื่องแบบเดียวกันด้วยใบหน้าเคร่งเครียด ทำให้ร่างท้วมใหญ่ของเขาดูน่าเกรงขามขึ้น นายทหารทั้งหมดลุกขึ้นยืนตรงทำความเคารพ จนกระทั่งจอมพลนั่งลงที่เก้าอี้ประธานทุกคนจึงนั่งลงอย่างเดิม

    จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้กล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดัง

    "วันนี้เวลา ๑๕.๐๐ น.รัฐบาลพลเอกถนอม กิตติขจร จะเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท
    พร้อมกับน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมกราบบังคมลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากนั้น
    กำลังทุกหน่อยจะเคลื่อนออกปฏิวับิการตามจุดต่างๆ หากใครในที่นี้ไม่เห็นด้วยโปรดบอกมา"


    ไม่มีนายทหารคนใดไม่เห็นด้วย ทุกคนนั่งนิ่งเงียบหมด! จอมพลสฤษดิ์กวาดสายตาไปรอบห้องก่อนกล่าวขึ้นอีกครั้ง

    "ขอให้ทุกคนฟังคำสั่งของผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด..คราวนี้เราจะทำงานเพื่อประเทศชาติอย่างจริงจังสักครั้ง ขอให้ทุกคนโชคดี"

    ทุกอย่าเป็นไปตามแผน เวลา ๑๕.๐๐ น.พล.อ.ถนอม กิตติขจร ได้กราบบังคมทูลลาออกจากนายกรัฐมนตรี ขณะเดียวกันกองพันกำลังรบต่างๆ เคลื่อนตัวออกจากกรมกอง เข้ายึดสถานที่ต่างๆ อย่างเงียบๆ

    วลา ๒๐.๔๕ น. คณะปฏิวัติโดยมีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นหัวหน้าก็ประกาศยึดอำนาจ การบริหารประเทศ กองทัพบก กองทัพเรือและกองทัพอากาศเข้าคุมสถานการณ์ไว้ทั้งหมด อย่างราบคาบ พร้อมกับได้มีประกาศยกเลิกกฎหมาย ตลอดจนสถาบันการเมืองกล่าวคือ
    ๑.ยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๗๕ แก้ไขเพิ่มเติมพุทธศักราช ๒๔๙๕
    ๒.สภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกภาพแห่งสภาผู้แทนราษฎร เป็นอันสิ้นสุดลงโดยการเลิกใช้รัฐธรรมนูญตามข้อ ๑
    ๓.ประกาศใช้กฏอัยการศึกทั่วประเทศ ห้ามมั่วสุมกันในทางการเมือง ตั้งแต่ ๕ คนขึ้นไป
    ๔.ยกเลิกพระราชบัญญัติแรงงาน พุทธศักราช ๒๔๙๙ บรรดาสหภาพแรงงานที่ตั้งขึ้นตาม พรบ.นี้ เป็นอันหมดสภาพลงทั้งหมด
    ๕.ยกเลิกพระราชบัญญัติแรงงาน พุทธศักราช ๒๔๙๙ บรรดาสหภาพแรงงานที่ตั้งขึ้น เป็นอันสิ้นสุดลง โยให้กระทรวงมหาดไทยกำหนดเวลาทำงานของลูกจ้าง การใช้แรงงานหญิงและเด็ก การจ่ายค่าจ้าง การจัดให้มีสวัสดิการเพื่อสุขภาพอนามัยของลูกจ้างตามสมควร
    ๖.ให้ยกเลิกการสูบฝิ่นและเลิกจำหน่ายฝิ่นทั่วพระราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๐๒
    เป็นต้นไป

    องค์กรของคณะปฏิวัติ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๐๑ ประกอบด้วย
    จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หัวหน้าคณะปฏิวัติ
    พลเอกถนอม กิตติขจร รองหัวหน้าคณะปฏิวัติ
    พลเรือเอกหลวงชำราญอรรถยุทธ ผู้ช่วยหัวหน้าคณะปฏิวัติ
    พลตรีพงษ์ ปุณณกันต์ เลขาธิการคณะปฏิวัติ
    พลเอกสุทธิ สุทธิสารรณกร ผู้อำนายการฝ่ายทหาร
    พลเอกกฤษณ์ สีห์วะรา กับคณะ ๒๗ นาย เป็นที่ปรึกษาฝ่ายวางแผน
    พระยาอรรถการียนิพนธ์ กับคณะ ๒๔ นาย เป็นที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจ
    นอกจากนี้ยังมีที่ปรึกษาฝ่ายต่างๆ อีกหลายคณะ

    ภายหลังที่คณะปฏิวัติได้บริหารประเทศด้วยกฏอัยการศึกมาระยะเวลาประมาณ ๓ เดือน ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๕๐๒ นับเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ ๗ มีบทบัญญัติเพียง ๒๐ มาตรา โดยเฉพาะมาตรา ๑๗ ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีสั่งการลงดทษได้อย่างกว้างขวางและรุนแรงถึงขั้นประหารชีวิตโดยไม่ต้องผ่านการพิจารณาของศาลสถิตยุติธรรม
    เกี่ยวกับอำนาจนิติบัญญัติ ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ และให้มีฐานะเป็นสภา ทำหน้าที่นิติบัญญัติด้วย และในวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ปีเดียวกันนั้นเอง
    ได้มีประกาศแต่งตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจำนวน ๒๔๐ นาย โดยมีพลเอกสุทธิ สุทธิสารรณกร เป็นประธานสภา นายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นรองประธานสภาคนที่หนึ่ง
    นายทวี บุญยเกตุ เป็นรองประธานสภาคนที่สอง ต่อมาวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๒ มีประกาศราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ ๑๑ ของประเทศไทย
    ย้อนกลับไปหลายเดือนก่อนที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จะทำการปฏิวัติ ขณะที่เขารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลวอร์เตอร์รีด สหรัฐอเมริกา เป็นช่วงเวลาที่ การเมืองไทยกำลังคุกรุ่น อันเนื่องมาจาก ส.ส.พรรคชาติสังคมซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ได้ตีรวนหวิดทำให้กฎหมาย ๓ ฉบับที่เสนอโดยรัฐบาลล่มกลางสภา นอกจากนี้
    สมาชิกพรรคส่วนใหญ่ยื่นคำขาดขอเงินพัฒนาจังหวัดคนละ ๕ ล้านบาท มิฉะนั้นแล้ว...จะไม่ยกมือสนับสนุนงบประมาณแผ่นดินผ่านสภาฯ ก็เท่ากับรัฐบาลต้องลาออก

    จอมพลสฤษดิ์ถึงกับเต้นเร่าๆ ด้วยความแค้น แต่ติดอยู่ที่ว่าป่วยไม่ยังงั้นก็บินกลับมา ถล่มเหล่าสมาชิกพรรคของตนให้รู้ดำรู้แดงไปเลย แต่เขาก็สั่งให้ พล.อ.ถนอม นายกรัฐมนตรีต่อรองยินยอมให้คนละ ๓ ล้าน เรื่องก็เป็นอันยุติ ช่วงเวลานั้นหลวงวิจิตรวาทการพำนักอยู่ที่ยุโรปหลังจากพ้นตำแหน่งเอกอัครราชฑูตไทย ประจำสวิสเซอร์แลนด์ ได้แวะมาเยี่ยมจอมพลสฤษดิ์ที่อเมริกา ท่านจอมพลได้เปรยเรื่อง การเมืองให้ฟัง หลวงวิจิตรวาทการได้วิเคราะห์ให้จอมพลสฤษดิ์ฟังว่า เมืองไทยยังไม่พร้อมที่จะเป็นประชาธิปไตย เพราะคนในชาติยังขาดระเบียบวินัยและไม่เข้าใจระบอบประชาธิปไตย อย่างแท้จริง เมืองไทยต้องปกครองโดยคนๆ เดียว นั่นคือระบอบเผด็จการกึ่งประชาธิปไตยเท่านั้น บ้านเมืองจึงมีทางรอด?! และจะทำเช่นนี้ได้ก็คือ...ต้องปฏิวัติ
    การปฏิว้ติไม่ใช่แค่เปลี่ยนตัวบุคคล หากเปลี่ยนระบอบสังคมและความเป็นอยู่ของประชาชนเศรษฐกิจ การศึกษา ฯลฯ นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ลุกขึ้นมาปฏิว้ติ

    แผนการต่างๆ ถูกเตรียมร่างขึ้น จอมพลสฤษดิ์เริ่มศึกษารัฐธรรมนูญแต่ละประเทศที่ก้าวหน้า พร้อมสั่งให้หลวงวิจิตรวาทการร่างรัฐธรรมนูญการปกครองชั่วคราวขึ้น รวมทั้งประกาศของ คณะปฏิวัติ จนกระทั่งถึงฤกษ์ยามการปฏิวัติล้วนแล้วแต่ผ่านมือ "คุณหลวง" ท่านนี้ทั้งสิ้น ระหว่างนั้นนายทหารหลายสิบคนบินขึ้นล่องอเมริกา - เมืองไทยเป็นว่าเล่น อย่างเช่น
    พล.อ.อ.เฉลิมเกียรติ วัฒนางกูร พล.อ.อ.ทวี จุลทรัพย์ เสนาธิการทหารอากาศ นายโชติ คุณะเกษม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อรับคำสั่งเตรียมพร้อมสำหรับการปฏิวัติ เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ท่านจอมพลก็บินกลับมาปฏิวัติและรวบอำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ในมือ แต่ผู้เดียว เป็นระยะเวลาที่เขาครองอำนาจอยู่ ๖ ปี ใครอย่าไปถามเรื่องการใช้รัฐธรรมนูญ และเปิดสภาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนเป็นอันขาด จอมพลสฤษดิ์จะอารมณ์เสียขึ้นมาทันที เช่น....เคยมีผู้สื่อข่าวการเมืองคนหนึ่งถามขึ้นว่า

    "ท่านครับ เมื่อไหร่รัฐธรรมนูญจะออกเสียที"

    จอมพลสฤษดิ์ถึงกับหน้าตึงและเกรี่ยวกราดทันที

    "เสร็จเมื่อไหร่ ม้นเรื่องอะไรของลื้อวะ"

    กระนั้นก็ตาม ยังมีผุ้สื่อข่าวการเมืองเปลี่ยนหน้าเข้ามาถามอีก

    "เมื่อไหร่ท่านจะเลิกกฏอัยการศึก?"

    เขาจะกระแทกเสียงกลับมาอย่างไม่พอใจ

    "แล้วลื้อเดือดร้อนอะไรด้วยวะ?!"

    เป็นอันว่าไม่มีคำตอบเรื่องประชาธิปไตย ตราบจนคนผู้นี้ได้คืนลมหายใจให้กับธรรมชาติก็ไม่มีคำตอบจากคนที่ชื่อสฤษดิ์
     
  12. foleman

    foleman เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มีนาคม 2012
    โพสต์:
    571
    ค่าพลัง:
    +505
    วันที่จอมพลสฤษดิ์ทำการปฏิวัติ สร้างความสนเท่ห์ให้กับผู้คนหลายวงการไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นักหนังสือพิมพ์และชนกลุ่มต่างๆ เป็นอันมาก เพราะทุกคนเชื่อว่าจอมพลสฤษดิ์ยังพักรักษาตัวอยู่ต่างประเทศ

    ครั้นประกาศของคณะปฏิวัติออกมาเป็นระลอกๆ ทุกคนจึงได้เชื่อแน่ว่าจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นผู้ทำการยึดอำนาจจริง

    เขาได้ย้ำว่า จะไม่เปลี่ยนแปลงสถาบันใดๆ ให้เกินความจำเป็น


    ทั้งยังยืนยันเจตนาจะนำคณะปฏิว้ติเข้าบริหารประเทศ มีคำสั่งให้ปลัดกระทรวง ทุกกระทรวงรักษาการในหน้าที่รัฐมนตรีและขึ้นตรงต่อหัวหน้าคณะปฏิวัติ ขณะเดียวกันเขายังได้ประกาศจะยังไม่ตรวจข่าวหนังสือพิมพ์ที่เสนอข่าว ตามความเป็นจริงและเป็นธรรม เว้นแต่หนังสือพิมพ์นั้นๆ เสนอข่าวเป็นการยั่วยุ
    ให้แตกสามัคคีกัน ก็จะถูกปราบปรามอย่างเด็ดขาด


    หลังจากมีการประกาศของคณะปฏิวัติเพียงไม่กี่ชั่วโมง นักการเมืองฝีปากกล้า ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลที่ทำตนเป็นผู้ตีรวน รวมไปถึงนักหนังสือพิมพ์ ที่เขียนด่ารัฐบาลมาตลอด ต่างพากันเผ่นหนีลงดินไปอยู่ต่างจังหวัด บางคนถึงกับ หนีไปต่างประเทศกันจ้าละหวั่น บางคนไม่มีที่ไปก็อยู่ด้วยความหวาดกลัว อย่างไรก็ดี ทางคณะปฏิวัติก็มิได้จับกุมผู้ใด เพียงแต่ให้ตำรวจสันติบาลติดตามคนเหล่านี้เป็นระยะๆ เท่านั้น


    ครั้งใดก็ตามที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง สิ่งที่ชาวบ้านหวาดกลัวมากที่สุดก็คือปัญหาเครื่องอุปโภคบริโภคจะขาดแคลนหรือเกิดปัญหาข้าวยากหมากแพง ซึ่งเรื่องนี้ทางคณะปฏิวัติรู้อยู่แก่ใจจึงประกาศห้ามมิให้กักตุนสินค้าหรือขึ้นราคาผู้ใดฝ่าฝืนจะถือเป็นความผิดและรับโทษสูงสุด

    ผู้ประกาศเป็นเสียงจอมพลสฤศดิ์กลุ่มพ่อค้าเมื่อได้ยินเสียงห้าวๆ ของผู้ทรงอำนาจที่สั่งอย่างเฉียบขาดเช่นนี้ก็หยุดความคิดอันนั้นลงฉับพลัน ไม่กล้าเสี่ยงกับการติดคุกติดตารางหรือถูกยิงเป้า จอมพลสฤษดิ์ยังได้สำทับในเรื่องนี้ ด้วยการประกาศให้ผู้จัดการธนาคารทุกธนาคาร และสาขาต่างๆ ในเขตกรุงเทพฯ รวมทั้งพ่อค้านักธุรกิจ เข้าร่วมประชุมที่หอประชุม กองทัพบกในวันที่ ๒๑ ตุลาคม รุ่งขึ้นอีกวัน เพื่อฟังนโยบายของคณะปฏิวัติในการ
    พัฒนาประเทศ

    การปฏิวัติเมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๐๑ ประชาชนทั่วไปไม่ได้ตระหนกตกใจเท่าใดนักเพราะคนส่วนใหญ่เอือมระอาพวกนักการเมืองที่แก่งแย่งชิงผลประโยชน์ มิได้แก้ไขปัญหาของประเทศชาติและความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างแท้จริงเมื่อปฏิวัติสำเร็จ คณะผู้ก่อการได้พยายามรีบเร่งแก้ปัญหาเพื่อลดการกดดันทางการเมือง และความรู้สึกของประชาชน


    หลวงวิจิตรวาทการ กุนซือใหญ่ของจอมพลสฤษดิ์ได้แนะนำว่า การปฏิวัติครึ่งๆ กลางๆ นั้น เท่ากับเป็นการฆ่าตัวตาย ทุกอย่างต้องรีบทำและสิ่งที่ทำจะต้องเด็ดขาดโดยไม่มีข้อแม้ และสิ่งที่ทำนั้นก็เพื่อประโยชน์สุขของสังคมส่วนรวม!

    "กฎหมาย" จะศักดิ์สิทธิ์หรือไม่เพียงใด มันขึ้นอยู่กับผู้ที่นำไปใช้ว่ามีความเด็ดเดี่ยวเพียงใด

    ถัดจากวันทำการปฏิวัติเพียง ๑๖ วัน คือวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๐๑ เกิดไฟไหม้ที่เขตบางยี่เรือ เป็นเหตุให้สูญเสียทรัพย์สินไปร่วมล้านบาท มีหลักฐานว่า นายซ้ง แซ่ลิ้ม เป็นผู้วางเพลิง จอมพลสฤษดิ์สั่งการอย่างเฉียบขาด ใช้ ม.๑๗ ยิงเป้าทันที ประชาชนทั่วประเทศถึงกับตะลึงเพราะแต่ไหนแต่ไรโทษการวางเพลิงเป็นเรื่องที่ไม่หนักหนาสาหัสเท่าไหร่ แต่นี่ถึงกับต้องโทษ ม.๑๗ ประหารชีวิต แต่ในส่วนตัวของจอมพลสฤษดิ์ให้ความเห็นว่า การลอบวางเพลิงเพื่อหวังเงินประกัน หรือเป็นการเผาไล่ที่ก็ตาม ล้วนแล้วก่อให้เกิดความเสียหายกับประเทศชาติ คนนับร้อยนับพัน ต้องไร้ที่อยู่อาศัย ทรัพย์สินที่เก็บหอมรอมริบมาหลายสิบปีต้องสูญหายไปในพริบตา

    "ประเทศชาติต้องการทรัพยากรบุคคลมาช่วยพัฒนาประเทศ แต่ยังมีคนคิดบ่อนทำลาย และเกิดอยู่ในช่วงประกาศกฎอัยการศึก การใช้ ม.๑๗ เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว"

    แม้จะเฉียบขาดในการใช้ ม.๑๗ ในฐานะเป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ แต่เหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่ตลาดพลูก็เกิดขึ้นตามมา ทั้งที่ควันไฟจากกรณีแรกยังไม่จางหาย ซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๐๑

    ผู้ต้องหารายการนี้คือ นายจำนงค์ แซ่ฉิ่น และนายซิ่วหยิ่น แซ่ฉิ่น สองพี่น้องเปิดร้านขายยา เกิดเพลิงลุกไหม้ไปยังห้องข้างเคียงอย่างรวดเร็วและย่านนี้เป็นย่านตลาดการค้า ความเสียหายหลายล้านบาท

    จอมพลสฤษดิ์เดินทางไปอำนายการดับเพลิงด้วยตัวเอง พร้อมกับสอบสวน ผู้ต้องหาในที่เกิดเหตุ แต่คดีนี้ผู้ต้องหาเพิ่งจะสั่งยาเข้าร้านจำนวนหลายหมื่นบาท อีกทั้งยังไม่มีประกันอัคคีภัย จึงไม่น่าจะเป็นการลอบวางเพลิงเพื่อหวังเงินประกันจำเลยทั้งสองได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาของจอมพล

    "ผมไม่ได้วางเพลิง สงสัยจะมีคนลอบวางเพลิงร้านผม เพราะฝั่งตรงข้ามก็เปิดร้านชายยาและมีความอิจฉาที่ร้านผมขายดีกว่า ผมไม่ได้เผารั้นจริงๆ ครับท่าน"


    แต่จอมพลสฤษดิ์ไม่รับฟังและยังเกรี้ยวกราดใส่คนทั้งสอง

    "ลื้อนั่นแหละทำ หลักฐานของตำรวจเขาก็มีพร้อมว่าลื้อเผาร้านตัวเอง เห็นไหมมันวอดวายไปถึงไหน ลื้ออย่ามาแก้ตัวดีกว่า"

    ไฟไหม้ครั้งนี้จำเลยจะแก้ตัวอย่างไรก็ไม่มีความหมาย เพราะจอมพลสฤษดิ์กำลังขุ่นมัวที่มีเหตุการณืไฟไหม้ท้าทายอำนาจรัฐของตน สองพี่น้องจึงถูก ม.๑๗ ยิงเป้าในที่เกิดเหตุในเวลาต่อมา และจอมพลได้เดินทางไปเป็นประธานการประหารครั้งนี้ด้วย

    บัดนี้....จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ประกาศบารมีที่จะผูกขาดการปกครองประเทศ ไว้เพียงผู้เดียว แต่แล้ว...วันที่ ๒๕ เดือนเดียวกัน โรงเลื่อยจักรบ้วนเฮงหลง ตำบล วัดพระยาไกร ถูกไฟเผาผลาญ มีหลักฐานว่า นายฮ่องฉิ่น แซ่ฉิ่น เป็นผู้เผา ม.๑๗ ถูกนำมาใฃ้ ผู้ต้องหาถูกนำเข้าสู่หลักประหารที่วัดดอน และถูกปลิดชีวิตสังเวยอำนาจเบ็ดเสร็จโดยไม่มีข้อแม้

    รายการวางเพลิง ๓ ครั้ง มีคนถูกยิงเป้า ๔ คนในเวลาไล่เลี่ยกัน นับว่าเป็นการเพียงพอ ที่จะจัดระเบียบในสังคมให้มีวินัยภายใต้กฎหมายเดียวกัน แต่ก็หาเป็นเช่นนั้นไม่ รายที่ ๔ เกิดขึ้นในวันที่ ๑๙ ธันวาคม ปีเดียวกัน เมื่อบ้านเรือนเกือบ ๓๐๐ หลังที่ตลาดท่าช้าง อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี ถูกเผาผลาญจนชาวบ้านไร้ที่อยู่ หลายพันคน ตำรวจจับมือเพลิงรายนี้ชื่อนายอึ้ง ศิลปงาม เป็นเจ้าของร้านถ่ายรูป อยู่ในตลาดท่าช้างนั่นเอง หลังเกิดเหตุ ๑ ชั่วโมง จอมพลสฤษดิ์เดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ ไปถึงที่เกิดเหตุ เพื่อสอบสวนคนที่กระทำผิด

    "ลื้อเห็นไหม ชาวบ้านเขาหมดตัวกันไปเท่าไหร่ เขาไม่มีที่ซุกหัวนอนก็เพราะลื้อ"

    นายอิ้งนิ่งเงียบก้มหน้ามองพื้น เสียงห้าวลึกของท่านจอมพลดังขึ้นอีก

    "ลื้อต้องชดใช้กรรมที่ก่อขึ้น"

    เขาสั่งให้นายอึ้งกราบขมาลาโทษผู้คนตรงกองเพลิง จากนั้นก็พยักหน้าให้ตำรวจนำตัวไปที่หลักประหารที่เตรียมไว้ และกำชับด้วยเสียงอันดังว่า
    "ยิงที่ไฟไหม้นั่นแหละ จะได้ไม่เป็นเยี่ยงอย่างแค่คนอื่นอีก"
    แล้วชีวิตนายอึ้ง ศิลปงาม ได้ปลิดปลง ณ ที่นั้น นับจากรายนี้ไปแล้ว ไม่เกิดคดีไฟไหม้ที่ร้ายแรงแม้แต่น้อย จะมีก็เพียงรายเล็กรายน้อยที่เกิดจากอุบัติเหตุ

    ผู้ใหญ่สมัยนั้นมักเอามาพูดขู่เด็กๆ ที่ชอบเล่นไฟว่า

    "ไฟไหม้บ้านขึ้นมาละก็...สฤษดิ์จับไปยิงเป้าไม่รู้ด้วยนะ"

    แค่นี้เด็กก็กลัวไม่กล้า แตะหรือเล่นไฟเป็นอันขาด

    ภายหลังการประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าแต่ละครั้ง จอมพลสฤษดิ์ จะออกแถลงการณ์ทางวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ด้วยตัวเอง มีหรือคนทั่วไปจะไม่สะพรึงกลัว!

    "กฎหมาย" จากจอมคนได้รับการยอมรับโดยประหนึ่งอาญาสิทธิ์การปกครองคน มิให้ผู้หนึ่งผู้ใดละเมิดกติกาในการอยู่ร่วมกันระดับชุมชนเมือง เพื่อความสงบสุขของคนในชาติ.
     
  13. foleman

    foleman เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มีนาคม 2012
    โพสต์:
    571
    ค่าพลัง:
    +505
    ล้างความโสมมของสังคม

    ความตั้งใจของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีความปรารถนาให้เมืองไทยเจริญรุ่งเรือง ทัดเทียมต่างประเทศ ประชนชนมีความสงบสุขมีรายได้เพียงพอแก่ความเป็นอยู่

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขาต้องการให้ประเทศไทยเป็นผู้นำในการผลิตอาหารเลี้ยงประชากรโลก และหวังเอาเงื่อนไขนี้เป็นดุลถ่วงประเทศมหาอำนาจต่างๆ

    แต่สิ่งเหล่านี้จะเป็นจริงได้ ต้องสร้างประชาชนคนในชาติให้มีคุณภาพ สิ่งใดที่ไม่ดีเขาจำเป็นต้องขจัดออกไป วันที่ ๒ มกราคม ๒๕๐๒ เป็นวันประกาศให้เลิกสูบฝิ่น บ้องยาฝิ่นและเครื่องมือ ประกอบการสูบฝิ่นทุกชนิดถูกนำมากองไว้ที่ท้องสนามหลวง ทำการเผาในเวลา ๑๐.๐๐ น. นับเป็นประวัติศาสตร์ที่ให้มีการเลิกสูบฝิ่นทั่วประเทศลงอย่างสิ้นเชิง โดยไม่มีเหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้น


    รัฐบาลหลายยุคพยายามจะเลิกสิ่งนี้แต่ไม่สามารถทำได้ แม้แต่ยุคของจอมพล ป. กับเผ่า ศรียานนท์ก็ตาม เนื่องจากผู้บริหารประเทศบางคนเป็นผู้ค้าฝิ่นเสียเอง อย่างเช่นกรณียิงทิ้งผู้การสันติบาล พ.ต.ต.บรรจงศักดิ์ ชีพเป็นสุข สาเหตุมาจากสมัยเมื่อผู้การบรรจงศักดิ์รับราชการอยู่ที่จังหวัดลำปาง มีการจับฝิ่นเถื่อนจำนวนถึง ๑,๐๐๐ กิโลกรัม ราคาราว ๒ ล้านบาทเศษ นับว่าเป็นเงินจำนวนมากในสมัยนั้น ฝิ่นที่ลำเลียงโดยอาศัยใบคุ้มครองที่กรมสรรพสามิตออกให้บริษัท ไทยสามิต แต่ลำเลียงเกินพิกัด และเคยใช้ใบคุ้มครองเหล่านั้นลักลอบนำฝิ่นเกินจำนวนหลายครั้ง

    คดีนี้จับผู้ต้องหาที่เป็นนายทุนได้ด้วย สอบสวนเป็นเวลา ๔ วัน ปรากฎว่า ตลอดเวลา มีผู้แทนบริษัท ไทยสามิตและนายทหารยศนายพันติดต่อ พ.ต.ต.บรรจงศักดิ์ ให้คืนฝิ่น ที่จับมา จนครั้งล่าสุดมีจดหมายจาก พล.อ.เผ่า ศรียานนท์ ขอร้องให้คืนฝิ่น แต่ไม่เป็นผลผู้การท่านนี้กลับดำเนินการตามหน้าที่อย่างไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม ยังความไม่พอใจให้แก่พลเอกเผ่าเป็นอย่างมาก จนกระทั่งพลเอกเผ่าขึ้นครองอำนาจในกรมตำรวจ และอาศัยเหตุการณ์กบฏวังหลวงเกิดการยิงทิ้งผู้การบรรจงศักดิ์ในเวลาต่อมา

    เมื่ออำนาจทุกอย่างอยู่ในมือ จอมพลสฤษดิ์ ทำการกวาดล้างการสูบฝิ่นอย่างจริงจังและ เด็ดขาด เหล่าขี้ยาไม่กล้าหือ ใช่จะเมีเรื่องฝิ่นอย่างเดียว ยาเสพติดชนิดต่างๆ เขาก็ทำการกวาดล้างอย่างหนักและต่อเนื่อง

    ครั้งหนึ่งตำรวจจับนายเลี่ยงฮ้อ แซ่เล้า เป็นราชาผลิตและขายเฮโรอิน จอมพลสฤษดิ์ตัดสินใจ อย่างฉับพลันไม่มีการรีรอด้วยการใช้ ม.๑๗ ประหารชีวิตนายเลี่ยงฮ้อในวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๐๔

    จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ใช่จะหยุดยั้งเพียงแค่นั้น ยุคนั้นมีอันธพาลอยู่ทั่วทุกหัวระแหง กลุ่มคนเหล่านี้รวมตัวก่อความเดือดร้อนให้กับสังคม เช่น รีดไถ คุมบ่อนและสถานเริงรมย์ ฉกชิงวิ่งราว เกะกะเกเร ประชาชนผู้สุจริตทั้งหลายต่างพากันหวาดกลัวไปทั่ว

    กลุ่มชนนักเลงเหย่านี้ได้รับความคุ้มครองจากตำรวจมาตั้งแต่ยุคเผ่าเรืองอำนาจ เลี้ยงไว้เพื่อ ปราบอันธพาลด้วยกัน ตำรวจท้องที่ต่างๆ จะเลี้ยงอันธพาลเพื่อสนองรับนโยบายทางการเมืองของจอมพล ป. เพื่อกวาดล้างนักการเมืองที่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล เป็นการใช้อำนาจมืดเพื่อหลีกเลี่ยงข้อกฎหมายที่ว่าตำรวจรังแกประชาชน

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเลือกตั้งสกปรก ปี ๒๕๐๐ ที่พรรคเสรีมนังคศิลาของจอมพล ป. เอากลุ่มอันธพาลเหล่านี้เข้ามาเป็นพลร่มไพ่ไฟ อีกทั้งยังสร้างสถานการณ์เพื่อให้เกิดความวุ่นวาย ตามจุดเลือกตั้งเขตต่างๆ ไล่ตีแทงประชาชนที่สนับสนุนฝ่ายค้าน จนกระทั่งทำลายทรัพย์สินของทางราชการเสียหาย เป็นยุคอันธพาลครองเมืองอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนทันทีที่จอมพลสฤษดิ์ทำการปฏิวัติเสร็จสิ้น เขาได้ออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งรายชื่ออันธพาลต่างๆ มาอยู่ในมือ ทั้งกำชับให้ทหารตำรวจทำการกวาดล้างจับกุมอันธพาลเหล่านี้ ย่านที่ถูกกวาดล้างหนักที่สุดก็แถวเยาวราช หัวลำโพง ตำรวจและสารวัตรทหารต้องเอารถ ยี.เอ็ม.ซี. หลายคันมาช่วยขนอันธพาลเหล่านี้ส่งสถานีตำรวจหลายร้อยคน สฤษดิ์ได้ให้อำนาจ ตำรวจสามารถคุมตัวสอบสวนได้ภายใน ๓๐ วัน บางรายมีหลักฐานไม่แน่ชัดแต่ก็ต้องถูกควบคุมตัว ถึงสามสิบวัน เมื่อถูกปล่อยตัวออกมาก็ไม่กล้าทำตัวเกเรอีก ไม่เช่นนั้นมีหวังเข้าไปอยู่ในตารางอีก

    กฎหมายอันธพาลของสฤษดิ์นั้นเป็นกฎหมายที่กินความกว้างขวาง เพียงแต่คนผู้หนึ่งเดินเตร็ดเตร่ ไม่มีอาชีพแน่นอน หรือเป็นพวกเร่ร่อน แม้แต่ทำตัวเป็นจิ๊กโก๋นั่งผิวปากบนราวสะพานแซวผู้หญิง ตำรวจก็เข้าจับกุมฐานเป็นภัยสังคมได้ เพียงชั่วไม่กี่เดือน อันธพาลเหล่านี้หากไม่หนีไปกบดานและเปลี่ยนนิสัย เป็นต้องระเห็ดเข้าไปอยู่ในคุกอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง


    อีกเรื่องหนึ่ง จอมพลผู้พลิกแผ่นดินนี้ ต้องการให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองฟ้าอมรถนนหนทางสายต่างๆ ในพระนครจะต้องเก็บกวาดให้เรียบร้อย โดยมอบหมายให้ เทศบาลกรุงเทพฯ เป็นผู้เข้มงวดในเรื่องนี้ ในปี ๒๕๐๓ จอมพลสฤษดิ์พยายามผลักดันไม่ให้กรุงเทพฯ มีสลัม ซึ่งขณะนั้น กรุงเทพฯ มีสลัมใหญ่ๆ อยู่ ๖ แห่ง คือย่านสะพานเสาวนีย์ ตรงหน้ากรมทางหลวงแผ่นดิน สลัมซอยทองหล่อ สลัมมักกะสัน สลัมย่านสะพานขาว สลัมประตูน้ำ และสลัมบ่อนไก่ สลัมสะพานเสาวนีย์ เป็นแห่งแรกที่เทศบาลกรุงเทพฯ ทำการรื้อ โดยทำการรื้ออย่าง เฉียบพลัน ไม่มีการผ่อนปรน และไม่มีแผนรองรับว่า จะเอาชาวสลัมเหล่านี้ไปไว้ที่ไหนชาวสลัมที่ถูกย้ายไปนี้ไม่มีสถานที่ใดรองรับ เป็นที่เดือดร้อนอย่างสาหัส

    ชาวบ้านพากันเข้าชื่อคัดค้าน พร้อมกับแต่งตั้งทนายขึ้นฟ้องร้องเทศบาลกรุงเทพฯ ปรากฎว่าราษฎรเป็นฝ่ายชนะและต้องชดใช้ค่าเสียหาย พร้อมกับรัฐบาลต้องจัดหาที่อยู่ใหม่ให้กับคนเหล่านี้

    การย้ายสลัมในช่วงนั้น มีข่าวเล็ดลอดเข้าหูหนังสือพิมพ์ถึงความไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับบริษัทที่เหมาช่วงจากเทศบาลกรุงเทพฯ ว่า บริษัทที่ได้สัมปทานการรื้อถอน จอมพลสฤษดิ์มีหุ้นอยู่ด้วย ซึ่งเรื่องนี้สร้างความหงุดหงิดให้กับเขาเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม โครงการย้ายสลัมเพื่อหวังสร้างศูนย์การค้าแบบราชประสงค์ก็ต้องหยุดชะงักลงเนื่องจากหลังเกิดกรณีสลัมสะพานเสาวนีย์ จึงทำให้ต้องตรวจสอบแผนงานและงบประมาณแผ่นดิน แต่บังเอิญจอมพลสฤษดิ์ ถึงแก่อสัญกรรมเสียก่อน ความฝันของท่านจึงไม่สำริดผล
     
  14. foleman

    foleman เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มีนาคม 2012
    โพสต์:
    571
    ค่าพลัง:
    +505
    หลากหลายเหตุการณ์

    ควรบันทึกและจดจำไว้ด้วยว่า ตลอดระยะเวลา ๖ ปี ภายใต้การบริหารประเทศของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นหลายประการ กล่าวคือ

    ประเทศกัมพูชาหรือเขมร ได้ยื่นคำร้องดำเนินดคีต่อศาลโลกหรือศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๐๒ ขอให้ศาลสั่งให้ประเทศไทยถอนกำลังทหารออกจากปราสาท เขาพระวิหาร ทางประเทศไทยได้ต่อสู้อย่างเต็มที่

    โดยให้ มรว.เสนีย์ ปราโมช เป็นทนาย ของประเทศไทย ยื่นหลักฐานยืนยันความเป็นเจ้าของ

    ประชาชนทั่วประเทศพากันบริจาคเงินคนละเล็กคนละน้อยช่วยเหลือสนับสนุนการต้อสู้ครั้งนี้ แม้แต่เด็กนักเรียนยังขอเงินพ่อแม่ช่วยเหลือไม่ขาดสาย นับเป็นการรวมน้ำใจของชนในชาติอย่างเหนียวแน่นเพื่อช่วงชิงดินแดนกลับคืนมา

    และแล้ว...ศาลโลกได้วินิจฉัยว่า อำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทเขาพระวิหารเป็นของประเทศ กัมพูชา การตัดสินมีขึ้นในวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๐๕ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถึงกับประกาศเสียงกร้าวปนเสียงสะอื้นกับพี่น้องประชาชน มีความตอนหนึ่งว่า

    "สักวันหนึ่ง เราจะต้องนำเขาพระวิหารอันเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์กลับคืนมาสถิตอยู่ เหนือแผ่นดินไทยให้จงได้ ผมขอสัญญา"

    (ผมทราบมาว่าจอมพลสฤษดิ์ ถึงกับระดมพลเตรียมพร้อมที่จะบุโจมตีพนมเปญเลยทีเดียวดีแต่ "ท่าน "ทักท้วงไว้ ไม่งั้นไม่รู้ว่าเขมรจะเป็นยังไง และไทยจะถูกมองยังไงในสายตาชาวโลก)

    รัฐบาลภายใต้การนำของจอมพลสฤษดิ์ ได้ดำเนินการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์อย่างสุดเหวี่ยงโดยมีประเทศอเมริกาให้การสนับสนุนอย่างเปิดเผย จะว่าไปแล้วใช่จะมีรัฐบาลสฤษดิ์ เท่านั้นก่อนหน้านี้รัฐบาลจอมพล ป. ได้ออก "พรบ.ป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ.๒๔๙๕" โดยมีองค์การ ซี.ไอ.เอ.ของสหรัฐอเมริกาช่วยเหลือ เพราะยุทธศาสตร์ทางการเมืองการทหารของอเมริกาคือการหาพันธมิตรทางการเมืองและความชอบธรรมในการปิดล้อมประเทศสังคมนิยม เพื่อป้องกันมิให้มีการขยายตัวของคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการต่อต้านอิทธิพลของสาธารณรัฐ ประชาชนจีน ซึ่งขณะนั้น เหมา เจ๋อ ตุง ได้ยึดประเทศจีนสำเร็จในปี ๒๔๙๒

    หลังจาก พรบ.ฉบับนี้ผ่านสภาออกมาใช้ไม่ถึงเดือน ในวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๔๙๕ พรรคคอมมิวนิสต์ไทยได้เรียกประชุมสมัชชาครั้งที่ ๒ มีมติให้เปลี่ยนขื่อใหม่เป็น "พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย" หรือ พคท. พร้อมกับกำหนดเป้าหมายนโยบายเบนเข็มให้สมาชิกพรรคออกสู่ชนบทตามแผนป่าล้อมเมืองดังนั้น รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ พยายามต่อต้านอิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์อย่างสุดกำลัง นักการเมือง ที่มีแนวความคิดเอียงไปทางคอมมิวนิสต์ถูกเขาสั่งยิงเป้า ตามอำนาจ ม.๑๗ แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร

    รายแรกสั่งประหารชีวิตนายศุภชัย ศรีสติ ในข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์และบ่อนทำลายชาติเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๐๒ ที่ท้องสนามหลวง

    รายที่สองและสาม สั่งประหารชีวิตนายทองพันธ์ สุทธมาศ และนายครอง จันดาวงศ์ ในข้อหาเป็น คอมมิวนิสต์คิดล้มล้างรัฐบาล บ่อนทำลายความมั่นคงในราชอาณาจักร ถูกยิงเป้าที่อำเภอสว่างแดนดินสกลนคร เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๐๔ ต่อมา ๒๔ เมษายน ๒๕๐๕ ประหารชีวิตนายรวม วงศ์พันธ์ ข้อหาคอมมิวนิสต์ บ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ

    นักโทษประหารที่กล่าวนามมานี้ นายครอง จันดาวงศ์ เป็นนักการเมืองที่ต้องสู้เพื่อประชาชน เฉกเช่น กับอีกหลายคนที่ถูกยัดข้อหามีการกระทำเป็นคอมมิวนิสต์ เขาเป็นกรรมการคนหนึ่งในคณะกรรมการ สันติภาพแห่งประเทศไทย ซึ่งต้องคำพิพากษาในคดีกบฏสันติถาพโดยถูกจำคุก ๑๐ ปี แต่ถูกจำคุกได้ เพียง ๑๐ ปี ก็ได้รับนิรโทษกรรมในงานฉลองครบ ๒๕ พุทธศตวรรษ ทันทีที่ได้รับอิสรภาพ นายครองเดินทางจากบางขวางกลับบ้านเกิดเมืองนอนลงสมัครรับเลือกตั้งที่จังหวัดสกลนครทันที (การเลือกตั้งสกปรก ปี ๒๕๐๐)

    ผลปรากฎว่านายครองได้รับการเลือกเป็นผู้แทนราษฎรด้วยคะแนนเสยงท่วมท้น ทั้งที่ไม่มีเวลาหาเสียงซึ่งเรื่องนี้พลเอกเผ่ามีความโกรธจัด ถึงกับต้องเดินทางไปสอบถามด้วยตัวเองว่า ใครที่ให้นายครองลงสมัครเลือกตั้งได้ กล่าวกันว่าการที่นายครองถูกคำสั่งจอมพลสฤษดิ์ ให้ประหารชีวิตสาเหตุมาจากเพราะบังอาจไปโต้เถียงจอมพลสฤษดิ์

    "เอ็งมันพวกขายชาตินี่หว่า" จอมพลสฤษดิ์ว่า

    นายครองโต้เถียงอย่างไม่เกรงกลัวทันที

    "ผมไม่ใช่พวกขายชาติ ท่านต่างหากที่ขายชาติ"

    เป็นความเด็ดเดี่ยวของนายครอง จันดาวงศ์

    หน้าประวัติศาสตร์ยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ต้องบันทึกอีกว่า ได้เกิด

    กบฏผีบุญ

    ซึ่งนำโดยนายศิลา วงศ์สิน อยู่นครราชสีมา อ้าวตัวเป็นผู้วิเศษ มีชาวบ้านศรัทธาเป็นจำนวนมาก"ผีบุญ" คนนี้ ได้รวบรวมชาวบ้านจำนวนหลายร้อยคนตั้งเป็นชุมชนปลดปล่อย ไม่ขึ้นตรงกับ ทางราชการ มีการสะสมอาวุธไว้จำนวนมาก ทำการสังหารนายอำเภอและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทางการต้องส่งกำลังเข้าปราบปรามจนกลุ่มผีบุญแตกพ่าย นายศิลาพยายามหนีการจับกุม ของตำรวจไปถึงชายแดนเพื่อข้ามไปยังประเทศลาว แต่ไม่สามารถหนีรอดไปได้ ถูกจับกุมตัว ส่งเข้ากรุงเทพฯ

    จอมพลสฤษดิ์ เดินทางมาสอบสวนด้วยตัวเอง และนี่คือส่วนหนึ่งของการสอบสวน

    "เขาว่ามีงทำตัวเป็นผู้วิเศษ?" สฤษดิ์ถาม

    "ชาวบ้านพูดกันไปเองครับท่าน" ศิลาตอบ

    "แต่รายงานตำรวจเขาแจ้งว่าoโอ้อวดเป็นผู้วิเศษนี่หว่า ไหนoลองอมกระโถนให้หายไปซิถ้าทำหด้กูจะปล่อยo" จอมพลเอาเท้าเขี่ยกระโถนใต้โต๊ะมาสู้ปลายเท้า

    "กระผมทำไม่ได้ครับท่าน เมตตากระผมด้วยครับท่าน"

    "oฆ่าคน ก่อการกบฏ แล้วoจะให้กูปล่อยอีกรึ?"

    ด้วยเหตุนี้ นายศิลา วงศ์สิน จึงถูกจอมพลสฤษดิ์สั่งประหารชีวิตในวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๐๒ตลอดเวลาที่สฤษดิ์กุมบังเหียนประเทศ

    เขาสั่งยิงเป้าผู้ต้องหาไปทั้งสิ้น ๑๑ คน
     
  15. foleman

    foleman เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มีนาคม 2012
    โพสต์:
    571
    ค่าพลัง:
    +505
    พัฒนาชนบท สร้างเศรษฐกิจ

    แม้จอมพลสฤษดิ์จะมีอำนาจวาสนา หรือสถานการณ์สร้างวีรบุรุษขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีก็ตามที เขาให้ความสนใจชนบทเป็นอย่างมาก เพราะชีวิตส่วนหนึ่งเติบโตและใช้ชีวิตอยู่ตามชนบท มาอย่าโชกโชน จึงมีความเข้าใจชีวิตของชาวบ้านเป็นอย่างดี เมื่อกวาดล้างสิ่งโสมมของสังคม ประชาชนเชื่อฟังอำนาจรัฐ จอมพลสฤษดิ์จึงเร่งนโยบาย พัฒนาประเทศเป็นการรีบด่วน มีบันทึกการประชุมคณะรัฐมนตรีระบุว่า รัฐบาลมีนโยบายที่จะช่วยเหลือผู้ยากจน ด้วยการอนุเคราะห์ให้โรงพยาบาลของเทศบาลทุกแห่ง รักษาพยาบาลแก้ผู้ยากจนโดยไม่คิดมูลค่า เช่นการจ่ายยาและห้องพักโดยไม่ต้องเสียเงิน เป็นต้น

    พร้อมกันนี้ในที่ประชุม ครม.ได้มีมติรับหลักการโครงสร้างในพัฒนาประเทศ โดยกำหนดแผนพัฒนา เอาไว้ดังนี้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจ แผนพัฒนาความเจริญในส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น แผนพัฒนา การศึกษาแห่งชาติ แผนพัฒนาบุคลากร แผนพัฒนาที่ถูกระบุขึ้นมีการแบ่งระยะการทำงาน มีทั้งระยะสั้นและระยะยาว แผนต่างๆ ที่กล่าวมา ข้างต้นเป็นต้นแบบและได้กลายมาเป็น

    แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(แผนพัฒนาฉบับที่ ๑)

    ระหว่างระยะ พ.ศ.๒๕๐๔ - ๒๕๐๙ มีการขยายการศึกษาภาคบังคับจากประถมปีที่ ๔ เป็นประถมปีที่ ๗ ส่งเสริมให้ชาวนารู้จักการรวมตัวจัดตั้งสหกรณ์เพื่อการเกษตร นอกจากนั้นรัฐบาลยังส่งเสริมด้าน วิชาการเกษตร ให้รู้จักการใช้ปุ๋ย ให้รู้จักปรับสภาพดินให้เหมาะสมแก่การปลูกพืชชนิดนั้นๆ

    แนะนำหลักวิชาการเพื่อให้เกษตรกรรู้จักลดต้นทุนการผลิต แต่ไม่ลดคุณภาพ พร้อมกันนี้จัดหา การตลาดให้เกษตรกรอีกด้วย แม้จะส่งเสริมการเกษตรและพืชไร่ จอมพลสฤษดิ์ก็รู้อยู่แก่ใจว่ายังไม่เพียงพอที่จะสร้างเศรษฐกิจของประเทศให้รุดหน้าไปได้ เขาได้ปรึกษาคณะเศรษฐกิจ เพื่อวางเพื่อวางโครงสร้างระบบอุตสาหกรรมและโรงงานต่างๆ ไว้ เนื่องจากวัตถุดิบจากการเกษตรในประเทศค่อนข้างเหลือเฟือ


    ในปี ๒๕๐๒ - ๒๕๐๓ เกิดปัญหาวิกฤติน้ำตาลล้นตลาด อันสืบเนื่องมาจากรัฐบาลชุดก่อนและ ชุดสฤษดิ์เอง มีนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกอ้อย และได้ออกบัตรส่งเสริมให้เอกชนตั้งโรงงาน น้ำตาลเพิ่มขึ้น ซึ่งเมื่อก่อนมีโรงงานเพียง ๒๑ แห่ง พอมาถึงปี ๒๕๐๒ มีถึง ๔๘ โรงงาน ส่วนพื้นที่ปลูกอ้อยเพิ่มขึ้นเป็น ๓๑๕,๔๐๙ ไร่ ทำให้ผลิตอ้อยได้ราว ๑,๗๓๔,๗๕๐ ตัน สามารถ ผลิตน้ำตาลได้ประมาณ ๑๑๘,๕๑๘ ตัน นับเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดของรัฐบาลสฤษดิ์ ที่เพิ่มโรงงานผลิตน้ำตาลและขยายพื้นที่ปลูกอ้อย เนื่องจากไม่สอดคล้องและเหมาะสมกับสภาวการณ์ตลาดโลกแม้แต่น้อย เนื่องจากตลาดน้ำตาลในโลกเริ่มอิ่มตัว เพราะสัดส่วนของปริมาณที่เพิ่มขึ้น ของการบริโภคภายในประเทศและการส่งออกจำหน่ายในตลาดโลกแตกต่างกัน แม้ว่าการผลิต เพิ่มขึ้น แต่ราคาในตลาดก็ยังอยู่ในเกณฑ์สูง ทำให้น้ำตาลทะลักออกสู่ตลาดจนล้นความต้องการเพียงแต่ในระยะต้นยังไม่มีความรุนแรงมากนัก

    จนถึงปลายปี ๒๕๐๓ ภาวะน้ำตาลล้นตลาดก็เข้าขั้นวิกฤติอย่างแท้จริง นับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่เกิดภาวะเช่นนี้ ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงประกาศห้ามมิให้มีการขยายโรงงานน้ำตาลและโรงงานน้ำเชื่อมทั้งยังกำหนดระยะเวลาเปิดหีบอ้อยเสียใหม่ รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนบริโภคน้ำตาลเพิ่มขึ้น แต่มาตราการทั้งหลายหาได้เกิดผลอะไรไม่ เพราะขาดความเข้มงวดของรัฐบาล อย่างไรก็ดี ทั้งรัฐบาลและเอกชนได้หันหน้าเข้าหากันเป็นครั้งแรกในเดือนตุลาคม ๒๕๐๓ โดยเอกชนผู้ผลิต เสนอให้มีการรวมกลุ่มที่เรียกว่า "คาร์เตล" คือ..ให้โรงงานทุกโรงมอบจำนวนน้ำตาลที่ผลิตได้ทั้งหมด ให้กับบริษัท อุตสาหกรรมน้ำตาลแห่งประเทศไทย จำกัด เป๋นผู้รับผิดชอบจำหน่ายน้ำตาลแต่เพียงผู้เดียว โรงงานที่ฝ่าฝืนจะถูกปรับร้อยละ ๒๕ มูลค่าน้ำตาลที่คาดว่าจะผลิตได้ในปีนั้น ข้อเสนอนี้คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบด้วย แต่การรวมกลุ่มของโรงงานไม่บรรลุเป้าหมายของสัญญา เนื่องจากมีผู้ผลิตรายใหญ่ๆ หลายรายไม่ยอมร่วมมือด้วย กระนั้นก็ตาม สถานการณ์น้ำตาลได้คลี่คลายลงในเวลาต่อมา แต่ทำให้บริษัทโรงงานน้ำตาลหลายแห่งต้องขาดทุนถึงขั้นล้มละลาย ธนาคารพาณิชย์ต้องโอบอุ้มโรงงานน้ำตาลหลายแห่ง ซึ่งต้องใช้เวลา เกือบ ๑๐ ปี หนี้สินจึงได้ทุเลาเบาบางลงหากมองในภาพโดยรวม เศรษฐกิจยึคจอมพลสฤษดิ์ยังถือว่าไปได้ดี มีการลงทุนทั้งภายในและภายนอกประเทศอย่างกว้างวางหลังจากสิ่นสุดสงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็นต้นมา
     
  16. foleman

    foleman เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มีนาคม 2012
    โพสต์:
    571
    ค่าพลัง:
    +505
    เหตุการณ์ทางการเมือง

    ถึงแม้ประเทศไทยยุค ๒๕๐๐ - ๒๕๐๖ ถูกปกครองด้วยบุคคลคนเดียวโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์มีอำนาจชี้ขาดให้ประเทศหันซ้ายหันขวาได้ตามใจชอบ ไม่มีขุนศึกใดกล้าหือคัดค้านก็ตามที แต่โดยเนื้อแท้แล้ว

    ทะเลที่ดูสงบราบเรียบกลับมีม้วนคลื่นก่อตัวอย่างเร้นลับอยู่บ่อยๆ สาเหตุเนื่องมาจากผลประโยชน์นั่นเอง

    ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า คณปฏิวัติซึ่งประกอบด้วยนายทหารบกเป็นหลักเข้ามามีส่วนรับผิดชอบบ้านเมือง

    มีตำแหน่งใหญ่โตอยู่เป็นอันมาก ซึ่งเอื้ออำนายสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับตน ในช่วงนั้นมักจะมีข่าวปรากฎตามหน้าหนังสือพิมพ์บ่อยครั้ง ที่ผู้หลักผู้ใหญ่เข้าไปมีหุ้นในบริษัท ที่รับประมูลโครงการต่างๆ ของรัฐบาล สร้างความสงสัยให้กับประชาชน การกระทำนั้นเพื่อคณะปฏิวัติ หรือเพื่อประชาชน

    อย่างครั้งหนึ่ง.....จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้เรียกตัวนายโชติ คุณะเกษม รมว.คลังเข้าพบ เพื่อปรึกษาหารือถึงเรื่องการเปลี่ยนบริษัทพิมพ์ธนบัตรใหม่ เนื่องจากธนบัตรเก่าที่จัดทำโดย บริษัท ธอมัสเดอราลู จากประเทศอังกฤษมาหลายสิบปี ถึงเวลาต้องเปลี่ยนที่พิมพ์ เพราะว่ามีที่ถูกกว่า เป็นของบริษัท ซิเคียวริตี้ โคลัมเบียแบงค์โน๊ต แห่งสหรัฐอเมริกา การพิจารณาของกระทรวงการคลังทำกันอย่างรอบคอบ และคณะกรรมการของกระทรวงการคลัง ก็เห็นดีด้วย เสนอเรื่องกลับไปยังนายกรัฐมนตรี ซึ่งจอมพลสฤษดิ์ได้อนุมัติให้รัฐมนตรีกระทรวงกาคลัง ไปทำสัญญา

    เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อนายโชติ คุณะเกษม ต้องจ่ายเงินล่วงหน้าให้บริษัทอเมริกาจำนวน ๑๔ ล้านบาทเศษก่อนบริษัทแห่งนี้จะลงมือพิมพ์ธนบัตรให้ เรื่องนี้รู้ถึงหูคณะนายทหารที่ร่วมปฏิวัติคือ พล.อ.อ.เฉลิมเกียรติ วัฒนางกูร ผู้บัญชาการทหารอากาศ ซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลรองลงมาจากจอมพลสฤษดิ์เท่านั้น เขาทำการ
    สืบสวนอย่างเงียบๆ พร้อมกับส่งหลักฐานให้กับตำรวจจัดการดำเนินคดี หนังสือพิมพ์รายวันแต่ละฉบับต่างพากันพาดหัวใหญ่

    "จับ รมต.คลัง คอรัปชั่นมโหฬาร"

    โดยเนื้อข่าวระบุว่า นายโชติ ทำให้รัฐบาลเสียผลประโยชน์ต้องเอาเงิน ๑๔ ล้านกว่าไปวาง และคิดว่าได้รับเงินใต้โต๊ะเป็น จำนวนมหาศาล จอมพลสฤษดิ์ถึงกับตกตะลึงในข่าวนี้ แถมไม่เชื่อว่าคนสนิททั้งสองฝ่ายที่ร่วมกันปฏิวัติ จะมีเรื่องบานปลายถึงขนาดเป็นข่าวโกงกินบ้านเมือง

    จอมพลสฤษดิ์ถึงกับมีสายด่วนไปยัง พล.อ.อ.เฉลิมเกียรติทันที

    "ลื้อทำอะไรของลื้อวะ" กระแทกเสียงใส่แม่ทัพอากาศ

    "ผมไม่รู้เรื่องครับ"

    "ก็ลื้อให้ข่าวไปยังงั้น พี่โชติก็ถูกสันติบาลจับไป ลื้อจะปฏิเสธอีกหรือ"

    "ผมทำทุกอย่างเพื่อชื้อเสียงของท่านและทำในนามคณะปฏิวัติ รักษาผลประโยชน์ของชาติครับ"

    พล.อ.อ.เฉลิมเกียรติกล่าวยอมรับ และมันเป็นเหตุผลที่จอมพลสฤษดิ์ถึงกับอึ้งพูดไม่ออก ทำให้ชวนคิดไปว่าระหว่างนายโชติและจอมพลสฤษดิ์ มีอะไรลึกซึ้งมากกว่านี้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ มันเป็นการขัดแย้งรุนแรง

    ระหว่างจอมพลผู้พลิกแผ่นดินกับ พล.อ.อ.เฉลิมเกียรติ แม่ทัพอากาศ
    แต่ข่าวกรองวงลึกของจอมพลสฤษดิ์สืบทราบมาว่า แม่ทัพอากาศคนนี้ทำการล้างแค้นนายโชติเป็นการส่วนตัวเพราะก่อนหน้านั้นไม่นาน เขาได้ส่งนายทหารคนสนิทไปหานายโชติที่กระทรวงการคลังพร้อมกับจดหมายในจดหมายฉบับนั้นเป็นการขอเงินในนามคณะปฏิวัติ เพื่อให้แก่คณะทหารเป็นเบี้ยเลี้ยงพิเศษเป็นการบำรุงขวัญนายโชติเองก็ตรวจสอบข้อกฎหมายราชการแผ่นดิน มองหาช่องทางเอาเงินช่วยไม่ให้เสียเลย และได้ตอบปฏิเสธไป สร้างความแค้นให้กับผู้บัญชาการทหารอากาศเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม...เมื่อคดีถึงศาลปรากฎว่า ศาลชั้นต้น อุธรณ์และศาลฎีกา ได้วินิจฉัยไปในทางเดียวกัน จำเลยทำไปตามหน้าที่โดยมิได้รับอามิสสินจ้างแต่อย่างใด จึงตัดสินยกฟ้อง
    ในช่วงหลังการปฏิวัติใหม่ๆ จอมพลสฤษดิ์ได้ให้หน่วยข่าวกรองทั้งของทหารและตำรวจออกควานหาผู้ที่เป็นปรปักษ์กับคณะปฏิวัติ เนื่องจากกลิ่นไอของรัฐประหารโชยเข้าจมูกเป็นระยะๆ

    รายงานข่าวกรองส่งตรงถึงมือท่านจอมพล ระบุชื่อผู้ต้องสงสัยระดับหัวหน้ากบฏ มี
    พล.อ.อ.ทวี จุลละทรัพย์ เสนาธิการทหารอากาศ
    พล.ร.ต.แชน ปัจจุสานนท์ อดีตเสนาธิการทหารเรือ
    พล.ร.ต.ชาลี สินธุโสภณ อดีตผู้บังคับการกองสัญญาณ
    พล.ร.ต.แชน และ พล.ร.ต.ชาลี บุคคลทั้งสองต่างได้รับการยกย่องจากกองทัพเรือ เป็นคนที่ตรงไปตรงมา มีระเบียบวินัย ไม่เกรงกลัวใคร ที่สำคัญรักพวกพ้องเป็นชีวิตจิตใจ แต่คนทั้งสองต้องออกจากราชการ เนื่องจากกบฏแมนฮัตตัน แม้จะออกจากราชการทหารเรือแล้ว แต่บารมีของคนทั้งสองยังท่วมท้นอยู่ในกลุ่มลุกประดู่ ครั้งมีข่าวคิดก่อการ ชื่อของบุคคลทั้งสอง ก็ปรากฎในรายงานของตำรวจสันติบาล


    ส่วน พล.อ.อ.ทวี จุลละทรัพย์ เสนาธิการทหารอากาศ มีชื่อเสียงในวงการฑูต เป็นเสรีไทยชั้นนำทั้งยังเป็นผู้ขับเครื่องบินนำฝูงบินสหรัฐมาทิ้งบอมบ์ที่ตั้งทหารญี่ปุ่นในประเทศไทยสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ทั้งยังเป็นเพื่อนซี้ของจอมพลสฤษดิ์ ร่วมกันปฏิว้ติในปี ๒๕๐๑ อีกด้วย

    การสอบสวน ๒ นายพลทหารเรือไปสอบที่สันติบาล ได้รับคำตอบจากเขาเพียงสั้นๆว่า มีคนบ้าๆบอๆสองสามคนมาขอให้ทหารเรือทำการปฏิวัติ แต่พวกเขาไม่สนใจ และไล่คนพวกนั้นอย่าได้กลับมาพูดเรื่องนี้อีก ถึงสองนายพลไม่ระบุว่าใครเป็นผู้มาชักชวน แต่ข่าวกรองของตำรวจระบุว่า นายชาญ ดิลก นายมนัส ขีตตะสังคะ ร.อ.อ.จินดา สุมนัฏ ได้ออกชักชวนนายทหารตามกรมกองต่างๆ คิดก่อการุรัฐประหาร ทั้งสามคนถูกควบคุมตัวไว้ที่สันติบาล แต่ไม่มีหลักฐานใดๆ แสดงว่า พล.ร.ต.แชน ปัจจุสานนท์ พล.ร.ต.ชาลี สินธุโสภณ มีส่วนรู้เห็นอะไรด้วย จอมพลสฤษดิ์ได้เดินทางมายังสันติบาล พร้อมรับฟังเรื่องราวจากผู้ใต้บังคับบัญชา มีคำสั่งให้ปล่อยตัวคนทั้งสองทันที พล.ร.ต.แชน เมื่อปะหน้าจอมพลสฤษดิ์ถึงกับพรั่งพรูความอัดอั้นออกมา

    "ท่านเอาผมไปยิงเป้าให้มันรู้แล้วรู้รอดเสียเลย เอะอะก็เข้าปิ้งทุกที อย่างนี้ผมก็แย่ซิครับ"

    "ไม่เอาน่าพี่ชาลี เป็นเรื่องเข้าใจผิดกัน" จอมพลสฤษดิ์แก้เกี้ยว

    "เอายังงี้แล้วกัน มาทำงานกับผมดีกว่าทั้งพี่แชนด้วย"

    พล.ร.ต.แชน กล่าวขอบคุณแต่ปฏิเสธที่จะรับตำแหน่งใดๆทางการเมือง อ้าวว่าตนแก่แล้ว ขอเอาใจช่วยอยู่oงๆก็แล้วกัน ส่วน พล.ร.ต.ชาลี นั่งเงียบไม่ได้ว่ากล่าวอะไรส่วนเสธ.ทวี จุลละทรัพย์ ถูกนายชาญ ดิลก ซัดทอดเป็นผู้วางแผนและหัวหน้าก่อการกบฏเป็นเหตุให้จอมพลสฤษดิ์ถึงกับเป็นเดือดเป็นแค้น ลั่นวาจาออกมา

    "oวีนะoวี oคนทรยศเพื่อน...oทำกูได้"

    แต่บังเอิญเสธ.ทวีดวงยังแข็ง ขณะที่จอมพลสฤษดิ์กำลังสอบถามผู้ต้องหา พล.ต.ท.หลวงแผ้ว พาลชน ผู้บัญชาการสอบสวนกลาง และยังเป็นเจ้าของคดีนี้ เห็นความไม่ชอบมาพากล อีกทั้งผู้ต้องหาพยายามซัดทอดคนอื่นเพื่อให้ตัวเองพ้นผิด จึงขอท่านจอมพลเป็นผู้สอบสวนเอง ก็ได้รับอนุญาต จากการสอบสวนตามหลักวิชาการของหลวงแผ้ว จึงได้ความกระจ่างว่า คนทั้งสามไปหาเสธ.ทวีที่บ้านพักเพื่อชักชวนทำรัฐประหาร แต่เสธ.ทวีปฏิเสธ ได้กล่าวสำทับ กับคนทั้งสามว่า

    "คุณเห็นรูปของท่านไหม ท่านจอมพลเซ็นชื่อข้างล่างกำกับไว้ด้วย ท่านกับผมเป็นเพื่อนกันมานานอย่าไปคิดอะไรที่มันไม่เข้าเรื่อง เลิกความคิดนี้เถอะไม่มีใครเอากับคุณหรอก แล้วอย่ามาหาผมอีกเพราะครั้งต่อไปผมจะเรียกตำรวจจับทันที"

    ขณะที่ความจริงปรากฎ ที่กองทัพอากาศดอนเมือง โดย พล.อ.อ.เฉลิมเกียรติ วัฒนางกูร สั่งตอก ในเตรียมประหารชีวิตเสธ.ทวีตรงหัวสนามบิน ในวงการทหารและการเมือง เป็นที่รู้กันอย่างแน่ชัดว่า แม่ทัพอากาศผู้นี้ไม่กินเส้นกับเสธ.ทวี เพราะในกองทัพอากาศ เสธ.ทวีก็ไม่เป็นสองรองใคร เลยเวลาประหารในตอนตี ๓ ครึ่ง ไม่มีวี่แววข่าวให้ไปรับตัวนักโทษมาประหาร ซึ่ง พล.อ.อ. เฉลิมเกียรติหารู้ไม่ว่าเรื่องมันลงเอยด้วยดีไปแล้ว เขาออกคำสั่งให้สารวัตรทหารอากาศหนึ่งหมวด พร้อมด้วยอาวุธหนักเบาขึ้น ยี.เอ็ม.ซี.ตามเขาไปที่กองพล ๑ รับตัวเสธ.ทวีกองกำลังทหารอากาศ ๑ หมวด ผ่านเข้ากองพล ๑ อย่างง่ายดาย ด้วยการอ้างคำสั่งจอมพลสฤษดิ์ ให้มารับตัวนักโทษ กองกำลังทั้งหมดกรูตามแม่ทัพของตนไม่เกรงกลัวว่าถิ่นนี้เป็นถิ่นใคร ทั้งหมดมุ่งตรงไปยังที่กักขังเสธ.ทวีอย่างรวดเร็ว เท้าของแม่ทัพฟ้าที่กำลังก้าวขึ้นตึกควบคุมต้องชะงัก เพราะมีนายทหารยศพลโทหนุ่มคนหนึ่ง ออกมาขวางทางขึ้น เขาคือ "กฤษณ์ สีวะรา" ผู้บัญชาการกองพลที่ ๑ รักษาพระองค์ เพื่อสอบถาม การมาเยือน เมื่อรับทราบจะมารับตัวเสธ.ทวี เขาก็ปฏิเสธที่จะให้ตัวไป เพราะคำสั่งจอมพลสฤษดิ์ สั่งไว้ว่า

    "นอกจากอั๊วแล้ว ห้ามใครเอาตัวoวีออกจากกองพล ๑ กฤษณ์ดูแลเรื่องนี้ด้วย"

    พล.อ.อ.เฉลิมเกียรติ จะอ้างอย่างไรพลโทหนุ่มก็ไม่ยอม ทั้งยังเอาทหารกองพล ๑ ล้อมไว้ พร้อมกับกำชับทุกคนเตรียมลั่นกระสุน เลือดเกือบนองกองพล ๑ เสียแล้ว ดีแต่ พล.อ.อ.เฉลิมเกียรติ ยอมถอนทหารกลับไปเสียก่อน ไม่เช่นนั้นอะไรจะเกิดขึ้นก็สุดที่จะคาดเดาได้ หากจะพูดไปแล้ว ขุมกำลังและใจถึงที่จะช่วยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ในการปฏิวัติคือ พล.อ.อ.เฉลิมเกียรติ วัฒนางกูร ส่วน พล.อ.ถนอม และ พล.อ.ประภาสนั้น บารมียังสู้แม่ทัพอากาศคนนี้ไม่ได้ แต่เป็นที่น่าเสียดาย พล.อ.อ.เฉลิมเกียรติ ประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตกที่ประเทศไต้หวันเสียก่อน ไม่เช่นนั้นเราคงจะได้เห็นเหตุการณ์อะไรที่แปลกๆ มากกว่านี้
     
  17. foleman

    foleman เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มีนาคม 2012
    โพสต์:
    571
    ค่าพลัง:
    +505
    ใบไม้ร่วง.....ปลิดปลง

    เป็นที่ทราบกันดี จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนักดื่มเหล้าที่เก่งกาจเขาดื่มมาตั้งแต่เป็นหนุ่ม นับตั้งแต่เข้ารับราฃการอยู่ในกองทัพบก ยิ่งตอนถูกย้ายไปประจำอยู่ต่างจังหวัด มักคลุกคลีอยู่กับเพื่อนทหารและชาวบ้าน ซึ่งต้องมีน้ำเมาเข้าไปเกี่ยวข้องทุกครั้งไป แม้ขึ้นดำรงตำแหน่งด้านบริหารสูงสุดของประเทศ
    ที่บ้านพักกองพล ๑ เป็นที่พักส่วนตัวและปรึกษาหารือข้อราชการนอกเวลา งานหลายอย่าง สำเร็จลง ณ สถานที่นี้มีอยู่จำนวนไม่น้อยเรื่อง และวงสนทนาก็ขาดเหล้าเสียมิได้ ประมาณกลางปี ๒๕๐๕ จอมพลผู้พลิกแผ่นดินเริ่มเจ็บป่วยมาเป็นระยะๆ หมอตรวจพบมีอาการไข้ โรคตับ โรคหัวใจ และเบาหวาน แพทย์ได้แนะนำให้พักผ่อนมากๆ แต่จอมพลคนดังมักปฏิบัติมิได้เนื่องจากมีข้อราชการมากมายที่ต้องแก้ไข

    แม้ตนเองจะต้องเดินทางไปพักผ่อนที่แหลมแท่น จังหวัดชลบุรี เขาก็มันจะเรียกเจ้าหน้าที่มาประชุมราชการอยู่ไม่เว้น อีกทั้งกลางคืนก็เซ็นงานที่คั่งค้างจนดึกดื่น เพื่อให้งานราชการต่างๆ หยุดชะงักเขาปฏิบัติตนเช่นนี้เกือบปี นับวันการงานมากขึ้น จนถึงเดือนพฤศจิกายน ๒๕๐๖ อาการป่วยของจอมพลสฤษดิ์เริ่มทรุดหนัก ขณะที่เข้าร่วมพิธีงานซ้อมใหญ่พิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณต่อธงชัยเฉลิมพล หลังจากนั้นก็พบปะกับผู้ใต้บังคับบัญชา ถัดมาอีกวัน เข้าร่วมรับเสด็จเจ้าสุวรรณภูมาและชายา เสด็จจากยุโรปมาแวะประเทศไทย พร้อมกันนี้ทางรัฐบาลได้จัดงานเลี้ยงรับรองให้อีกด้วย ตกดึกของคืนนั้น (๗ พฤศจิกายน ๒๕๐๖)


    จอมพลสฤษดิ์มีอาการท้องร่วงอย่างรุนแรงทั้งอาเจียรอีกด้วย แพทย์ต้องให้น้ำเกลือเป็นการด่วน ครั้นรุ่งขึ้นวั นที่ ๘ เขาสลัดความเจ็บป่วยเข้าร่วมพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณต่อธงชัยเฉลิมพล ท่ามกลางแดดเปรี้ยงถึง ๓ ชั่วโมง เสร็จงานเขารีบเดินทางไปแหลมแท่นเพื่อรักษาตัวทันที!

    เดือนพฤศจิกายนเป็นเดือนที่อาการของจอมพลสฤษดิ์ทรุดหนักลงเรื่อยๆ จนคณะแพทย์ ลงความเห็นสมควรให้จอมพลคนดังรักษาตัวที่โรงพยาบาลพระมงกุฏเป็นการด่วน เขานั่งรถเข็น ไปจนถึงเฮลิคอปเตอร์ แม้จะเจ็บป่วยมากเพียงใดและหมอสั่งห้ามเดิน แต่ความเป็นชายชาติทหาร สฤษดิไม่ยอมให้ใครอุ้ม เขาลุกเดินขึ้น ฮ.อย่างเด็ดเดี่ยว

    เขาเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลพระมงกุฏ อาการมีแต่ทรงกับทรุดหนักลง และแล้วเช้าของวันที่ ๘ มีอาการแทรกซ้อนทางสมองเข้ามาอย่างกระทันหัน คณะแพทย์จึงต้องเข้าช่วยเป็นการด่วน และสั่งห้ามเยี่ยมเพื่อตัดการรบกวน ตลอดช่วงเช้ามีคณะทหารเข้าออกเพื่อเยี่ยมอาการนายกรัฐมนตรี เช่น พล.อ.ถนอม กิตติขจร พล.อ.อ.ทวี จุลละทรัพย์ พล.ท.จิตต์ สุนทรานนท์ พล.ท.กฤษณ์ สีวะรา พ.อ.พิเศษ ถนัด คอมันต์ นายพจน์ สารสิน


    ตอนบ่ายของวันที่ ๘ ธันวาคม เวลา ๑๕.๐๐ น.ได้มีการประชุมนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของสามเหล่าทัพ ภายในตึกรังษี oงจากห้องจอมพลสฤษดิ์นอนป่วยไม่ถึง ๖๐ เมตร การประชุมเป็นเรื่องลับ จนถึงเวลา ๑๗.๕๕ น. พล.อ.ถนอม เดินลงจากตึกอำนายการของโรงพยาบาล ด้วยใบหน้า ที่แดงกล่ำ เพื่อก้าวขึ้นรถประจำตำแหน่ง ผู้สื่อข่าวหลายสิบคนที่รอทำข่าวรีบเข้าไปสัมภาษณ์
    "อาการของท่านจอมพลสฤษดิ์เป็นไงบ้างครับ ผู้สื่อข่าวถาม
    แต่ พล.อ.ถนอมไม่ตอบบอกคนขับรถสั้นๆ ว่า "ไปสวนจิต"

    นั่นแหละนักข่าวจึงได้ทราบว่า จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ถึงแก่อสัญกรรมแล้วก่อนหน้านี้ ไม่ถึงห้านาที หนึ่งชั่วโมงต่อมาคนทั้งประเทศก็ตกอยู่ในอาการวิปโยคไปทั่วหัวระแหง

    แค่คนที่โศกสลด เป็นที่สุดก็คือ คุณหญิงวิจิตรา ธนะรัชต์ ศรีภรรยาของท่านจอมพลนั่นเองมีบันทึกของคุณหญิงวิจิตราบันทึกเรื่องนี้เอาไว้ว่า...

    ดิฉันได้เฝ้าดูแลปรนนิบัติอย่างใกล้ชิด แม้เวลานอน คุณน้าก็มิให้ไปนอนห้องข้างเคียง ให้คนนำเตียงไปวางคู่กับคุณน้า ดิฉันไม่คิดว่าการปรนนิบัติครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย อาศัยที่เราคอยจับกิริยาที่คุณน้าพูดด้วยใบหน้าเศร้าๆ ซึ่งไม่เคยปรากฎมาก่อนว่า.....

    เล็กอย่าทิ้งน้านะ น้าเจ็บทุกครั้งที่เล็กต้องลำบาก หายดีแล้วน้าจะเชื่อฟังเล็กจะพักผ่อนให้มากๆ ไปพักต่างประเทศสัก ๒ เดือน กลับมาน้าจะบวช น้าเจ็บคราวนี้เพลียมากไม่เหมือนทุกครั้ง น้าไม่ขอตายในโรงพยาบาล ขอตายในสนามรบ

    บันทึกของคุณหญิงวิจิตรา ยังได้กล่าวอีกว่า
    คืนวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๐๖ คุณน้าได้พูดกับเหล่านายทหารคนสนิทว่า

    พวกคุณต้องตั้งใจทำงาน ให้รักประเทศชาติ ต้องมีความสามัคคีกัน

    บรรยากาศขณะนั้นเงียบเศร้าวังเวง ไม่มีใครนึกว่า การพูดของคุณน้าครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายยามเมื่อคุณน้ามีชีวิตอยู่ ได้ช่วยเหลือส่งเสริมผู้ใต้บังคับบัญชาให้มีเกียรติ มีตำแหน่งที่ดีในหน้าที่การงาน ทุกคนที่อยู่กับคุณน้าไม่มีใครตกต่ำ เป็นมิตรที่ดีกับทุกคน รักเพื่อนยิ่งกว่าลูกเมีย

    จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของเมืองไทยที่ถึงแก่อสัญกรรมในตำแหน่ง

    หลังการอสัญกรรมของจอมพลสฤษดิ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาท เสด็จพระราชดำเนินยังพระที่นั่งทรงธรรมวัดเบญจมบพิตร พระราชทานน้ำอาบศพ พระราชทานโกศกุดั่นน้อยเป็นเกียรติแก่จอมพลสฤษดิ์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีพิธีสวด พระอภิธรรมเป็นเวลา ๒๑ วัน และรับศพไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์โดยตลอด ทางราชการโดยสำนักนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งประกาศไปทั่วราชอาณาจักร ให้ชักธงครึ่งเสาเป็นเวลา ๑ เดือน เพื่อไว้อาลัยแก่จอมพลสฤษดิ์ ราชการหยุด ๓ วันติดต่อกัน โรงมหรสพทุกแห่งทั่วประเทศไทย พร้อมกันหยุดไว้อาลัย ๓ วัน ระงับงานรื่นเริงต่างๆทั่วประเทศเป็นเวลา ๑ เดือน ประชาชนทั่วทุกวงการอาชีพพร้อมใจกันแต่งชุดดำไว้อาลัยแกจอมพลผู้ยิ่งให้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ได้รับการพิจารณาและแต่งตั้ง คือ พล.อ.ถนอม กิตติขจร ซึ่งบรรดาขุนศึก จากคณะปฏิวัติมีความเห็นเป็นแนวทางเดียวกันว่า พล.อ.ถนอมผ่านการเป็นนายกฯ มาแล้ว คนในหลายวงการให้ความเคารพนับถือ เป็นผู้ที่ซื่อสัตย์และมีอาวุโสในกองทัพ


    การเสียชีวิตของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นับเป็นเรื่องเศร้า เป็นข่าวดังไปทั่วโลก ถัดมาอีกสองเดือน ก็มีข่าวปรากฎตามหน้าหนังสือพิมพ์มีการฟ้องร้องแย่งมรดก ๒ พันล้าน ระหว่าง พ.ต.เศรษฐา ธนะรัชต์
    บุตรชายจอมพลสฤษดิ์ซึ่งเกิดกับนางฉวีและภรรยาคนก่อยของจอมพล
    โดยฟ้องร้องสมบัคุณหญิงวิจิตราว่า ได้ไปขนเอกสารอันเป็นพินัยกรรมและสมบัติที่มีอยู่ในกองพล ๑ ออกไปโดยที่ตนไม่มีส่วนรับรู้ด้วย
    พ.ต.เศรษฐาได้กล่าวอ้างว่า ผู้เป็นพ่อได้เก็บพินัยกรรมในกระเป๋าสีเหลืองและสั่งตนให้ดูแล เพื่อเป็นกองทุน ไว้เลี้ยงดูน้องๆที่เกิดจากแม่คนอื่นๆ ให้ได้รับความสุขและรักใคร่กัน บุตรชายของท่านจอมพลได้มอบหมายให้ทนายยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง

    เมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๗ โดยร้องขอต่อศาลให้ตนและน้องชายเป็นผู้จัดการมรดก และในท้ายคำร้องได้แนบบัญชีเครือญาติของจอมพลสฤษดิ์ให้ศาลพิจารณาอีกด้วยคือ
    บุตรที่เกิดกับนางนวลจันทร์ ธนะรัชต์ จำนวน ๒ คน
    บุตรที่เกิดกับนางไปรมา ธนะรัชต์ จำนวน ๒ คน
    บุตรที่เกิดกับนางจิตรา ธนะรัชต์ จำนวน ๑ คน
    สำหรับคุณหญิงวิจิตรานั้น ซึ่งมีการจดทะเบียนสมรสเมือปี ๒๔๙๑ แต่ไม่มีบุตรด้วยกันคดีมรดกจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นคดีที่สับสนพอดู เพราะทุกคนกล่าวอ้างเป็นทายาทที่ชอบด้วยกฎหมาย
    ยิ่งนับวันการต่อสู้ของคนทั้งหมดก็ตกเป็นเหยื่อของหนังสือพิมพ์ที่ขุดคุ้ยเอามาตีแผ่ เช่น...

    สฤษดิ์มีรายได้วันละ ๓ ล้านบาทมีหุ้นส่วนอยู่กับบริษัทใหญ่ๆทั่วประเทศ และมีที่ดินนับหมื่นไร่

    นอกจากนี้ข่าวยังระบุอีกด้วยว่า จอมพลผู้โด่งดังคนนี้มีเงินฝากอยู่ในบัญชีธนาคารต่างๆ เช่น ธนาคารทหารไทย จำกัด ธนาคารแห่งเอเซีย จำกัด ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ จำกัด ธนาคารที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ในคดีฟ้องต่อศาลระบุว่า จอมพลสฤษดิ์มีทรัพย์สินเงินเป็นจำนวนถึง ๒,๘๗๔,๐๐๙,๘๙๔ บาท ปัญหาที่ตามมาก็คือคำถามว่า ก่อนหน้าที่จอมพลสฤษดิ์จะขึ้นบริหารประเทศนั้น มีเงินและทรัพย์สินรวมแล้ว ไม่ถึง ๑๐ ล้านบาท แล้วที่มีมากกว่านี้ มันมาจากไหน?

    ขณะที่การฟ้องร้องของกลุ่มทายาทจอมพลสฤษดิ์กับคุณหญิงวิจิตราเป็นไปอย่างดุเดือด แต่กับหมู่สังคมทั่วไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือพิมพ์พากันโหมข่าว ทรัพย์สินของชาติ นับพันล้านบาทจะถูกแบ่งปันจากเครือญาติธนะรัชต์ ทรัพย์สินเหล่านี้มาจากหยาดเหงื่อ ของชนในชาติ ไม่ใช่เป็นของผู้หนึ่งผู้ใด พร้อมกับเรียกร้องให้รัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจรในฐานะนายกรัฐมนตรีมีอำนาจตามกฎหมายธรรมนูญการปกครองประเทศ

    ใช้ ม.๑๗ ยึดมรดกจากจอมพลสฤษดิ์เป็นการด่วน

    อย่างไรก็ดี จอมพลถนอมเสนอเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีการวมทั้งคณะรัฐมนตรีเข้าประชุมทั้งหมด ๔๘ คน มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ในวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๐๗ ประชุมกันเป็นเวลาหลายชั่วโมง

    ในที่สุดมีมติ ๒๕ ต่อ ๒๒ เสียงว่า อำนาจมาตรา ๑๗ ให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งการหรือ กระทำการใดๆ ได้กับกองมรดกอดีตนายกรัฐมนตรีสฤษดิ์ เป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่กว่าที่มตินี้จะออกมาได้ กรรมการหลายท่านได้ท้วงติงค้านไม่ให้ใช้มาตรานี้กับกองมรดก จอมพลสฤษดิ์ เพื่อเห็นแก่ผู้ตายที่ทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติมานาน แม้จะมีเงินไปใช้ ในการส่วนตัวบ้าง ก็ไม่ควรรื้อฟื้นขึ้นมาให้เป็นที่เสียหายแก่จอมพลสฤษดิ์ ส่วนกรรมการอีกฝ่ายได้โต้กลับมาว่า ทรัพย์สินของแผ่นดินก็ต้องเป็นของแผ่นดิน อย่าว่าแต่ เงินมากมายขนาดนี้เลย แม้แต่บาทเดียวก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลต้องตามกลับคืนมา ไม่เช่นนั้นแล้ว รัฐบาลจะตอบกับประชาชนในเรื่องนี้อย่างไร และแล้วรัฐบาลก็มีคำสั่งออกมา...

    คำสั่ง เรื่องทรัพย์สินของรัฐในกองมรดกจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์
    อาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๗ แห่งรัฐธรรมนูญการปกกครองราชอาณาจักร
    นายกรัฐมนตรีโดยมติของคณะรัฐมนตรี ออกคำสั่งดังต่อไปนี้.-

    ๑.ให้บุคคลซึ่งได้รับการติดต่อจากคณะกรรมการสอบสวนทรัพย์สินของรัฐ
    ในกองมรดกของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มาให้ถ้อยคำหรือส่งบัญชีเอกสารหรือวัตถุใดๆ ต่อคณะกรรมการสอบสวนทรัพย์สินของรัฐในกองมรดก
    จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ณ สถานที่ที่คณะกรรมการฯกำหนด

    ๒.ให้กรรมการ พนักงาน หรือลูกจ้างของธนาคารพาณิชย์ตามที่คณะกรรมการสอบสวนทรัพย์สินของรัฐในกองมรดกของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ติดต่อมาให้สอปากคำหรือแสดงสมุดบัญชี เอกสาร และหลักฐานอื่นอันเกี่ยวกับกิจการ และทรัพย์สินของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ตามกำหนดวัน เวลา และสถานที่ที่คณะกรรมการฯกำหนด

    ๓.ให้คณะกรรมการสอบสวนทรัพย์สินของรัฐในกองมรดกของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์อายัดทรัพย์สินซึ่งได้สอบสวนได้ความว่าทรัพย์สินของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์หรือน่าเชื่อว่าจะเป็นทรัพย์สินของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ไว้จนกว่าจะได้ถอนการอายัด

    สั่ง ณ วันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๐๗

    จอมพล ถ.กิตติขจร
    นายกรัฐมนตรี​
     
  18. foleman

    foleman เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มีนาคม 2012
    โพสต์:
    571
    ค่าพลัง:
    +505
    จบแล้ว!ครับ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  19. ริมฝั่งของ

    ริมฝั่งของ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 พฤษภาคม 2013
    โพสต์:
    63
    ค่าพลัง:
    +310
    อ่านสนุกและได้สาระมาก ขอบคุณในข้อมูลครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...