เรื่องเด่น จะพิจารณาร่างกายอย่างไร เพื่อให้เห็นสภาพตามความเป็นจริง ?

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 3 มิถุนายน 2020.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    2,634
    กระทู้เรื่องเด่น:
    528
    ค่าพลัง:
    +6,604
    CA3A6244-ED9F-4436-9533-26ED40A13D00.jpeg

    ถาม : จะพิจารณาร่างกายอย่างไร เพื่อให้เห็นสภาพตามความเป็นจริง ?
    ตอบ : ต้องพิจารณาร่างกายให้เห็นสภาพตามความเป็นจริง ๔ อย่างคือ ประกอบด้วยดิน ด้วยน้ำ ด้วยลม ด้วยไฟ เป็นปกติอย่างนั้น

    ส่วนที่แข็ง เป็นแท่ง เป็นก้อน เป็นชิ้น เป็นอัน จับได้ ต้องได้ #คือธาตุดิน มี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ กระดูก เส้นเอ็น ตับ ไต ไส้ ปอด อวัยวะภายในภายนอกใหญ่น้อยทั้งหลายทั้งปวง

    ส่วนที่เหลวไปไหลมาได้ เรียกว่า #ธาตุน้ำ คือ เลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง น้ำตา น้ำลาย น้ำดี เหงื่อ ไขมันเหลว ปัสสาวะ เหล่านี้เป็นต้น

    ส่วนที่พัดเคลื่อนไปมาในร่างกาย เรียกว่า #ธาตุลม ก็คือ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ลมที่อยู่ในท้องในไส้ ที่เรียกว่าแก๊ส ลมที่พัดขึ้นเบื้องสูง พัดลงเบื้องต่ำ พัดไปทั่วร่างกาย ที่เรียกว่าความดันโลหิต

    ส่วนที่ให้ความอบอุ่นในร่างกาย เรียกว่า #ธาตุไฟ ได้แก่ ไฟธาตุที่ช่วยสันดาปย่อยอาหาร ไฟธาตุที่กระตุ้นร่างกายให้เจริญเติบโต ไฟธาตุที่เผาผลาญร่างกายของเราให้ทรุดโทรมลง เป็นต้น

    พอลักษณะ ๔ อย่างนี้ แยกออกมา ต่างคนต่างอยู่ กองนี้เป็นดิน กองนี้เป็นน้ำ กองนี้เป็นลม กองนี้เป็นไฟ เราจะเห็นชัดเลยว่าไม่มีส่วนไหนเป็นเรา เป็นของเราเลย

    แต่ถ้าเอา ๔ ส่วนนี้รวมกันเข้าไปใหม่ ขยำ ๆ ปั้นขึ้นมา ใส่หัว หู หน้าตาลงไป ทันทีที่จิตคือตัวเราเข้าไปจับ เราก็ไปยึดว่า ร่างกายนี้เป็นเรา เป็นของเรา เพราะฉะนั้น สภาพแท้จริง ๔ อย่างคือ ดิน น้ำ ไฟ ลม นี้ มีให้เราอาศัยอยู่ชั่วคราวเท่านั้น ถึงเวลาก็เสื่อมสลายตายพังไป วัตถุทั้งหลายเหล่านี้ เรายืมโลกมาใช้แค่ชั่วคราว

    #มารยาทของการยืม #ก็ต้องดูแลรักษาให้ดี เขาหิวก็หาให้กิน เขากระหายก็หาให้ดื่ม เขาร้อนก็หาเครื่องบรรเทาให้ เขาหนาวก็หาเสื้อผ้าให้นุ่งห่ม เขาเจ็บไข้ได้ป่วยก็รักษาพยาบาลไป เพื่อถึงเวลาจะได้คืนเขาไปในสภาพที่ดีที่สุดเท่าที่จะพึงมีพึงเป็น แต่ถ้าหากว่าเขาพังลงไปเมื่อใด เราก็พร้อมที่จะไปพระนิพพานของเรา อยู่กับเขาอย่างมีสติ รู้อยู่เสมอ ว่าร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา

    เขาเหมือนกับรถยนต์คันหนึ่ง ที่เราเป็นคนขับไปเรื่อย พอถึงเวลาเราก็ทิ้งรถคันนั้นไปเพื่อเปลี่ยนรถคันใหม่ ถ้าทำความดีไว้ ก็ได้รถยี่ห้อดี ๆ ใหม่ ๆ อย่างเช่นเทวดา เป็นพรหม หรือดีที่สุดก็เข้าพระนิพพานไปเลย ถ้าทำสิ่งที่ไม่ดีไว้มาก ก็ได้รถโปเก พัง ๆ ผุ ๆ ก็อย่างเช่น สัตว์นรก เปรต อสุรกาย หรือสัตว์เดรัจฉาน เป็นต้น

    #ต้องมีสติรู้อยู่ตลอดเวลาว่า #สภาพแท้จริงของร่างกายเป็นอย่างนี้ เสร็จแล้วก็ถามตัวเองว่า ร่างกายที่เต็มไปด้วยความทุกข์เช่นนี้ ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืนอย่างนี้ มีแต่สภาพเป็นแท่ง เป็นก้อน เป็นชิ้น เป็นอันอย่างนี้ เรายังอยากได้อีกไหม ? เรายังรัก ยังปรารถนาอีกไหม ?

    ถ้าตัวเรา เรายังไม่รัก ไม่ปรารถนาอีกแล้ว เราจะไปต้องการคนอื่นไว้ทำอะไร ในเมื่อต่างคนก็ต่างเกิด ต่างคนก็ต่างเจ็บ ต่างคนก็ต่างตาย ถึงเวลาก็ต่างคนต่างไป ดังนั้น..เราก็ควรที่จะยึดเกาะในสิ่งที่ดีที่สุด สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะพึงมีพึงได้ตามที่พระพุทธเจ้าสอน ก็คือพระนิพพานไว้แทน

    #ร่างกายนี้เราอาศัยอยู่เพื่อประกอบความดีเท่านั้น ถึงเวลาถ้าตายลงไป เราขอไปพระนิพพาน ให้ตั้งใจไว้อย่างนี้ แล้วพยายามพิจารณาดูบ่อย ๆ

    แรก ๆ เราบอกร่างกายนี้ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรานั้น จิตใจไม่ค่อยจะยอมรับ แต่ถ้าเราแยกออกเป็นส่วน ๆ อย่างนี้ แยกเข้า แยกออก แยกออก แยกเข้าอยู่บ่อย ๆ จนกระทั่งเห็นชัดเจน ก็จะยอมรับเองว่าร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไปทีละน้อย

    แรก ๆ เราต้องใส่รายละเอียดให้มากที่สุด ค่อย ๆ ดูไปทีละส่วน ๆ หลังจากที่ดูจนจิตเรายอมรับแล้ว เมื่อเราบอกว่า ร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา จิตยอมรับเลยโดยไม่เถียงอีก โดยไม่ดื้ออีก ก็เป็นอันว่าใช้ได้

    พยายามทบทวนรักษาอารมณ์นั้นไว้เรื่อย ๆ ยากไปไหม ? ไม่ยากนะ..กรรมฐาน ๔๐..แค่ปล้ำกันแทบตายเท่านั้น..!

    สมัยก่อนพออาตมาทำได้ครั้งหนึ่ง ก็วิ่งไปอวดหลวงพ่อวัดท่าซุงท่านครั้งหนึ่ง หลังจากที่ซ้อมอนุสติ ๑๐ จน คล่องแล้ว ไปถึงก็กราบเรียนท่านว่า "หลวงพ่อครับ ตอนนี้อนุสติ ๑๐ ของผมสามารถไล่อารมณ์เต็มได้ภายในครึ่งชั่วโมง" หลวงพ่อบอกว่า "ยังใช้ไม่ได้ลูก..สมัยที่พ่อทำอยู่ กรรมฐาน ๔๐ กอง ถ้าต้องใช้เวลาถึง ๒ นาทีนี่แย่มากแล้ว..!"

    โอ้โฮ...เรา ๑๐ กอง ใช้เวลา ๓๐ นาที ถ้า ๔๐ กอง ท่านบอก ๒ นาทีนี่แย่มากแล้ว มาตอนหลังพอไล่ไปไล่มา อ๋อ..จริงของท่าน ถ้าเราต้องการจะทำในลักษณะที่หลวงพ่อว่าจริง ๆ ก็ตั้งอารมณ์ขึ้นมาให้ทรงฌานสูงสุดเท่าที่เราทำได้ เสร็จแล้วก็แค่เปลี่ยนกอง เปลี่ยนวิธีคิดนิดเดียวเอง อารมณ์ใจนั้นเต็มอยู่แล้ว ฉะนั้น ๒ นาทีคิด ๔๐ อย่างนี่ จัดว่าช้ามากเลย

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๔
    ที่มา : www.watthakhanun.com

    #ชุมชนคุณธรรม #วัดท่าขนุน
    #ชุมชนคุณธรรมฯวัดท่าขนุน
    #ชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงขับเคลื่อนด้วยพลังบวร
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...