จะแก้ความตื่นเต้นได้อย่างไร?

ในห้อง 'กฎแห่งกรรม - ภพภูมิ' ตั้งกระทู้โดย rinnn, 27 พฤศจิกายน 2006.

  1. rinnn

    rinnn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 พฤศจิกายน 2005
    โพสต์:
    7,666
    ค่าพลัง:
    +24,008
    ถาม – ความตื่นเต้นจัดเป็น จิตประเภทไหน อย่างเช่นเวลารอจะเข้าประชุมกับหัวหน้า ใจจะเต้นเร็วๆ หายใจไม่ทั่วท้อง จะทำให้ไม่เกิดได้หรือไม่?

    ถ้าว่าตามประเภทของจิตก็คือจิตฟุ้งซ่าน แต่เป็นฟุ้งซ่านอย่างแรงน่ะครับ ฟุ้งซ่านจับไม่ติดกระทั่งกายตอบสนองเป็นอาการต่างๆ เช่นหัวใจเต้นเป็นรัวกลอง หน้ามืดมองอะไรข้างหน้าไม่ถนัด หายใจตื้นติดขัด เครียดเกร็งไปทั้งตัว ฯลฯ

    วิธีง่ายๆที่จะแก้ความฟุ้งซ่านจัดก็คือหาเครื่องกระทบง่ายๆให้กายเกิดความรู้สึกชัดๆถี่ๆ เพื่อเอาชนะความถี่ของคลื่นความฟุ้งจัด ลองอุบายนี้ดูก็แล้วกัน เอามือข้างที่ถนัดเกาะอกหลวมๆ ให้ปลายนิ้วกลางแตะตรงตำแหน่งกระดูกเหนือร่องอก แล้วกระดิกเคาะถี่ๆโดยแขนและมือไม่เกร็ง นับให้ได้ ๒๐ ครั้งแล้วหยุดเพื่อลากลมหายใจลึกๆสบายๆทีหนึ่ง จากนั้นเคาะอีก ๒๐ ครั้งแล้วลากลมหายใจสบายๆอีก ทำสักสองสามรอบน่าจะรู้สึกสงบลงเป็นปกติ เพราะจิตไม่หลงไปตามพายุความฟุ้ง แต่หันกลับมารู้อยู่กับผัสสะอันเป็นปัจจุบัน

    อย่างไรก็ตาม อุบายแก้ตรงนี้เป็นการแก้ที่ปลายเหตุ หากเป็นผู้อบรมสติให้อยู่กับลมหายใจเข้าออกเป็นปกติก็จะไม่เครียด ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ตื่นเต้นง่ายๆครับ ลมหายใจที่พวกเราปล่อยทิ้งปล่อยขว้างจนเป็นนิสัยนี่แหละ เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจให้เป็นปกติได้ดีที่สุด

    ถาม - สมมุติว่าเรานั่งว่างๆอยู่ แล้วมันรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเองเล็กน้อย แต่รู้สึกได้ ทั้งที่ใจก็ไม่ได้คิดอะไร มีเหตุปัจจัยอะไรได้บ้าง?

    มีปัจจัยได้ทั้งภายนอกและภายใน เอาเป็นว่าพูดเฉพาะปัจจัยภายในนะครับ จิตของคุณนับว่าอ่อนไหวง่าย แถมเข้าไปเหนี่ยวยึดอารมณ์กระทบอย่างเหนียวแน่น แม้ความคิดหรือความจำจางๆที่ผุดขึ้นชวนให้หวนประหวัดนึกถึงเหตุการณ์ระทึก จิตก็กระโจนเข้าไปจับไม่ปล่อยแล้ว

    เวลาเกิดความตื่นเต้นขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ก็ให้ทำตามอุบายข้างต้น แต่ขอย้ำว่านั่นเป็นเพียงการแก้ที่ปลายเหตุ ถ้าจะให้เลิกนิสัยทางจิตแบบเดิมๆได้ถาวร ก็ต้องอาศัยเครื่องอยู่ของสติดีๆ อย่างเช่นรู้ไปเรื่อยๆเล่นๆเท่าที่จะทำได้ ว่าคุณกำลังหายใจออกหรือหายใจเข้า ลมหายใจนั้นยาวหรือสั้น ไม่ถึงกับต้องรู้ให้ต่อเนื่องตลอด ๒๔ ชั่วโมง แต่ขอให้รู้จนเกิดความเคยชินขึ้นมาระดับหนึ่ง คือพอว่างปุ๊บสติไม่ล่องลอยไปไหน แต่วกกลับมารู้อยู่ว่าลักษณะลมเป็นอย่างไรเท่านั้น แรกๆอาจเหมือนฝืนและน่าเบื่อหน่าย แต่ทำๆไปจะรู้เองว่าของสนุกสุดเหวี่ยงมีอยู่กับตัวโดยไม่ต้องลงทุนไปซื้อหาจากไหนเลย

    ถาม – ผลของการอนุโมทนาบุญหรือการยินดีในบาปของผู้อื่นจะเป็นอย่างไร?

    เอาที่พระพุทธองค์ตรัสเล่าเองนะครับ ครั้งหนึ่งท่านเคยเป็นลูกชาวประมง เห็นคนทั้งหลายฆ่าปลาแล้วเกิดความโสมนัส คือชื่นชมยินดีในบาปของผู้อื่น (เกิดอกุศลจิตประกอบด้วยโสมนัส) ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้นทำให้ชาติสุดท้ายพระองค์ต้องปวดพระเศียรขณะที่เจ้าศากยะญาติพระองค์ถูกไล่ล่าฆ่าฟัน

    อีกเรื่องที่มีมาในพระไตรปิฎก พระอนุรุทธเถระได้ถามนางเทพธิดาตนหนึ่งซึ่งมีผิวพรรณงามยิ่ง รัศมีส่องสว่างไสวเรืองรองไปทั่วทุกทิศ ว่าเคยทำกรรมอันใดมา นางตอบว่าเมื่อครั้งเป็นมนุษย์นั้นได้เป็นสหายแห่งวิสาขามหาอุบาสิกาผู้สร้างมหาวิหารถวายสงฆ์ ซึ่งนางเพียงเห็นมหาวิหารแล้วก็มีจิตเลื่อใสอนุโมทนา และเพียงเพราะการอนุโมทนาด้วยจิตบริสุทธิ์แต่อย่างเดียวเท่านั้น ก็ได้ผลคือวิมานอัศจรรย์อันเป็นที่รักแล้ว (ขอให้ทราบด้วยว่าผลแห่งความดีที่ทำเป็นประจำนำนางมาเกิดในสวรรค์ แต่เฉพาะวิมานอันงามแปลกนั้นเป็นส่วนที่ได้จากการอนุโมทนาประการเดียว)

    สรุปแค่จากสองตัวอย่างข้างต้นนี้คือ การยินดีในบาปและการเลื่อมใสในบุญของผู้อื่นนั้น อาจให้ผลใหญ่หลวงอย่างคาดไม่ถึง สิ่งที่เราเห็นว่าเล็กน้อย นึกว่าเป็นเรื่องขี้ปะติ๋ว หรือทึกทักเอาเองว่าแค่คิดอยู่ในใจคงไม่เป็นไร แท้ที่จริงอาจเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย และคะเนยากว่าจะให้ผลเมื่อใด

    คราวนี้ขอยกตัวอย่างในสิ่งที่เป็นปัจจุบันเห็นได้ทันตา ในคอลัมน์เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัวซึ่งเพิ่งลงในบางกอกฉบับที่ ๒๔๑๘ นี้เอง คงจำได้ว่าผมขอให้ทุกคนทดลองตั้งใจรักษาศีลข้อแรก ไม่ประหัตประหารสิ่งมีชีวิตแม้ยุงสักตัวให้ได้หนึ่งวัน กับทั้งขอให้ทำจิตอนุโมทนา ปลาบปลื้มยินดีที่จะมีผู้อ่านได้ตั้งใจร่วมกันเป็นจำนวนมหาศาล

    เท่าที่ฟังเสียงเล่าจากหลายคนคือรู้สึกถึงพลังบางอย่างที่เกิดขึ้นจริงขณะมีจิตเลื่อมใสในการร่วมรักษาศีลข้อแรกนั้น บางคนเห็นผลทันที เช่นเป็นภูมิแพ้จมูกตันอยู่ก็กลับโปร่งโล่งเป็นที่น่าอัศจรรย์

    มาลองใหม่อีกทีก็ได้ หลายคนที่ฟังพุทธพจน์แล้วเริ่มเห็นคล้อยตามว่าท่าทางบุญกรรมจะมีจริง กรรมที่ให้วิบากเป็นสุข และกรรมที่ให้วิบากเป็นทุกข์ น่าจะไม่ใช่เรื่องหลอก ทำจิตเข้าไปในความจริงว่ามีคนจำนวนมากเริ่มซาบซึ้งและศรัทธาในพระพุทธเจ้า รู้ทางถูกทางตรง ละทางผิดทางพลาด หากเกิดความปลาบปลื้มยินดีในความจริงนั้น จะเหมือนตาสว่างขึ้นมาชั่วขณะหนึ่ง และหากจดจำความรู้สึกตาสว่างดังกล่าวไว้ ก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงในตนเองในระยะยาว คือจากที่เคยรู้ทั้งรู้ว่าเลือกอะไรด้วยความเขลา เหมือนมีฝ้าหมอกหนาทึบมาบดบังปัญญา ต่อไปก็จะเหมือนฝ้าหมอกนั้นเบาบางลง และพร้อมจะตัดสินใจเลือกสิ่งที่ถูกต้องได้มากขึ้น

    การอนุโมทนาบุญก็ดี การชื่นชมบาปก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นการเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความดีความเลวนั้นๆลงในจิตวิญญาณของเรา ฉะนั้นถึงแม้ไม่คำนึงถึงผลอันเป็นรางวัลหรือโทษทัณฑ์กระทบตัว ก็ขอให้คำนึงถึงแนวโน้มทางนิสัยว่าจะต้องเป็นไปในแบบนั้นๆด้วย

    พูดง่ายๆว่า ความยินดีในกรรมใดๆที่ผู้อื่นประกอบขึ้นนั้น ถ้ายกระดับขึ้นเป็นความติดใจแล้วล่ะก็ หวังได้เลยว่าไม่ช้าก็เร็วคุณจะต้องก่อกรรมประการนั้นๆด้วยตนเองอย่างแน่นอน

    Credit : dungtrin.com
     

แชร์หน้านี้

Loading...