จากปุถุชนไปเป็นพระอริยเจ้า

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย อุรุเวลา, 3 กันยายน 2013.

  1. อุรุเวลา

    อุรุเวลา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 ธันวาคม 2011
    โพสต์:
    3,464
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +8,002
    ถ้าเรามองเห็นความประเสริฐวิเศษแห่งอานิสงส์ของพระไตรลักษณ์แล้ว ก็จะเกิด ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ขึ้นมาในการปฏิบัติ จะมีการปฏิบัติที่ซ้อนการปฏิบัติขึ้นมา เราต้องมีอะไรมาช่วยให้เกิดความอยากปฏิบัติ แล้วจะมีกำลังใจในการที่จะปฏิบัติ มีเครื่องกระตุ้นอะไรๆ ที่จะปฏิบัติ แล้วก็ปฏิบัติได้ง่าย ฉะนั้นจึงต้องพิจารณาให้เห็นอานิสงส์ของไตรลักษณ์

    ข้อ ๑. จะต้องเห็นลู่ทางในการท่จะใช้พระไตรลักษณ์ เพื่อจะกำจัดเสียซึ่งความทุกข์โดยประการทั้งปวง อย่างรู้เอาไว้เพียงแต่สำหรับพลั้งเวลาหกล้ม มันไม่มีประโยชน์ เช่นเดียวกับเอาพระเครื่องแขวนคอจนชิน มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร ต้องใช้ให้เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาจริงๆ

    ข้อ ๒. พระไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตานี้ ขอให้ถือว่าเป็นอารมณ์ของสัมมาทิฏฐิ เรารอดตัวได้เพราะสัมมาทิฏฐิ “สมฺมทิฏิ สมาทานา สพฺพํ ทุกฺขํ อุปจจฺคํ” สัตว์ทั้งหลายล่วงพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้เพราะสมาทานสัมมาทิฏฐิ เพราะมีสัมมาทิฏฐิอยู่เป็นประจำก็ล่วงพ้นจากความทุกข์ได้ พูดไว้เป็นหลักอย่างนี้มันก็เป็นเรื่องเดียวกัน เพราะว่าสัมมาทิฏฐิ นั้นก็คือมีความรู้ถูกต้อง ความรู้ถูกต้องก็คือ ความรู้ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา รวมเป็นประโยคขึ้นมาว่า “สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย” ธรรมทั้งหลายทั้งปวงอันใครๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ทำไมจึงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น? ก็เพราะว่าเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เมื่อเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็เห็นว่าไม่ควรยึดมั่นถือมั่น นี้คือสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิก็ดับทุกข์ได้ ฉะนั้นเมื่อเราอยากจะมีสัมมาทิฏฐิเราต้องสนใจ ทำความสว่างไสวแจ่มแจ้งในเรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

    ข้อ ๓. ทีนี้จะพูดให้ละเอียดมากออกไปก็ได้ ยังมีมากเรื่องจนพูดไม่ไหว แต่อยากจะยกตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่งว่า พระไตรลักษณ์นี้เป็นอารมณ์ของวิปัสสนาฌาณ ทุกขั้น ทุกตอน ทุกลำดับเลย เมื่อปฏิบัติไปจนถึงขั้นที่เกิดวิปัสสนาเป็นญาณของวิปัสสนาแล้ว ต้องเป็นเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งนั้น ตัววิปัสสนาแบ่งออกเป็น ๙ ตอน ๙ ญาณ หรือว่าแถม ๑๐ ทั้งขั้นตระเตรียมเรียกว่าสัมมสนญาณ

    ญาณอันดับ ๑ ขั้นต้นต้องเริ่มเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เข้มข้นเข้าไปอีก เป็นอุทยัพยญาณ – เห็นความตั้งขึ้นและเปลี่ยนไป ญาณนี้ก็เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือความตั้งขึ้นและเปลี่ยนไปของสังขารทั้งปวง

    ญาณอันดับ ๒ ก็เห็นภังคญาณ – เห็นแต่ความดับๆ ๆ ๆ ก็คือเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันจึงเห็นความดับๆ ๆ ๆ แห่งสังขารอยู่ได้

    ญาณอันดับ ๓ จากภังคญาณนั้น ก็เห็น ภยตุปัฏฐานวิญญาณ – เป็นของน่ากลัว น่ากลัวเพราะว่าทุกสิ่งเต็มไปด้วยลักษณะของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

    ญาณอันดับ ๔ ถัดไปอีก ก็เป็น อาทีนวญาณ – เต็มไปด้วยโทษ สังขารทั้งหลายเต็มไปด้วยโทษ เพราะมันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันจึงเต็มไปด้วยโทษ

    ญาณอันดับที่ ๕ หลังจากนั้นก็เกิดนิพพิทาญาณ – น่าเบื่อเหลือประมาณ เพราะมันเต็มไปด้วยอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จึงน่าเบื่อเหลือประมาณ

    ญาณอันดับ ๖ หลังจากนั้นก็เกิดมุญจิตุกัมมยตาญาณ – อยากจะพ้นไป ก็อยากจะพ้นไปจากสิ่งที่เต็มไปด้วยอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งเป็นของร้ายกาจ

    ญาณอันดับ ๗ หลังจากนั้นก็มีปฏิสังขานุปัสสนาญาณ – พิจารณาหาทางที่จะออกไปเสีย จากอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็อาศัยแรงของการเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี้ ผลักดันให้ออกไปตามทาง

    ญาณอันดับ ๘ ทีนี้มาถึง สังขารุเปกขาญาณ – วางเฉยในสังขารทั้งหลายทั้งปวง เหมือนบุรุษวางเฉยในภรรยาที่หย่าขาดกันแล้ว เหมือนภาพที่เขียนไว้ที่ฝาผนังตรงนั้น ไปดูกันเสียบ้าง มันก็เพราะเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั่นแหละจึงเกิด สังขารุเปกขาญาณ

    ญาณอันดับ ๙ อันสุดท้าย ก็เป็น สัจจานุโลมิกญาณ – ได้ที่ และพร้อมเพรียงที่จะรู้อริยสัจจ์แล้ว ก็เพราะการเห็นอนัจจัง ทุกขัง อนัตตา ถึงที่สุด

    นี้ก็เป็นตัวอย่างที่ยกมาแสดงว่า การเห็นพระไตรลักษณ์แล้วย่อมเป็นอารมณ์ของวิปัสสนาญาณทั้ง ๙ เลย

    จะทำอย่างไรต่อไปที่จะเป็นพระสิทาคามี ขึ้นมาอีก? ก็ต้องเพิ่มแรงของการเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ขึ้นไปอีก จึงจะบรรลุ มรรค ผล ขั้นสกิทาคามี พิจารณาทำนองเดียวกันแต่ว่าเพิ่มแรงการเห็นอจิจจัง ทุกขัง อนัตตาขึ้นไปอีก ก็จะเป็นพระสกทาคามีขึ้นมา

    แล้วอย่างไรจึงจะ เป็นพระอนาคามี ต่อไปอีก? ก็เพิ่มแรงเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ต่อไปอีก

    ทีนี้เป็นพระอนาคามีแล้ว ก็ไม่มีทางไหนอีก นอกจากจะเพิ่มแรงของการเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ขึ้นไปอีก จึงจะ เป็นพระอรหันต์ หมายความว่าพระอนาคามีเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ถึงที่ ๑๐๐ เปอร์เซนต์ จึงต้องเพิ่มส่วนที่ยังขาดจึงจะเป็นพระอรหันต์

    จากปุถุชนไปเป็นพระอริยเจ้า ก็ด้วยแรงของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นพระอริยะเจ้าที่ ๑ จะเลื่อนไปเป็นพระอริยเจ้าที่ ๒ ก็ด้วยแรงของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, พระอริยเจ้าที่ ๒ หรือสมณะที่ ๒ จะเลื่อนขึ้นเป็นสมณะที่ ๓ ก็ต้องด้วยแรงอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, พระอริยเจ้าที่ ๓ จะเลื่อนขึ้นไปเป็น พระอริยเจ้าที่ ๔ คือพระอรหันต์ ก็ต้องด้วยแรงของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งมากขึ้นๆ ฉะนั้นไม่มีอื่นที่จะช่วยให้เลื่อนขึ้นไปตามลำดับๆ จนถือการบรรลุมรรค ผล ขั้นสุดท้าย นอกจากเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

    ทีนี้แม้ว่าเราจะอยู่เป็นปุถุชน ไม่อยากเป็นพระอริยเจ้า อยากจะเป็นปุถุชนที่พอทนอยู่ได้ ก็ต้องอาศัยความรู้เรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี้เหมือนกัน เห็นไหมว่ามันไม่มีทางหลีก ไม่มีที่ไหนที่ไม่ต้องการ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เราจะมีความรู้สึกเป็นสุข หายใจสะดวก หายใจมีความสุขอยู่บ้าง ก็ต้องอาศัยความรู้เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ดังนั้นเราจึงต้องปฏิบัติกันในลักษณะอย่างนี้ รู้ชัดอย่างนี้ มุ่งหมายมั่นในการปฏิบัติอย่างนี้ แล้วก็ปฏิบัติอยู่ทั้งต่อหน้าและลับหลังอารมณ์

    ขอให้ศึกษาวิชาความรู้เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่เป็นประจำ ทำให้กิเลสมันอดอาหาร มันร่อยหรอเบาบางไป พอถึงคราวเผชิญหน้ากันกับอารมณ์จริงๆ ก็ใช้อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเต็มที่ ก็จะสกัดกั้นการปรุงแต่งที่จะเป็นทุกข์ ที่จะเป็นความโลภ ความโกรธ ความหลง นั้นเสียได้ เหมือนกับที่ได้อธิบายมาแล้วข้างต้นว่า ยาฉีดที่คุ้มกันก็ชื่ออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ยาฉีดที่จะแก้ให้หายไปเลยก็เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

    หวังว่าทุกคนจะได้สนใจ ให้สมกับที่ว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ว่า: “เมื่อใดเห็นตามเป็นจริงว่าสังขารทั้งปวง เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา เมื่อนั้นจะเบื่อหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์นั้นเป็นหนทางแห่งความหมดจด” เมื่อเดินไปตามทางแห่งความหมดจดแล้ว มันก็เป็นไปตามลำดับญาณทั้งหลาย แล้วก็ไปตามลำดับขั้นของมรรค ผล ความเป็นพระอริยเจ้าทั้งหลาย แล้วก็ไปจบลงที่นิพพาน อันสมบูรณ์ อันสูงสุด อันเด็ดขาด อันไม่กลับหลังอีก

    ถ้ายังไม่ถึงนั่น ยังจะอยู่ไปในชีวิตประจำวันเวลานี้ ก็ต้อง อาศัยอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ช่วยให้เกิดนิพพานชั่วคราวๆ อยู่เรื่อยไป เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาทีไร ก็เย็นลงไปที่นั้น พอลืมไปมันก็ร้อน พอเห็นอีกก็เย็นอีก ฉะนั้นจงมีชีวิตอยู่ด้วยพระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในลักษณะอย่างนี้เถิด อย่าเอาไว้เพียงเผลอหกล้มแล้วก็พลั้ง อย่างนั้นไม่มีประโยชน์อะไร แล้วบางคนยังพลั้งมากไปกว่านั้นจนน่าเกลียดเสียอีก ก็ยิ่งไม่มีประโยชน์ มันเป็นธรรมเนียมประเพณีของคนโง่ ได้เพชรได้พลอยแล้วก็ไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร แล้วก็หาไม่พบว่าอยู่ที่ไหน อยู่ที่หน้าผากก็หาไม่พบ มีอยุ่ที่เนื้อที่ตัวก็หาไม่พบ เป็นเส้นผมบังภูเขาอยู่เรื่อย อย่างนี้จะไม่ให้เรียกว่าคนโง่แล้วก็ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอย่างไร

    ขอให้ระวังความเป็นอันธพาล มีได้แม้แก่ภิกษุ สามเณร อุบาสถ อุบาสิกา จะเป็นอันธพาล เพราะไม่เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ขอพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่ออย่าได้ลืม หรือ อย่าได้ประมาทในเรื่องที่สำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา คือ เรื่องพระไตรลักษณ์ หรือเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

    คำบรรยายประจำวันเสาร์ในสวนโมกขพลาราม ของ พุทธทาสภิกขุ
     

แชร์หน้านี้

Loading...