จาคานุสติ อริยะชนเท่านั้นที่จะระลึกได้

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย newamazing, 28 สิงหาคม 2013.

  1. newamazing

    newamazing เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ธันวาคม 2012
    โพสต์:
    1,704
    ค่าพลัง:
    +1,381
    จาคานุสตินั้นอริยบุคคลเท่านั้นที่จะระลึกได้ เพราะปุถชนที่มีความตระหนี่ จะไม่มีทางเห็นคุณในการบริจาค ในเมื่อสัตว์โลกทั้งหลายยากที่จะบริจาค เพราะไม่เห็นประโยชน์ ส่วนใหญ่ผู้ที่ไม่บริจาคเพราะยังยึดติดในรูป รส กลิ่น เสียง แต่การที่สามารถบริจาคได้บ่อยๆ เมื่อระลึกถึงการบริจาคของตนเองก็ทำให้จิตผ่องใส่ได้และสามารถจะปลดเปลื่องตนเองจากการที่ละได้ยาก และสามารถเข้าถึงสมาธิได้เพียงนึกถึงคุณของการสละ
     
  2. ฉลาดน้อย

    ฉลาดน้อย เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    168
    ค่าพลัง:
    +1,721
    จาคานุสติ

    โดย หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี

    วัดหินหมากเป้ง จ.หนองคาย

    จาคานุสติ ในที่นี้ท่านให้ระลึกถึง “ จาคะ ” การสละของของตนเป็นอารมณ์ เพื่อให้จิตสงบนั่นเอง หากไม่มีสติมันก็ไม่เป็นภาวนา ต้องมีสติจึงจะเป็นภาวนาคือระลึกได้ในทานที่เราสละไปตั้งนานแล้ว เมื่อระลึกถึงก็เกิดความปลื้มปีติขึ้นมา ทำให้จิตสงบได้อันนั้นแหละเป็นจาคานุสติ

    เราทำบุญทำทานการกุศลสิ่งใด มากหรือน้อย ไม่เป็นปัญหา มันอยู่ที่อนุสติ อนุสติมีมากมันก็สงบมาก อนุสติไม่มีหรือมีน้อย ก็สงบน้อยหรือไม่สงบเลย การที่จะให้มีสติระลึกได้นั้น มันยากอยู่เหมือนกัน ต้องอาศัยปัญญาอีกด้วย ถ้าไม่เกิดปัญญา มันก็ไม่มีอนุสติและก็ไม่ระลึกถึงด้วย มันต้องเสาะแสวงหาถึงเรื่อง จาคะ การบริจาคของเรา เช่น วัตถุทานสิ่งใดที่เราให้ท่านไปแล้วนั้น อย่าเป็นเพียงแต่ว่าให้เฉย ๆ ต้องคิดถึงคุณค่าประโยชน์ในวัตถุทานด้วยว่าวัตถุทานเราได้มาโดยชอบหรือไม่ เราหามาได้โดยง่ายหรือยาก

    โดยทั่วไปแล้ว การทำทานที่จะให้ได้รับผลโดยสมบูรณ์นั้นต้องครบอาการ 3 คือ ประกอบด้วย การมีศรัทธา มีวัตถุทาน และมีผู้รับทาน

    บางทีการที่เราจะทำทานมันก็ยากอยู่มีศรัทธามีวัตถุทานแต่ปฏิคาหก ผู้รับทานนั้นขาดไป บาที่มีวัตถุทาน แต่ไม่มีเจตนาที่จะทำทาน มันก็ขาดไปเหมือนกัน ต้องมีวัตถุด้วยมีเจตนาด้วย แล้วก็มีผู้รับทานด้วย ถึงจะถึงพร้อมอาการ 3 แต่ว่าการที่จะมีผู้รับทานนั้น คนที่รับทานนั้นสมควรแก่ท่านของเราหรือไม่ นั่นเป็นข้อสำคัญอีกเหมือนกัน

    อนึ่งท่านให้คิดถึงประโยชน์ของทานวัตถุที่เราสละไป เช่น สร้างกุฏิ วิหาร หรือศาลา ตัวอย่างเช่น ศาลาหลังนี้เราสร้างขึ้นไว้เพียง 100 บาท 1,000 บาท เท่านั้นเอง แต่ได้ใช้ประโยชน์นานมากมายตั้งหลายสิบปี ดังนั้น วัตถุที่เราทานไปจึงเป็นของมีค่ามาก หากเราจะไปซื้อวัตถุสิ่งใด เป็นอาหารการกินด้วยเงินร้อยบาท ไม่กี่วันก็หมดไป แต่เรามาจาคะให้เป็นวัตถุถาวร บุคคลอื่น ๆ อีกหลาย ๆ คนก็ได้มาพึ่งพาอาศัย ได้มาอยู่เย็นเป็นสุข นอกจากพระเจ้าพระสงฆ์แล้วยังมีผู้ที่ทำความเพียรภาวนาฝึกฝนอบรมจิตใจจนได้ผลจิตสงบเยือกเย็น อันนี้อานิสงส์มากที่สุด หากคิดอย่างนี้ พิจารณาอย่างนี้ จึงค่อยเกิดปีติเรียกว่า อนุสติ คือ มีสติระลึกได้นั่นเอง

    คราวนี้มาพูดถึงเรื่อง จาคะ ด้านภาวนาดูบ้าง เมื่อพูดถึงด้านภาวนา จะเห็นว่า จาคะเป็นเรื่องของภาวนาโดยแท้ เรียกว่าเป็น อนุสติภาวนา อย่างหนึ่ง

    ในขณะที่นั่งภาวนา เราจะเอาอะไรมาเป็นทานวัตถุนอกจากอารมณ์ที่เกิดจากใจเท่านั้น และการภาวนาก็ไม่ให้ส่งจิตออกไปภายนอกให้กำหนดจิตนิ่งแน่วอยู่ในที่เดียว เมื่ออารมณ์อันใดเกิดขึ้นมาที่ใจ ก็ให้สละจาคะออกไปเสีย นี่แหละจึงจะเป็นจาคะอันแท้จริง


    ของที่เราจะจาคะมีมากมายเหลือเกิน เช่น โลภ โกรธ หลง ล้วนแต่เป็นสิ่งที่น่าจาคะทั้งนั้น จาคะ หมายความว่า “ สละ ” เข้ากับศัพท์บาลีที่ท่านว่า “ จาโค ปฏินิสุสฺคฺโค มุตฺติ อนาลธย ”

    จาโค ปฏินิสุสฺค สละคืนของเดิมไป

    มุตฺติ อนาลโย ไม่มีอาลัยในสิ่งที่เราจาคะแล้ว


    ลองพิจารณาดูว่า จาคะตรงนั้นจะจาคะอะไร ก็จาคะสิ่งที่มีอยู่ที่ใจของเรานั่นเอง ใจมันผูกพันในสิ่งใด สละให้ไปจะเป็นวัตถุสิ่งของก็ได้ จะเป็นอารมณ์ต่าง ๆ ก็ได้ เช่นเรามาอยู่วัด คิดถึงบ้านมีความกังวลต่าง ๆ ก็ค่อย ๆ จาคะไปคิดถึงลูกหลายก็ค่อยจาคะไป ความรัก ความชั่ง ความเกลียด ความโกรธก็ค่อยจาคะไป จาคะไปทีละเล็กทีละน้อยมันก็ค่อยหมดไป

    บางคนอาจสงสัยว่าจาคะให้ใคร พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “ ปฏินิสฺสคฺโค มุตฺติ อนาลโย ” คืนของเก่าไปแล้ว ก็ไม่มีอาลัยอีก ทุกสิ่งเป็นของเก่าทั้งหมด ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความรัก ความชั่ง เป็นของเก่าทั้งนั้น สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่วัตถุ มันเป็นนามธรรม คราวนี้ใครเล่าจะเป็นผู้รับเอาก็นามธรรมนั่นแหละรับเอาไปบุคคลใดยังถือว่าเราว่าเขาอยู่บุคคลนั้นก็รับเอาไปครองไว้ในจิตของตน พระพุทธเจ้าและพระอริยสงฆ์สาวกของพระองค์ ท่านสละทิ้งไว้ในโลกนี้แล้วเข้าสู่พระนิพพาน

    ...แท้ที่จริงจิตใจของเราเป็นของใสสะอาดบริสุทธิ์ แต่เราไปยึดเอาความโกรธ ความโลภ ความหลงมาใส่ มันก็เลยขุ่นมัวไปหมดถ้าหากใจเป้นของไม่ใสสะอาดแต่เดิมแล้วพระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลายจะทำให้บริสุทธิ์ได้อย่างไร ใจต้องเป็นของใสสะอาดอยู่แต่เดิม ท่านจึงสามารถทำความบริสุทธิ์ให้กับใจได้ โดยที่ท่านขำระส่วนเปลือกย่อยที่มันลอยขึ้นมาติดอยู่ที่เปลือก เปลือกคืออายตนะทั้งหกของท่านซึ่งเป็นของบริสุทธิ์แต่เดิม

    พิจารณาดูเถิด ที่เราต้องชำระอยู่นี้ ล้วนแล้วแต่เป็นของเก่าทั้งนั้น

    ความโลภ ที่เราอยากได้นั่นอยากได้นี่ไม่มีที่สิ้นสุดก็เป็นของเก่า มันใช้ให้เราและคนอื่น ๆ ทะเยอทะยาน ดิ้นรนกระเสือกกระสน อยากได้ไม่พอสักที

    ความโกรธ ก็เป็นของเก่า มันทำให้เราและคนอื่นๆ ตกนรกทั้งเป็น หัวโขนหัวนี้ใครสวมเข้าแล้วทำหน้าตาให้เป็นยักษ์เป็นมารเหมือนกันหมด

    ความหลง ก็เช่นเดียวกัน เป็นของเก่า เมื่อความหลงเกิดในบุคคลใดแล้วจะทำให้บุคคลนั้นไม่รู้จักผิดจักถูกเห็นผิดเป็นถูก เห็นถูกเป็นผิดไปหมด

    เมื่อเราไม่โลภมันก็เฉย ๆ เมื่อเราไม่โกรธมันก็เฉย ๆ เมื่อเราไม่หลงมันก็เฉย ๆ คราวนี้เมื่อไปโลภ ไปโกรธ ไปหลงขึ้นมา มันก็มีในตัวเรานั่นเอง มันไม่หมดไม่สิ้นกันสักที กิเลสเหล่านี้ไม่ตายไปจากโลกสักที

    ...ถ้าเราพิจารณาดู รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะว่าเป็นของเก่า ความโลภ ความโกรธ ความหลง ทิฐิมานะว่าเป็นของเก่า เป็นของมีมาแต่ไหนแต่ไรอยู่ในโลกนี้แล้ว มิใช่ของเพิ่งเกิดในตัวของเรา เพราะฉะนั้น ขอทุกคนจงภาวนากำหนดพิจารณาจาคานุสติ โดยนัยที่อธิบายมานี้

    ที่มา http://www.kanlayanatam.com/sara/sara25.htm
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 28 สิงหาคม 2013
  3. นิวรณ์

    นิวรณ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2008
    โพสต์:
    9,051
    ค่าพลัง:
    +3,457
    ไอ้สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง มันเคย จริง ได้ตลอดสักครั้งไหม

    ทำไมจะต้องให้ คน อื่นเขามาช่วย ปะผุ ในสิ่งที่ ผิดพลาด

    ธรรมะ ปะผุ กล่าวผิดๆ ถูกๆ ด้วยความ มารยา สาไถย เที่ยวริดรอน
    แม้กระทั่ง ทรัพย์ สมบัติ ของ ปุถุชน

    เที่ยวพูด ห้าม หาว่า ปุถุชน ทำไม่ได้

    จาคะ ที่คุณทำบ้านโคพ่อโคแม่คุณ มันไม่ได้ ทำให้มีปัญญาเท่า
    หางอึ่งขึ้นมาเลย

    ความสุขจาก จาคะ บ้านโคพ่อโคแม่คุณ ต้องไป งัดของเก่า ออกมาจุ๊กกรู้ !!

    เขามีแต่ เห็นการสลัดออก ณ ปัจจุบันธรรม ต่างหาก ที่ทำให้ จิตถึงฐาน มีสมาธิ
    มีสติ และ สัมปชัญญะ ถูกต้องตามธรรม
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 28 สิงหาคม 2013
  4. newamazing

    newamazing เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ธันวาคม 2012
    โพสต์:
    1,704
    ค่าพลัง:
    +1,381
    อุ้ยตายขอโทษด้วยลืมเอาที่มาที่ไปมาลงที่จริงเป็นความเห็นของอาจารย์ชื่อดังระดับประเทศเลยนะนี่ ขอโทษๆที่มีคนดูถูก
     
  5. นิวรณ์

    นิวรณ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2008
    โพสต์:
    9,051
    ค่าพลัง:
    +3,457
    ฮึย ไม่ต้อง ขอโทษหรอก

    ดูเอาก็รู้ว่า ก๊อปปี้มา

    แล้วก็ แต่งเติมเอาบางส่วน

    เช่น

    " เมื่อระลึกถึงการบริจาคของตนเองก็ทำให้จิตผ่องใส่ "

    เขียนผิด เข้ามา ตรงนี้ชัดว่า ไม่ได้ ก๊อปปี้

    และที่แทรกเข้าไป เพื่อให้ จุ๊กกรู้ของตน มันได้ โผล่ออกมา ขัน
     
  6. newamazing

    newamazing เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ธันวาคม 2012
    โพสต์:
    1,704
    ค่าพลัง:
    +1,381
    เต็มๆเลยขอโทษจริงๆที่ไม่ได้บอกที่มา ดีนะไม่ได้ลงชื่อ มั้ยงั้นเสียหาย rabbit_run_awayrabbit_run_away
     
  7. นิวรณ์

    นิวรณ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2008
    โพสต์:
    9,051
    ค่าพลัง:
    +3,457
    " เข้าถึงสมาธิได้เพียงนึกถึงคุณของการสละ "

    ประโยตนี้ ลองตรงดูนะว่า ทีหลังอย่าเอาไปใช้

    จาคะ สละ สลัดคืน บ้านใครมันยังเห็นคุณ เห็นโทษ อีก

    ถ้ายังเห็นคุณ เห็นโทษ เขาเรียกว่า มันกำเริบกลับไป
    เพลินในธรรมารมณ์

    เพลินในธรรมารมณ์ ตัณหาย่อมเกิด อุปทานย่อมเกิด
     
  8. ปุณฑ์

    ปุณฑ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กันยายน 2008
    โพสต์:
    2,760
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +4,693
    ลองช่วยนำมาลง หน่อยจ๊ะ เอาเต็มๆเลย
    จะได้ดูบริบทโดยรอบ
     
  9. newamazing

    newamazing เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ธันวาคม 2012
    โพสต์:
    1,704
    ค่าพลัง:
    +1,381
    มีเท่านี้แหล่ะครับ ท่านกล่าวถึงอนุสติ10ทั้งหมด พอมาถึงตรงจาคานุสติผมก็เอาใจความทั้งหมดมาลงให้อ่านกัน ก็เท่านั้นเอง
     
  10. hastin

    hastin เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มีนาคม 2009
    โพสต์:
    1,117
    ค่าพลัง:
    +3,088
    ขอเต็มๆเลยครับ ยังไม่เข้าใจเหมือนกัน ขอบคุณครับ
     
  11. paetrix

    paetrix เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 เมษายน 2011
    โพสต์:
    2,478
    ค่าพลัง:
    +1,879
    ..........ก็ ชัดแล้ว ..........เวลานี้ เวลาพูดถึง จาคะ มักจะนึกถึง"เงิน"........แต่อันที่จริง มัน ก็ ไม่ใช่ เงินอย่างเดียว....อย่างที่"ฉลาดน้อย" ยกของ หลวงปู่เทศน์มาแสดง..
     
  12. ธรรมแท้ว่าง

    ธรรมแท้ว่าง กายเบาใจเบา

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    12,288
    ค่าพลัง:
    +12,620
    อนุสสติ ๑๐ มีทั้งหมด ๑๐ ประการ
    ที่เป็นข้อควรระลึก
    สำหรับสาธุชนผู้ที่ต้องการ
    ให้จิต มีสติ(ความระลึกรู้)ในสิ่งที่เป็นกุศล
    ที่อยู่ในขอบข่าย
    ของ อริยมรรคมีองค์๘ เพื่อไต่ไปสู่ความเป็นอริยะชน

    เช่น ต้องการให้จิตเป็นกุศล ด้วยการระลึกถึง
    พระกรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้า
    ก็ภาวนาพุทโธ พุทโธ อยู่เนืองๆ เป็นต้น
     
  13. ปุณฑ์

    ปุณฑ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กันยายน 2008
    โพสต์:
    2,760
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +4,693
    อุตส่าห์ไปหามา..ไว้พิจารณา

    ..

    อารมณ์ของสมถภาวนา 40 อารมณ์นั้น บางอารมณ์จิตก็สงบได้ไม่ถึงอุปจารสมาธิ บางอารมณ์จิตก็สงบได้ถึงอุปจารสมาธิ บางอารมณ์จิตก็สงบได้ถึงปฐมฌานเท่านั้น บางอารมณ์ก็สงบได้ถึงจตุตถฌานโดยปัญจกนัย บางอารมณ์ก็สงบได้ถึงปัญจมฌาน และบางอารมณ์ก็เป็นอารมณ์เฉพาะปัญจมฌานเท่านั้น ดังนี้คือ

    อนุสสติ 6 ได้แก่ พุทธานุสสติ 1 ธัมมานุสสติ 1 สังฆานุสสติ 1 จาคานุสสติ 1 สีลานุสสติ 1 เทวตานุสสติ 1 ผู้ที่ไม่ใช่พระอริยบุคคลระลึกถึงอนุสสติ 6 นี้ จิตสงบได้ไม่ถึงอุปจารสมาธิ สำหรับพระอริยบุคคลนั้น อาจสงบได้ถึงอุปจารสมาธิเท่านั้น ไม่ถึงอัปปนาสมาธิ

    อนุสสติ 2 คือ อุปสมานุสสติ การระลึกถึงพระนิพพาน และมรณานุสสติ การระลึกถึงความตายนั้น มรณานุสสติสงบได้ถึงอุปจารสมาธิเท่านั้น แต่อุปสมานุสสติสงบได้ถึงอุปจารสมาธิเฉพาะผู้ที่เป็นพระอริยบุคคลเท่านั้น

    อาหาเรปฏิกูลสัญญา 1 คือ การระลึกถึงความปฏิกูลของอาหาร จิตสงบได้ถึงอุปจารสมาธิ

    จตุธาตุววัฏฐาน 1 คือ การระลึกถึง ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ที่กาย จิตสงบได้ถึงอุปจารสมาธิ

    อสุภ 10 คือ การระลึกถึงสภาพของซากศพ 10 อย่าง จิตสงบได้ถึงปฐมฌาน

    กายคตาสติ (อนุสสติ) 1 คือ การระลึกถึงความไม่น่าใคร่ของส่วนต่างๆ คือ อาการ 32 ของกายแต่ละส่วน เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นต้น จิตสามารถสงบได้ถึงปฐมฌาน

    อานาปานสติ (อนุสสติ) 1 การระลึกถึงลมหายใจ จิตสงบได้ถึงปัญจมฌาน

    กสิณ 10 จิตสงบได้ถึงปัญจมฌาน

    พรหมวิหาร 3 คือ เมตตา 1 กรุณา 1 มุทิตา 1 จิตสงบได้ถึงจตุตถฌานโดยปัญจกนัย (ตติยฌานโดยจตุตถนัย)

    พรหมวิหาร 1 คือ อุเบกขาพรหมวิหาร เมื่อจิตสงบจากพรหมวิหาร 3 ถึงจตุตถฌานแล้วจึงเจริญอุเบกขาพรหมวิหารต่อไปได้ ในบรรดาพรหมวิหาร 4 อุเบกขาพรหมวิหารจึงเป็นอารมณ์ของเฉพาะปัญจมฌาน ฌานเดียวเท่านั้น

    �����ǹ�
    หมายเหตุ: คัดลอกจากหนังสือ "ปรมัตถธรรมสังเขป จิตสังเขป และภาคผนวก"
    โดย อ. สุจินต์ บริหารวนเขตต์
     
  14. อินทรบุตร

    อินทรบุตร เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มิถุนายน 2012
    โพสต์:
    2,511
    ค่าพลัง:
    +7,320
    http://palungjit.org/8262288-post6055.html

    รายนี้ไม่เห็นเขาจะป่าวประกาศโฆษณาอะไรเลย ว่าตนเองชอบทำทาน...
     
  15. ธรรมแท้ว่าง

    ธรรมแท้ว่าง กายเบาใจเบา

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2011
    โพสต์:
    12,288
    ค่าพลัง:
    +12,620
    ท่านศรี5 ปฏิบัติจนเลยขั้นทาน ขั้นศีลไปอยู่ขั้นปฏิเวธะ จนถอยกลับ
    มาโปรดผู้อื่นได้แล้วครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 8 กันยายน 2013
  16. ฟางว่าน

    ฟางว่าน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 มีนาคม 2010
    โพสต์:
    1,080
    ค่าพลัง:
    +969
    คุณ " ซิ่ง " ก็กล่าวเกินไปใช้คำว่า อารยะชนเท่านั้นที่จะรู้จักการให้ทาน ทานนั้นบุคคลทุกระดับชั้นก็ทำกันทั้งนั้น ยิ่งเป็นชาวพุทธด้วยแล้วท่านๆก็เคารพในคำสอน ทำบุญตักบาตรหรือให้ทานทำบุญด้วยเงินทองกันก็มาก อย่าพึ่งกล่าวๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ มองโลกให้กว้าง ศึกษามากอ่านมาก ปฏิบัติมากแต่ผิดที่เป็นมิจฉาทิฏฐิมันก็ทุกข์ได้...ไปศึกษาดูนะความหมายของมิจฉาทิฏฐิกับสัมมาทิฏฐิเป็นอย่างไร.....
     

แชร์หน้านี้

Loading...