จิตที่แยกตัวออกมา

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย juu-dt07, 8 กันยายน 2018.

  1. juu-dt07

    juu-dt07 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 เมษายน 2010
    โพสต์:
    873
    ค่าพลัง:
    +925
    หลังจากฟังcdการปฏิบัติ ของหลวงพ่อปราโมทย์ ปราโมชโชที่มีญาติธรรมส่งมาให้ก็ได้หลักว่า มีสติรู้ตัวอยู่ในทุกอิริยาบท ไม่เผลอและไม่เพ่ง โดยส่วนตัวมีโอกาสฟังธรรมในระหว่างขับรถไปทำงานทั้งไป-กลับทุกวันสรุปก็ร่วมๆ2ชั่วโมงต่อวัน จับหลักได้ประมาณนี้ หลังจากฟังมาได้5-6เดือน มาในระยะสัปดาห์นี้ ดิฉันเห็นร่างตนเองหลับและกรนก่อนที่จะตื่นราวๆสัก5นาทีค่ะ ตอนที่เห็นครั้งแรกก็แปลกใจมาก เห็นมาได้3ครั้งแล้ว ก่อนนอนไม่ว่าจะนอนดึกหรือนอนหัวค่ำ หลังจากสวดมนต์เสร็จอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรเรียบร้อย ก็จะกำหนดจิตตนเองว่าต้องการตื่นเวลาใด. เวลาตื่นจะเคลื่อนจากที่กำหนดไม่เกิน5นาทีค่ะอยากสอบถามผู้รู้ว่าดิฉันฝึกตามนี้ไปเรื่อยๆได้ไหมคะ เมื่อก่อนจะเป็นคนใจร้อน กิเลสเยอะมากจริงๆทั้งโลภ โกรธ หลง ค่ะ ไม่เคยไปฝึกนั่งสมาธิที่ใดๆมาก่อนทั้งที่วัดหรือสถานปฏิบัติธรรมอื่นๆค่ะ
     
  2. กำลังเดินทาง

    กำลังเดินทาง ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 กรกฎาคม 2018
    โพสต์:
    72
    ค่าพลัง:
    +71
    โมทนาด้วยครับ
    juu-dt07
    ที่ก้าวหน้าในธรรมะ
    เป็นกำลังใจให้น่ะครับ
    สู้ๆ ต่อไป
    สำหรับก้าวบันไดขั้นถัดไปของธรรมะ
    น่าจะฝึกพิจารณาแยกธาตุแยกขันต์ 5 น่ะครับ
    เพื่อธรรมะขั้นต่อไป
    (ถูกผิดอย่างไร เดียวรอผู้รู้ท่านอื่นมาแชร์ข้อมูล)
     
  3. hastin

    hastin เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มีนาคม 2009
    โพสต์:
    978
    ค่าพลัง:
    +2,891
    การเห็นจิตออกจากายได้ แสดงว่า จิตรับรู้ว่า จิตกับกายแยกกันได้
    ช่วงนี้ควร กลับมาพิจารณา กายก่อน ด้วย กายคตาสติ ต่อด้วย อสุภ และ มรณานุสติ

    คลายความยึดมั่นในร่างกายก่อน ตามสังโยชน์ 1
    ตีเหล็กต้องตอนไฟแรง เมื่อผลมันเกิด ต้องรีบทำ
     
  4. กล่องไม้ขีดไฟ

    กล่องไม้ขีดไฟ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 พฤศจิกายน 2015
    โพสต์:
    1,166
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +695
    เคยเจอ อ.ปราโมทย์ตอนท่านไม่ได้บวช
    ท่านก็สอนดีนะ เรื่องเพลอเรื่องเพ่ง
    ทำความรู้สึกตัว

    มันก็รู้สึกดีในตอนเเรกและได้สัมผัสตามที่คุณเล่ามานั้นแหละ

    แต่มันมีปัญหา ไปต่อยาก
    มันวนเวียนแต่เรื่องความรู้สึกต้ว
    เพราะท่านเน้นแต่เรื่องนี้ เสียส่วนมาก

    บางคนฝึกเป็นสิบปี ก็วนแต่เรื่องความรู้สึกตัว
    บางคนก็เลิกลาไป

    ผมว่าสู้ การมีคำบริกรรมประจำตัวไม่ได้
    เช่นดูลมหายใจ หรือบริกรรมพุทโธ
    ทำจิตให้รวมเป็นสมาธิขึ้นมา ให้มีพลังขึ้นมา

    ยิ่งเรามีกำลังสมาธิมากการดูจิตก็เป็นเรื่องง่าย
    หรือดูความคิดหรือดูกิเลสมันทำงานก็เห็นชัด

    ก็เหมือนหลวงตามหาบัวท่านสอน. อ.ปราโมทย์ ว่า
    (ท่านภาวนาแล้วไปต่อไม่ได้เลยเข้าไปถาม)

    "อะไรอะไรก็สู้ การมีคำบริกรรมไม่ได้!!"

     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 8 กันยายน 2018
  5. กล่องไม้ขีดไฟ

    กล่องไม้ขีดไฟ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 พฤศจิกายน 2015
    โพสต์:
    1,166
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +695
    การมีคำบริกรรมประจำตัว นั้นมีประโยชน์มาก

    ดูอย่างพระพุทธเจ้าสิ
    เป็นตัวอย่างอันดี
    ท่านบอกว่า

    ก่อนท่านตรัสรู้ท่านก็อยู่กับลมหายใจ
    ขณะตรัสรู้ท่านก็อยู่กับลมหายใจ
    หลังท่านตรัสรู้ท่านก็อยู่กับลมหายใจ

    ..
     
  6. juu-dt07

    juu-dt07 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 เมษายน 2010
    โพสต์:
    873
    ค่าพลัง:
    +925
    ขอบคุณกับทุกความคิดเห็นนะคะ มีประโยชน์กับผู้มาใหม่อย่างดิฉันมากๆค่ะ จะนำมาปรับใช้กับตัวเองให้เกิดการพัฒนาต่อไปค่ะ
     
  7. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,218
    ค่าพลัง:
    +31,016
    การเห็นร่างกายตัวเองได้
    การได้นินเสียงกรนตัวเองได้
    ในจณะหลับนั้น มันบอกว่า
    กำลังสติเรามีมากขึ้นครับ
    ถือว่าดีครับ

    พยายามฝึกตัด การรับรู้บ่อยๆ(คือทำไม่สนใจ หรือให้เฉยๆ อย่าไปพยายาม
    เห็นให้นานขึ้นนะครับ)
    ตอนที่เริ่มเห็นร่างกายตัวเอง
    และตอนที่ได้ยินเสียงกรนตัวเองบ่อยๆ
    กำลังสติจะเพิ่มขึ้นได้เอง


    การเห็นร่างกายตัวเองได้ ถือว่าดี
    แต่กำลังสติจะพัฒนาได้ตามที่แนะนำ
    ถ้ากำลังสติที่สากล ปลอดภัย
    มันจะพัฒนาไปรู้ตัวก่อนที่ อีกกาย
    มันจะค่อยๆลุกออกมาได้ครับ
    คือมันจะรู้ตัวในขณะที่ลุกขึ้นเลยครับ

    ปล ค่อยเป็นค่อยไปครับ มาดีแล้ว


     
  8. nilakarn

    nilakarn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2011
    โพสต์:
    775
    ค่าพลัง:
    +1,326

    เล่นของใหญ่ไปครับ
    คนที่จะฝึก จิตในจิต ของ พระอาจารย์ปราโมทย์ ได้นั้น
    จะต้องเป็น ระดับ พระอนาคามี ครับ
    ต่ำกว่านี้ แนะนำให้ไปฝึก กายในกาย ของ พระอาจารย์จรัญ ทักขิณาโย วัดหลวงขุนวิน หรือ วัดสังฆทาน ครับ
     
  9. juu-dt07

    juu-dt07 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 เมษายน 2010
    โพสต์:
    873
    ค่าพลัง:
    +925
    มีสิ่งที่อยากเล่าเพิ่มเติมนะคะ คือเมื่อก่อนตอนไม่มีครอบครัว เป็นคนตัวเล็กและน้ำหนักน้อยมากประมาณ40 กก. เท่านั้น แต่มีความมุ่งมั่นอยากบริจาคโลหิตมากค่ะ จนกระทั่งมีบุตรจึงสามมารถทำน้ำหนักขึ้นมาได้50 กก.นับแต่บริจาคโลหิตได้นะคะ ขณะที่บริจาค ทั้งๆที่ก็กลัวเข็มและกลัวเจ็บนะคะ ดิฉันจะใช้วิธีแยกจิตออกมาดูการกระทำของเจ้าหน้าที่เทคนิคการแพทย์ขณะเจาะเลือด วิธีจะเรียกว่าเป็นเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานได้ไหมคะ เพราะได้ผล15ครั้งมาแล้วค่ะในการบริจาคไม่รู้สึกเจ็บเลยค่ะ
     
  10. hastin

    hastin เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มีนาคม 2009
    โพสต์:
    978
    ค่าพลัง:
    +2,891
    ถ้าอยากได้ผลมากกว่า ก็ให้เวทนามันเกิด แล้วค่อยแยกครับ ลองทำทั้ง 2 แบบ สลับไปมา
    ท่านถนัดดูจิต แต่หมวดจิตจะไปเน้นตอนสังโยชน์ 4-5
    ช่วงนี้น่าจะปฎิบัติหมวดกาย - เวทนา เพิ่มขึ้นด้วย ให้คลายความยึดมั่นในกายลงไป
    คลายความยึดมั่นต่างๆลง เราก็ไม่ได้ตายหรอก แต่จะเหมือนเป็นคนดูมากขึ้น ไม่ลงไปแสดงเองเหมือนเดิม
     
  11. ปราบเทวดา

    ปราบเทวดา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    378
    ค่าพลัง:
    +442
  12. nilakarn

    nilakarn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2011
    โพสต์:
    775
    ค่าพลัง:
    +1,326
    วิธีนี้จะเรียกว่า การหันเหความสนใจ
    โดยการเข้าญานต่ำๆ รอไว้
    ยังไม่ใช่ เวทนาในเวทนา ครับ
    เป็นแค่การ เล่นฤทธิ์ แบบหนึ่งเท่านั้น

    ส่วนเวทนาในเวทนา นั้น
    คุณจะต้อง คอยดูว่า เวทนา หรือ ความเจ็บปวด
    เกิดขึ้นตอนไหน ก็ให้ภาวนาตามตอนนั้นให้ทัน
    เช่น พอปวดปุ๊บ ก็ภาวนาว่า ปวดหนอ
    พออาการปวดหายไป ก็ให้ภาวนาว่า ดับหนอ
    สองอย่างนี้ ฝึกทำให้ชำนาญ ก็มีสิทธิ์เป็น พระสกิทาคามี
    ได้เหมือนกันครับ

     
  13. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,218
    ค่าพลัง:
    +31,016
    ตอบ juu
    ได้ แต่มันไม่ชัว
    เพราะเวลามันสั้นไปครับ
    ต้องลองดูตอนถอนฟัน ขูดหินปูน
    ตอนเป็นเหน็บชาแล้วลองเดินทันที
    ตอนมีดบาด
    ถึงจะพอทราบว่า เข้าถึงได้ไหมครับ

    สภาวะ juu ตอนนั้นมันอาศัย๑สัมผัสเล็กน้อย
    ๒บวกความคิด และ๓แรงฮึดที่มาจากเรื่องราวในอดีต รวมสามส่วน. เวทนาฯต้องอาศัย แรง๑ และ๒พลังงานภายนอกและ๓กะแสที่เชื่อมข้างบนครับ ถึงจะเป็นกิริยาระดับ
    ใช้งานสากลครับ
     
  14. juu-dt07

    juu-dt07 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 เมษายน 2010
    โพสต์:
    873
    ค่าพลัง:
    +925
    ก่อนนอนเมื่อคืนนี้ผ่านเหตุการณ์อันน่าระทึกคือ ปกติเวลาจะเข้าบ้านจะกดรีโมทประตูรั้วก่อนถึงหน้าบ้านสัก5เมตรทุกครั้ง แล้วก็จะรอสักครู่เพื่อให้ประตูเลื่อนไปจนสุด จึงจะเคลื่อนรถเข้าบ้านค่ะ แต่เจ้ากรรม มีหมาใครก็ไม่รู้มาคอติดตรงร่องใกล้ล้อเลื่อนพอดี คุณๆลองคิดดูนะคะ ถ้าเป็นอย่างทุกคราว ดิฉันกดรีโมทแล้ว เจ้าล้อเลื่อนเนี่ยก็จะบั่นคอหมาทันทีเลยค่ะ เป็นเรื่องสยองยามค่ำหลังเลิกงานของดิฉันเลยค่ะ ถามเอาความกับแม่บ้าน ได้เรื่องว่า แม่บ้านมาเปิดประตูเล็ก ข้างประตูล้อเลื่อนใหญ่ เข้ามาที่สวนเพื่อมาเก็บตะลิงปลิงไปกินกับน้ำพริก แล้วไม่รู้ว่าเจ้าหมาตัวนี้ตามเข้ามาแต่เมื่อใด พอนางเก็บได้เรียบร้อย ก็จัดการล็อคประตูเล็ก คะเนว่าเจ้าหมาตัวนี้พยายามจะดันหัวและตัวออกมา อิอิ คงนึกว่าตัวเองเป็นลูกหมากระมัง แม่บ้านและคนแถวๆบ้านก็พยายามจะช่วยแลัวก็รอจนดิฉันกลับมา ดิฉันเองก็ผิดสังเกตุว่ามีคนมามุงอะไรกันแถวหน้าบ้าน จึงยังไม่กดรีโมทเหมือนที่เคย เรียกว่าสติยังดี พอเห็นเหตุการณ์เป็นดังนี้ ก็โทรเรียกกู้ภัยทันที เค้าสอบถามตำแหน่งบ้าน และจุดเกิดเหตุ ดิฉันแจ้งไปไม่ถึง5นาที ก็มาถึงและแก้ไขดึงตัวหมาออกมาทางบ้าน ตอนแรกเค้าบอกว่าอาจต้องตัดถ่างประตูรั้วนะ เราเองก็เตรียมทำใจ ช่วยชีวิตหมาก่อนละกัน ประตูเสียหายก็ค่อยว่ากัน พอเค้าช่วยเจ้าหมาเรียบร้อย ตัวเองกลับเข้าบ้าน เลยไม่ได้ทำสมาธิก่อนเข้านอน เหลือเพียงสวดมนต์บทสั้นๆ เพลียเสียจนเกือบอุทิศส่วนกุศลให้สรรพสิ่งเกือบไม่ครบค่ะ อิอิ กระนั้นก็ตั้งสมาธิว่าขอนอนยาวๆไปจนตีห้าครึ่งนะ แล้วเมื่อตีห้าครึ่งก็ได้ยินเสียงลูกน้องที่ทำงาน ร้องเรียก2ครั้ง ก็ตื่นขึ้นทันที พอไปถึงที่ทำงานเจอะหน้าเธอก็อยากทดลอง จึงถามเธอว่าเมื่อคืนหรือใกล้ๆจะเช้าเธอฝันถึงฉันหรือเปล่า เค้าบอกทำไมรู้ล่ะ ฝันถึงจริงๆ แปลกดีไหมคะ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • IMG_3763.PNG
      IMG_3763.PNG
      ขนาดไฟล์:
      765.5 KB
      เปิดดู:
      27
    • IMG_3764.PNG
      IMG_3764.PNG
      ขนาดไฟล์:
      843.4 KB
      เปิดดู:
      25
  15. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,218
    ค่าพลัง:
    +31,016
    นัยยะ ''กลจิตเป็นเพียงมายาจิตชนิดหนึ่ง
    แม้เห็นได้ด้วยตาเปล่าก็ยึดไม่ได้''
    อย่าเผลอไป ยินดี ชื่นชม
    เราจะเข้าใจแต่ในกระบวณการที่มันเกิดไปแล้ว
    จะตัดโอกาส
    ที่จะย้อนถอยลึกไปถึงจุดกำเนิดของมัน
    ได้อย่างไม่รู้ตัว....... ^_^
     
  16. juu-dt07

    juu-dt07 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 เมษายน 2010
    โพสต์:
    873
    ค่าพลัง:
    +925
    ขอบคุณค่ะ ปกติไม่ได้เล่นยังงี้บ่อยหรอกค่ะ เป็นเพียงการพักจิต หรือเบี่ยงเบนให้จิตผ่อนคลาย หลังจากเผชิญสภาวะตึงเครียดมาน่ะค่ะ นานๆใช้ที ดิฉันปฏิบัติสมาธิ ลึกๆแล้ว ก็อยากให้ตนเองพัฒนาไปกว่าที่เป็นอยู่ค่ะ ปกติชีวิตประจำวันทำงานที่ต้องใช้ความเครียด แต่ตนเองเป็นคนสบายๆ ยกเว้นความเครียดนั้นจะมากระทบจนล้ำเข้ามกระทบถึงจิต จึงจะหาวิธีทำให้จิตผ่อนคลายอย่างที่กล่าวมาในตอนต้นค่ะ
     
  17. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,218
    ค่าพลัง:
    +31,016
    พูดตรงๆไม่โกรธนะ...
    อย่างนั้นไม่ใช่การพักจิต
    หรือไม่ใช่วิธีเบี่ยงเบนเพื่อให้จิตผ่อนคลาย
    เราเรียกว่า ข้ออ้าง หรือข้อแก้ตัวครับ
    สำหรับคนที่ยึด ในนามธรรมแบบไม่รู้ตัวครับ


    เพราะอะไร รู้ไหมครับ เพราะกิริยาที่นำมาเล่า
    ให้ฟังนั้น มันเป็นกิริยาที่. สุดแสนจะเบสิคและแสนธรรมดา
    มากๆ ถึงมากที่สุด เพราะคนไม่เคยฝึกอะไรมาก็เกิดขึ้นได้
    เป็นปกติครับ.....และกิริยาที่นำมาเล่านั้น
    ไม่ใช่ในระดับใช้งานได้ มันเป็นเพียงแค่วิถีจิต
    ทั่วๆไป พื้นๆ แต่ถ้าบอกว่า เล่าพอขำๆไม่ว่ากัน

    แต่ถ้าลึกๆแล้ว รู้สึกภูมิใจกับสิ่งที่เล่า
    ทั้งที่เปิดตัว ทางด้านสาย หลวงพ่อ ป. แล้ว
    ก็แสดงว่า เรากำลังออกนอกทาง อย่างไม่รู้ตัวครับ

    ไม่ใช่ว่า ส่วนตัวไม่เคยสัมผัสกับ ลูกศิษย์ หลวงพ่อ ป.
    ท่านที่ จิตเค้าคลายตัวได้นานๆ หรือท่านที่จิตเค้านิ่งๆนะ
    พวกนั้น เค้ามีสัมผัสภายในระดับใช้งานได้ทุกคน
    เป็นปกติธรรมดานั่นหละครับ เพียงแต่ว่า
    เค้าจะเอาสัมผัสอะไรตรงนี้ มาหนุนเรื่องเกี่ยวกับปัญญาครับ....
    เข้าใจที่พูดนะครับ...
    ไอ้พวกแบบ สัมผัสกระโหลก กระลาแบบที่เล่ามา
    เค้าไม่สนใจกันหรอกครับ...มันไม่ใช่ทาง...


    กิริยาที่นำมาเล่ามาให้ฟังนั้นทั้งหมดนั้นเค้าเรียกว่า
    ยึดแบบไม่รู้ตัวครับ คือยึดในส่วนนามธรรม.....
    ท่าน ป. ถ้าสังเกตุท่านสอนให้เข้าใจในนามธรรม
    แต่ท่านไม่ได้สอนให้เราไปยึดมัน....เราต้องเข้าใจ
    ทั้งนามธรรมและรูปธรรม. จนจิตมันเข้าใจ
    ในกระบวณการเกิดของมันได้ แน่นอนว่า มีฐานมาจากปัญญา

    จิตมันถึงจะคลายตัวเองได้ ตามธรรมชาติของมันเอง
    โดยที่ไม่ได้ใช้อะไรไปกระทำ ไม่ว่า กำลังสมาธิ กำลังจิต
    สัมผัส หรือพวกตบะ ญาน ญานอะไรทั้งหลาย
    ตลอดจนใช้ความชำนาญใดๆเข้าไปกระทำกับตัวจิตเลย
    นั้นหละ ถึงจะพอเรียกได้ว่า ผ่อนคลาย คือ คลายความ
    ยึดมั่นถือมั่น ที่ทำให้จิตเกิด......


    ไม่ใช่เล่าเรื่องที่จิตเกิดเป็นตุ เป็นตะ ด้วยความพอใจ
    แล้วอ้างว่า ผ่อนคลาย........

    พอเข้าใจเนาะ..... ^_^
     
  18. juu-dt07

    juu-dt07 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 เมษายน 2010
    โพสต์:
    873
    ค่าพลัง:
    +925
    ขอบคุณค่ะ ทีช่วยแนะนำผู้มาใหม่อย่างดิฉัน มีอีกหลายอย่างเลยที่ต้องการคำชี้แนะ ไม่มีอะไรต้องโกรธเคืองค่ะ ดิฉันยังอ่อนอยู่ และเป็นดั่งคนในโลกๆ ยังไม่ได้เข้าถึงธรรมอย่างแท้จริง แต่ก็กำลังเรียนรู้ทางธรรมแบบค้นคว้าและฝึกตนเองแบบไม่มีอาจารย์และผู้มีความรู้มาสอน อาศัยหยิบแนว หรือพิจารณาเอง แต่ก็มีหลักยึดอยู่ว่า มีศีล สมาธิ ยังเจริญปัญญาไม่เป็นค่ะ
     
  19. hastin

    hastin เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มีนาคม 2009
    โพสต์:
    978
    ค่าพลัง:
    +2,891
    ลองดู
    อนุปัสสนา ๗ ประการ
    ๑. อนิจจานุปัสสนา (พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง)
    ๒. ทุกขานุปัสสนา (พิจารณาเห็นความเป็นทุกข์)
    ๓. อนัตตานุปัสสนา (พิจารณาเห็นความไม่มีตัวตน)
    ๔. นิพพิทานุปัสสนา (พิจารณาเห็นความน่าเบื่อหน่าย)
    ๕. วิราคานุปัสสนา (พิจารณาเห็นความคลายกำหนัด)
    ๖. นิโรธานุปัสสนา (พิจารณาเห็นความดับกิเลส)
    ๗. ปฏินิสสัคคานุปัสสนา (พิจารณาเห็นความสลัดทิ้งกิเลส)

    เอาไว้พิจารณาตอนช่วงว่าง
     
  20. nilakarn

    nilakarn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2011
    โพสต์:
    775
    ค่าพลัง:
    +1,326

    แบบนี้ก็เป็น มายาจิต ชนิดหนึ่ง
    เหมือนของ ท่องคาถา ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า
    คาถาให้คนคิดถึง โดยใช้ยันต์แผ่นหนึ่ง
    แล้วเขียนชื่อ คนที่เราชอบ ใส่ไว้ในยันต์
    พอตกกลางคืน เค้าจะฝันถึงเรา
    แล้วจะมาบอกเราว่า ฝันถึงนะ

    แต่ก็ยังเป็น อภิญญาอย่างหนึ่ง อยู่ไม่ใช่ เวทนาในเวทนา อยู่ดี
     

แชร์หน้านี้

Loading...