จิตฟุ้งซ่าน จิตพิจารณา จิตเกิดปัญญา ที่ผมได้สัมผัส

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย Supop, 16 กุมภาพันธ์ 2011.

  1. Supop

    Supop เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    587
    ค่าพลัง:
    +3,155
    ตามที่ผมได้เพียรพยายามปฏิบัติมา จนเกิดผลนี้ จริงๆท่านผู้เจริญในธรรม และมีภูมิธรรมที่สูงกว่านี้ ย่อมรู้อยู่แล้ว หรือคำสอนของครูบาอาจารย์ก็มีไว้ให้อ่านอยู่ แต่ผมอยากลงไว้ให้ละเอียดอีกนิด สำหรับผู้ที่ยังไม่เข้าใจ และเพิ่งปฏิบัติใหม่ๆ เช่นผม และถ้าสิ่งที่ผมได้รู้ ได้เห็นนี้ ไม่ถูกต้องประการใด แนะนำตักเตือนได้ครับ

    จิตฟุ้งซ่าน คือภาวะที่จิตชอบคิดไปในเรื่องอื่น หรือไม่อยู่นิ่งในฐานภาวนา อาการอย่างนี้ คือจิตมันจะเข้าไปหาความคิดโดยที่เราไม่มีสติควบคุมอยู่ มักจะเป็นกับคนที่ชอบคิดอะไรบ่อยๆ ว่างไม่ได้ชอบคิด พอมาปฏิบัติ ด้วยความเคยชินของจิต มันจึงชอบไปคิดอยู่เรื่อย นี่แหละคือ อุธธัจจะนิวรณ์ เมื่อเรามีสติรู้ว่าคิดเมื่อไหร่ แค่รู้เท่านั้น ความคิดจะหายไปทันที ยังไม่ทันไปกำหนดดูเลย พอนั่งต่อไปอีก พอขาดสติอีก จิตมันไปคิดตามความเคยชินอีกแล้ว พอมีสติระลึกได้ จะไปดูความคิดอีกหายไปอีกแล้ว คือพอเราจะเข้าไปยุ่ง หรือจะระลึกรู้เมื่อไหร่ มันจะหายไปทันที และถ้าเราไม่มีสติระลึกรู้ถึงนิวรณ์ตัวนี้ ปล่อยให้มันไหลไปเรื่อยๆ มันจะพาเข้าสู่นิวรณ์อีกตัวหนึ่ง นั่นคือ ความง่วง หรือ ถีนะนิวรณ์ นี่ก็เป็นอีกอาการที่หลายๆคนเป็น และผมเองก็เคยเป็นบ่อยๆ (แต่ปัจจุบันหายไปแล้ว) และก็สงสัยสับสนกับอาการที่ง่วงนอนเพราะร่างกายอ่อนเพลีย ที่เรียกว่า มิทธะนิวรณ์

    ซึ่งการเกิดของ ถีนะนิวรณ์ และ มิทธะนิวรณ์ ต่างกันตรงนี้นี่เอง ถีนะนิวรณ์เกิดจากอุธธัจจะนิวรณ์ นำพามา แต่ มิทธะนิวรณ์ เกิดจากภาวะทางกาย
    (อันนี้ผมกล่าวตามที่ผมปฏิบัติและพิจารณาได้เท่านั้นนะครับ)

    แต่ถีนะนิวรณ์ อาจจะไม่เกิดจากอุธธัจจะนิวรณ์พามาก็ได้ แต่สุดท้ายแล้ว นิวรณ์ทั้ง 5 ล้วนมาจากการไม่มีสติขณะปฏิบัติทั้งนั้น

    จิตพิจารณา นี่คือจิตที่มีสติกำกับรู้อยู่ด้วยตลอด ซึ่งจะเริ่มจากการน้อมจิตเข้าพิจารณาเลยก็ได้ หรือจะเริ่มจากนิวรณ์ที่ชื่อว่า กุกกุจจะนิวรณ์ ก็ได้ กุกกุจจะนิวรณ์ คือการคิดพะวงถึงสิ่งที่ผ่านมาแล้ว หรือสิ่งที่เราคิดไปในอนาคตที่ยังไม่เกิด นิวรณ์ตัวนี้เกิดจากความตั้งใจคิด จึงมีสติอยู่ด้วยตลอด ถ้าผมปฏิบัติแล้วมีอาการที่คิดพะวงไปในเรื่องอื่นลักษณะอย่างนี้ ผมจะน้อมเข้าสู่การพิจารณาธรรม ถ้าเรื่องที่คิดพะวงอยู่สามารถน้อมเข้าหาธรรมได้ ก็จะน้อมเข้า แต่ถ้าเป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับธรรม ก็จะตัดไป แล้วนำธรรมบทอื่นมาพิจารณาแทน

    ผมเกิดสมาธิจากจิตพิจารณานี้ได้ ไม่ว่าจะพิจารณาที่เริ่มจากกุกกุจจะนิวรณ์ หรือ การน้อมจิตเข้าพิจารณาธรรมเลย ก็แล้วแต่ เกิดผลเหมือนกัน

    เมื่อพิจารณาจนเกิดความสงบในสมาธิแล้ว บางครั้งผมจะภาวนาเอาความลึกของสมาธิ หรือ บางทีก็พิจารณาไปเรื่อยๆ แล้วแต่ภาวะช่วงนั้น

    จิตเกิดปัญญา เมื่อจิตดำเนินอยู่ในภาวะนี้ จะมีความสว่าง สติแนบอยู่กับจิตดี ไม่หลุดไปที่ใด มีอารมณ์สุขอิ่มเอิบ เมื่อการแสดงธรรมจบลง เราจะไม่แค่รู้สึกถึงความเข้าใจอย่างเดียว แต่มันมีความรู้สึกเหมือนตื่นเต็มตัว

    ตรงความรู้สึกตื่นนี้ผมไม่รู้ว่าจะเทียบกับอะไรดี เอาเป็นว่าที่ใกล้เคียงก็แล้วกัน คือมันเหมือนเวลาที่เราตื่นนอน บางครั้งเวลาตื่นแบบไม่เต็มที่ มันจะงัวเงีย สลึมสลือ หรือมีอาการงง แต่ถ้าตื่นมาแบบเต็มที่ หรือตื่นแบบเต็มตัว มันจะรู้สึกไม่เหมือนกัน (ไม่รู้จะเข้าใจรึเปล่า)

    และนี่ไม่ใช่การรู้แจ้งในทุกสิ่ง แค่รู้ในสิ่งที่พิจารณาอยู่เท่านั้นนะครับ และจะจริงหรือไม่อย่างไร ผมคงบอกไม่ได้ ผมรู้แค่ของผมเอง

    และสุดท้ายนี้ นี่แค่ผลการปฏิบัติของผมเอง ซึ่งคงรู้ได้เฉพาะตน แค่อยากเล่าเฉยๆหน่ะครับ

    เจริญในธรรมครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 17 กุมภาพันธ์ 2011
  2. bluebaby2

    bluebaby2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 กันยายน 2010
    โพสต์:
    2,471
    ค่าพลัง:
    +4,295
    จิตที่เกิดปัญญานี้มันรู้ก่อนหรือว่ามันเข้าใจก่อนครับ
     
  3. Supop

    Supop เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    587
    ค่าพลัง:
    +3,155
    ขออนุโมทนาคุณ ขันธ์ และคุณ <!-- google_ad_section_start(weight=ignore) -->bluebaby2 ครับ

    ช่วงระหว่างที่เกิดปัญญานี้ มันจะสว่าง และมีสุขมากขึ้นกว่าเดิม และระหว่างปัญญาดำเนินอยู่นั้น เหมือนกับเรากำลังฟังธรรมอยู่หน่ะครับ (กรณีที่ไม่มีภาพร่วมด้วย) แต่ระหว่างที่มันดำเนินอยู่เราจะรู้ตามตลอด เมื่อจบ จะเกิดความเข้าใจ ชัดเจน แต่มันจะคงสภาพแค่สักพัก แต่อาการที่ผมเรียกว่า เหมือนตื่นนี้ มันจะคงสภาพนานกว่า รู้สึกกระปรี้กระเปร่าสดชื่นเลยครับ
     
  4. ขันธ์

    ขันธ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 ตุลาคม 2006
    โพสต์:
    7,917
    ค่าพลัง:
    +9,182
    อย่าไปหลงกับ สภาวะใดๆ แต่ให้ศึกษาสภาวะแต่ละอย่างให้ดี

    เจริญ ศีล สมาธิ ปัญญา ต่อไป ก็จะตรงทางไปเรื่อยๆ

    เจริญสมาธิ ภาวนา ให้สงบให้เป็น ไม่ใช่ว่า ฟังธรรมแล้วสงบเท่านั้น เพราะการสงบจากฟังธรรม เป็นปีติ

    แต่ยังไม่แน่วแน่ เหมือน สมาธิที่ได้จากการ ภาวนา บริกรรม
     
  5. Supop

    Supop เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    587
    ค่าพลัง:
    +3,155
    ขอบคุณมากครับ ในคำแนะนำและตักเตือนครับ

    ผมจะนำไปปฏิบัติ และเพียรให้ยิ่งๆขึ้นไปครับ

    และจะไม่ยึดติดในสิ่งใดครับ

    ขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปครับ
     
  6. bluebaby2

    bluebaby2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 กันยายน 2010
    โพสต์:
    2,471
    ค่าพลัง:
    +4,295
    มันเหมือนกับว่าไม่ได้เจาะจงพิจารณาเรื่องใดเป็นพิเศษพอใจสงบแล้ว
    ก็เหมือนกับมันมีเสียงสอนตัวเองแบบนั้นใช่หรือเปล่าครับ เคยลอง
    แบบว่าพิจารณาเรื่องใดโดยเฉพาะหรือเปล่าครับ
     
  7. Attila 333

    Attila 333 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 ตุลาคม 2009
    โพสต์:
    245
    ค่าพลัง:
    +716
    ครูบาอาจารย์ท่านว่า กรรมฐาน๔๐ ที่ทำให้อารมณ์ใจทรงตัวมี๑๑กอง อารมณ์คิด๒๙กอง ให้ดูอารมณ์ใจตนเองว่ามันเป็นอารมณ์สงัด หรือว่ามันเป็นอารมณ์อยากคิด ถ้ามันอยากจะคิดก็ปล่อยให้มันคิดไม่ต้องไปฝืน.......เลือกเอาที่เราชอบ
     
  8. Bull_psi

    Bull_psi เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 ธันวาคม 2008
    โพสต์:
    889
    ค่าพลัง:
    +1,446
    เวลามีการปะทะกันตามชายแดนอายตนะ มีสติ เห็นความคิดผุดขึ้นสั่งตอบโต้ อกุศลกรรม
    เราก็เอาสติระงับอกุศลกรรมใหม่ไม่ให้เกิดและกุศลกรรมเจริญให้ยิ่งขึ้น
    อบรมจิตให้อยู่ในฝ่ายของความดีงาม ถูกต้อง มีศีลธรรม มีความปกติแห่งใจเป็นพยาน

    แบบนี้อ่ะคำที่ว่า "จิตคิด สติดับ"

    ทำไรต่อก็หมั่นเห็นเนื่องๆ การเกิดดับของความคิด ยิ่งความคิดที่เกิดทุกข์หนักมาเยือน นี่มองกันข้ามวันเลย แต่ถ้ามองจนดับไป หวนคิดจะไม่ทุก์ได้อีกนะครับ ส่วนถ้าทุกข์ได้อีกแปลว่าเอาสมถะไปกดไว้เฉยๆ
     
  9. illanzer

    illanzer เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 สิงหาคม 2005
    โพสต์:
    631
    ค่าพลัง:
    +840
    ขออนุโมทนาบุญและขอขอบคุณที่นำมาลงให้พวกเราได้เปรียบเทียบอาการทางสมาธิครับ
     
  10. คิดดีจัง

    คิดดีจัง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 มกราคม 2010
    โพสต์:
    1,626
    ค่าพลัง:
    +5,354
    อนุโมทนาครับ

    อ่านแล้วได้ความรู้ความเข้าใจมากเลยครับ

    จะนำมาปฏิบัติครับ
     
  11. สับสน!

    สับสน! เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 เมษายน 2010
    โพสต์:
    0
    ค่าพลัง:
    +3,984
    ด้วยความเคารพครับ..ท่านลุงมหา "จิตเปิด" ของท่านนั้นมีอาการอย่างไรครับ:'(
     
  12. Supop

    Supop เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    587
    ค่าพลัง:
    +3,155
    อนุโมทนาทุกท่านครับ

    พอดีเมื่อวานต้องออกไปธุระตอนดึก เลยมาพิมพ์วันนี้

    ตอบคุณ <!-- google_ad_section_start(weight=ignore) -->bluebaby2

    ช่วงที่ใคร่ครวญพิจารณาธรรมอยู่นั้น มันเกิดความรู้และความเข้าใจไปด้วยกันครับ และเมื่อสมาธิละเอียดลงไป การพิจารณามันก็จะละเอียดลงไปตาม และมันจะมีการแตกยอดของความรู้ออกมาได้เองครับ

    จะต่างจากตรงนี้ แต่ขอกล่าวไว้ก่อน ที่ผมบอกเหมือนฟังธรรมนั้น คือมันจะดำเนินไปเรื่อยโดยที่ไม่ได้กำหนดอะไร แต่เราจะรู้อยู่ตรงนั้นตลอด และมันไม่ได้เกิดเสียงกระทบที่หูนะครับ เรียกว่าเป็นเสียงของความคิดดีกว่าครับ

    และทุกอย่างนี้ผมยังไม่ได้ยึดติดในสิ่งใด รู้มันไปเรื่อยๆ และพิจารณาไปเรื่อยๆครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 17 กุมภาพันธ์ 2011
  13. Supop

    Supop เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    587
    ค่าพลัง:
    +3,155
    ตอบคุณ <!-- google_ad_section_start(weight=ignore) -->Bull_psi<!-- google_ad_section_end -->

    เรื่องการพิจารณาอารมณ์ที่เป็นทุกข์นั้น ผมเคยกล่าวไปแล้วครับ

    เช่น อารมณ์โทสะ ที่เกิด และผู้ที่ทำให้เกิดโทสะและความแค้นอยู่ตรงหน้า ผมพิจารณาจนกระทั่งอารมณ์นั้นดับลง (ถ้าอารมณ์แรงมากจะไม่เกิน 30 วิ) เกิดความสงบ และเกิดสุขยินดีตามมา และไม่ว่าจะหวนไปคิดถึงเรื่องนี้อีก หรือเจอคนที่สร้างความแค้นให้เกิด ก็ไม่มีผลต่ออารมณ์ แต่ถ้าคนนั้นสร้างเหตุใหม่ขึ้นมา อารมณ์ก็เกิดอีก แต่ไม่สะสมอารมณ์เก่าครับ มันเป็นอารมณ์ใหม่ ซึ่งแน่นอนว่า ผมยังดับสนิทไม่ได้ แต่ไม่สะสมอารมณ์ความแค้นหรืออารมณ์อื่นๆได้ครับ ก็พิจารณาให้ยิ่งๆต่อไปอยู่ครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 17 กุมภาพันธ์ 2011
  14. Supop

    Supop เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    587
    ค่าพลัง:
    +3,155
    ตอบคุณ ลุงมหา นะครับ

    ผมก็เพิ่งเคยได้ยินครับ จิตเปิดมีความรู้สึกหรืออาการเป็นยังไงครับ

    แต่ถ้าเรื่องการปฏิบัติในภาวะที่มีทุกข์ด้วยผมก็เคยอยู่หลายแบบครับ เช่น

    นั่งสมาธิในขณะที่หิวข้าวอยู่ (หิวขนาดปวดท้องและตัวสั่นเลยนะครับ) ผมนั่งดูมันจนกระทั่งหายไป

    หรือนั่งสมาธิโดยที่ยุงมารุมกัดเป็นสิบๆตัว (หรืออาจจะเป็นร้อยตัวก็ได้) จนกระทั่งผมพิจารณาธรรมได้จากยุงเลยครับ และหลังจากเลิกนั่งนี่รอยยุงกัดเต็มตัวไปหมด (ทุกวันนี้ก็ยังเป็นเช่นนั้นครับ) แต่หลังจากเลิกนั่งก็ไม่มีอาการคันอะไร ผมทำจนญาติๆพากันเตือนและด่าอยู่บ่อยๆ กลัวจะเป็นไข้เลือดออก แต่ผมไม่ได้สนใจอะไร เฉยๆ ไม่ได้มีความกลัวอะไร

    หรือนั่งสมาธิในหน้าหนาว โดยที่ไม่ใส่เสื้อกันหนาว หรือห่มผ้า (ไม่อยากบอกว่าผมเปิดพัดลมด้วย) แล้วพิจารณาในความหนาวนั้น โดยที่จิตมันสร้างความอุ่นให้เกิดแก่กายได้

    ว่าแล้วตรงนี้ผมจะขอกล่าวนิดหนึ่ง การสร้างอุณหภูมิโดยจิตนั้น ถ้ามีสมาธิแล้ว เรากำหนดถึงอุณหภูมิให้เกิดแก่จิตได้ แล้วมันจะส่งผลสัมผัสนั้นมาที่กายเอง ท่านที่มีสมาธิดีแล้วน่าจะเข้าใจนะครับ

    เรื่องเดินจงกลมนั้น แบบที่ท่านกล่าวมาผมยังไม่เคยครับ ด้วยความจำกัดในสถานที่ และโอกาสของเวลา แต่ผมเคยเดินจงกลมในขณะที่เจ็บกล้ามเนื้อที่ขา เจ็บจนกระทั่งเวลาเดินปกติ ผมจะต้องเดินกระเผลกเลยทีเดียว

    ส่วนเรื่องในป่านั้น เดี๋ยวรอผมบวช ผมต้องไปแน่นอนครับ ตอนนี้ผมไม่มีเงินที่จะไปไหนเลยครับ

    อีกอย่าง จากที่ผมได้ปฏิบัติในขณะที่มีความทุกข์ทางกายอยู่ด้วย และพิจารณาด้วยอยู่บ่อยๆนั้น มันเลยส่งผลให้ผมทุกวันนี้ ไม่เคยเป็นทุกข์เรื่องความเจ็บปวดทรมานพวกนี้เลย ไม่รู้สิครับ ผมรู้สึกว่ามันไม่ได้ทุกข์อะไรเลย ว่าจะเคยลงในนี้อยู่ แต่กลัวเค้าจะว่าบ้า เพราะมันเหมือนผมไม่ได้สนใจกายตัวเอง แต่จริงๆแล้ว มันเหมือนผมรู้ในอาการ และเฝ้ามองมันอย่างเฉยชาหน่ะครับ

    อนุโมทนาครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 17 กุมภาพันธ์ 2011
  15. วิมุตติ

    วิมุตติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    5 ตุลาคม 2007
    โพสต์:
    2,355
    ค่าพลัง:
    +2,169
    ไม่รู้จะเสริมอะไรดี จขกท ปฏิบัติได้ดีมาก จิตฟุ้งซ่านไปในอดีตหรืออนาคตก็รู้ พิจารณาัแต่ปัจจุบันธรรม มีการทดลองกับเวทนาทางกายหลากหลายรูปแบบแล้วจี้ดูเข้าไปที่จิตจนเกิดปัญญา ตอบอธิบายด้วยผลจากการภาวนามาแล้วจริงๆ

    ขออนุโมทนาครับ...
     
  16. สับสน!

    สับสน! เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 เมษายน 2010
    โพสต์:
    0
    ค่าพลัง:
    +3,984
    จิต..ของท่านมีกำลัง เหตุเพราะใช้วิธีพิจราณาธรรมจนจิตสงบเป็นเรื่องๆไป.พุทธจริต..จิตกำลังอยู่ใน สภาวะ "สงบ"..จากเหตุและผลที่พิจราณาลงใจกับธรรม ประคองอารมณ์ไว้ให้นานๆๆ..
    .. จิตมีกำลังจึงเห็นทุกข์เป็นเรื่องธรรมดา..สามารถทนได้..หากกำลังกล้ากว่านี้จะไม่กลัวแม้ความตาย ศาสนาพุทธของเรา..หลุดพ้นด้วยปัญญาหาใช่ความอดทนโดยขาดปัญญาไม่..แม้ทนให้ยุงกัดอยู่ จิตก็ยังพิจราณาด้วยปัญญาว่าทนเพื่ออะไร ทำไม สมควรรึไม่หากหลีกเลี่ยงหรือป้องกันได้ ผู้ที่มีกายแข็งแรงเท่านั้นจึงจะสามารถปฏิบัติธรรมขั้นสูงได้..!
    อีกอย่างต้องพิจราณาธรรมให้รอบถึงคนในครอบครัว ที่อยู่ข้างหลังว่าเขารู้สึกอย่างไรกับการกระทำของเรารึไม่..มิฉนั้นจะปฏิบัติธรรมแบบไม่งามเพราะวางไม่เป็น วางแบบไม่รับผิดชอบ การปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องเฉพาะตน..ตนได้ดีต้องไม่ข้ามกฏเกณฑ์ของสังคมทิศ6 ต้องวางอย่างสวยงาม พร้อม อีกทั้งสมมุติโลกคือวินัยบัญญัติ ต้องเคารพเพราะเป็นการรักษาส่วนรวม..จึงจะงามครับ สาธุ
    จดจำอาการจิตก่อนที่จะสงบลงไปให้แม่น เพราะ..เหตุ..อะไรใช่การพิจราณาธรรมรึไม่..แล้วจดจำไว้ให้ดี ให้รู้ทางเดินของจิต จำให้แม่นเพื่อการข้างหน้า หากอยากให้จิตสงบไวก็นึกน้อมเอาทันทีในอาการนั้นๆ(วสี)..
    "เอาสติจ่อลงที่ความรู้สึกขณะพิจราณาธรรมเรื่องนั้นไป"..จี้ไปที่ความรู้สึก..!

    จิต..มีแสงสว่างเหตุเพราะ จิตไม่ส่งออกนอก จิตพิจราณาธรรม ภายในมากกว่าภายนอกใน 24 ชั่วโมง ทำให้จิตสะสมกำลังสมาธิ..หากเดินกาย แสงสว่างจะปรากฏมากขึ้นๆๆ เกิดบริเวณใบหน้าก่อน..นานๆจะเห็นแสงแวบว๊าบ และบ่อยเข้าๆๆ จนเห็น "แจ้ง"..(ผมฟังเทศน์มาครับ)
     
  17. Supop

    Supop เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    587
    ค่าพลัง:
    +3,155
    อนุโมนาคุณ วิมุตติ และ คุณ สับสน และ คุณ บดบังจิตครับ

    คำแนะนำคำเตือนและธรรมทานของคุณสับสนผมจะจำไว้ปฏิบัติครับ

    อ้อและแสงสว่างนั้นมันเริ่มที่ตรงหน้า จนกว้างออกไปจริงๆครับ

    ตอบคุณบดบังจิตนะครับ

    1.นั่งสมาธิในขณะที่หิวข้าวอยู่ (หิวขนาดปวดท้องและตัวสั่นเลยนะครับ) ผมนั่งดูมันจนกระทั่งหายไป - เรียนถามครับ ข้อนี้พอขยายการปฏิบัติได้ไหมครับ อยากทราบเป็นประสบการณ์ครับ

    เมื่อขณะจะปฏิบัติ ผมเล็งเห็นว่า ผมควรจะหาความจริงตรงนี้ในเรื่องความหิว เพราะถ้าผมได้บวช และได้ออกธุดงค์จริงๆแล้ว สิ่งนี้ คือสิ่งที่ผมต้องเจอ ผมจึงหาคำตอบการปฏิบัติให้ตัวเองก่อน

    ก่อนอื่นผมจะขอกล่าวเรื่องนี้ก่อน คือเมื่อเรามีสติขณะปฏิบัติโดยดูอาการเวทนาทางกายที่จิตรับรู้ เราจะเห็นอาการลนลาน ทุรนทุรายของจิต เพื่อพยายามที่จะหนีจากความเจ็บปวดทรมานนั้น เพราะโดยปกติจิตของเราจะไม่ชอบความทุกข์ทรมานกันอยู่แล้ว ลองดูซักพักอย่าไปกระโตกกระตากกับมัน แล้วจิตมันจะสงบเอง แล้วเราจะเห็นอะไรที่มันลึกลงไปอีก

    และเมื่อจิตเราเริ่มสงบโดยที่สติอยู่ตลอดด้วยแล้ว ความทรมานเพราะความหิวนี้มันจะค่อยๆคลายไป จนกระทั่งมันหายไปจนรู้สึกได้ชัดเจนครับ

    2.หรือนั่งสมาธิโดยที่ยุงมารุมกัดเป็นสิบๆตัว (หรืออาจจะเป็นร้อยตัวก็ได้) จนกระทั่งผมพิจารณาธรรมได้จากยุงเลยครับ และหลังจากเลิกนั่งนี่รอยยุงกัดเต็มตัวไปหมด (ทุกวันนี้ก็ยังเป็นเช่นนั้นครับ) - เรียนถามครับ ธรรมที่ได้จากยุง คืออะไรครับ เกิดที่ไหน รู้ที่ไหนครับ พิจารณาที่ไหน ภาวนาที่ไหน กำหนดที่ไหน และการพิจารณา ภาวนา และกำหนดมีความหมายเดียวกันไหมครับ

    เรื่องธรรมที่ได้จากยุงนี้ ผมพิจารณาไปทางอื่นครับ ผมลงไว้ในบอร์ดกฏแห่งกรรมครับ ถ้ายังไงก็ลองเข้าไปดูนะครับ เป็นธรรมที่ง่ายๆครับ

    http://palungjit.org/threads/ชีวิตของยุงที่เปรียบเสมือนผู้ที่ยังมืดบอด.275766/
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 17 กุมภาพันธ์ 2011
  18. Supop

    Supop เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    587
    ค่าพลัง:
    +3,155
    3.แต่หลังจากเลิกนั่งก็ไม่มีอาการคันอะไร ผมทำจนญาติๆพากันเตือนและด่าอยู่บ่อยๆ กลัวจะเป็นไข้เลือดออก แต่ผมไม่ได้สนใจอะไร เฉยๆ ไม่ได้มีความกลัวอะไร - ขออนุญาติเรียนถามครับ เฉยๆ และไม่มีความกลัว เป็นอารมณ์เดียวไปตลอด หรือเกิดขึ้นก็รู้ หรือตาม หรือรู้อาการอารมณ์ที่แสดงออกครับ (ตามรู้)ตัวจิตกับ(ตั้งมั่นรู้)ของจิต เหมือนหรือต่างกันไหมครับ

    การไม่สนใจความตายของผม มันเป็นอยู่ตลอดครับ ผมพิจารณาความตายและความทรมานอยู่เสมอ เลยเข้าใจในธรรมชาติและกฏของมันอยู่ครับ ความไม่กลัวนี้ มันเกิดจากการที่เราเข้าใจครับ

    ก่อนจะตอบเรื่องต่อไปผมขอกล่าวอีกอย่างหนึ่งซึ่งก็เคยกล่าวไปแล้วเช่นกัน แต่ขอกล่าวซ้ำตรงนี้นะครับ

    คือเรื่องของธรรมชาติของกายที่จิตอาศัยอยู่ เมื่อเกิดการกระทบไม่ว่าจะทางใด กายจะเป็นผู้รับรู้ก่อน จิตจะรับรู้อยู่ทีหลัง แต่มันใกล้กันมากจนไม่รู้ว่าอะไรเป็นตัวรับรู้ แต่ถ้าแยกลงไปโดยละเอียด เราจะรู้ว่ากายจะรับก่อน จิตรับทีหลัง แต่บางครั้งเราไม่รู้สึกถึงการกระทบนั้น เพราะจิตเราไปมุ่งอยู่ที่อื่นอยู่ แต่เมื่อมีคนทัก (เช่น ทักว่าเป็นแผลอยู่ไม่รู้สึกเลยเหรอ) หรือการสนใจในสิ่งอื่นจางลง จิตจึงมารับรู้ตรงสิ่งใหม่นี้ แต่จริงๆแล้วกายรับรู้อยู่ตลอด เพราะมันเป็นระบบของธรรมชาติอยู่แล้ว

    การตามรู้
    คือ การที่เรากำหนดจิตไปรู้อาการที่มันปรากฏขึ้นมาแล้ว เมื่อเรามีสติระลึกรู้ได้ เราจึงกำหนดจิตให้ไปรู้ เราจะรู้เป็นจุดๆไป และจะรู้ละเอียดตามกำลังของจิต และสมาธิ

    การตั้งมั่นรู้
    คือ การที่เมื่อเกิดสภาวะใดเราจะรู้อยู่โดยตลอดไม่ว่าจะมาจากทางใด มากี่อย่าง สติเราจะตั้งมั่นรู้อยู่อย่างนั้น

    4.หรือนั่งสมาธิในหน้าหนาว โดยที่ไม่ใส่เสื้อกันหนาว หรือห่มผ้า (ไม่อยากบอกว่าผมเปิดพัดลมด้วย)แล้วพิจารณาในความหนาวนั้น โดยที่จิตมันสร้างความอุ่นให้เกิดแก่กายได้
    - ขออนุญาติเรียนถามครับ ขอนี้นึกไม่ออกครับ จิตสร้างความอบอุ่นเป็นอย่างไรครับ

    ตรงนี้เมื่อเรานั่งสมาธิอยู่ แล้วรู้สึกหนาว ให้กำหนดนึกถึงความอบอุ่นหรือความร้อนที่เคยสัมผัสมา (ผมคิดว่าน่าจะในระดับอุปจารสมาธิขึ้นไปจึงจะกำหนดได้นะครับ เพราะจิตที่จะใช้สร้างนิมิตหรืออารมณ์ หรือความรู้สึก ให้ส่งผลไปกระทบกายได้ มันเกิดได้ในระดับนี้ขึ้นไปเท่านั้นครับ) จนความรู้สึกนั้นชัดขึ้นเรื่อยๆ

    อีกอย่างการกำหนดตรงนี้ ไม่ต้องขยายการรับรู้ของจิตให้ทั่วทั้งตัวนะครับ แค่กำหนดที่จุดใดจุดหนึ่งก็พอ เมื่อความรู้สึกถึงความร้อนที่มากขึ้น และจากการที่จิตของเราเพ่งไปอยู่ที่จุดๆเดียว (เช่น ตรงกลางอก) เมื่อความร้อนได้ที่แล้ว มันจะอุ่นไปทั่วกายเอง ไม่ต้องขยายการรับรู้ของจิตออกไปทั่วกายครับ

    ขออนุญาตแสดงความเห็นส่วนตัวนะครับ รู้แต่ว่าหนาว(สักแต่ว่า) หนาวนิด หนาวมาก รู้ว่าหนาวเหมือนกัน เพียงแต่(รู้)ว่าเป็นเช่นนั้น กำหนดตามอาการ ตามตำแหน่งที่มากระทบ ไม่ทิ้งการกำหนด รู้อย่างไรก็กำหนดอย่างนั้น ตำแหน่งนั้น(รู้(ลม)ที่มากระทบ รู้ว่าหนาว(ใจ) รู้ว่าเป็นเช่นนั้น กายเนื้อไม่ได้หนาว ใจก็ไม่ได้หนาว ที่หนาวมันอยู่ที่(....)ของ(ใจ) รู้ว่ามันหนาว หนาวมาก/น้อย(เสมอกัน) รู้อยู่อย่างนั้นตามสภาพความเป็นจริง(ลม)ที่มากระทบ รู้ว่ามันหนาว รู้อยู่อย่างนั้น ไม่หนีไปไหน ไม่ทราบว่าใช่อาการเดียวกันไหมครับ(แต่ไม่มีความอบอุ่นเกิดขึ้นที่จิต) สร้างยังไงครับ เผื่อผมเห็นว่ามันดีจะได้นำไปใช้บ้าง

    ตรงนี้ผมก็พิจารณาเช่นนั้นอยู่บ้างเหมือนกันครับ (ทั้งหนาวร้อนหรืออื่นๆ) ผลัดๆกันไปครับ

    หวังว่าคงจะตอบพอใช้ได้นะครับ

    และการปฏิบัติของผม ผมจะไปแบบเข้าใจในพื้นฐานของธรรมชาติของสรรพสิ่งก่อน แล้วค่อยๆไต่ระดับขึ้นไป แต่จริงๆแล้วมันไปของมันเองหน่ะครับ

    เพิ่งมาดู อ้าว....ไม่เอาคำตอบซะแล้ว แต่ตอบไปแล้ว งั้นเอาไว้อย่างนี้แหละ

    ขอให้เจริญในธรรมครับ
     
  19. อโศ

    อโศ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 มิถุนายน 2009
    โพสต์:
    2,689
    ค่าพลัง:
    +5,830
    ถูกต้องแล้ว อนูโมทนาด้วย
    เปรียบเสมือนน้ำไหลทางเดียว ย่อมมีแรงกำลังมากกว่าแผ่กระจายไปหลายทาง
    การกำหนดจิตก็เช่นเดียวกัน กำหนดรู้ลงที่จุดเดียว จิตจะสงบง่าย ไม่ฟุ้งซ่าน
     
  20. สปาต้า

    สปาต้า Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤศจิกายน 2007
    โพสต์:
    242
    ค่าพลัง:
    +46
    นั่งสมาธิ จน ยุงไม่กัด นั่นแหละ ถึงจะ.......
    ส่วนเรา เวลานั่งยุงไม่กัดเลย เพราะห้องที่นั่ง ไม่มียุง
     

แชร์หน้านี้

Loading...