ฉบับที่ ๕๔ เดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๑

ในห้อง 'กระโถนข้างธรรมาสน์' ตั้งกระทู้โดย WebSnow, 7 กุมภาพันธ์ 2009.

แท็ก:
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. WebSnow

    WebSnow ผู้ก่อตั้งเว็บพลังจิต ทีมงาน Administrator

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 เมษายน 2003
    โพสต์:
    8,371
    กระทู้เรื่องเด่น:
    62
    ค่าพลัง:
    +60,571
    ช่วงแรกของเล่ม "เส้นทางพระโพธิสัตว์" สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
    เดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๕(ต่อ)
    ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ


    ถาม: ........................................................
    ตอบ: โฆษกเทพบุตร เขาเคยเป็นคนจนมาก่อน เสร็จแล้วก็อพยพหนีภัยแล้ง ลูกก็เอาไปปล่อยให้อดตายอยู่กลางทาง ไปถึงบ้านของเศรษฐีต่างเมืองไปของานเขาทำ เศรษฐีกำลังกินข้าวมธุปายาสอยู่ ก็สั่งให้คนใช้เอาข้าวมาให้เขากินหน่อย อีตานี่ได้ไปก็จ้ำเสียเต็มที่เลย เพราะตัวเองอดมานานกินหมด เมียเห็นผัวหิวมาก ก็เลยส่งส่วนของตัวเองให้ ผัวก็กินหมดไปด้วย กินไปก็มองไป เศรษฐีก็กินข้าวมธุปายาสอยู่ เขาก็เลี้ยงหมาไปด้วย เขาอิจฉาหมาน่ะ ประเถทว่าเราเป็นคนแท้ ๆ ไม่ได้กินอย่างมัน มันเป็นหมา มันยังได้กินเลย คิดไปคิดมาตัวเองกินมากไปอาหารย่อยไม่ทัน...ตาย ความที่จิตมันจับหมาอยู่ อิจฉาหมาอยู่ ก็เลยไปอยู่ท้องหมา เกิดมาเป็นลูกหมาโทนตัวเดียว เศรษฐีเขารักมาก เขาก็เลี้ยงเอาไว้
    คราวนี้เศรษฐีเขาจะนิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้ามารับภัตตาหารที่บ้านเป็นประจำ ถึงเวลาก็ไปนิมนต์ ลูกหมามันก็วิ่งตาม ตามไปตามมาจนกระทั่งมันจำทางได้ก็ไปเอง นิมนต์เอง ไปถึงก็เห่าเรียก พอพระปัจเจกพุทธเจ้าท่านมา มันก็พาไป ถ้าหากว่าถึงที่รกที่อะไร ก็คอยเห่ากรรโชกดู เผื่อมีสัตว์ร้าย จะได้ไม่มาทำอันตรายพระปัจเจกพุทธเจ้าท่าน บางทีท่านแกล้งลองใจเดินถึงทางแยก ท่านแกล้งเลี้ยวผิด มันก็งับสบง ดึงให้ไปให้ถูกทาง เขาทำบุญด้วยเสียง
    คราวนี้พอออกพรรษา พระปัจเจกพุทธเจ้าท่านก็ไม่จำพรรษาอยู่ตรงนั้น กลับไปภูเขาคันธมาส เป็นที่อยู่ของพระปัจเจกพุทธเจ้ารวม ๆ กันเป็นแสน ๆ องค์ พอท่านลาเศรษฐีแล้วเหาะไป ไอ้หมาน้อย ! ก็เสียใจตายไปเลย ไปเกิดเป็นโฆษกเทพบุตร อานิสงส์ที่ทำบุญด้วยเสียง เขาบอกว่าถ้าพูดปกติได้ยินไปไกลหนึ่งโยชน์ หนึ่งโยชน์นี่มัน ๑๖ กิโลน่ะ เด็ก ๆ เคยท่องไหม ๒๐ วาเป็น ๑ เส้น ๔๐๐ เส้น เป็น ๑ โยชน์ ๔๐๐ เส้นนี่มันต้อง ๘,๐๐๐ วา ก็ ๑๖,๐๐๐ กิโลพอดี บอกว่าถ้าพูดเต็มเสียงนี่ ได้ยินทั่วดาวดึงส์ แล้วดาวดึงส์มันแคบ ๆ ซะเมื่อไหร่ ใหญ่กว่ากรุงเทพหลายล้านเท่า
    ถาม : เรื่องเกี่ยวกับคาถาสมัยก่อน....?
    ตอบ: สมัยนี้ก็ขลัง สำคัญว่าโยมทำจริงมั้ย ? เรื่องของเวทย์มนต์คาถามันเป็นบาทของอภิญญา คนจะทำอภิญญาต้องเป็นคนเด็ดขาด จริงจัง สม่ำเสมอ ไม่ย่อท้อ สมัยนี้บอกให้ไปท่องคาถา หลวงพ่อท่านมีคาถาอยู่บท เรียกว่า คาถาเงินล้าน ถ้าหากว่าใครท่องจะรวย ท่านบอกว่าอย่างน้อยให้ท่อง ๗ จบ ๙ จบ โยมหลายคนมาบ่น บอกอยากจะรวย ถามว่ารู้จักคาถาเงินล้านมั้ย ? รู้...แล้วเคยท่องมั้ย ? เคย ท่องวันละกี่จบ ? หนึ่งจบ มันน่ารวยอยู่หรอก อาตมาบอกไปท่องไม่ต้องมาก วันละ ๑๐๘ หรือ ๓๐๐ จบก็ได้ เขาถามแล้วอาจารย์เคยท่องวันละกี่จบ ? บอกเคยท่องสูงสุดประมาณ ๑,๒๐๐ มันหมดวันซะก่อน คือท่องกันแบบเอาคุณภาพ ไปช้า ๆ อย่ารีบ เหมือนกับกินข้าว ค่อย ๆ เคี้ยวหน่อย เอาคุณภาพ ว่าไปเรื่อย ๆ สบาย ๆ ใจไม่ต้องไปนึกอะไร คิดว่าเราทำเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ของที่ดีที่สุดที่ครูบาอาจารย์ให้มา หน้าที่ของเราคือท่องบ่นเป็นการรักษาไว้ ถ้าเราทำอย่างแบบนี้ จริงจัง สม่ำเสมอ ไประยะหนึ่ง ผลที่มันสะสมตัวมามันจะเริ่มเกิดมันก็จะส่งให้ จุดที่คาถาให้ผลจริง ๆ ก็คือ กำลังใจของเราที่เป็นสมาธิ ยิ่งท่องเป็นสมาธิสูงเท่าไหร่ คาถายิ่งให้ผลมากเท่านั้น
    สมัยก่อนเขาท่องกันจริงจังสม่ำเสมอ อาตมาเคยรู้จักอดีตโจรคนหนึ่ง แก่มากแล้ว เรียกแกว่า ลุง ถามว่าสมัยของลุงทำไมมันหนังเหนียวกันเยอะแท้ สมัยของพวกผมไม่เห็นได้อย่างลุงเลย บอกไอ้หนูลุงถึงจะเป็นโจร แต่ถ้าหากว่ารู้ตัวเมื่อไหร่ต้องรีบภาวนา เพราะเราไม่รู้ว่าเจ้าทรัพย์จะฆ่าเราหรือเปล่า ? ไม่รู้ว่าตำรวจจะยิงเราหรือเปล่า ? ว่างเมื่อไหร่ต้องภาวนา โอ้โห...ยิ่งกว่าพระอีก เพราะฉะนั้นเขาทำกันอย่างจริงจังสม่ำเสมอ และพวกนี้เขามีสัจจะ คำว่ามีสัจจะ อย่างโจรสมัยก่อนไปปล้น เขามีสัจจะอยู่ ถ้าหากว่าเป็นของที่เขาใช้อยู่จะไม่เอา เอาเฉพาะของที่เขาเก็บ เป็นของที่เขาเก็บก็จะไม่เอาหมด เอาครึ่งหนึ่ง เอาหนึ่งในสาม อะไรอย่างนี้ ถ้าหากเป็นของทำบุญนี่ จะไม่แตะต้องเลย
    อาตมาอยู่นครปฐม มีโจรดังอยู่คนหนึ่ง คือ เสือผาด ทับสายทอง วันนั้นแกตั้งใจจะไปปล้นโรงสี ปักป้ายล่วงหน้าไว้ ๗ วัน ถึงวันนั้นฉันไปปล้นแน่ ถ้าอยากจะสบาย ๆ ก็เก็บเงินเก็บทองใส่กำปั่นรอไว้ ถึงเวลาไปหิ้วเสร็จ ก็จะไปเลย ไม่รบกวนอะไร ถ้าคิดจะสู้ ก็ไปหาคนมา ไปแจ้งตำรวจมาจะได้ฟัดกัน ปรากฏว่าเข้าไปถึงในงาน เถ้าแก่โรงสีกำลังบวชลูกชายอยู่ เสือผาดแทนที่จะได้สตางค์ ต้องควักตัวเองไป ๘๐๐ ไปให้เขา ถ้าทำบุญอยู่เขาไม่ยุ่งเลย แล้วอีกอย่างถ้าไปบ้านไหน เขาเคยให้ข้าวให้น้ำกิน เขาถือเป็นผู้มีบุญคุณ ให้อาหารเป็นการต่อชีวิต เขาจะไม่รบกวนบ้านนั้นอีกเลย
    สมัยนี้ไม่มีหรอก มันปล้นกระทั่งพ่อแม่ตัวเอง ข่าวหนังสือพิมพ์ ดูหรือเปล่า มันเป็นสายให้เขาไปปล้น ให้เขาไปขโมยบ้านตัวเองก็มี ในเมื่อไม่มีความจริงจัง ความสม่ำเสมอ ขาดสัจจะ เรื่องเหล่านี้ทำไป ก็ไม่มีผล สมัยก่อนสัจจะเขามี ครูบาอาจารย์ห้ามอะไรเขาจะทำตามนั้น ห้ามด่าแม่คนอื่น ห้ามลอดราวผ้า ลอดใต้ถุนบ้าน เขาทำกันอย่างนั้นเลย
    ปัจจุบันอาตมาก็เจอหลายคน เดิน ๆ ไป เห็นเขามองโน่นมองนี่ เลยถามว่าทำไม ? ระวังอยู่ กลัวจะไปลอดอะไรเข้า ถ้าอย่างนั้นเอ็งไม่ต้องเข้ากรุงเพท เข้ากรุงเทพเมื่อไหร่ สะพานลอยเพียบ (หัวเราะ) เดี๋ยวมันก็ลอดจนได้ ทำให้จริง เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องของคนจริง ต้องทำจริงจัง แล้วจะมีผล ส่วนใหญ่ไปทำ ๆ ทิ้ง ๆ ยังไม่ทันจะเกิดผลก็ท้อเสียก่อน
    ถาม : มันเกี่ยวกับคนสมัยก่อนเป็นคนดีหรือเปล่า เพราะว่าคนสมัยก่อนเวลาว่างเขาเยอะ และการทำมาหากินเขาก็ไม่เบียดเบียนคนอื่น สมัยนี้ต่างคนต่างเบียดเบียนกัน ?
    ตอบ: ความรัก โลภ โกรธ หลง เกิดขึ้นได้ง่ายกว่า เพราะแรงกระตุ้นมากกว่า สมัยก่อนคนอยู่ใกล้ชิดวัด อยู่ในศีลในธรรม รุ่นของอาตมาถึงแม้จะไม่ถึงรุ่นของโยม แต่อาตมาก็ยังทันในยุคที่โรงเรียนปิดวันโกน วันพระ แล้วสมัยนี้มีซะที่ไหน อาตมาขึ้นชั้น ป.๓ ต้องไปไล่ถามพี่สาวตลอดว่าเมื่อไหร่จะวันอาทิตย์ ไม่รู้จักจริง ๆ เสาร์-อาทิตย์ มันเป็นยังไงเพราะของเราใช้ ขึ้น-แรม ปิดวันโกน-วันพระมาตลอด โรงเรียนก็คือวัด วัดก็คือโรงเรียน นักเรียนคลุกอยู่กับวัดตลอด ทันทีที่เขาแยกวัดออกจากโรงเรียน ความบรรลัยก็เริ่มเข้ามาตอนนั้น
    ปัจจุบันโรงเรียนดัง ๆ ในกรุงเทพ จะเหลือแต่โรงเรียนเทพศิรินทร์ โรงเรียนเทพลีลา คำว่า
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...