ฉบับที่ ๕๖ เดือนตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๑

ในห้อง 'กระโถนข้างธรรมาสน์' ตั้งกระทู้โดย WebSnow, 4 เมษายน 2011.

  1. WebSnow

    WebSnow ผู้ก่อตั้งเว็บพลังจิต ทีมงาน Administrator

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 เมษายน 2003
    โพสต์:
    8,408
    กระทู้เรื่องเด่น:
    64
    ค่าพลัง:
    +60,996
    ช่วงแรกของเล่ม "มิงกะละบา เมียนมาร์" สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
    เดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๕(ต่อ)
    ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ

    ถาม: เห็นอยู่บนดินหรือ ?
    ตอบ: ไม่ใช่อยู่กลางอากาศนี่เลย ลักษณะเหมือนกับบินนี่แหละ แต่ว่ามันวิ่งของมันอยู่กลางอากาศ ถ้าเราดูเหมือนกับนกบินหรือว่าแมลงบิน แล้วเป็นเรื่องอัศจรรย์ว่ากลางคืนมืด ๆ แต่ว่าเห็นชัดมากเลย
    ถาม : แล้ววัวธนูที่บางสำนักปลุกเสกให้ศิษย์บูชา...?
    ตอบ: อันนั้น ไม่ทราบเหมือนกันว่าเอาไว้ป้องกันอันตรายอะไรหรือเปล่า ? แต่ถ้าหากเป็นของสมัยก่อนเขาจะมีคาถากำกับ เขาจะใช้ครั่งจากกิ่งพุทราตายพราย คือตายคาต้น แล้วต้องเป็นกิ่งที่ยื่นไปทางตะวันออกเท่านั้น เอามาปั้น กระทั่งวันเวลาที่จะไปเก็บครั่ง ก็ต้องเป็นวันที่ฤกษ์ดี เวลาที่จะมาทำ กำหนดเวลาเช่นเก้าโมงถึงบ่ายสอง พ้นจากนี้แล้วจะไม่มีอานุภาพ เวลาปั้นก็ต้องปั้นไปภาวนาไป แล้วถึงเวลาจะมีคาถากำกับในการใช้ด้วย
    ถ้าหากว่าทำตามวิธีนี้ ก็คือเอาไว้ป้องกันตัว ถึงเวลามีอันตรายอะไรเกิดขึ้นให้เขาเอาไปป้องกันเราได้ แต่ที่ทำ ๆ สมัยหลังนี่ ไม่ค่อยเข้าใจเหมือนกันว่าเขาทำเพื่ออะไร เพราะว่าส่วนใหญ่เป็นการหล่อสำเร็จ ในเมื่อหล่อสำเร็จไม่ได้ทำตามแบบโบราณเราก็เลยไม่เข้าใจ วัวธนูมีหลายแบบ แบบที่ว่าเป็นตำราของหลวงพ่อน้อย วัดศรีษะทอง ที่นครปฐม ไอ้เรามันเด็กนครปฐม มันจะต้องประเภทเข้าใจ ใช่มั้ย? (หัวเราะ) ถัดมาที่ไม่มีเวลาฉุกเฉินเลย เขาจะใช้ไม่ไผ่ที่ล้มขวางทางเดิน จะต้องกลั้นใจฟันทีเดียวให้ขาด แล้วเอาส่วนปลายมาจักตอกสาน สานเป็นวัว ก็เป็นการทำหยาบ ๆ แบบเร่งรีบ อย่างน้อย ๆ ต้องทำให้เสร็จก่อนค่ำ
    เพราะว่าถ้าหากค่ำแล้ว อันตรายจากไสยศาสตร์มันจะทวีกำลังของมันเพิ่มขึ้น เพราะมันอาศัยความมืดช่วย วาระเวลามันช่วย แล้วเขาจะมีประเภทที่ทำด้วยสายสิณจน์จูงผี มีประเภทปั้นด้วยขี้ผึ้งปิดหน้าผี พวกอันนี้จะอยู่ไม่ทน แต่ว่าที่ทำด้วยครั่งพุทราตายพราย ตามตำราหลวงพ่อน้อยนี่ เห็นญาติโยมสมัยนี้ยังมีอยู่หลายคนเก่ามากเลย แต่ก็ยังอยู่
    ถาม : ตอนหนูอายุซัก ม.ปลาย ไปที่วัดที่นครปฐม ยังมีให้เช่าอยู่เลยวัวธนู?
    ตอบ: อันนั้นคงรุ่นใหม่ ไม่ใช่เก่าหรอก รุ่นของหลวงพ่อน้อยหายาก เพราะว่าอย่าลืมว่า ต้องเป็นครั่งต้นพุทราเท่านั้น แล้วต้องเป็นกิ่งที่ตายคาต้น และจะต้องหันตะวันออกด้วย ปีหนึ่งจะหาได้สักกิ่งมั้ย ?
    ถาม : ถ้าอย่างนั้นถ้าเกิดเราเช่ามา เอามาเลี้ยง ?
    ตอบ: ว่าไปเถอะตามสบาย แต่ถ้าหากว่าเป็นอย่างที่เขาเอาไปเข้าพิธีของอาตมาก็เท่ากับว่าเป็นวัตถุมงคลชิ้นหนึ่ง ไม่ต้องเสียเวลาเลี้ยงเขาหรอก เพียงแต่ว่าถึงเวลาของเราเองมีอะไร จะไปไหนฝากบ้านกับท่านได้ เพราะเท่ากับเทวดาองค์หนึ่งนั่นเอง
    ถาม : เราก็มีพระภูมิอยู่แล้ว ?
    ตอบ: มีอยู่แล้ว แต่อย่างลืมว่าพระภูมิเจ้าที่ท่านเป็นภูมิเทวดา เทวดาที่รักษาวัตถุมงคลเป็นอากาศเทวดา อานุภาพเยอะกว่าเยอะเลย แล้วถ้าอยู่ในลักษณะนั้นก็เหมือนกับว่าท่านมาเพื่อทำหน้าที่อย่างนั้น ไม่ถือว่าเป็นการใช้ท่าน ไม่ถือว่าเป็นการปรามาสลบหลู่ท่าน
    ถาม : แล้วอย่างรับของที่พุทธาภิเษก มีหลายชิ้นอย่างนี้ท่านจะแบ่งเวรกันมาดูแลหรือว่า...?
    ตอบ: คุณก็อาราธนาท่านพร้อม ๆ กันสิ หมดเรื่องไป แหม! เทวดาไม่เหนื่อยอยู่แล้ว (หัวเราะ) ในความเป็นทิพย์เขาก็แค่รออยู่เท่านั้นเอง อะไรจะเกิดขึ้นเขารู้หมดอยู่แล้ว
    ถาม : พวกเครื่องราง ไสยศาสตร์ของขลังที่โบราณว่า ถ้าเผื่อไม่ได้ทำตามตำรา เก็บไว้เฉย ๆ นาน ๆ จะกลายเป็นปอบ พวกนั้นเป็นไปได้อย่างไร ?
    ตอบ: อันนั้น ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นไปในลักษณะที่ว่า ตามตำราไสยศาสตร์ของเขาจะมีการปลุกเสก มีการปลุก มีการเสก มีการบูชาครู มีการเซ่นสรวง ตามวาระ ตามเวลาของเขา ถ้าหากว่าไม่ทำ บูชาอาจารย์ตามสายของเขาก็จะลงโทษกันมา
    ตัวอย่างชัด ที่เจ้าคุณเผด็จ ทัตตชีโว ทางวัดธรรมกาย ที่ท่านสมัยก่อนบวช ท่านเล่าให้ฟัง ท่านบอกว่าพอได้ธรรมกายก็ตรวจดูว่า บรรดาครูบาอาจารย์สำนักไสยศาสตร์เป็นใคร บอกส่วนใหญ่เป็นพวกเปรต อสุรกายทั้งนั้นเลย เพราะฉะนั้นถ้าหากไม่ไปทำตามรูปแบบของเขา เท่ากับไปฝืนคำสั่งเขา เขาลงโทษบ้างก็คงเป็นเรื่องปกติ เพราะว่าบรรดาท่านทั้งหลายเหล่านั้น ยังคลุกคลีอยู่กับเรื่องรัก โลภ โกรธ หลง เต็มที่อยู่
    ถาม : แล้วเป็นเปรต อสุรกายอยู่ในอบายภูมิ แล้วจะมีฤทธิ์ มีเดชด้วยหรือ ?
    ตอบ: มันจะมีพวกมหิทธิกาเปรต กับ กาลกัญจิกอสุรกาย พวกนี้ในอดีตจะได้มิจฉาสมาธิมาก่อน อย่างพวกหมอผีใช้สมาธิในทางที่ผิด ตัวเองถึงเวลาตายตกนรกไป พอเศษกรรมมาเกิดเป็นเปรต หรืออสุรกาย ในจำพวกนี้เข้า อานุภาพของสมาธิที่เคยทำได้จะส่งผลให้ว่ามีศักดานุภาพสูงมาก ท่านทั้งหลายเหล่านี้ถ้าเทวดาที่มีอานุภาพน้อย ๆ ยังต้องหลบให้ ส่วนใหญ่แล้วก็คือบรรดาเจ้าป่า เจ้าเขา ใหญ่ ๆ โต ๆ
    ถาม : แล้วมีลูกครึ่งของเปรตด้วยเหรอคะ ?
    ตอบ: เป็นอย่างไร ลูกครึ่ง ? ไม่เคยเจอ หน้าตาเป็นอย่างไร ? เปรตก็คือเปรต จะมีลูกครึ่งอย่างไร ?
    ถาม : สมมุติว่าเปรตมี ๑๒ จำพวก อาจจะหนึ่งกับสองปนกันอย่างนี้
    ตอบ: ยังไม่เคยเจอ ไม่รู้ตำราของใคร
    ถาม : (ถามเรื่องเกี่ยวกับเซน)
    ตอบ: แตกแขนงออกไปจากศาสนาพุทธ เซน ไปจากคำว่า ฌาน หรือธยาน ในภาษาสันสกฤต แต่คราวนี้เขาออกเสียไม่ชัด ก็เลยกลายเป็นเซน แต่จริง ๆ แล้ว ถ้าหากว่าดูตามลักษณะของเขาแล้ว มันเป็นการรู้แจ้งฉับพลันแบบเดียวกับพระพาหิยะทารุจิริยะ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ”เธอจงอย่าสนใจในรูป” ท่านเข้าใจตลอดเลย ทางนิกายเซนเขาถือว่า พระมหากัสสป เป็นปรมาจารย์ใหญ่ของเขา
    ถาม : ที่เขาบอกว่าสามารถมีภรรยาได้ ไม่ผิดพระวินัยหรือ ?
    ตอบ: ต้องดูสิ ถ้าหากว่าอย่างของเซนเขานี่ อย่าลืมว่าบรรดาท่านที่ปฏิบัติตัวส่วนใหญ่จะอยู่ป่าอยู่เขา ไม่มีบ้านไม่มีเรือนด้วยซ้ำ จะไปผิดอะไร แต่เราว่ามานี่ พวกศาสนาชินโตของพวกญี่ปุ่นเขา มีภรรยาได้ เพราะเป็นการปรับเพื่อเอาใจคน
    ช่วงสงครามโลกญี่ปุ่นอยู่เต็มประเทศไทย คราวนี้ทหารญี่ปุ่นเขาไปนิมนต์พระจะเลี้ยงงานอะไรไม่รู้ นิมนต์หลวงพ่อด้วย ท่านบอกว่า “ถ้ามีภรรยาก็พาไปด้วยนะครับ” หลวงพ่อท่านบอก “เสียท่ามัน หาไม่ทัน” (หัวเราะ) เขาคิดว่าพระไทยมีแบบเขา ปัจจุบันนี้บรรดาไม่ใช่พระห่มเหลืองเฉย ๆ มันมีกันเยอะ
    ถาม : อย่างของสายมหายานที่เขาอาจมีคำสอนที่ไม่เหมือนเถรวาท ...(ไม่ชัด)...
    ตอบ: ก็อาจอยู่ลักษณะ สัทธรรมปฏิรูป คือว่าไปปรับเปลี่ยนเพื่อให้ตรงกับจริตนิสัยของคน เพื่อให้คนยอมรับจะได้มีผลในการเผยแพร่ศาสนา แต่เป็นการทำให้ธรรมะพระพุทธเจ้าท่านเสื่อมไป เสียไป มีโทษใหญ่เลยล่ะ
    ถาม : ผู้ทีเริ่มปรารถนาพระนิพพาน กับปรารถนาพระนิพพานแล้ว วิบากจะมารุมมากเป็นพิเศษ ?
    ตอบ: ยังไง ? ถามว่าจริงหรือเปล่า ? มีส่วนจริงอยู่บ้าง
    ถาม : แต่ไม่ทุกกรณี ?
    ตอบ: ไม่ทุกกรณี คือ ถ้าเราเป็นผู้มั่นคงในทาน ศีล ภาวนา พวกวิบากกรรมต่าง ๆ ส่งผลได้ประมาณ ๒๕% เท่านั้น แต่ต้องแยกแยะให้ออกว่า ๒๕% ของมดกับช้างมันต่างกัน ถ้าเราทำเอาไว้เยอะ ๒๕% ของเราคนอื่นโดนก็อ่วมเหมือนกัน ขณะเดียวกันถ้าเราตั้งใจในลักษณะนั้นแล้ว ก็เหมือนกับว่าลูกหนี้เตรียมจะหนีหนี้ เจ้าหนี้เขาต้องขยันทวงหน่อย ในเมื่อเขาขยันทวง ถ้าเกิดบางช่วงมาพร้อม ๆ กัน ก็น่วม ขอให้ดีใจเถอะว่า เขาทวงเราแสดงว่าเราใกล้ที่หมายแล้ว ถ้ามันไม่ทวงเลยนี่สิน่ากลัว ถ้าไม่ทวงแสดงว่ายังห่างมาก
    ถาม : คิดเรื่องศีล ๕ ศีลข้อที่ ๕ เรื่องสุรา เมื่อก่อนก็ดื่มมันมีทั้งสุขและทุกข์ แต่มา ณ ปัจจุบัน ถามว่าเอามาให้กินอีกมั้ย ? ไม่กินแล้ว เป็นสิ่งที่ตัดง่าย เพราะตรงนั้นจุดหนึ่งผมคิดว่าเราไม่ชอบ แต่ในศีลบางข้อเราคิดว่าเราไม่อยากจะยุ่งเหมือนลักษณะสุรา แต่บางทีมันก็ยังติดอยู่ เป็นเพราะว่าเรายังมองไม่เห็นความผิดของจริงในศีลข้อนั้นใช่มั้ยครับ ?
    ตอบ: อันนี้ใช่เลย เหตุที่เรายังละเว้นไม่ได้เพราะยังไม่เห็นทุกข์ เห็นโทษของมัน สิ่งต่าง ๆ ที่เราทำ มันเป็นกรรมทั้งนั้น ถึงแม้จะเป็นสิ่งที่ดีก็เรียกว่า กุศลกรรม สิ่งที่ไม่ดีก็เรียกว่า อกุศลกรรม การละเมิดศีลเป็นอกุศลกรรมล้วน ๆ ในเมื่อเป็นอกุศลกรรมล้วน ๆ มีแต่จะพาให้วัฏสงสารยาวไกลออกไปไม่มีที่สิ้นสุด เราจะต้องเกิดมาพบกับทุกข์โทษ เวรภัยชาติแล้วชาติเล่า หาที่สุดไม่ได้ มีแต่ความทุกข์ตลอด ถ้าเรายังไม่เห็นจุดนี้จริง ๆ ไม่เห็นโทษของมันจริง ๆ ก็ยังไม่คิดจะละให้เด็ดขาด
    ถาม : ถ้าไม่เห็นทุกข์ ก็คือยังไม่พ้นทุกข์ ?
    ตอบ: ไม่เห็นทุกข์คือไม่เห็นธรรม
    ถาม : .............................................
    ตอบ: เมื่อเดือนที่ผ่านมา อาหารเป็นพิษกันหลายคนใช่มั้ย ? สามารถหาเหตุสำคัญอันดับแรก กินข้าวคำน้ำคำ อันดับที่สองกินเสร็จแล้วไปอาบน้ำเลย ระวังไว้ด้วยร่างกายของเรามีธาตุอยู่ ๔ อย่าง คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ อันนี้โบราณว่าเถียงไม่ได้ เรื่องจริงช่วงที่เรากินอาหารลงไปไฟธาตุมาเพื่อจะย่อยอาหาร การสันดาปเผาผลาญอาหารเป็นหน้าที่ของธาตุไฟ ทางวิทยาศาสตร์เขาว่า ตอนนั้นกระแสโลหิตในร่างกายของเราทั้งหมด จะลงไปรวมอยู่ที่กระเพาะ เพื่อที่จะย่อยอาหาร เพราะฉะนั้นตอนนั้นสมองจะมีเลือดเลี้ยงน้อย หลังอาหารก็เลยจะอยากนอน ง่วง ๆ ซึม ๆ หน่อยหนึ่ง
    คราวนี้เมื่อไฟมันกำลังลุก เราก็อาบน้ำราดลงไปแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น ไฟดับ ในเมื่อไฟดับย่อยอาหารไม่ได้มันก็อืด แล้วก็อาหารเป็นพิษ ผะอืด ผะอม กระอักกระอ่วน อ้วกมั่ง ท้องเสียมั่ง พยายามแก้นิสัยให้ได้ อย่าไปกินข้าวคำน้ำคำ กล้ำกลืนฝืน ๆ มันลงไป พอหลังจากอิ่มว่าตามไปอีกหน่อย อย่าเยอะ ถ้าเยอะเดี๋ยวไฟดับอีก ถ้าภาษาหมอน้ำย่อยมันเจือจาง คือไฟมันดับเสียแล้ว ถ้าอยากอาบน้ำใจจะขาด ก็อั้นเอาไว้สักชั่วโมง แล้วค่อยไปอาบ หรือไม่ก็อาบมันก่อนกิน
    ถาม : คนโบราณเขาก็ฉลาด
    ตอบ: เขารู้มากกว่าเรา สมัยใหม่หมอเขาไม่ค่อยเชื่อโบราณ หมอก็บอกอาหารเป็นพิษ ความจริงคือความไม่สมดุล ของธาตุในร่างกาย พอธาตุ ๔ ไม่สมดุลเมื่อไหร่ จะเริ่มป่วย ของเราไฟกำลังลุก ก็เอาน้ำไปราด ข้าวคำหนึ่งน้ำอึกหนึ่ง ลงไปอีกเรียบร้อยดับ ดับแค่นั้นยังกลัวไม่สนิท กินอิ่มเสร็จอาบน้ำซ้ำเข้าไปอีก ตอนอาบน้ำซ้ำสาหัสที่สุดเลย เพราะว่าเลือดที่หล่อเลี้ยงอยู่ในกระเพาะ จะต้องวิ่งออกมาเพื่อต่อต้านความเย็นทางผิวหนัง ก็เลยไม่เหลืออยู่ที่กระเพาะเลย ทีนี้กินอะไรลงไปก็อยู่อย่างนั้นล้วน ๆ ในเมื่ออาหารไม่ย่อยเราก็แย่
    ถาม : ...................................
    ตอบ: อะไรที่ยังไม่ได้ทำอย่าคิดว่าเราทำไม่ได้ ในชีวิตยังไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่บางอย่างไม่เคยทำ จำไว้ว่าเราต้องกล้า ความกล้าในการที่เราจะทำสิ่งต่าง ๆ นี่แหละ จะเป็นตัวช่วยให้ทุกอย่างสำเร็จ
    ถ้าปัจจุบันนี้ให้นายกฯ คือ คุณทักษิณ ชินวัตร ลงทุนทำอะไรอย่างหนึ่ง ถามเขาว่ามั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มั่นใจหรอก คุณทักษิณก็ไม่มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก ดีไม่ดีก็ ๕๐:๕๐ ด้วยซ้ำไป แต่คุณทักษิณมีความกล้าที่จะทำ คนเราจะประสบความสำเร็จหรือไม่อยู่ตรงที่กล้า การที่เราทำอะไรถูกต้องหรือว่าผิดพลาด เราไม่มีอะไรจะเสีย จำไว้มีแต่ได้อย่างเดียว ทำถูกได้กำไร ทำผิดได้บทเรียน โธมัส อัลวา เอดิสัน ทดลองเกี่ยวกับไฟฟ้าไป ๒๐๐ กว่าครั้งไม่สำเร็จ ลูกศิษย์บอกว่าอาจารย์ครับ เราล้มเหลวมา ๒๐๐ กว่าครั้งแล้ว อาจารย์ยังจะทำอีกหรือ เอดิสันบอกว่า ใครบอกว่าฉันล้มเหลวมา ๒๐๐ กว่าครั้ง ฉันได้ความรู้เพิ่มมาอีก ๒๐๐ กว่าครั้ง จะได้รู้ว่า ๒๐๐ กว่าทางนี้มันทำไม่ได้ เราก็หาทางใหม่ คนที่ประสบความสำเร็จเขามีวิธีคิดที่ไม่เหมือนกับเรา นึกออกมั้ย ? ผิดพลาดมา ๒๐๐ ครั้งนั่นก็คือกำไร เราไม่ต้องไปทดลอง ๒๐๐ ครั้งนั่นอีก เพราะรู้ว่ามันผิดแน่ เราก็เริ่มครั้งที่ ๒๐๑
    โน่นทิศตะวันออกอยู่ด้านโน้น ต่อไปจะให้พวกหนูหัดมองทิศตะวันออกเอาไว้บ่อย ๆ ทิศตะวันออกเป็นทิศแห่งแสงสว่าง ตะวันมีขึ้น มีตก โลกเรามีมืดมีสว่าง ชีวิตของเรามีสุขมีทุกข์ ทุกอย่างมันเป็นของคู่กัน สักวันหนึ่งข้างหน้าบางทีสิ่งที่เราปรารถนามันไม่สมหวัง เรารู้สึกว่าชีวิตมันมืดไปหมด ทำอะไรไม่ถูก หนูมองไปทางตะวันออกเข้าไว้แล้วก็ ขอให้เชื่อเถอะว่า ความมืดมันอยู่ไม่นานหรอก เดี๋ยวความสว่างก็มาถึง ความทุกข์มันอยู่ไม่นานถ้าเราต่อสู้ฟันฝ่า เดี๋ยวความสุขก็มาถึง
    เพราะฉะนั้นต่อไปข้างหน้าถ้าทำอะไร คิดว่ามันไม่ไหว หันไปมองทางตะวันออกเข้าไว้ แล้วก็ขอให้เชื่อว่า ความล้มเหลวมันเป็นของคู่กับความสำเร็จ ตั้งหน้าทำไปเดี๋ยวความสำเร็จมาเอง ฟังเข้าใจมั่งไม่เข้าใจมั่ง ก็ช่าง อยากจะบอกเพื่อว่าถึงวาระถึงเวลาเราจะได้รู้วิธีที่จะแก้ไขต่อสู้เพื่อที่จะก้าวพ้นในจุดลำบากของเรา คนเราทุกคนที่ประสบความสำเร็จมันไม่มีสบาย ๆ หรอก รัชกาลที่ ๖ ท่านบอกว่า ”หนทางแห่งเกียรติศักดิ์ จักโรยด้วยดอกไม้ หอมหวนยวนจิตไซร้ ฤๅมี” การจะก้าวสู่ความสำเร็จไม่มีถนนที่ปูด้วยกลีบกุหลาบ แถมหนามมาให้เพียบเลย กุหลาบไร้หนามมันมีแต่ละคร ในเมื่อทุกอย่างต้องมีสิ่งที่ลำบากแฝงอยู่ ถ้าเราสู้แล้วผ่านไปได้มันะจะภูมิใจ
    ตอนนี้แพรอาจจะไม่มั่นใจเราจะเอ็นฯ ผ่านมั้ย ? แต่ถ้าเกิดผ่านได้เราจะภูมิใจมาก ถ้าหากว่าเราไม่ผ่าน เราไปเรียนมหาวิทยาลัยเปิด เราสามารถที่จะสำเร็จได้ก่อนเพื่อนก็ดี หรือว่าสำเร็จได้ทั้ง ๆ ที่อยู่ในลักษณะศึกษาด้วยตนเองก็ดี เราจะภูมิใจมากกว่าเพื่อนที่เขาเป็นไข่ในหินที่ครูบาอาจารย์คอยทนุถนอมซะด้วยซ้ำไป อย่าลืมทิศตะวันออกนะ ถึงเวลามองตะวันออกไว้ ตอนนี้มันค่อย ๆ มืดแล้ว แต่จำไว้ว่ามืดมันคู่กับความสว่าง ตอนที่มืดที่สุดก็คือตอนที่ความสว่างใกล้จะมาถึง อันนี้เป็นสัจธรรมเลย ไม่ใช่เรื่องที่พูดให้เท่ ๆ ตอนที่ทุกข์ยากลำบากก็จะมีความสุขรออยู่ข้างหน้า ตอนล้มเหลวก็ขอให้รู้ว่าความสำเร็จมันอยู่ไม่ห่าง
    เราล้มเหลวครั้งหนึ่ง เราก็ได้ประสบการณ์ ถ้าเราสำเร็จครั้งหนึ่งเราก็ได้กำไร ได้ทั้งคู่ไม่มีเสีย ”เจ้าเกิดมามีอะไรมาด้วยเจ้า” ...มาตัวเปล่า ตอนนี้ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว เรียนมาจนขณะนี้มองโลกในแง่ร้ายไว้นิด ๆ ว่าเราอาจจะเอ็นฯไม่ติดก็ได้ ถึงเวลาได้มันก็กำไร ไม่ได้ก็เสมอตัวเพราะเราคิดว่าไม่ได้เอาไว้แล้ว
    ถาม : (เรื่องย้ายพระแม่กวนอิม) เห็นอาจารย์บอกให้ย้ายมาไว้รวมที่หิ้งพระ แล้วเวลาสวด ต้องสวด ๒ ครั้ง จุดธูป ๒ ครั้ง ?
    ตอบ: ไม่ต้องทีเดียว จุดครั้งเดียวเหมาหมดเลย
    ถาม : แล้วสวดรวมไปหมดเลย ?
    ตอบ: รวมทีเดียวได้เลย จะเป็นเจ้าแม่กวนอิม จะอะไรก็แล้วแต่ เอาบทสรรเสริญพุทธคุณขึ้นหน้าก่อน ตามด้วยเจ้าแม่กวนอิม ตามด้วยรัชกาลที่ ๕ หรือด้วยรัชกาลที่ ๕ แล้วเจ้าแม่กวนอิมแล้วแต่เรา คือเอาพระนำหน้าก่อน
    ถาม : จุดธูปแค่ครั้งเดียว ?
    ตอบ: จ้ะ จุดมาก ๆ เดี๋ยวโรงงานธูปรวย
    ถาม : รัชกาลที่ ๕ จุดด้วยธูป ๕ ดอก หรือ ๗ ดอก เพราะบางคนพูดไม่เหมือนกัน
    ตอบ: เอา ๕ ดีกว่า เราจุดธูป ๕ ดอกบูชาพระไปเลย บูชาตามสายหลวงพ่อ ท่านได้รับการสงเคราะห์จากพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ประจำ ท่านก็เลยจุด ๕ ดอก แต่บางคนว่า ๕ ดอก ก็คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พ่อแม่ ครูอาจารย์ รวมแล้วก็ ๕ เหมือนกัน แล้วแต่จะตีความ
    ถาม : แล้วจุดไหว้เจ้าแม่กวนอิมใช้ธูปกี่ดอก ?
    ตอบ: อันนั้น ยิ่งเยอะ ยิ่งดี จะเห็นคนจีนเขาขยันจุดกันจังเลย เล่นกันเป็นกำ ๆ เดินเข้าไปในศาลเจ้า เดินออกมานี่น้ำตาร่วงเลย
    ถาม : จริง ๆ จำนวนธูปนี่ไม่ใช่สิ่งสำคัญเลย ?
    ตอบ: ไม่ใช่ สำคัญว่าได้บูชามั้ย ? การบูชาด้วยธูปก็คือของหอม การบูชาด้วยเทียนคือแสงสว่าง เป็นการบูชาด้วยของหอมและแสงสว่าง เพราะพุทธเจ้าท่านบอกว่า การบูชาด้วยสิ่งของเรียกว่า อามิสบูชา เรื่องทั้งหลายเหล่านี้จะมีผลในลักษณะที่เรียกว่า เป็นโลกียะ คือจะเป็นทรัพย์สินสิ่งของ หรือเครื่องอำนวยความสะดวก หรือว่าความสามารถพิเศษอะไรบางอย่างเฉพาะตัว
    ท่านบอกว่าปฏิบัติบูชาสำคัญกว่า ปฏิบัติบูชาคือการตั้งใจอยู่ในทาน ศีล ภาวนา ของเราตั้งหน้าตั้งตาทำไป
    ถาม : ถ้าได้ลูกแก้วจักรพรรดิมาแล้วทำอย่างไร ถึงจะมีความคล่องตัว ?
    ตอบ: ใช้ควบกับคาถาเงินล้าน เรื่องของลูกแก้วของหลวงพ่อจะเป็นเรื่องของด้านลาภโดยตรง สวดคาถาเงินล้านบูชา แต่ถ้าหากว่าจะเอาให้ได้ผลจริง ๆ เลย ใช้ควบเป็นกรรมฐาน จับภาพแก้วแล้วภาวนาคาถาเงินล้านไปด้วย
    ถาม : แล้วขึ้นอยู่กับบุญเก่าเราด้วยมั้ยคะ ?
    ตอบ: พูดง่าย ๆ ว่า ถ้าได้มา บุญเก่าต้องดีอยู่แล้วจ้ะ ฉะนั้นได้มาไม่ต้องคิดเลย ลุยได้เลย เรื่องของหลวงพ่อนี่ แค่คาถาอย่างเดียวก็เหลือเฟือแล้ว ยังควบกับแก้วจักรพรรดิอีก ได้ผลมากกว่าปกติเยอะเลย
    ถาม : เคยไปหาหลวงปู่ (ไม่ชัด) แล้วถามว่าจะสามารถบรรลุได้ชั้นต้นหรือเปล่า ? เพราะอยากจะปิดประตูอบาย หลวงปู่บอกว่าให้ละโทสะ
    ตอบ: ไม่ต้องถามจ้ะ ถ้าถามอาจจะไล่เตลิดไปแล้วก็ได้ จำไว้ว่า เรื่องกรรมฐาน เรื่องการบรรลุมรรคผลอะไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับเราทำจริงมั้ย ? ถ้าเราทำจริงมีสิทธิ์ทุกคน คือว่าทุกคนที่ตั้งใจทำมีสิทธิ์ที่จะได้มรรคผลอยู่ทุกคน เพียงแต่ว่าทำจริงแค่ไหนเท่านั้น จะต้องมั่นใจว่าเราคือหนึ่งในผู้ที่จะบรรลุมรรคผล ไม่ใช่ไปเที่ยวถามคนโน้นคนนี้ ถามไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะขึ้นอยู่กับการทำของเรา
    ถาม : เขาบอกว่าชาตินี้ เขาขอแค่เป็นพระโสดาบัน เพราะว่าคิดว่าจะเกิดมาใหม่ ที่จะช่วยคน
    ตอบ: ได้จ้ะ คือตั้งความหวังว่าเราจะเป็นพระอรหันต์ไปเลย ถ้าหากว่ามันไม่ถึงแล้วเราค่อยมาช่วยคน ถ้าตั้งเป้าไว้สูงมันจะเยอะไปเอง ยังอยากช่วยคนอีกมากหรือ ? ถ้าอยากช่วยเดี๋ยวจะให้ช่วยเอง ทุกคนมีกรรมเป็นของตัว
     
  2. WebSnow

    WebSnow ผู้ก่อตั้งเว็บพลังจิต ทีมงาน Administrator

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 เมษายน 2003
    โพสต์:
    8,408
    กระทู้เรื่องเด่น:
    64
    ค่าพลัง:
    +60,996
    <TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width=760 align=center><TBODY><TR><TD vAlign=top background=images/thammat02.jpg width=290></TD><TD vAlign=top background=images/topbarback.gif width=445><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" height=38><TBODY><TR><TD vAlign=bottom width="100%" align=right>
    [​IMG][​IMG][​IMG] </TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD width=25>[​IMG]</TD></TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width=760 align=center><TBODY><TR><TD height="100%" background=images/b1.gif width=25>[​IMG]</TD><TD bgColor=#ffffff height="100%" background=images/glass.gif width="100%"><TABLE border=0><TBODY><TR><TD rowSpan=2></TD></TR></TBODY></TABLE>[​IMG][​IMG] <TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width=680 align=center><TBODY><TR><TD><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD height=21 width=15>[​IMG]</TD><TD height=21 background=images/up.gif width="100%" align=middle></TD><TD>[​IMG]</TD></TR><TR><TD background=images/left.gif width=15> </TD><TD bgColor=#fefefe background=images/glass.gif width="100%"><TABLE border=0 cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center><TBODY><TR><TD> ถาม: กับแม่นี่ เกิดมาไม่ค่อยได้อยู่ด้วยกัน แล้วเขาก็แทบไม่เคยได้เลี้ยงดู เวลาอยู่ด้วยกันก็มีแต่เรื่องทุกครั้งเลย เราก็ไม่ได้อยากจะอยู่ใกล้เขา อย่างนี้จะทำอย่างไร ?
    ตอบ: ถ้าหากอยู่ใกล้มีเรื่อง ก็ขยับไกลออกมาอีกหน่อย
    ถาม : ถ้าไกลไปเขาก็จะไปต่อว่าลูกไม่ดี อย่างนี้จะทำอย่างไรดี ?
    ตอบ: ปัจจุบันทำอย่างไร เอาแค่นั้นพอ เพราะว่าถ้าเราอยู่ใกล้ไปจะกลายเป็นว่าสร้างบาปให้กับตัวมากขึ้น กับมีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกันตลอด ออกไกลมาหน่อย ถ้ามีอะไรที่ไม่เกินวิสัยที่จะช่วยเหลือสงเคราะห์ท่านได้ก็ช่วยไป ถ้าไม่ไหวก็ถอยออกมาใหม่ เข้า ๆ ออก ๆ อยู่อย่างนี้แหละ
    ถาม : บางทีเราบ่นเรื่องแม่ให้เพื่อนฟัง บางครั้งเขาก็บ่นให้เราฟัง แต่ว่ามันเป็นเรื่องจริง เราไม่ได้ใส่ความแม่เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ อันนี้บาปมั้ยคะ ?
    ตอบ: มันจะบาปอย่างไร ? แค่เล่าสู่กันฟัง อย่าไปด่าแม่ให้เพื่อนฟังแล้วกัน ถ้าอย่างนี้บาปแน่ ๆ
    ถาม : เริ่มแรกนี่เราหวังอย่างไร ถึงจะไม่โลภ ?
    ตอบ: อย่าเอาเกินพันล้าน (หัวเราะ) ขออะไรถ้าได้มาโดยถูกต้องตามศีลธรรม เขาไม่ถือว่าโลภ เรียกว่า เป็นสัมมาอาชีวะ ไม่ใช่ประเภทลักขโมย หยิบฉวย ช่วงชิง ฉ้อโกง อันนั้นโลภแน่ เพราะฉะนั้นจะกี่หมื่นกี่แสนล้านก็เชิญตามสบาย
    นางวิสาขาอุบาสิกา ท่านเป็นพระโสดาบันตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ เฉพาะที่เขาเรียกว่าพรหมไทย ของที่ปู่ให้วันแต่งงาน เกวียนขนเป็นพัน ๆ เล่มเลย อย่างละ ๕๐๐ เล่มเกวียน จะเรียกว่าโลภมั้ย ? พระโสดาบันด้วยนะ ได้เท่าไหร่เอาเท่านั้น
    ถาม : แม่หนูเขาพอมีสตางค์ จะทำบุญเยอะ เขาบอกว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไร เราทำน้อยจะได้มากได้อย่างไร ดูอย่างบิล เกตต์สิ เขาต้องทำมาเยอะ เขาถึงได้รวยขนาดนั้น
    ตอบ: อันนั้นเข้าใจผิด ถ้าไปเจอพระที่ไม่ค่อยจะใช่พระ แล้วมันจะหมดเยอะ การทำบุญ ถ้าหากว่าเจตนาบริสุทธิ์ วัตถุทานได้มาโดยบริสุทธิ์ ผู้ให้คือตัวเองมีศีลบริสุทธิ์ ผู้รับเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ อย่างนั้นจะมีผลมหาศาลเลย โดยเฉพาะให้ในลักษณะของการถวายสังฆทาน วิหารทาน ธรรมทาน ยิ่งมีผลมากเข้าไปใหญ่ เพราะฉะนั้นถ้าหากทำเป็น ทำน้อย ก็ได้ผลมาก
    ถาม : ตัวเองก็ต้องมีศีลบริสุทธิ์ด้วย ?
    ตอบ: จ้ะ มันต้องประกอบด้วย ๔ ส่วนพร้อมกัน ไม่ใช่ว่าทำมาก ๆ แล้วจะได้มาก ถ้าวัตถุทานได้มาโดยไม่บริสุทธิ์ ฉ้อโกงเขามา ลักขโมยเขามา ช่วงชิงเขามา เจตนาไม่บริสุทธิ์ ไม่ได้คิดทำเพื่อเป็นการตัดความโลภ หรือว่าเพื่อสงเคราะห์คนอื่นเขา ตัวเองเป็นผู้ไม่มีศีลบริสุทธิ์ ขณะเดียวกันผู้รับไม่มีศีลด้วย ทำเยอะก็ได้ผลกะจึ๋งเดียว
    อังกุรเทพบุตร ตั้งโรงทาน ๘๐ โรง เลี้ยงคนทั้งกลางวันกลางคืน ๒๐,๐๐๐ ปี ด้วยกัน ปรากฏว่าไปเป็นเทวดาที่มีอานุภาพน้อยที่สุดของดาวดึงส์ เพราะว่าโลกยุคนั้นว่างจากศาสนา คนไม่มีศีลไม่มีธรรมเลย
    ถาม : เขาบอกว่าทำทานก็ต้องทำอย่างบิล เกตต์ ถึงจะรวยขนาดนี้
    ตอบ: นี่ถ้าเขารู้ว่า เมณฑกเศรษฐีใส่บาตรตั้งหนึ่งทัพพี แล้วรวยขนาดนั้น คงช็อคไปแล้ว หรือไม่ก็ปิดทองด้วยแผ่นทองกว้างปีกริ้น ก็ทองคำเปลวอย่างนั้นนิดเดียวเอง เพียงแต่ว่าเจตนาท่านทำเป็นพุทธบูชา การใส่ไปถึงยอดสูงสุดผ่านหมดทุกอย่าง บอกเอาแค่พอจะเป็นไปได้เอามันสุด สุดยอดไปเลย (หัวเราะ)
    จำไว้ว่าเรื่องของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ใช้คำว่าอัปมาโณ ประมาณไม่ได้ ในเมื่อประมาณไม่ได้นี่หวังอะไรก็ไม่เกินวิสัยทั้งนั้นแหละ เพียงแต่ว่าสิ่งที่เราทำมามันเพียงพอมั้ย ? เรื่องของศาสนาเรานี่พระพุทธเจ้าท่านบอกความจริงให้รู้ เป็นเรื่องของเหตุกับผล ถ้าเราสร้างเหตุไม่พอผลมันไม่เกิด เพราะฉะนั้นเราต้องทำเหตุไปเรื่อย ถ้าพอเมื่อไหร่ผลเกิดทันที
    ถาม : ฟังเพื่อนบอกต้องทำใจให้สบาย ไม่ต้องคิดอะไร
    ตอบ: ทำได้แหละดี แต่ทำแล้วตั้งเจตนาไว้ว่าเราทำแล้วต้องการอะไรว่าไปเลย เพราะต้องการไม่ต้องการผลนั้นเกิดแน่ เพราะฉะนั้นจำกัดไปเลยว่าให้เกิดอย่างไร ให้เกิดเมื่อไหร่จะดีกว่า เพราะว่าเป็นการประกันความเสี่ยงไว้ ไม่ใช่อยากจะกิน ตอนนี้อีก ๓ วันถึงจะมีกินก็หิวแย่
    ถาม : คำว่า “บันลือสีหนาท”...?
    ตอบ: “กล้าพูด” ชัดมั้ย ?
    ถาม : อย่างหลวงตามหาบัว ?
    ตอบ: ลักษณะคล้าย ๆ อย่างนั้น กล้าพูด ภาษาบาลีเขาใช้คำลักษณะอย่างนั้น เหมือนกับราชสีห์คำราม คืออยู่ในลักษณะกล้าพูด อย่างในสมัยพุทธกลางก็มี พระปิณโฑลภารทวาชะ เมื่อท่านบรรลุมรรคผลแล้วท่านประกาศอยู่เสมอว่า “ใครสงสัยข้องใจข้อธรรมข้อไหนให้มาถามเรา” พระที่เป็นปุถุชนไม่เข้าใจ ไปฟ้องพระพุทธเจ้าว่าท่านอวดอุตตริมนุสธรรม พระพุทธเจ้าท่านก็เลยต้องเล่าบุรพกรรม ให้ฟังว่าในอดีตท่านเคยเป็นราชสีห์มาก่อน แล้วท่านเฝ้าปรนนิบัติพระปัจเจกพุทะเจ้า ทำที่ให้พระปัจเจกพุทธเจ้าพักอยู่ในถ้ำของท่าน ก่อนจะออกไปหากินก็คำรามขู่ไว้ก่อนกันสัตว์อื่นจะมารบกวน พอมาชาตินี้ท่านก็ยังมีนิสัยเดิมมาก็คือกลายเป็นคนกล้าพูด กล้าทำ แบบนั้น เขาเลยใช้คำว่า “บันลือสีหนาท” ทำเหมือนยังกับราชสีห์คำราม กล้าพูด กล้าทำ
    ถาม : มีกล่องมูลนิธิแล้วเราไปใส่ถือว่า ....?
    ตอบ: เท่ากับเรามีส่วนร่วมในงานบุญนั้น ๆ
    ถาม : แต่เราก็ไม่รู้ว่าคนรับมีศีล....?
    ตอบ: อันนั้นเราต้องเจตนาของเราให้สูงสุดไปเลย เพราะมูลนิธิเป็นงานเพื่อส่วนรวมอยู่แล้ว ถ้าหากว่าเหมือนของพระ ก็ถือว่าเป็นสังฆทานไปเลย เพราะฉะนั้นลักษณะของทานไม่จำกัดเขตแบบนั้น ไม่ต้องไปสนใจว่าคนรับจะดีเท่าไหร่หรอก ผลมันมหาศาลอยู่แล้ว ถ้าเพื่อส่วนรวมทำไปเถอะ
    ถาม : สมัยหลวงพ่อ มีที่เป็นฆราวาสหลายรายที่เป็นพระอรหันต์ ณ ขณะนั้นรู้ตัวมั้ยว่าจะต้องตาย ?
    ตอบ: ถ้าหากว่าทั่วถึงจริง ๆ ส่วนใหญ่จะรู้ เพราะว่าญานคือเครื่องรู้จะเกิด ไม่ต้องถึงขนาดพระอรหันต์หรอก แค่พระโสดาบันก็รู้แล้ว ถ้าไม่ใช่พระพุทธเจ้าเสด็จมาพยากรณ์ ก็จะมีญานคือเครื่องรู้เกิดขึ้น แต่ว่าพระอริยเจ้าตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป ท่านเป็นผู้มีความไม่ประมาทเป็นปกติ เพราะฉะนั้นถึงท่านรู้ว่าตัวเองเป็นพระอริยเจ้าแล้วแต่ก็ตั้งหน้าตั้งตาทำต่อไปเรื่อย ไม่ใช่สุกขวิปัสโก แล้วถึงจะเป็น ต่อให้เป็นพระวิชชาสาม อภิญญาหก สมาบัติแปด อะไรก็ตาม ถ้าหากว่าการบรรลุมรรคผลจะมาพิจารณาในลักษณะสุกขวิปัสโกหมด เพียงแต่ว่าพระที่ท่านเป็นวิชชาสาม อภิญญาห้า สมาบัติแปด ท่านมีกำลังฌานเป็นเครื่องช่วย ช่วยได้เยอะมาก
    ถาม : .........................................
    ตอบ: ถ้าหากว่าเป็นพระอรหันต์ถ้าไม่บวชก็ตายภายในวันนั้นแหละ ถ้าเป็นตอนเช้า ก็ไม่เห็นตะวันตก ถ้าเป็นตอนกลางคืนก็ไม่ได้เห็นตะวันขึ้น
    ถาม : แล้วตรงไหนจะเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าเราควรจะไปทางไหน เป็นฆราวาสก็ตายไปเลย หรือว่า.............?
    ตอบ: ตอนนั้นตัวปัญญา หรือความเป็นทิพย์จะมีอยู่ อย่างคุณจันทนา วีระผล พอทำไปถึงระดับหนึ่งก็นั่งพิจารณาตัวเอง มีญาณคือเครื่องรู้บอกว่า ถ้ารักษษกำลังใจไว้ระดับนี้จะอยู่ต่อไปได้อีก ๑๒ ปี แต่ถ้าหากว่าปล่อยยาว ก็จะตายภายในวันนี้เลย ตกลงท่านก็ทิ้งยาวไปเลย คือ ๑๒ ปีจะอยู่ต่อไปทำไม มันก็ลำบากอีก ๑๒ ปี
    ถาม : อย่างนี้จัดเป็นกรณีพิเศษหรือเปล่า ?
    ตอบ: ไม่เรียกว่ากรณีพิเศษ คือใครถ้าทำถึงตรงนี้ ก็ต้องเป็นอย่างนี้กันเกือบทั้งนั้น
    ถาม : ถ้าเป็นพระอนาคามีแล้ว ถ้าจะก้าวเข้าสู่พระอรหันต์ ที่เหลือในสังโยชน์คือ รูปราคะ อรูปราคะ ตรงนี้เราอ่อน แค่เรายังไม่รู้ตัวว่าเราอ่อน หรือเราไม่ได้สนใจมัน แต่เราอาจจะไม่รู้ตัวว่าเราอ่อนหรือเปล่า ตรงนี้เราจะใช้อะไรพิจารณา
    ตอบ: เขาจัดตัวสุดท้ายคือ อวิชชาไปเลย พยายามอย่าให้ใจยึดเกาะอะไรทั้งนั้น สิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อย่ายินดีกับมัน และอย่ายินร้ายกับมัน ประเภทเห็นชอบใจก็เสร็จแล้ว คือฉันทะ พอใจอยู่แล้ว ก็จะเกิดราคะ ยินดี อยากมี อยากได้ ก็เสร็จอยู่ตรงนั้นเองไม่ต้องไปไหนหรอก เพราะฉันทะ กับราคะ คืออวิชชา
    ถาม : แล้วตัวอุทธัจจะ นี่จะกำจัดอย่างไร ?
    ตอบ: ถ้าถึงระดับนั้น สบายมากอยู่แล้ว กำลังใจของผู้จะเป็นพระอริยเจ้าตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป อย่างน้อยต้องมีกำลังของปฐมฌานเป็นเครื่องค้ำ ถ้าเป็นพระอนาคามีต่ำสุดต้องมีฌาน ๔ ไม่อย่างนั้นจะกำจัดโทสะไม่ได้ กำจัดราคะไม่ได้ กำลังที่ทรงฌานได้ขนาดนั้น ตัวอุทธัจจะ ฟุ้งซ่านนี่ถ้าจับฌานอยู่มันไม่ไปไหนหรอก จะไปฟุ้งอะไรได้ เพียงแต่ว่า รูปราคะ อรูปราคะ คือการติดในรูปและสิ่งที่ไม่ใช่รูป ส่วนที่ละเอียดที่สุดก็คือ รูปฌาน อรูปฌาน ...(ไม่ชัด)... เพราะฉะนั้นยิ่งเป็นพุทธานุสสติยิ่งง่ายใหญ่เลย เพราะพระพุทธเจ้าไม่อยู่ที่ไหน นอกจากพระนิพพาน
    ถาม : มันเป็นส่วนดีของเรามั้ย ไม่ค่อยได้สนใจ หรือเรียกว่าไม่เห็นพรหม เห็นเทวดา?
    ตอบ: ยิ่งง่ายใหญ่ เพราะถ้าเห็นเดี๋ยวก็ไปติดแหง็กอยู่แค่นั้นเอง เกาะนิพพานอย่างเดียว ได้เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ถ้าสามารถเกาะได้ โดยที่ไม่ให้ความสนใจเรื่องของพรหมเทวดาไปเลย ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เรื่องของพรหม เทวดา เราเคารพท่านเป็นปกติ แต่ว่าเทวโลก พรหมโลกเราไม่เอาด้วย
    ถาม : อย่างนี้พอจะมีสิทธิ์ใช่มั้ยครับ ชาตินี้?
    ตอบ: ถ้ายังถามอย่างนี้ไม่มีสิทธิ์ (หัวเราะ) คนเราทำอะไรมันต้องมั่นใจ
    ถาม : ถ้าเกิดมั่นใจไปแล้ว บางทีมันประมาท
    ตอบ: เขามั่นใจแล้วตั้งหน้าตั้งตาทำ ตัวนี้เป็นตัวลังเลสงสัยวิจิกิจฉา เข้าใจหรือยังว่าสงสัยแบบไหน ? มันสงสัยอย่างนี้ คือขาดความมั่นใจในผลการกระทำของตน
    ถาม : (น้องชายบวชพระ) แม่ไปเยี่ยมจะบังคับให้ท่านเรียนหนังสือ จะถามว่าถ้าท่านไม่เรียนจะเป็นอะไรมั้ย ?
    ตอบ: ถ้าหากตามกฎมหาเถรสมาคม ภายใน ๕ พรรษาต้องสอบให้ได้อย่างน้อยนักธรรมตรี เพราะว่าบังคับให้พระมีความรู้ เนื่องจากว่าประเภทบวชมาอาศัยวัดกินอย่างเดียวก็มี ถึงเวลาไม่มีความรู้ นักธรรมตรีเป็นเรื่องของศีลพระ วินัยพระ เท่ากับบังคับให้รู้ว่าเป็นพระแล้วต้องทำอย่างไรถึงจะถูก ทำอย่างไรถึงผิด จะได้รู้ตรงจุดนี้ไว้ เขาเลยบังคับ ภายใน ๕ พรรษา ต้องสอบให้ได้อย่างน้อยนักธรรมตรี หลังจากได้แล้วจะเรียนต่อไม่เรียนต่อไม่ว่า
    ถาม : ฆราวาสอายุเยอะ ไปบวชก็....?
    ตอบ: ตอนนี้เขาห้าม เกิน ๖๐ ไม่รับ เป็นระเบียบมหาเถรสมาคมระบุไว้เลย เพราะฉะนั้นใครที่เกษียณแล้วจะไปบวชไม่ต้องหวัง เพราะเขากลัวว่าบรรดาหลวงตาแก่ ๆ พอไม่มีใครทำมาหากิน ลูกหลานทิ้งขว้างก็บวชเข้าไป แล้วบวชเข้าไปก็ไม่ยอมศึกษาหาความรู้ว่าเป็นพระต้องปฏิบัติอย่างไร ไปทำเละเทะให้คนเสื่อมศรัทธา นั่นก็เลยห้ามไว้เลย เป็นระเบียบเลยว่าตั้งแต่นี้ไปถ้าหากเกินกว่า ๖๐ แล้วไม่รับ
    ถาม : พระอรหันต์ที่ไม่มีชีวิตแล้ว ขึ้นไปบนนิพพาน มีประเภทไม่มีความรู้มีมั้ย ?
    ตอบ: ถ้าไม่มีความรู้เป็นพระอรหันต์ไม่ได้ พระอรหันต์ต้องฉลาดที่สุดแล้ว ถ้าไม่ใช่พระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณไม่จำเป็นต้องรู้หมด เอาเฉพาะกรรมฐานกองใดกองหนึ่งทำถึงที่สุด ไปนิพพานได้แล้ว
    ถาม : อยู่บนโน้นแล้วความรู้มาเองหรือ ?
    ตอบ: มันมาตั้งแต่ก่อนจะไปแล้ว ถ้ารอให้ไปแล้วค่อยมาก็ไปไม่ได้เท่านั้นสิ
    ถาม : ฌานกับญาณต่างกันตรงไหน ?
    ตอบ: ฌาน เป็นกำลังที่เกิดจากการฝึก ญาณเป็นผลของการใช้ฌาน ญาณเป็นเครื่องรับรู้โดยอาศัยกำลังของฌานช่วย
    ถาม : ก็คือ ฌานต้องมาก่อนญาณ ?
    ตอบ: เรียกว่าอย่างนั้นได้เลยจ้ะ ญาณแปลว่าเครื่องรู้ รู้อดีต รู้ปัจจุบัน รู้อนาคต รู้กรรมของคนและสัตว์ ระลึกชาติได้รู้ใจคนอื่นอย่างนี้เรียกว่าญาณ แต่ ฌาน ก็คือกำลังสมาธิที่เราฝึกมา ใช้สมาธิอันนั้นเพื่อเรียนรู้ในสิ่งไหน เข้าใจในสิ่งไหน ในลักษณะรู้อดีตเขาเรียกว่า อตีตังสญาณ รู้อนาคตก็เป็นอนาคตังสญาณ
    ถาม : นั่งสมาธิ ไม่เห็นจะได้อะไรเลย
    ตอบ: แล้วจะเอาอะไร ? เรื่องนั่งสมาธิสำคัญอันดับแรก คือ ใจเราสงบ ถ้าหากว่าใจสงบ จะเริ่มมีปัญญารู้เห็นความเป็นจริงของโลกนี้ เรื่องของการที่ได้โน่นได้นี่ ได้ทิพจักขุญาณ รู้เห็นเรื่องผี เรื่องเทวดา ไปเที่ยวนรก เที่ยวสวรรค์ได้ อันนั้นถือว่าเป็นของแถม ถ้าหากว่าใครทำถึงระดับหนึ่ง ถ้าของเก่ามีของแถมนี่จะโผล่มาแล้วส่วนใหญ่จะพาให้คนติดอยู่แค่นั้นด้วย จะไม่ก้าวหน้าในการปฏิบัติ จะไปเพลินอยู่กับเรื่องที่... มันน่าสนใจ แต่จริง ๆ แล้วมันหลอกให้เราสนใจ
    ถาม : เวลาไปนั่งที่วัด หลวงพี่ท่านช่วยแนะให้ บางทีเราไม่ได้คิดหรือไม่ได้เห็น ไม่ได้นึก ถ้านึกขึ้นมาแวบหนึ่ง หลวงพี่ท่านก็จะทักจะเหมือนกับที่เราคิด เดาเอาหรือว่าท่านรู้จริง ๆ?
    ตอบ: จะมีอยู่ตัวหนึ่ง ท่านเรียกว่า เจโตปริยญาณ คือรู้ใจคนอื่น โดยเฉพาะบรรดาครูฝึก จะได้เปรียบตรงนี้มาก เพราะว่าตัวเจโตปริยญาณจะคล่อง เพราะว่าปล้ำกับลูกศิษย์มาอยู่ตลอด เพราะฉะนั้นในเมื่อของเราเกิดความรู้สึกอะไรขึ้น ท่านจะรู้ แล้วก็พูดตรงตามนั้น
    ถาม : แล้วอย่างนี้ ถ้าคิดอะไรท่านก็จะรู้หมดสิ ?
    ตอบ: ถ้าสนใจจะรู้ แต่ว่าส่วนใหญ่แล้วเขาจะดูแต่ใจตัวเอง คือว่าบุคคลที่ได้เจโตปริยญาณ รู้ใจคนอื่นประโยชน์มันน้อย ต้องดูใจตัวเองว่า ใจเรามีกิเลสอะไรอยู่บ้าง ? มีความดีอยู่มั้ย ? ถ้าไม่มีความดีสร้างความดีขึ้นมา ถ้ามีความดีแล้ว สร้างความดีให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป มีความชั่วอยู่มั้ย ? ถ้ามีความชั่วอยู่ไล่มันออกไป ระมัดระวังไว้อย่าให้มันเข้ามา เขาจะดูตัวเอง เขาไม่เสียเวลาไปดูคนอื่นหรอก แต่ว่าถ้าอยากรู้ อยากลองอะไรนี่ บางทีท่านก็ทิ่มให้ตรง ๆ เหมือนกัน แล้วเราก็ร้องจ๊าก บางทีไม่อยากไปหาพระอีก
    ถาม : นั่งสมาธิทุกวัน เขาบอกว่านั่งสมาธิแล้วจะรู้สึกเป็นสุข แต่บางทีนั่งสมาธิแล้วทรมาน ทำไมมันนานจัง ?
    ตอบ: เปลี่ยนอิริยาบถมั่งสิ เขาไม่ได้ให้นั่งอย่างเดียว พระพุทธเจ้าท่านบอกยืน เดิน นั่ง นอน ทำได้ทุกอิริยาบถ ถ้ารู้สึกว่าทรมานมากก็เปลี่ยนซะ เปลี่ยนจากนั่งไปเป็นยืนบ้าง ไปเป็นเดินบ้าง ขอให้ทำให้จริง ๆ เท่านั้นแหละ
    ถาม : แล้วเวลานั่งสมาธิไปสักนาน ๆ นิดหนึ่ง เหมือนจะหลับแต่ว่ามันก็ไม่หลับ แล้วเวลาสะดุ้ง หัวใจเต้นแรง ๆ
    ตอบ: อันนั้นเขาเรียกว่า พลัดจากฌาน คือกำลังใจจะเริ่มเป็นปฐมฌานแล้ว คำว่าฌาน คือความเคยชินของคำภาวนา จะมีอยู่ ๔ ระดับ ๘ ขั้น เขาเรียกว่าปฐมฌาน ความเคยชินขั้นที่หนึ่ง ไล่ไปจนถึงความเคยชินขั้นที่ ๘ โน่น แต่จริง ๆ แล้ว ๔,๕,๖,๗,๘ กำลังมันเท่ากัน เพียงแต่ว่า ๕,๖,๗,๘ เปลี่ยนวิธีคิดเท่านั้น
    คราวนี้ขั้นที่ ๑ ที่เรียกว่า ปฐมฌาน ถ้ากำลังใจหยาบนิดหนึ่ง สติจะตามไม่ทัน พอสติตามไม่ทันมันเริ่มเกาะติดได้ก็หลุด จะวูบเหมือนเราสะดุ้ง ลักษณะนั้นเขาเรียกว่าพลัดจากฌาน พอสะดุ้งเสร็จหัวใจจะเต้นแรง บางทีก็เหมือนกับตกใจ เหมือนกับตกจากที่สูง อันนั้นเป็นอาการที่พลัดจากฌาน ถึงเวลาให้เราเอาใจจดจ่ออยู่กับลมหายใจเข้า-ออกให้มั่นคงกว่านั้น ตามรู้มันให้มันมั่นคงกว่านั้น ถึงเวลาก้าวข้ามไปได้ต่อไปก็จะไม่เป็นอีก ถ้ายังก้าวข้ามไม่ได้เดี๋ยวก็พลัดอยู่เรื่อย ๆ เดี๋ยวก็วูบอยู่เรื่อย ๆ
    ถาม : แต่มันเหมือนคล้าย ๆ จะหลับ
    ตอบ: ก็คล้าย ๆ อย่างนั้น เพราะสติจะเริ่มขาด ตามไม่ทันพอสติขาดพลัดจากฌาน วูบมาเราก็เลยสะดุ้ง หรือไม่บางทีก็หวิว เหมือนยังกับตกจากที่สูง
    ถาม : แล้วทำอย่างไร เพราะว่ามันแค่นี้ แล้วก็เป็นอย่างนี้เรื่อย ๆ ?
    ตอบ: บอกแล้วว่า ให้สติอยู่กับลมหายใจเข้า-ออกให้มั่นคงกว่านั้น ให้มันจดจ่ออยู่แค่นั้น แค่ลมหายใจเข้า-ออกเฉพาะหน้า สังเกตว่าตอนนั้นถ้าเราเผลอเมื่อไหร่จะเป็นทุกที เพราะฉะนั้นห้ามเผลอ ถ้าข้ามไปได้แล้วมันจะไม่เป็นอีก ข้ามไปปุ๊บเหมือนคนเคยเข้าประตูไปทางด้านนั้น รู้ว่าประตูนั้นเข้าได้ถึงเวลาก็ตรงไปเลย พยายามหน่อย เริ่มดีแล้ว พอได้ปฐมฌานตียาวเลย
    ตั้งใจดูในเรื่องของความเคารพในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ให้จริงจังไม่ล่วงเกินด้วยกาย วาจา ใจ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ตั้งใจดูเรื่องศีลให้บริสุทธิ์ อย่าทำให้ศีลขาดด้วยตัวเอง อย่ายุให้คนอื่นเขาทำ อย่ายินดีเมื่อคนอื่นเขาทำ แล้วก็ตั้งใจว่าถ้าตายจะไปนิพพาน กำลังของปฐมฌานเพียงพอที่จะตัดกิเลสหยาบขั้นต้น เพื่อความเป็นพระโสดาบัน หรือสกิทาคามีได้ ถ้าได้ปฐมฌานนี่สบายยึดหัวหาดได้ส่วนหนึ่งแล้ว ตั้งหน้าตั้งตาลุยตรงอารมณ์พระโสดาบันสกิทาคามีไปเลย
    </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
     

แชร์หน้านี้

Loading...