ฉบับที่ ๖๓ เดือนพฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๒

ในห้อง 'กระโถนข้างธรรมาสน์' ตั้งกระทู้โดย WebSnow, 29 มิถุนายน 2009.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. WebSnow

    WebSnow ผู้ก่อตั้งเว็บพลังจิต ทีมงาน Administrator

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 เมษายน 2003
    โพสต์:
    8,371
    กระทู้เรื่องเด่น:
    62
    ค่าพลัง:
    +60,571
    (รอสักระยะหนึ่ง)
     
  2. paang

    paang เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 เมษายน 2005
    โพสต์:
    9,518
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +34,300
    [​IMG][​IMG]
    ช่วงแรกของเล่ม "๔ สุดยอดเมืองพม่า" สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ

    เดือนมกราคม ๒๕๔๗(ต่อ)
    ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ

    ถาม: ด้วยเหตุนี้เพชรคำหยาด (ไม่ชัด)

    ตอบ: ก็มันน่าจะเป็นเทวดาที่ท่านรักษา แทนที่จะประเภทว่าได้บูชาพระธาตุ ท่านเองท่านก็ได้บุญได้อานิสงส์ด้วยก็ดันผ่าเอาไปให้ใครก็ไม่รู้ พระเจ้าอโศกมหาราชท่านถึงแม้จะฆ่าพี่ ฆ่าน้อง ก็เพราะว่าถ้าไม่สู้ตัวเองก็ตาย เพราะว่าท่านเป็นคนโปรดของพระราชบิดา พี่ ๆ น้อง ๆ เจ็ดแปดสิบคนเห็นว่าถ้ารายนี้ยังอยู่ตัวเองไม่มีสิทธิ์ได้ราชสมบัติแน่ ก็เลยยกทัพจะจับฆ่าเสีย

     ท่านเองท่านก็ไม่ได้เจตนาอะไรหรอก ก็ตั้งใจแค่ว่าสู้แค่ตาย แต่ปรากฎว่าสู้แล้วชนะ พอปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ท่านก็รู้ว่าท่านฆ่าคนเอาไว้เยอะ เพราะว่าตอนรบชนะแล้ว ได้ยินเสียงเด็กร้องก็ไปดู ปรากฎว่าเด็กได้รับบาดเจ็บจากอาวุธโดนทอดทิ้งอยู่กลางสนามรบ ท่านก็สลดใจ ว่าทุกคนก็ล้วนแล้วแต่มีลูกมีเมียเหมือนกัน ทุกคนก็รักสุขเกลียดกลัวความเจ็บปวดเหมือน ๆ กัน แล้วนี่เราฆ่าไปนับไม่ได้เลย เฉพาะพี่น้องต่างแม่ฆ่าไปตั้งแปดสิบ ท่านสลดใจขึ้นมาว่าทำอย่างไรเราจึงจะล้างบาปหนักนี่ได้ ก็ไปกราบปรึกษาพระ พระท่านก็แนะนำให้ว่าต้องทำการทำนุบำรุงพุทธศาสนา

     ปรากฎว่าการทำนุบำรุงพุทธศาสนาท่านก็ฆ่าไปบานเบอะอีก สมัยนั้นเดียรถีย์ปลอมบวชมาเยอะ พอเห็นพระเจ้าอโศกมหาราชทำนุบำรุงพุทธศาสนาพระกินดีอยู่ดี นิกายอื่นมันก็ผอมกะหร่องไปตาม ๆ กัน ก็ปลอมเป็นพระเข้ามา เขาเห็นจีวรก็ให้ ๆ มันก็อ้วนไปตาม ๆ กันแล้วก็ทำชั่ว พอมีการร้องเรียนมากขึ้น ๆ ก็เลยมการทำสังคายนาพระวินัย กวาดพระทั้งหมดมารวมกันไว้ เรียกออกมาทีละคน เอาพระที่มั่นใจว่ารู้ธรรมแน่ ๆ มาเป็นพยาน ถามเรื่องคำสอนพระพุทธเจ้า องค์ไหนตอบได้รอด ใครตอบไม่ได้ก็หัวขาดอยู่ตรงนั้น เขาบอกจีวรที่จับถอดออกกองเป็นภูเขาย่อม ๆ เลย พอเห็นว่าเอาจริง พวกยอมถอดจีวรเผ่นกันเยอะกลัวตาย

     สังคายนาพระไตรปิฎกเสร็จเรียบร้อยก็ยังสืบหาทั่วชมพูทวีปขุดหาพระบรมสารีริกธาตุเก่าทั้งหมดขึ้นมา แล้วสร้างเจดีย์ทั่วชมพูทวีป ๘๔,๐๐๐ องค์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุถวายเป็นพุทธบูชา แล้วตัวท่านเองก็เอาสำลีพันตัว เอาน้ำมันราดแล้วก็จุดไฟเผาถวายเป็นพุทธบูชา สายตาเพ่งจดจ่อพระเจีดย์ที่สร้างถวายด้วยความปิติ ตลอด ๗ วันกว่าไฟจะดับ ปรากฏว่าไม่เป็นอะไรเลย อำนาจบุญรักษาเอาไว้ได้ นั่นแสดงว่าท่านต้องได้ฌานสมาบัติด้วย ถ้าไม่ได้ฌานสมาบัตินี่ไหม้เกลี้ยงแน่ ๆ กำลังของฌานจะป้องกันอันตรายต่าง ๆ ได้ทั้งหมด

    ถาม : ต้องฌานระดับไหนถึงป้องกันได้ ?

    ตอบ: ต้องบอกว่า อัปนาสมาธิ ตีซะว่าฌาน ๔ แล้วกัน มีพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งชื่อว่า สมเด็จพระมังคะละสัมมาสัมพุทธเจ้า (ไม่ชัด) ท่านมีพระรัศมีกายแผ่ไปเป็นหมื่นธาตุ องค์โน้นสิบวา องค์นี้ยี่สิบวา องค์นั้นครึ่งโยชน์ องค์นี้หนึ่งโยชน์ องค์นี้แผ่ไปทั้งหมื่นโลกธาตุ สัตว์ทั้งหมื่นโลกธาตุ ไม่จำเป็นต้องอาศัยแสงเดือนแสงตะวัน อาศัยพระรัศมีท่านอย่างเดียวกำหนดเวลากลางวันกลางคืนด้วยการหากินของสัตว์ ด้วยการบานของดอกไม้ ดอกไม้บานสัตว์ออกหากินก็เช้าแล้ว ถึงเวลาสัตว์มันกลับรัง ดอกไม้มันหุบก็ค่ำแล้ว แต่มันสว่างเหมือนกันหมด แล้วก็ไม่ใช่สว่างแค่ชั่วครั้งชั่วคราวแบบองค์อื่น ของท่านสว่างตลอดเป็นนิตย์

     ในอดีตท่านก็ลักษณะเดียวกับพระเจ้าอโศกมหาราช ใช้ตัวเองเป็นไส้ประทีบ คือเอาพวกผ้าพวกสำลีพันตัวเองแล้วราดน้ำมันจุดไฟเผาถวายเป็นพุทธบูชา ท่านไม่ได้ประเภทยืนเฉย ๆ เหมือนพระเจ้าอโศกมหาราช ท่านเดินจงกรมรอบเจดีย์ด้วย กะว่าล้มตายตรงไหนก็เอาตรงนั้น

     แต่ปรากฎว่าตลอด ๗ วันไม่เป็นอะไรเลยเหมือนกัน อานิสงส์ตัวนี้ก็เลยทำให้เวลาท่านสำเร็จพระสัมมาสัมโพธญาณแล้ว พระรัศมีแผ่ไปทั้งหมื่นโลกธาตุยันกลางวันและกลางคืนให้สว่างเสมอกันหมด ถวายบูชาด้วยแสงสว่าง ถวายบูชาด้วยของหอม แสงสว่างนี่จะมีส่วนของทิพจักขุญาณด้วย แสดงว่าทิพจักขุญาณของสมเด็จพระมัคะละสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านนี้ประเภทรู้แจ้งแทงตลอดไม่มีอะไรปิดบังได้เลย เล่นเผาตัวเองเลย

     แต่นี่แน่ ๆ ก็คือ พระพุทธเจ้าจะต่างด้วยประมาณ คือ ขนาดร่างกาย ต่างกันด้วยพระรัศมี ต่างกันด้วยตระกูล ต่างกันด้วยยานพาหนะที่ออกบวช ต่างกันด้วยประมาณของบัลลังก์ ต่างกันด้วยไม้ตรัสรู้ จะมีความแตกต่างกันอยู่ว่าต่างกันตรงไหน นอกนั้นแล้วความสามารถก็คือรู้แจ้งเจนจบเหมือนกัน

    ถาม : ..................................................
    ตอบ: เรื่องหลวงพี่โอ ฉันลำโพงใครรู้มั่ง เรื่องกรรมมันบังจริง ๆ ช่วงนั้นทางวัดยังทำยาพระประทานอยู่ จะมีส่วนประกอบส่วนหนึ่งก็คือลำโพงกาสลัก หนัก ๑ ชั่ง ลำโพงกาสลัก จะไม่เหมือนดอกลำโพงทั่ว ๆ ไป คือ ดอกจะเป็นสีม่วง

     คราวนี้โยมก็เห็นพระไปเสาะแสวงหาอยู่มันลำบาก บ้านเขามีลำโพงกาสลักก็เลยแกะเอาเมล็ดแห้งใส่ขวดเอามาให้ แหมเม็ดมันเหมือนเมล็ดพริกเปี๊ยบเลย พอเอามาถวาย หลวงพี่โอก็เอาวางไว้ข้างตัว มันวันงาน พอถึงเวลาฉันเพล ก็อย่าลืมว่าวัดท่าซุงนี่ก๋วยเตี๋ยวเป็นหลักใช่มั้ย ? พอถึงเวลาฉันเพลก็ยกก๋วยเตี๋ยวมาให้ หลวงพี่โอก็มองซ้ายมองขวา เห็นลำโพงเป็นพริกไปได้ ก็เทใส่ บอกแปลกใจเหมือนกัน ทำไมพริกมันมีแต่เม็ดวะ ? แต่ก็ไม่ได้แปลกใจมากเพราะโซ้ยซะเรียบแล้ว ไปรู้ตัวอีกทีตอนอยู่โรงพยาบาล แล้วเพื่อนพระล้อมอยู่เต็มไปหมด ถามว่าเป็นอะไร ? พี่ฉันลำโพงเข้าไป เอ๋อไปเลย ไม่รู้เรื่องอะไรเลย

     นั่นยังดีนะ ถ้าไม่ใช่ว่าเรื่องอยู่กับหลวงพ่อมา รับรองได้ว่าบ้าแน่ ๆ เพราะหมาเผลอไปกินเม็ดลำโพงเข้าไปกลายเป็นหมาบ้าหมด คนไปกินลำโพงเข้าก็บ้ามั่ง แต่อันนั้นสารพัดของหลวงพ่อทำให้ ทั้งกัน ทั้งแก้ ก็เลยรอดไปได้

     ของอาตมาเองตอนนั้นเป็นมาลาเรียอยู่ มันได้ยาตัวใหม่มาพอดีชื่อเมฟาควินเคยได้ยินมั้ย ? ยาตัวใหม่ออกมาหมอนพพรรีบวิ่งโร่บอกเลย หลวงพี่ ตัวนี้เจ๋งมากอยู่หมัดเลย โอเค เจ๋งก็เจ๋งว่ะ คราวนี้ตัวยาเขาบอกว่าถ้าน้ำหนักไม่ถึง ๖๐ กิโล ให้กิน ๑ เม็ด เม็ดเดียวครั้งเดียว ไม่ใช่ครูปราณีนะ นั่นเล่นวันละเม็ด ๆ ล่อไป ๑๐ กว่าเม็ด แล้วก็บอกหลวงพ่อ หนูเดินไม่ตรงทางเลย เป็นอะไรก็ไม่รู้ นั่นไม่ตายก็บุญแล้ว พาซื่อขนาดนั้น ถ้าน้ำหนักเกิน ๖๐ โล ให้กิน ๓ เม็ด หมอนพพรมาถึงก็เทปุ๊บ ๓ เม็ดให้เลย เราเองจะส่งยาเข้าปาก เสียงท่านย่า บอกชัด ๆ เลย กินไม่ได้นะลูก เราก็เอ๊ะ! ทำไมกินไม่ได้ หมอเขาก็ให้มาแล้ว เขาก็ยืนอยู่ตรงหน้าเลย กินเหอะ อึ๊บเข้าไป คุณเอ้ย อาเจียนเป็นถังเลย มันเหมือนกับพวกเมารถ เมาเรือ หรือแผ่นดินมันหมุนไม่รู้จับจบ แล้วแสบที่สุดก็คือว่า ตัวยามันแตกตัวแบบฮาล์ฟไลฟ์ ทุกเวลาที่บรรจบเจ้ามามันจะออกฤทธิ์เท่าเดิมตลอด ๓๓ วัน

    ถาม : จริง ๆ ถ้ากินพอเหมาะนี่มันน่าจะเป็นยาที่ดี
    ตอบ: ดี...ก็ขนาดคนมันยังจะตาย แล้วเชื้อโรคมันจะไม่ตายได้ไง คราวนี้หมอเขาบอกว่าเขากะผิด เห็นเราสูงขนาดนี้น้ำหนักน่าจะถึง ๖๐ แกไม่รู้หรอกว่าน้ำหนักแค่ ๕๔ แกก็เทมา ๓ เม็ดเลย ปรากฎว่างานนั้นนี่ประเภททั้งยาฉีด ยากินแก้อาเจียนสารพัดหมอระดมเข้าไป น่วมสนิท พอตอนหายไปดูกูทำอะไรมาว้า ถึงเจออย่างนี้ เอาเหล้าให้ช้างกิน ต้องกรอกมันให้ครึ้ม ๆ หน่อยมันจะได้กล้าออกไปรบ ไม่งั้นเวลาเสียงปืน เสียงโห่ เสียงแห่อะไรมันดัง ๆ มันจะกลัว กรอกไปตัวหนึ่งไม่กี่ไหเอง (หัวเราะ) เจอเข้าไปเต็ม ๆ เมาไป ๓๓ วัน

     ตอนนั้นดีที่สุดเลย รู้เลยว่าตัวเองมีสติแค่ไหน ขนาดบังคับร่างกายไม่ได้ สติมันทรงเปรี๊ยะเลยนะ ถึงเวลาค่อย ๆ คลำไปจะไปห้องน้ำ บางทีเกาะข้างฝาก็เซแท่ด ๆ รูดจะล้มกับพื้น เดิน ๆ ไปหน้ามืดนี่รู้ตัวรีบนั่งก่อน สติมันดีจริง ๆ เลย คนใกล้ตายมันน่าจะเป็นอย่างนั้นทุกคน สติดีมากเลยไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งแล้ว นี่จะตาย เกาะพระไว้ก่อน อะไร ๆ ที่อยู่ในท้องมันอาเจียนออกมาเกลี้ยงเลย น้ำเพิ่งจะดื่มเข้าไป ก็ออกมาเดี๋ยวนั้นอ่ะ

    ถาม : ทำไมถึงชื่อ นางพญา ทำไมไม่ นายพญา ?
    ตอบ: สมัยก่อนเขาขุดกรุได้ที่วัดนางพญา พิษณุโลกโน้น ตั้งแต่นั้นมาพระรูปแบบนี้เขาก็เลยเรียกว่า สมเด็จนางพญามาตลอด รู้จักวัดนางพญามั้ย ? ถ้าไม่รู้จักตรงไปวัดหลวงพ่อพุทธชินราช แล้วออกไประตูหลังก็ประตูวัดนางพญาพอดี หาง่ายมั้ย คนไม่รู้หากันตายเลย

    ถาม : นางพญานี่คือทรงแบบสามเหลี่ยมใช่มั้ยคะ ?
    ตอบ: ใช่จ้ะ

    ถาม : แล้วมีบทอาราธนา หรือเปล่าคะ ?
    ตอบ: มีจ้ะ อาราธนา ก็คาถาหลวงพ่อล่ะจ้ะ อิทธิฤทธิ พุทธนิมิตตัง ระยะนี้กฎของกรรมสั่งอะไรคนจะทำตรงข้ามทุกอย่าง เริ่มตั้งแต่เช้ามืด สั่งพวกเด็กวัดให้เตรียมกะละมังไปหลาย ๆ ใบ เอาใส่รถปิ๊กอัพไปแล้ว ไปจอดรอที่หน้าป้อมตำรวจ พอถึงเวลาบิณฑบาตรรอบตลาดจะเดินออกมาตรงนั้นพอดี ก็จะได้เทข้าวใส่ลงไปในกะละมังแล้วตัวเราก็จะได้แบกบาตรเปล่าไป เพื่อไปเตรียมบิณฑบาตพวกอาหารแห้งต่อ
     
    ก็ปรากฎว่า พอถึงเวลาบิณฑบาต เด็กทั้งหมดดันเอากะละมังไปไว้ตรงจุดที่พระจะเริ่มบิณฑบาตอาหารแห้ง แล้วก็ล่อยรถเปล่า ๆ ทิ้งเอาไว้ที่ข้างป้อมตำรวจ โอเค ไม่ว่ากัน รักษาอารมณ์ใจของเราให้ผ่องใสไว้ บอกมันวิ่งไปเอามา มันก็วิ่งตับแลบไปเอามา เทข้าวเสร็จ เราก็บอกกับเขาว่า เอาข้าวกับอาหารทั้งหมดที่ได้ไปลงไว้ที่โรงครัววัด เสร็จเรียบร้อยแล้ว เอารถมาจอดรอที่หน้าสาธารณสุขที่พระจะไปนั่งรออยู่ โดยเฉพาะใกล้ ๆ เราเข้าไว้ เพราะคนจะใส่เยอะเป็นพิเศษ ถึงเวลาพระตั้งแถว รถอยู่ไหนหว่า ถามเด็กวัดบอกอยู่หน้าป้อมตำรวจครับ บอกวิ่งตามมันมา ก็วิ่งตามมันมา มาถึงนู้นจอดอยู่ลิบ ๆ โน้น ก็บอกว่าไปบอกมันว่าถ้าหากพระเริ่มเดินให้ขับรถขนาบข้างมา พอพระเริ่มเดินมันรอเขาวิ่งคั่นมา ๕ คัน แล้วมันค่อยเริ่มขยับ

     ทีนี้เด็กวัดมันก็ตายซิ ช่วงรถต่อกัน ๕ คัน ก็ต้องเว้นช่วงด้วย มันเป็นระยะไกลเท่าไหร่ล่ะ รับของจากเราแล้วต้องวิ่งไปใส่รถ แล้วต้องวิ่งกลับมารับ สนุกมั้ยล่ะ สถานการณ์อะไรก็ตามรักษาใจให้ผ่องใสเข้าไว้

    ถาม : สิ่งใดที่เป็นอุปฆาตกรรมนี่ เราจะแก้ไขได้มั้ยครับ ?

    ตอบ: ถ้าหากว่ามั่นคงในทาน ศีล ภาวนา กรรมเก่าจะตามสนองได้ไม่เกิน ๒๕ เปอร์เซนต์ วิธีจะแก้ก็คือว่า อันดับแรก สร้างกรรมดีให้มันสูงเข้าไว้ โดยเฉพาะเรื่อง ทาน ศีล ภาวนา ที่เป็นบุญใหญ่ อันดับที่สอง สร้างฌานสมาบัติให้เกิดเข้าไว้ เพื่อจะได้มีกำลังหนีเขา อันดับที่สามก็คือ เลิกคิดอยากจะไปเกิด ไปนิพพานซะเลยมันก็จบ เลือกเอาว่าจะเอาระดับไหนดี

    ถาม : เอารวยก่อน (ไม่ชัด)

    ตอบ: จ้า...มันคงจะได้ไปหรอกอยากจะบอกเหลือเกินว่า อาตมาเองโดนท่านย่าว่า ไอ้หน้าอย่างมึง ถ้ารวยก็เลว ท่านบอกว่ากำลังใจของเรามันหนักไปด้านเดียว ถ้าปล่อยให้รวยเต็มที่เต็มบุญของเราไม่ได้เข้าวัดหรอก มันไปซ่าส์อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้

    ถาม : จะรวยขนาดไหนคะ ถ้าผลของทานสนอง ?

    ตอบ: ไม่รู้จ้ะ อาตมาไปก็ไปต่อว่าย่าครับ ผมไปแอบดูบุญเก่าตัวเองมาแล้ว ให้ผมเป็นพระเจ้าจักรพรรดิยังไม่พอเลย ชาตินี้ให้ผมแค่เนี้ย (หัวเราะ) ท่านถึงได้พูดใส่หน้าว่า ถ้ามึงรวยก็เลว ก็ใช้อดีตังสญาณย้อนไปดูซิว่าเราทำอะไรมามั่ง

    ถาม : ทำไมคนอื่นเขารวยเอา ๆ
    ตอบ: ก็เพราะเขารวยแล้วไม่เลวไงล่ะ ดูนิสัยของเราซิ ว่านิสัยของเรารวยแล้วจะเป็นอย่างนั้นจริงมั้ย รับรองได้ มันไม่ได้ใกล้วัดเลยล่ะ หันหลังเข้าวัดตลอด

    ถาม : จริง ๆ แล้วพวกเราต้องรวย ใช่มั้ยคะ ?
    ตอบ: เริ่มด้วยทานบารมี มันต้องรวยทั้งนั้น ถ้าหากว่าหมดอยากเมื่อไหร่มันจะรวยทันที รับรองว่าไหลมาเทมา อย่างอาตมาตอนนี้นะ อย่ามาเลยกูไม่อยากได้ มาเมื่อไหร่กูเหนื่อยเท่านั้น มันก็ยิ่งมา
    ถาม : (ไม่ชัด) ความหมายของอสทิสทาน
    ตอบ: อสทิสทาน คือ ทานที่ไม่มีใครสามารถเปรียบได้ที่จะถวาย อย่างเช่น พระนางมัลลิกาเทวี ท่านทำ ใช้เจ้าหญิง ๕๐๐ ไหวมั้ย ? ๒ องค์ ปรนนิบัติพระ ๓ องค์ ใช้ช้าง ๕๐๐ เชือก เพื่อกั้นกลดถวายพระ เจอเข้าไปสองห้าร้อยเราก็หมดแล้ว ถ้าไม่ใช่ยิ่งใหญ่ระดับพระมหากษัตริย์หรือโคตรมหาเศรษฐีถวายไม่ได้หรอก ที่ท่านทำได้เพราะว่าท่านมีเจ้าหญิง ๕๐๐ (หัวเราะ) ชาวบ้านจะไปเอาที่ไหนล่ะ เจ้าหญิง ๕๐๐
     อสทิสทาน คือทานที่ไม่มีใครเปรียบได้ อย่างสมัยพระสีวลี ที่ท่านเป็นคนตัดฟืนก็เหมือนกัน อันนั้นชาวบ้านกับพระราชาแข่งกันถวายทานใช่มั้ย ? ใครจะทำได้ดีกว่า พอไปเห็นทานของเขาประณีตกว่ามีอะไรมากกว่า เดี๋ยวงวดต่อไปเราต้องหาให้เยอะกว่านั้น หาไปหามางานสุดท้ายกะเอาชนะพระราชาให้ได้ก็ว่ามันทุกอย่างเลย แหมดันไปขาดน้ำผึ้งสดซะได้ ที่คั้นแล้วนาน ๆ นั้นมี แต่น้ำผึ้งสดคารวงอยู่มันไม่มี พระสีวลีท่านเป็นคนตัดฟืนก็บังเอิญไปจ๊ะเอ๋รังผึ้งเข้า

     ท่านเองวันนี้ท่านก็จะเข้าเมืองอยู่แล้ว เดี๋ยวเอาไปฝากสหายเรา ก็ตีผึ้งไป ปรากฎเศรษฐีก็ให้คนถือเงินไปนั่งรอที่ประตูเมืองด้านละ ๑๐๐๐ กหาปณะ ประตูเมืองทั้ง ๔ ทิศ คนไหนมาแล้วถือรวงผึ้งมาก็ให้ขอซื้อเขา บอกว่าให้ราคาสูงสุดได้ถึง ๑๐๐๐ กหาปณะ พอพระสีวลีถือรวงผึ้งมา คนก็เข้าไปขอซื้อให้ ๑ กหาปณะ ท่านได้ยินก็แปลกใจ ก่อนหน้านั้นแพงมาก ๑ กหาปณะ เท่ากับ ตำลึงทอง ๔ บาท สมัยนั้นก็เทียบราคาตำลึงทอง เท่ากับ ๔ บาททองคำ ท่านก็แปลกใจ

     คราวนี้ท่านเป็นคนมีปัญญา รู้ว่าของไม่แพงขนาดนี้ให้แพงขนาดนี้ก็โก่งราคา บอกราคาแค่นี้ไม่ขาย เค้าก็ให้ ๒,๔,๘,๑๖ กหาปณะ ไล่เข้าไปจนถึง ๑๐๐๐ ก็ไม่ขาย แต่แปลกใจมาก ถามว่าจะเอาไปทำอะไรให้แพงขนาดนี้ ชาวบ้านก็เล่าให้ฟัง เจ้านายของเราจะทำบุญแข่งกับพระราชา งานนี้พระราชาต้องแพ้เราแน่ เพราะเรามีของครบทุกอย่าง แต่ขาดอยู่อย่างเดียวก็คือ น้ำผึ้งสดจากรวงที่ท่านมีอยู่ถึงได้ขอซื้อ ท่านบอกว่า ถ้าอย่างนั้นไม่ขายหรอก แต่ถ้าอนุญาตให้ร่วมบุญด้วย ก็จะเอาน้ำผึ้งสดจากรวงถวายร่วมบุญด้วย เขาก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นต้องไปถามเจ้านายเราก่อน พอไปถามมหาเศรษฐี ท่านก็ตกลงยินดีด้วย พระสีวลีท่านก็นำเอารวงผึ้งไปคั้นน้ำ ไม่น่าเชื่อว่าน้ำผึ้งที่คั้นออกมาไม่ทราบเหมือนกันว่าเทวดาท่านช่วยอีท่าไหน มีจำนวนพอถวายพระภิกษุสงฆ์ทั้งแสนรูป

     คราวนี้กองทานของเขานั่น มันขาดอยู่อย่างเดียวก็คือน้ำผึ้งสดจากรวง พระสีวลีท่านไปทำบุญปิดท้ายเขาก็เลยกลายเป็นรวบยอด เกิดมากี่ชาติ กี่ชาติ รวยไม่รู้เรื่องเลย ชาติที่ท่านเป็นพระสีวลี ท่านก็เกิดอยู่ในท้องของ พระนางสุปวาสา ปรากฎว่าแม่ท้องตั้ง ๗ ปี ๗ วัน อานิสงส์กรรมเก่า ชาติหนึ่งท่านเป็นพระมหากษัตริย์ไปล้อมเมืองเขาอยู่ ๗ ปี กับ ๗ วัน คลอดออกมาก็โตเป็นหนุ่มเลย

     คราวนี้ก็มีการเชิญเลี้ยงนิมนต์พระเข้าไปในวัง ไปฉัน พระสีวลีท่านออกมาก็ ๗ ขวบกว่า ท่านก็ประเคนของได้เลย พระสารีบุตรก็ถาม เป็นไงกุมารอยู่ในท้องแม่สบายมั้ย ? พระกุมารบอก สบายอย่างไรได้พระคุณท่าน ต้องขดงอก่องอขิงอยู่ ๗ ปีกว่า นั่งเฉย ๆ อย่างเดียวก็เมื่อยจะแย่อยู่แล้ว ก็บอกว่าในเมื่อมันทุกข์ขนาดนี้แล้ว จะบวชมั้ยเล่า ? เพราะบวชแล้วปฏิบัติพ้นทุกข์ได้ พระสีวลีก็บอก ถ้าบวชแล้วปฏิบัติพ้นทุกข์ได้ก็จะบวช ก็ไปถามพระนางสุปวาสา ท่านก็โมทนาด้วยก็ตกลง พระสารีบุตรก็เลยบวชให้ เขาบอกว่ามีดโกนจรดศีรษะครั้งแรกท่านเป็นพระโสดาบัน ครั้งที่สองท่านเป็นพระอนาคามี ครั้งที่สามเป็นพระอรหันต์ไปเลย คนทุกข์มา ๗ ปีกว่า ๆ มันเห็นชัดมากเลย ไม่ต้องเสียเวลาพิจารณามาก

     คราวนี้จุดนั้นก็เลยกลายเป็นว่าชาวบ้านชนะพระราชา พระราชาหาของไม่ได้เยอะขนาดนั้น ก็เลยกลายเป็นอสทิสทาน ท่านที่ไม่มีใครเขาเปรียบได้ แต่แปลกมาก การถวายอสทิสทานหัวหน้าทีมต้องเป็นผู้หญิงเท่านั้น เป็นผู้ชายอด มีหน้าที่เป็นลูกน้องอย่างเดียว มีหน้าที่วิ่งไปหาของอย่างเดียว จะร่วมบุญจะอะไรก็ได้ แต่ว่าหัวหน้าทีมเจ้ามือใหญ่เป็นผู้หญิง ในศาสนาของสมเด็จพระสมณโคดมของเราก็พระนางมัลลิกาเทวีถวายอสทิสทาน แม่ถวายก็เป็นของเราอยู่แล้ว

    ถาม : อสทิสทานในศาสนาของเราก็จะมีได้แค่หนเดียว ?
    ตอบ: หนเดียว

    ถาม: เพราะจะไม่มีใครทำเทียบได้อีกแล้ว
    ตอบ : ตัวเองทำอีกก็ไม่ได้ดีกว่านั้น คงจะได้แค่นั้น มันมีเกร็ดขำ ๆ อยู่ตอนหนึ่ง ก็คือว่าเขาหาช้างได้ ๔๙๙ เชือก ขาดอีก ๑ เชือก เป็นช้างตกมันหาไม่ได้ หมดประเทศแล้ว เสร็จแล้วจะทำอย่างไร ก็ไปทูลพระราชา

     คราวนี้พระเจ้าปเสนทิโกศลก็เลยเข้าไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ช้างตกมันเอามากั้นกลดถวายพระจะมีอันตรายมั้ย ? พระพุทธเจ้าบอกว่า เอาไปกั้นกลดถวายพระองคุลีมาลเถระเถอะ เป็นยังไง มันต้องเจอคนที่สมน้ำสมเนื้อกันหน่อย เขาบอกว่ามหาชนทั้งหลายเห็นว่าช้างนั้นเอางวงจับกลดกั้นยืนนิ่งอยู่เหมือนดั่งรูปปั้น พอถึงเวลาฉันเสร็จ กล่าวอนุโมทนาเสร็จพระจะกลับ ภิกษุที่เป็นปุถุชนก็สงสัยเข้าไปเรียนถามพระมหาเถระว่า รู้สึกอย่างไรที่มีช้างตกมันยืนกั้นกลดให้ พระองคุลีมาลเถระบอกว่า ไม่รู้สึกอะไรหรอก นอกจากว่าเรารักเขา ๆ ก็เลยรักเราด้วย คือท่านแผ่เมตตาเป็นปกติแล้วทีนี้กำลังท่านสูง กระทั่งช้างตกมันรับตัวเมตตาท่านได้ก็เลยหายตกมัน ยืนกั้นกลดเป็นตุ๊กตาไปเลย

     ฟังดูง่าย ๆ ไม่เห็นมีอะไรเลย เรารักเขา เขารักเราก็เท่านั้นเอง ถึงเวลาไปจะแผ่เมตตาก็สั่นพั่บ ๆ แบบวันก่อนที่จับตะขาบนั่นไง (หัวเราะ) ของเราก็มือขวางหน้าแล้วก็ช้อนมันขึ้นมา ให้พวกท่านปิง ไม่มีใครเอาหรอก เผ่นกันหมด ตัวมันใหญ่เกินไป ไม่อยากเสี่ยง ตัวประมาณฟุตหนึ่งได้ ก็ทำให้เขาดูว่าทำไมไม่กลัว ก็เลยบอกว่าจริง ๆ แล้วสัตว์จะทำร้ายคนด้วยสองสาเหตุ สาเหตุแรกก็คือ เรากลัวมัน ถ้าเรากลัวมัน มันเองเป็นเจ้าของสถานที่ ก็จะไล่เราออกนอกเขต ก็จะไล่ทำร้ายเรา แล้วอีกอย่างถ้ามันกลัวเรา มันก็จะป้องกันตัวด้วยการทำร้ายเรา ถ้าเราเข้าหามันโดยไม่กลัวมันแล้วไม่คิดจะทำร้ายมัน มันจะจับอะไรไม่ถูก มันจะเอ๋อไปชั่วคราวให้เราเล่นกับมันได้ อาตมาถึงได้จับงู จับตะขาบ จับแมงป่อง เป็นว่าเล่น จริง ๆ มันมั่นใจอยู่อย่างเรามียันต์เกราะเพชรกัดยังไงก็ไม่ตายอยู่แล้ว แต่ทีนี้คนอื่นไม่อย่างนั้น ไม่ตายก็เจ็บ (หัวเราะ) เขาเลยไม่กล้าเล่นด้วย

    ถาม: เพราะอย่างนี้พระถึงได้ธุดงค์ ?
    ตอบ : จริง ๆ ก็คือว่าไปในถิ่นที่ทอันตรายต่าง ๆ จิตจะมีสภาพตื่นตัว แล้วหลังจากที่ฝ่าฟันอันตรายสารพัดสารเพไปทั้งสัตว์ร้าย ทั้งปีศาจ ภูตผี อะไรก็ตาม แล้วจะเห็นว่าจริง ๆ แล้วไม่มีอะไรเกินคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จิตใจก็จะมายึดมั่นในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นหลัก

     ทีนี้การก้าวถึงพระอริยเจ้า ข้อแรกก็คือ ต้องเคารพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จริง ๆ ในเมื่อท่านผจญมาขนาดนั้นแล้ว เคารพจริง ๆ แน่แล้ว เพราะผ่านมาเยอะแล้วนี่ เห็นแล้วว่าจริงแน่ แท้แน่ไม่มีอะไรเหนือกว่านี้แล้วแน่ ๆ ไม่ได้พาพระออกธุดงค์มา ๒-๓ ปีแล้ว มัวแต่ทำงาน ครั้งสุดท้ายไป พาเขาไปนอนในบ้านช้าง ช้างมันมีบ้านของมันนะ พวกเราเคยเห็นกันหรือเปล่า ? โอ้ย มันจัดสถานที่กว้าง เลี่ยน สะอาดเรียบร้อยน่านอนมากเลย ส่วนใหญ่จะเป็นดงไม้ใหญ่ที่ร่มรื่นมาก ๆ แล้วมันก็ดึงหญ้ารวม ๆ กันเป็นวงกลม ๆ กว้างประมาณซัก ๒ เมตร แล้วก็สูงเป็นศอกเลย ตัวหนึ่งก็วงหนึ่ง ที่นอนของมัน

     ช้างเวลานอนถ้าอยู่ในที่ ๆ ปลอดภัยเขานอนกับพื้นนะ เขาไม่ได้ยืนหลับ ถ้าอยู่ในที่ ๆ ไม่ปลอดภัย เขาถึงจะยืนหลับ พาพระไปนอนในบ้านช้าง ทีนี้ก็ชี้ต้นไม้ให้ว่าต้นนี้พอขึ้นได้นะ ของคุณขึ้นต้นนี้นะ พระท่านก็เถียงกันซิ แหม เรามอบกายถวายชีวิตแล้ว ทำไมต้องหนีมันด้วย คุณมอบกายถวายชีวิตแล้ว แต่พ่อแม่คุณไม่ได้มอบให้ผมนี่หว่า (หัวเราะ) ตายขึ้นมาเมื่อไหร่พ่อแม่เขาเอาเราตาย ต้องขอร้องเจ้าพ่อประคุณหนีมันซะหน่อยนะ (หัวเราะ) ไม่ใช่ปล่อยให้มันตึ้บตาย ผมกว่าจะเอาศพไปยืนยันว่าช้างมันเหยียบตายไม่ใช่ผมแอบฆ่าซะเองก็หัวโตพอดี บอกลูกศิษย์เสร็จเรียบร้อย อาจารย์นอนในรอยตีนช้างสบาย เราไม่คิดจะหนีนี่หว่า (หัวเราะ)

     ช้างเวลาเดินเขาจะเดินเป็นทางประจำของเขา ทางมันจะลึก ประมาณหน้าแข้ง ถ้าหากว่าโขลงใหญ่ ๆ เดินก็กว้างเป็นเมตรเลย นอนอยู่ข้างในรอยตีนมันน่ะสบายดี เวลาลมพัดก็ไม่ถูกเรา มันอยู่ในหลุมเป็นซองยาว ๆ ไปเลย ถึงเวลาสอนพระกางกลด ถึงเวลาคุณจะกางกลดมองซ้ายมองขวา มองบน มองล่างให้ดีนะ ข้างบนมันจะมีกิ่งไม้แห้ง กิ่งไม้ใหญ่ อะไรมันตกมาใส่ได้หรือเปล่า ? ข้างล่างมันมีใบไม้ ใบหญ้า มีหลุม มีบ่อ อะไรที่จะซุกซ่อนสัตว์เล็กสัตว์น้อยที่จะเป็นอันตรายหรือเปล่า ? สอนเขาเสร็จเรียบร้อยเราก็กางกลดใต้กิ่งไม้แห้งอันโตเป็นโอ่งเลย แน่จริงก็ทับลงมาซิ (หัวเราะ) มันจะได้สบายซะที ก็เลยต้องกลายเป็นว่า ถึงเวลาคุณทำอย่างที่ผมพูดนะ คุณอย่าทำที่ผมทำนะ ไม่งั้นเดี๋ยวตายฟรี
     
  3. paang

    paang เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 เมษายน 2005
    โพสต์:
    9,518
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +34,300
    [​IMG][​IMG]


    ถาม: (ไม่ชัด)

    ตอบ : ปูทะเลนี่มันมาจากเรื่อง พระมหาชนก ที่นางมณีเมขลาอุ้มพระมหาชนกไปไง คราวนี้พระมหาชนกพอสัมผัสเนื้อที่เป็นทิพย์ของนางฟ้าเข้า ก็เลยเคลิ้มหลับ นางมณีเมขลาท่านก็สั่งว่าไปแล้วก็ให้ตั้งโพธิยาวิชชาลัยคือวิทยาลัยแหล่งรวมความรู้ เพื่อที่จะได้สั่งสอนชาวบ้านเขา

     คราวนี้คนเคลิ้มๆ มันฟังเป็นปูทะเลย์วิชชาลัย (หัวเราะ) ต้องไปดูในหนังสือพระมหาชนกที่ในหลวงแต่ง นั่นแหละตั้งแต่นั้นมาในหลวงท่านก็ใช้คำว่า ปูทะเลย์ มาล้อพวกเราเล่นอยู่เรื่อย

     บ้านตรงนั้นเรียกว่าเมืองลับแล เพราะว่ามันเป็นบ้านที่ไปถามที่ตำบล ที่อำเภอ ที่จังหวัด ไม่มีใครรู้จัก บังเอิญว่าไปเจอคนรู้จักทางเขาแนะนำให้ ก็ย่ำต๊อกเข้าไปเรื่อย มันต้องเดินข้ามเขาไปประมาณ ๖ ชม. ถึงจะไปถึง หมายความว่าสุดทางรถแล้วนะ ประเภทโฟร์วีลลุยไม่ได้แล้ว เพราะเหลือแต่ป่าล้วน ๆ อีก ๖ ชม.

     คราวนี้พอเข้าไปก็ไปทำอะไรบวม ๆ ให้ชาวบ้านเขาเห็นไว้เยอะ เขาก็เลยมั่นใจว่า พระองค์นี้คงจะพอเอาตัวรอดได้ เลยเล่าให้ฟังเรื่องของช้างตัวเล็ก ๆ ที่อาศัยอยู่ในน้ำ ก็เลยไป ขอให้เขานำทางไป เจ้าพวกนั้นพาเราไปถึงตรงนั้นมันชี้ที่ให้ก็พากันเผ่นแน่บกันไปหมด เพราะเขากลัวมาก เขาบอกว่าช้างน้ำนี่แค่มันเอางาแทงเงาก็ตายแล้ว แต่ว่าเราไม่ใช่หรอก คนที่เห็นเงาตัวเอง แสดงว่าต้องยืนริมน้ำ ในเมื่อยืนอยู่ริมน้ำช้างโผล่มาตอนไหนไม่รู้มันจิ้มเอาก็ตายซิ ก็เลยล่ำลือถึงขนาดว่าแทงเงาก็ตายแล้ว แต่ว่างาช้างน้ำมันมีอาถรรพ์ เพราะว่าอย่างพวกช้างบกสัตว์ใหญ่ ๆ นี่ มันเคยเดินเป็นด่านช่างประจำที่

     เมื่อกี้บอกว่าว่ามันลึกประมาณครึ่งหน้าแข้งเลย กว้างเป็นวาเลยก็มี ถ้าเอางาช้างน้ำไปขีดกั้นไว้ ช้างมันจะเปลี่ยนด่านไปเลย มันจะไม่ผ่านตรงนั้นอีก พวกบรรดากะเหรี่ยงที่เลี้ยงช้างจะพยายามหางาช้างน้ำให้ได้ ถ้าได้งาช้างน้ำมาเขาจะเอามาทำเป็นลายที่ขอสับมันน่ะ ต่อให้ช้างตกมันก็บังคับอยู่ แต่ว่าเขาบอกต่อ ๆ กันมาว่า ถ้าพกงาช้างน้ำอยู่ในลักษณะนั้นอย่าขี่ช้างต่อเนื่องกัน ถ้าขี่คอช้างต่อเนื่องกันอำนาจของงาช้างน้ำ จะทำให้ช้างตัวนั้นเฉาตายเร็ว มันแบบโดนข่มอยู่ตลอดเวลา

     ทีนี้ของเรา ก็ไปดูไปอะไรจนกระทั่งพออกพอใจก็ออกมา เสียดายตอนั้นไม่มีกล้อง ยิ่งถ้ามีดิจิตตอลอย่างสมัยนี้ล่ะพ่อจะปั้นรูปเจ๋ง ๆ มาให้ดูเลย แล้วหลังจากนั้นประมาณ ๓-๔ ปี ถึงได้เริ่มมีข่าวที่ว่าพบช้างน้ำที่ในทุ่งใหญ่ แล้วหลังจากนั้นอีกปีกว่า ๆ เจ้าของร้านรุ่งโรจน์ภัณฑ์ ที่ทองผาภูมิได้มาตัวหนึ่งเป็น ๆ ต้องปิดร้านหนีเลย เพราะว่าทั้งชาวบ้านทั้งหนังสือพิมพ์ ทั้งโทรทัศน์แห่กันไป เขาเชื่อว่ามันนำโชคลาภมาให้ ดังนั้นตัวหนึ่งเขาเลยขายกันเป็นแสนเป็นล้าน แล้วอะไรที่มันเห่อปั๊บ คนไทยปลอมได้ปุ๊บเลย (หัวเราะ) แล้วรายล่าสุดที่ออกมาว่าจะขายงาช้าง ๕๐๐ ล้าน ไอ้นั่นก็บ้าเกินไป คู่หนี่งขายได้ซักแสนก็บุญตายชักแล้ว

    ถาม: อันนั้นจริงมั้ยครับ (ไม่ชัด)
    ตอบ : ก็เคยเห็นที่ท่านชาติชายเขาเก็บไว้ ๓ คู่ ก็แปลว่า ๖ ข้าง ลักษณะคล้าย ๆ อย่างนั้น แต่ความโค้งไม่อย่างนั้น ขนาดใกล้เคียงกันหมด

    ถาม: แล้วทำไมชาวบ้านถึงได้พบศพช้างอยู่ในน้ำ ?
    ตอบ : พวกนี้อาศัยอยู่ใต้น้ำ ใครจะไปรู้มันตายยังไง มันอาจจะตายเพราะหมดอายุขัยแล้วลอยตามน้ำไป หรือว่าตายเสร็จโดนสัตว์อื่นกินไปก็ไม่รู้ ตอนที่ไปดูอยู่มันก็เอามาวางล่ออยู่ตรงปากทางว่าเราจะเอามั้ย ? เราก็แค่เอาด้ามกลดช้อนขึ้นมาดู พอเห็น เออ...สีมันขาวสวยดี ขาวเหลืองเหมือนงาทั่ว ๆ ไปนี่แหละ

     คราวนี้เป็นพระไปธุดงค์ด้วย บอกแล้วว่าถ้าเจ้าของไม่ได้บอกออกปากให้ แม้แต่ทรายเม็ดเดียวก็ไม่เอาออกมาก็โยนคืนมันไป แต่ท่านชาติชายแกโซ้ยมาซะ ๓ คู่ (หัวเราะ) ตอนอยู่ด้วยกันที่เกาะพระฤๅษีดูของแกมาหลายทีเหมือนกัน

    ถาม: เป็นอุบายให้คนทำบุญ
    ตอบ : อันนั้นมีส่วนอยู่ แต่ว่าที่แน่ ๆ คือสมัยก่อนทำยาก ถนนหนทางลำบากไปหมด คุณต้องไปชักลากไม้ในป่ามา กว่าจะออกมาได้แต่ละท่อนเป็นเดือนเป็นปี กว่าจะได้ขึ้นมาครบถ้วน กว่าจะสร้างขึ้นมา โน่นแน่ะ...ส่วนใหญ่คนเราจะมีหลักฐานมีเงินทองพอที่จะสร้างได้มันต้องวัยกลางคนไปแล้ว ยิ่งมาเจอประเภททำนาน ๆ กว่าจะเสร็จอีก เสร็จก็ตายพอดี หรือไม่ก็ตายเสียก่อนเสร็จ

    ถาม: ทำพิธีตัดบุญออก ?
    ตอบ : ทำได้จ้ะ คือได้ทำ เรื่องตัดบุญออกไม่มีสิทธิ์ที่จะไปตัดเขาหรอก ใครทำใครได้ ต้องการหรือไม่ต้องการก็ได้อยู่แล้ว เรื่องพวกนี้เราฟังแล้วใช้ปัญญาตรองดู ปัญญาพื้น ๆ แค่นั้นก็พอว่ามันเป็นไปได้ไหม ? ถ้าเป็นไปไม่ได้จริง ๆ ก็อย่าไปเชื่อ ไม่ใช่ฟังแล้วเชื่อไปทั้งหมดก็พาเรายุ่ง

    ถาม: สมัยก่อนสร้างหลวงพ่อทันใจคงง่าย ?

    ตอบ : ก็ลองดูสิ สมัยก่อนกว่าจะหล่อพระได้สัก ๑ องค์ เรี่ยไรทองเหลืองกันเป็นปี หลาย ๆ ปี เรี่ยไรกันข้ามภาคข้ามจังหวัดกันน่ะ แล้วกว่าจะเอาเรือลากเรือจูงมาเพียงพอที่จะหล่อได้ คิดดูสิ โน่นก็ขัน นี่ก็จอก ไอ้นั่นก็ตะบันหมาก กว่าจะรวมได้สัก ๒ คัน ๓ คัน ต้องใช้ของมากเท่าไร คนเรี่ยไรจะตายเสียก่อน ไม่ใช่คนทำ

    ถาม: หลวงพ่อทันใจหล่อด้วยอะไร ?
    ตอบ : แล้วแต่จ้ะ ขอให้ทำให้เสร็จภายใน ๑ วันเท่านั้น

    ถาม: ถ้ามีเงินก็ได้เลย
    ตอบ : ได้เลย ก็นี่แหละ สังฆทานสร้างพระอยู่ทุกวัน เพราะเรายกพระมา ๑ องค์ สิทธิ์ของเราอยู่แล้ว

    ถาม: วิกาละโภชนา พระกับฆราวาสต่างกันไหม ?
    ตอบ : ถ้าฆราวาส หลวงพ่อท่านบอกว่าส่วนใหญ่แล้วทำงานมันเลิกเที่ยง ท่านบอกว่าให้กำหนดไว้ว่าไม่เกินบ่าย ๒ โมง แต่ว่าของพระนี่...ถ้าเที่ยงตรงเป๊งก็ต้องเลิกเลย เพราะโลกมันนิยมอย่างนั้น ความจริงวิกาลแปลว่ากลางคืน ศีลพระมีอยู่ ๒ ข้อ ที่กล่าวชัด ๆ ถึงเวลาวิกาล ก็คือรับประทานอาหารในเวลาวิกาลอย่างหนึ่ง และเข้าบ้านในนเวลาวิกาลโดยไม่ได้บอกลาอย่างหนึ่ง

     แต่คราวนี้ของเรา เวลาวิกาลที่ไม่ได้บอกลาจะเข้าไปในบ้าน เขาตีว่าพระอาทิตย์ตกดินแล้ว แต่ว่าเวลาวิกาลที่ฉันอาหาร เขาตีว่าหลังเที่ยงไปแล้ว มันลักลั่นกัน แต่พม่ามันตีราคาเดียวกัน เพราะฉะนั้น พระพม่าฉันมื้อเย็นกันเพลิดเพลินเจริญใจไปเลย ถือว่าวิกาลเหมือนกัน แต่จริง ๆ เราต้องมาดูตรงจุดที่ว่า พระพุทธเจ้าท่านปรารถนาให้เรารู้จักโภชเนมัตตัญญุตา คือ ประมาณในการกิน การรู้จักประมาณในการฉันแต่พอควรแก่ธาตุขันธ์ตัวเอง มันก็ไม่ทำให้กิเลสกำเริบ มันทำให้ร่างกายโปร่งเบา มันทำให้ภาวนาได้ง่าย มันทำให้ไม่ต้องมีห่วงมีกังวลในการเตรียมอาหารมื้อต่อไป ดังนั้นแม้ว่าฆราวาสเราจะว่ากันจนถึงบ่าย ๒ โมง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าให้เรากินตั้งแต่เช้ายันบ่าย ๒ โมง มันต้องรู้จักประมาณบ้าง

     สมัยก่อนมีโยมอยู่คนหนึ่ง ชุดนี้ทำงานเก่ง เวลาไปวัดท่าซุง คุณจะเห็นชุดขาวพรึ่บไปทั้งชุด ๓๐ – ๔๐ คนเลย มีอยู่รายหนึ่งถือศีลแปด อธิษฐานว่าจะกินถึงบ่าย ๒ โมง ปรากฎว่ากินวันหนึ่ง ๑๐ กว่ามื้อ ตกลงว่าให้กิน ๓ มื้อเท่าเดิมดีกว่า เปลืองน้อยกว่าเยอะเลย ต้องรู้จักประมาณในการกิน ไม่ใช่ว่าตะบันไป ให้มันเป็นมื้อเป็นคราว

    ถาม: ไอศกรีม ?
    ตอบ : ไอศกรีม จริงๆ ถ้าหากว่าเป็นพระ ไม่มีพวกถั่ว ลอดช่อง สาคู มันเป็นแค่นมเนยมันได้ แต่หลวงพ่อท่านเคยขอไว้ ท่านบอกว่าถ้าไม่ถึงกับจะตายห่าจริง ๆ อย่าไปแดกมันเลยลูก มันน่าเกลียด คือเห็นพระนั่งกินไอติมอยู่ มันงามไหมล่ะ ? โดยเฉพาะตอนเย็น ๆ แต่ว่าศีลของพระเป็นอย่างนั้น คราวนี้ของโยมเขาไม่ได้ห้ามเอาไว้ชัด ถ้าเรารู้ชัดว่ามันไม่ใช่อาหารก็ว่าไป แต่ไม่ใช่กินไป ๓ ถ้วย ๕ ถ้วย เอามันแค่พอระงับการกระวนกระวายของร่างกายที่จะเกิดจากความหิว

    ถาม: น้ำเต้าหู้ ?
    ตอบ : น้ำเต้าหู้ ถ้าพระไม่ได้จ้ะ แต่โยมได้ เพราะว่าของพระเขาระบุไว้ชัดเลยว่าอันไหนเป็นอาหาร อันไหนเป็นเภสัช ส่วนที่เป็นอาหารเขาระบุไว้ชัดเลย สาลี วีหี ตัณฑุลา สาลีคือข้าว วีหีคือถั่ว ตัณฑุลาคืองา น้ำเต้าหู้นี่มันมาจากถั่ว ถึงทำเป็นน้ำแล้วเขายังถือว่าเป็นอาหารอยู่ เพราะฉะนั้นพวกน้ำเต้าหู้ น้ำถั่วเหลือง แลคตาซอย ไวตามิลค์ ถวายพระไป ถ้าท่านไม่รู้ท่านฉันไปก็เป็นโทษเหมือนกัน

     แต่มาตอนหลังมันถวายกันจนกระทั่งพระไปไม่เป็นแล้ว คือไม่ว่ากี่มื้อถวายแต่อย่างนั้น แล้วเขาถามว่ายังไง ? บอกคุณก็ฉันไป ๑ แก้วก็พอ ไม่ใช่ฟาดไป ๓ ขวด ๕ ขวด มันต้องรู้จักประมาณ ในเมื่อโยมเขาถวายมา ถ้าเราไม่ฉัน เขาก็เกิดน้อยใจ เสียใจ กำลังใจเขาตก คุณก็ฉันให้เขาดูสักแก้ว ครึ่งแก้ว แล้วเราก็ไปปลงอาบัติของเรา เพราะเรารู้ว่าไม่ถูกต้อง มันไม่ใช่เจตนาเราจะฉันเอาอิ่มเอาสนุกจะกินให้อ้วนพี จะกินให้ยั่วกิเลสมันเกิดขึ้น แต่ว่าการฉันโดยบังคับด้วยสถานการณ์เพราะต้องการรักษาศรัทธาญาติโยม แต่ถ้าเป็นอาตมารับมา ก็ส่งต่อไปเลย อาตมาไม่ค่อยรักษาศรัทธาหรอก มันมาเยอะ เราเหนื่อย

    ถาม: ไอศกรีมไม่ต้องเคี้ยว
    ตอบ : จริง ๆ มันเป็นส่วนของนมเนย พระพุทธเจ้าท่านอนุญาตให้เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย ถ้านมเป็นเนยเฉย ๆ ไม่เป็นไร แต่ก็อย่างว่าน่ะ ที่หลวงพ่อท่านว่ามันน่าเกลียด ถ้าเป็นโยมกินไปเถอะ เพราะเขาไม่รู้หรอกว่าเรารักษาศีลแปดหรือเปล่า ยกเว้นเราโกนหัวนุ่งขาวห่มขาว

    ถาม: ไอศกรีมกะทิก็ห้ามด้วย
    ตอบ : ก็ดูสิว่ามันจะไม่มีของอื่นที่เป็นอาหารอยู่ ถ้าหากว่ามีพวกผลไม้มีลอดช่อง มีถั่ว ก็ฉันไม่ได้อยู่แล้ว จริง ๆ กะทิเป็นน้ำมัน ที่เขาห้าม คือ ห้ามน้ำพวกที่เป็นมหาผล ที่เขาห้ามเพราะว่าน้ำมันมีฮอร์โมนมาก เป็นพระต้องการความสงบ กินไอ้ที่มีฮอร์โมนเยอะ ๆ เข้าไป มันหาที่ไปไม่เป็นหรอก

    ถาม: น้ำผลไม้ก็ไม่ได้ ?
    ตอบ : น้ำผลไม้เขาห้ามไอ้ที่ใหญ่กว่ากำปั้น ส่วนใหญ่พวกสับปะรด แตงโม ส้มโอ มะพร้าวอ่อน ฮอร์โมนเยอะมาก ฉันเข้าไปจะไม่สุขสงบ แรก ๆ ท่านอนุญาตไว้ ๘ อย่าง เรียกว่า อัฏฐบานคือ อัฏฐปานะ น้ำ ๘ อย่าง มาตอนหลังท่านบัญญัติเพิ่มเติมว่า ถ้าเป็นผลไม้แล้วโตไม่เกินลูกมะตูม คือกะว่าประมาณกำปั้นนี่ ถ้าไม่โตเกินนั้นก็อนุญาตให้ ถ้าโตเกินนั้นไม่อนุญาต
     
  4. paang

    paang เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 เมษายน 2005
    โพสต์:
    9,518
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +34,300
    [​IMG][​IMG]

    ถาม: ต้นไม้ในบ้านจะมีเทวดาไหม ?
    ตอบ : ถ้าคุณปลูกไว้ในห้องไม่มี เพราะเขารู้ว่ามันพร้อมจะโดนย้ายโดนโค่น ถอน ดึง อยู่ตลอด อย่างพวกต้นไม้ขึ้นตามกำแพง ขึ้นตามบ้าน ตามชายคา ต่อให้เป็นไม้ที่มีแก่นก็ไม่มี ท่านรู้ว่ามันไม่มั่นคง ขี้เกียจย้ายใหม่บ่อย ๆ เดี๋ยวก็โดนเขาถอนหรือไม่ก็บ้านพัง กำแพงพัง ต้นไม้ล้มท่านก็อยู่ไม่ได้แล้ว เทวดาเขาฉลาดกว่าเราเยอะ

    ถาม: ต้นไม้ใหญ่ขนาดไหนจึงจะมีเทวดา ?
    ตอบ : ต้องเป็นต้นไม้มีแก่นสูงตั้งแต่ ๑ คืบขึ้นไป ๑ คืบสมัยนี้ประมาณ ๑ ฟุต ๑ คืบโบราณ ประมาณ ๑ ฟุต คือหมายความว่า ท่านมีสิทธิ์ที่จะเอาวิมานมาแปะได้แล้ว แต่คราวนี้ถ้าหากมันขึ้นอยู่ในที่ไม่เหมาะสม ท่านก็ไม่แปะให้เสียเวลาหรอก เดี๋ยวโดนโค่น ถ้ามันไม่มั่นคง ท่านก็ไม่เอา เดี๋ยวมีการโยกย้ายรื้อถอน

    ถาม: จะรู้ได้อย่างไรว่าต้นไม้มีเทวดา ?
    ตอบ : ก็ดูมันเลย ดูด้วยทิพจักขุญาณ ตาทิพย์ หรือไม่อีกอย่างหนึ่งคือ เผื่อเหนียวเอาไว้ เราให้ความเคารพเหมือนกับมีท่านอยู่ก็หมดเรื่องไป จะมีไม่มี ไม่รู้ เราถือว่าเราให้ความเคารพ

    ถาม: เทวดาขึ้นสวรรค์จริง ๆ ไหม ?
    ตอบ : มีจริง ๆ คืออย่างพระภูมิเจ้าที่ ท่านจะต้องไปรายงานท้าวจตุมหาราชทุกวันโกน ว่าในเขตที่ท่านดูแลอยู่ ชาวบ้านแต่ละคนทำดีทำชั่วอย่างไรบ้าง บัญชีความชั่วก็ส่งไปที่ท่านปู่นายบัญชีที่ตำหนักพระยายม ถ้าบัญชีความดีก็ส่งให้ปัญจสิกขเทพบุตรเลขาพระอินทร์เพื่อไปรายงานข้างบน ตอนวันพระ ถึงเวลาเขารายงานถ้าข้างบนเห็นว่า เออ...คนทำความดีเยอะมาก ก็รื่นเริงบันเทิงใจ เราจะได้เพื่อนฝูงมาก ถ้าคนทำความดีน้อยหน่อยก็ชักจะเหี่ยว เราอาจจะไม่มีเพื่อนอีกก็ได้ เขามีจริง ๆ จ้ะ แต่ไอ้เรื่องที่จะรู้จริงถึงขนาดหายาก

     คราวนี้ของจีนเขากำหนดวันนั้นเวลานั้น จัดเป็นเทวดานุสติคือการระลึกถึงเทวดาเหมือนกัน แต่ของจีนประเภทให้สินบนกันซะจนเคย กระทั่งเทวดาก็ให้สินบนกันยุ่งไปหมด

    ถาม: วันตรุษจีนควรทำอย่างไรให้ถูกต้อง ?
    ตอบ : เขาไหว้เจ้า เราก็ไหว้ เขาไหว้บรรพบุรุษ เราก็ไหว้ เขาเลี้ยงพวกผีไม่มีญาติ เราก็เลี้ยง แต่ขณะเดียวกัน เราก็สร้างสังฆทาน วิหารทาน ธรรมทานของเราด้วย สิ่งที่เป็นประเพณี ถ้าเราไปคัดค้าน มันอยู่กับเขายาก แล้วประเพณีบางอย่างก็มีผล

     อย่างสมัยเด็ก ๆ อาตมาก็เคยไปไหว้ห่อเฮียตี๋ ถึงเวลาก็เชิญเขามากิน พอเราได้ฝึกทิพจักขุญาณได้แล้วก็ไปดูเขากิน โอ้โหพวกเปรต พวกอสุรกายมากันมืดฟ้ามัวดินเลย นั่นเราเชิญเขา เขาจึงมีสิทธิ์มา ถึงเวลาต้องเอาธูปไป ๔ ทิศ แล้วกักธูปเรียกเขาให้ตามมาจนกระทั่งถึงที่ที่เราไหว้อยู่นั่นน่ะ เขามากินจริง ๆ อันนั้นเขาก็ได้ประโยชน์ เพราะว่าเขาอดอยากหิวโหยอยู่ พอเราเคยเลี้ยงเขา ถึงเวลาถ้ามันมีอะไรไม่ดี เราก็ขอให้เขาช่วยได้

     เรื่องของการไหว้เจ้า จริง ๆ คือการเคารพบูชาเทวดา เป็นเทวดานุสติอย่างหนึ่ง พระพุทธเจ้าท่านยังสอน แต่ที่พระพุทธเจ้าท่านสอน ท่านเน้นตรงที่ว่า เราต้องรู้ว่าเทวดามีคุณสมบัติอย่างไร ? แล้วเราก็ทำตามนั้น เราก็เป็นพรหมบ้าง เป็นพระอรหันต์มีคุณสมบัติอย่างไร ? เราทำตามนั้น เราก็เป็นพระอรหันต์บ้าง เพราะเทวดามีทั้งอุปัตติเทพ คือเกิดขึ้นเป็นเทวดาเองอย่างเช่น เทวดา พรหม ทั้งหมด มีสมมุติเทพ ยกขึ้นเป็นเหมือนเทวดาเองอย่างพระมหากษัตริย์ แล้วก็มีวิสุทธิเทพ เทวดาที่บริสุทธิ์สิ้นเชิง ก็คือพระอรหันต์ทั้งหมด พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหมด พระพุทธเจ้าทั้งหมด

     คราวนี้ท่านก็เลยว่าให้เราศึกษาว่า ท่านทำอย่างไร ถึงเป็นอย่างนั้นแล้วก็ทำตามนั้นไม่ใช่ว่าเออ...ถึงเวลาก้ไปไหว้อย่างเดียว ผลมันก็น้อย แต่คนจีนเคยชินน่ะ ถึงเวลาก็ไหว้ ตอนเช้าก่อนจะทำการงานถ้าไม่ได้ไหว้เจ้าแล้วมันไม่สบายใจก็ไหว้ซะเถอะ ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ เราได้ทำดี เราได้บูชาของทีดี คนที่ดี พระพุทธเจ้าท่านก็สรรเสริญอยู่แล้ว

    ถาม: พวกที่มากินเป็นสัมภเวสี
    ตอบ : จ้ะ เป็นพวกเปรต พวกอสุรกายซะเยอะ พวกสัมภเวสีถ้าหากว่า ไม่ใช่ญาติของตัวเองแล้ว ไม่ค่อยมีสิทธิ์ มันต้องให้ญาติตัวเองทำให้ ยิ่งระบุชื่อ ระบุแซ่ เขามีสิทธิ์เต็มที่ พวกสัมภเวสีส่วนใหญ่ตายก่อนหมดอายุ ที่เขาเรียกว่าตายโหง เกิดอุบัติเหตุตาย ตกน้ำตาย ไฟไหม้ตาย กระโดดตึกตาย อย่างนั้น

    ถาม: ถ้าเราไม่ไหว้หน้าบ้าน ถวายสังฆทานแทนได้
    ตอบ : ก็ได้จ้ะ แล้วเราตั้งใจอุทิศให้เขา ถ้าเขาโมทนาได้ จะได้ผลมากกว่ามหาศาลเลย พวกที่ไปไหว้แค่อิ่มชั่วคราว ถ้าหากเขามาได้นี่ บางส่วนยังโมทนาไม่ได้ แต่ว่าบางส่วนที่โมทนาได้อย่างพวกอสุรกาย หรือปรทัตตูปชีวีเปรตเขาจะได้เลย แต่ว่าพวกอดอยากหิวโหยอยู่นี่มีเปรตอีกหลายจำพวก แล้วก็ที่มันมากินได้แต่ไม่สามารถจะโมทนาบุญได้

    ถาม: กินได้ ทำไมโมทนาบุญไม่ได้
    ตอบ : ส่วนไอ้ผลบาปของเขายังหนักอยู่ เขายังไม่สามารถจะหลุดพ้นจากกรรมตรงนั้น ต้องใช้ให้หมด ถ้ากรรมเบาลงเป็นปรทัตตูปชีวีเปรตเมื่อไร จึงจะมีสิทธิ์โมทนาเหมือนกับไม่มีบัตรคิว ในเมื่อไม่มีบัตรคิว ไปต่อคิวกับเขาไม่ได้ต้องรอไปก่อน

    ถาม: ต้องทำอย่างไร ?
    ตอบ : ก็สามารถทำอย่างที่ว่าได้ ก็เลี้ยงเขาปีละ ๑ ครั้ง ๒ ครั้ง ช่วงเทศกาลโดยเฉพาะของจีน ถ้าหากว่ามันแบ่งออกเป็น ๒๔ ฤดูด้วยนี่ มันไหว้กันแทบทุกวัน ไม่ใช่ไหว้กันทุกเดือน ตำราจีนนี่ละเอียดจริง ๆ

    ถาม: พวกที่โมทนาไม่ได้ ช่วยเราได้ ?
    ตอบ : อย่าลืมว่าเขาอยู่ในเขตของความเป็นทิพย์นะ ถึงแม้ว่าเขาจะลำบากก็ตาม บางอย่างเขารู้ แล้วบางทีเขาพยายามที่จะติดต่อดลใจให้เรารู้บ้าง อาจจะมาเข้าฝัน กำลังเขาพอมีอยู่ ถ้าหากว่าเราเคยทำบุญเอาไว้ ถึงเวลาผลบุญพอจะช่วยได้ เขาก็จะพยายามช่วยด้วย

    ถาม: ทำบุญให้คนตายไปแล้วกลับมาเกิดเป็นคนอีก เขาจะได้รับผลบุญไหม ?
    ตอบ : ถ้าเขาอยู่ในลักษณะนั้น จริง ๆ ก็คือไม่จำเป็นต้องใช้บุญส่วนนั้นแล้ว แต่ว่าเคยมีเหมือนกัน ที่คนทำบุญแล้วอุทิศให้คนแล้วมีผล คือว่ามีทหารไปออกรบแล้วสาบสูญไปเฉย ๆ ทางบ้านตัวเองคิดว่าตาย อีกรายหนึ่งไปตังเกแล้วเรือล่ม ไปติดอยู่ที่เกาะต่างประเทศอยู่เป็นปี ๆ พวกเขาคิดว่าตาย แล้วก็ทำบุญไปให้ ปรากฎว่าตอนที่เขากำลังอดอยากกำลังลำบากอยู่ ช่วงจังหวะเขาทำบุญไปให้ เขาบอกว่ามันรู้สึกอิ่มไปเฉย ๆ เหมือนกับกินอะไรมาเต็มที่เลย แปลว่าจริง ๆ ถ้าทำให้นี่คนเป็นก็ได้รับเหมือนกัน แต่มันรับแบบไม่รู้เรื่อง พูดถึงว่าถ้าหากว่าเขาไปเกิดแล้ว ก็อาจจะลักษณะเดียวกันว่าผลบุญที่เราทำให้อาจจะมีผลกับเขา

     แต่จริง ๆ การทำบุญทุกอย่าง คนแรกที่ได้คือเรา พอเราได้ก่อน มีผลกับเราก่อน แล้วเราจึงให้คนอื่นได้ ถ้าหากว่าเราไม่ได้เงินมา เราจะเอาอะไรไปให้เขา เพราะฉะนั้นผลที่ได้จริง ๆ คือตัวเรา แล้วหลังจากนั้นเราให้ใครค่อยว่ากันอีกครั้ง

    ถาม: ทำบุญให้คนที่ลงนรก ?
    ตอบ : เขาก็ยังรับไม่ได้ จนกว่าจะพ้นจากเขตที่มันบาปหนักขึ้นมาแล้ว จากนรกขึ้นมาเป็นเปรตก็ยังรับไม่ได้ จนกว่าจะเป็นเปรตจำพวกสุดท้าย

    ถาม: การทำบุญให้คนตกนรกไม่มีประโยชน์
    ตอบ : เราได้เองจ้ะ การทำบุญเหมือนกับการก่อกองไฟขึ้นมา ๑ กอง การอุทิศให้เขาก็เหมือนกับอนุญาตให้เขาต่อไปอันนั้นไปใช้ ถ้าเขาไม่มีเวลามาต่อไฟอันนั้นไป หรือไม่ได้มาต่อไฟอันนั้นไฟอันนั้นก็ยังเป็นของเราอยู่ ผลบุญนั้นได้กับเราเอง แล้วพอเขาต่อไป ก็ไม่ใช่ของเราหมด เพราะว่ากองไฟกองนั้นก็ยังเป็นของเราอยู่ แต่แสงสว่างมันเพิ่มขึ้นเพราะเขาไปก่อเพิ่ม ตัวที่เราอนุญาตให้เขามาสามารถต่อไฟจากเราไปได้คือตัวเมตตา กลายเป็นว่าเรามาปฏิบัติในเมตตาบารมีในพรหมวิหาร ๔ ตรงส่วนนี้ก็เลยทำให้กำลังใจของเราดีขึ้น ผลบุญของเราก็เลยดีขึ้น เหมือนอย่างกับว่าเขารับช่วงไปแล้วก็ไปก่อไฟเพิ่ม มันก็สว่างมากขึ้น

    ถาม: การสวดมนต์ต่างกับการถวายสังฆทาน ?
    ตอบ : ก็ต้องดูด้วยว่ากำลังใจตอนที่เราสวดมนต์มันได้ขนาดไหน ? การสวดมนต์ทั่วไปได้แค่สมาธิ ถ้าสมาธิไม่ดีจะสวดมนต์ผิด แต่ว่าตอนที่เราสวดมนต์ เราก็สามารถสร้างทิพจักขุญาณได้ อย่างเช่นว่า นึกถึงตัวหนังสือคำสวดขึ้นมาเป็นตัวเลย เห็นชัดเท่าไรก็เห็นผีเห็นเทวดาได้ชัดเท่านั้น หรือว่าเราจะส่งใจไปกราบพระบนนิพพาน สวดถวายท่านอยู่บนนิพพาน ถ้ากำลังใจมันถึงนิพพาน กำลังใจมันก็จะสูงกว่า กำลังบุญมันก็สูงกว่า แต่ถ้าทำไม่ได้ถึงระดับนั้น กำลังของสังฆทานก็สูงกว่า ก็ขึ้นกับคุณภาพที่เราทำด้วย

    ถาม: ถ้าสวดมนต์ผิด
    ตอบ : ไม่เป็นไรจ้ะ เรื่องของการสวดมนต์จุดใหญ่ที่สุด ก็คือโยงใจเราให้เป็นสมาธิ จุดที่สองคือ เป็นการสรรเสริญคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ต่อให้ผิดก็ไม่เป็นไร เพราะใจเราตั้งถูก เราตั้งใจว่าเราทำอะไร ? เพื่ออะไร ?

     อย่างเช่นเรื่องของคาถาก็เหมือนกัน คนได้คาถาผิด ๆ ไป แต่ใจเขามั่นคง มันก็ใช้ได้เหมือนกับคนที่ได้ถูกไป แล้วบางทีคนที่ได้ผิดไป กำลังใจเขาดี เขาใช้ได้ คนได้ถูกไปใช้ไม่เป็นอีก มันสำคัญตรงใจของเรา ถ้าใจเราตั้งถูก สวดผิดก็ไม่เป็นไร ถ้าวันไหนเหนื่อยมาก ๆ ก็ประเภทนอนหงายผลึ่ง พุทโธ พุทโธ ก็พอ ไม่งั้นเหนื่อยมากมันนั่งไม่ติด บางคนสวดมนต์ยาวเป็นชั่วโมง เหนื่อยดี พูดเล่นน่ะ...อะไรที่คุณได้ทำย้ำแล้วย้ำอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก สมาธิจะทรงตัว ในเมื่อสมาธิทรงตัว ก็คือกำลังใจมันเกิด คราวนี้คุณปรารถนาอะไร มันก็จะสำเร็จที่ใจไง “มโนมยา” ใจคิดยังไง ก็เป็นอย่างงั้น ถ้ามันยังไม่พอก็ว่าสัก ๑,๐๘๐ จบก็ได้ บวกเข้าไปอีก ๑๐ เท่า

    ถาม: การกำหนดจิตว่าขณะนี้กำลังทำอะไร คือวิปัสสนารึเปล่า ?
    ตอบ : เขาเรียกว่า อิริยาบถและสัมปชัญญะของมหาสติปัฏฐาน กำหนดสติให้รู้อยู่เสมอว่าเราทำอะไร เราเคลื่อนไหวอย่างไร มือไปทางไหน เท้าไปทางไหน หยิบจับอะไรอยู่ มันไม่ใช่วิปัสสนาจ้ะ วิปัสสนาต้องพิจารณาให้เห็นว่าถึงเราเคลื่อนไหวอยู่ตอนนี้ก็ตาม เราก็เคลื่อนไหวอยู่ในกองทุกข์ เพราะว่าการเคลื่อนไหวมันย่อมมีความเมื่อย

     สมมติว่าเราจับอยู่อย่างนี้ ถ้าเรายกขึ้นยกลงอย่างนี้สัก ๕-๖ ร้อยครั้งพร้อม ๆ กัน มันเมื่อยขนาดไหน ? แต่เนื่องจากว่าเรายกขึ้นแล้วเลิกไป มันก็เลยไม่รู้ตัว แต่จริง ๆ มันก็คืออยู่ในทุกข์ เอาข้าวใส่ปากเคี้ยวไปนี่ แต่ละคำมันเคี้ยวกี่ครั้ง แล้วมันก็กลืนไป ถ้าเกิดว่าป้อนมาไม่รู้จักหยุด เราต้องเคี้ยวอยู่ตลอดเวลา มันลำบากแค่ไหน ทุกข์แค่ไหน คือเขาให้ดู ให้เห็นทุกข์ของมัน ถ้าเห็นทุกข์ เห็นความไม่เที่ยง เห็นความไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา จะเป็นวิปัสสนา แต่ถ้าหากว่าดูการเคลื่อนไหวของมันเฉย ๆ มันเป็นการฝึกมหาสติฯ ในอริยาบถและสัมปชัญญะ จับอาการเคลื่อนไหวของร่างกาย เพื่อจะไม่ให้ใจมันไปไกล ให้มันอยู่แค่ตัวนี่

    ถาม: การกำหนดอิริยาบถ และกำหนดลมหายใจเหมือนกันไหม ?
    ตอบ : เหมือนกันจ้ะ ก็คือให้สติมันมั่นคงอยู่เฉพาะหน้า การที่เรากำหนดทุกอิริยาบถ เรารู้การเคลื่อนไหวของร่างกายทุกอิริยาบถ สติมันก็จะอยู่ตรงนี้ อยู่กับลมหายใจเข้า อยู่กับลมหายใจออก สติมันก็จะอยู่ตรงนี้ แต่ว่าการกำหนดลมหายใจมันได้เปรียบกว่า เพราะกำลังใจมันสามารถทรงตัวสูงขึ้น สูงขึ้น จนเป็นฌานได้ การกำหนดอิริยาบถการเคลื่อนไหวของเรา ถ้าทรงเป็นฌานปั๊บ มันจะขยับไม่ออก ยกเว้นคนที่คล่องแคล่วชำนาญจริง ๆ จึงจะขยับออกได้

    ถาม: สามารถกำหนดระดับสมาธิได้
    ตอบ : จริง ๆ ถ้าหากว่าจะทำให้ได้ผล เขาจะใช้กำลังใจสูงสุดที่ตัวเองทำได้ แต่ถ้าหากว่าอย่างงานทั่ว ๆ ไปของเรา เราต้องลดกำลังใจลงมาอยู่ที่อุปจารสมาธิหรือปฐมฌาน อุปจารสมาธิก็ประมาทเกินไป เพราะมันสามารถหลุดได้ง่าย ก็เอาปฐมฌานดีกว่า มันจะประเภทเหมือนกับคนไร้อารมณ์ คือประเภทที่เรียกว่าฉลาดมาก ความคิดแล่นดีมาก การงานทุกอย่างทำด้วยความระมัดระวัง เสร็จลงด้วยความเรียบร้อยดีมาก แต่การสื่อสารกับมนุษย์ทั่ว ๆ ไปเหมือนกับคนไร้อารมณ์ คือ รัก โลภ โกรธ หลง มันไม่เข้า แล้วคนอื่นจะว่ามันเป็นอะไรของมันวะ เงียบอยู่ทั้งวัน แต่ความจริงใจกำลังมีความสุขมากเลย

     อาการป่วยของหลวงพ่อ...(ไม่ชัด) ทั้งหมดสาเหตุใหญ่มาจากมาเลเรียเรื้อรัง แต่หลวงพ่อเองท่านก็ไม่ได้คิดถึงว่ามันเป็น เพราะท่านเลิกธุดงค์มา ๓๐-๔๐ ปีแล้ว ไม่นึกว่าเชื้อมันมีอยู่ ท่านก็คิดอยู่อย่างเดียวว่า เออ...พระท่านช่วยเอาไว้ พอถึงเวลาเลิกรับแขกพอดีทีไร มันก็จะเริ่มอาเจียนทุกที แต่จริง ๆ แล้วมาเลเรียมันขึ้นตรงเวลาเป๊ะทุกวัน พวกนี้นาฬิกามันดี มันเคยจับวันไหน เวลาไหน ตั้งเวลาไว้เลย วันต่อไป ตอนนั้นเป๊ะเลย

     หลวงพ่อท่านรู้ก่อนท่านมรณภาพไม่นาน เรื่องที่ท่านจะบรรเทา แล้วให้ขันธ์ ๕ มันสบาย มันก็เลยได้สบายแค่แป๊บเดียว พอรักษาได้ปุ๊บ มันก็เอาโรคอื่นต่อ บวมไปทั้งตัว แล้วไม่นานก็มรณภาพ ท่านบอกว่า ตอนแรกท่านถามพระท่าน พระท่านบอกว่า เออ...ถึงเวลาแล้วจะบอกยาให้ แล้วก็ทำภาพยาให้ หลวงพ่อก็ไปอธิบายให้หมอฟัง หมอบอกว่า เป็นควินินเข้มข้นสำหรับรักษามาเลเรียครับ ถ้าหากว่าร่างกายไม่ดี ฉีดไปมันจะน๊อคไปเลย หลวงพ่อก็ให้หมอฉีดไป นั่นแหละท่านบอกว่า ข้าเพิ่งจะรู้ว่าจริง ๆ ข้าเป็นมาเลเรีย ไอ้ที่อาเจียน เพราะว่ามาเลเรียลงกระเพาะ แล้วที่ท่านปวดหัว หัวจะระเบิดก็ขึ้นสมอง โดนแบบเดียวกับอาตมาเปี๊ยบเลย แต่ท่านโดนก่อน ของเราโดนทีหลัง นี่ก็สมบัติพ่อไม่ได้ให้ แต่มันดันเหมือนกัน เจอมาเลเรียเรื้อรังครั้งแรกเป็นปี ๒๕๒๔ ที่ชายแดนตาพระยา แล้วหลังจากนั้น ปี ๒๕๓๑ หรือ ๓๒ ไม่รู้ โดนทองผาภูมิอีก

     สรุปแล้วเชื้อดื้อยาทั้ง ๒ ฝั่งรวมกัน ปัจจุบันนี้อาตมากลายเป็นตัวอย่างที่เขาคอยศึกษา เพราะว่ามันเป็นยังไม่รู้ ๒๐ กว่าปีรักษาไม่หาย ยาทุกชนิดใหม่ขนาดไหนก็ตาม ลงไปครั้งแรกจะมีผลอยู่หน่อยหนึ่ง คือรู้สึกว่าไข้มันลด อาการมันห่างไป แล้วพอครั้งต่อไป ถ้ามันขึ้นมา กินลงไปใหม่ มันก็เฉยแล้ว มันปรับตัวได้เร็วจริง ๆ

    ถาม: ดื้อยาขึ้นทุกที
    ตอบ : หมอบอกว่ามาเลเรียมันเปลี่ยนตัวของมันเองตามสภาพได้ แล้วอีกอย่างถ้าเรากินยา ส่วนใหญ่อาการอื่น ๆ มันจะขึ้นก่อน เหมือนกับปวดหัว ตัวร้อน เป็นธรรมดา ถ้าเราไม่สังเกต ไปกินยาแก้ปวดลดไข้เข้าไป เชื้อมันก็จะหลบ แต่อาการมันยังแสดงอยู่ ตอนนั้นมันแปลงตัวเป็นอะไรแล้วก็ไม่รู้ ตรวจหามาเลเรียทั่วไปจะตรวจไม่เจอ

    ถาม: หลบไปอยู่ที่ไหน ?
    ตอบ : หลบไปอยู่ในตับ ต้องตัดตับทิ้ง ถึงจะหาย มีหมอนพพรคนเดียวแหละ ของเราเองไข้มันขึ้นหัวจะระเบิด หน้าหูแดงหมด เห็นอยู่ชัด ๆ แต่วัดอุณหภูมิของร่างกายแล้วแค่ ๓๖.๕ เย็นกว่าคนปกติอีก แล้วความดันขึ้นหัวจะระเบิด มันก็แค่ ๑๒๐-๗๐ , ๑๑๐-๗๐ แค่นี้

     หมอนพพรรู้ดีที่สุด หมอนพพรมาถึงก็ หลวงพี่ครับ คิดว่าเป็นอะไร ? บอกมาเลยครับ เดี๋ยวผมจ่ายยาให้ ขืนรอผลตรวจของทาง Lab นี่ตายก่อน ท่านบอกว่าโรคบางอย่างกรรมมันบัง ตรวจหาอย่างไรก็ไม่เจอ

    ถาม: หมอนพพรที่คิดยารักษาโรคเอดส์
    ตอบ : รักษาหายไปหลายรายแล้ว แต่หมอขอร้องไว้อย่างหนึ่ง บอกว่าถ้าไม่ใช่คนใกล้ตัวตัวที่หลวงพี่ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ นะครับ อย่าส่งมาหาผมเลย ถามว่าทำไมล่ะ ? หมอบอกว่ามันเกิดจากสาเหตุ ๒ ประการ

     ประการแรก ตอนป่วยมันอยากจะหาย บอกมันว่าถ้าหายแล้วขอถ่ายทำเป็นวีดีโอ เพื่อที่จะได้มีหลักฐานยืนยัน ทุกคนก็รับปาก แต่พอหายเสร็จมันแอบหนีหมด มันไม่ยอมให้ถ่าย

     ประการที่สอง ก็คือว่าเรื่องของการรักษาโรคเอดส์ไม่ยาก ท่านทำยาเข้มข้นให้มันเจือจางลง ฉีดประมาณ ๗ เข็มหาย ถ้าปกติแล้วฉีดแค่ไม่เกิน ๓ เข็มจะหาย แต่ร่างกายของคนป่วยนี่มันโทรม จะทนไม่ได้ ท่านบอกว่าโรคนี้ ๗ เข็มเท่านั้นแหละหาย แต่การรักษาโรคข้างเคียงที่เกิดจากภูมิคุ้มกันบกพร่องนี่ บางทีล่อกันครึ่งค่อนปีกว่าจะหมด ท่านรักษาจนเซ็ง ท่านบอกว่าถ้าไม่ใช่คนข้างตัวที่ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ อย่าส่งมาเลย เบื่อแล้ว

    ถาม: คนโรคเอดส์ มักไม่ตายเพราะเอดส์
    ตอบ : ใช่ มันตายเพราะโรคอื่นกำเริบก่อน

    ถาม: ทำไมหมอไม่รักษา ?
    ตอบ : โยมอยากได้คนไข้ วันละ ๒๐,๐๐๐ คนไหมล่ะ ? ตายคาที่พอดี ถ้าวาระมันยังมาไม่ถึง ยังไงก็ทำไม่ได้ หมอเขาเคยมาปรึกษาครั้งหนึ่งว่า หลวงพี่ครับ ผมควรจะทำอย่างไรดี ? ก็บอกว่าขาย Know – how ให้ต่างประเทศ เครืองมือมันดีกว่า ถ้าผลิดยามามาก ๆ ราคาจะถูกลง เขาก็ถามว่า แล้วจะขายให้ใคร ? บอกไม่สหรัฐฯ ก็ญี่ปุ่น ตกลงหมอเขาบอกว่า ถ้าเขาขาย เขาจะขายให้ญี่ปุ่น แล้วเขาก็ถามอีกว่าราคาควรประมาณสักเท่าไร ? เราก็บอกว่าประมาณสัก ๓๐๐ ล้านดอลล์ฯ ก็พอไม่ต้องเอามันเยอะ

     อาตมาขนาดรู้ ๆ อยู่ว่าเป็นมาเลเรีย ยังเอามันไม่อยู่เลย หลวงพ่อเองท่านไม่รู้ ท่านก็เลยปล่อยมันว่าตามสบายไปเลย จริง ๆ ถ้าหากว่าร่างกายท่านไม่โดนมันทำลายขนาดนั้น ท่านคงอยู่อีกนาน

    ถาม: มหาปุริสวิตก
    ตอบ : มหาปุริสวิตก ผู้มีสติตั้งมั่น ผู้มีใจตั้งมั่น จะเป็นผู้ที่จำ เรียนรู้ จำได้ว่า พูดอะไรที่พูดไปแล้วนานได้ จำได้ว่าทำอะไรที่ทำไปแล้วนานได้ นานแค่ไหนก็ยังจำได้ สติดี

     ปกติไม่ได้สอนกรรมฐาน คือถ้าใครปฏิบัติแล้วติดขัดตรงไหนมาถาม ก็จะบอกให้ ปรากฎว่าวันนั้นนั่งทำกรรมฐานอยู่ตอนเช้า รำคาญกำลังใจพระท่านผลุบ ๆ โผล่ ๆ หลุดปากสอนไปครั้งหนึ่ง โดนจองตัวว่ามันทุกเช้าจนป่านนี้ เรื่องของวาระ เรื่องของเวลา ถึงเวลามันโดนจับยัดเอง

     เมื่อไรเขาจะทำเหรียญในหลวง เหรียญซักขนาดนี้...จะเอาไว้ทำน้ำมนต์สักเหรียญหนึ่ง ปัจจุบันนี้ใช้เหรียญพระมหาชนกอยู่ ที่ผมใช้จะมียันต์น้ำมนต์หลวงพ่อ ยันต์น้ำมนต์หลวงปู่ครูบาชัยวงศ์ เหรียญรัชกาลที่ ๕ เหรียญรัชกาลที่ ๙ ให้ทางวัดท่าขนุนไว้ เกิดขึ้นที่ไหนให้ไว้ที่นั่น อาจารย์พงษ์ใช้อยู่ทุกวัน เติมน้ำทีใช้กันลืมเลย ๘๐ ลิตร


    [​IMG]
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...