ฉบับที่ ๖๕ เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๒

ในห้อง 'กระโถนข้างธรรมาสน์' ตั้งกระทู้โดย paang, 3 กันยายน 2009.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. paang

    paang เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 เมษายน 2005
    โพสต์:
    9,517
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +34,303
    [​IMG][​IMG] <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 height=21></TD><TD align=middle width="100%" background=images/up.gif height=21></TD><TD></TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม: ต้องไม่เลี้ยงเหล้า เลี้ยงเบียร์

    ตอบ: คือถ้าหากว่ามันเริ่มต้นด้วยสิ่งที่ไม่ดีเสียแล้ว ผลดีมันก็ลดน้อยลง หรือไม่มีเอาเสียเลย ไม่เลี้ยงเหล้าเลี้ยงเบียร์ ไม่ล้มหมูล้มไก่อะไรพวกนั้นน่ะ

    ถาม: ประโยคจากเพลงที่ว่า I cry so many nights ซึ่งเขาแปลเป็นภาษากวีว่า ฉันร้องไห้มากมายหลายคืน ที่ต้องแปลคำว่าหลายคืนเพราะคำว่า ไนท์ มีการเติมเอส และให้เกิดภาษากวีโดยใช้คำซ้อนคำว่ามากมาย เพื่อให้พยายามเข้ากับ many คำว่ามากมายนี้จึงเป็นคำภาษาต่างประเทศ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า มากมายทั้งหมดเป็นภาษาต่างประเภท รูปแบบประโยคอีกแบบหนึ่งคือ ที่คนไทยนิยมใช้คือ รูปแบบ passive voice ที่ใช้การเปลี่ยนประธานเป็นกรรมและเปลี่ยนกรรมเป็นประธานของประโยค นักวิชาการทางด้านภาษาได้กล่าวไว้ว่า ภาษาไทยปัจจุบันมีอยู่ ๒ แบบ แบบที่ ๑ คือ ภาษาไทยดั้งเดิม แบบที่ ๒ คือ ภาษาไทยที่มาจากภาษาต่างชาติ เช่น ภาษาบาลีสันสกฤต ภาษาอังกฤษ เป็นต้น ว่ากันด้วยเรื่องสาเหตุของการที่ผู้ปกครองพ่อแม่คุยกับลูกไม่รู้เรื่อง ส่วนหนึ่งก็น่าจะเป็นการใช้ภาษาที่แตกต่างกันไป พูดง่าย ๆ ก็คือว่าคนรุ่นใหม่เขาใช้ภาษากวีที่มาจากเพลงมาเป็นภาษาพูดและเพลงนั้นมาจากภาษาต่างประเทศ และเพลงนั้นก็เปิดกรอกหูคนมาหลายปีดีดัก ที่ว่ากันมานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เรื่องความรักและความเข้าใจในครอบครัว เรื่องนี้พูดกันมากมากเพราะไม่เข้าใจกัน ท่านพระคุณเจ้าพอจะมีหลักที่เสริมสร้างความเข้าใจอันดีในครอบครัวหรือไม่อย่างไรบ้าง ?

    ตอบ: จริง ๆ แล้วมันพูดภาษาเดียวกันนั่นแหละ แต่มันคนละอารมณ์กัน ส่วนใหญ่แล้วผู้ใหญ่มักจะลืมไปว่าตอนเป็นเด็กตัวเองทำอะไรไว้ต้องการอะไรบ้าง แล้วพอถึงเวลาลูกก็ไปทำซ้ำ ๆ กับที่ตัวเองทำนั่นแหละ แต่ไม่ชอบใจ

    คราวนี้ในเมื่อผู้ใหญ่ไม่พยายามเข้าใจเด็กตรงจุดนี้ ถึงพูดเรื่องเดียวกันมันก็กลายเป็นคนละภาษา เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วก็คือว่าในช่วงโดยเฉพาะวัยรุ่นกำลังพลังงานเหลือเฟืออยู่ ผู้ใหญ่เรามีหน้าที่ประคับประคองเท่านั้น ชี้แจงเหตุชี้แจงผลอะไรให้เขาเรียบร้อยแล้วไม่ต้องชี้แนะชักนำหรอก

    อาตมาเคยแยกแยะให้เขา บอกว่าถ้าทำอย่างนี้แล้วจะมีผลอย่างนี้ ถ้าทำอย่างนี้จะได้มีผลอย่างนี้ แล้วให้เขาเลือกเอาว่าจะทำอย่างไหน เห็นว่าเขาเลือกถูกทุกที โดยธรรมชาติแล้วทุกคนมีความใฝ่ดีอยู่ในตัว ถ้ามีคนที่เป็นที่ปรึกษาที่เขาไว้ใจได้อะไรได้เขาก็ยินดีที่จะมาปรึกษา แต่ว่าไอ้ความที่ว่าวัยรุ่นกำลังไฟแรงเขาไม่ชอบให้ใครครอบงำทางความคิด

    ดังนั้นเราก็ควรจะแยกแยะทุกสิ่งทุกอย่างให้กระจ่างแล้วให้เขาเลือกเอาเองว่าเขาจะเลือกเดินแบบไหน มันจะเป็นความยินยอมพร้อมใจโดยเฉพาะของเขา ถ้าเขาเลือกผิดนะ อย่าโกรธรอไว้เดี๋ยวมันเดือดร้อนเมื่อไหร่มันกลับมาเอง ตอนกลับมานี่แหละอย่าซ้ำเติมเป็นอันขาด ประเภทที่ว่าได้แผลมาก็ใส่ยาให้อย่างนั้นแหละ แล้วก็ยุมันไปใหม่ ถ้าเขาเห็นว่าบ้าน พ่อแม่ ผู้ใหญ่ในบ้านเป็นที่พึ่งเขาได้ เด็กไม่ไปไหนหรอก ถึงเวลามันกลับบ้านก่อน ที่อื่นไม่สบายเหมือนบ้านแน่ ๆ แต่ทุกวันนี้เขาพยายามทำบ้านเหมือนกับนรกอย่างที่เด็กมันว่า ถึงเวลาก็บีบคอเค้นเอา มีเด็กอยู่คนหนึ่งกำลังเรียนอยู่ปี ๑ ที่เทคโนพระจอมเกล้า พ่อเขาโกรธนักหนาตีกระจายเลย บอกว่าเด็กมันชอบโกหก ฟ้องหลวงพ่อบอกงั้น เอามาฟ้องอาตมา อาตมาแค่พูดประโยคเดียวเลยบอกว่า ถ้าไม่จำเป็นเด็กมันไม่โกหกหรอก เท่านั้นแหละเด็กเขาบอกแล้วทำไมพ่อเขาไม่คิดอย่างนี้บ้าง ถ้าไม่จำเป็นเราอยากโกหกมั้ย ? ไม่มีใครอยากโกหกหรอก

    คราวนี้ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจเด็ก ในเมื่อไม่เข้าใจเด็ก ๆ เขาเองเขาเห็นว่าเขาไม่สามารถจะพึ่งได้เขาก็ไปกับเพื่อน คราวนี้ระหว่างเพื่อนด้วยกันอายุมันไล่เลี่ยกัน ประสบการณ์ใกล้เคียงกันมันช่วยกันไม่ได้มากหรอก ลองผิดลองถูกไปเรื่อยแหละ คนไหนโชคดีลองถูกก็เฮงไปแต่ส่วนใหญ่แล้วเกิน ๙๐ เปอร์เซ็นต์มันลองผิด

    ดังนั้นก็ต้องทำอย่างที่ว่า พยายามคิดดูว่า สมัยก่อนเราเองเป็นอย่างไร ? ตอนนี้เด็กก็เป็นอย่างนั้น อย่าไปตีกรอบให้เขา แยกแยะสิ่งที่เขาทำแล้วให้เขาเลือกทางของเขาเอง ถ้าเขาเลือกพลาดอย่าไปโกรธเคืองให้อภัยเขา กลับมายังคงให้ความรักความเอาใจใส่ดูแลเขาเหมือนเดิม เขาจะรู้สึกว่าไม่มีที่ใดดีกว่าบ้าน ถ้าเป็นอย่างนั้นเองเด็กไม่ไปไหนหรอก ทุกวันนี้พ่อแม่หลายคนน้อยใจ บอกว่าลูก ๆ รักหลวงพ่อมันมากกว่าตัวเขาอีก ไอ้เราก็ไม่มีอะไรเลยก็แค่บอกเขาไปว่าต้องทำอะไรแค่นั้นเอง เขาจะทำไม่ทำเราไม่ได้บังคับซะที บางทีทำผิดมาน้ำตาไหลน้ำตาร่วงหลวงพ่อจะเกลียดหนูแล้ว ไม่มีหรอก แต่ถ้าทำผิดต่อหน้าต่อตานี่ฟาด(หัวเราะ) เอาเถอะไปเลือกใช้เอา วิธีของอาตมามันอาจจะเฮงซวยก็ได้
    ถาม: ในตำราท่านว่าไว้ จริตมี ๖ อย่าง อย่างตัวกระผมเองถือว่าเป็นการดัดจริต คือไม่รู้แล้วแกล้งทำเป็นรู้แต่ก็ไม่สำคัญ ท่านสรรเสริญในจริต ๒ อย่าง คือ พุทธจริต และศรัทธาจริต พุทธจริตท่านว่า เช้าฉลาดบ่ายโง่ เช้าฉลาดเย็นโง่ อันนี้เป็นอย่างไรครับ ?
    ตอบ: จริงทั้ง ๖ อย่างก็คือ ศรัทธาจริต โทสจริต ราคจริต วิตกจริต พุทธจริต โมหจริต พวกจริตทั้งหลายเหล่านี้ จริง ๆ แล้วมีอยู่กับเราทุกคนครบทั้ง ๖ ตัว แต่ที่ระบุไปว่าจริตใดจริตหนึ่งเพราะว่าอย่างนั้นมันนำหน้ามา จริตชนิดนั้นมันนำหน้ามา ถ้าขี้โมโหก็เป็นโทสจริต ถึงโมโหแต่มีความฉลาดก็เป็นพุทธจริต ประกอบไปด้วยศรัทธาอย่างเดียวก็เป็นศรัทธาจริตอย่างนี้

    พวกจริตเหล่านี้อันใดอันหนึ่งมันอยู่กับเราตลอดเวลาอยู่แล้ว พระพุทธเจ้าท่านก็ได้กำหนดกองกรรมฐานไว้ว่าแต่ละคน ๆ ควรทำอย่างไร แต่ว่าท่านสรรเสริญพุทธจริตคือผู้มีความฉลาดกับศรัทธาจริต ต้องระวังตัวศรัทธาจริตนิดหนึ่ง เพราะศรัทธาจริตนี่จะมีตัวอยู่ตัวหนึ่งก็คือว่ามันเป็นอธิโมกข์ศรัทธา เชื่อตามอย่างเดียวโดยไม่มีปัญญาประกอบเลย โอกาสพลาดมีเยอะ

    เพราะฉะนั้นถ้าเป็นศรัทธาจริตนี่ต้องพยายามย้ำคิดก่อน ไม่ใช่เชื่อใดฝ่ายเดียว ไม่ใช่เขาบอกว่าอะไรดีที่ไหนไม่ทันจะพิสูจน์เลยก็ไปซะแล้ว ลักษณะนั้นจริง ๆ ถ้ากำลังใจทรงตัวก็ไม่มีปัญหา รู้ว่าพลาดก็เริ่มต้นใหม่ แต่ถ้ากำลังใจไม่ทรงตัวมันมีในลักษณะจิตตก กำลังใจตก...(ไม่ชัด)

    ถาม: ๑) เหตุใดท่านจึงสรรเสริญใน ๒ จริตที่ว่านี้ ? ๒) สมมุตว่าเราไม่มี ๒ จริต มี ๔ จริต เราจะทำอย่างไร ? ๓) เมื่อเรารู้จริตของตนเองว่ามีทั้งหมด ๖ จริต เราจะทำอย่างไรต่อ ?

    ตอบ: ลักษณะที่เมื่อกี้ตอบไป ๒ ข้อแล้ว ก็คือจะ ๔ หรือ ๖ ก็ตาม มันมีกับเราครบทุกจริต แต่เพียงแต่ว่าอันไหนมันจะเด่นออกมาเท่านั้น ที่เขาสรรเสริญศรัทธาจริตเพราะว่านักปฏิบัติทุกขั้นตอนถ้าไม่มีศรัทธานำหน้ามา มันก็จะไม่เชื่ออะไรเลย แล้วโอกาสที่จะได้ดีมันหายาก ก็ถึงได้บอกว่าให้มีศรัทธา แต่ว่าต้องเป็นศรัทธาที่มีปัญญาประกอบ ส่วนพุทธจริตที่ท่านฉลาดมาก แค่เห็นหัวข้อธรรมเท่านั้นบางทีเข้าใจรู้แจ้งแทงตลอดตั้งแต่ต้นยันปลายเลย ดังนั้น ๒ จริตนี้จะมีคนที่เรียกว่าสรรเสริญเอาไว้คือ โอกาสจะได้ดีมันมีสูง
    แต่ว่าพวกโทสจริตเอาแต่มักโกรธ ราคจริตมักรักสวยรักงาม วิตกจริตคิดไม่ตกอยู่เสมอ โมหจริตประกอบไปด้วยความเขลาเป็นปกติ พวกนี้โอกาสจะได้ดีมันมีน้อย เขาก็เลยสรรเสริญว่า ศรัทธาจริต กับพุทธจริตเป็นของดีกว่า แต่จริง ๆ แล้วเรามีทั้งหมดนั่นแหละ ประเภทที่เช้าฉลาดบ่ายโง่หรือเย็นฉลาดเช้าโง่มันเป็นเรื่องปกติ

    ถาม: อานาปานุสสติ ถ้าจับไม่อยู่จะทำอย่างไรดีครับ ?
    ตอบ: ลักษณะของอานาปาฯ ถ้าหากว่าเราจะจับมีหลายวิธีด้วยกัน ในวิสุทธิมรรคท่านบอกเอาไว้เยอะ มีทั้งผุสนา อผุสนา คือจับเอาการกระทบ จับเอาการไม่กระทบ คราวนี้ว่าในเรื่องของลมหายใจเข้าออก ถ้าจิตมันหยาบจริง ๆ จะจับไม่ได้ ลองหาเรื่องให้มันเหนื่อยดูสิ อาตมาเคยวิ่งภาวนา พอเหนื่อยมันหายใจแรง ประสาทมันหยาบ ขนาดไหนก็ต้องรู้ว่าหายใจอยู่ มันหอบแฮก ๆ แล้ว คราวนี้นั่งพับลงไปเลย นั่งลงไปภาวนาดูลมหายใจเดี๋ยวนั้นแหละ ลมมันกำลังแรงดี จับง่าย บางทียังไม่ทันที่จะจับเลย มันนิ่งไปแล้ว

    พวกนี้จะต้องมีวิธีการที่เราจะเล่นกับมันเอง บางองค์ท่านเล่นอะไรรู้มั้ย ? อมฮอลล์ มันเย็นดี เวลาหายใจเข้าไปมันรู้ตลอด เลือกเอาจะใช้วิธีไหนขอให้รู้เท่านั้น ว่าตอนนั้นหายใจเข้า ตอนนี้หายใจออก

    ถาม: ความฟุ้งซ่านท่านพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านกล่าวว่า “ฟุ้งไม่ผิด” “ไม่ฟุ้ง ผิด” อย่างไรดีครับ ?

    ตอบ: จริง ๆ คำว่า ฟุ้ง มีเป็นปกติของทุกคนอยู่แล้ว อย่าลืมว่าการทำ ในทาน ศีล ภาวนา ทุกอย่างเราก็ฟุ้งคือ อยากดี ความฟุ้งซ่านส่วนใหญ่มันอยากเป็นนั่นอยากเป็นนี่ทั้งนั้น เราต้องอยากดี เราถึงทำ การที่เราอยากดี เราทำไปเรื่อย ๆ ถ้าถึงที่สุดของมันแล้ว จิตมันจะปลดของมันเอง มันจะพอของมันเอง ถึงตอนนั้นแล้วมันรู้ว่าดีก็ทำ รู้ว่าชั่วก็ละ มันไม่ติดทั้งดีทั้งชั่ว ถ้าอย่างนั้นจะไปนิพพานก็ง่าย ฉะนั้นอันดับแรก ถ้าจะฟุ้งก็ฟุ้งในด้านเป็นกุศลก่อน

    ถาม: ความฟุ้งซ่านของคนธรรมดากับพระอริยเจ้า ท่านว่าต่างกัน ต่างกันอย่างไรครับ ?

    ตอบ: ต่างกันมหาศาลเลย พระอริยเจ้าฟุ้งด้านกุศลอย่างเดียว คนธรรมดาฟุ้งทั้งด้านกุศลและเป็นอกุศล

    ถาม: ฌาน ๕-๘ ต้องได้ฌาน ๔ ก่อนหรือไม่? และถ้าใช้อารมณ์คิดแบบนั้น แต่ตัวเองอารมณ์ไม่ถึงฌาน ๔ จะมีประโยชน์หรือไม่ ?

    ตอบ: มีจ้ะ กำลังของฌาน ๕ – ๘ เค้าเรียกอรูปฌาน ต้องได้ฌาน ๔ เต็มที่ก่อน ถึงจะได้ทำได้ผล แต่ถึงจะได้ไม่ถึง พยายามลองฝึกดูมันก็ยังมีผลอยู่ เพราะว่าสภาพของมันจะเป็นการใช้ความคิดคล้าย ๆ วิปัสสนาญาณมาก การใช้ความคิดถ้ามีกำลังอยู่นิดหน่อยก็เริ่มคิดได้แล้ว อารมณ์ใจตรงตัวแล้ว แต่ที่จะเต็มที่ของมันจริง ๆ ต้องเป็นกำลังของฌาน ๔ และได้กสิณกองใดกองหนึ่งก่อนด้วย แล้วต้องกำหนดเพิกภาพกสิณนั้นเสีย ไม่อย่างนั้นเขาไม่เรียกว่าอรูป คือ ไม่มีรูป มันต้องเริ่มตั้งรูปขึ้นมาก่อน แล้วละรูปนั้นเสีย ทำแล้วได้ผลเหมือนกัน เพียงแต่ผลก็น้อยไป ตามกำลังที่เราได้ ถ้าได้ฌาน ๔ เต็มที่แล้ว ได้ผลเป็นจริงเป็นจัง เป็นของแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ไปเลย

    ถาม: การตั้งอารมณ์ในตอนเช้า เมื่อตื่นนอนใหม่ ๆ ต้องมีหลักใดสำคัญหรือไม่ ? และอีกประการหนึ่งเมื่อลืมตาขึ้นมา เราจับอารมณ์กรรมฐานทันทีหรือไม่ ?
    ตอบ: ทันทีที่รู้ตัวอันดับแรกให้นึกถึงลมหายใจเข้าออกก่อน ถ้ายิ่งเราภาวนาจนหลับ ถ้าหากว่าจิตมันหลับแล้ว มันหลับไปกับกำลังที่หยาบ ตื่นขึ้นมาจะงง ๆ อยู่พักหนึ่ง แล้วก็นึกว่าเอ่อ...เราต้องภาวนา แล้วก็เริ่มภาวนา ถ้าเป็นกำลังปานกลางตื่นขึ้นมาพอรู้สึกตัวอ้อ...เราต้องภาวนา เราก็ภาวนาต่อ แต่ถ้าเป็นกำลังอย่างละเอียดหลับอยู่มันก็รู้ว่าหลับ ตื่นอยู่มันก็รู้ว่าตอนนี้ตื่น มันจะภาวนาต่อเนื่องทั้งหลับทั้งตื่นเลย

    อันดับแรกทิ้งไม่ได้เลยคือ ลมหายใจเข้าออก มันเป็นพื้นฐานใหญ่ที่สุดของกรรมฐานทั้งหมด ถ้าทิ้งลมหายใจเข้าออก กรรมฐานกองอื่น ๆ ทำแล้วทรงตัวได้ยาก พอเราจับกรรมฐานอารมณ์ใจทรงตัวแล้ว ให้ตั้งใจนึกถึงพระ หรือนึกถึงพระนิพพาน การที่เรานึกถึงพระพุทธเจ้า หรือนึกถึงนิพพานจริง ๆ แล้วเป็นอันเดียวกัน เพราะว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้อยู่ที่ไหนเลย นอกจากพระนิพพาน เรานึกถึงท่านก็คือ อยู่กับท่านที่นั่น ให้ตั้งใจว่าวันนี้เราจะไปทำหน้าที่ของเรา ตามวันตามเวลา ตามงานประจำของเราแล้ว ถ้ามันถึงอายุขัยหรือตายลงด้วยอุบัติเหตุอันตรายใด ๆ ก็ตาม เราขอไปอยู่ที่นี่กับพระองค์ ท่านคืออยู่ที่พระนิพพาน ให้ตั้งกำลังใจอย่างนี้ ให้ทรงตัวไว้ วันหนึ่งซัก ๕ นาที หรือสองถึงสามนาทีก็ได้ มันเหมือนกับจองตัวเอาไว้ พอถึงเวลาโดดขึ้นรถ ก็ไปสู่จุดมุ่งหมายปลายทางเลย จิตมันมีสภาพจำแล้วมันจะจับอารมณ์แรกเป็นใหญ่ ถ้าอารมณ์แรกของเรา เราเกาะพระนิพพานไว้ได้ เวลาที่เหลือมันฟุ้งซ่านขนาดไหนก็ตาม ถ้าตามปุ๊บอารมณ์นั้นมันจะเข้าถึงใจทันที อารมณ์แรกที่จับไว้มันเข้ามาสู่ใจ อกุศลมันเข้าไม่ได้ เราก็ไปตามที่เราเกาะ

    ถาม: ก่อนที่จะนอนเราจะตั้งอารมณ์อย่างไร ? และอานิสงส์ของการสวดมนต์ทุกเช้าเย็นเป็นอย่างไร ?
    ตอบ: ก่อนจะนอนให้ตั้งใจว่า ขณะนี้เรานอนลงไปร่างกายเหยียดยาวแล้วก็เหมือนกับคนตาย ถึงจะไม่ได้ลืมตาขึ้นมาเห็นวันใหม่ก็ตาม ถ้าตายลงไปวันนี้เราขอไปพระนิพพาน ตั้งใจจับภาพพระให้คลุมตัวเราลงมาก็ได้ หรือไม่ก็ส่งใจขึ้นไปเกาะพระนิพพานก็ได้ คิดว่าถ้าหากว่าเราตายเราขอไปอยู่กับพระ เราตายเราขอไปอยู่พระนิพพานให้เป็นอย่างนี้ อานิสงส์ของการสวดมนต์ถ้าหากว่าทำเป็นไปยันนิพพานได้

    การสวดมนต์อันดับแรกได้สมาธิ ถ้าสมาธิไม่ดีจะสวดผิด ถ้าหากว่าทำเป็นทรงฌานขณะที่สวดก็ได้ เราใช้คำสวดทั้งหมดเป็นคำภาวนาของเรา หรือจะฝึกทิพจักขุญานจากการสวดก็ได้ เวลาสวดไปก็กำหนดให้เห็นคำที่เราสวดขึ้นมาเป็นตัวหนังสือทีละตัว ๆ ผ่านหน้าเราไป เห็นตัวหนังสือนั้นชัดได้เท่าไหร่ เราก็เห็นผีเห็นเทวดาชัดเท่านั้น หรือไม่ก็ส่งกำลังใจขึ้นนิพพานไปสวดถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา อยู่ต่อหน้าพระพุทธเจ้าข้างบนนั้นเลย ถ้าสามารถทำอย่างนี้ได้ตายตอนนั้นก็อยู่บนนิพพานตอนนั้น ก็เลยว่าอานิสงส์จะมีมากน้อยเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับว่าเราทำเป็นมั้ย ? หรือเราทำได้ขนาดไหน ?

    ถาม: มโนมยิทธิฝึกยากหรือไม่ ? ชาวบ้านอย่างผมจะฝึกได้หรือไม่ ?
    ตอบ: มโนมยิทธิจริง ๆ แล้วฝึกง่ายที่สุด ถ้ามีความเข้าใจ ๕ นาที ๑๐ นาทีก็ได้แล้ว ใครก็ตามที่อยากฝึกสามารถฝึกได้ทั้งสิ้น เพราะว่ามโนมยิทธิเป็นการทวนทิพจักขุญาณของเก่าในอดีต ส่วนใหญ่ถ้าหากว่าใครคิดว่าตัวเองอยากฝึกมักจะมีของเก่าอยู่แล้ว ดังนั้นถ้ามีความเข้าใจไม่ดื้อกับครูไม่กี่นาทีก็ได้แล้ว แต่ส่วนใหญ่ไม่เข้าใจวางกำลังใจไม่ถูกต้องมันก็เลยได้ยาก

    ถาม: ผู้ที่จิตทรงฌานควรจะระวังอารมณ์เรื่องใดเป็นสำคัญ ?
    ตอบ: ระวังอันดับแรกอย่าให้นิวรณ์มันกินใจเราได้ ถ้านิวรณ์กินใจเราได้เมื่อไหร่อารมณ์ฌานจะถอยหลังจะกลายเป็นหลุดออกไป และที่แน่ ๆ ก็คือระมัดระวังอย่าเพลิดเพลินกับมัน ให้รู้อยู่เสมอว่ามันเป็นเครื่องมือที่เราอาศัยไปสู่พระนิพพานเท่านั้น มันไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างของเรา บางคนกอดแน่นไม่ยอมปล่อยเลย (หัวเราะ)
    </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  2. paang

    paang เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 เมษายน 2005
    โพสต์:
    9,517
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +34,303
    [​IMG][​IMG] <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 height=21></TD><TD align=middle width="100%" background=images/up.gif height=21></TD><TD></TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD>ถาม: การเป็นพระโสดาบันเป็นยากหรือไม่ ? แล้วต้องทำกันอย่างไรบ้าง ?
    ตอบ: การเป็นพระโสดาบันขึ้นกับกติกา ๕ ข้อ ข้อที่หนึ่ง ต้องเคารพพระพุทธเจ้าจริง ๆ ข้อที่สองต้องเคารพพระธรรมจริง ๆ ข้อที่สามต้องเคารพพระสงฆ์จริง ๆ การเคารพจริง ๆ นี่ก็คือไม่ล่วงเกินด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจทั้งต่อหน้าและลับหลัง ข้อที่สี่ต้องเป็นผู้ที่รักษาศีลทุกสิกขาบทให้บริสุทธิ์ คำว่าศีลบริสุทธิ์นี่ไม่ทำให้ศีลล่วงด้วยตัวเอง ไม่ยุให้คนอื่นเขาทำ ไม่ยินดีเมื่อคนอื่นเขาทำ ข้อสุดท้ายให้ตั้งกำลังใจว่าตายเมื่อไหร่เราจะไปพระนิพพาน ถ้าเห็นว่า ๕ ข้อมันเยอะไปรักษายากก็คิดว่า เรารักษาศีลเพราะเราคารพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เรารักษาศีลเพราะเราต้องการไปนิพพาน เอาแค่ศีลอย่างเดียวก็ได้ พระโสดาบันกำลังใจมีแค่นี้ ถ้าเราสามารถรักษากติกานี้ได้เราก็คือพระโสดาบัน

    ถาม: การเป็นพระโสดาบันท่านว่ากรรมเก่าตามไม่ทัน และถ้าเราจะทรงอารมณ์พระโสดาบันหนึ่งนาทีแต่ทำบ่อย ๆ อันนี้จะเกิดผลดีแก่เราหรือไม่อย่างไรครับ ?
    ตอบ: การเป็นพระโสดาบันกรรมเก่ายังตามทันเป็นปกติ เป็นพระสกิทาคามีกรรมเก่าก็ตามทันเป็นปกติ พระอนาคามีกรรมเก่าก็ตามทันเป็นปกติ มีแต่พระอรหันต์เท่านั้นที่เศษกรรมเท่านั้นตามได้ เพราะว่าคนเข้าถึงความบริสุทธิ์ถึงที่สุด กรรมทุกอย่างจะเป็นอโหสิกรรมไปเลย การที่เราสามารถทรงอารมณ์พระโสดาบันได้วันละนาทีสองนาทีจะเล็กน้อยขนาดไหนก็ตาม อย่างน้อย ๆ มันเป็นมรรคคือการที่เราเข้าไปถึง อานิสงส์ย่อมมีมากมหาศาล

    แต่ถ้าหากว่าเราพยายามย้ำบ่อย ๆ เข้า เดี๋ยวมันจะทรงตัวอยู่ มันก็จะเป็นผล คือเป็นสิ่งที่เป็นสมบัติของเราเลย ฉะนั้นต้องซ้อมบ่อย ๆ ยิ่งทำบ่อยมากเท่าไหร่ก็มีโอกาสเป็นได้มากเท่านั้น หัดเป็นเศรษฐีหัดไปหัดมาเดี๋ยวมันชำนาญมันก็เป็นเองจริง ๆ แต่คราวนี้หัดเป็นเศรษฐีต้องรู้ว่า เศรษฐีกว่าจะหาตังค์ได้มันเหนื่อยแค่ไหน (หัวเราะ)

    ถาม: การที่พระเดชพระคุณท่านได้กล่าวไว้ว่า พระโสดาบันจะต้องได้พบพระพุทธเจ้าก่อน ท่านที่พบได้พบในทางมโนมยิทธิหรือระดับอภิญญาขึ้นไป ?

    ตอบ: จริง ๆ ตัวนี้เป็นคำที่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า โยธัมมัง ปัสสติ โสมัง ปัสสติ ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา เห็นพระพุทธเจ้าในส่วนที่เป็นนามธรรม คือเป็นพุทธคุณแท้ ๆ ไม่ใช่องค์ท่าน บุคคลที่เข้าถึงธรรมจริง ๆ จะรู้เลยว่าพระพุทธเจ้าที่แท้จริงเป็นอย่างไร พระธรรมที่แท้จริงเป็นอย่างไร พระสงฆ์ที่แท้จริงเป็นอย่างไร ถึงได้บอกว่าต้องพบพระพุทธเจ้าก่อน

    แต่ว่าบุคคลที่ได้อภิญญา ได้ปฏิสัมภิทาญาณหรือว่าได้วิชชาสามนี่สามารถเห็นหรือไปพบพระพุทธเจ้าได้เป็นปกติอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าหากว่าเป็นในลักษณะนั้นก็เป็นลักษณะของคนที่ได้วิชชาสอง อภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ หรืออะไรอย่างหนึ่ง แล้วก็เป็นบุคคลที่เข้าถึงความเป็นพระอริยเจ้า รู้ว่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่แท้จริงเป็นอย่างไรอย่างหนึ่ง อีกประเภทหนึ่งก็คือเกิดทันพระพุทธเจ้า ได้รับฟังคำสอนจากท่านโดยตรง

    แต่จริง ๆ แล้วพระอริยเจ้าทั้งหมดถ้าได้รับคำสอนที่ถูกต้องไม่ว่าจากผู้ใดผู้หนึ่งก็ตามแล้วปฏิบัติตาม โอกาสที่จะได้เป็นพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ ยังมีเต็มที่ขอให้เป็นธรรมะที่ถูกต้องเท่านั้น

    ถาม: ความอยากได้ฌานจะส่งผลในการปฏิบัติหรือไม่ครับ ?
    ตอบ: รับรองว่าไม่มีวันได้เลยถ้ายังอยากอยู่ ตัวอยากมันเป็น อุทธัจจะ กุกกุจจะ คือความฟุ้งซ่าน จิตที่ยังฟุ้งซ่านแปลว่านิวรณ์ ๕ ยังกั้นอยู่เต็มที่ ถ้านิวรณ์มันกั้นจิตอยู่โอกาสจะทรงฌานมันไม่มี มีอยู่อย่างเดียวก็คือ ถึงเวลาเราภาวนาไปลืมความอยากนั้นเสีย คิดว่าเรามีหน้าที่ภาวนา มันจะเป็นอย่างไรเป็นเรื่องของมัน ถ้าตัดกำลังใจแบบนี้ได้จะเข้าถึงฌานได้เร็ว

    ถาม: การสวดมนต์ตามหนังสือได้อธิบายถึงอานิสงส์หลายประการซึ่งเป็นเรื่องดีทั้งสิ้น คราวนี้มีการสวดมนต์ประเภทหนึ่งที่ว่าสวดแล้วต้องรวยแน่ ๆ ต้องดีแน่ ๆ ต้องเจริญขึ้นแน่ ๆ ขอให้รวย ๆ การตั้งกุศลและเจตนาในการสวดมนต์ของบรรดาพุทธบริษัททั้งหลายเราควรตั้งใจในการสวดมนต์อย่างไร ? และการตั้งใจข้างต้นเช่นว่ารวยแน่ ๆ หรือว่าจะได้จริง ๆ ไหม ? อันนี้จะเป็นผลในการปรามาสหรือไม่ ?
    ตอบ: จริง ๆ แล้วการสวดมนต์ภาวนาทุกอย่างเป็นการทำความดี ให้เราตั้งใจว่าเราทำเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา อานิสงส์คือผลบุญที่ควรจะได้เราตั้งความปรารถนาไว้ที่พระนิพพานอย่างเดียว

    ส่วนเรื่องของบทสวดหรือว่าคาถาบางอย่างที่สวดแล้วจะรวย ต้องทำกำลังใจให้ถูกต้องด้วย ถ้าเราอยากรวยอยู่สวดให้ตายมันก็ไม่รวย เพราะว่ามันอยู่ในความฟุ้งซ่านที่ว่ามาเมื่อครู่นี้ เรื่องของคาถาหรือว่าบทสวดมันต้องใช้กำลังใจสูงมาก เป็นกำลังใจระดับอภิญญา

    คราวนี้คนที่เป็นอภิญญาได้จะต้องเป็นคนจริงจังและสม่ำเสมอ เราต้องสวดภาวนาอยู่สม่ำเสมอจริงจังไม่เหลาะแหละ และต้องไม่ตั้งใจว่าจะสวดเพื่อให้รวย ให้คิดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราตั้งใจทำเพื่อสรรเสริญพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ส่วนผลพลอยได้จะพึงมีเพียงใดก็ตามเป็นเรื่องของมันไม่ใช่เรื่องของเรา เรื่องเหล่านี้เป็นไปได้จริงแต่ต้องวางกำลังใจให้ถูก คาถาทุกบทใช้ได้ผลจริงตามนั้นถ้ากำลังใจของเราวางได้ถูกต้อง

    ถาม: เรื่องสัจจะ ถ้าเราตั้งใจว่าจะกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งโดยได้ลั่นวาจาไว้แล้ว แต่มีคนอื่นทำให้เราต้องเสียเหตุในสัจจะ เราจะทำอย่างไรกับคนที่ไม่รักษาคำพูดกับเราบ่อย ๆ ก) เลิกคบ ข) ให้อภัย ค) ดูเป็นกรณีไป ง) เฉย ๆ

    ตอบ: ดูเป็นกรณีไป คนที่ผิดพลาดบ่อย ๆ ผิดการนัดหมายบ่อย ๆ สัจจบารมีเขายังพร่องอยู่ ถ้าหากว่าเราเมตตาเขามีโอกาสก็สงเคราะห์เขา ถ้าหากว่าประเภทไม่เมตตากรุณาเขาเลยบางทีเขาก็เสียโอกาสเหมือนกัน ดังนั้นเลือกดูเป็นกรณี ๆ ไป ถ้าถึงขนาดเลิกคบเลย บางทีเขาเองต้องอาศัยเราเพื่อที่จะปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงขั้นสูงขึ้นไป เราเลิกคบเสียเขาก็หมดโอกาสนั้นไปเลย

    ถาม: ครั้งหนึ่งประธานาธิบดีซัดดัมได้ครองประเทศ ต่อมาสหรัฐได้เข้ามายึดครองประเทศ ด้วยข้อหามีอาวุธทำลายล้างสูง และสุดท้ายก็ถูกจับไม่เหลือสภาพเดิมเลย เราควรทำใจอย่างไรเมื่อสภาพของการเปลี่ยนแปลงในทางลบเกิดขึ้นเฉพาะหน้า ? คำพระท่านว่าในโลกนี้ประกอบไปด้วยความว่างเปล่า คำว่า “ว่างเปล่า” ว่างเปล่าจากอะไร ? และมีความหมายอย่างไร ? ในความเห็นที่ว่า ในโลกนั้นก็มีความสุข และความทุกข์อยู่เต็มโลกจะขัดแย้งกันหรือไม่ ? สภาพความไม่เที่ยงมีความหมายในเชิงความเป็นอนัตตาและความทุกข์อยู่ด้วยหรือไม่ครับ ?

    ตอบ: ความว่างเปล่าตัวนี้ก็คือว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นในเบื้องต้น เปลี่ยนแปลงไปในท่ามกลาง และสลายไปในที่สุด ต่อให้สิ่งที่เราเห็นว่ามั่นคงที่สุดอย่างภูเขา มันก็ค่อย ๆ สลายตัวไปช้า ๆ มันอาจจะอีก ๕ ล้าน ๑๐ ล้านปีข้างหน้า มันก็หมดสภาพของมันไปกลายเป็นไม่มีอะไรเลย ดังนั้นว่าทุกสิ่งทุกอย่างต้องสลายไปแม้กระทั่งโลกที่เราอาศัยอยู่ ดังนั้นสภาพความเป็นจริงแท้ของมันคือไม่มีอะไรเลย

    คราวนี้พอทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่เที่ยง ถ้าเราไปยึดมั่นถือมั่นว่ามันต้องเที่ยงเราก็จะทุกข์ อย่างเช่นว่าคนเราต้องตายเป็นปกติ แต่พอตายแล้วเราไม่อยากให้ตายก็ร้องห่มร้องไห้คร่ำครวญกันอยู่ คือจริง ๆ แล้วว่าถ้าทุกสิ่งไม่เที่ยงมีสภาพยึดถือมั่นหมายไม่ได้ ก็เป็นอนัตตาเป็นปกติอยู่แล้ว ถ้าสามารถทำว่า เรามั่นคงไม่หวั่นไหว ได้เห็นสภาพความเป็นจริงของมันว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นในเบื้องต้น เปลี่ยนแปลงไปในท่ามกลาง สลายไปในที่สุดเป็นปกติของมันอยู่แล้ว ถ้าหากว่าเราไปยินดียินร้ายกับมัน ทุกข์ก็จะเกิดขึ้นกับเรา ถ้าทำใจอย่างนี้ได้ก็ถือว่าประเสริฐสุด ถ้าหากว่าทำใจอะไรไม่ได้ก็โน่น ธรรมดา ช่างหัวมัน

    ถาม: สามีภรรยาไปดูดวงคู่สมพงษ์ ถ้าใครดูดวงแล้วตกสมบัติพระอินทร์ ก็จะรู้ซึ้งใจซักหน่อย ถ้าไปตกสมบัติยาจกก็จะรู้สึกหนักใจ เรื่องการดูดวงว่าตนเองไม่ดีหรือจำต้องยากจนตามดวงกับการทำมาหากินในปัจจุบัน เราเชื่อดวงจะได้มากน้อยขนาดไหน ?

    ตอบ: เรื่องของดวงเชื่อได้ประมาณ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้เต็มร้อยนะ ประมาณ ๖ ส่วน ๑๐ ส่วน เรื่องดวงเป็นโหราศาสตร์ เป็นศาสตร์คือความรู้แขนงหนึ่ง เกิดจากการที่เขาตั้งข้อสังเกตแล้วบันทึกเป็นสถิติต่อเนื่องมาเป็นพัน ๆ ปี จนกระทั่งมันสรุปออกมาเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งได้ จริง ๆ แล้วมันก็ตรงกับที่พระพุทธเจ้าท่านสอนคือว่า โหราศาสตร์นี่จะว่าไปแล้วเรื่องของดวงนั้นมันก็คือความดีความชั่วที่เราทำมา ถึงวาระถึงเวลาความดีอย่างนั้นจะส่งผล ความชั่วอย่างนั้นจะส่งผล เขาเอาวันเดือนปีเกิดของเราเป็นเกณฑ์ คนที่จะเกิดวันเดือนปีเกิดใกล้เคียงกันแสดงว่าทำบุญทำกรรมมาใกล้เคียงกัน ดังนั้นเมื่อถึงเวลาถึงวาระจะเกิดอะไรขึ้นกับคนเหล่านั้น มันก็เกิดไล่เลี่ยกันใกล้เคียงกัน เขาจึงสามารถที่จะสรุปลงมาแล้วก็กำหนดขึ้นมาเป็นหลักวิชาได้ โดยการอนุมานเท่านั้น มันไม่ได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เต็ม ได้แค่ประมาณ ๖๐ เปอร์เซ็นต์

    คราวนี้ถ้าหากว่าคนดูมีทิพจักขุญาณคือมีตาทิพย์มีตาในที่ว่า ถ้าเขามีจริง ๆ และรักษาความแจ่มใสเอาไว้ได้ สามารถที่จะใกล้เคียงได้ถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ที่เหลือขึ้นอยู่กับพวกเรา จำไว้ให้แม่น ๆ ว่า ถ้าเรามั่นคงใน ทาน ศีล ภาวนา กรรมเก่าให้ผลได้ไม่เกิน ๒๕ เปอร์เซ็นต์ พวกเราจะเป็นกลุ่มนอกเหตุเหนือผล พอถึงเวลาเขามาบอกต้องเป็นอย่างนั้นต้องเป็นอย่างนี้ ถ้ากำลังใจเรามั่นคงไม่หวั่นไหว ปฏิบัติในทาน ศีล ภาวนา เป็นปกติอย่างนี้ เรื่องเหล่านั้นอาจจะไม่เกิดกับเราเลยก็ได้

    เพราะว่ากำลังใจมันสูงกว่าเสียแล้ว กำลังบุญมันสูงกว่าเสียแล้ว อาตมาเองเขาดูว่าพรรษาที่ ๓ จะสึกนี่มันเกินสามจะยี่สิบปีอยู่แล้วก็ยังอยู่ได้ (หัวเราะ)

    ถาม: ความเพียรในการประกอบอาชีพอย่างหนึ่ง ความอดทนต่อแรงบีบคั้นของกรรมอย่างหนึ่ง ความท้อถอยต่อปัญหาชีวิตเราท้อถอยได้แค่ไหนครับ ?
    ตอบ: ท้อได้แต่ห้ามถอย (หัวเราะ) เพราะฉะนั้นห้ามใช้คำว่าท้อถอยต้องแยกออก ท่อได้แต่ห้ามถอย ตราบใดที่ยังมีช่องทางอยู่แม้แต่ ๑ เปอร์เซ็นต์ เราก็ต้องดิ้นรนไป ถ้าดิ้นรนจนสุดกำลังกาย กำลังสติปัญญา กำลังคน กำลังทรัพย์แล้วไม่สามารถแก้ไขได้ ค่อยยอมรับว่าเป็นกฎของกรรม ถ้าเราไปยอมรับ ๆ อย่างเดียวอันนั้นมันขาดปัญญา มันประเภทยอมรับแบบควายที่หลวงพ่อชาท่านด่าลูกศิษย์ท่านน่ะ พายุมันพัดหลังคามันเปิดไป พระท่านก็นั่งตากแดดตากฝนภาวนาของท่าน หลวงพ่อชาทนดูไม่ได้ก็ไปเตือน คุณซ่อมหลังคาเสียหน่อยสิ พระลูกศิษย์บอกไม่ต้องหรอกครับ ผมปล่อยวางแล้ว หลวงพ่อชาบอกว่า ควายมันปล่อยวางได้ดีกว่าคุณอีก มันทนแดดทนฝน...มันโง่หรือมันฉลาด ถ้าปล่อยวางแบบคุณ เขาเรียกว่าปล่อยวางแบบความ (หัวเราะ)

    เพราะฉะนั้นท้อได้แต่ห้ามถอยนะ ไปข้างหน้าแล้วตาย เขาชมว่ากล้า ถอยหลังมาตาย เขาว่าขี้ขลาด เลือกเอา (หัวเราะ)

    ถาม: (ไม่ชัด)
    ตอบ: เหมือนกัน อย่าลืมว่านรลักษณ์ศาสตร์ นี่เริ่มต้นจากพระพุทธเจ้า โหงวเฮ้งนี่ พระพุทธเจ้าประกอบไปด้วยอะไร ? มหาปุริสลักษณะ ๓๒ อย่าง อนุพยัญชนะอีก ๘๐ อย่าง และตำราเขาแม่นมาตั้งแต่โบราณแล้วด้วย ถ้าใครมีอย่างนี้ครบ เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน เริ่มมาตั้งแต่โน้นเลยนะ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่มันแสดงออก ไม่ว่าจะเป็นสภาพฐานะ รูปร่างหน้าตา อะไรก็ดี มันเกิดจากในอดีตที่เราทำทั้งนั้น มักโกรธเกิดมาก็ผิวพรรณทราม เป็นผู้มีศีลมีเมตตาจิตเยือกเย็นเป็นปกติ เกิดมาก็ผิวพรรณผ่องใส มีศีลทรงตัว เกิดมาหน้าตาก็สวยงาม ถ้ามีแต่ความโกรธมีแต่โทสะอยู่ หน้าตาก็ขี้ริ้ว ขี้เหร่อย่างนี้เป็นต้น

    เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ พอทำอะไร มันได้อย่างนั้น ก็เลยเหมือนกับว่า กำหนดตายตัวมาแล้วว่า คนที่มีลักษณะอย่างนี้ ๆ ต้องเป็นอย่างนี้ ส่วนเรื่องของฮวงจุ้ย จริง ๆ แล้วคุณต้องเข้าใจว่า เรื่องพลังงานต่าง ๆ ของโลกมันมีอยู่เป็นปกติแล้ว การดูฮวงจุ้ยเค้ายึดทิศเหนือเป็นหลัก วิทยาศาสตร์เขาก็บอกว่า แกนแม่เหล็กโลกมันวิ่งอยู่แกนเหนือใต้ ฮวงจุ้ยมันก็เอาเหนือใต้เป็นหลัก จะดูแนวเขามังกรก็ดี อะไรก็ดีมันก็ดูอย่างนั้น แต่ว่าที่สำคัญที่สุดคือว่าถ้าเราทำบุญไว้ดี ต่อให้คุณเปะปะส่งเดชขนาดไหน มันก็ไปอยู่ในที่ฮวงจุ้ยดีเอง บุญมันส่งให้ แต่ถ้าเราทำบุญไว้ไม่ดี เลือกให้ตายอาจจะโดนคนอื่นแย่งไปหรือไม่ก็สูญเสียไป โดนธนาคารยึดบ้าง ขายทิ้งไปบ้าง อะไรไปบ้าง จริง ๆ แล้วเรื่องทั้งหลายทั้งปวงนี่ มันขึ้นอยู่กับกรรม คือสิ่งที่เราทำ เราทำดีไว้ เราก็ได้รับในส่วนที่ดี ถ้าเราทำไม่ดีไว้ก็ได้ในส่วนที่ไม่ดี

    ถาม: เด็กเขาพูดกันว่า ถ้าผู้ใหญ่เป็นผู้อาบน้ำร้อนมาก่อน ป่านนี้ผู้ใหญ่ทั้งหมดก็จะมีผิวหนังที่ผุพองเป็นแผลกันหมด พอดีได้ชมโฆษณาโทรศัพท์มือถือ เขาบอกว่า เราสนับสนุนให้ทุกคนคิดออกจากกรอบและมีรูปของกบอยู่ในกะลา ในโฆษณานั้น คำว่า “ออกจากกรอบ” น่าจะมาจากคำว่า criteria หรือ Rule ซึ่งหมายถึงการฉีกกฎหรือแหกกฎ ส่วนเรื่องกบในกะลา ตามความหมายในภาษาไทย ก็น่าจะมาจากกการเปิดโลกทัศน์ หรือหาความรู้เพิ่มเติม ๒ อย่างนี้ จะผิดถูกอย่างไร อันนี้ผมไม่ทราบ

    นักวิชาการเขาได้สรุปคนสังคมไว้ ๓ กลุ่มด้วยกันคือ ๑) ยุคเบบี้บูม เป็นยุคผู้คนที่เกิดในสมัยสงครามโลกและมีลูกกันมาก ยุคที่ ๒ จะเป็นเจนเนอร์เรชั่นเอ๊กซ์ หมายถึงก่อนยุคเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ยุคที่ ๓ เป็นยุคเจนเนอร์เรชั่นวาย หมายถึงยุคเด็กที่เกิดหลังเหตุการณ์ตุลาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ ได้ให้พระบรมราโชวาทตอนหนึ่งความว่า คนรุ่นใหม่เป็นคนที่มีความก้าวหน้า หากจะกล่าวว่าคนรุ่นเก่าล้าสมัย ก็อาจจะว่าได้แต่การดูถูกดูหมิ่นเหยียดหยามคนรุ่นเก่าเป็นการไม่สมควร

    เพราะหากไม่มีคนรุ่นเก่าแล้ว คนรุ่นใหม่จะเกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้าเราเป็นคนรุ่นใหม่จะแสดงความกตัญญูคนรุ่นเก่าคือพ่อแม่ ผู้มีพระคุณอย่างไรได้บ้าง?

    ตอบ: สำหรับพ่อแม่พระพุทธเจ้าบอกไว้ชัดเลย ท่านเลี้ยงเรามาเราเลี้ยงท่านตอบ ช่วยเหลือแบ่งเบากิจการของท่าน ทำตัวให้สมควรให้ได้รับมรดกก็คือต้องเป็นคนดี ถึงเวลาแล้วธำรงรักษามรดกและชื่อเสียงวงศ์ตระกูลไว้ให้ได้ อันดับสุดท้ายคือ ถ้าท่านตายแล้วให้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้เขาตะกายทำเอง ความกตัญญูแสดงออกได้หลายอย่างด้วยกัน แต่ว่าในสิ่งที่ชาวบ้านชาวเมืองเขาเห็นอยู่ชัด ๆ ก็คืออย่างเช่นว่า ปฏิบัติต่อท่านด้วยดี อ่อนน้อมถ่อมตน ท่านเจ็บไข้ได้ป่วยเรารักษาพยาบาล เมื่อท่านแก่ชราขึ้นมาเราก็หาเลี้ยงดูท่านในลักษณะอย่างนี้ ไม่ใช่พอถึงเวลาก็เอาไปปล่อยบ้านบางแค ทำอย่างกับเอาหมาไปปล่อยวัด ทำตามพระพุทธเจ้าท่านสอนก็หมดเรื่องไป

    ถาม: กตัญญูท่านว่าเป็นสัญลักษณ์ของคนดี เป็นคนกตัญญูแล้วจะเกิดประโยชน์อะไรแก่ตัวเองบ้างครับ ?

    ตอบ: อันนี้สังเกตคนจีนเป็นหลัก คนจีนอยู่ที่ไหนลำบากไม่นานไม่ช้าก็จะตั้งตัวได้มีฐานะร่ำรวยเป็นเจ้าสัวไปตาม ๆ กัน เพราะเขามีความกตัญญู สังเกตมั้ยว่าคนจีนนี่เรื่องของบรรพบุรุษเรื่องของพ่อแม่นี่เขาให้ความเคารพ เคารพถึงขนาดเลยถึงเวลาประเภทบางทีตายมา ๕๐ – ๖๐ ปี ก็ยังมีการเซ่นไหว้ฮวงซุ้ยกันเป็นปกติ

    คำว่า กตัญญู แปลว่า รู้คุณท่านเฉย ๆ มันต้องมี กตเวที คือ ตอบแทนด้วย ต้องมีการกระทำที่ตอบแทนด้วย ไม่ใช่รู้เฉย ๆ แต่คราวนี้ภาษาบาลีบางทีเราแปลไม่ออก ในเมื่อเราแปลไม่ออกก็เลยตีความหมายรวม ๆ ไปซึ่งก็อาจจะไม่ตรงก็ได้ กตัญญูทุกอย่างเกิดผลดีแน่ ๆ คือเจริญทั้งในปัจจุบันอย่างพวกคนจีนเขา แล้วเจริญต่อไปในอนาคต เรื่องของกรรมนี่อาตมาดูมาเยอะต่อเยอะแล้ว กรรมที่คนทำกับพ่อกับแม่ขนาดไหนอย่าเผลอมีลูกนะ มีเมื่อไหร่เจอมากกว่านั้นอีก มันทันตาเห็นจริง ๆ เรื่องกรรมอื่นยังไม่เห็น เพราะฉะนั้นถ้าเราปฏิบัติดีต่อท่าน ถึงเวลาลูกหลานก็ปฏิบัติดีต่อเราด้วยไม่ต้องไปเสียเวลาเรียกร้องหรอก

    ถาม: เมื่อคนรุ่นใหม่ไม่ได้ดั่งใจคนรุ่นเก่า ทำอย่างไรดีครับ ?
    ตอบ: ต้องโทษคนรุ่นเก่า เพราะคนรุ่นเก่าทำไม่ดีอบรมไม่ดี คนรุ่นใหม่มันถึงออกไปลักษณะนั้น อาตมาเจอมาเยอะนะประเภทยุคไฮเทคอย่างนี้แหละ แล้วกลางกรุงด้วย มหาเศรษฐีมีเงินเป็นร้อยล้านถึงเวลาวันหยุด แทนที่จะพาลูกไปเที่ยวห้าง ไปเล่นวีดีโอเกมส์ เข้าสวนสนุกเปล่าหรอก แจกจอบแจกเสียมคนละอันหัดให้ลูกทำการเกษตร ขุดดินถางหญ้า ปลูกต้นไม้ปลูกผักไปตามเรื่อง นั่นเขาสอนได้ดีจริง ๆ เด็กเขาเอาด้วย มันสนุกน่ะ โอ้โห...เด็กขุดโน้นรื้อนี่มันมันส์นี่ เพียงแต่ว่าพ่อแม่จะมีวิธีการอย่างไร ที่จะทำให้เด็กเขาสนใจก็ต้องนำด้วยตัวเอง ส่วนใหญ่ถ้าไม่นำ เขาไม่ไปด้วย แล้วคราวนี้เด็กพวกนี้สุขภาพจิตดีมากเป็นพิเศษ ถึงเวลาประเภทหมั่นไส้ใครมาก็สับดินมันแรงหน่อย (หัวเราะ) มีที่ให้ระบายแล้วสอนให้หัดกินผักหัดกินผลไม้อะไรไปเลย แล้วเขาปลูกเองอะไรเอง กางมุ้งเองทุกอย่างปลอดสารพิษหมด

    แต่แหม! ครูพาเสีย ถึงเวลาไปโรงเรียน ลูก ๆ เขาได้เงินไปโรงเรียนแต่เขาเก็บกลับมาหยอดออมสิน เขานี่เล่นเอากล้วยใส่ปิ่นโตไป พี่เลี้ยงทำให้อย่างดีเลยตัดหัวตัดท้ายใส่ปิ่นโตไปอย่างดี ถึงเวลาไปก็แค่ปอกใส่ปากเท่านั้น เด็กมันเคยชินกับรสของผลไม้นี่มันอร่อย แต่ถ้าหากไปเคยชินกับพวกกรุบกรอบอะไร มันก็จะหมดความสนใจทางด้านนี้ คราวนี้เขาเคยชินอย่างนี้เขาก็กินของเขา แล้วเขาก็เห็นว่าของเขาดี เขาก็จัดแจงเอาไปฝากครู พอฝากครู ๆ ก็อุตส่าห์ปั้นหน้ายิ้มรับไว้ทั้ง ๆ ที่ไม่อยากได้ เห็นครูเป็นลิงหรือไงเอากล้วยมาฝาก

    วันหนึ่งก็อยู่ตรงนั้น วันที่สามมันเริ่มดำ ๆ แล้วเด็กมันย่องกลับมา ถ้าครูไม่กินหนูขอคืนนะคะ หน้าแตก (หัวเราะ) เขาสอนได้ขนาดนั้น ดังนั้นมันสำคัญอยู่ที่ตัวเราเอง เด็กไม่ดีโทษเด็กไม่ได้ ต้องโทษผู้ใหญ่ อย่าลืมว่าบุพการีผู้ที่ทำคุณก่อนแล้วเขาว่าครูบาอาจารย์เป็นบูรพาจารย์คนแรก พ่อแม่นี่แหละไม่ใช่ใครหรอก พ่อแม่ครูบาอาจารย์นี่แหละที่จะต้องปั้นให้ดีให้ได้ ถ้าไม่ดีอาตมาไม่เคยโทษเด็กด้วยประการทั้งปวง นั่งอยู่ตรงนี้ พ่อแม่มาประเภทพูดถึงปัญหาของลูก เราว่าพ่อแม่ผิดไว้ตะบันเลย ถ้าพ่อแม่สอนถูกเด็กมันไม่ทำผิดหรอก

    ถาม: มีคนเขาไปเห็นคนรวยเขามีความทุกข์เพราะต้องทะเลาะกัน และฆ่ากัน ด้วยเหตุนี้เขาจึงตั้งเจตนาว่าชาติหน้าขอเกิดเป็นคนจนจะดีกว่า เพราะเป็นคนรวยมีความทุกข์ การรำพึงรำพันและการตั้งใจแบบนั้นจะมีผลตามที่เขาตั้งใจคือไม่เกิดเป็นคนรวยสมใจหรือไม่ ?

    ตอบ: การที่เราตั้งเจตนาอะไรแล้วจะให้ได้ผล เราต้องสร้างบุญใหญ่ก่อน เพื่อให้บุญนั้นเป็นกำลังนำส่งเราไปสู่จุดนั้น ไปนั่งรำพึงรำพันเฉย ๆ โอกาสจะเป็นมันยาก ถ้าเกิดสร้างบารมีมาทุกชาติ ๆ แล้วชาตินี้ก็ทำซะล้นเหลือเลย หวังว่าจะเกิดมาจนนั่นน่ะ มันก็คงจนมีประเภทซัก ๔ – ๕ หมื่นล้าน แต่ไม่ถึงแสนล้านอะไรทำนองนั้น (หัวเราะ)

    เพราะฉะนั้ถ้าหากว่าไม่มีการทำบุญใหญ่ก่อนแล้วตั้งเจตนาว่าผลบุญี่ทำจะให้ส่งผลยังไงไม่มีทางได้หรอก อยากจะจนเดี๋ยวเงินทับตายพอดี อย่างกำนันเป๊าะไง เคยถามว่ากำนันมีเงินเท่าไหร่ ? ไม่รู้เหมือนกันครับ ผมก็นับไม่ไหวเหมือนกัน ทั้ง ๆ ที่แกก็ไม่ใช่คนรวยมาก แล้วลองคิดดูคุณทักษิณแกนับไหวมั้ย ?


    </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  3. paang

    paang เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 เมษายน 2005
    โพสต์:
    9,517
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +34,303
    <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=760 align=center border=0><TBODY><TR><TD width=25 background=images/b1.gif height="100%"></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#ffffff height="100%"><TABLE border=0><TBODY><TR><TD rowSpan=2></TD></TR></TBODY></TABLE>[​IMG][​IMG] <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 height=21></TD><TD align=middle width="100%" background=images/up.gif height=21></TD><TD></TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม: รถทัวร์สายกรุงเทพฯ-บ้านนอกไม่มี มีแต่กรุงเพทฯจังหวัดนั้น จังหวัดนี้ ดูเหมือนว่าคนเราจะรู้สึกไม่มั่นใจเมื่อรู้สึกว่าเงินในกระเป๋ามีน้อยหรืออยู่ในจังหวัดพื้นที่ ๆ ไม่เจริญ เราจะสร้างความมั่นใจให้ตัวเองได้อย่างไรบ้าง ? ที่พึ่งของคนทั่วไปไม่ว่าจะร่ำรวยหรือยากจนเข็ญใจคือสิ่งใด ?

    ตอบ: การที่จะสร้างความมั่นใจให้แก่ตัวเองได้อันดับแรกต้องมีศรัทธา คือความเชื่อมั่นต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ได้แก่การเชื่อมั่นในพระรัตนตรัย การเชื่อมั่นในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การเชื่อมันในผู้นำ การเชื่อมั่นในตนเอง เป็นต้น ข้อที่สองต้องเป็นผู้มีศีล ถ้าศีลเราทรงตัวจะมีความกล้าหาญไม่ว่าอยู่ในสังคมไหนก็ไม่หวั่นไหว ข้อที่สามต้องเป็นผู้ที่มีประสบการณ์มาก ถ้าเคยผ่านประสบการณ์ต่าง ๆ มามากความมั่นใจจะเกิดขึ้นกับตัวเอง และข้อสุดท้ายต้องเป็นผู้มีปัญญา คนมีปัญญาอยู่ที่ไหนก็มีความเชื่อมั่นในตัวเองไม่ต้องหวั่นไหวกับอะไรทั้งนั้น ถ้าถามว่าเราควรจะยึดอะไรเป็นที่พึ่ง ? ที่พึ่งส่วนใหญ่ของเราก็คือ ทาน ศีล ภาวนา
    แต่คราวนี้ว่า ทาน ศีล ภาวนา นั้นเป็นธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอนเราและหลวงปู่หลวงพ่อนำมาถ่ายทอดต่อ ดังนั้นที่พึ่งที่แท้จริงของเราก็คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สิ่งไหนที่ท่านสอนเราทำตามนั้น จะเป็นที่พึ่งที่แท้จริงได้

    ถาม: ท่านพระลกุณฑกภัททิยะเถระ ในเรื่องนั้นท่านว่าเห็นฟันเพียงซี่เดียวของหญิงสาว แล้วเอามาคิดเป็นกรรมฐานที่ว่านั้นอยู่ในหมดใดของกรรมฐาน ? และใช้อารมณ์คิดอย่างไร ?

    ตอบ: อัฏฐิกะอสุภ คือเป็นอสุภกรรมฐานในจุดที่เพ่งกระดูกเป็นอารมณ์ ให้เห็นว่าร่างกายนี้ที่มันมีความสวยงามอยู่จริง ๆ แล้วมันทรงตัวอยู่ได้ เพราะกระดูกเป็นแกน ถ้าถอดกระดูกออกซะอย่างเดียวทุกอย่างก็แห่งเหี่ยวหมดท่า สภาพที่แท้จริงของเรามีแต่กระดูกนี้เท่านั้นที่ทรงตัวอยู่ แต่ว่าก็ทรงตัวเพียงชั่วครั้งชั่วคราว ถ้าหากว่าผ่านกาลเวลานานไป ๆ ขนาดกระดูกมันก็ผุเปื่อยสลายไปไม่มีอะไรหลงเหลือเหมือนกัน ไม่ว่าจะตัวเขาหรือตัวเราก็มีสภาพดังนี้เกิดขึ้นในเบื้องต้น เปลี่ยนแปลงในท่ามกลาง สลายไปในที่สุด เกิดมาเมื่อไหร่ก็ทุกข์อย่างนี้อีก เขาก็ทุกข์ เราก็ทุกข์ แล้วเราจะเกิดมาทุกข์ทำไม ? ท่านวางกำลังใจอย่างนี้ล่ะจ้ะ
    พระลกุณฑกภัททิยะเถระมีเรื่องตลกอยู่อย่าง คนเห็นท่านเป็นเณรอยู่เสมอ ตัวเล็กนิดเดียว พระต่างจังหวัดมาไม่รู้หรอกนี่พระอรหันต์ก็เขกหัวเล่น พระพุทธเจ้ากลัวจะเป็นโทษต้องแกล้งไปถามว่าเห็นพระเถระมั้ย ? บอกว่าไม่เห็น บอกว่าที่นั่งอยู่ตรงข้างหน้านี่ไง บอกว่าเห็นแต่เณรตัวเล็ก ๆ บอกนั่นแหละพระเถระ พระอื่นถึงจะรู้ว่านั่นพระอรหันต์แล้ว พระพุทธเจ้าจะเรียกพระอรหันต์ทุกองค์ว่า “พระเถระ” ท่านบอกว่าในอดีตชาติ ท่านเป็นนายช่าง แล้วท่านก็รับจ้างสร้างแต่พวกวัดวาอารามอะไรซะด้วย แต่คราวนี้ว่าท่านเป็นคนค่อนข้างช่างต่อรอง เขาจะสร้างเจดีย์สูงหนึ่งโยชน์ท่านบอกครึ่งโยชน์ก็พอ เขาจะสร้างปราสาทสูงครึ่งโยชน์ท่านก็บอกว่าหนึ่งส่วนสี่โยชน์ก็พอ ต่อลดไปเรื่อย ๆ

    คราวนี้อานิสงส์ตัวนี้แหละ เกิดชาติใหม่ตัวท่านกระจึ๋งเดียว เขาเรียก พระลกุณฑกกภัททิยะเถระ ท่านภัททิยะร่างเล็ก คนเห็นเป็นเณรอยู่เสมอ

    ถาม: ท่านพระกุมาระกัสสปะ เถระ ในเรื่องท่านว่าเป็นผู้เลิศในการตอบปัญหาธรรม การมีปัญญาที่ว่านั้นอาศัยอานิสงส์ใดเป็นเหตุ ?

    ตอบ: อานิสงส์ที่จะทำให้มีปัญญาเกิดจากอันดับแรก อานิสงส์การภาวนา ถ้าใครภาวนาจิตสงบอยู่เสมอปัญญาจะเกิดได้ง่าย เกิดชาติใหม่ฉลาดมาก ข้อที่สองก็คือว่าต้องเป็นผู้ที่มีการให้ธรรมทาน ธรรมทานนี่จะว่าเราปฏิบัติได้แล้วนำไปสั่งสอนคนอื่นเขาก็ดี ให้เป็นหนังสือหรือพระไตรปิฎกอะไรก็ดีจัดเป็นธรรมทานทั้งนั้น ถ้าหากว่าเป็นธรรมทานแท้คือ หนังสือธรมะก็ยิ่งอานิสงส์มาก จะมีปัญญาฉลาดมากต้องมีการภาวนาอย่างหนึ่งและให้ธรรมทานอย่างหนึ่ง

    พระกุมาระกัสสปะเถระ ทำให้เกิดเรื่องวุ่นวายในสังฆมณฑลชนิดที่พระเทวทัตเกือบ ๆ จะจับแม่ท่านสึก เพราะแม่ท่านเป็นภิกษุณีแล้วก็ท้องป่อง พระเทวทัตไปตัดสินจะจับสึกท่าเดียว คณะสงฆ์ต้องมอบหมายให้พระสารีบุตรและนางวิสาขามหาอุบาสิกาเข้าไปจัดการ เสร็จเรียบร้อยพระสารีบุตรท่านก็มีปัญญา ท่านก็ให้นางวิสาขามหาอุบาสิกาไปซักไซ้ไล่เรียง นับวันย้อนหลังกันเลยเกิดเมื่อไหร่ ไล่ไป ๆ ปรากฏว่ามันไปครบ ๑๐ เดือนตอนก่อนท่านบวช ก็แสดงว่าติดท้องมาโดยที่แม่ไม่รู้ ตั้งแต่ตอนบวชมานี่ศีลท่านครบทุกสิกขาบทแน่นอน ก็เลยกลายเป็นว่าทั้งภิกษุและภิกษุณีช่วยกันเลี้ยงเด็ก พอโตขึ้นมาหน่อยก็ให้บวชเณรแล้วท่านก็เป็นพระอรหันต์ตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ

    ถาม: ในตำราได้ว่าไว้เกี่ยวกับเรื่อง พระนารธะ ว่า บรรดาวรรณะกษัตริย์และสมณชีพราหมณ์ต่างพากันทิ้งบ้านทิ้งเมืองเพื่อมาปฏิบัติธรรมกันหมด ท่านแสดงธรรมหัวข้อใดเป็นพิเศษครับ ?

    ตอบ: ธรรมะที่พระพุทธเจ้าทุกองค์หรือพระอริยเจ้าทุกองค์ท่านแสดง มันจะรวมลงทั้งหมดในเรื่องของความทุกข์ของโลกนี้และร่างกายนี้ คราวนี้ว่ามันแตกแขนงออกไปได้ต่าง ๆ นานา อย่างพระพุทธเจ้าของเราก็สอนเอาไว้ถึง ๘๔,๐๐๐ หัวข้อด้วยกัน

    คราวนี้สำคัญอยู่ตรงที่ว่าหัวข้อไหนใครเป็นผู้ชอบใจอย่างไรก็จะบอกกันปากต่อปาก ๆ ไป จนประเภทที่เรียกว่าคนเขาร่ำลือกันกว้างไกลกันออกไป คนก็มากันมากขึ้นทุกที ๆ อย่างของท่านนี่ประเภทที่เรียกว่ามากันแทบหมดเมืองเลยไปกันชนิดเมืองร้างกันไปข้างเลย

    ถาม: เพลง Rhythm & Blue “blue” คำนี้เข้าใจว่าไม่ได้แปลว่าสีฟ้า แต่แปลว่า เพ้อ, พร่ำเพ้อ เพลงลักษณะนี้จะมีการโหยหวนและเอื้อนเสียงในเรื่องความรักและอื่น ๆ แต่อย่างไรก็ดีไม่ว่าจะเป็นเพลงหรือดนตรีประเภทใด ดูเหมือนเราจะได้ประโยชน์ของดนตรียากหน่อย แต่จะพบประโยชน์ของเพลงในเรื่อง พระอภัยมณี เมื่อพระบิดาท่านถามว่าประโยชน์ของปี่ท่านเรียนมาทำอะไรได้บ้าง ? ก็ได้รับคำตอบว่า เป่าปี่แล้วสามารถทำให้คนเป็นอะไรก็ได้ หรือเอาไว้ฆ่าคนก็ได้ เรื่องประโยชน์ของเพลงในด้านหนึ่งยังคงพอจะมีประโยชน์โดยประการใดหรือไม่ ?
    ตอบ: ประโยชน์ก็มีแต่ถ้าหากว่าขาดสติโทษก็มาก ไอ้ blue ของเราที่ว่าน่ะ ถ้าหากว่าแปลเป็นไทยชัด ๆ เขาเรียกว่า เพลงโศก ในเมื่อมันเป็นเพลงโศกมันก็มีการคร่ำครวญกันเป็นปกติใช่มั้ย ? ก็อย่างที่สุนทรภู่ท่านว่า อันดนตรีมีคุณทุกอย่างไป ย่อมใช้ได้ดังจินดาค่าบุรินทร์ ดนตรีจริง ๆ มีคุณมหาศาล เพราะว่าอย่างน้อย ๆ ทำให้จิตใจของเราเบิกบานแจ่มใสได้ แต่ถ้าหากเราไปยึดติดมันอย่างเดียวก็จะเกิดโทษ สำหรับคนทั่ว ๆ ไปแล้วมีประโยชน์ใช้ในการจรรโลงชีวิต แต่สำหรับนักปฏิบัติถ้าไม่รู้จักคิดไม่รู้จักพิจารณาไปหลงยึดติดก็ทำให้ทุกข์อีก

    จริง ๆ แล้วเสียงดนตรีที่เราฟังน่ะมันหยาบมาก ถ้าหากว่าดนตรีทิพย์ของเทวดาของนางฟ้าเขานี่ ฟังแล้วไม่อยากเลิกเพราะจริง ๆ แต่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างในความเป็นทิพย์ โอกาสที่เราจะสัมผัสมันก็น้อยอยู่แล้ว โดยเฉพาะใครเห็นนางฟ้ามานี่หมดอยากเลย ภาษิตจีนเขาบอกว่า ผ่านทะเลเห็นน้ำไร้ความหมายไปเลย ทะเลมันกว้างขนาดไหนบ่อน้ำมันกระจึ๋งเดียว แล้วเห็นสวยขนาดนางฟ้ามานี่ขนาดท่านนันทะกำลังจะแต่งงานแท้ ๆ หมดอยากเลย

    เปรียบเทียบว่าถ้าหากนางชนบทกัลยาณีที่จะแต่งกับตัวเองเปรียบกับนางฟ้าแล้ว นางชนบทกัลยาณีก็เหมือนกับนางลิงขี้เรื้อนหูแหว่งจมูกวิ่นหมดท่าเลย อาตมาเองเห็นแล้วอยากได้ สวยจริง ๆ (หัวเราะ) เดี๋ยวต้องเอาอย่างท่านนันทะบ้าง พระพุทธเจ้าบอกว่านันทะ ถ้าเธอปฏิบัติธรรมตามที่ตถาคตบอก ตถาคตรับรองว่าจะให้นางฟ้าเป็นภรรยา พระนันทะเถระก็เอาซิสวยกว่าสาวที่หมายมั่นปั้นมือไว้ตั้งเยอะนี่ ถึงเวลาตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติกลายเป็นพระอรหันต์ไป (หัวเราะ)

    ตอนนั้นเขาก็ร่ำลือกันว่าพระนันทะเถระปฏิบัติธรรมเพราะต้องการแลกนางฟ้า คราวนี้อยู่ ๆ ก็เหมือนกับเงียบไปเฉย ๆ เลิกไปเฉย ๆ ก็ไปแซวท่านว่าไม่เอานางฟ้าแล้วรึ ท่านก็บอกว่าของท่านเองขึ้นชื่อว่าความอยากแบบนั้นไม่มีอีกแล้ว แหม! พระสมัยนั้นก็ร้ายไปฟ้องพระพุทธเจ้าว่าพระนันทะเถระท่านพยากรณ์มรรคผลตัวเองเป็นปาราชิก พระพุทธเจ้าต้องยืนยันให้ว่าท่านพูดความจริงไม่ถือว่าเป็นปาราชิก

    มันมีเพลงอยู่เพลงหนึ่ง ถ้าใครเคยฟังดนตรีไทยบุหลันเลื่อนลอยฟ้า บางคนเรียกว่า เพลงทรงสุบินนิมิต รัชกาลที่ ๖ ท่านนิมิตว่ามีเทวดามาเล่นเพลงนี้ให้ฟังแล้วท่านก็ตั้งใจจำไว้ พอตื่นขึ้นมาก็รีบเรียกทางดนตรีมาบอกให้สมัยก่อนเขาใช้คำว่า “ต่อเพลง” คือมาบอกให้ว่าต้องเล่นยังไงจังหวะยังไงเสียงยังไงก็เลยกลายเป็นเพลงบุหลันเลื่อนลอยฟ้า เท่าที่เคยฟัง ๆ มามี ๒-๓ คน เป่าขลุ่ยเก่ง สีซอเก่ง เล่นแคนเก่ง เก่งขนาดที่ว่าเขาเล่นแล้วเราไม่อยากให้เลิก แต่ไอ้คนเล่นมันจะเหนื่อยตายเอาโดยเฉพาะเครื่องเป่า ดนตรีมันไม่เกินอะไรไปกว่า ดีด สี ตี เป่า เขย่า เคาะ มีอยู่แค่นั้นแหละ แต่แหมคน ๆ หนึ่งเล่นได้ถึงขนาดที่เราไม่อยากให้มันเลิกนี่มันเหนือมนุษย์เหมือนกันนะ แต่ทุกอย่างเกิดจากการฝึกฝน

    การเล่นดนตรีต่าง ๆ เป็นการฝึกสมาธิอย่างหนึ่ง เพราะว่ามือไม้ก็ดีอะไรก็ดี มันจะต้องไปพร้อม ๆ กับความรู้สึกต้องกำหนดไปด้วยว่าต้องเล่นโน้ตไหนต้องเล่นอย่างไร สมาธิต้องดีไม่ดีก็พลาด แล้วยิ่งโบรารณนี่เขาเล่นต่อกันปากเปล่าไม่มีโน้ตไม่มีอะไร มาสมัยนี้ฝรั่งเขาพยายามจะทำดนตรีของเราให้เป็นสากลมีการใส่โน้ตลงไป ใส่โน้ตเมื่อไหร่เดี้ยงเมื่อนั้น

    ดนตรีสมัยก่อนเขาจะมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยลักษณะที่เรียกว่าเป็นลูกไม้ประจำสายดนตรีเขาอยู่ ถ้าทุกอย่างไปโดนจับลงบล็อกเดียวกันมันก็หมดไปเลย คนสมัยก่อนเขาเล่นพวกนี้แหละ ทำให้จิตใจเขาสงบเยือกเย็น ก็เลยมีธรรมะเป็นปกติ ถึงเวลาก็ปฏิบัติธรรมได้ง่าย และขณะเดียวกันเวลาที่บวชเข้าไปศึกษาปฏิบัติธรรม ก็เข้าถึงธรรมได้ง่ายเข้าถึงฌานสมาบัติได้ง่าย ใจมันเย็นมันนิ่งอยู่แล้ว พอไปเจอของที่มันหยุดเลยก็ไม่ต้องใช้กำลังมาก แต่สมัยนี้ใจมันเตลิดเปิดเปิงอยู่ตลอดเวลา พอไปเจอของหยุดเข้ากลายเป็นคนละทิศสุดโต่งไปคนละข้างเลย สมัยนี้ก็เลยทำพวกสมาธิได้ยาก

    ถาม: ถ้าอย่างนี้คนไปฟังเพลงแล้วรู้สึกเศร้า ๆ ล่ะครับ แล้วก็นึกถึงความไม่เที่ยงนี่จะเป็นธรรมะได้มั้ยครับ ?

    ตอบ: ยาก ถ้าหากว่าจะนึกให้เป็นธรรมะจริง ๆ ต้องนึกตั้งแต่เขาเล่น เสียงทุกอย่างก็ไม่เที่ยง เคาะมันก็ปิ๊งเดียว ถ้าไม่เคาะต่อเนื่องทำนองมันก็ไม่ออกมา แสดงว่ามันไม่เที่ยงเป็นปกติ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป คนเล่นทั้งหลายก็เหนื่อยกว่าจะเล่นได้ คนเหนื่อยมันทุกข์มั้ยล่ะ ? ที่ต้องมาเล่นดนตรีเพราะอะไรล่ะ ? เพื่อปากท้องตัวเอง เพื่อครอบครัวตัวเอง ถ้าหากว่าไม่ได้เล่นขึ้นมาไม่มีเงินไม่มีทองไม่มีทรัพย์สินไปจุนเจือครอบครัวตัวเอง ก็ประกอบไปด้วยความทุกข์ยากลำบากขนาดไหน และท้ายสุดทั้งตัวคนเล่นก็ดีเครื่องดนตรีก็ดี มันพังทั้งคู่ แต่ถ้าหากว่าเรารู้จักคิดรู้จักพิจารณาอย่างนี้มันจะจืดไม่เป็นท่า

    ถาม: ............................................
    ตอบ: พระอุปคุตท่านจะจำพรรษาอยู่สะดือทะเล เขาก็เลยมักจะนิยมสร้างพระอุปคุตเอาไว้กลางน้ำ หรือไม่ก็ถ้าเป็นองค์เล็ก ๆ เขาก็จะใส่ไว้ในขันน้ำ ท่านมีหน้าที่คอยมารักษาความปลอดภัย ตอนพระเจ้าอโศกมหาราช ท่านฉลองพระบรมสารีริกธาตุ ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน พระอุปคุตท่านก็เลยต้องกินไปมองฟ้าไป พญามารจะมาเมื่อไหร่ ? ก็เลยอยู่ท่าแหงนหน้าอย่างนั้นแหละ

    พระอุปคุตท่านเป็นพระมหาลาภ ส่วนใหญ่ท่านจะเข้านิโรธสมาบัติ แล้วถึงเวลาก็จะไปโปรดคน ทางพม่าเขาก็เลยนิยมกัน เพราะถือว่าเป็นพระลาภมาก ทางด้านเหนือของเรานี่ถ้าหากว่าเป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ ที่ตรงกับวันพุธ เขาว่าเป็นวันที่พระอุปคุตออกบิณฑบาต เขาจะมาปลุกพระตั้งแต่เที่ยงคืนไปรับบาตรกัน อาตมาโดนปลุกมาหลายยกแล้ว คือสาเหตุเกิดจากว่ามีคนหนึ่งเขาได้ใส่บาตรพระอุปคุต แล้วเขารวยวันนั้นเลย

    เพราะส่วนใหญ่ถ้าหากว่าได้ทำบุญกับพระที่ออกนิโรธสมาบัติทำคนเดียวจะรวยวันนั้นเลย คราวนี้พอไปพูดกันต่อ ๆ ไปอีกคนหนึ่งก็เออ...กูจะทำก่อนมึงมั่ง ถึงเวลาเขาก็ตื่นให้เร็วกว่าหน่อยหนึ่ง อีกคนหนึ่งก็กูตื่นให้เร็วกว่ามึงหน่อยหนึ่ง ก็ไล่กันไปเรื่อยกลายเป็นตักบาตรเที่ยงคืนไป พระก็เลยลำบาก(หัวเราะ) คนที่เขาใส่บาตรเขาได้ใส่วันนั้น เขาก็เลยถือเป็นต่อ ๆ กันมาว่าถ้าขึ้น ๑๕ ค่ำ ตรงกับวันพุธ พระอุปคุตจะบิณฑบาตร

    ถาม: ถ้าเกิดเราไม่ทำฮวงจุ้ย แล้ว(ไม่ชัด)
    ตอบ: ถ้าเราเชื่อกฎของกรรม ผู้ที่อยู่ในฮวงจุ้ยที่ดีก็คือเคยทำกรรมดีไว้ก่อน โบราณเขาดูอย่างที่ท่านบอกว่า อย่าปลูกเรือนขวางตะวันเขาจะให้ตามตะวัน คือหันข้างให้ทิศโคจรของพระอาทิตย์ เพื่อที่ว่าแสงแดดจะได้ไม่ส่องเข้าบ้านตรง ๆ แล้วอีกอย่างเขาจะดูทางลม คือปลูกเรือนทำอย่างไรให้มันรับลมหน้าร้อน แล้วขณะเดียวกันก็กำลังลมหน้าหนาว แล้วท่านก็จะบอกว่าจะต้องปลูกต้นไม้อะไรอยู่ทิศไหน ไอ้นั่นยิ่งกว่าฮวงจุ้ยอีก (หัวเราะ)

    เพราะฉะนั้นโบราณจริง ๆ เขาทำละเอียด สังเกตมั้ยบ้านไทยสมัยก่อนส่วนใหญ่จะเป็นบ้านทรงสูง เพราะว่าเมืองไทยเราเป็นที่ลุ่มซะส่วนใหญ่ น้ำจะท่วมเป็นปกติ สมัยนี้มาปลูกบ้านติดพื้น แล้วถึงเวลาก็มาโอดครวญว่าน้ำท่วม ๆ บรรพบุรุษทำยังไงก็ไม่ดู แล้วทรงบ้านของไทยที่ต้องเป็นหลังคาทรงสูง ลักษณะจั่วสูงน่ะ เพื่อให้ระบายลมดี บ้านเราหน้าร้อนมันร้อน ทุกอย่างเขาทำเอาไว้พร้อมแล้ว ภูมิปัญญาบรรพบุรุษน่ะ สมัยนี้มันไม่ได้ศึกษา ตามอย่างฝรั่งไปเรื่อย ไม่ได้ดูดำดูดีอะไรเลย แล้วจะไปโทษใคร

    ถาม: แล้วอย่างห้องหนูหัวนอน (ไม่ชัด)
    ตอบ: นอนไปเถอะ ถึงเวลาก็จับภาพพระหลับ คือเขาถือว่ามันกระจายพลังได้ไง เพราะถ้าหากว่าอยู่ใต้คานเขาถือว่ามันกดทับลงมาจะทำให้ชีวิตไม่สะดวก แล้วถ้าหากว่านอนอยู่เลือดลมก็เดินไม่สะดวก

    จริง ๆ แล้วเรื่องของฮวงจุ้ยนี่มันเกี่ยวกับกระแสปราณของโลก ซึ่งจริง ๆ ก็คือสนามแม่เหล็กโลกนั่นแหละ สังเกตมั้ยถ้าหากคนจีนเขาดูฮวงจุ้ยเขาจะดูจากเหนือไปใต้ แนวเขาไหนที่วิ่งอยู่ในระหว่างเหนือใต้ ถ้าหากว่ากางโอบเป็นรูปครึ่งวงกลมได้ยิ่งดี เขาให้สร้างบ้านอยู่ตรงนั้น แต่จุดที่สร้างบ้านก็ต้องดูให้ดี

    อย่างเช่นว่าจะต้องสร้างบ้านอยู่เกือบ ๆ จะเป็นจุดยอดเขา เพราะว่าเขาถือว่าภูเขาคือมังกร ถ้าหากว่าไปสร้างบ้านอยู่ตรงปากมังกรก็โดนเจี้ยะ แต่จริง ๆ แล้วก็คือเรื่องที่ว่าทำอย่างไรถึงจะปลอดภัย สร้างบ้านอยู่ที่ราบอันตรายมาถึงได้ สมัยก่อนศึกเหนือเสือใต้มันมีเยอะ คนร้ายมากสัตว์ ร้ายมาก ถ้าอยู่ที่ราบระวังป้องกันลำบากก็สร้างกันอยู่บนยอดเขาอะไรอย่างนี้

    ถาม: ถ้าเรามั่นใจในพระพุทธเจ้า
    ตอบ: ไม่มีปัญหาจ้ะ อยู่ไปเถอะ ที่ไหนว่าไม่ดีอาตมาไปอยู่แล้วดีทั้งนั้น (หัวเราะ) มันสำคัญอยู่ที่เรา ถ้ากำลังใจยังไม่ดีเรื่องเหล่านี้จะมีผลมาก แต่ถ้าหากว่ากำลังใจดีมั่นคงเสียแล้ว เรื่องเหล่านี้แทบไม่มีผลเลย

    ถาม: (ไม่ชัด)
    ตอบ: ถ้าหากว่ามันอยู่ในบริเวณที่ดีใช่มั้ย ? คนที่อยู่ที่นั่นก็จะมีความเจริญ ไม่ว่าการปลูกพืชผล สมัยเก่าการเกษตรเป็นส่วนใหญ่มันก็จะดี ถ้าเป็นสมัยนี้เขาก็นิยมเหมือนกัน หุบเขาลักษณะนั้น เพราะว่าปุ๋ยมันไหลจากภูเขาลงมาที่ราบ ถึงเวลาเราสร้างบ้านอยู่ข้างบนน้ำมาก็ไม่ต้องกลัวสัตว์ร้ายมา คนร้ายมาก็ไม่ต้องกลัว แต่เราเพาะปลูกในหุบเขาข้างล่าง พวกซากพืชซากสัตว์อะไรจากภูเขาถึงเวลามันโดนน้ำตีลงมาปลูกอะไรมันก็งามทั้งนั้น

    ถาม: สมมุติผมไปห้องสมุด แล้วเขาไปซื้อหนังสือมาจากบริษัทหนึ่ง
    แล้วห้องสมุดเขาอนุญาตให้ซีร็อกได้ แต่ว่าในหนังสือนี่เขียนว่าห้ามก๊อปปี้ห้ามทำซ้ำ ถ้าเกิดสมมุติว่าผมไปซีร็อกตามที่ห้องสมุดอนุญาต (ไม่ชัด)
    ตอบ: เราขโมยหรือเปล่าล่ะ ?
    ถาม: ไม่ได้ขโมยครับ
    ตอบ: แล้วเจตนาเอาไปเพื่อการค้าหรือเปล่าล่ะ ?
    ถาม: เปล่าครับ
    ตอบ: เปล่า แล้วจะไปเดือดร้อนอะไรล่ะ อย่าลืมว่าที่ของเขาการละเมิดลิขสิทธิ์ ส่วนใหญ่ทำเพื่อการค้า ถ้าหากเพื่อความรู้ ถ้าหากไม่ต้องการให้ละเมิด มันจะทำมาทำเกลืออะไร ! เพราะความรู้มันต้องการให้เราอยู่แล้ว ส่วนใหญ่ที่เขาทำก็คือเพื่อการค้า ในเมื่อทำเพื่อการค้าก็ทำให้เขาเสียลิขสิทธิ์
    อย่างหนังสือหลวงพ่อ หนังสือสมบัติพ่อให้ เขาเอาไปหากินมาหลายรอบแล้ว จนจะออกใหม่อยู่กลางตลาด ทั้ง ๆ ที่ประเภทก๊อปไปทุกชิ้นเลย นั่นเขาก็บอกสงวนลิขสิทธิ์แต่มันจะทำขายซะอย่าง ทางวัดก็ไม่เห็นไปฟ้องร้องอะไรมัน อยากทำอะไรก็ให้มันทำไป ความจริงถ้าเรามีของหลวงพ่อครบทุกชิ้น มานั่งถ่ายรูปเองสวย ๆ ทำซะเองเล่มหนึ่ง ของอาตมาเองถึงไม่ครบทุกชิ้นก็เกือบ ๆ ครบ แต่ว่าไม่ค่อยเหลือหรอกให้เขาหมด
    ถาม: คนที่เขาอยู่อเมริกา ส่งหนังสือหลวงปู่ปานไปให้เขาแล้ว เขาเอาไปลงหนังสือพิมพ์ (ไม่ชัด)


    ตอบ: จริง ๆ แล้วหลวงพ่อท่านบอกว่าถ้าหากว่าเป็นการเผยแพร่ธรรมะสำหรับผู้อื่นนี่ ท่านไม่สงวนลิขสิทธิ์อยู่แล้ว อันนี้ท่านบอกไว้แต่แรกเลยนะ เพราะว่าคณะโลกทิพย์ของพวกคุณบรรเจิด สังข์สวนเขาไปขออนุญาตหลวงพ่อนำธรรมะของหลวงพ่อลงหนังสือในเครืออยู่ในลักษณะว่าถ้าหลวงพ่อคิดค่าลิขสิทธิ์คิดสตางค์เขาก็ยอมจ่าย แต่หลวงพ่อท่านบอกว่าถ้าทำเพื่อเป็นธรรมทานท่านอนุญาตให้เลยไม่ต้องเสียเวลาขอ

    ถาม: (ไม่ชัด)
    ตอบ: การกระทำที่เป็นเจตนาดีมันไม่มีปัญหาอะไรหรอก แต่ไม่รู้ทางวัดโน้นเขาจะยินดีเท่าไหร่นะ เพราะว่าตัวเจ้าอาวาสองค์เก่า พระครูอุไร พระครูวิหารกิจจานุยุต เป็นลูกศิษย์ที่หลวงพ่อท่านบวชให้ ขอให้หลวงพ่อแวะไปวัดบ้าง เพื่อที่จะได้สงเคราะห์วัดเก่าบ้าง หลวงพ่อท่านก็ว่า วัดนั้นน่ะ จริง ๆ แล้วท่านไม่อยากไปหรอก เพราะว่าพวกบรรดามัคทายัก มันกินวัดประจำแหละ


    แต่คราวนี้ลูกศิษย์ขอร้องท่านก็ไป ประมาณปี ๒๕๒๗ หลวงพ่อท่านก็ไปวัดบางนมโค ญาติโยมก็ตามไปทำบุญเยอะ ปรากฏว่าได้เงิน ๒๕๐,๐๐๐ กว่าบาท หลวงพ่อท่านก็บอกว่า ให้ทำเป็นมูลนิธิฯเพื่อการศึกษา ๒๕๐,๐๐๐ บาท แล้วส่วนที่เหลือก็เอาไว้ใช้จ่ายในวัด หลังจากนั้นไม่นานปรากฏว่า เขาไม่ได้ทำตามที่หลวงพ่อต้องการคือประเภททำตามใจตัวเอง ไม่ทำตามคำสั่งครูบาอาจารย์ พอหลวงพ่อท่านทราบข่าวท่านก็บอกว่า ถ้าอย่างนั้นก็เลิกคบกัน เป็นอันว่าวัดนั้นท่านก็เลิกไป เขาก็ตามมานิมนต์อยู่ตั้งหลายครั้ง แต่หลวงพ่อท่านก็บอกแล้ว ถ้าหากไม่เชื่อกันก็ไม่รู้จะไปช่วยทำไม
    ในบรรดาวัดสายครูบาอาจารย์สายหลวงปู่ปานทั้งหมด ตั้งแต่วัดน้อยของหลวงพ่อเนียมก็ดี วัดน้ำเต้าของหลวงพ่อสังข์ก็ดี วัดบางปลาหมอของหลวงพ่อสุ่น วัดบางนมโคของหลวงปู่ปาน วัดหน้าต่างนอก หลวงพ่อจง รู้สึกจะมีวัดบางปลาหมอหลวงพ่อสุ่นเท่านั้นที่เป็นหลักฐานเจริญใหญ่โตขึ้นมาภายหลังได้ เพราะว่าหลวงพ่อสุ่นก็เป็นอาจารย์ของหลวงพ่อสดวัดปากน้ำด้วย ทางด้านวัดปากน้ำเขาก็เลยไปช่วยบูรณะให้

    ส่วนวัดอื่น ๆ ถ้าหากว่าไม่มีพระที่เอาทางด้านนี้อยู่ ส่วนใหญ่สภาพก็โทรมจนดูไม่ได้ทั้งนั้น ยิ่งวัดบางนมโคยิ่งแล้วใหญ่เลย เราไปทีหนึ่งนี่ต้องปีนเจดีย์ขึ้นไปดึงต้นโพธิ์ต้นหญ้าลงมาที ทนดูไม่ได้ แต่มันอยู่ของมันได้ทุกวัน รอบโบสถ์นี่ขยะคงหลายคันรถเลย ไม่ได้เก็บกันหรอก เวลามีงานวัด เขาให้เช่าที่วัดเพื่อตั้งร้านค้า ค้าขายกันอย่างเดียวจริง ๆ ชนิดแทบไม่มีที่ให้คนเดิน

    หลวงพ่อเคยบอกว่า แม่ตะเคียนกับแม่สะตือที่เป็นนางไม้ ที่ช่วยกันมาตั้งแต่สมัยหลวงปู่ปานยังอยู่ ท่านบอกว่าถ้าให้ความเคารพฉันเสียหน่อย เขาต้องการเงินเท่าไหร่ฉันก็หาให้ได้ แต่คราวนี้เขาไม่ให้ความเคารพกันเลย ก็เลยไม่รู้จะช่วยไปทำไม ท่านก็รอวันหมดอายุก็ไปของท่านเหมือนกัน คือมันเกินไป มันตั้งร้านก๋วยเตี๋ยวรอบต้นไม้ไม่พอ น้ำก๋วยเตี๋ยวเหลือมันก็ราดลงโคนนั้นน่ะ อย่าว่าแต่เทวดาที่รักความสะอาดเลย เราแค่เห็นก็ยังสยดสยองแล้ว รอบ ๆ โบสถ์นี่ขยะเป็นตันเลย จริง ๆ คือที่อื่นมันไม่มีที่จะทิ้งมันแน่นไปหมด มันไปทิ้งไว้ข้างโบสถ์

    </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  4. paang

    paang เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 เมษายน 2005
    โพสต์:
    9,517
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +34,303
    [​IMG][​IMG] <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 height=21></TD><TD align=middle width="100%" background=images/up.gif height=21></TD><TD></TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม: วันนั้นไปเขาเอาประทัดกันเป็นร้อย ๆ เลยค่ะ เขาบอกว่าเอาพระมาถวายแล้วก็ชาวบ้านก็เลยให้จุดกันชอบ จริง ๆ แล้ว ?

    ตอบ: สมัยก่อนเขาจุดประทัดเพื่อเป็นสัญญาณว่าคณะบุญมาแล้ว จะเป็นพวกผ้าป่าอะไรอย่างนี้ เพื่อให้พระจะได้เตรียมตัว จะได้รู้แต่ไกล ๆ แหม! ทุ่งมันประเภทกว้างหลาย ๆ กิโลนี่ แล้วเขาจุดประทัดได้ยินไปถึงวัด เขาจะได้รู้ พระจะได้เตรียมตัวห่มผ้าลงมานั่งรอที่หอสวดมนต์หรือศาลาการเปรียญ สมัยนี้มันก็เลยประเภทจุดเอามัน ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร สมัยนี้ไม่ต้องจุดหรอก โทรมือถือมีจ้ะ โทรไปบอกมาถึงแล้วก็หมดเรื่อง

    ถาม: (ไม่ชัด)
    ตอบ: ปล่อยเขาเถอะ ส่วนใหญ่ไปถึงวัดจะเจอประวัติพิลึกพิลั่นพิสดารเข้าด้วย แล้วรูปที่หลวงปู่ปานมีป้ายแขวนคอ เขาละนิยมกันนักแหละ รูปนั้นช่างมันแต่งขึ้นมา สมัยก่อนมันจะเป็นฟิล์มขาวดำ แล้วเขาแต่งกันได้ใช่ไหม ? เขียนเพิ่มได้ เขาก็แต่งขึ้นมามีหนวดมีเครา ไม่ใช่แต่หลวงปู่ปานโดนคนเดียวหรอก สมัยนั้นหลวงพ่อจงวัดหน้าต่างนอก หลวงพ่อจาดวัดบางกระเบา หลวงพ่ออี๋วัดสัตหีบ หลวงพ่อโด่วัดนามะตูม โดนทั้งนั้นแหละ มันแต่งฟิล์มเอา คือมันเห็นว่าขลังไง

    ถาม: เขาบอกว่ามีพระธุดงค์สายหลววพ่อฤๅษี(ไม่ชัด) ไปเจอหลวงพ่อฤๅษีลิงเล็กและหลวงพ่อฤๅษีลิงขาวที่ป่าเมืองกาญจน์ พระธุดงค์องค์นั้นใช่หลวงพี่หรือเปล่าคะ ?
    ตอบ: ไม่ใช่จ้ะ อาตมาไม่เคยเจอท่านที่ป่าเมืองกาญจน์ เมืองกาญจน์ป่ามันหมดไปนานแล้ว ท่านไปอยู่เชียงตุงตั้ง ๔๐ กว่าปีแล้ว

    ถาม: เขาบอกว่าพระธุดงค์สายหลวงพ่อฤๅษีองค์นั้นบอกเขาว่าเจอ
    ตอบ: จ้ะ เพียงแต่ว่าเคยได้ตำราเกี่ยวกับการพิสูจน์พระของท่านน่ะ ที่ว่าทำอย่างไรถึงจะรู้ว่าพระองค์นั้นดีหรือไม่ดี มาตอนหลังให้หลวงพี่ชัยวัฒน์ไป หลวงพี่ชัยวัฒน์ก็เลยเอาไปลง ถ้าไม่ใช่ในลูกศิษย์บันทึกก็คงเป็นพระราชพรหมยานมหาเถรานุสรณ์ละมั้ง

    ถาม: การพิสูจน์พระที่เป็น ๆ หรือพระที่ (ไม่ชัด)
    ตอบ: พระที่เป็น ๆ นี่จ้ะ ดีจริงหรือไม่ดีจริง นั่นแหละหลวงพ่อฤๅษีลิงขาวและหลวงพ่อฤๅษีลิงเล็กท่านเขียนไว้ ท่านใช้คำว่า บทพิสูจน์นักบุญ

    ถาม: ท่านเขียนหรือคะ แล้วได้มาเหรอคะ ?
    ตอบ: เขียนจ้ะ ก็ได้มาจากหลวงพ่อนะจ้ะ

    ถาม: เรื่องผ้ายันต์ (ไม่ชัด) ที่แจกที่เป็นสี ๆ อันนั้นอานุภาพ ?
    ตอบ: จริง ๆ ก็ทำขึ้นมาป้องกันจ้ะ แต่เขาก็เอาไปใช้สารพัดเหมือนกัน เมื่อเช้านี้โยมสองคนที่อยู่น่ะ โยมสองคนที่มาช่วงเช้า เมื่อเดือนก่อนโน้น เขาตามไปที่วัด เขาไปถามหาผ้ายันต์เพราะว่าเขาเปิดร้านเสริมสวยร่วมหุ้นกับเพื่อน แล้วคราวนี้คนเข้าร้านเยอะมาก วันหนึ่งเป็นร้อย ๆ เลย เขาบอกปกติร้านเสริมสวยนี่วันหนึ่ง ๒๐ คนนี่ถือว่ามากแล้ว พอถึงเวลาหมดสัญญาขึ้นมาเพื่อนเขาก็ไปเช่าร้านใหม่ทำเอง แล้วเขาก็แกะเอาผ้ายันต์ไปด้วย แล้วตั้งแต่นั้นมาคนของเขาทางด้านนี้ก็หายจ้อยไปเลย เขาก็เลยย่องตามไปดูที่ร้านโน้นว่ามีอะไรดี ไปเห็นผ้ายันต์เขียนว่า วัดท่าขนุน เขาก็ตามไปวัด ขับรถซะร้องโอ๊กเลย ไม่นึกว่าทางมันจะไกลอย่างนั้น เขาว่า พอไปวัดเราบอกว่าแจกแต่ที่นี่ อยากได้ต้นเดือนให้มาเอาต้นเดือนที่แล้ว เขาก็มาเอาไป เมื่อเช้ามารายงานว่า คนเยอะเหมือนเดิมแล้ว ก็เลยกลายเป็นว่าถ้าเรื่องของพุทธานุภาพท่านใช้คำว่า “พุทโธ อัปมาโน” คุณพระคุณเจ้าหาประมาณไม่ได้ เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วก็คือได้ทุกเรื่อง เพียงแต่ว่าเรื่องผ้ายันต์เกราะเพชร ทำมาจริง ๆ ก็คือต้องการให้ป้องกันอันตราย

    ถาม: ที่บอกว่า ให้เอาไปเข้าพิธีพุทธาภิเษกที่วัดของทุกชิ้นจะมีเทวดาคุ้มครอง ?
    ตอบ: คือถ้าหากว่า พุทธาภิเษกถูกต้อง เชิญพระเชิญเทวดาได้นี่ ถึงวาระถึงเวลาแล้วพรหมหรือเทวดาที่ท่านมาสงเคราะห์ โดยเฉพาะ ท้าวสหัมบดีพรหม หรือท่านปู่พระอินทร์ ท่านก็จะให้เทวดาองค์ไหนรักษาวัตถุมงคลชิ้นไหน จะมอบหมายหน้าที่ไปเลย ไม่ต้องห่วงหรอก ทำมากี่ล้านชิ้นก็เหลือเฟือที่จะดูแล เอาอย่างหลวงพี่มหาดำก็ได้ หลวงพี่มหาดำพระมหาสันติ สันติญาโณ เจ้าอาวาสวัดสุวรรณคีรี วัดขี้เหล็กบางกอกน้อย ไปขอหลวงพ่อ ขอชนวนหล่อสมเด็จองค์ปฐมจากหลวงพ่อเอาไปหล่อพระ หลวงพ่อก็ให้ ช่างเนียร ข้อหนึ่งประมาณข้อนิ้ว หลวงพี่ดำก็ตั้งใจจะสร้างพระ แกก็ไปฝนลักษณะแบบหินลับมีดอย่างนั้นแหละ ก็จะได้เศษโลหะหน่อยหนึ่งไปผสมน้ำแล้วก็เอาไปให้ช่าง เอาไปเป็นชนวน หวงขนาดนั้นน่ะ

    อีกรายหนึ่งที่ด่านช้าง เขาทำไร่อ้อย คราวนี้ปีนั้นเพี้ยะมันลงเยอะมาก ปรากฏว่าแกไปขอน้ำมนต์ที่หลวงพ่อ เอาน้ำใส่ขวดน้ำปลาไปสองขวด บอกหลวงพ่อว่า ขอน้ำมนต์ไปรดไร่อ้อยกันเพี้ยะหน่อย หลวงพ่อก็ทำให้...เสร็จแล้วปรากฏว่า ไร่ของแกมันไม่เป็นเพี้ยะ ไร่เพื่อนบ้านเป็นหมด ถามแกว่าทำยังไง บอกตั้งถังสองร้อยลิตรตรงหัวไร่ แล้วก็จัดการเทมาหนึ่งฝาผสม (หัวเราะ) แล้วก็ใช้เครื่องปั้มดูดฉีดเข้าไปในไร่ เขาบอกว่า ตอนฉีดฉันก็นึกภาพหลวงพ่อเดินลุยทะลุไร่ไปเลย ได้ผลจริง ๆ เสร็จแล้วใครไม่ต้องไปขอหรอก หวง...บหายเลย (หัวเราะ) ใครอยากได้ ไปหาหลวงพ่อที่วัดเอง

    ถาม: กล่องภาชนะผมไม่กล้าทิ้ง เก็บไว้ด้วยก็ดีใช่ไหมครับ ?
    ตอบ: เคี้ยวกลืนลงท้องไปด้วยก็ดี

    ถาม: ได้ชื่อฉายาก็ใช้ชื่อและฉายา แต่ที่เขาไม่ใช้กัน แต่ไปตั้งเองให้ดูเก๋ ๆ ผิดหรือเปล่าคะ ?
    ตอบ: ถ้าเป็นทางพม่า พอบวชแล้วจะมีแต่ชื่อพระ ชื่อฆราวาสนี่ เขาจะเลิกใช้ไปโดยเด็ดขาดเลย แต่ทางบ้านเรานี่ ในหนังสือสุทธิเขาจะลงชื่อ นามสกุล ลงฉายาพระเอาไว้ ถ้าใช้ตามแบบของพระ ก็ใช้แต่ชื่อกับฉายาทางพระ นามสกุลไม่ได้ใช้ แต่ถ้าไปโรงพยาบาล ๆ จะเอานามสกุลด้วย ก็ให้เขาไป ส่วนหลาย ๆ ท่าน ประเภทเห็นว่าชื่อที่ให้มา มันไม่เท่ห์พอก็ไปตั้งเป็นโน่นเป็นนี่เหมือนกัน

    ถาม: แล้วถ้าไปตั้งชื่อตรงกับพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ ?
    ตอบ: อันนั้นก็ต้องดูเจตนาของท่าน

    ถาม: ปทปรมะ ของที่เราพูด ๆ กันหมายถึงว่า เขาสอนไม่ได้พระพุทธเจ้าไม่ยอมสอน (ไม่ชัด)

    ตอบ: ถ้าเขาเปลี่ยนจริตนิสัยในส่วนนั้นของเขาได้ ก็มีโอกาส ส่วนใหญ่ท้าย ๆ พอสร้างบารมีมากขึ้น ๆ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีมันจะมีมากขึ้นในเมื่อความรู้สึกผิดชอบชั่วดีมีมากขึ้นถึงวาระถึงเวลาที่กุศลกรรมหนุนส่ง มีโอกาสฟังธรรมไม่ว่าจากพระพุทธเจ้าก็ดี พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ดี พระอรหันต์ก็ดี หรือว่าพระโพธิสัตว์ หรือท่านผู้อยู่ในศีล ในธรรม แล้วหวนกลับมาปฏิบัติ พอเห็นจริงว่าสิ่งเหล่านี้เป็นจริง สามารถทำได้จริง ท่านยอมรับขึ้นมา ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ท่านก็จะหวนกลับมาอยู่ในลักษณะเป็นผู้ที่สอนได้

    ถาม: แต่ก็ต้องเป็นไปตามขั้น ๆ ?
    ตอบ: เป็นไปตามขั้น จริง ๆ แล้ว ปทปรมะนี่ท่านไม่ได้โง่ ในความหมายของเราคิดว่าท่านโง่ ท่านฉลาดเกินไป จนไม่ยอมรับความคิดคนอื่น เคยเจอคนประเภทนี้มั้ยล่ะ ? ฉลาดเกินไปจนไม่ยอมรับความคิดคนอื่นเยอะมากเลย ประเภทนี้แหละ ปทปรมะเลยแหละ เพราะปทปรมะเป็นภาษาบาลี แปลว่า มากด้วยบทบาท ไอ้พวกรู้มาก ถ้ามากอะไรนั่นน่ะ รวมทั้งอาตมาด้วย (หัวเราะ)

    ถาม: แล้วคนที่เป็นนอกศาสนา แบบเป็นพราหมณ์คือเขานับถือเทพเจ้า แบบนี้เขาเรียก ?

    ตอบ: เขาเป็นเดียรถีย์ คำว่า “เดียรถีย์”แปลว่า ผู้ที่อยู่นอกศาสนา

    ถาม: ถ้าพวกเดียรถีย์พวกนี้ เอามาเทียบกับหมาที่ชอบฟังเทปหลวงพ่อ กับพวกที่ไม่ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้านี่ (ไม่ชัด)
    ตอบ: ถ้าในภพภูมิคนดีกว่า เพราะภูมิมนุษย์สูงกว่าภูมิสัตว์ เดรัจฉานอยู่แล้ว แต่ถ้านับถึงหลักปฏิบัติหมาดีกว่า เพราะว่าหมาก็ยังฟังเทศน์ฟังธรรม แต่คนไม่ได้ฟังเลย

    ถาม: กรรมที่เราได้รับอย่างพวกที่เป็นหมา เขาจะได้รับมั้ยคะ
    ตอบ: ก็มันโดนเตะมั้ยล่ะ เผลอ ๆ ก็รถทับตาย คือมันจะเล็กจะน้อยก็ตามต้องรับอยู่แล้ว

    ถาม: มีคนเขาบอกว่า เขาเป็นเดรัจฉานแล้วก็ไม่มี...
    ตอบ: ถามมันดูสิ บางตัวนี่โดนยิงซะพรุน ถ้าไม่ต้องรับกรรม มันจะไปโดนทำไม บางตัวนี่รถทับ ไม่ทับเปล่า คันหลังมาทับกลายเป็นบะช่อกระจายเต็มถนนเลย ถ้าไม่ต้องรับกรรม แล้วทำไมเขาโดนอย่างนั้น เป็นไปไม่ได้ที่บุคคลที่ทำกรรมมาแล้วจะไม่ต้องรับกรรมนั้น ยกเว้นว่าหลุดพ้นไปเลย ไม่ว่าจะเป็นพระอรหันต์หรืออะไรก็ตาม ถ้าหากว่ายังมีขันธ์ห้าคือร่างกายนี้อยู่กรรมมันหาทางสนองจนได้แม้แต่พระพุทธเจ้า มันยังเอาจนวาระสุดท้าย

    ถาม: โทษก็เท่า ๆ กับคน ?
    ตอบ: ก็ดูว่าทำมาเท่าไหร่ ทำมากก็ได้เยอะหน่อย คนขยันนี่ ทำน้อยก็รับน้อยหน่อย

    ถาม: ถ้าหนูเอาที่เขี่ยบุหรี่ไปเป็นของขวัญวันปีใหม่ พระที่ท่านสูบบุหรี่ บาปหรือเปล่าคะ ?
    ตอบ: มันจะไปบาปตรงไหน ให้ท่านดีใจมั้ยล่ะ ? ให้ไปเถอะ การให้น่ะ แล้วอีกอย่างมันก็เป็นสิ่งที่ท่านจะใช้อยู่แล้ว

    ถาม: กลัวว่าจะเป็นการสนับสนุนให้ท่านเสียสุขภาพ
    ตอบ: บุหรี่ไม่เกี่ยวจ้ะ สนับสนุนให้เสียสุขภาพ นั่นท่านเต็มใจเสียเอง บุหรี่ไม่ผิดศีลด้วย

    ถาม: แล้วอย่างนี้ จะเป็นสามีทานหรือเปล่าคะ ?
    ตอบ: ก็ถ้าหากว่า เป็นของดีที่สุดที่เรามี มันก็ใช่แหละ แต่เพียงว่าอย่าให้มีลักษณะว่าเราใช้เองก่อนละกัน ถ้าเราใช้เองมันจะเป็นาสทานถ้าหากว่ายังไม่ได้ใช้เป็นของที่เราจะใช้มันก็กลายเป็นสหายทาน

    ถาม: บอกว่ารักหลวงปู่ฟั่นมาก ทราบหรือเปล่าว่าช่วงหลัง ๆ นี่ท่านละสังขารเพราะว่าญาติโยม(ไม่ชัด)
    ตอบ: อันนั้นไม่ได้ใส่ใจเลยจ้ะ เพราะเราไม่ค่อยนิยมกวนพระอยู่แล้วแล้วมาจนถึงทุกวันนี้ก็เลยกลายเป็นพระที่ไม่ยอมให้โยมกวนอีก ถึงเวลาก็ไล่ ๆ เรื่องนั้นน่ะ มันอยู่ที่พระท่าน ถ้าเป็นเรื่องที่สมควรจะสงเคราะห์ท่านก็รับ แล้วส่วนใหญ่ก็แหมหนุ่ม ๆ มันก็ไม่ใช้ ต้องรอให้แก่แล้วค่อยขลัง ไปขลังตอนแก่ก็แย่เหมือนกัน ใช้ตอนแก่มันเหนื่อยกว่าตอนหนุ่มหลายเท่านี่ก็เสร็จล่ะสิ อาตมาตอนนี้งดกิจนิมนต์ทั่วไปเรียบร้อยแล้วจ้ะ ใครนิมนต์ตอนนี้ก็ไม่ไป ยกเว้นเรื่องเพื่อส่วนรวมในการสงเคราะห์คนหมู่มากจริง ๆ ซึ่งจะพิจารณาเป็นราย ๆ ไป

    ถาม: ถ้ากวนพระแบบที่ท่านเห็นสมควรก็คือว่า คนที่ยินดีในการที่มีคนไปกวนนั้นไม่บาปใช่มั้ยคะ ?
    ตอบ: ถ้าสมควรท่านก็รับ ถ้าไม่สมควรท่านก็ไม่รับ ของอาตมานี่ สมควรน้อย ไม่สมควรเยอะ

    ถาม: (ไม่ชัด)
    ตอบ: เด็ก ๆ จิตใจเขาฟุ้งซ่านน้อยกว่า ความใสสะอาดของจิตมีมากกว่า ตัวทิพจักขุญาณก็เลยเป็นได้ง่าย ของเก่ามีนี่ถ้ามันใช้ตรงช่อง กำลังใจตรงช่องมันได้ทั้งนั้นแหละ

    ถาม: คุณพ่อหนูจะตามใจมาก จะไม่ค่อยที่จะสอน ยังไงก็ปล่อยก็จะเป็นเฉพาะกับคุณพ่อ ถ้าอยู่กับหนูก็ไม่เป็น พ่อก็หาว่าดุลูกเลยกลัว เหมือนเขารู้เองว่าอยู่กับคนนี้เขาต้องทำตัวแบบนี้ อยู่กับคนนั้น ต้องทำตัวแบบนั้น แล้วอย่างนี้ในอนาคต ?
    ตอบ: ไม่ต้องกังวล ทุกคนมีกรรมเป็นของตัว ถ้าเขาทำดีมาถึงวาระถึงเวลากรรมก็ชักให้เขาไปดีเอง ของเราเข้าวัดอายุเท่าไหร่ ? แล้วเปรียบกับเขาดูสิ ยังไงก็สู้ลูกไม่ได้หรอก ถึงเราจะเป๋ไปเยอะก็เถอะ ตอนนี้เราก็เลี้ยวกลับมาแล้ว

    ถาม: ลำน้ำกะสะมันคือ? มีจริง ๆ ?
    ตอบ: แม่กะสะอยู่หลังทุ่งใหญ่จ้ะ มันจะไหลเข้าพม่าไปลงแม่น้ำสุริยะ จริง ๆ จะเรียกว่าห้วยก็ได้นะ แต่มันเป็นห้วยใหญ่หน่อย

    ถาม: มันมีปลาคล้าย ๆ ปลาไหลร้องอ้อแอ้ ตัวยาว ๆ ไม่รู้มีจริงหรือเปล่า ?
    ตอบ: ไม่รู้เหมือนกัน ไม่ได้เห็นว่ามันเป็นยังไง

    ถาม: เขาบอกว่า ร้องเสียงเหมือนเด็กทารกค่ะ
    ตอบ: ร้องเหมือนเด็กทารกไม่ใช่ปลาไหล เป็นซาลามานเดอร์ ซาลามานเดอร์ลักษณะคล้าย ๆ ปลาไหล แต่มันจะมีขาสั้น ๆ สี่ขา

    ถาม: แต่มันอยู่ในน้ำเหรอคะ ?
    ตอบ: คนจีนเขาเรียกปลาทารก อัวอัวฮื้อ มันอยู่ในน้ำ ครึ่งน้ำครี่งบก บนบกก็อยู่ได้ ในน้ำก็อยู่ได้ ตัวแก่ ๆ นี่ฉลาดเป็นกรดเลย (หัวเราะ) ไม่ใช่ปลาไหลนะ ซาลามานเดอร์ คนไทยเรียกพวกกระท่าง บางคนเรียกจิ้งจกน้ำ มันจะมีขาเล็ก ๆ อยู่ ตัวมันคล้าย ๆ ปลาไหลนั่นแหละ แต่มันจะมีขาเล็ก ๆ อยู่ คนจีนเขาบอกว่า ถ้าตัวไหนอายุเป็นร้อยปี เขาเอามาปรุงยาอายุวัฒนะ (หัวเราะ) คนจีนอะไร ๆ มันก็คว้ามาเป็นยาไปหมด

    ถาม: ช้างน้ำเขาอยู่คล้ายช้างตัวใหญ่ ๆ เป็นกลุ่ม ?
    ตอบ: ลักษณะเป็นอย่างนั้น แต่ว่าเขาอยู่ได้ทั้งในน้ำ ทั้งบนบก
    ถาม: เขาจัดเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ?
    ตอบ: เรียกว่า ครึ่งบกครึ่งน้ำแล้วกันง่ายดี แล้วช้างน้ำนี่มันแปลก ฝรั่งเขาก็เจอกัน ไม่ใช่แต่คนไทย ในบันทึกโลกลี้ลับของอาเธอร์ ซี คลาก เขาเขียนถึงร้อยเอกฟรานเซ่นเป็นชาวสเปนไปเที่ยว กรุงไนโรบี ในเคนยาหายไปสองปี กลับออกมาอีกที เป็นมาลาเรียมางอมเลย เพื่อนก็ถามว่าหายหัวไปไหนมา เขาบอกว่าตามไปเฝ้าดูช้างโขลงหนึ่งเป็นช้างตัวเล็ก ๆ อยู่ได้ทั้งในน้ำ ทั้งบนบก ลองคิดดูไนโรบี ในเคนยาต่างกับเราคนล่ะซีกโลกเลย เสร็จแล้วเขาก็มาลาเรียขึ้นสมองตาย เพื่อนก็เลยคิดว่ามันเพ้อเพราะฤทธิ์มาลาเรียแต่เขาก็บันทึกเอาไว้ เพราะเห็นว่ามันเป็นเรื่องแปลก และที่แน่ ๆ คือ เขามีหนังกับงามาด้วย เป็นเครื่องยืนยันด้วย คนก็เลยไม่กล้าปักใจเชื่อว่า เป็นเรื่องเพ้อไปเพราะฤทธิ์มาลาเรียหรือเปล่า ? แต่เขาบอกว่าหนังนั่นคลี่ออกมาเต็มที่แล้วนะ ได้แค่ ๕ ฟุต ถ้าห่อกลับไปก็ประมาณ ๒ ฟุตครึ่ง แล้วนึกถึงภาพมันปล่องขึ้นมาอีก มันเหลือเท่าไหร่ ตีซะว่าฟุตครึ่ง มันก็จะเป็นหมูตัวอ้วน ๆ น่ารัก (หัวเราะ) แต่ว่าจากงาที่เคยเห็นมาสามคู่ มันจะเล็กประมาณนิ้วก้อย ยาวกว่านิ้วก้อยสักครึ่งหนึ่ง ราว ๆ เท่าครึ่งของนิ้วก้อย เพราะฉะนั้นถ้าตัวขนาดนั้นก็ใกล้เคียงไง แล้วที่เขาถามว่า ทำไมที่จับได้มีแต่ตัวเล็ก ๆ พวกนั้นมันคือ ลูกสัตว์ มันซนทุกตัวแหละ เจอคนไม่ค่อยหนีหรอก มันจะวิ่งมาเล่นด้วยท่าเดียว มันไม่รู้หรอกคนอันตรายแค่ไหน

    ถาม: ช้างงาดำ เขาเป็นช้างงาดำจริง ๆ หรือว่า ?
    ตอบ: ดำจริง ๆ จ้ะ

    ถาม: เป็นพันธุกรรมแฝงที่เสีย หรือว่าเป็นอาถรรพ์ ?
    ตอบ: โบราณเขาถือว่าจะต้องเป็นช้างที่ลักษณะช้างสำคัญคือ ช้างเผือก หรือว่าช้างที่เป็นโพธิสัตว์ มันเป็นของคู่บุญประจำตัวเขา เหมือนกับแมวตาเพชรอะไรแบบนี้


    [​IMG]
    </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...