ฉบับที่ ๖๙ เดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๒

ในห้อง 'กระโถนข้างธรรมาสน์' ตั้งกระทู้โดย paang, 23 พฤศจิกายน 2009.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. paang

    paang เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 เมษายน 2005
    โพสต์:
    9,518
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +34,303
    [​IMG][​IMG] <TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width=680 align=center><TBODY><TR><TD><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD height=21 width=15></TD><TD height=21 background=images/up.gif width="100%" align=middle></TD><TD></TD></TR><TR><TD background=images/left.gif width=15> </TD><TD bgColor=#fefefe background=images/glass.gif width="100%"><TABLE border=0 cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center><TBODY><TR><TD>
    ช่วงแรกของเล่ม "จารชนในสายฝน" สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
    เดือนมกราคม ๒๕๔๖(ต่อ)
    ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ

    ถาม: หลวงพ่อครับ อาหารที่ห้ามใส่สุรา ข้าวหมากนี่มีสุรา ?
    ตอบ: ข้าวหมาก ถ้าหากว่าไม่ถึงขนาดเป็นแอลกอฮอล์มากก็กินไปเถอะ

    ถาม : ตอนนั้นไม่รู้ เคยเอาไปเถวายพระ ไม่รู้ท่านกินหรือเปล่า ?
    ตอบ: พระฉันได้ หลวงพ่อท่านบอก ข้าวหมากฉันได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะฉันเอามัน ประเภทฟาดคนเดียวเป็น ๑๐ ห่อ นั่นก็แย่เหมือนกัน แต่สำหรับอาตมาแล้ว ถึงหลวงพ่อท่านบอกว่าฉันได้ แต่ไม่เคยแตะเลย เพราะรังเกียจกลิ่นของมัน กลิ่นมันไม่ถูกใจ กลิ่นมันก็คือ เหล้าดี ๆ นี่เอง ในเมื่อรังเกียจกลิ่นของมัน ก็เลยไม่แตะมันซะเลยหมดเรื่อง

    สู้ตานรินทร์กลึงไม่ได้ รู้จักนรินทร์กลึงมั้ย ? ไอ้คนขวางโลก เขามีชีวิอยู่ราว ๆ ช่วงสมัยรัชกาลที่ ๓ ตานรินทร์กลึงนี่ เขาเห็นว่า พระวินัยอนุญาตว่า ถ้าหากว่าไม่มีรส ไม่มีกลิ่น ภิกษุฉันได้ ไม่รู้มันหมักเหล้าอีท่านไหน ไม่มีรส ไม่มีกลิ่นจริง ๆ เหมือนกับน้ำเปล่า แต่กินเข้าไปนี่ ร่วงเลย มันเล่นเอาพระวัดประยูรวงศ์ เมาร่วงไปกว่า ๓๐ รูป ก็ไม่รู้นี่ เขาคิดว่าถวายน้ำ ก็ซดกันไป กลิ่นก็ไม่มี สีก็ไม่มี ไปรู้อีกที ต่างคนต่างคลาน ผมเป็นอะไรวะ ! (หัวเราะ)

    นรินทร์กลึงนี่เขาบวช ลูกสาวเป็นภิกษุณี ๒ รูป แล้วก็โดนทางการจับสึก มันเกิดเร็วไปหน่อย ถ้าเกิดช้าหน่อยอย่างสมัยนี้ ก็ถือว่าต่างคนต่างอยู่ สมัยนี้เขาบวชภิกษุณีหลายรูปแล้วนี่ เกิดเร็วไปหน่อย คนเรียกว่า “คนขวางโลก”

    ถาม : พระสมณโคดมพุทธเจ้าเป็นคนไทย ? ตรัสรู้ปรินิพพานที่ประเทศไทย ?
    ตอบ: ถ้าหากว่า ใช้คำว่าเป็นคนไทย ใช่ ! เพราะว่าอันนี้ในอรรถกถาที่บอกว่า หมอชีวกโกมารภัจจ์ ท่านมาเที่ยวสุวรรณภูมิ แล้วก็กลับไปทูลเล่าให้พระพุทธเจ้าฟังว่า ชาวสุวรรณภูมิเป็นผู้ที่มีความอ่อนน้อมอ่อนโยน ใช้ภาษาพูดที่เป็นคำโดด ฟังดูเข้าใจง่าย พระพุทธเจ้าท่านก็เลยถามว่า ใช้ภาษาพูดอย่างนี้ใช่มั้ย ? แล้วก็ตรัสเป็นภาษาสุวรรณภูมิให้ฟัง หมอชีวกโกมารภัจจ์ ก็บอกว่า ใช่ พระพุทธเจ้าทรงใช้ปฏิสัมภิทาญาณถึงได้ทราบภาษานี้หรือ ? พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ไม่ใช่ กบิลพัสดุ์ใช้ภาษานี้เป็นปกติอยู่แล้ว
    เพราะฉะนั้น ถ้าบอกว่า พระพุทธเจ้าเป็นคนไทยก็ได้ ส่วนที่ว่า ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานที่ประเทศไทย อันนี้ไม่ใช่ เพราะว่า ประเทศไทยตอนนั้น เป็นเขตหนึ่งของชมพูทวีป ถ้าเรียกต้องเรียกว่า ปัจจันตชนบท เขตที่เป็นประเทศไทยจริง ๆ ตอนนั้นก็จะมี สุนาปรันตะปะ คือ เพชรบุรี ตักกสิลา คือ กำแพงเพชร เหล่านี้เป็นต้น

    เขตที่พระพุทธเจ้าท่านประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ถ้าหากว่านับแล้วว่าเป็นประเทศไทยก็ได้ แต่ว่าประเทศไทยจะเป็น ปัจจันตประเทศ ส่วนกลางเรียก มัธยมประเทศ ดังนั้น ไม่ว่าเป็นจุดที่ท่านประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน ถ้าในปัจจุบันต้องบอกว่าเป็นอินเดียกับเนปาล อันนี้ใช่

    ส่วนอันนี้ก็ถือว่าใช้ไม่ได้ เพราะปัจจุบันนี้ กาสีนี่จะอยู่ในพม่า อมรปุระ เวสาลี อยู่ในพม่า โกสัมพีนี่จะกินแดนอยู่ในเขตพม่าด้วย

    ถาม : ไม่ใช่ที่กำแพงเพชร ?
    ตอบ: ไม่ใช่ โกสัมพี นี่จะกินแดนของเขตพม่า กำแพงเพชรนี่จะมีเขตของตักกสิลา

    ถาม : ก็แสดงว่า กุสินารา ที่พระแท่นดงรัง ที่กาญจนบุรี ?
    ตอบ: ไม่ใช่ ๆ อันนั้นเป็นการสมมุติขึ้นมา ถือเป็นอนุสติอย่างหนึ่ง ที่บอกว่า พระพุทธเจ้าปรินิพพานที่พระแท่นดงรัง ไม่ใช่ สถานที่นั้น ครั้งแรกที่ไปไหว้ ยังเป็นป่าอยู่ ก็ไปถึงก็สงสัยว่า เป็นอะไร ? ท่านบอกว่าเป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าท่านเคยผ่านมา แล้วก็พักอยู่ที่นั่น พระแท่นนั้น เป็นที่บรรทม ไม่ใช่ที่ที่ท่านปรินิพพาน แต่ส่วนที่เขาบอกว่า มีเผาถวายพระเพลิง ไม่ใช่อันนี้ยืนยันว่าไม่ใช่

    ส่วนอันนี้ เรื่องของการระลึกชาติ มันจะจริงหรือไม่จริง ไม่ต้องการให้มาติดอยู่ตรงจุดนี้ ที่ต้องการจริง ๆ ก็คือว่า แต่ละชาติเราเกิดมา เราทุกข์มั้ย ? ใหญ่ที่สุดเราเคยใหญ่แล้ว เล็กที่สุด เราเคยเล็กแล้ว รวยที่สุด เราเคยรวยแล้ว จนที่สุดเราเคยจนแล้ว แล้วถามว่า มาจนถึงปัจจุบันนี้ มันยังทุกข์อยู่หรือไม่ ? ถ้าหากว่ามันยังทุกข์อยู่ เราเกิดอีกมันก็จะทุกข์อีก ถามตัวเราเองดีกว่าว่า จะเกิดมาอีกมั้ย ?

    ถาม : ตอนแรกผมก็ตั้งใจว่า จะอธิษฐานลาให้ขาด ก็เหมือนจะลาไม่ขาดซะที ก็เลยสงสัยว่า เรามีหน้าที่อะไร ที่เรายังต้องทำ คือยังไงก็ต้องทำลาไม่ขาดแน่

    ตอบ: ถ้าหากว่าเป็นตัวจุดนี้ ก็แสดงว่างานของเรายังมีอยู่ ถ้าหากว่างานของเรามีอยู่ก็จริง แต่ว่าเราจำเป็นต้องศึกษาเรื่องทุกข์ เรื่องนิพพาน ให้ละเอียดลึกซึ้งยิ่งกว่าผู้ใด เพราะว่าถ้างานในลักษณะนั้น มันงานเพื่อไปเป็นครูเขา งานของการเป็นครูเขา ถ้าเรารู้ไม่ละเอียด เราเป็นครูเขาไม่ได้ คนอื่นขึ้นบันไดมาที่นี่ มันแค่รู้ว่าบันไดมีกี่ขั้นนั้น เก่งมากแล้ว แต่คนที่จะเป็นครูเขานี่ นอกจากรู้ว่าบันไดมีกี่ขั้นแล้ว ยังต้องรู้ว่ากว้างเท่าไหร่ ยาวเท่าไหร่ ใช้วัสดุอะไรสร้างมันขึ้นมาด้วยวิธีใด

    เพราะฉะนั้นเราต้องรู้ละเอียดกว่าเขาหลายเท่า ดังนั้นเรื่องของการศึกษา เรื่องทุกข์ในอริยสัจก็ดี เรื่องของพระนิพพานก็ดี เราต้องศึกษาให้ละเอียดกว่าคนอื่นอีก เป็นจำนวนมากด้วยกัน อันนี้ก็ขอแนะนำไว้ลักษณะอย่างนี้แล้วกัน ส่วนแต่ละชาติเป็นอันว่าเป็นที่รู้กันก็พอ

    เรื่องลานี่ ต้องกล่าวถึงเพื่อนรุ่นน้องผมคนหนึ่ง ตอนนั้นบวชอยู่วัดท่าซุงด้วยกัน ชื่อ นันทชัย อาตมาเห็นปั๊บก็รู้เลยว่าพระโพธิสัตว์ เพราะพวกเดียวกัน ดูกันออก วันนั้นได้ไปทำวัตถุมงคลอยู่ด้วยกัน ตรวจสอบวัตถุมงคลหลวงพ่ออยู่ด้วยกัน ก็คุยกันสารพัดเรื่องในระหว่างที่ทำงาน พอถึงตอนหนึ่งก็บอกกับท่านว่า ผมทราบว่าคุณเป็นพระโพธิสัตว์ ผมเองน่ะลาแล้ว คุณจะลามั้ย ? คุณนันทชัยเขาบอกว่า มันเหมือนกับผมทำงานชิ้นหนึ่งมา จวนจะเสร็จแล้ว อยู่ ๆ ให้ทิ้งไปเฉย ๆ โดยงานนั้นมันไม่เสร็จลง ใจมันไม่ยอมครับ อาการที่ว่ามานี้ ก็คงเหมือนกับของคุณ ก็เลยเหมือนว่าลาไม่ขาดซะที มันมาถึงขนาดนี้แล้ว ถ้าหากว่าเป็นไปได้ ก็มุ่งหน้าต่อไปเถอะ เพื่อประโยชน์ของคนหมู่มากเขา

    ถาม : ไปพบเอกสารที่ เขียนบอกว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านแสดงไว้ ไม่ทราบว่าข้อความนี้เป็นจริงหรือเปล่าเจ้าคะ ? “คนบางคน ให้ทานด้วยตนเอง แต่ไม่ชักชวนผู้อื่น ไม่ว่าจะเกิดภพชาติใด จะได้แต่โภคทรัพย์ ไม่ได้บริวารทรัพย์ คนบางคน ไม่ให้ทานด้วยตนเอง แต่ชักชวนผู้อื่น ไม่ว่าเกิดภพชาติใด จะไม่ได้โภคทรัพย์ แต่จะได้บริวารทรัพย์ คนบางคน ไม่ให้ทานด้วยตนเอง และไม่ชักชวนผู้อื่น ไม่ว่าเกิดภพชาติใด ไม่ได้ทั้งโภคทรัพย์ และบริวารทรัพย์”

    ตอบ: ถ้าอันนี้ใช่จ้ะ ท่านบอกเอาไว้ว่า ใครทำบุญถ้าไม่ชวนคนอื่นเขา เกิดชาติใหม่ รวยแต่เพื่อนไม่มี ใครชวนคนอื่นทำบุญแต่ตัวเองไม่ทำ เกิดชีวิตใหม่ เพื่อนมากแต่สตางค์ไม่มี ดังนั้นถ้าหากว่า ใครทั้งไม่ทำบุญด้วย ไม่ชวนคนอื่นทำด้วย เกิดชาติใหม่นอกจากไม่รวยแล้ว ยังหาเพื่อนพึ่งพาไม่ได้

    ดังนั้นเราเองก็ควรจะทำบุญเองด้วย และชักชวนคนอื่นเขาทำด้วย ถ้าเผลอเกิดใหม่ จะได้มีเยอะหน่อย แต่ที่ท่านใช้คำว่า เกิดชาติใดหมายถึงว่า เขาไม่ทำอะไรอีกเลยนะ นอกจากแค่นั้น ถ้าหากว่ามีการเปลี่ยนแปลงในชาติต่อ ๆ ไป เขาก็จะมีการเปลี่ยนแปลงไปอีกทีจ้ะ

    ถาม : บางครั้งเราไปทำบุญแล้วชวนคนอื่น แต่พวกเขาไม่อยากจะทำ เราก็เลยไม่กล้าชวน ไม่ทราบว่าจะมีเทคนิคในการชวนอย่างไรคะ ให้เขามาทำบุญกับเรา ?

    ตอบ: ไม่ต้องเทคนิคหรอกจ้ะ เพราะว่าบุคคลถ้าหากว่ายังอยู่ในบารมีต้นขั้นหยาบอยู่ ชวนให้ทำบุญ แคะยังไงก็แคะไม่ออกหรอก ถ้าเป็นบารมีต้นขั้นกลาง ประเภทควักเข้ามา ก็ยัดกลับคืนไป อย่างน้อย ต้องเป็นบารมีขั้นปลาย เขาถึงจะมีกำลังใจที่จะให้ทานได้ แต่รักษาศีลไม่เป็น คนจะรักษาศีลเป็น จะต้องเป็นอุปบารมี คือบารมีขั้นกลาง อุปบารมีขั้นต้น ให้ทานได้ บอกให้รักษาศีล บอกไม่มีอารมณ์จะรักษา อุปบารมีขั้นกลาง ให้ทานได้ รักษาศีลขาดบ้าง แหว่งบ้าง อุปบารมีขั้นปลาย ให้ทานได้ รักษาศีลได้ แต่บอกว่าเจริญภาวนา ก็ไม่เอา บุคคลที่จะเจริญภาวนาได้ ต้องเป็นปรมัตถบารมี ดังนั้นถ้าหากว่าจะทำ ถ้าได้พวกปรมัตถบารมีก็ง่ายจ้ะ ถ้าหากได้บารมีอื่นก็ลำบากหน่อย แคะเท่าไหร่ก็แคะไม่ออกหรอก

    ดังนั้นถ้าหากว่า บอกเขาแล้วเขาไม่สนใจ ก็ไม่ต้องไปตื๊อเขาให้เสียเวลา เพราะว่าสิ่งที่เราทำ มันเป็นประโยชน์แก่เขา ถ้าเขาไม่เห็นประโยชน์อันนั้น ก็ช่วยไม่ได้

    ธงเขียวนี่เป็นธงท่านปู่พระอินทร์นะจ๊ะ สมัยก่อนหลวงพ่อท่านทำเอาไว้ ท่านบอกว่าเอาไว้สำหรับกันคอมมิวนิสต์ คาถากำกับธงว่า สุ-ปะ-ติ ๓ คำ เท่านั้น สุปะติ แปลว่า ทำดีจ้ะ สมัยก่อนตอนคอมมิวนิสต์เฟื่องฟูน่ะ หลวงพ่อท่านทะงหลวงปู่พระอินทร์ขึ้นมา เพื่อป้องกันอันตรายเรื่องนี้ บอกว่าต่อให้เขายกทัพมา ถ้าเราเห็นว่าไม่ไหวจริง ๆ โบกธงไปทางไหน มันจะไปทางนั้น

    ถาม : อย่างนี้ไล่พวกอันธพาล ได้มั้ยเจ้าคะ ?
    ตอบ: อ๋อ อันธพาลมันแย่น้อยกว่าคอมมิวนิสต์ตั้งเยอะ คอมมิวนิสต์ยังไล่ได้ อันธพาลเรื่องเล็ก
    สรุปว่า ถ้าหากว่าท่านที่ยังไม่ถึงอุปบารมี ไปเคี่ยวเข็ญให้เขาทำทาน เขาทำไม่เป็นหรอกจ้ะ

    ถาม : หลวงพ่อครับ ทำทานด้วยแรง (ไม่ชัด)

    ตอบ: ในเรื่องของการทำบุญ ส่วนใหญ่แล้ว อานิสงส์จะเป็นเรื่องของกามาวจรสวรรค์ ถ้าหากว่ามีวัตถุเป็นอามิสบูชา ก็จะอยู่ลักษณะที่ว่า เกิดมาชาติใหม่ก็จะร่ำรวยมาก ถ้าหากว่าอาศัยลงแรงอย่างเดียว เราทำอะไรไป เราอาจจะได้อย่างนั้น อย่างเช่น เอราวัณเทพบุตร เอราวัณเทพบุตรนี่ท่านเป็นช้าง เขาเอาท่านไปใช้แรงงานในลักษณะที่ว่า สร้างศาลาเพื่อสาธารณะ ท่านก็เลยได้ขึ้นไปเป็นเทพบุตรบนสวรรค์ นั่นก็ออกแต่แรงเหมือนกัน

    ถาม : มีเพื่อนถามว่า เขาเป็นคนที่ใช้ของขลัง ของดีไม่เป็นเจ้าค่ะ ได้มาก็เก็บเอาไว้เฉย ๆ บุญบารมีของศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ จะเกิดพลังส่งเสริมช่วยปกป้องคุ้มครองได้มั้ยเจ้าคะ ถ้าไม่ได้อาราธนาใช้ค่ะ ?

    ตอบ: ถ้าหากว่า ไม่ใช่เรื่องของกรรมใหญ่จริง ๆ ก็ได้ แต่อย่าลืมว่า วัตถุมงคลทุกอย่าง ถ้าทำถูกต้อง จะมีเทวดาหรือพรหมรักษา เทวดา พรหม ท่านยอมรับกฎของกรรมมากกว่าเราเยอะ เพราะฉะนั้น อะไรก็ตาม ถ้าหากว่าไม่ได้เรียกใช้ไหว้วาน บางทีท่านก็มองเฉย ๆ ก็มันไม่ได้เรียกให้ช่วย ก็ให้มันดิ้นเอง (หัวเราะ) ระวังจะเจอแบบนั้น แต่อาตมาเจอมาด้วยตัวเอง ผีมันโดดทับอก แล้วบีบคอแทบตาย เราก็เอ๊ะ! วัตถุมงคลใส่อยู่ในกระเป๋าอังสะเต็มอกเลย ทำไมมันนั่งทับเลยหว่า ? พอดิ้นหลุดออกมาได้ รุ่งขึ้นไปถามหลวงพ่อ หลวงพ่อถามว่า แกอาราธนาให้ช่วยหรือเปล่า ? บอกว่า ไม่เลยครับ ท่านบอกว่า สมน้ำหน้าเอ็ง (หัวเราะ)

    ถาม : เคยฟังรายการวิทยุ เขาบอกว่า ผู้ที่ทำบุญทานโดยไม่มีการสร้างวิหารทาน ผู้ที่ทำบุญในลักษณะแค่ตักบาตร เมื่อตายไปจะไม่มีวิมาน ?

    ตอบ: ไม่มีจ้ะ จะไปเป็นบริวารของเทวดาที่เขามีวิมานอยู่ หากว่ามีส่วนของวิหารทาน จะมากน้อยเพียงใดก็ตาม สร้างเอง ร่วมสร้าง มีอานิสงส์วิหารทานด้วยกันทั้งหมด อย่างเช่นว่า เขาสร้างโบสถ์ สร้างศาลา สร้างกระทั่งห้องน้ำ ห้องส้วม ก็ได้นะจ๊ะ ก็เป็นวิหารทาน แล้วแถมมีอานิสงส์พิเศษด้วย เพราะว่าเป็นที่ดับทุกข์ของชาวบ้านเขา ดังนั้น หากต้องการอานิสงส์วิหารทาน ก็เขาทำที่ไหนก็ร่วมกับเขาไป จะเล็กน้อยแค่ไหนก็ได้เหมือนกันจ้ะ

    ถาม : แล้วการสร้างเมรุละเจ้าคะ ?
    ตอบ: สร้างเมรุเป็นด้วยจ้ะ แล้วจะได้ตัวปัญญาด้วย เพราะว่าเป็นมรณานุสสติอยู่ ตัวปัญญาที่เห็น จะเป็นธรรมทานด้วย

    ถาม : แล้วเขาก็บอกอีกว่า ผู้ที่ไปบอกบุญคนอื่น จะมีบริวารเป็นสมบัติ แล้วก็จะได้รับบุญก่อนคนอื่น แล้วผู้ที่ทำบุญตามจะมาเป็นบริวารจริงมั้ยเจ้าคะ ?

    ตอบ: ก็ไม่แน่เหมือนกันจ้ะ ถ้าตัวเองดีแต่บอก แต่ตัวเองไม่ทำขึ้นมาไปเจอบริวารเก่งกว่า ก็ยุ่งเหมือนกัน ถ้าถามว่าจริงมั้ย ? มันจริงของเขา แต่ว่าขณะเดียวกัน เราไม่ได้เกิดชาติเดียวนี่ มันเกิดไปเรื่อย เราอาจจะเปลี่ยนการกระทำเมื่อไหร่ก็ได้ อันที่เขาว่ามาหมายถึงว่า หลังจากนั้นแล้ว เราไม่ได้ทำอะไรเลย ถ้าอย่างนั้นจะเป็นไปตามที่เขาบอก

    ถาม : การทำบุญที่ถือว่า เป็นการทำบุญที่สมบูรณ์แบบครบถ้วน เป็นการทำบุญในลักษณะแบบไหนคะ ?
    ตอบ: ก็คงต้องเอาบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ อย่างจ้ะ ถ้าเอาแบบสมบูรณ์แบบจริง ๆ บุญกิริยาวัตถุ การกระทำของเราที่เป็นบุญ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า มี ๑๐ อย่าง ด้วยกันนะจ๊ะ คือ
    ๑. ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการให้ทาน
    ๒. สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล
    ๓. ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการภาวนา
    ๔. อปจายนมัย บุญสำเร็จด้วยการนอบน้อมถ่อมตนต่อคนอื่น คนอื่นเขาเห็น ก็เย็นตาเย็นใจ เกิดความรักใคร่เมตตา เราทำให้เกิดความเมตตาในใจคนอื่นเขา ตัวเราก็เลยมีส่วนในบุญนั้นด้วย
    ๕. เวยยาวัจจมัย บุญสำเร็จด้วยการช่วยเหลืองานบุญคนอื่นเขา
    ๖. ปัตติทานมัย บุญสำเร็จด้วยการอุทิศส่วนกุศลให้คนอื่นเขา
    ๗. ปัตตานุโมทนามัย บุญสำเร็จด้วยการยินดีในผลบุญที่คนอื่นเขากระทำ
    ๘. ธัมมัสสวนมัย บุญสำเร็จด้วยการฟังธรรม แล้วนำไปปฏิบัติ
    ๙. ธัมมเทสนามัย หลังจากที่ปฏิบัติได้แล้ว นำไปสอนเขาต่อก็เป็นบุญ
    ๑๐. ทิฏฐุชุกัมม์ เป็นตัวกำไรแท้ ๆ มีความเห็นเป็นสัมมาทิฐิ พระพุทธเจ้าสอนสิ่งใด เราจะทำสิ่งนั้น ถ้าหากว่าจะเอาสมบูรณ์แบบ ก็เอาให้ครบทุกข้ออย่างที่ว่ามา ในแต่ละวันนี่ เราทำได้แล้ว อย่งน้อยก็ข้อใดข้อหนึ่ง

    ถาม : ในเรื่องของศีล ถ้าเรารักษาศีล ๕ แล้วเราจะรู้อย่างไรว่า เรารักษาศีล ๕ ได้ครบหรือเปล่า ?
    ตอบ: ก็ทวนทุกวันจ้ะ ทวนทุกวันอย่างหยาบ ๆ ก็คือ รักษาได้ด้วยตนเอง อย่างกลางก็คือ รักษาได้ด้วยตนเอง และไม่ยุให้คนอื่นเขาทำด้วย อย่างละเอียดก็คือ รักษาด้วยตนเองด้วย ไม่ยุคนอื่นทำด้วย เห็นคนอื่นทำก็ไม่ยินดีด้วย

    ถาม : เคยมีปรากฎการณ์ของความฝัน จะได้เห็นเหตุการณ์จริงล่วงหน้าก่อน เป็นระยะ ๆ ความฝันในลักษณะนี้ เกิดขึ้นได้อย่างไรคะ ?
    ตอบ: เกิดขึ้นจาก ที่เราเคยได้ทิพยจักษุญาณมาในชาติก่อน เมื่อถึงวาระถึงเวลา สภาพจิตที่มันพักผ่อน พอดีพอเหมาะพอควรของมันแล้ว มันก็จะสามารถที่จะรับภาพต่าง ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นอดีต ปัจจุบันหรืออนาคตก็ตาม ภาพต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เนื่องจากทิพยจักษุญาณ มันอ่อนหน่อย มันจะอยู่สภาพเหมือนกับฝันเห็น โบราณเรียกว่านิมิต ฉะนั้นคนที่ฝันในลักษณะนี้ อย่างน้อยอดีตต้องเคยทำทิพยจักษุญาณ มาคล่องตัวทีเดียวแหละ

    ถาม : แล้วมีการฝันต่อ ?
    ตอบ: มีจ้ะ อาตมาก็เคยฝันต่อ แล้วเป็นฝันที่จี้มากด้วย ตอนนั้นห้างไดมารูราชประสงค์ยังมีอยู่ ฝันว่าไปเจอสาวคนหนึ่งตรงนั้น แล้วคุยกันถูกคอมากเลย เพราะว่าคุยกันเรื่องปฏิบัติเหมือนกัน

    แล้วหลังจากนั้น อีกตั้งหลายเดือน ไปเจอเขาใหม่ มันก็เหมือนกับว่า เราเพิ่งไปเจอเขา แต่จำเรื่องเก่าได้ มีการท้าวความหลังกัน แล้วคุยต่ออีกต่างหาก ลักษณะนี้นิมิตแน่ ๆ เลยไม่ใช่ฝัน
    ถาม : แล้วความฝันที่เราจะรู้ว่า อันนี้เป็นความฝันที่แท้จริง กับเป็นความฝันที่หลอก

    ตอบ: หลอกและแท้จริงนี่ไม่ได้คือว่าฝันมี ๔ อย่าง คือ ธาตุวิปริต กรรมนิมิต จิตนิวรณ์ เทพสังหรณ์ นะจ๊ะ ธาตุวิปริตนี่ประเภท กินมาก ท้องไส้ไม่ดี ก็เลยฝันมั่วไปด้วย กรรมนิมิต กรรมดีกรรมชั่ว ที่เราทำมาแสดงให้รู้ จิตนิวรณ์ เก็บความฟุ้งซ่านตอนกลางวัน ไปฝันตอนกลางคืน เทพสังหรณ์ เทวดาท่านสงเคราะห์ให้

    แล้วคราวนี้ฝันจริง ๆ ของเราที่ว่า ส่วนใหญ่จะเป็นกรรมนิมิต หรือเทพสังหรณ์ ดังนั้น ฝันจริงหรือฝันหลอก ให้สังเกตให้ได้ว่า ถ้าหากว่าหลังเที่ยงคืนไปแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นพวกกรรมนิมิต หรือเทพสังหรณ์ เพราะจิตของเราที่ฟุ้งซ่านมาทั้งวัน ผ่านการพักผ่อนมาครึ่งค่อนคืน มันเกิดความสงบขึ้น เหมือนกับน้ำขุ่น พอมันนิ่งพอที่จะใสขึ้น จนกระทั่งมองเห็นเงาได้ มันก็เริ่มสะท้อนภาพให้เห็น ดังนั้น ถ้าหากว่าฝันหลังเที่ยงคืนไปแล้ว หรือหลังตีสองไปแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นตามนั้นจ้ะ

    ถาม : ขอทราบเทคนิคการรักษาอารมณ์ไม่ให้โกรธ ไม่ให้ตกใจง่าย เสียใจง่าย สามารถรักษาสภาวะจิตให้คงสภาพ และปล่อยวางได้ตลอดเวลา
    ตอบ: ไม่ต้องเทคนิคเลยจ้ะ อย่าหลุดจากลมหายใจเข้าออกก็พอ ที่ว่ามาทั้งหมดเข้าไม่ได้เลย และสภาพของจิตก็จะทรงตัวด้วย

    ถาม : ทำสมาธิอยู่ รักษาจิตอยู่ตลอด
    ตอบ: ใช่ เท่ากับว่าเราทรงฌานอยู่ตลอด ไม่ต้องมากหรอกจ้ะ แค่ปฐมฌานก็ได้ อาการมันจะรู้ลมอยู่ตลอดเป็นอัตโนมัติ ถ้าหากว่าลักษณะนั้นเราสามารถสังเกตได้เลยว่า พวกนิวรณ์ต่าง ๆ เข้ามาไม่ได้ นิวรณ์ก็ไม่มีอะไร ก็รัก โลภ โกรธ หลง ๔ อย่าง ใช่มั้ย ? แถมขี้เกียจอีกต่างหาก

    เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่าเราทรงฌาน โดยที่จับลมหายใจเข้าออกอยู่เป็นปกติ จิตมันไม่เคลื่อนไปไหน พวกนี้จะแทรกเข้ามายาก เพราะจิตมันมีงานทำอยู่แล้ว มีที่เกาะ ที่ยึดอยู่แล้ว
    ถาม : แล้วถ้าเราใช้ในลักษณะพิจารณาร่างกาย มรณานุสติเป็นอารมณ์ล่ะเจ้าคะ ?
    ตอบ: ได้จ้ะ แต่ว่าการพิจารณาก็ควรจะอาศัยกำลังของฌานป้องกันตัวก่อน ลักษณะการใช้กำลังของฌานป้องกันตัวไว้ก่อน ก็คือว่า เราควรจะภาวนาให้อารมณ์ใจทรงตัว เมื่อภาวนากำลังใจทรงตัวแล้ว ค่อยถอยกำลังเอามาพิจารณา มันจะหนักแน่นมากกว่า จะทำให้กิเลสแทรกได้ยาก ถ้าเราตั้งหน้าตั้งตาพิจารณาเลย บางทีพวกอารมณ์นิวรณ์ต่าง ๆ แทรกเข้ามา ทำให้เสียผลเหมือนกัน ดังนั้นถ้าหากว่า เราเคยภาวนาอารมณ์ใจสูงสุดได้แค่ไหน ว่าให้มันเต็มที่ไปก่อน แล้วค่อยถอยใจเอามาพิจารณา มันจะป้องกันได้ดีกว่าจ้ะ

    ถาม : เมื่อคืนนั่งสมาธิ ตอนนั่งอยู่ก็ เอาวะ! ตายเป็นตาย หลวงพ่ออยู่ข้างหน้า เปิดเทปวีซีดีของหลวงพ่อไปด้วย พอเริ่มเคลิ้มเข้าอารมณ์ปั๊บ มาตกข้างตัวตึง ๆ มันหายไปเลยครับ เออว่ะ! กลัวตายจริง ๆ แค่รู้สึกว่ามาแล้ว ตกอยู่ข้าง ๆ ตัว ซึ่งตอนนั้นก็ทรงอารมณ์นะครับ แต่มันวูบ แบบหนาวทันทีเลยว่า เฮ้ย! ผีมาแล้ว (หัวเราะ) มันสู้ไม่ไหวซักที

    ตอบ: ไม่เป็นไร เดี๋ยวคราวหน้าค่อยเอาใหม่ แบบเดียวกับเณรน้อย ไปธุดงค์กับหลวงตา เจอกระทิงก็วิ่งกระจายทั้งหลวงตาทั้งเณรนั่นแหละ พอวิ่งไปเสร็จเรียบร้อยแล้ว พอพ้นอันตรายก็หอบแฮ่ก ๆ เณรก็ต่อว่า หลวงตา! ไหนเรามอบกายถวายชีวิตแล้วไงล่ะ ? หลวงตาบอก กูมอบกายถวายชีวิตให้พระพุทธเจ้า ไม่ได้มอบให้กระทิงนี่หว่า (หัวเราะ)

    ถาม : ทำไมร่างกายของเรา มีการเจ็บป่วยแบบไร้สาเหตุเจ้าคะ ? อย่างวันนี้บอกน้องเอมว่า จะไม่มาเจ้าค่ะ จะมีอาการไข้ขึ้นทันที แล้วก็หูอื้อตาลาย ขณะเดียวกันก็เจ็บหน้าอก แล้วก็เริ่มอาการแย่ลงเรื่อย ๆ เจ้าค่ะ แล้วก็บอกน้องเอมว่า มาแล้วจ้า (ไม่ชัด) อาการหายทันที เป็นปลิดทิ้งเลยเจ้าค่ะ ยาก็ไม่ต้องทานเจ้าค่ะ

    ตอบ: สงสัยนี่ยังดีนะ เป็นยายเจี๊ยบ ถ้าเป็นคนอื่น มันต้องโทษอาตมาแน่เลย (หัวเราะ) จริง ๆ แล้วสาเหตุมันมีนะจ้ะ คือ การมาของเราอาจจะเป็นประโยชน์ต่อคนหมู่มากเขา ก็เลยโดนบังคังให้มา เพราะฉะนั้นจะบอกว่าสาเหตุไม่มีก็ไม่ได้ มันมีอยู่ มันเหมือนกับว่า งานของเราแล้วเราไม่ทำนะ จะหนีงานก็ต้องโดนซะหน่อย

    ถาม : ทำไมถึงถูกบังคับได้เจ้าคะ ?
    ตอบ: อย่าลืม หน้าที่ของแต่ละคนเป็นอย่างไร เทวดาที่รักษาตัวเราก็ดี เทวดาที่รับรองการเกิดของเราก็ดี ท่านต้องคอยควบคุมให้ เมื่อถึงวาระถึงเวลา ประเภทวัวไม่เดินตามทางที่สัญญา ก็ต้องเฆี่ยนกันหน่อย

    ถาม : อย่างนี้ก็แย่ซิเจ้าคะ ?
    ตอบ: ก็อีตอนรับปาก มันว่าแย่เท่าไหร่ก็ยอมไม่ใช่หรือ (หัวเราะ)

    ถาม : ยังไม่เกิดเจ้าค่ะ ไม่คิดว่ามันจะทุกข์ขนาดนี้เจ้าค่ะ
    ตอบ: ช่วยไม่ได้ มาแล้ว

    ถาม : ยังมีอีกเจ้าค่ะ โดนอีกเจ้าค่ะ มีคนป่วยค่ะ อาการเขาก็ย่ำแย่ แล้วพอเขานึกถึงเรา อาการเขาก็มาอยู่ที่เราด้วยเจ้าค่ะ มันมาได้ยังไงเจ้าคะ ?

    ตอบ: อ๋อ นั่นเครื่องรับของเราดีเกินไปนะจ้ะ จริง ๆ ก็คืออยู่ในลักษณะที่ว่า เขาต้องการให้เรารู้ว่า อาการนี้เป็นอย่างไร คำว่า “เขา” นี่ไม่ใช่คนป่วยนะ ท่านที่ดูแลรักษาเราอยู่ ต้องการให้รู้ว่าอาการเป็นอย่างไร ถึงเวลาเราจะได้แก้ไขตามสมมุติฐานของโรคได้ ถ้าหากเราไม่รู้อาการ เราจะไปรักษาได้อย่างไรล่ะ เขายึดเราเป็นที่พึ่งแล้วนี่ บอกมันว่า ถ้าโดนสิบล้อเหยียบ เอ็งอย่านึกถึงข้านะ (หัวเราะ)

    ถาม : เดี๋ยวเจ้าค่ะ มีวิญญาณถูกรถสิบล้อทับมาเจ้าค่ะ มาหาจริง ๆ เจ้าค่ะ (หัวเราะ) อาการร่อแร่ ๆ มา หน้าก็ไม่เหมือนเดิมนะเจ้าคะ มาจริง ๆ เจ้าค่ะ
    ตอบ: เราไม่เละขนาดเขาหรอกจ้ะ แต่จะได้ความรู้สึกนั้น แค่นั้นเอง

    ถาม : แล้วป้องกันอย่างไรคะ ?
    ตอบ: ไม่ต้องกันจ้ะ ทำหน้าที่ของเราต่อไปจ้ะ

    ถาม : ตอนนี้ก็สอบเข้าเรียนแพทย์แผนไทยได้แล้วค่ะ กำลังจะเริ่มเรียนค่ะ
    ตอบ: จ้า เขาเรียก “Bom To Be” ยังไงก็ต้องโดนบังคับ ให้เป็นอย่างนั้น ทำไปเถอะ หน้าที่ใครหน้าที่มันจ้ะ

    ถาม : กลัวเจ้าค่ะ ว่าเราไปช่วยรักษาเขา แล้วกรรมจะเข้าเรามั้ยเจ้าคะ ?
    ตอบ: ถ้าหากว่าเป็นงานของเราถึงวาระถึงเวลาที่สมควร อย่างเช่นว่า ปีละครั้งอย่างนี้ เรามีการบวงสรวงบูชาครูเป็นปกติ ครูบาอาจารย์ พรหม เทวดา ตลอดถึงพระ ท่านจะช่วยรักษาให้ แต่ถ้าหากว่าปีไหนขาด ระวังไว้ ทำเมื่อไหร่มันจะเข้าตัวเรา ดังนั้น ควรจะทำทุกปีจ้ะ โดยเฉพาะสายกรรมฐานอย่างของเรานี่ หลวงพ่อ หลวงปู่ ท่านใช้วันเสาร์ ๕ คือวันเสาร์ขึ้น ๕ ค่ำ เดือนไหนก็ได้ เป็นวันบูชาครู ไหว้ครู ถ้าวันเสาร์ ๕ ติดภารกิจไม่ว่างจริง ๆ ให้ใช้วันวิสาขบูชาของปีนั้น ถ้าหากว่า ทั้งเสาร์ ๕ และวิสาขบูชาไม่ว่าง ให้ใช้วันมาฆบูชา วันใดวันหนึ่งในสามวนนี้ เอาเป็นวันบูชาครูประจำปีของเรา

    ถาม : จะต้องมีพิธีอย่างไรบ้างคะ ?
    ตอบ: จัดเครื่องบวงสรวงชุดใหญ่จ้ะ ก็จะมีบายศรีต้น บายศรีสี่ทิศ หัวหมู ไก่ ว่ากันให้ครบชุดเลย พอถึงเวลาจะทำมาถามรายละเอียดได้

    ถาม : แล้วทำร่วม ๆ กันหลายคนได้มั้ยคะ ?
    ตอบ: ได้จ้ะ ยิ่งเยอะ ยิ่งดี
    </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  2. paang

    paang เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 เมษายน 2005
    โพสต์:
    9,518
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +34,303
    [​IMG][​IMG] <TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width=680 align=center><TBODY><TR><TD><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD height=21 width=15></TD><TD height=21 background=images/up.gif width="100%" align=middle></TD><TD></TD></TR><TR><TD background=images/left.gif width=15> </TD><TD bgColor=#fefefe background=images/glass.gif width="100%"><TABLE border=0 cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center><TBODY><TR><TD> ถาม: พอดีอธิษฐาน หน้าพระทุกเช้าว่า ขอให้ลูกเจริญทั้งทางโลกและทางธรรม ยิ่ง ๆ ขึ้นไป มีญาณเข้มแข็งยิ่ง ๆ ขึ้น สามารถช่วยเหลือบุคคลที่ควรช่วยเหลือได้ ห่างไกลจากนักเลงอันธพาล บุคคลเหล่านี้ขอให้ถอยห่างไกล หนูก็อธิษฐานทุกวันเลยเจ้าค่ะ พระท่านจะเบื่อมั้ยเจ้าคะ ?

    ตอบ: ไม่เบื่อจ้ะ ทุกชั่วโมงได้ยิ่งดี อันนี้เผื่อเหนียวไว้ ประเภทเดียวกับสุนทรภู่ สุนทรภู่ท่านว่า
    “ขอเดชะพระเจดีย์คิรีมาศ บรรจุธาตุที่ตั้งรังสรรค์

    ข้าอุตส่าห์มาเคารพอภิวันท์ เป็นอนันต์อานิสงส์ดำรงกาย
    (ตอนนี้เขาอธิษฐานแล้วนะ)

    จะเกิดชาติใดใดในมนุษย์ ให้บริสุทธิ์สมจิตที่คิดหมาย
    ทั้งทุกข์โศกโรคภัยอย่าใกล้กราย (เป็นไปได้ยาก หัวเราะ)
    แสนสบายบริบูรณ์ประยูรวงศ์

    ทั้งโลโภโทโสแลโมหะ ให้ชนะใจได้อย่าใหลหลง (อันนี้ยิ่งยากใหญ่)
    ขอฟุ้งเฟื่องเรืองวิชาปัญญายง ทั้งให้ทรงศีลขันธ์ในสันดาน
    อีกสองสิ่งหญิงร้ายแลชายชั่ว อย่าเมามัวหมายรักสมัครสมาน
    (อันนี้เขารอบคอบกว่าเรานะ ทั้งผู้หญิง ผู้ชาย เขาไม่เอาเลย)

    ขอสมหวังตั้งประโยชน์โพธิญาณ ตราบนิพพานชาติหน้าให้ถาวรฯ”
    นิมนต์เถอะ ตูไม่ไปด้วยหรอก นิพพานชาติหน้า (หัวเราะ)

    ถาม : เกิดชาติหน้านิพพานเลยซิครับ อธิษฐานอย่างนี้ ?
    ตอบ: ชาติหน้าของเขา คืออนาคตกาล ไม่รู้มันหน้าไหน อธิษฐานได้จ้ะ พระท่านไม่รำคาญหรอก ตัวอธิษฐานบารมีเป็นตัวตั้งใจมั่น ปักความตั้งใจของเราให้มั่นคง ถ้าหากว่ากำลังบุญมันถึง สิ่งเหล่านั้นจะเป็นจริงทันที

    ถาม : ท่านไม่เบื่อนะเจ้าคะ ?
    ตอบ: ไม่เบื่อจ้ะ นี่ยืนยันว่าไม่เบื่อจ้ะ

    ถาม : แล้วหลวงพี่ว่าอธิษฐานอย่างไรเจ้าคะ ?
    ตอบ: ขอให้มีความเป็นอยู่คล่องตัว มีความปรารถนาที่สมหวังทุกประการ คำว่าไม่มีขออย่าได้มีในชีวิต ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน และขอให้ถึงซึ่งพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้เทอญ

    ถาม : สาธุ (หัวเราะ)
    ตอบ: เฮ้ย! สอนให้อธิษฐาน (หัวเราะ) มันเล่นมักง่ายเลยนี่หว่า มัวแต่สาธุอยู่ มันเลยลืมหมดเขาอธิษฐานอะไร (หัวเราะ)

    ถาม : ในบางครั้งเจ้าค่ะ เราไปเจอผู้ป่วย แล้วเราบอกอาการถูกหมดเลยเจ้าค่ะ ว่าเขาป่วยตรงไหน แต่ไม่รู้จะแก้อย่างไรเจ้าค่ะ ทำอย่างไรดีคะ ?

    ตอบ: ถามท่านปู่หรือไม่ก็พระพุทธเจ้าโดยตรงจ้ะ ท่านปู่ดีกว่า งานของท่านโดยตรง กำหนดใจถามท่าน แต่ทีนี้ในคัมภีร์เวชศาสตร์วรรณา ท่านบอกแล้วว่า โรคบางอย่าง รักษาหรือไม่รักษา ก็หาย โรคบางอย่างต้องรักษาถึงหาย ถ้าไม่รักษาจะตาย โรคบางอย่าง รักษาหรือไม่รักษา ก็ตาย ถ้าถามตรงท่านปู่ ถ้าท่านบอก รักษาได้ ยาอะไรก็ถามต่อเลย แต่ถ้าท่านบอกไม่ได้ ไม่ต้องเสียเวลาถาม ไอ้นั่นไม่รอดแน่

    ถาม : พอปู่ท่านบอกมา ไม่กล้าบอกยาเจ้าค่ะ ทำอย่างไรดีเจ้าคะ ? อยากเรียนให้ผ่านได้ใบประกอบโรคศิลป์ก่อนเจ้าค่ะ
    ตอบ: ก็กล้า ๆ หน่อยจ้ะ ตอนนี้เอาแค่ว่า อธิษฐานบอกท่านว่า ถ้าหากว่ามันไม่ใช่บุคคลที่เนื่องกันจริง ๆ อย่าเพิ่งให้เขามา เพราะถ้าไม่ใช่บุคคลที่เนื่องกันมาจริง ๆ เกิดอะไรขึ้นมา ท่านจะฟ้องร้องเราได้ ถ้าบุคคลที่เนื่องกันมาจริง ๆ พวกนี้เขาเชื่อเราอยู่แล้ว แล้วหลังจากนั้น เรียนจบแล้วค่อยกวาดมันให้หมด

    ถาม : กลัวเจ้าค่ะ คงไม่กล้ากวาด หลบไว้ก่อน
    ตอบ: จ้า หนีไปเถอะ เดี๋ยวก็เหมือนกับอาตมา ต้องใส่แว่นจนได้ ตอนแรกแว่นก็ไม่เอา หมากก็ไม่เอา ยานัตถุ์ก็ไม่เอา

    ถาม : ..........................?
    ตอบ: มันหนีไม่พ้นจริง ๆ เพราะว่ายิ่งนานไป คนที่ต้องการนิพพานยิ่งมากขึ้น การพาคนไปนิพพาน เท่ากับเป็นการตัดกรรมใหญ่ทั้งหมดของเขา ในเมื่อตัดกรรมใหญ่ทั้งหมดของเขา มันก็มาลงคนนำไปนั่นแหละ

    ถาม : เศษกรรมมันมาตีหน่อยเดียว ?
    ตอบ: หน่อยเดียว น่วมเลย

    ถาม : .............................?
    ตอบ: หน้าที่ไม่มีใครอยากทำหรอก อาตมาเองยิ่งตัวเบี้ยวเลย แต่มันถึงวาระถึงเวลา มันเบี้ยวไม่ได้ ก็ยังสงสัยอยู่ อย่างงานปัจจุบันนี้ มันใช่งานของเราซะเมื่อไหร่ล่ะ ถามหลวงพ่อว่า แล้วทำไมต้องเป็นผมล่ะครับ ผมรู้ว่างานของผมไม่ใช่อย่างนี้ ท่านบอกว่าก็คนที่มันจะทำจริง ๆ ให้ได้อย่างเอ็งมันไม่มี ก็จำเป็นต้องเอาเราไว้ก่อน นี่เราแค่เล่นแทนเขาเท่านั้นแหละ เล่นจนจะกลายเป็นตัวจริงอยู่แล้ว เจ้าของงานเขาไม่มา พระเอกเขาไม่มา เขาก็เอาตัวประกอบมาเล่นแทน เล่นไปเล่นมาจนคนหลงคิดว่าเป็นพระเอกไปซะแล้ว

    ถาม : เรื่องการติดธงท่านปู่พระอินทร์ นะเจ้าคะ ?
    ตอบ: หน้าธงให้หันไปเหนือหรือตะวันออก

    ถาม : ติดหน้าบ้านนะเจ้าคะ
    ตอบ: ไม่จำเป็นต้องหน้าบ้าน คือหน้าบ้านหันไปทิศเหนือหรือตะวันออก ก็ติดหันออกไปเลย ถ้าหากว่าไม่ได้ ก็ติดด้านอื่นที่หันไปเหนือหรือตะวันออก ตะวันออกเฉียงเหนือก็ได้

    ถาม: เพราะว่าแถวบ้าน นักเลงอันธพาลเยอะ ช่วยกันได้ไหมคะ ?
    ตอบ: ได้ คอมมิวนิสต์น่ากลัวกว่าอันธพาลเยอะเลย ตื่นเช้าขึ้นมาก็นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สวดคาถามอะไรเสร็จก็นึกถึงท่านปู่พระอินทร์อีกทีของให้ช่วย แล้วภาวนาคาถา บอกไล่มันไปไกล ๆ เลยปู่

    สมัยก่อนทางด้านลูกศิษย์หลวงพ่อ เขาเรียกว่า ธงเขียว ธงแดง ธงเขียว คือธงท่านปู่พระอินทร์ ธงแดงก็คือธงของท่านปู่ท้าวเวสสุวรรณ ของท่านปู่ท้าวเวสสุวรรณอนุญาตให้หนังแตกได้ แต่กระดูกห้ามหัก และถ้าถึงอายุขัยจริง ๆ ให้ไปตายที่บ้าน คนอื่นจะได้ไม่ต้องมาเดือดร้อนเก็บ อันนี้ท่านไม่ได้ว่านะ อันนี้พูดต่อเอง เพราะว่าช่วงนั้นเป็นช่วงของการป้องกันประเทศชาติ โดยเฉพาะพวกทหารตำรวจงานหนักมาก ท่านก็เลยต้องทำขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือเขา ก็ถึงขนาดท่านบอกว่าถ้าคอมมิวนิสต์ขึ้นจริง ๆ ถ้ามันมาทางบ้านของเราเห็นท่าไม่ดี ก็นึกถึงท่านปู่พระอินทร์ แล้วก็ภาวนา

    ถาม: ...........................?
    ตอบ: รายนี้เขาอยากเกิดอีก เกิดอีกต้องเป็นแบบพระพุทธเจ้าพระนามว่า สุมนะ ๒๔ องค์ล่าสุด ท่านสูงที่สุดเลย ๙๐ ศอก ตั้งแต่พระพุทธเจ้ามีนามว่าทีปังกร มาจนถึงพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนี้ ท่านสูงที่สุดตอนเป็นมนุษย์ ตอนเป็นพระพุทธเจ้าชาตินั้น พระศรีอาริยเมตไตรยท่านตรัสรู้ จะมีพระพุทธวรกายสูง ๘๘ ศอก ก็ยังเตี้ยกว่าหลวงพ่อสุมนะของเราอีก ๒ ศอก พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันของเรา อะไร ๆ ทุกอย่าง ประเภทที่เรียกว่า ลำบากที่สุด เล็กที่สุด น้อยที่สุด มีอยู่อย่างเดียวคือยานที่ออกมามหาภิเนษกรมณ์ พระพุทธเจ้าจะต่างกัน ๘ ประการ

    ประการแรก คือ ขนาดพระวรกาย ประการที่ ๒ คือ พระรัศมีคือฉัพพรรณรังสี ประการที่ ๓ คือ ปธาน การทำความเพียรเพื่อตรัสรู้ ประการที่ ๔ คือ โพธิพฤกษ์ ต้นไม้ตรัสรู้ ประการที่ ๕ คือ บัลลังก์ ที่นั่งสำหรับตรัสรู้ และอีก ๓ ประการ ยานพาหนะที่ใช้ในการตรัสรู้ พระพุทธเจ้าของเรานี่ลำบากกว่าใครหมด องค์ที่ตรัสรู้เร็วที่สุด ท่านบำเพ็ญเพียร ๗ วัน ๑๕ วัน ๑ เดือน ๓ เดือน ๖ เดือน ที่หนักที่สุดคือ ๑๐ เดือน มีของเรานี่ ๖ ปี พระรัศมีก็เหมือนกัน ถ้าจำไม่ผิด พระพุทธเจ้ามีนานมว่า สุมังคล พระรัศมีแผ่ไปหมื่นโลกธาตุ องค์อื่น ๆ อย่างต่ำ ๆ ก็ ๓ โยชน์ ขององค์ปัจจุบัน ๑ วา แล้วองค์อื่นอย่างที่ว่าไล่มาตั้งแต่ ๙๐ ศอก จนมาถึง ๓๐ ศอก ต่ำสุด มีของเราปัจจุบันนี้ หลวงพ่อท่านบอก ๘ ศอก แต่ไปดูในอรรถกถามธุรัตถวิลาสินีพุทธวงศ์ ในขุททกนิกาย ท่านบอก ๑๘ ศอก ก็ยังเตี้ยกว่าองค์อื่นที่สุด

    ถาม: คนปัจจุบัน ๔ ศอก ?
    ตอบ: ก็ประมาณ ๔ ศอก แต่มันไม่ถึง

    ถาม: เตี้ยลงเยอะเลยนะครับ ?
    ตอบ: ก็เล็กลงไปเรื่อย เส้นกราฟวิวัฒนาการสังเกตไหมว่ามันลง แล้วก็ขึ้นอีกที ถ้าหากว่าถึงจุดต่ำสุด ที่โบราณต้องสอยมะเขือกิน ต้นมะเขือมันจะกลายเป็นไม้ใหญ่ไปเลย แล้วคราวนี้ตอนที่เคิฟขึ้น ๙๐ ศอก ของหลวงพ่อสุมนะท่าน ๙๐ ศอกนี่ใหญ่สุด อาจจะมีกว่านั้น แต่ในพุทธวงศ์ท่านบอกเอาไว้แค่นี้เอง แล้วที่ว่าท่านไม่ลำบากที่สุดก็คือเรื่องยานพาหนะใช้ออกมหาภิเนษกรมณ์ จะมีไปด้วยปราสาท โอ้โห บุญท่านเหลือรับเลย ลอยออกไปด้วยปราสาททั้งหลัง ไปด้วยวอ ไปด้วยรถ ไปด้วยช้าง ไปด้วยม้า พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันของเราไปด้วยม้า มีอยู่องค์เดียวใน ๒๔ องค์ เดินเท้า พระพุทธเจ้ามีนามว่า นารทะ คือว่าพระพุทธเจ้าของเรานี้ อะไร ๆ ก็ลำบากที่สุด น้อยที่สุด เล็กที่สุด ยกเว้นเรื่องยานอย่างเดียว อย่างน้อยท่านก็ยังมีม้าขี่ หลวงพ่อนารทะท่านเดินย่ำต๊อกไป มีอยู่องค์เดียวจริง ๆ แล้วอัศจรรย์ ก็คือ ๒๔ องค์ที่ว่ามานี้ตรัสรู้ใต้ต้นกากะทิง ๔ องค์ ตรัสรู้ใต้ต้นอ้อยช้าง ๒ องค์ นอกนั้นไม่ซ้ำกันเลย สารพัดต้นไม้ มีอยู่องค์หนึ่ง ตรัสรู้ใต้ต้นไผ่ เรามานึกดู เออ มันไม่ใช่ไม้ยืนต้น ไม่เหมือนกัน

    แต่ว่าพระศรีอาริยเมตไตรย ทางด้านเรานั้นแปลออกมาว่า จะตรัสรู้ใต้ต้นกากะทิงอีก กลายเป็นไม้ยอดฮิตไปเลย แต่ทางพม่าเขาว่า ตรัสรู้ใต้ต้นบุนนาค ดังนั้นทางพม่าจึงเร่งปลูกต้นบุนนาคกันอุตลุด บ้านเราต้นบุนนาคไม่มี แต่บุนนาคที่พม่า บางแห่งเจอโตเป็นโอบ ๆ เลย ต้นบุนนาคขนาดดอกจะประมาณเหรียญบาท ดอกหอมมาก เคยเจอพวกดอกการะเกด ดอกกากะทิงไหม จะคล้าย ๆ กัน แต่ว่าคนละกลิ่น หากว่าพวกกากะทิงกลิ่นมันจะหอมจนฉุน ถ้าเดินผ่าน อาจจะนึกว่าเดินผ่านส้วมใครฉี่ไว้ แต่ถ้าหากว่ามีดอกสองดอก กลิ่นจะหอมเย็น ถ้ารวมกันมากเกินไปมันหอมจนฉุน

    ถาม: ต้องอธิษฐานด้วยหรือเปล่าครับ ต้นไม้นี่ ?
    ตอบ: ก็คงจะต้องมั้ง ? เป็นความตั้งใจอย่างหนึ่ง กระทั่งขนาดบัลลังก์ยังต่างกันเลย บัลลังก์ของพระพุทธเจ้าของเราองค์ปัจจุบัน ๑๔ ศอก เรานึกถึงความสูง ๑๘ ศอก บัลลังก์ ๑๔ ศอก ก็สมน้ำสมเนื้อ เพราะที่นั่งจะเอาขนาดเตียงก็ไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าขนาดเตียงต้องเกิน ๑๘ ศอก หลวงพ่อสุมนะที่ว่าสูงที่สุด ๙๐ ศอก บัลลังก์ท่านยาว ๖๐ ศอก

    เรื่องของพระพุทธเจ้านี่แตกต่างกันด้วย ประมาณ คือ ขนาดร่างกาย ปธาน คือการทำความเพียร พระรัศมี ยาน โพธิพฤกษ์ บัลลังก์ แต่ว่ามีอยู่ ๔ หรือ ๕ องค์ ที่ออกมหาภิเนษกรมณ์ด้วยปราสาท แสดงว่าบุญท่านเหลือรับจริง มีต่างอยู่อันหนึ่งคือ ต่างกันด้วยตระกูล พระพุทธเจ้าไม่ว่าจะเกิดเพื่อตรัสรู้เมื่อไหร่ ไม่พราหมณ์ก็กษัตริย์ คราวนี้ ๒๔ องค์ มีอยู่ ๓ องค์ ที่เกิดในตระกูลพราหมณ์ คือ พระพุทธเจ้าพระนามว่ากกุสันโธ นามว่าโกนาคมน์ นามว่า กัสสปะ ๓ องค์รวดเลย คือเขาใช้คำว่า แล้วแต่ว่าโลกในยุคนั้น นับถืออันไหนมากกว่ากัน ในระหว่าง ๒ ตระกูลนี้ แสดงว่าช่วงก่อนของเรานี้พราหมณ์ดังกว่า

    ถาม: กษัตริย์ไม่แปลกใจ ทำไมพราหมณ์ถึงวกกลับมาได้อีก ทุกอย่างมันสูญสลาย ?
    ตอบ: สังเกตดูไหมว่า ปัจจุบันนี้ ก็ตาม ทางด้านธิเบตน่ะ ก็ไม่ใช่บุคคลธรรมดาปกครอง ดาไลลามะ ปกครอง จำไม่ได้ประวัติพราหมณ์ มีปราสาทพราหมณ์ ๗ ชั้น ปราสาท ๗ ชั้น สมัยก่อนส่วนใหญ่เป็นที่อยู่ของพระมหากษัตริย์ ชาวบ้านเขาสร้างให้ แกมีอำนาจปกครองเหมือนพระมหากษัตริย์ มีคทาอาญาสิทธิ์ จำชื่อไม่ได้ ในพระไตรปิฎกมีอยู่

    ถาม: แล้วองค์ไหนบำเพ็ญบารมีเกินวิริยาธิกะ นอกจากองค์ปฐมแล้ว ?
    ตอบ: ทุกองค์ คือประเภท ๑๖ อสงไขยกับแสนมหากัป การบำเพ็ญบารมี มโนปณิธาน คือนึกว่าจะเป็ฯวจีปณิธาน คือพูดว่าจะเป็น กายวจีปณิธาน คือตั้งหน้าตั้งตาทำเพื่อให้ได้เป็น ช่วงสุดท้ายต่างหากที่เป็น ๔,๘,๑๖ กระนั้นเริ่มแรกนี่อ่วมเลย

    ถาม: ผมเอาแค่ช่วงสุดท้าย มีใครทำเกิน ?
    ตอบ: มี คือสมเด็จองค์ปฐม จำไว้นะ แค่เอ่ยปากยังเป็นแค่วจีปณิธาน ถ้าว่าอยู่ในขั้นอุปบารมี คือขั้นกลาง ถ้าหากว่าเป็นปัญญาธิกะ ขั้นต่ำสุด คิดว่าจะเป็นพระพุทธเจ้า ๗ อสงไขยกับแสนมหากัป พูดว่าจะเป็นพระพุทธเจ้า ๙ อสงไขยกับแสนมหากัป มันล่อไป ๑๖ แล้ว เสร็จแล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาทำเพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า ๔ อสงไขยกับแสนมหากัป รวมแล้ว ๒๐ กับอีก ๓ แสน ที่เหลือก็คูณขึ้นไปเป็นเท่าตัว ๆ ๔๐ กับ ๖ แสน ๘๐ กับ ๑๒ แสน อะไรอย่างนี้

    ถาม: ทำไมมันไม่มีอารมณ์เบื่อ ทั้งที่จริง ๆ มันก็รู้แล้วว่ามันก็แค่นี้ ถึงเป็นก็เท่านี้ ถึงไม่เป็นก็เท่านี้ ไม่เห็นจะต่างกันเลย ?
    ตอบ: ต่างกัน ถึงวาระ ถึงเวลาสิ่งที่ได้รับจะละเอียดประณีตต่างกัน แต่จริง ๆ แล้วที่ทำมากส่วนใหญ่ทำเพื่อบริวาร บางคนท่านบอกว่าองค์ไหนปัญญาดีก็ตรัสรู้เร็ว องค์ไหนปัญญาทึบก็ตรัสรู้ช้า ไม่ใช่หรอก จะมาทึบได้ยังไง จริง ๆ แล้วที่ท่านทำท่านทำเพื่อบริวารของท่านเอง

    อย่างพระพุทธเจ้าปัญญาธิกะ ใช้เวลา ๔ อสงไขยกับแสนมหากัป บริวารท่านจะมีรวยมีจน มีสวยงาม มีอัปลักษณ์ สับสนปนเป มีดีมีชั่ว แต่เป็น ๘ อสงไขยกับแสนมหากัปของสัทธาธิกะ บริวารท่านจะดี สวย รวย เสมอกันหมด แล้วเขตที่ท่านประกาศศาสนาคนชั่วเข้าไม่ได้ ประกันความเสี่ยงให้บริวาร ถ้า ๑๖ อสงไขยกับแสนมหากัปนี่ สุด ๆ ไปเลย โลกยุคนั้นคนชั่วห้ามเกิด มีแต่คนของท่านล้วน ๆ

    ถาม: รีบไปไม่ดีกว่าหรือครับ จริง ๆ แล้วถึงจะมีคนชั่วเข้ามา สุดท้าย ?

    ตอบ: ก็ถ้าหากว่าบริวารท่านชั่ว มันก็ยังไปไม่ได้ ท่านตั้งใจเอาไปให้หมดจริง ๆ
    ถาม: เวลามองลูกตัวเองยังหนาวเลย เวลามันดุ แต่ก็แปลกบางอารมณ์เขาก็กลัวผม ?

    ตอบ: ชักรู้สึกว่าหัวเราจะขาดหรือเปล่า คือในแต่ละชาติที่เกิดมา มันจะสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปเรื่อย ชาติไหนที่เราเด็ดหัวเขามา ชาตินั้นเขาก็จะกลัวเรา สลับกันไปสลับกันมา บางคนเขาก็แปลกใจว่า ทำไมอาตมาไม่กลัวใครเลย บอกถึงเวลาเจอหน้ามันเรารีบยกกำลังใจชาติที่เราเก่งกว่ามันขึ้นมา มีหลวงพ่อองค์เดียวแหละ ยกขึ้นมากี่ชาติท่านเหนือกว่าเราทุกที เสร็จท่านจนได้

    ถาม: ขอเกิดก่อนซักที ก็ยังไม่เคย ?
    ตอบ: ไม่เคย มีแต่ต้องตามหลังอยู่ สุดกู่ปลายตะโกนทุกที

    ถาม: ผมไปค้นหนังสือที่บ้านเจอเล่มหนึ่ง ชีวิตนี้มหัศจรรย์ยิ่งนัก เป็นลูกของลูกชายตัวเอง เขาก็มาเขียนหนังสือไว้ใส่งานศพทั้งพ่อและตัวเอง ปัจจุบันเป็นหมอ เมียก็เป็นหมอ ผมนึก โอ้โห รู้ขนาดนี้ จริง ๆ น่าจะบวชตั้งแต่เด็ก ?

    ตอบ: ไม่แน่ เรื่องของการบวชเป็นบุญเนกขัมมบารมี ถ้าหากว่าตัวนี้ไม่มาสนอง โอกาสจะบวชยังไม่มีเลย แล้วถ้าหากว่าขาดช่วงลง จะอยู่ต่อก็อยู่ไม่ได้ มันมีเหตุให้ต้องสึกจนได้

    ถาม: แสดงว่าตอนที่เราลงมาเกิดก็ต้องอธิษฐานมาสิครับว่า ขอมาเพื่อเนกขัมมบารมี ?
    ตอบ: ไม่แน่ แล้วแต่ บางทีก็มาตั้งใจเอาชาตินี้ก็ได้ ถ้ากำลังใจเข้มแข็งก็รอด

    ถาม: ....................................?
    ตอบ: คือประเภทจะไปฝืนแรงกรรม มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว อย่าลืมว่าโพธิราชกุมาร แกไม่มีลูก ทำยังไงก็ไม่มี เป็นพระเจ้าแผ่นดินมีสนมเป็นพันยังไงก็ไม่มีลูก ก็เลยนิมนต์พระพุทธเจ้าเข้าไปฉันในวัง ปูผ้าขาว ตั้งแต่ประตูวังเข้าไปถึงที่ฉันเลย อธิษฐานว่าถ้าท่านจะมีลูกได้ ขอให้พระพุทธเจ้าเดินเหยียบบนผ้าขาว พระพุทธเจ้าเข้าไปถึงหน้าประตู สั่งพระอานนท์รื้อผ้าขาวเกลี้ยงเลย แล้วจะมีศีลที่เรียกว่า อภิสมาจารข้อหนึ่งห้ามภิกษุเดินเหยียบผ้าขาว กลัวเขาอธิษฐานไว้ พระเจ้าโพธิราชท่านเสียใจมาก


    พอพระพุทธเจ้าฉันเสร็จก็ทูลถามว่าอธิษฐานไว้อย่างนี้ ทำไมพระพุทธเจ้าสั่งรื้อหมด ท่านบอกว่า มหาบพิตรมีลูกไม่ได้หรอก กรรมเก่าในอดีตตามมาทัน ถามว่าเป็นยังไง ท่านบอกว่า อดีตกาลชาติหนึ่ง ท่านเป็นพ่อค้าไปค้าขายทางเรือ เรือแตกว่ายน้ำไปติดเกาะอยู่ ก็หาอาหารไม่ได้ มีพวกนกทะเลมันขึ้นมาวางไข่กันเยอะแยะก็เก็บไข่นกกิน กินไข่นกจนหมดก็ยังไม่มีคนมาช่วย ก็เลยกินลูกนก กินลูกนกหมดไม่มีคนมาช่วย ก็กินพ่อนก แม่นก พระพุทธเจ้าบอกว่า ถ้าท่านกินแต่ไข่นก ตอนวัยหนุ่มไม่มีลูก จะไปมีลูกวัยกลางคน ถ้ากินไข่นกกับลูกนก วัยหนุ่มวัยกลางคนจะไม่มีลูก ไปจะไปมีลูกยามชรา ทีนี้เล่นกินพ่อแนกแม่นกไปด้วย ทำให้ไม่มี

    ถาม: เราจะรู้ได้อย่างไรว่า เราอยากเป็นเพราะอีโก้ หรือว่าเราอยากเป็นเพราะรักจริง ๆ
    ตอบ: ก็นึกซะว่าอีโก้ หมดเรื่อง

    ถาม: มันจะเหมือนกัน หรือไม่เหมือนกัน ?
    ตอบ: ถ้าหากว่าไม่ใช่เกิดจากใจจริง ก็จะต้องลาจนได้แหละ ในเมื่อไม่ได้เกิดจากใจจริงก็ทำไม่ทนทำไม่นาน พวกที่ตั้งใจจริงทำได้ทน ทำได้นาน หน้าด้านกว่า

    ถาม: ผมก็แปลก บางกำลังใจเดือดร้อนขนาดไหนก็เฉย ๆ เวลาคนมาช่วยหน่อย ไม่รู้สึกเดือดร้อนหรือเหนื่อยใจเลย สบายมาก ทั้งที่เราก็ไม่พร้อมด้วย ?
    ตอบ: เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาก่อนจะมานี่ มีพระอยู่องค์หนึ่งหนี้สินท่านล้นพ้นตัว ท่านบอกว่าแม่ท่านจะเข้าผ่าตัดมะเร็งที่โรงพยาบาลพระมงกุฏ หมอเขาจะเอาประมาณ ๖ หมื่น ขอร้องต่อรงแล้วว่าให้ลดให้หน่อย หมอเขายอมลดให้ครึ่งหนึ่ง คราวนี้เขาไม่มีเงินซักบาท ก็เลยไปขออาตมา ตอนนั้นของเราก็ดวงเฮงจริง ๆ เพิ่งกลับจากใต้มาได้เงินมา ๕ หมื่นกว่าก็จ่ายค่าวัสดุก่อสร้างไป ๖ หมื่นกว่า ๆ เลยไม่เหลือให้เขา มีทองอยู่บาทหนึ่งก็เลยให้เขาไปแก้ขัดก่อน แล้วก็นัดเขามาเอาที่นี่

    ปรากฏว่าพอถึงวัน ยังไม่ถึงวันก็โทรมาเลย เขาโทรมาบอกตอนนี้แม่เขาอยู่โรงพยาบาลแล้ว เราก็เลยแวะไปดู ปรากฏว่าแวะไปก็เห็นอาการแปลก ๆ ของเขา เขาอ้างว่าตอนนี้แม่เขากำลังไปทำเคโมบำบัดบ้างอะไรบำบัดบ้าง บังเอิญเราก็ตาไว เข้าไปเห็นป้ายผู้อำนวยการโรงพยาบาล พลตรีอิสรชัย จุลโมกข์ ปรากฎว่า ก็คือรุ่นพี่นั่นแหละ ก็เลยให้เขาเช็คดูว่าคนไข้ชื่อนี้ นามสกุลนี้เป็นอย่างที่เขาว่ามาไหม ต้องผ่าตัดวันนั้น วันนี้ ปรากฎว่าไม่มีเลย มีแต่เข้ามาเช็คร่างกายเฉย ๆ แล้วก็ขอค้างคืน

    คราวนี้พอเขาบอกว่า ตอนนี้แม่เขากลับจากทำเคโมแล้ว ก็เลยขึ้นไปดูปรากฎว่าสองแม่ลูกพูดสอดคล้องกันดี ลูกบอกว่าผ่าตัดเมื่อวันที่ ๓๐ ธันวา แม่บอกว่าผ่าวันที่ ๒๑ ตุลา ก็เลยบอกกับเขาไปว่า ฆราวาสโกหกผมยังไม่คบเลย อย่าว่าแต่พระโกหก ถ้าพระโกหกผมถือว่าไม่ใช่พระ ที่ช่วยไปแล้วก็แล้วกันไป ที่ช่วยใหม่ไม่มีให้ เขาเองก็พยายามจะแก้ตัวแต่ขี้เกียจฟัง เดินมาเฉย ๆ ก็เลยบอกให้ว่าเนื่องจากงานเก่ามันเคยเป็นงานพุทธภูมิ เห็นว่าอะไรที่พอช่วยเหลือคนได้ มักไม่ปฏิเสธ ในเมื่อไม่ปฏิเสธบางทีคนชั่วมันก็ถือโอกาสของมันเหมือนกัน มันเห็นคนนั้นขอ ๕ หมื่น คนนี้ขอ ๓ หมื่น คนนั้นขอแสนหนึ่ง อาจารย์เล็กให้ตะบันราดเลย แหม...เล่นเอาบุพพการีมาเล่น เราเองก็ตั้งใจจะให้ถ้าขอเฉย ๆ ก็ได้ไปแล้ว ดันทะลึ่งมาอ้างอย่างนั้น เราเองก็บังเอิญมาที่เช็คได้ซะอีก เฮงไป
    </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  3. paang

    paang เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 เมษายน 2005
    โพสต์:
    9,518
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +34,303
    <TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width=760 align=center><TBODY><TR><TD height="100%" background=images/b1.gif width=25></TD><TD bgColor=#ffffff height="100%" background=images/glass.gif width="100%"><TABLE border=0><TBODY><TR><TD rowSpan=2></TD></TR></TBODY></TABLE>[​IMG][​IMG]

    <TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width=680 align=center><TBODY><TR><TD><TABLE border=0 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%"><TBODY><TR><TD height=21 width=15></TD><TD height=21 background=images/up.gif width="100%" align=middle></TD><TD></TD></TR><TR><TD background=images/left.gif width=15> </TD><TD bgColor=#fefefe background=images/glass.gif width="100%"><TABLE border=0 cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center><TBODY><TR><TD> ถาม: บางอารมณ์ ก็แบบคิดแล้วคิดอีก ให้ดีหรือเปล่า ทำไมเป็นอย่างนั้นล่ะครับ ?
    ตอบ: ยังอยู่ในลักษณะเรียกว่า ยังมีความหวงอยู่ ในเมื่อยังมีความหวงอยู่ ก็จะเป็นให้ดีไม่ให้ดีว้า
    ถาม: วันหนึ่งพอมันตัดได้หมด ?

    ตอบ: มันก็จะเหมือนกับอาตมานั่นแหละ มีเท่าไหร่ให้เท่านั้น

    ถาม: อย่างนี้ถ้าเกิดลงมามีลูกมีเมีย คนที่จะมาเป็นลูกเป็นเมียเราก็ต้องคิดก่อน ?
    ตอบ: ควรจะเป็นไหม ก็ขนาดลูกเมียยังให้เป็นทาน ลูกเมียให้เป็นทาน สมัยนี้ไม่ค่อยเห็นคุณค่า เพราะว่าไม่รักกันจริง อย่าลืมว่าบุคคลที่เขารักกันขนาดที่ว่า แม้แต่น้อยหนึ่งก็ไม่เคยกระทบกระทั่งกันมาอย่างนี้ ร่วมทุกข์ร่วมสุขมาตลอด อย่างพระนางมัทรี ท่านอยู่ในลักษณะของพระราชินี แต่สามีโดนไล่ออกป่า ก็ยอมตกระกำลำบากไปลำบากด้วย ภรรยาขนาดนี้ มีใครสละได้บ้าง

    ถาม: แหม ไม่น่าเลยนะครับ อุตส่าห์แช่งกันมาชาติก่อน ปัจจุบันรักกัน ตอนแรกยังไม่นึกเลยว่าเป็นองค์ปัจจุบัน อดีตพี่สะใภ้กับน้องชาย ?

    ตอบ: ตอนเป็นพระเจ้ากุสราช ตอนชาตินั้นท่านอาศัยอยู่กับพี่สาว พี่เขย พระปัจเจกพุทธเจ้าไปบิณฑบาต พี่สะใภ้มีหน้าที่ทำอาหาร ก็จัดแจงทอดขนม ก็คงโรตีนั่นแหละ จัดแจงทอดขนมของน้องสามี ของสามี ของตัวเอง เจอพระปัจเจกพุทธเจ้ามาบิณฑบาตเข้าก็ดีอกดีใจ เอาขนมส่วนของตัวเอง ไปใส่บาตร ใส่แล้วก็อย่างว่าคนกำลังปีติ รู้สึกว่าไม่พออยากทำอีก ก็เอาส่วนของสามีใส่ไปด้วย เสร็จแล้วตัเวองก็รีบไปทอดใหม่ ปรากฏว่าไม่ทันเขากลับจากทำงานหิวหน้ามืดมาแล้ว สามีก็พอว่าได้หรอก พอบอกว่าเอาไปใส่บาตรพระปัจเจกพุทธเจ้า น้องสามีด่าเช็ดเลย ในเมื่อด่าเช็ดก็ด่าไป พอดีทอดขนมเสร็จ พระปัจเจกพุทธเจ้าก็อย่างกับท่านแกล้ง ท่านยังไม่ไป ด่าไปด่ามา พี่สะใภ้ยัวะขึ้นมาก็เลยคว้าขนมตัวเองที่เพิ่งทอดใหม่นั่นแหละ วิ่งไปหาพระปัจเจกพุทธเจ้า ใส่บาตรอีก สาธุ ผลบุญนี้ เกิดชาติหน้าฉันใด อย่าได้เจอน้องสามีงี่เง่าอย่างนี้เลย พระเจ้ากุสราชชาตินี้ได้ยินก็ยัวะ คว้าขนมของตัวเองไปถึงก็ใส่บาตรแล้วอธิษฐาน สาธุ อานิสงส์ครั้งนี้ เกิดชาติใดขอให้ได้ผู้หญิงคนนี้เป็นเมีย เรียบร้อย เขาอธิษฐานทีหลังได้เปรียบ ตกลงวันนั้นพระปัจเจกพุทธเจ้าไม่ทราบฉันโรตีไปกี่อัน ก็ขนาดชาติที่เป็นพระเจ้ากุสราช ท่านยังไม่ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินเลย ท่านเป็นคนหาบน้ำขายเท่านั้นเอง คราวนี้พระเทวีอยู่บนปราสาทชั้น ๗ มองลงมาเห็นก็รักเลย โอ้โห เหลือเชื่อ

    ถาม: ไม่ใช่คู่บารมีกันหรือครับ ?
    ตอบ: จริง ๆ ก็คือท่านนั่นแหละ พอหลังจากนั้นเป็นต้นมาก็ต้องเกิดมาเป็นคู่เขาทุกชาติ ถามหลวงพ่อว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้นล่ะครับ ท่านบอกว่ามี ๒ อย่างด้วยกัน ประการแรก พระโพธิสัตว์กำลังใจท่านเข้มแข็งกว่า ในเมื่อกำลังท่านเหนือกว่าก็ต้องดึงเขาไป อีกประการหนึ่งเขาอธิษฐานทีหลัง มันได้เปรียบอยู่แล้ว

    เพราะฉะนั้นอธิษฐานบารมีนี่อย่าออกเสียงดัง เดี๋ยวคนอื่นได้ยิน ขอให้ข้าพเจ้ารวยที่สุดในโลก ไอ้นั่นมันก็บอกว่าขอให้ข้าพเจ้ารวยกว่ามันหน่อยหนึ่ง ไม่เอาที่สุดในโลก

    ถาม: .....................................?
    ตอบ: ก็เมื่อครู่นี้ โยมคนหนึ่งเขาเขียนหนังสือเล่มหนึ่งกำลังพิมพ์ขายอยู่ เอามาถวายก่อนแล้วเขาถามปัญหา ๒ ข้อ ข้อแรกก็คือว่าพระพุทธเจ้าเป็นคนไทย ปรินิพพานที่เมืองไทยจริงไหม ถ้าเป็นคนไทยนั้นจริง แต่ปรินิพพานที่เมืองไทยไม่ใช่ เพราะเมืองไทยตอนนั้น ถือเป็นปัจจันตชนบท คือว่าเขตมันต่อเนื่องกัน แต่ว่าเขานับชมพูทวีป เป็นอีกเขตหนึ่ง ถ้าหากว่าชมพูดทวีปเป็นมัธยมประเทศกับปัจจันตประเทศ ถือว่าเป็นประเทศเดียวกันก็ได้ แต่ว่าจุดที่ท่านปรินิพพานจริง ๆ ปัจจุบันนี้มันไม่ใช่เขตไทย เขาคิดว่าจะเป็นที่พระแท่นดงรัง ไม่ใช่ พระแท่นดงรังไม่ใช่แน่นอน อาตมายืนยัน ยันเป็นยันตาย ถ้าหากว่าหลวงพ่อพูดนี่ชัวร์ แต่ยืนยันว่าไม่ใช่แน่ ขนาดอาตมาเองยังบอกว่าไม่ใช่ หลวงพ่อก็ต้องบอกว่าไม่ใช่แน่

    ถาม: แล้วท่านปรินิพพานที่ไหนล่ะครับ ?
    ตอบ: กุสินารา ใคร ๆ ก็รู้

    ถาม: ปัจจุบัน ที่อินเดียนั่นเหรอครับ ?
    ตอบ: ที่อินเดียนั่นแหละ

    ถาม: เป็นคนไทย ?
    ตอบ: เป็นคนไทยนี่ใช่ เพราะว่ามีอรรถกถาอยู่ตอนหนึ่งที่ว่า หมอชีวกโกมารภัจจ์ มาเที่ยวสุวรรณภูมิแล้วกลับไป กราบทูลให้พระพุทธเจ้าทราบว่า คนสุวรรณภูมิเป็นคนประเภทไหน พูดจายังไง พระพุทธเจ้าท่านก็เลยตรัสภาษาสุวรรณภูมิ ในเมื่อตรัสภาษาสุวรรณภูมิ ท่านถามว่าได้ด้วยปฏิสัมภิทาญาณหรือว่าอะไร พระพุทธเจ้าท่านบอกว่ากบิลพัสดุ์ใช้ภาษานี้อยู่แล้ว

    อันนี้ยืนยันได้ว่าท่านเป็นคนไทย ส่วนอีกข้อหนึ่งนี้เป็นลำดับชาติของตัวเขาเอง แต่ละชาติ พ.ศ.อะไร เกิดเป็นอะไร ไล่มา ๆ ก็บอกเขาว่า อันนั้นมันไม่สำคัญหรอกว่าเราเกิดเป็นใคร สำคัญอยู่ตรงที่ว่ามันทุกข์พอหรือยัง

    ถาม: เขาเขียนหนังสืออะไรขาย ?
    ตอบ: อนินทิตปุระ อรุณรุ่งแห่งอารยธรรม

    ถาม: ระหว่างที่เราจับลมหายใจ ระหว่างที่เรารู้ลมหายใจด้วย แต่บางทีมันหนักและเราก็หายใจหนัก ๆ เอง อย่างนี้ก็ยังถือว่าระลึกรู้ลมหายใจอยู่หรือเปล่า ?
    ตอบ: ใช้ได้ คือให้สติมันอยู่กับลมแล้วกัน เพราะว่าสภาพหายใจหนัก หายใจเบา อันนั้นอยู่กับว่าร่างกายตอนนั้นมันต้องการแค่ไหน

    ถาม: แต่เวลาทรงสมาธิ มันก็สบาย แต่บางทีมันเหมือนหายใจไม่เต็มท้อง มันเหมือนอึดอัด ?
    ตอบ: เขาห้ามไปสนใจกับมัน ช่างหัวมัน

    ถาม: อ๋อ พอร่างกายมันกระทบ มันไปเอง เราก็รู้อยู่ว่ามันกระทบ มันไปเอง ?
    ตอบ: แค่นั้นแหละ รู้ไว้เฉย ๆ ถ้าไปสนใจอาการของมัน มันจะไม่ก้าวหน้า

    ถาม: ....................................?
    ตอบ: ทราบว่าจะทำบุญ ช่วงที่ดีใจเป็นตัวปีติ แต่พอทำไป ๆ กำลังเกินปีติไปแล้วเป็นฌาน พอเป็นฌาน คราวนี้กำลังของฌานจะมีตัวอุเบกขาอยู่ ก็จะเป็นเฉย ๆ ก่อนหน้านี้ แหม ทำบุญแต่ละทีมันชื่นอกชื่นใจ ทำแล้วทำอีก ไม่รู้เบื่อไม่รู้หน่าย แต่ปัจจุบันทำไปงั้น ๆ เองแหละ แต่ก็ทำอยู่ตลอด คือตอนนี้เป็นฌานของทานบารมีไปแล้ว

    ถาม: แต่บางทีก็รู้สึก เออ ทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ ?
    ตอบ: ก็นั่นแหละ พอเป็นฌานการควบคุมมันเริ่มมั่นคงขึ้น คราวนี้จะอยู่ระดับที่รู้ว่าดีก็ทำ รู้ว่าชั่วก็ละ

    ถาม: ..............................?
    ตอบ: ยิ่งปีติมาก ยิ่งผลบุญมาก ตัวปีติกับผลบุญนั้นจะอยู่ในระดับกามาวจรเท่านั้น คือถ้าหากว่าเป็นพวกยังต้องเวียนตายเวียนเกิดอะไรอยู่มาก ก็จะมีผลในระดับนั้นมาก แต่ถ้าเกินนั้นขึ้นไป อย่างต่ำ ๆ ก็ต้องเป็นพรหม พรหมนี่จะเลยจุดกามาวจรไป เพราะว่าท่านต้องอยู่โดดเดียวเอกา ถ้าหากว่าเป็นพรหม พระอริยเจ้า หรือว่าเข้านิพพานไปเลยก็เป็นอันว่าจบไปเลย

    ดังนั้นว่าการทำบุญ ถ้าหากว่าต้องการอานิสงส์คือผลได้มาก ถ้าปีติมากผลบุญก็มาก แต่จริง ๆ แล้วฌานเกินปีติ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าฌานเกินปีติน่าจะดีกว่า เป็นการทำที่ไม่หวังผลไปแล้ว ในเมื่อเป็นการที่ทำไม่หวังผล ถ้าหากว่าไปพูดถึงเรื่องของผลบุญ อะไรที่ต้องการ จริง ๆ มันน่าจะมากกว่า แต่สภาพจิตถ้าปีติผลบุญจะสูง ทำไปเถอะดีกว่าเยอะเลย เพราะเป็นการทำในลักษณะปล่อยวา งทรงฌานในทานบารมีย่อมสูงกว่าปีติอยู่แล้ว

    ถาม: การใช้คาถาท่านปู่พระอินทร์ในการสอบ
    ตอบ: ปัญหาถามว่ารูปแบบของการเทศน์ในปัจจุบันนี้มีที่มาอย่างไร เดี้ยงเลยคุณเอ๋ย หนังสือไม่ได้อ่านสักตัว ก็ต้องยอมเชื่อความรู้สึกแรก พอถึงเวลามันเหนื่อยเหมือนกับว่ามีกำลังบางอย่างลงตรงกลางกระหม่อม พอกำลังออกมาถึงมือ ๆ มันไปเอง ในลักษณะที่เราห้ามไม่ได้ด้วย มีอย่างเดียวก็คือ พยายามเบรคให้มันช้า ๆ หน่อย เพราะว่าถ้าเขียนเร็วไปลายมือไม่ดี บางทีกรรมการตรวจขี้เกียจอ่าน พระสอบกันทีเป็นร้อย ๆ ถ้าเขาขี้เกียจอ่านเราจะเสียประโยชน์เอง ก็เลยต้องค่อย ๆ บังคับมือให้มันช้าลงหน่อย อาศัยความจำดีก็เลยจำตอบไป พออกจากห้องสอบไปเปิดเฉลยดูเกือบหงายท้อง ตรงทุกคำตรงทุกอักษร ถ้าเขาจับว่าลอกข้อสอบเถียงเขาไม่ได้เลย ถ้าคุณไม่ลอกเขียนได้อย่างไร เหมือนทุกคำเลย นั่นแหละคือต้องเชื่อกันขนาดนี้ ตอนนั้นที่ยอมเชื่อเพราะไม่ได้อ่าน เพราะป่วยอยู่ กลายเป็นว่าเชื่อแล้วได้ดี

    ถาม: แล้วเราจะใช้กับคาถามนี้กับกรณีที่เราเข้าเรียนด้วย ใช้ไปด้วยก็ได้หรือครับ ?
    ตอบ: ปกติควรจะใช้ให้เป็นประจำทุกวัน มีอย่างท่านหนึ่งจำชื่อไม่ได้ ทำดอกเตอร์อยู่ ท่องก่อนไปเรียน พอเรียนจบแล้วก็ท่อง ๆ ก่อนอ่านหนังสือ เสร็จแล้วก็ท่องอีกรอบ เขาทำอย่างนี้นั่นแสดงว่าเขาเอาจริง คาถาท่านปู่พระอินทร์ อาตมายืนยันเลยว่าเห็นผลชัด ๆ ตอนงานนั้นเอง งานอื่นเราก็ไม่แน่ใจตัวเอง หัวดี งานนั้นไม่ได้อ่านเลย ดีแค่ไหนมันก็ไม่ได้หรอก จำเป็นต้องยอมท่าน

    ปรากฏว่าพอยอมทำตามเข้าจริง ๆ ทุกอย่างมันได้เกินร้อยเปอร์เซ็นต์ คือเราต้องการแค่นี้ได้เกินที่ต้องการเยอะเลย เป้นอันว่าสอบได้ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้อ่านหนังสือ ไปกราบเรียนหลวงปู่ ท่านบอกคุณเก่งนะ ผมตกตั้ง ๑๒ ปี ตกจนกระทั่งเขาถามว่าจะเรียนไปทำไมครับหลวงตา ผมบอกว่าเรียนเอาบุญ อันนี้หลวงปู่พูดเองจำแม่นเลย เรียนเอาบุญ ต่อไปก็น้อมใจเชื่อท่าน ว่าอย่างไรเชื่อไปเถอะ

    มีอยู่ครั้งหนึ่งตอนที่สอบนักธรรมโทหรือนักธรรมเอกก็ไม่ทราบเหมือนกัน ไปเข้าห้องน้ำ พอไปเข้าห้องน้ำเสียงบอกชัด ๆ อยู่ข้างหู บอกเป็นภาษาบาลียาวเลย เราก็รู้ว่าต้องออกตรงนี้แน่ แต่ก็นิสัยเหมือนกับคุณนั่นแหละ ช่วงนั้นมันยังไม่เชื่อจริง เมื่อไม่เชื่อจริงก็ดูผ่าน ๆ ข้อนั้นไป โดนหักไป ๕ คะแนนเพราะว่าเขียนบาลีผิดไปคำหนึ่ง ไม่ได้ดูละเอียดเหมือนกัน แสดงว่าเรามันพวกเดียวกัน ไม่ค่อยดูละเอียด ขนาดได้ยินเต็มสองหู แล้วเสียงบอกชัด ๆ เลย หลวงปู่ตอนที่ท่านสอบชิงทุนไปเรียนต่างประเทศ ท่านก็ได้ยินเสียงพระแก้วมรกต บอกชัด ๆ เต็มสองหู ตอนนั้นท่านเชื่อ พอท่านเชื่อท่านก็จัดแจงตั้งหน้าตั้งตาซ้อมทำไว้ก่อน ถึงเวลาออกจริง ๆ คนซ้อมไว้ก่อนเต็มที่ออกมาก็หวานล่ะ ของเราตอนนั้นมันยังไม่เชื่อเต็มที่ ของคุณก็เหมือนกัน เพราะฉะนั้นให้เจอสักทีสองทีก็เชื่อไปเองแหละ ต้องทำเหมือนอาตมาไม่มีอะไรให้พึ่งแล้ว ในเมื่อไม่มีที่ให้พึ่งแล้วก็จำเป็นต้องเชื่อความรู้สึกนั้น

    ถาม: จะต้องสวดกี่จบครับ ?

    ตอบ: ตามตำราท่านบอกว่า รับกระดาษมาอย่าเพิ่งอ่าน ให้คว่ำลง ตั้งใจขอบารมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พรหม เทวดา มีท่านปู่พระอินทร์เป็นที่สุด ขอให้ทำข้อสอบได้ถูกต้องและถูกใจคนตรวจด้วย หลังจากว่าคาถา ๓ จบ แล้วเปิดคำถามขึ้นมาอ่าน ถ้ายังไม่มั่นใจว่าจะตอบได้ทั้งหมด ให้คว่ำกระดาษลงและว่าอีก ๓ จบ คราวนี้นึกจะทำอย่างไรก็ทำไปเลย อาตมาเป็นคนขึ้เกียจและก็นอกคอกประจำ คว่ำลงก็ลุยไป ๑๐ จบ ทีเดียวเลย ๒ ขยักไม่ชอบ

    ถาม: หมายความว่าต้อง ๑๐ จบหรือครับ ?

    ตอบ: ก็แล้วแต่ จะสวดสัก ๑๐๘ ก็ได้ไม่มีใครว่าหรอก เขาก็คงว่าเรานั่ง คิดว่าจะเขียนอย่างไร แต่อย่าเผลอหลับ เดี๋ยวจะเหมือนคุณศัลยา ลูกสาวนั่งหลับในห้องสอบ ออกมาเจ็บใจมาก ข้อสอบทำได้แท้ ๆ แต่เผลอหลับเวลาหมด ดูหนังสือหามรุ่งหามค่ำ บอกแล้วบอกอีกว่าอย่าไปทำอย่างนั้น มันเสียสุขภาพ ดูยันสว่างแล้วไปสอบเผลอหลับ แทนที่จะได้เกรด ๔ เลยได้ ๒ กว่า ๆ

    ถาม: ถามได้ทุกเรื่องใช่ไหมครับ ?

    ตอบ: ถามได้ทุกเรื่อง แต่จะตอบได้หรือเปล่าไม่ทราบ บอกไว้ก่อน เดี๋ยวตอบไม่ได้จริง ๆ
    ถาม: อย่างคาถาโสตัตตะภิญญานี่ล่ะครับ เวลาเข้า-ออกนี่แบ่งอย่างไรครับ หรือเข้าหมดเลย แล้วออกหมดเลย

    ตอบ: แล้วแต่เราถนัด อยู่ที่ตัวเราถ้าเราสะดวกก็ว่ายาวไปเลย ถ้าไม่สะดวกก็แบ่งคำเอาเอง แล้วแต่ว่าเรากำหนดลมหายใจได้สะดวก หรือเรากำหนดลมหายใจไม่สะดวก ไม่ได้อยู่ที่คนอื่น ๆ เขาอาจจะกำหนดเข้า-ออกหมดได้ แต่เรารู้สึกว่ายาวไปเราก็แบ่งครึ่งเอาก็ได้

    ถาม: ถ้าเกิดว่าเราท่องไปสักพัก แล้วเรารู้สึกว่าไม่อยากจับแล้วล่ะครับ แต่อยากจับแก้วไปเรื่อย ๆ แต่ว่าในหนังสือของท่านบอกว่าให้เพิกนิมิต แล้วให้ใช้ลมหายใจ ก็พยายามหลบนิมิตใช้แต่ลมหายใจ พอเผลอทีไรแก้วมาอีกแล้ว อย่างนี้ครับ

    ตอบ: ก็ให้มา ใครว่าอะไรล่ะ เวลาแก้วมาพยายามน้อมให้ภาพนั้นเข้ามาอยู่ในอก จับภาพนั้นให้ใสชัดเจนจริง ๆ คราวนี้ตัวมันจะเริ่มลอยขึ้น ฟังให้ดี ๆ นะ ที่เราทำมานั่นน่ะเราไปโยนของดีทิ้งเสีย พอแก้วมาอยู่ในอก ถ้าเราจับภาพจนใสชัดเจน ตัวมันจะเริ่มลอยขึ้น เมื่อเริ่มตัวลอยขึ้นคราวนี้บังคับให้ลอยช้า ๆ ก่อน เอาในห้องนั่นแหละไม่ต้องไปที่อื่น เดี๋ยวคนแตกตื่นกันหมด พอมันลอยช้า ๆ จนกระทั่งเราทำคล่องตัวและมั่นใจ คราวนี้ก็ไปไกลได้ จำเอาไว้นะ ดึงมันเข้าไปในอก

    ถาม: ดึงเข้ามาในอก แต่ผมออกนอกหมดเลยครับ
    ตอบ: ใช่ ถ้าหากว่าไม่เห็นแก้วก็จะเห็นเป็นแสงสว่าง เป็นเส้น เป็นสาย เป็นแผ่นเป็นผืน เป็นจุดเป็นแต้ม อะไรก็ตามดึงมารวมในอก ก็จะเป็นลักษณะลูกแก้ว จะสีทองหรือสีขาวใสก็ตามเอาทั้งนั้น ถ้าดึงเข้ามารวบรวมเป็นดวงในอกได้เมื่อไหร่ตัวจะเริ่มลอยขึ้น ของเรามันยังปล้ำกับมันไม่พอ ก็เลยไม่รู้เคล็ด บอกให้แล้วไม่ต้องไปคลำเอง แปลกใจทำมาตั้งนานทำไมไม่ได้เสียที มันผิดไปหน่อยเดียว

    ถาม: แต่ถ้าพูดถึง ถ้าเกิดเราไม่คิดอย่างนี้ เอาออกไปข้างนอก นี่ก็คือเอาบุญเหมือนกัน
    ตอบ: ถ้าหากว่าภาพอยู่ข้างนอกเป็นรูปฌาน ถ้าอยู่ข้างในอรูปฌาน กำลังมันต่างกันเยอะ เรื่องนี้ไม่ต้องไปนั่งเถียงและไม่ต้องไปนั่งคิด มันจะเป็นอย่างไรช่างหัวมัน เอาเข้ามาให้ได้ก็แล้วกัน แล้วตัวมันจะเริ่มลอย
    ถาม: ก็คล้าย ๆ กับที่ผมเคยได้ ตอนนั้นผมก็งี่เง่าอยู่ด้วย
    ตอบ: คนยังไม่เข้าใจวิธี เรียกว่างี่เง่าไม่ได้หรอก

    ถาม: ตอนนั้นหลวงพี่อาจินต์ ธัมมจิตโต ท่านก็พูดอย่างนี้ครับ แต่ท่านพูดสอนรวม ๆ แล้วผมไม่ได้จำ ท่านบอกว่านั่งแบบนี้มโนมยิทธินี่ กราบพระเสร็จปุ๊บแล้วดึงดวงแก้วออกมาจากตัวเอง และก็อธิษฐานให้ตัวข้างในหายเข้าไปในแก้ว ผมก็ลองทำอย่างนั้นอยู่พักหนึ่ง ปรากฎว่านั่งแล้วมันนิ่งดี แล้วมาเปิดหนังสือเขาเรียกว่า อรูป ผมก็ไม่รู้อะไร มันเรียกอะไรก็ช่าง

    ตอบ: เออ! ความจริงทำถูกแล้ว เพียงแต่เราไม่ได้ทำให้ต่อเนื่องเท่านั้นเอง เราไปทำแล้วทิ้ง ทำแล้วไม่ทิ้งกำลังมันพอไปนานแล้ว

    ถาม: ทำอย่างที่ว่านี้ใช่ไหมครับ ?
    ตอบ: นั่นแหละ ถึงเวลาวาระก็ภาวนา โสตัตตะภิญญาของเราไปเรื่อย ถ้าเห็นภาพดวงแก้วเมื่อไหร่ พยายามน้อมเข้ามาในอกให้ได้ เข้ามาอยู่ในอกเมื่อไหร่เป็นอันว่าเริ่มลอยได้แล้วว ถ้ากลัวไปไกลก็เอาเชือกล่ามไว้ มันลอย ๆ มากจริง ๆ หลังคงหลังคามันพุ่งไปเลย ตอนแรกเราก็ตายล่ะหว่า ต้องซ่อมหลังคาแน่เลย ปรากฎว่ามันออกไปในลักษณะไหนหลังคาปกติทุกอย่าง

    คราวนี้โยมเขารู้ ตอนนั้นโยมศุภาภรณ์ ปุษยะนาวิน อดีตภรรยาของหลวงตาวัชรชัย ท่านอยู่ติด ๆ กัน เราพักอยู่ตึกกองทุน ท่านพักอยู่ตึกเป๊บซี่ ตึกบายศรีนั่นแหละ ไม่รู้ว่าแกไปแอบเห็นตอนไหน วันนั้นเดินผ่านแกก็แซวเอา หลวงพี่ระวังนะตอนออกไปครึ่งตัวแล้วกำลังมันลด มันก็ติดกระด๊อกกระแด๊กอยู่นั่นแหละ จริง ๆ แล้วมันไม่เป็นไรหอรก เคยมีอยู่ครั้งหนึ่งว่ากำลังใจมันลด ๆ ตรงที่ว่าของเราเองเพิ่งจะใหม่ ๆ มันยังไม่ชิน พอมันลอยวูบขึ้นไปเกิดความกลัวขึ้นมานิดหนึ่งกำลังใจก็เลยลด ตัวเลยติดเพดานเป็นจิ้งจก มันทะลุไปไม่ได้ คราวนี้ลำบากเพราะติดอยู่อย่างนั้น จมูกบี้หายใจไม่ได้ต้องขยับกันอยู่พักใหญ่กว่าจะยอมลงมา น่าสนุกไหม ? อันนี้ยังไม่เท่าไหร่ มีคนเก่งกว่าอาตมาเยอะเลย เป็นฆราวาสด้วย

    ตอนนั้นอาตมาบวชพระ เขาไปทั้งเตียงเลย นอนภาวนาอยู่บนเตียง เขาบอกว่าเขารู้สึกเหมือนฝัน ไปทั้งเตียงเลย แต่เตียงหนักหรือยังไงไม่รู้จึงลอยไปสูงไม่ได้ มันก็เลยเลียบ ๆ ดงหญ้าไป มันดึกหลังเที่ยงคืนแล้วก็มีน้ำค้างลง พอกลับมาที่เดิมผ้าห่มเปียกโชกไปทั้งผืนเลย นอนสั่นแหง็ก ๆ อยู่พักใหญ่
    [​IMG]
    </TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD background=images/left.gif width=15> </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...