ฉบับที่ ๗๔ เดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๓

ในห้อง 'กระโถนข้างธรรมาสน์' ตั้งกระทู้โดย MBNY, 23 กรกฎาคม 2010.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. MBNY

    MBNY Administrator ทีมงาน Administrator

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2003
    โพสต์:
    6,795
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +22,131
    ช่วงแรกของเล่ม "งานฉลองวัดหนองบัว" สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
    เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๖(ต่อ)
    ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ

    ถาม: ถ้าเกิดเราเช็คแล้วรู้ว่าลูกในท้องเราพิการ แล้วเราจะไปทำแท้ง
    ตอบ : คุณไม่มีสิทธิ์
    ถาม : แต่ถ้าเราปล่อยให้เขาเกิดมาเขายิ่งทุกข์ใหญ่ ?
    ตอบ : ก็เพราะว่าเขาทำไว้
    ถาม : แต่เราเป็นพ่อแม่ เราทนดูลูกเราไม่ได้นี่ครับ ?
    ตอบ : ถ้าอย่างนั้นคุณก็รับเละไปคนเดียว เพราะเท่ากับฆ่าลูกตัวเอง ทุกชีวิตเกิดมาตามกรรมของเขา กัมมัง สัตเต วิภัชชติ กรรมย่อมเป็นเครื่องจำแนกสัตว์ เราไม่มีสิทธิ์ที่จะไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงของเขา ถ้าคุณแก้ไขเมื่อไหร่ แปลว่าคุณต้องยอมรับอันนั้นไว้ ผลมันจะเกิดยังไงก็ต้องรับเละไปคนเดียว
    ถาม : ผู้ที่ปล่อยเงินกู้ให้กับชาวบ้านโดยทั่วไป เช่น ร้อยละห้าร้อยละสองต่อเดือน มีเรื่องเล่าว่าบางคนที่เป็นายทุนเงินกู้ตายแล้วศพมีหนอนขึ้นบ้างก็ทำมาหากินไม่ค่อยเจริญ แต่บางคนก็ร่ำรวยแต่เป็นคนขี้เหนียว การปล่อยเงินกู้แบบนี้ผิดศีลข้อไหน ตายไปแล้วลงนรกมีสภาพแบบใด และควรทำตัวเป็นนายทุนเงินกู้หรือไม่ และถ้าปล่อยเงินกู้ควรให้กู้ร้อยละเท่าไหร่ ?
    ตอบ : ปล่อยเงินกู้หรือ ? ไม่ควรจะเรียกอะไรเลย อย่างนั้นถึงเรียกได้ว่าทำเพื่อเขาจริง ๆ เอาเป็นว่าการกู้เงินมันเป็นการยินดีด้วยกันทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะคนกู้ไปกราบมือ กราบเท้าขอร้องเขาซะด้วยซ้ำไปกว่าเขาจะให้ ในเมื่อเป็นความยินยอมของตน โทษทางธรรมมันไม่มี เพราะว่าตกลงกันไว้ดิบดีแล้ว ยกเว้นว่าผู้ให้กู้นั้นไม่ตรงไปตรงมา อย่างเช่นตัวอย่างว่า กู้พันหนึ่งให้เขียนหนังสือเงินกู้ไว้หมื่นหนึ่ง หรือไม่ก็เจตนาดึงเกมส์เพื่อให้พ้นกำหนดเวลาชดใช้ แล้วก็ไปปรับไปยึดสิ่งที่เขาเอามาจำนองเอาไว้ ถ้าอย่างนั้นมีโทษแน่นอนเลย
    ถาม : การที่คนเราไปหลงดาราเอาของไปให้ เอากับข้าวไปให้กิน เช็ดหน้าเช็ดตัวให้ดารา คนที่ให้ก็ให้ด้วยความหลงใหลความเป็นดารา ผลของการให้นี้มีอานิสงส์อย่างไร ?
    ตอบ : การให้อานิสงส์มี คราวนี้การให้คุณอย่าลืมว่า ๑. เจตนาต้องบริสุทธิ์ ๒. วัตถุทานบริสุทธิ์ ๓. ผู้ให้บริสุทธิ์ ๔. ผู้รับบริสุทธิ์ ถ้าหากว่าให้ครบ ๔ ส่วนนี้อานิสงส์จะเต็ม ๑๐๐% นั่นน่ะของเขาเจตนาที่จะให้มันก็เริ่มไม่บริสุทธิ์แล้ว ใช่มั้ย ?
    อานิสงส์มันก็ลดไปตามส่วน แต่ว่าจะไม่มีเลยมันก็ไม่ได้ แต่เมื่อถามตรงจุดนี้แล้วก็จะเล่าต่อไปเลยว่า บรรดาผู้ที่เป็นดาราทั้งหลาย ถ้าหากว่าตายโดยไม่ได้ทำความดีอะไรไว้ ก็ลงอเวจีมหานรกหมด เพราะว่าสิ่งที่เขาทำมันเป็นมารยา พระพุทธเจ้าสอนให้คนหลุดพ้น แต่เขาไปทำให้คนยึดติด สังเกตุไหมว่า ตัวโกงบางคนเข้าตลาด แม่ค้าถอดรองเท่าขว้างเลย มันทำให้เขายึดติดขนาดนั้น
    ขณะเดียวกันดาราบางคนตายนี่ โอ้โห ชาวบ้านแห่ไปงานศพมืดฟ้ามัวดิน ทำให้คนไปยึดติดขนาดนั้น แทนที่จะทำให้เขาละโลกได้ ก็เลยกลายเป็นยึดมากเกินไป
    เพราะว่าสิ่งที่เขาทำมันไม่ใช่กิริยาปกติ มันเป็นมายาที่ตัวเองทำ แล้วคนก็ไปหลงยึดตามนั้น ก็เลยกลายเป็นว่าฝืนคำของพระพุทธเจ้าโดยไม่เจตนา แต่ถึงขนาดนั้นโทษมันก็ใหญ่ เพราะคนที่หลงไปยึดไปเกาะ มันต้องเกิดอีกทุกข์อีกนับภพนับชาติไม่ถ้วน
    ตัวอย่างในพระธรรมบทก็มีพระตาลปุตตคามินีเถระ ท่านเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียงมาก ในสมัยนั้นเรียกว่าอันดับหนึ่งเลย แล้วเขาก็มีความเชื่อสืบ ๆ ต่อกันมาว่า บุคคลที่เป็นนักแสดงสร้างความสุขให้กับคนอื่น ถ้าตายแล้วจะไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งเป็นชั้นที่มีความสนุกสนานรื่นเริงมาก พอไปถึงเมืองสาวัตถีก็เลยเข้าไปกราบพระพุทธเจ้า เพื่อจะถามปัญหานี้ว่าจริงไหม ?
    พระพุทธเจ้าบอกว่า อย่าเลยมาณพ ปัญหานี้อย่าถามเลย แต่ท่านก็ฝืนถามถึง ๓ ครั้ง พอครั้งที่ ๓ พระพุทธเจ้าบอกว่าลงอวเจีมหานรก เพราะเหตุอย่างที่ว่ามา ท่านก็เลยนั่งร้องไห้ว่าจะทำอย่างไรดี เพราะท่านเชื่อจริง ๆ ว่าพระพุทธเจ้าเก่ง พระพุทธเจ้าก็บอกว่าให้บวชแล้วตั้งใจปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น ท่านก็เลยทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างแล้วไปบวช กลายเป็นพระอรหันต์ รอดไปได้ นี่หมายความว่าไม่ได้สร้างอะไรอย่างอื่นไว้เลยนะ ถ้าทำบุญอื่นแล้วจิตไปเกาะบุญก็อาจจะไม่ได้รับตามนั้น แต่ถ้าหากว่าไม่ได้ทำอะไรเลย เสร็จ ลงอเวจีแน่ ๆ
    ถาม : ผู้กำกับ กับคนเขียนบทจะได้รับผลไหมครับ ?
    ตอบ : มีส่วนด้วยกัน จะแบ่งห้าสิบ ๆ ก็ไม่ได้มันหลายส่วนเหลือเกิน
    ถาม : การพนันท่านว่าเป็นอบายมุข ตกลงแล้วหวยรัฐบาลกับหวยใต้ดิน มีความแตกต่างกันหรือไม่ เพราะหวยรัฐบาลนั้นเงินทีเหลือจากรางวัลเขาเอาไปทำประโยชน์แก่สังคมส่วนรวม แต่หวยใต้ดินเข้ากระเป๋าตัวเอง ?
    ตอบ : ถ้าหากว่าหวยรัฐบาลจริง ๆ แล้วโทษมันน้อยกว่า เพราะว่ามันถูกต้องตามกฎหมายอย่างหนึ่ง แล้วขณะเดียวกันถึงเวลารับรางวัลมันก็ตรงไปตรงมาไม่มีการคดโกงกันอย่างหนึ่ง ไม่ใช่ว่าประเภทถูกหวยใต้ดินทีหนึ่งจ่าย ๓๐% แต่ถึงเวลาที่เราผิดต้องจ่าย ๑๐๐% เต็มมันก็แย่ แต่สิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าอบายมุขปากทางแห่งความเสื่อม ถ้าหากว่าเล่นอย่างมีสติ เช่น ซื้อหวยรัฐบาลเดือนหนึ่งซักคู่หนึ่ง เรามีเงินให้เสียได้หาความมันให้กับชีวิตมันก็โอเค
    แต่อย่าลืมว่าการที่เราฝืนคำพระพุทธเจ้ามันเหมือนกับเปิดช่องให้เขื่อนรั่ว ถึงแม้ว่ารูมันจะเล็กขนาดไหนก็ตาม ถ้าหากว่าแรงน้ำมันดันไปเรื่อย รูมันก็อาจจะกว้างขึ้น มันก็จะกลายเป็นไปหลงไปยึดไปคิดมัน งวดนี้ถูกเลขท้ายซักสองตัวดีอกดีใจ คราวหน้าหวังรางวัลใหญ่ก็ซื้อเพิ่มขึ้น ๆ เดี๋ยวตัวเองและคนรอบข้างมันจะเดือดร้อน ถ้าหากถามว่าอันไหนมีโทษหนักกว่ากัน หวยใต้ดินมีโทษหนักกว่า เจ๊งง่ายกว่า แต่ถามว่าอันไหนไม่มีโทษ ไม่มี มีโทษทั้งคู่ เล่นการพนัน มันเริ่มเดือดร้อนตั้งแต่จ่ายสตางค์ออกไปแล้ว ท่านบอกว่าการพนันผู้ชนะย่อมก่อเวร คนแพ้มันพยาบาท ผู้แพ้เสียดายทรัพย์ ย่อมทำให้ทรัพย์นั้นฉิบหาย เป็นผู้ที่ไม่มีใครเชื่อถือ ไม่มีใครอยากจะแต่งงานด้วย พระพุทธเจ้าบอกชัด
    ถาม : บุคคลท่านหนึ่งเกิดแรงบันดาลใจเห็นวัดเป็นภาพนิมิต จึงลงมือสร้างวัดตามภาพนิมิตและตั้งใจว่าจะสร้างวัดนี้เพื่อพระพุทธศาสนา เพื่อทดแทนคุณแผ่นดิน และชีวิตคนเราทรัพย์สินเงินทองไม่มีความหมาย ตายไปแล้วก็เอาอะไรไปไม่ได้ ความตั้งใจอย่างนี้ตายไปแล้วจะถึงนิพพานหรือไม่ ?
    ตอบ : ไม่ถึง อามิสบูชาจะเป็นส่วนของกามาวจรคือยังเกิดในภพที่เนื่องด้วยกามอยู่ ต้องปฏิบัติบูชาอย่างน้อยถึงจะไปพรหม ทำถูกต้องถึงไปนิพพาน การก่อสร้างถือว่าเป็นอามิสบูชาคือการบูชาด้วยสิ่งของ อานิสงส์มันใหญ่มหาศาล แต่ว่ามันยังเป็นอานิสงส์ของกามาวจรอยู่
    ถาม : เมื่อหลายปีก่อนได้ไปร่วมทำบุญกับหลวงพ่อ พอเสร็จงานก็ได้มีการพูดคุยกัน บอกว่าเวลาตีสองให้ตั้งนาฬิกาปลุกมาทำกรรมฐานหรือมาเปิดเทป ตัวผมเองได้ฟังแล้วก็อยากจะทำตาม แต่ไม่มีโอกาสได้ทำ ทานบอกว่าตอนที่หลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่ เวลาตีสองเป็นเวลาที่ท่านเจริญพระกรรมฐาน แต่ถ้าเราตั้งใจที่จะทำจริง ๆ การกระทำท่านี้ควรตั้งใจมากน้อยเพียงใด เพราะปกติคนเราหลับก็มักไม่ค่อยจะตื่น และถ้าเราทำเวลานี้จะมีผลพิเศษกว่าเวลาอื่นอย่างไร ?
    ตอบ : ถ้าหากว่าเป็นตอนที่หลวงพ่อท่านอยู่ เวลาตีสองนี่มันเป็นเวลาที่ท่านตั้งใจแผ่เมตตาสงเคราะห์สรรพสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง มันเหมือนกับสถานีโทรทัศน์ส่งคลื่นออก ถ้าเราปิดเครื่องอยู่มันจะไปได้อะไรเล่า มันต้องเปิดเครื่องรับ ถ้าปัจจุบันนี้หากว่าอยากจะทำถึงขนาดมีศรัทธาลุกขึ้น มาเจริญกรรมฐานตอนตีสองนี่ กำลังใจที่เข้มแข็งขนาดนั้น ยอมเสียสละความสุขส่วนตัวของตัวเองขึ้นมาเพื่อปฏิบัติในทางพ้นทุกข์ ก็ถือว่ากำลังใจของคุณเข้มแข็งเพียงพอ ถ้าทำถูกทางมีสิทธิ์หลุดพ้นได้
    พระพุทธเจ้าบอกว่าบุคคลที่นอนไม่หลับมี ๕ ประเภท ประเภทที่ ๑ หญิงผู้ครุ่นคิดถึงชาย ประเภทที่ ๒ ชายผู้ครุ่นคิดถึงหญิง ประเภทที่ ๓ โจรผู้ประสงค์ต่อทรัพย์ หลับแล้วมันจะไปได้อะไรล่ะ ? ประเภทที่ ๔ พระราชาผู้ขยันเสด็จออกประกอบพระราชภารกิจ ประเภทที่ ๕ ภิกษุผู้เห็นภัยในวัฏฏสสงสารลุกขึ้นเจริญภาวนาเพื่อความหลุดพ้น เพราะฉะนั้นก็เลือกเอาว่าจะทำมั้ย ?
    ถาม : ถ้าเรามีความคิดว่าเรานั้นเกิดเป็นบุคคลในอดีต เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าสิ่งที่เราคิดนั้นมันเป็นจริงหรือไม่ ? และเราควรไปหลงใหลกับอดีตชาติของเราหรือไม่ ?
    ตอบ : ฝึกทิพจักขุญาณแล้วใช้ทิพจักขุญาณดูอดีตเรียกว่า อตีตังสญาณหรือว่าใช้ทิพจักขุญาณในการระลึกชาติเรียกว่า ปุพเพนิวาสานุสติญาณ จะสามารถตอบปัญหาข้อนี้ได้ชัดเจนที่สุด แต่ว่าการรู้ทุกอย่างท่านให้รู้เพื่อละ เพราะว่าอดีตทุกอย่างมันผ่านพ้นมาแล้ว ไม่มีชาติไหนที่เราไม่ทุกข์ ต่อให้ร่ำรวยล้นฟ้าก็มีความทุกข์อยู่ ถ้าหากว่ายิ่งลำบากยากจนก็ยิ่งทุกข์มาก ท่านให้เรารู้เพื่อที่จะได้รู้ว่าทุกชาติที่ผ่านมามันทุกข์ ปัจจุบันนี้ก็ทุกข์อยู่ ถ้าไม่หลุดพ้นก็จะทุกข์อีก เพราะฉะนั้นมันสมควรที่จะปฏิบัติเพื่อให้มันพ้นทุกข์หรือยัง
    ถาม : เจ้าพ่อเจ้าแม่คือใคร ?
    ตอบ : เจ้าพ่อเจ้าแม่คือใคร ? เอ้า ตอบกันตรงไปตรงมาอย่างที่เราคิดเลยนะ คือผู้ที่เป็นใหญ่ในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง ท่านทั้งหลายเหล่านั้น อาจจะเป็นพรหมก็ได้ เป็นเทวดาก็ได้ เป็นเปรตอสุรกายก็ได้ แต่ว่าส่วนใหญ่เท่าที่พบมาบรรดาเจ้าพ่อเจ้าแม่ทั้งหลาย ถ้าไม่ใช่กาลกัญจิกอสุรกายก็เป็นมหิทธิกาเปตร พวกนี้จะเป็นพวกที่มีความยึดมั่นถือมั่นในอัตตาตัวเองสูงมาก อยู่ในบริเวณไหนก็คิดว่าเขตนั้นเป็นของตัว ท่านไม่ชอบให้ใครล่วงล้ำเข้าไปโดยปราศจากความอ่อนน้อมถ่อมตน ถ้าหากว่าเราทำถูกท่านให้การสงเคราะห์ก็เป็นอันว่าอยู่ได้ ถ้าทำผิดเมื่อไหร่อาจจะเดือดร้อนเพราะว่าของท่านอยู่ในภพภูมิที่ต่ำ ท่านไม่กังวลที่จะเล่นงานเราเพื่อสิ่งที่ท่านคิดว่าดีแล้ว
    ถาม : ถึงแม้ว่าในสถานที่นั้นจะตั้งพระพุทธรูปเอาไว้ก็ตาม ?
    ตอบ : ตั้งเอาไว้เถอะ ถ้าหากว่าไม่ได้อาราธนาหรือว่าอัญเชิญทำพิธีอย่างถูกต้อง ท่านจะเจ๋งกว่า มหิทธิกาเปรตกับกาลกัญจิกอสุรกาย ในอดีตเคยเป็นคนเจริญสมาธิได้กำลังสูงมาก แต่ใช้อำนาจสมาธิไปในทางที่ผิด อย่างเช่นว่าใช้ทำร้ายคนอื่นเขาอย่างพวกพ่อมดหมอผีอะไรพวกนั้น พวกนี้พอตายแล้วลงนรก เศษกรรมจะทำให้เป็นมหิทธิกาเปรตหรือกาลกัญจิกอสุรกาย ด้วยที่เคยสร้างกำลังจากสมาธิมาทำให้เขามีฤทธิ์มีอำนาจสูงมาก เทวดาที่ศักดานุภาพน้อย ๆ ยังไม่กล้าปะทะเขาเลย
    เพราะฉะนั้นการที่เราเอาพระพุทธรูปไปตั้งอยู่เฉย ๆ ถ้าไม่ได้อาราธนาอัญเชิญอย่างถูกต้องตามวิธี เทวดาที่รักษาอยู่ถ้ามีอานุภาพน้อยต้องหลบให้เขา
    ถาม : ปัจจุบันครูอาจารย์ต่าง ๆ มีความชื่นชมนักเรียนตั้งแต่อนุบาลจนถึงเด็กโต รวมทั้งพ่อแม่ผู้ปกครองเป็นจำนวนมากมีความยินดีที่ได้เห็นบุตรหลานเต้นหรือร้องเพลงได้ โดยคิดว่าการแสดงออกอย่างนี้เป็นของดีน่าชื่นชมในกิริยามารยาท บางทีเด็กบางคนทนไม่ได้เวลาได้ยินเสียงเพลง ต้องลุกขึ้นเต้นด้วยเหตุได้ยินเสียงเพลงไม่ได้ ในเมื่อสังคมเป็นอย่างนี้ก็น่าอนาถใจเป็นอย่างยิ่งที่เด็กเยาวชนหรือแม้กระทั่งผู้ใหญ่ ก็ยังให้ความสำคัญต่อดารานักร้องนักแสดงเป็นบุคคลอันมีค่าอย่างยิงของสังคม ผู้ปกครองหรือผู้ใหญ่ที่ได้ปลูกฝังแนวคิดแบบนี้มีโทษหรือไม่ ?
    ตอบ : ถ้าหากว่า ถามว่ามีโทษหรือไม่ โทษมันมีทั้งปัจจุบันและอนาคต ปัจจุบันก็คือว่าถ้าลูกตัวเองก้าวไปสู่จุดที่ปรารถนาไม่ได้ตัวเองก็ทุกข์ไปกับลูกด้วย จิตใจที่ทุกข์อยู่นี่เขาเรียกว่าเป็นจิตใจที่เศร้าหมอง จิตเต สังกิลิฏเฐ ทุคคติ ปาฏิกังขา ถ้าจิตมันเศร้าหมองมีทุคติเป็นที่ไป ทุคติก็คือ นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน
    ถาม : อย่างคนได้ยินเพลงทนไม่ไหวลุกขึ้นมาเต้นอย่างนี้ ?
    ตอบ : ก็คุณถามแต่ผู้ปกครองนี่หว่า ไม่ได้ถามถึงตัวเขา (หัวเราะ) ของพระตรงไปตรงมา
    ถาม : การแสดงแสงสีเสียงในวัดไทยโบราณ มีการประดับประดาและการแสดงต่อหน้าพระพุทธรูป โดยใช้แสงสีและเสียงเพลงมาประกอบ การแสดงก็ได้มีจุดมุ่งหมายให้เห็นถึงวัฒนธรรมความงามของวัตถุโบราณมากกว่าจะได้อธิบายถึงความดีของพระพุทธเจ้า อย่างนี้ได้บุญหรือได้บาป ?
    ตอบ : ก็ดูด้วย ถ้าหากเขาทำด้วยเจตนาดีส่วนบุญมันมีอยู่แต่น้อยไปหน่อย คือมันน้อยกว่าการประกาศความดีของพระพุทธเจ้าโดยตรง แต่ว่าถ้าหากว่าของเขาทำในลักษณะที่เรียกว่าจิตหยาบไปนิดหนึ่ง อาจจะมีการปรามาสล่วงเกินพระรัตนตรัย อย่างเช่นว่าปีนเหนือพระพุทธรูปขึ้นไป เพื่อประดับไฟอะไรพวกนี้ ถ้าไม่มีการขอขมากันมีโทษแน่นอน
    ถาม : นอกจากไม่ได้บุญแล้วก็ยังได้บาปกลับบ้าน ?
    ตอบ : หาเรื่องใส่ตัว
    ถาม : ศิลปิน ดารา นักร้อง นักแสดงหลายคน ได้กล่าวขอบคุณและได้คิดหวังว่าบรรดาบุพพการีและครูบาอาจารย์ต่าง ๆ ที่ตายไปแล้ว คงจะดีใจที่ตนเองได้ทำงานทางด้านศิลปะดนตรีและบันเทิง จริง ๆ แล้วคนที่ตายไปแล้วเขาดีใจหรือไม่ที่ลูกหลานเป็นดารานักร้อง ?
    ตอบ : อันนี้ต้องถามคนตายไม่ใช่ถามอาตมา (หัวเราะ) ปัญหานี้บอกไม่ถูก ไปถามคนตายเขาดูแล้วกัน
    ถาม : การเห็นพระพุทธรูปหรือพระเครื่องในลักษณะมองดูเผิน ๆ ว่าสวยดี รุ่นนี้นิยม อย่างนี้จัดเป็นพุทธานุสติไหม ?
    ตอบ : เป็น ถ้าหากว่าตายตอนนั้นไปดีด้วย สมณานัญจ ทัสสนัง เอตัมมังคลมุตตมัง การได้เห็นสมณชีพราหมณ์ถือว่าเป็นอุดมมงคลอย่างยิ่ง และนี่เห็นพระพุทธรูปยอดของสมณะเลย
    ถาม : การขัดขวางหรือเป็นอุปสรรคต่อการทำดีของบุคคลอื่นโดยไม่ตั้งใจ เช่น เขากำลังสวดมนต์อยู่แต่อีกห้องก็เปิดเพลงมารบกวนสมาธิ อย่างนี้ มีผลไหมครับ ?
    ตอบ : ก็ถ้าหากว่าเกิดชาติใหม่อาจจะเป็นคนหูหนวก เพราะว่าขณะที่คนอื่นเขาทำความดีอยู่ไปส่งเสียงกลบเขาเข้า
    ถาม : ถึงแม้จะไม่ตั้งใจ ?
    ตอบ : มันก็หนวกแบบไม่ตั้งใจเหมือนกันแหละ เรื่องของความดีนี่คุณอนันต์โทษมหันต์ เหมือนกับลูกบอลข้างใส่ข้างฝา แรงเท่าไหร่มันก็เด้งกลับมาแรงเท่านั้น
    ถาม : การออกกำลังกายโดยใช้เสียงเพลงดนตรีเป็นตัวประกอบ ทำให้สุขภาพแข็งแรงแต่มีใจไปยึดถือความไพเราะในจังหวะเสียงเพลง ระหว่างอารมณ์สุขในเพลงกับสุขภาพที่แข็งแรงจะเลือกอย่างไหนดี ?
    ตอบ : ก็เลือกมันทั้งสองอย่างนั่นแหละ คือว่าในเรื่องของเสียงเพลงนี่ถ้านับในศีล ๘ มันจะเป็นศีลข้อที่ ๗ นัจจคีตวา ฯ คือว่ามันจะไปติดตรงจุดนั้น แต่ถ้าหากว่าเราทำโดยไม่ได้ยึดติดอาศัยมันเป็นจังหวะประกอบการออกกำลังอย่างเดียวไม่เป็นไร แต่ว่าถึงจะไปยึดติดมันก็ไม่ได้ผิดศีล เพราะว่าศ๊ลขาดแล้วมีโทษมันตั้งแต่ข้อที่ ๑ ถึงข้อที่ ๕
    เพราะถ้าเราไม่เบียดเบียนตนเองก็เบียดเบียนคนอื่นตั้งแต่ข้อที่ ๖ ขึ้นไป ถ้ามันบกพร่องลงไปส่วนของความเป็นธรรมะมันจะเศร้าหมอง อย่างเช่นว่าถ้าเราไปกินอาหารมื้อเย็นมันเสียเวลาประกอบการงาน มันเสียเวลาการปฏิบัติธรรม ขณะเดียวกันถ้าหากว่าร่างกายรับอาหารเข้าไปมัน ก็จะง่วงซึมทำให้ปฏิบัติได้ไม่ดี การดูหนังฟังเพลงอะไรก็เหมือนกัน มันทำให้จิตใจไปพะวักพะวงกังวล หรือหลงใหลตามตัวนั้น ตัวธรรมะมันไม่ก้าวหน้า
    เพราะฉะนั้นถ้าถามว่ามีโทษมากมั้ย ? โทษมันมีมันน้อยเพราะทำให้ส่วนธรรมะพร่องลง แต่ในสายตานักปฏิบัติจริง ๆ แล้วมันไม่น้อยหรอก เยอะมาก มันทำให้เสียเวลา แทนที่จะได้มรรคได้ผลเร็ว ๆ ก็กลายเป็น รอช้าไปอีกรอบหนึ่ง
    ถาม : การทำกรรมฐาน ๔๐ กับอารมณ์ของมโนยิทธิ ถ้าหากมีความสามารถทำได้ การทำแบบทั้งวันควรตั้งอยู่ในอารมณ์ใด เคยได้ยินพระที่วัดท่าซุงบอกว่าถ้ากำลังฝึกมโนมยิทธิและหลังฝึกไม่ทิ้งอารมณ์นั้นและทรงอยู่ได้ ๗ วัน ๗ คืน แล้วจะเป็นพระอรหันต์ ?
    ตอบ : อาจจะบ้าไปเลยก็ได้ มันต้องดูกำลังของเราด้วยว่าเพียงพอมั้ย ถ้ากำลังไม่พอแล้วฝืนมันจะเกิดอาการวิปลาส บางคนเขาเรียกกรรมฐานแตก แต่ถ้าหากว่ากำลังสมาธิของเราพอไม่แน่หรอก อาตมาเคยทรงอารมณ์ต่อเนื่องกันเกือบ ๒ เดือนเต็ม ๆ ไม่เห็นมันจะเป็นอรหันต์เลย มันขึ้นอยู่กับเราว่าตอนนั้น คิด พูด ทำ ได้ถูกต้องแค่ไหน ปัญญามีแค่ไหน กำลังสมาธิมีแค่ไหน ถ้ามันถูกทางมันก็โป๊ะเชะลงไปเลย ไม่อย่างนั้นมันเกิน มันไม่พอดี พอดีมันแค่ประตู คุณดันเดินมาข้าง ๆ ก็หัวปูดไปเท่านั้นเอง มันต้องทำพอดีด้วย ไม่ใช่ไปทุ่มเทมันอย่างเดียว ทุกอย่างมันต้องผ่อนสั้นผ่อนยาวเป็นมัชฌิมาปฏิปทา แล้วมัชฌิมาปฏิปทาของแต่ละคนก็ดันไม่เท่ากันอีก มันไม่มีมาตรฐาน ๕๐% มันขึ้นอยู่กับบารมีที่สร้างสมมา ขึ้นอยู่กับกำลังสมาธิที่สร้างสมมา และขึ้นอยู่กับกำลังกายของเรา บางคนนั่งกรรมฐาน ๗ วัน ๗ คืน เรื่องเล็ก เรานั่งครึ่งชั่วโมงประสาทจะกินแล้ว ดังนั้นสายกลางพอดีของแต่ละคนมันไม่เท่ากัน สายกลางของเรามันอาจจะได้แค่ ๑๐% ของคุณทักษิณใช่มั้ย พ่อเล่นเป็นหมื่นล้านเลยนี่
    ถาม : พระโสดาบันเต้นหรือร้องเพลงหรือไม่ ?
    ตอบ : ถ้าหากว่าเป็นพระโสดาบันเรื่องทั้งหลายเหล่านั้นท่านไม่เอาแล้ว มันเหมือนกับเด็กเล่นขายของ ไม่มีอารมณ์
    ถาม : คนตายไปแล้วลงนรกหรือเปรต ถ้าเราจัดงานศพจัดสวดพระอภิธรรมให้ จะได้ขึ้นสวรรค์หรือไม่ครับ ?
    ตอบ : ถ้าหากว่าเป็นเปรตจำพวกสุดท้ายที่เรียกว่าปรทัตตูปชีวีเปรต สามารถมาโมทนาได้มีโอกาสหลุดพ้นไปจากจุดนั้น ถ้าต่ำกว่านั้นลงไปยันนรกไม่มีรอดซักราย อยู่นั่นแหละจนกว่าจะพ้นกรรมขึ้นมา
    ถาม : ที่เขาจัดสวดงานศพให้อย่างนี้ก็ ?
    ตอบ : มันเผื่อเอาไว้ เพราะว่างานศพมันมีอยู่ประเภทหนึ่งที่เรียกว่าตายโหง บรรดาผู้ที่ตายคือไม่ได้หมดอายุขัยธรรมดา ตายด้วยอุบัติเหตุบ้างอะไรบ้างส่วนใหญ่จะไม่ถึงอายุขัย ท่านที่ยังไม่ถึงจุดสิ้นสุดของอายุเหล่านี้ ถึงเวลาแล้วท่านยังรอความดีความชั่วให้ผลอยู่จนกว่าจะหมดอายุความเป็นมนุษย์ ถ้าจัดงานในลักษณะทำบุญให้ไปท่านจะรับได้ทั้งหมด ถ้าอย่างนั้นทานจะไปดีเลย เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเป็นไอ้พวกลงยาวไปเลยนั้นจัดไปก็เสียเปล่า


    http://www.grathonbook.net/book/74.html
     
  2. MBNY

    MBNY Administrator ทีมงาน Administrator

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2003
    โพสต์:
    6,795
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +22,131
    ถาม: ปัจจุบันเวลาบวชพระเข้าโบสถ์ จะมีการรำแห่นาคกินเหล้าและไม่กินเหล้า การรำแห่นาคเข้าวัดได้บุญหรือได้บาป ?
    ตอบ : ถ้าหากว่ากินเหล้านี่บาปแหง ๆ บาปชนิดผีไม่แลเลย เคยมีงานบางงานที่เขาฆ่าสัตว์ อย่างเช่นล้มหมูล้มวัวเพื่อเลี้ยงเหล้าอะไร ปรากฎว่า ผีเขาไม่ยอมไปโมทนา ถามเขาว่า ทำไมถึงไม่โมทนา เขาบอกว่า คำว่า โมทนาแปลว่าพลอยยินดีด้วย มันดันไปฆ่าสัตว์ดันไปกินเหล้า ถ้ายินดีด้วยแทนที่จะได้บุญ มันจะไปได้กรรมส่วนนั้นมาแทน ตัวนี้อันตรายมาก
    มีอยู่ครั้งหนึ่ง ได้รับนิมนต์ไปสวดมาติกาที่วัดแก่นเหล็ก วัดแก่นเหล็กนี้มันจะอยู่ตรงมโนรมย์ ก่อนที่จะลงท่านน้ำเพื่อข้ามไปฝั่งวัดท่าซุง หลวงพ่อพระครูวิชาญชัยคุณ ตอนนั้นท่านยังไม่ได้เป็นเจ้าคุณ ท่านยังเป็นพระครูอยู่ ปัจจุบันนี้เป็นพระมงคลชัยสิทธิ์มั้งถ้าจำไม่ผิด ท่านเป็นองค์เทศน์หน้าศพ ของเราเองก็หลับตาภาวนาไปเรื่อย บนศาลามันชนแก้วกันขณะที่พระเทศน์ เรารำคาญขี้เกียจมองหน้ามัน เดี๋ยวใจจะไปตำหนิมันก็หลับตาไปเรื่อย หูก็ฟังหลวงพ่อพระครูวิชาญท่านเทศน์ พอท่านเทศน์ไป ๆ ท่านเทศน์ว่า โยมเอ้ย ตายไปแล้วก็ไม่ต้องเสียอกเสียใจอะไรนะ ถ้ามันมีความดีที่ไหนเราก็พยายามโมทนาเขาเพื่อที่เราจะได้ไปภพภูมิที่ดี ๆ ขึ้น เราก็หูผึ่ง เฮ้ย ไม่ได้เทศน์ให้คนเป็นฟังนี่หว่า ลืมตาขึ้นมาดู ผีมันยืนพนมมืออยู่หน้าธรรมาสน์ ท่านเทศน์ให้ผีฟังเลย ผีมันไม่รู้จะเอาบุญจากไหน เพราะญาติพี่น้องมันเมาหัวทิ่มอยู่ มันก็เลยใช้วิธีเอาจากหลวงพ่อนั่นแหละ ท่านเทศน์กูก็ฟังอย่างน้อย ๆ ก็ได้ธรรมานุสติใช่มั้ย ? รายนั้นยังเจอพระอย่างหลวงพ่อ ท่านเห็นผีเห็นเทวดาได้ ท่านก็เลยวสงเคราะห์เขาโดยตรงก็เลยรอดไป ถ้ารอจากญาติของตัวเองอดแหง ๆ เลย
    ถาม : นักสะกดจิตคนหนึ่งได้สะกดจิตบุคคลกลุ่มหนึ่ง โดยใช้คำพูดไม่กี่คำก็ทำให้ผู้ที่ถูกสะกดจิตมีความรู้สึกร้อนหนาวหรือทำตามคำสั่งนั้น หลวงพี่ท่านเคยกล่าวไว้ว่าเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวหนึ่ง เมื่อเทียบกับกรรมฐาน ๔๐ เพราะผลของกรรมฐานมีมากกว่านั้นมากมาย เขาใช้อะไรจึงออกคำสั่งให้คนทำตามได้หรือว่าเพราะเขามีฌาน ?
    ตอบ : จริง ๆ แล้วมันหลายอย่างรวมกัน มันมีทั้งแสงสีเสียงและก็สถานที่ด้วย มันต้องทำบรรยากาศน่าคล้อยตาม และตัวสำคัญที่สุดเขาไปคิดเชื่อและคล้อยตามว่ามันต้องเป็นอย่างนั้นมันต้องเป็นอย่างนี้ ก็เลยตกอยู่ภายใต้การชักจูงของเขาได้ง่าย ถ้าหากว่าคุณดื้อไว้ซะอย่างมันไม่เป็นไปตามเขาหรอก
    ถาม : การที่เราเห็นภาพพระสงฆ์ชัด ทำอย่างไรเราจะรู้ได้ว่าไม่เป็นภาพจากมารหลอก เพราะพระท่านหนึ่งได้กล่าวว่าบางทีก็แปรงร่างมาให้ดูมีรูปร่างสวยงาม และจะแก้อารมณ์ที่โดนหลอกได้อย่างไร ?
    ตอบ : ถ้าหากว่าเป็นการปฏิบัติกรรมฐาน ปฏิบัติในพุทธานุสติเห็นรูปพระพุทธเจ้าให้เราตั้งใจจับภาพนั้นได้ เพราะว่าจิตของเราเกาะอยู่กับพระพุทธเจ้าไม่ได้เกาะอยู่กับมาร ถ้าปฏิบัติในสังฆานุสติคือนึกถึงพระสงฆ์ เห็นรูปพระสงฆ์องค์ใดองค์หนึ่งมา เอาจิตเกาะภาพพระพสงฆ์นั้นได้ เพราะว่าตอนนั้นเรานึกถึงพระสงฆ์ไม่ได้นึกถึงมาร ต่อให้เขากลั่นแกล้งมันก็กลายเป็นว่าแกล้งแล้วเราได้ดี
    แต่ขณะเดียวกันถ้าหากว่ามันเป็นนิมิตต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น รับทราบไว้เฉย ๆ อย่าเพิ่งเชื่อตามนั้น จนกว่าเหตุการณ์มันเป็นไปตามนิมิตถึงน้อมใจเชื่อ แต่ให้เชื่อเฉพาะเรื่องที่เป็นไปแล้ว เรื่องที่ยังไม่เป็นไปก็อย่าเพิ่งเชื่อต่อไปตามเดิม ถ้าทำอย่างนี้แล้วจะโดนหลอกได้ยาก แต่ว่าอย่าลืมนะใช้คำว่าโดนหลอกได้ยาก มันยังมีโอกาสโดน
    ถาม : คนที่เจอผีหรือโดนผีอำ แสดงว่าศีลไม่บริสุทธิ์ใช่หรือไม่ เพราะมีคนเคยบอกว่าถ้ามีศีลบริสุทธิ์แล้ว อมนุษย์จะเข้าใกล้ไม่ได้ในระยะ ๑ วา ?
    ตอบ : ฮะฮ่า ใครบอกวะ อาตมาโดนมันนั่งทับอกบีบคอแทบตาย ถ้าหากว่าเราเจริญภาวนาสมาธิทรงตัวเขาจะเข้าไม่ได้ในรัศมีวาหนึ่ง ไม่ใช่ศีลบริสุทธิ์ อาตมาเป็นพระสงฆ์ศีลมากกว่าโยมตั้งเยอะมันนั่งทับอกบีบคอแทบขาดใจเลย เอาปัญหานี้ทวนอีกทีหนึ่ง ซ้ำอีกทีปัญหานี้
    ถาม : คนที่เจอผีหรือโดนผีอำแสดงว่าศีลไม่บริสุทธิ์ ?
    ตอบ : เออ เอาแค่นี้ คนที่เจอผีส่วนใหญ่แล้วเพราะผีเขาลำบากเขาต้องการความช่วยเหลือ บุคคลที่เจอมี ๒ ประเภท ประเภทแรกคือบุคคลที่เคยมีกรรมอันเนื่องกันมา เขาสามารถไปขอความสงเคราะห์ได้ อย่างเช่นว่าเปรตพระญาติของพระเจ้าพิมพิสารอย่างนี้ ให้คนอื่นสงเคราะห์ กระทั่งพระพุทธเจ้าก็สงเคราะห์ไม่ได้ ต้องเป็นญาติของเขาเองโดยตรง เพราะสร้างบุญสร้างบาปร่วมกันมา
    อีกประเภทหนึ่งก็คือว่าเป็นบุคคลที่สร้างบุญใหญ่เอาไว้ แล้วบรรดาผีนั้นท่านฉลาด ท่านรู้ว่าใครบุญมากบุญน้อยยังไง ท่านก็ไปปรากฎตัวเพื่ออยากให้ช่วยเหลือ อาตมาเคยเจอ มันมีบ้านอยู่หลังหนึ่งที่เกริงกระเวีย ผีมันหลอกจนเจ้าของบ้านอยู่ไม่ได้ พอรู้ว่าพระไปอยู๋นี่มันพาลูกน้องมาเป็นสิบเกาะเอวกันมาตอนเที่ยง ๆ ขณะเที่ยง ๆ นะ เพราะว่าตอนเข้าสร้างบ้านขุดกระดูกได้ ๒ โอ่งใหญ่ ๆ แค่เขาฝังเสาขุดกระดูกได้ ๒ โอ่งใหญ่ ๆ มันหลอกจนไม่มีใครอยู่ได้
    ปกติบ้านทิ้งร้างนี่ ไม่ต้องห่วงหรอกพวกแงะไม้ขายหมดแหละ แต่ไอ้หลังนั้นไม่มีใครกล้าแตะซักชิ้น พอไปอยู่เขาก็มา ถามเขาว่า ทำไมไปหลอกคนดุเดือดขนาดนั้นเล่า เขาบอกว่า ผมไม่ได้หลอกนะครับ ผมอยากจะมาบอกว่าผมต้องการความช่วยเหลือยังไง แต่เขาวิ่งหนีผมทุกที บรรดาผีน่ะเขาเป็นผู้ที่มีบุญน้อยศักดานุภาพน้อยมันเหมือนกับคนจน มันแต่งตัวมาสวยสุดขีดแล้ว ไอ้ที่เราเห็นแล้ววิ่งน่ะ สงสารมันบ้างเถอะ
    คราวหน้าเจออย่าไปกลั้วเขามาขอความช่วยเหลือ ท่านที่เจอแสดงว่าบุญมากพอไม่ใช่ดวงตกหรือศีลขาดอะไรทั้งนั้น ถ้าเจอให้ตั้งใจเลยว่าผลบุญที่เราทำมาตั้งแต่ต้นจนบัดนี้ขออุทิศให้กับเธอ ถ้าเขายืนอยู่ตรงหน้าเห็นรูปก็คือเจ้าของรูปนั้น ถ้ามาแต่เสียงบอกว่าอุทิศให้เจ้าของเสียงนั้น ถ้ามาแต่กลิ่นอุทิศให้เจ้าของกลิ่นนั้น ขอให้เขาโมทนา เราจะได้รับประโยชน์ความสุขเท่าใดขอให้เขาได้รับด้วย แค่นั้นแหละเขาจะไม่กวนอีก เขาโมทนาแล้วจะไปเลย แต่ส่วนใหญ่แล้วพวกเรามันไม่รู้ พอถึงเวลามาก็คลุมโปง กลัวจัด ๆ ขึ้นมาด่ามันส่งไปอีก แทนที่จะได้อานิสงส์ก็เลยกลายเป็นโดนด่าฟรี นั่งร้องไห้ไม่รู้เท่าไหร่แล้วผี
    ถาม : ทำไมต้องมาเละ ๆ ด้วยครับ ?
    ตอบ : ก็มันสวยสุดของเขาแล้ว อย่าลืมว่าขอทานมันแต่งตัวสวยสุดเรายังรู้ว่าขอทาน แล้วทำไมมันไม่ใส่สูทมา
    ถาม : มีดีสุดแค่นั้นครับ ?
    ตอบ : เออ ก็เหมือนกันนั่นแหละ
    ถาม : คำว่า สักกายทิฏฐิ เพียงคำเดียว ระหว่างพระโสดาบันกับพระอรหันต์มีอารมณ์เหมือนกันหรือไม่ และคำว่าสักกายทิฏฐิถ้าเปรียบเทียบกับคำว่าเหมือนลักษณะกับการเชิดหุ่นจะได้หรือไม่ ?
    ตอบ : สักกายทิฏฐิจริง ๆ มันแปลว่า เห็นว่าตัวเราเป็นเรา เป็นของเรา คือมีความเห็นยึดมั่นถือมั่นในร่างกายนี้ ถ้าคุณเล่นเอาพระโสดาบันไปเปรียบกับพระอรหันต์มันผิดตั้งแต่ยกแรกแล้ว มันต้องเปรียบกับปุถุชนคนธรรมดา ปุถุชนคนธรรรมดาจะมีความเห็นว่าร่างกายนี้เป็นของเรา บอกว่าตัวนี้ไม่ใช่เรานี่มันเถียงตายชักเลย แต่พระโสดาบันความเห็นของท่านตัวนี้มันจะลดลงไปมาก ยิ่งเป็นพระสกิทาคามีพระอนาคามียิ่งลดลงไปเยอะใหญ่ ถ้าเป็นพระอรหันต์นี่ความเห็นตัวนี้ไม่มีเลย
    ถ้าถามว่าเหมือนกับการเชิดหุ่นหรือเปล่า ถ้าหากว่าเป็นพระอริยเจ้าระดับสูงขึ้นไป ยิ่งเห็นว่ามันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรามากเท่าไหร่ ก็เห็นมันเป็นหุ่นมากเท่านั้น มันเป็นหุ่นที่เราอาศัยอยู่ข้างในเฉย ๆ
    ถาม : มีคนเคยบอกว่าตอนเช้าถ้าเราตั้งอารมณ์อยู่ในพระนิพพาน แล้วเราไปใส่บาตรแก่พระภิกษุสงฆ์โดยทั่วไปที่ไม่ได้ตั้งอารมณ์กรรมฐาน พระสงฆ์รูปนั้นจะลงนรกจริงหรือไม่ ?
    ตอบ : เฮ้ย ไม่จริง เขาลงนรกเพราะว่าทำกรรมเอาไว้ ไม่ใช่เพราะมารับบาตรจากเรา อานิสงส์ที่มันจะได้มากก็เมื่อกี้บอกไปทีแล้วว่า เจตนาบริสุทธิ์ วัตถุทานบริสุทธิ์ ตอนนี้ตัวเราตั้งอารมณ์พระนิพพานไว้ ตัวเราผู้ให้บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ฝ่ายทายก ปฏิคาหกฝ่ายผู้รับจะบริสุทธิ์ไม่บริสุทธิ์ก็ช่างเขา อันนี้อานิสงส์มันก็จะบกพร่องไปตามส่วน คือส่วนใดส่วนหนึ่งไม่บริสุทธิ์ ก็ต้องลดไปประมาณ ๒๕%
    ส่วนโทษที่มันจะเกิดขึ้นถึงขนาดตกนรกมันไม่ใช่ ที่จะตกนรกจะมีโทษมีอะไรแสดงว่าเขาเคยทำกรรมไว้ มันไม่ใช่ตกนรกเพราะมารับบาตรจากเรา เพราะถ้างั้นพระซวยหมดประเทศแน่เลย
    ถาม : เขาเล่าให้ฟัง ?
    ตอบ : อย่าเพิ่งเชื่อเขามากสิ เกิดเจอลูกศิษย์หลวงพ่อซักแสนคนระดมไปใส่บาตรทั่วประเทศ พระเสร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว เพราะพระมีประมาณสองแสนเศษเท่านั้น
    ถาม : สมมติว่านักปฏิบัติคนหนึ่งตั้งใจจะไปนิพพานเพื่อความดับสูญถึงสุญญตา แต่ก็ไม่ทราบว่านิพพานเป็นดินแดน แต่ก็ยังอยากไปนิพพานเพื่อความเป็นสุญญตาอยู่ อย่างนี้เขาไปได้หรือไม่ ?
    ตอบ : ไปไม่ได้เพราะมันไปยึดคำว่า สุญญตาอยู่ อะไร ๆ ก็อนัตตา อะไร ๆ ก็สุญญตา ผมไม่ยึดผมไม่เกาะ แต่เขาเกาะไอ้ ๒ คำนั้นแหละ มันต้องด่า คนที่จะหลุดพ้นได้จริง ๆ ท่านไม่เกาะอะไรเลย กระทั่งคำว่านิพพานก็ไม่เกาะ อันนี้พูดมากไปหรือเปล่าก็ไม่รู้ ถึงเวลานั้นมันแค่รู้ว่าดีก็ทำรู้ว่าชั่วก็ละ แม้แต่ดีแต่ชั่วก็ไม่เกาะ อารมณ์นิพพานมันจะเต็มอยู่ในใจของท่านเอง ท่านนั่งอยู่ตรงไหนท่านก็นิพพานตรงนั้น เพราะว่านิพพานอยู่กับท่านแล้ว ตายเมื่อไหร่ท่านก็รู้ว่าไปนิพพานแน่นอน ถ้ายังไปยึดอนัตตาสุญญตาอยู่ ยึดแบบไม่ลืมหูลืมตาเสร็จแน่ ๆ ไปไม่ได้หรอก
    ถาม : เดี๋ยวนี้คนบางกลุ่มมีรสนิยมทางเพศใหม่ คือคู่ผัวเมียแลกผัวแลกเมียนอนด้วยกันต่อหน้ากันแล้วมีความสุข อย่างนี้ผิดศีลข้อ ๓ อย่างเดียวหรือได้รับผลมากกว่านั้น ?
    ตอบ : ถ้าหากว่าเจ้าของอนุญาตไม่มีโทษ ว่าเขาไม่ได้นะ พวกสวิงกิ้ง เจ้าของอนุญาตไม่มีโทษ อย่าลืม มันจะมีโทษต่อเมื่อเราละเมิดสิ่งที่เจ้าของเขาหวง แถมให้อีกนิดหนึ่งเที่ยวโสเภณีไม่ผิดศีลข้อนี้ เพราะว่าเธอทั้งหลายเหล่านั้นประกาศตัวเป็นของกลางไปแล้วใครให้สตางค์ก็ไปได้
    ถาม : อย่างเด็กฝรั่งพออายุ ๑๘ แล้ว ต้องแบบมีอะไรกันอย่างนี้ แต่เขาไม่ได้บอกพ่อแม่ เป็นที่รู้กัน พ่อแม่ก็ต้องรู้ ผิดไหมครับ ?
    ตอบ : ถ้าไม่อนุญาตผิดทั้งนั้น
    ถาม : อาจจะเป็นวัฒนธรรมของเขา พ่อแม่ก็รู้ว่าลูกของตัวเองต้องเป็นอย่างไร ?
    ตอบ : ไม่เกี่ยว เรื่องของธรรมะไม่เกี่ยวกับวัฒนธรรม
    ถาม : แสดงว่าการที่เขาไปกับผู้ชาย พ่อแม่ไม่รู้ผิดทันที ?
    ตอบ : ไม่ใช่ไม่รู้ ไม่อนุญาต ถึงรู้อยู่ไม่อนุญาตก็มีโทษ
    ถาม : สมมติว่าผมไปเที่ยวอาร์ซีเอ ผมพาผู้หญิงไปนอนด้วยกับพาผู้หญิงดี ๆ ไปนอนด้วย โทษต่างกันไหมครับ ?
    ตอบ : เหมือนกันแหละ ก็ฉิมพลีนรกเหมือนกัน เพียงแต่ปีนต้นงิ้วนานกว่ากันเท่าไหร่เท่านั้นเอง
    ถาม : อ๋อ คนดีก็มีระดับโทษต่างกันเหรอครับ ?
    ตอบ : พูดง่าย ๆ ว่า ถ้าไอ้คนไม่ดีอย่างที่คุณว่าน่ะ ถ้าเขาประกาศตัวเป็นสาธารณะก็โอเค แต่ถ้าเขาไม่ได้ประกาศตัวเป็นสาธารณะ คุณจะไปตราหน้าว่าเขาไม่ดีไม่ได้หรอก เสร็จหมด
    ถาม : ก็ไม่สาธารณะครับ แต่ก็กึ่ง ๆ นะครับ ?
    ตอบ : ไม่เป็นไร อย่าพยายามไปคิดถึงมันไม่งั้นคุณเสร็จแน่ ๆ ตั้งหน้าตั้งตาทำความดีไว้อย่างเดียวแล้ว อย่าไปหลงนึกถึงความชั่วส่วนนี้แล้วกัน ต้นงิ้วในนรกนี่นะหนามมันยาวกว่าศอกหนึ่งของอาตมาอีกแล้วมันไม่ได้อยู่เฉย ๆ ด้วย ถึงเวลามันเหมือนกับนิดเดียว พอวิ่งผ่านมันหน่อยมันดีโชะ ทะลุ สยอง ไม่ใช่เรื่องผิดปกติหรอกมันเคยทำมาเยอะต่อเยอะด้วยกัน เพียงแต่ว่ารู้ว่าผิดก็อย่าไปทำอีกเท่านั้น
    ถาม : (ไม่ชัด) ?
    ตอบ : ท่านใช้คำว่า บุคคลที่มีบิดาปกครอง บุคคลที่มีมารดาปกครองบุคคลที่มีบิดามารดาปกครอง บุคคลผู้มีพี่ชายปกครอง บุคคลผู้มีน้องชายปกครอง บุคคลผู้มีพี่สาวปกครอง บุคคลผู้มีน้องสาวปกครอง บุคคลผู้ถูกจองไว้แล้วด้วยพวงมาลัย อันนี้คงจะหมั้นกันแล้ว บุคคลผู้มีพระราชาปกครอง บุคคลที่มีธรรมปกครอง สรุปแล้วไม่รอดเลยซักราย ถ้าหากว่าเจ้าของไม่อนุญาตซะอย่างเสร็จแน่ ๆ
    ถาม : พวกนักเรียกที่ชอบตีกัน ชอบทำร้ายบุคคลอื่น อย่างนี้เป็นพวกที่ถือกำเนิดมาจากที่ใด ?
    ตอบ : (หัวเราะ) อันนี้ต้องใช้จุตูปปาตญาณไปดูทีละคนมันถึงจะบอกได้ ไม่ใช่ไปกวาดทั้งหมด แต่ว่านิสัยเดิม ๆ มันอาจจะมีอยู่ อย่าเพิ่งไปประณามเขาแล้วกัน แหมมันเล่นเหมาหมด เหมาหมดนี่ตอบไม่ได้ ถ้าถามทีละคนพอไหว
    ถาม : หลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์ที่หลวงพ่อท่านกล่าวว่าต่อไปจะมีคนขึ้นมากคือพระองค์ใด ?
    ตอบ : พระที่อยู่ในโบสถ์เก่าของวัดท่าซุง โบสถ์เก่าจะอยู่เยื้อง ๆ กับต้องใช้คำว่าคนละฝั่งถนนกับมณฑปแก้ว ตอนที่เราจะเดินเข้าไปตึกรับแขกใหม่ ซ้ายมือเป็นมณฑปแก้ว โบสถ์เก่าจะอยู่ขวามือ ตอนนี้เขาทำป้ายประกาศเรียบร้อยแล้วมุดเข้าไปเถอะ โบสถ์เก่า ๒ หลังมันต้องเจอซักหลังหนึ่ง
    ถาม : องค์ที่ว่าพระเศียรขาดใช่ไหมครับ ?
    ตอบ : ไม่ใช่ขาด มันปั้นเอาไว้บอกไม่ถูกว่าหน้าเหมือนอะไร เหมือนอีทีมั้ง เสร็จแล้วเลยต้องไปบูรณะใหม่ คนปั้นเจตนาดีแต่ฝีมือห่วยไปหน่อย
    ถาม : คำว่า บูชา แปลว่าหรือมีความหมายว่าอย่างไร พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นผู้มีพระคุณสูงสุด การตอบแทนหรือกตัญญูกตเวทิตามีแนวทางปฏิบัติอย่างไรได้บ้าง ?
    ตอบ : โอ้โหเว้ย ต้องเปิดตำราธรรมวิภาคตอบกันเลยนะนี่ บูชา แปลว่า น้อมถึงด้วยความเคารพ การที่เราจะทดแทนพระคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อันนี้ท่านเรียกบุคคลประเภทหนึ่งว่า บุพพการีหรือบุพพการีคือผู้ทำคุณแก่เราก่อน หน้าที่ของเราก็คือกตัญญูกตเวทิตา แปลว่า รู้คุณแล้วตอบแทนท่าน บุคคลที่ทำคุณก่อนก็มีพระพุทธเจ้าสั่งสอนพระสาวก พระมหากษัตริย์ปกครองไพร่ฟ้าพลเมือง พ่อแม่ดูลูกหลานมา ครูบาอาจารย์ให้การสั่งสอนแก่ศิษย์
    คราวนี้ท่านบอกว่าถ้าหากว่าเป็นพระพุทธเจ้าใช่มั้ย อันดับแรกก็เคารพท่านด้วยความจริงใจ อันดับที่สองปฏิบัติตามในสิ่งที่ท่านสอน อันดับที่สามเผยแผ่คำสอนของท่านเมื่อทำได้แล้ว จดทันมั้ย กว่าจะจบอีกนานหลายหน้าเหลือเกิน
    ถาม : มีปัญหาที่ว่าเมื่อได้เห็นภาพหนังสือพิมพ์ที่มีรูปพระพุทธเจ้า กระดาษที่เขียนชื่อพระหรือรูปภาพของวัด เมื่อเห็นแล้วได้เก็บไว้เพราะว่าบางครั้งได้วางหล่นหรืออยู่ในที่ไม่เหมาะสม เช่น โต๊ะหรือพื้น อีกทั้งยังมีซองผ้าป่าและกระดาษงานบุญ แต่เมื่อเก็บไว้มากขึ้นก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ?
    ตอบ : เผา จ้ะ เผา โบราณท่านใช้คำว่าจำเริญ จำเริญนี่ท่านนิยมทำ ๒ อย่าง คือ ไม่เผาไฟก็ลอยน้ำไป ให้ขอขมาพระรัตนตรัยแล้วเผาไฟหรือลอยน้ำไปซะ แต่ว่าเรื่องของกระดาษเรื่องของอะไรนี่ ถ้าสมัยนี้มันเล่นชิ้นละ ๒,๐๐๐ ถ้าทิ้งน้ำโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ เพราะฉะนั้นขอขมาพระแล้วก็เผาไปซะ มันจะได้ไม่เกิดโทษกับคนอื่นอีกต่อไป
    ถาม : มีเรื่องอยู่ว่า มีบุคคลได้รับคำทนายจากพระภิกษุที่เป็นหมอดูให้ทำบุญสะเดาะเคราะห์ด้วยการสร้างวัด หอระฆังภายในวัดหลายวัด สร้างอาคารที่มีประโยชน์ต่าง ๆ ภายในวัดหลาย ๆ วัดตามที่หมอดูบอก ต่อมาพบว่าพระหมอดูนั้นถูกแฉภายหลังว่าหลอกชาวบ้าน เขาจึงกล่าวว่าไม่น่าไปหลงเชื่อทำบุญขนาดนั้นเลย อุตส่าห์ทำบุญตั้งหลายอย่างตามคำบอกเล่าก็ไม่เห็นดีขึ้นเลย อยากจะกราบเรียนถามว่า การตั้งใจทำบุญเพื่อสะเดาะเคราะห์กำลังในบุญอยู่ระดับไหน และเมื่อมีความหม่นหมองในผลของทานที่ทำไปแล้ว กำลังบุญที่ทำไปแล้วจะสูญหายหรือไม่ ?
    ตอบ : ถ้าทำไปแล้วจิตใจเศร้าหมองบุญนั้นลดลงไม่ถึงกับสูญหาย แต่ว่าไม่ใช่ว่าไม่ได้ สิ่งที่เขาทำทั้งหมดผลบุญเป็นของเขาอยู่ มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวคนคนนั้น อย่าลืมว่าสิ่งที่เขาทำที่คุณว่ามาน่ะ ส่วนใหญ่ก็เป็นโบสถ์ วิหาร หอระฆัง อะไรพวกนี้ เป็นวิหารทานถือเป็นทานสูงสุดของพระศาสนาก็ว่าได้ เว้นจากธรรมทานแล้วไม่มีอะไรที่สูงกว่าวิหารทานอีก เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วบุญมันใหญ่มาก
    ถาม : ............................ ?
    ตอบ : หันไปเถอะ ทิศไหนก็ได้ นึกถึงพระก่อนนอนแล้วกัน อาตมาหันทิศตะวันตกประจำเลย เพราะว่าหิ้งพระหันหน้าไปทิศตะวันออก เราหันหัวเข้าหาหิ้งพระมันก็ทิศตะวันตก ก่อนนอนนึกถึงพระไว้ก็จบ
    ถาม : การตั้งใจทำบุญเพื่อสะเดาะเคราะห์ กำลังใจในบุญอยู่ระดับไหน ?
    ตอบ : กำลังใจในบุญอยู่ระดับไหน ก็เจตนามันไม่บริสุทธิ์เท่าไหร่ เพราะว่าไม่ได้ทำบุญเพื่อบุญจริง ๆ แต่ตั้งใจทำบุญเพื่อจะแก้ในส่วนที่ไม่ดีของตัวเอง ถามว่ากำลังบุญอยู่ระดับไหนต้องดูว่าเขาทำอะไร ถ้าเป็นสังฆทาน วิหารทาน ธรรมทาน มันก็เป็นบุญใหญ่มาก ถ้าเป็นอย่างอื่นบุญมันก็ลดลงไปหน่อย
    ถาม : สมมติว่าเราลักทรัพย์มา ๑ บาท เราจะตกนรกประมาณกี่วันของโลกมนุษย์ ?
    ตอบ : ต้องดูว่าทรัพย์นั้นเป็นของสงฆ์ไหม ถ้าทรัพย์นั้นเป็นของสงฆ์ ๑ บาทนี่ คุณซวยแน่ ๆ ลงอวเจีมหานรก ในอเวจีมหานรกนี่คุณลงแป๊บเดียว ข้างบนผ่านไปเป็นพัน ๆ ปีแล้ว นรกแต่ละขุมอายุเขาไม่เท่ากัน สัญชีวนรกซึ่งเป็นนรกขุมที่ตื้นที่สุด วันหนึ่งของเขาเท่ากับ ๙ ล้านปีมนุษย์ กาฬสุตตนรกซึ่งเป็นนรกขุมถัดไป วันหนึ่งของเขาเท่ากับ ๓๖ ล้านปีมนุษย์ สังฆาฏนรกวันหนึ่งของเขาเท่ากับ ๑๑๔ ล้านปีมนุษย์ ไม่ต้องสงสัยทำไม่รู้ เคยลงมาเพราะฉะนั้นยิ่งขุมลึกเท่าไหร่ อายุมันยิ่งยาวขึ้น ๆ
    เพราะฉะนั้นบาทนั้นถ้าทั่ว ๆ ไปมันก็ลงน้อยหน่อย แต่ถ้าเป็นเงินสงฆ์เมื่อไหร่คุณลงอเวจีนี่ซวยจริง ๆ เลยล่ะ อเวจีนี่แป๊บเดียวของเขาเรานี่ผ่านไปจนลืมโลกเลย
    ถาม : คำว่า รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี เป็นคำพูดของใคร และมีในพระไตรปิฎกหรือไม่ ?
    ตอบ : ในพระไตรปิฎกไม่มี แต่ว่ามันเป็นคำพูดของปราชญ์ในยุคก่อน ที่ท่านผูกเอาไว้ คือมันเป็นการตกผลึกทางความคิด ท่านเห็นอยู่แล้วว่าถ้าเด็กมันจะได้ดีต้องเจอไม้หน่อย คนเราส่วนใหญ่คือไม่เฉพาะคนหรอกนะ ทั้งคนทั้งสัตว์มันมีสัญชาตญาณหลายอย่าง อย่างเช่นว่า สัญชาตญาณของการกลัวภัย สัญชาตญาณของการกิน สัญชาตญาณของการสืบพันธุ์เหล่านี้
    คราวนี้ถ้าเขารู้ว่าเขาทำผิดแล้วจะโดนลงโทษ สัญชาตญาณของการกลัวภัยมันจะทำให้เขารู้จักป้องกันตัวเอง ในเมื่อเขารู้ว่าถ้าเขาทำถูกแล้วจะไม่โดนลงโทษ ทำผิดแล้วถึงโดนลงโทษ เขาพยายามจะทำถูกขึ้นมา ในเมื่อโบราณเขาสังเกตกันมาแล้ว ถึงได้สรุปออกมาเป็นความคิดชนิดที่เถียงได้ยากว่า รักวัวต้องผูก รักลูกต้องตี วัวถ้าไม่ผูกเดี๋ยวมันไปเกะกะ กินข้าวกินอะไรของบ้านอื่นแล้วมันจะยุ่ง ขณะเดียวกันลูกถ้าไม่ตีก็เอาดีได้ยาก
    ถาม : เมื่อคราวที่แล้วได้ถามคำถามในทำนองนี้ไปบ้างแล้ว แต่ขอความกระจ่างเพิ่มขึ้นอีกว่าถ้าผู้ที่มีโอกาสได้โมทนาบุญกับพระพุทธเจ้าพระปัจเจกพุทธเจ้าและพระอริยสงฆ์ทั้งพระนิพพาน จะมีผลอย่างไรบ้าง และผู้ที่ดูถูกคนดังกล่าวจะมีผลอย่างไรบ้าง ?
    ตอบ : จริง ๆ อันนี้เขาว่าอะไรนะ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ใช่มั้ย การที่เราตั้งใจโมทนาบุญของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันต์ในพระนิพพานนั่นน่ะ อย่าลืมว่าพระพุทธเจ้าก็ดี พระอรหันต์ก็ดี ท่านเป็นทั้งพระพุทธเป็นทั้งพระสงฆ์ พระพุทธเจ้าพระปัจเจกพุทธเจ้าคือพระพุทธ พระอรหันต์คือพระสงฆ์ เราได้กรรมฐานใหญ่ ๒ กอง คือพุทธานุสติกับสังฆานุสติ แล้วจิตของเรายังเกาะอยู่ในด้านที่เป็นกุศลด้วยเพราะตั้งใจว่าท่านทำความดีอะไรเราพลอยยินดีด้วย อย่าลืมว่าพุทธานุสติกองเดียวพระพุทธเจ้าท่านบอกว่าบุคคลที่ยึดมั่นในพุทธานุสติจะเข้าถึงพระนิพพานได้ง่ายที่สุด ก็พระพุทธเจ้าท่านไม่อยู่ที่ไหนนอกจากพระนิพพาน
    อันนี้ก็คือว่าถ้าหากว่าทำแล้วมันจะได้ผลยังไง ก็ต้องสรุปรวบยอดว่าถ้าหากว่าใครทำได้จะสามารถเข้าถึงนิพพานได้ง่ายที่สุด ส่วนคนที่มันดูถูกถ้าหากว่าท่านทำดีทำถูก ตัวเองแค่คิดมันก็มีโทษแค่มโนกรรม เบาหน่อย แต่ถ้าคิดแล้วพูดออกเป็นทั้งมโนกรรมวจีกรรม ก็หนักขึ้นมาหน่อย แต่ถ้าหากว่า คิดพูดแล้วยังทำอีกต่างหากลักษณะว่าขัดขวางบ้างอะไรบ้าง มันเป็นทั้งมโนกรรม วจีกรรม กายกรรมครบถ้วนสมบูรณ์แบบ มีสิทธิ์ลงนรกได้ง่าย ๆ เพราะฉะนั้นอย่ายุ่งกับเขาหมดเรื่อง เขาจะทำอะไรให้เขาทำเถอะ

    http://www.grathonbook.net/book/74.2.html
     
  3. MBNY

    MBNY Administrator ทีมงาน Administrator

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2003
    โพสต์:
    6,795
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2
    ค่าพลัง:
    +22,131
    ถาม: (ไม่ชัด) ?
    ตอบ : พระวิสุทธิเทพ เทวดาผู้บริสุทธิ์ เทวดาเขาแบ่งออกเป็น ๓ ประเภทด้วยกัน มี สมมติเทพ คนยกขึ้นเหมือนอย่างกับเป็นเทวดา อย่างเช่น พระเจ้าแผ่นดิน พระเจ้าจักรพรรดิ อุปปัติเทพ บุคคลผู้เกิดเป็นเทวดาเองโดยกำเนิด อย่างเช่นว่า รุกขเทวดา ภุมมเทวดา อากาศเทวดา หรือพรหม แล้วก็วิสุทธิเทพ เทวดาผู้บริสุทธิ์ คือท่านที่อยู่ในนิพพาน ไม่ว่าจะเป็นพระอรหันต์ก็ดี พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ดี พระพุทธเจ้าก็ดี ถ้าพระวิสุทธิ์เทพองค์นี้หลวงพ่อท่านสร้าง ท่านหมายเอาถึงว่าเป็นพระพุทธเจ้า
    ถาม : เราบูชาโดยวางอยู่สูงกว่าพระพุทธเจ้าผิดไหม ?
    ตอบ : ถ้าหากว่าวางอยู่สูงกว่าไม่ผิด แต่ว่าขณะเดียวกันถ้าคนสงสัยต้องตอบเขาให้ได้
    ถาม : .........................................
    ตอบ : แล้วชินบัญชรวันละ ๕๐๐ จบเกิดจากว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งครูเป็นเส้นเลือดในสมองตีบ น็อกเข้าโรงพยาบาลไป ตอนที่แกน็อกไปน่ะ แกไปเจอหลวงพ่อโต วัดระฆัง หลวงพ่อโตถามว่า ต้องการอะไรจะให้ช่วยไหม ? ท่านก็ขอหลวงพ่อโตว่า ขอกลับไปเขียนเพชรพระอุมาให้จบก่อน โห...ครูแกเขียนเพชรพระอุมาโคตรมาราธอนเลย ๒๐ กว่าปีกว่าจะจบ ถ้าหากว่าช่วยให้กลับไปเขียนเพชรพระอุมาจบได้ คือหมายความว่าหายจากการป่วยครั้งนี้กลับไปเขียนหนังสือได้ จะท่องชินบัญชรถวายบูชาต่อหลวงพ่อโตวันละ ๕๐๐ จบ
    คราวนี้ครูเป็นคนตั้งมั่นและจริงจังมาก พอออกจากโรงพยาบาลปุ๊บ แกตะบันวันละ ๕๐๐ จบจริง ๆ ทำถึงขนาดรู้ว่าขับรถถึงตรงไหนจะสวดได้กี่จบ เขาจำได้ขนาดนั้น แล้วปรากฎว่าผลของสมาธิที่ตั้งมั่นขนาดนั้นน่ะ ก็เลยกลายเป็นฤทธิ์เป็นอภิญญาไปโดยอธิบายไม่ถูก คือคนเราถ้ามีของเก่า ถ้ากำลังใจถึงของเก่าจะกลับมา ครูก็สามารถทำสิ่งต่าง ๆ ที่คนอื่นเขาทำไม่ค่อยได้ อย่างเช่นว่า เขาก่อไฟอยู่แล้วเกิดถ่านกระเด็นออกมา แกก็หยิบวางกลับเข้าไป ไม่เป็นอะไรนะ เหมือนกับเราหยิบก้อนหินธรรมดาก้อนหนึ่ง
    คราวนี้สิ่งที่แกทำได้ มีอยู่ครั้งหนึ่ง บริษัทชื่อ การ์เดียน จะผลิตพวกกระจุกกันกระสุน เพื่อเอามาสำหรับติดตั้งรถยนต์หรอืสำนักงาน เขามาทดลอง คือครูได้รับการไว้วางใจว่าเป็นผู้มีความสามารถพิเศษในการใช้อาวุธปืน เมื่อถึงเวลาบริษัทเขารู้เขาก็เลยมาให้ครูทดลอง เขาใช้ปืนสั้นทุกชนิดยิง ไม่สามารถทะลุกระจกนั้นได้ เอาเอ็ม ๑๖ ยิงไม่ทะลุ อันนี้ติดตั้งกับรถยนต์นะ พอเอ็ม ๑๖ ยิงปั๊บ ครูบอกว่าทำอย่างนั้นไม่ถูก ทำไม่ถูกเพราะว่าไปจ้อยิง อาวุธปืนมีขีปนวิถีของมัน ถ้าหากว่าหมุนไม่ได้ระยะของมัน แรงทะลุทะลวงจะได้ไม่เต็มที่ ครูเขาถอยออกมาประมาณ ๑๕ เมตร กราดออกไปนี่พรุนเลย กันได้แต่ปืนสั้น กันไรเฟิลจู่โจมไม่ได้ บริษัทฯ ไม่ยอม ขนกลับไป งวดหน้ามาใหม่ ขนกระจกเล็กการ์ดรุ่นใหม่มาหนา ๒ นิ้ว ไม่รู้จะไปติดรถยนต์อะไรได้ แต่มันจะเอาชนะครูให้ได้ แล้วก็แบกไรเฟิลทุกชนิดมาเลย ตั้งแต่ ๔๕๘ แม็กนั่มจนกระทั่งถึงเอ็ม ๑๖ พูดง่าย ๆ ว่าใหญ่สุดยันเล็กสุด เอามายิงให้กระจายไปเลย ยิงเท่าไหร่ยิงไม่เข้าจริง ๆ ขนาดไรเฟิลล้มช้าง .๔๕๘ แม็กนั่ม ยิงไปนี่ถ้าหากว่าช้างวิ่งเข้ามาก็ดูดกระแทกไปเลย แรงปะทะขนาดนั้น ยิงไม่เข้าจริง ๆ แค่แตกร้าวเท่านั้นเอง
    เขาถามว่า พอใจไหม ? ทำได้ขนาดนี้ ครูบอกยังไม่พอใจ ขอลองอีกที แล้วแกก็เอา .๓๐๘ แม็กนั่มซึ่งมันเล็กมาก มันยังไม่เท่า ๓๘ นะ อย่าลืมมันแค่ ๓๐ นะ แกเป่าพ่วงเดียวแล้วยัดเข้ารังเพลิง ยิงทะลุฉุยเลย ตัวแทนบริษัทฯ ยืนปากอ้าตาค้างอยู่นั้นแหละ ครูเขาบอกว่า ยูใจเย็น ๆ take it easy คนไทยที่ทำได้แบบนี้มีน้อย (หัวเราะ) นั่นแหละ ผลของการสวดมนต์ขณะขับรถ อย่างคุณว่า อยากลองไหมล่ะ ?
    ถ้าหากว่าเป็นกำลังของอภิญญา ไม่มีประโยชน์หรอก กันอย่างไรก็กันไม่ได้ แหม...เล่นเอาฝรั่งเสียมวยไปเลย ใหญ่สุดยิงไม่เข้า แต่เล็ก ๆ ยิงเข้า ปัจจุบันนี้คุณครูมีความสุขดี แต่ยังไม่มีอารมณ์จะเขียนหนังสือ พล็อตเรื่องดี ๆ อยู่เต็มสมอง เพียงแต่ว่าคล้าย ๆ อยู่ระหว่างพักฟื้น โหมพลังชีวิตมากเกินไป กว่าจะเขียนเพชรพระอุมาจบต้องใช้คำว่า ๒ ภาคนะ แต่ถ้าหากว่าอย่างนักอ่านต้องบอกว่า ๓ ภาค เพราะว่าภาคแรกเขาจะลงในหนังสือที่เขาอาศัยเรื่องเพชรพระอุมาล้วน ๆ แรก ๆ เขียนเป็นเล่มเล็ก ๆ พวกเราอาจจะทัน เล่มละบาท ๕๐ สตางค์ เล่มละหกสลึงนั่นน่ะ ใส่กระเป๋าเสื้อได้ เหมือนอย่างกับหนังสือเพลง
    สมัยก่อน รุ่นนี้เคยเจอหรือเปล่า ? หนังสือเพลงเล่มเล็ก ๆ นั่นแหละ เขียนอย่างนั้นก่อนแล้วมันสนุก แกก็เลยร่วมกับนายทุนออกหนังสือชื่อนิวจักรวาล เอาเพชรพระอุมาเป็นเรื่องเอก แล้วก็มีเรื่องของคนอื่นด้วย ซึ่งคนอื่นบอกเจ๊งแหง ๆ แต่ปรากฎว่าขายดิบขายดี ประเภททำยอดขายติดอันดับ ต้องพิมพ์เป็นรายสัปดาห์ พอนายทุนเขาถอนตัวออกไป ก็ไปทำเดลิเมล์วันจันทร์ พอนายทุนเขาถอนตัวไปอีก ก็มาลงต่อภาค ๒ ในเดลินิวส์วันจันทร์ พอคุณแสง เหตระกูลถึงแก่กรรม คุณครูเลยต้องออกมา ออกหนังสือจักรวาลปืนเอง แล้วก็เขียนลงจักรวาลปืนเรื่อยมา กว่าจะจบคางเหลือง
    ถาม : (ไม่ชัด)
    ตอบ : แกแทรกอยู่ในนั้นหมดเลย เรื่องของธรรมะ เรื่องของการปฏิบัติทุกอย่างอยู่ในนั้น เรื่องอาวุธปืนในเพชรพระอุมาเป็นส่วนประกอบส่วนเดียวเท่านั้น เป็นเฟืองซี่เดียวในจักรกลของนาฬิกา นาฬิกาเรือนหนึ่งอาจมีจักรกลเยอะมาก เรื่องปืนในเพชรพระอุมาเป็นเฟืองซี่เดียว ที่พูดมาเพื่อจะบอกกับพวกเราว่า ถ้าอยากให้ได้ผลในการปฏิบัติ ต้องทำให้จริงจังอย่างครูเขา เรื่องของคาถาทุกอย่างต้องทำจริงจังและสม่ำเสมอ ทำ ๆ ทิ้ง ๆ ไม่ได้ เพราะว่าคาถาเป็นบาทของอภิญญา คือเบื้องต้นของอภิญญา คนจะทำอภิญญาได้ต้องมีความจริงสม่ำเสมอ ต้องไม่เบื่อไม่หน่าย ต้องทำจนกว่าจะเกิดผลคล่องตัว สามารถใช้งานได้อย่างใจปรารถนา ถ้าอย่างนั้นแล้วคุณจะหยุดก็ไม่มีใครว่า แต่ถ้ายังทำไม่ถึงขาดนั้นโอกาสที่จะเสื่อมจะพังมีอยู่
    เพราะฉะนั้นให้ดูตัวอย่างเอาไว้ว่า คนที่ทำแล้วได้ผล เพราะว่าเขาทำจริงและสม่ำเสมอ คนเขียนหนังสือทีหนึ่งกว่าจะจบนี่ อ่านจนเหนื่อยตายกันเป็นราย ๆ เลยล่ะ เพราะว่าใช้เวลาเขียน ๒๐ กว่าปี (หัวเราะ) กินเนสบุ๊คลงอย่างไม่เป็นทางการว่า เป็นหนังสือที่ยาวที่สุดในโลก ยังไม่เป็นทางการนะ จะประกาศเป็นทางการเมื่อไหร่ยังไม่รู้
    ถาม : เรื่องอุทิศส่วนกุศล จะอุทิศส่วนกุศลให้คนที่มีชีวิตอยู่ ?
    ตอบ : ต้องให้เขาโมทนาด้วยจ้ะ ต้องบอกเขาโดยตรงเลย ถ้าไม่บอกเขาโดยตรงผลจะน้อยเต็มที มีเหมือนกันนะ มีอยู่รายหนึ่งไม่ทราบเหมือนกันว่า ตอนช่วงสงครามคอมมิวนิสต์เขาไปติดอยู่ที่ลาวหรือเขมรไม่รู้ จำไม่ได้ ญาติพี่น้องคิดว่าตายหมดแล้ว เขาเลยตั้งใจทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ ปรากฎว่าหลังจากนั้นหลายปี เขาก็กลับมาบ้าน ญาติพี่น้องก็ตกใจ ไม่น่าจะรอดเลย กลับมาได้อย่างไร ? ปรากฎว่าพอเขาบอกว่าทำบุญไปให้วันนั้น เวลานั้น เขาบอกว่าแปลกมาก คนที่โดนขังอยู่ก็อด ๆ อยาก ๆ กินไม่อิ่ม เขาบอกวันนั้นอยู่ ๆ อิ่มบอกไม่ถูก อิ่มเฉย ๆ ไม่อยากกินอะไรเลย ก็เพิ่งมารู้ตอนนี้เอง ทางบ้านทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้
    ถาม : ถ้าเราอุทิศส่วนกุศลไปให้คนที่เขาไม่ชอบเรา ศัตรูเราทำได้ไหม ?
    ตอบ : ถ้าอย่างนั้นอยู่ในลักษณะแผ่เมตตา ถ้าอุทิศส่วนกุศลให้อย่างไร ? เขาก็ไม่โมทนาอยู่แล้วจ้ะ แผ่เมตตาตั้งใจนึกถึงเขาด้วยความหวังดีปรารถนาดี ขอให้เขาพ้นจากความทุกข์ ขอให้เขามีความสุข แต่ว่าแรก ๆ ถ้าอุทิศให้เขาลักษณะอย่างนั้น ตั้งใจแผ่เมตตาให้เขาลักษณะอย่างนั้น บางทีกำลังใจจะต้าน มันเป็นศัตรูเรา รู้สึกเป็นอย่างนั้น ตั้งใจแผ่เมตตาให้เขาลักษณะอย่างนั้น บางทีกำลังใจจะต้าน มันเป็นศัตรูเรา รู้สึกเป็นอย่างนั้น
    ดังนั้นถ้าหากว่าอุทิศส่วนกุศลต้องหัดให้คนที่เรารักให้ชิน พอชินแล้วก็ให้คนที่เราไม่รักไม่เกลียด คือสรรพสัตว์ทั้งหลาย จนกระทั่งชินสบาย ก็ให้คนที่เราเกลียดน้อย พอชินสบายใจแล้ว ค่อยให้คนที่เราเกลียดมาก ไม่อย่างนั้นอยู่ ๆ ให้คนที่เราเกลียดมากเลย มันยันกลับมาเลยโทษใครไม่ได้ เพราะเรายังไม่ชินกับมัน
    ถาม : แล้วเราจะทำอย่างไรให้ผลออกมาดีที่สุด ?
    ตอบ : ถ้าหากว่ากำลังใจเป็นอัปปมัญญา คือว่าไม่เลือกที่รักมักที่ชังจริง ๆ เห็นทุกคนเป็นเพื่อนร่วมทุกข์เกิดแก่เจ็บตายจริง ๆ ถึงเราไม่เบียดเบียนเขา เขาก็ทุกข์อยู่แล้ว จิตใจมีแต่ความรัก ปรารถนาดีต่อเขา สงสารอยากให้เขาพ้นทุกข์ ถ้าสามารถทำได้อย่างนี้แล้ว ผลจะเกิดเร็วแล้วก็แรงด้วย ดีไม่ดีเขากลับมาดีกับเราไม่รู้ตัวหรอก ถ้าวันไหนเขาเซ็นโอนมรดกให้ ก็รีบรับไว้นะ
    ถาม : (ไม่ชัด) เวลาสวดมนต์กำหนดเป็นตัวอักษรกลางหน้าผาก สวดไปสวดมาตึงมากจนปวด ?
    ตอบ : ใครบอกให้กำหนดกลางหน้าผากวะ ...! บอกว่าให้นึกถึงตัวหนังสือขึ้นมาเป็นตัว ๆ เลย ไม่จำเป็นต้องกลางหน้าผาก ลักษณะนั้นเราไปเพ่งความรู้สึกอยู่จุดเดียว จะตึงมาก บางทีพาให้ปวดหัวไปเป็นวัน ๆ เลย ถ้าหากว่านึกเป็น มันอยู่ตรงไหนก็ได้ เอาไว้ในอกก็ได้ เอาไว้ในท้องก็ได้ อย่าไปนึกถึงกลางหน้าผาก ตรงจุดกึ่งกลางหน้าผากน่ะ เป็นจักระ คือแหล่งพลังงานที่ใหญ่มาก บางคนเขาเรียกว่ามังกรหลับ อย่าไปปลุกให้มันตื่น ปลุกให้ตื่นเมื่อไหร่ ? จะมีพลังงานมหาศาลบอกไม่ถูก
    คราวนี้ของเราอยู่ ระหว่างเคาะประตูมัน บางทีจะเกิดอาการต่อต้านกับร่างกายขึ้นมา อย่าพยายามนึกถึงมันเป็นดี ถ้าเครียดมาก ๆ มันปวดมันตึงตรงนั้น ถ้าแก้ไม่ตกเอาถ่านไฟฉายมาก้อนหนึ่ง เอาตูดถ่านแปะหน้าผากตัวเองไว้ พักหนึ่งจะหาย เพราะว่าตอนที่ปวดเกิดจากไฟฟ้าสถิตในตัวของเรา สะสมในจุดนั้นมากเกินไป เอาถ่านไฟฉายมาแปะไว้หน่อย มันจะถ่ายเทเข้าถ่านจะหายเอง
    ถาม : เวลาเรานึกถึงพระเป็นอุนุสติ เราจะกำหนดพระด้วยวิธีการต่าง ๆ กลายเป็นความเคยชิน แต่ปวดตลอด ?
    ตอบ : ของเราเจตนาตั้งมั่นมากเกินไป ทำใจเบา ๆ สบาย ๆ นึกถึงท่านเห็นหรือไม่เห็นให้มั่นใจว่าอยู่ตรงบนั้นก็พอ อย่าไปจดจ่อมากเกินไป จดจ่อมากเกินไปเป็นการใช้สายตาเพ่ง แต่ว่าเป็นการเพ่งทั้ง ๆ ที่หลับตาอยู่ เป็นการกระทำที่ผิด ที่เรากำหนดภาพเป็นมโน คือห้วงนึกของเรา นึกถึงแบบเรานึกถึงบ้าน นึกถึงรถของเรา นึกถึงคนที่เรารักเรารู้จักอย่างนั้น ไม่ใช่ไปนึกเพ่งให้เห็น นึกเพ่งให้เห็นเป็นการใช้กำลังใจผิด ดีไม่ดีก็เป็นไมเกรนไปเลยก็มี
    ถาม : ถ้าเราภาวนาไม่ได้ แล้วสวดมนต์ ?
    ตอบ : ได้เลย สวดมนต์ก็บอกแล้วว่า ถ้าทำเป็นก็ไปนิพพานได้
    ถาม : บทสวดเลือกเฉพาะบทได้ใช่ไหมครับ แต่ละบทให้ผลเหมือน ๆ กัน ?
    ตอบ : ได้ อยู่ที่ใจเรา ถ้าใจเป็นสมาธิ อยากจะให้ผลเป็นอย่างไร ? ก็จะเป็นไปตามที่เราต้องการ เพราะถ้าถึงตรงจุดนั้นเรียก มโนมยา คือสำเร็จด้วยใจ คาถาหรือบทสวดเป็นแค่เครื่องโยงใจเท่านั้น พอโยงใจเป็นสมาธิแล้ว เราใช้สมาธิเป็นฌานฤทธิ์ คือฤทธิ์ที่เกิดจากฌานสมาบัติ กำหนดให้เป็นอย่างไร ? จะเป็นอย่างนั้นเอง
    ถาม : ผมต้องเริ่มจากจุดไหนครับ?
    ตอบ : อันดับแรก ศีลก่อน จำไว้ว่า ถ้าไม่มีศีลนี่เจ๊งเลย..! ไม่มีศีลเรา จะไม่มีเครื่องคุ้มตัวเอง ต้องรักษาศีลให้ได้ อันดับแรกทำศีลให้บริสุทธิ์ ด้วยตัวเอง เมื่อทำได้เรียบร้อยแล้ว ก็อย่ายุยงให้คนอื่นเขาละเมิดในศีล เมื่อทำได้ทั้งตัวเองรักษาบริสุทธิ์ ไม่ยุให้คนอื่นเขาละเมิดแล้ว เห็นคนอื่น เขาละเมิดก็อย่าไปยินดีด้วย ถ้าหากว่าศีลของเราบริสุทธิ์ เราตั้งใจจะทำ สมาธิ สมาธิจะทรงตัวได้ง่าย พอสมาธิทรงตัวแล้วจะเอาฤทธิ์ เอาอภิญญา หรือว่าต้องการมรรคผลหลุดพ้นไปนิพพาน ก็ทำเอา
    ถาม : ทำยากจริง ๆ เลย ข้อ ๔
    ตอบ : อาตมาเคยปากไว เจตนาโกหกไม่มี คราวนี้โทษของการละเมิด ศีลข้อ ๔ ที่เต็ม ๆ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ คือว่าหลอกลวงคนอื่นเขา แล้วผล ประโยชน์ตกแก่เรา แต่ว่าพอทำไป ๆ กระทั่งพูดผิดนิดหน่อยก็จะไม่ให้เป็น ไม่ต้องการให้เป็นอย่างนั้น อาตมาใช้วิธีเอาเหรียญหลวงพ่อมาอมไว้ ใคร จะเลียนแบบไม่ว่านะ พอขยับปากจะพูดมันติดเหรียญ รู้ว่าเรารักษาศีลอยู่ ต้องคิดก่อนพูดนะ ทำอยู่เป็นเดือนเหมือนกัน กว่าสติจะทัน
    ถาม : บางครั้งกับลูกค้า เราไม่โกหกเราก็พังครับ
    ตอบ : ถ้าหากว่าอยู่ในลักษณะใช้เพราะจำเป็นต้องโกหกนะ ก็ดูว่า ๒๔ ชม. เราโกหกหรือเปล่า? ช่วงเวลาว่างต้องมี ในเมื่อช่วงเวลาที่ไม่โกหกมี ให้เรารักษาศีลเป็นเวลา อย่างเช่นว่าตั้งแต่ตื่นขึ้นมาจนไปถึงที่ทำงาน เราจะรักษาศีลทุกข้อให้บริสุทธิ์ ตั้งแต่กลับจากที่ทำงานจนถึงบ้าน เราจะ รักษาศีลทุกข้อให้บริสุทธิ์ ให้ตั้งใจอย่างนี้
    ถาม : คำว่า "ตั้งใจ" ต้องสมาทานศีลทุกครั้งหรือไม่?
    ตอบ : ไม่ต้อง เรารู้อยู่แล้วว่าศีลมีอะไร? การสมาทานศีลเป็นการศึกษา ว่าศีลมีอะไรบ้าง? ถ้าเราตั้งใจรักษาศีล รู้ว่าศีลมีอะไร? ทำได้เลย ไม่ต้อง ไปสมาทาน
    ถาม : ถ้าอย่างเราจะทำบุญหรือภาวนา แล้วเราจะแผ่ส่วนกุศล คราวนี้ บทแผ่ส่วนกุศลของหลวงพ่อยาวมาก เคยได้ยินมาให้พูดต่อไปเลยว่า วันหลังถ้ามาทำอีก ให้มาโมทนาได้เลย ไม่ต้องให้เราบอกกล่าวอีก ถ้าพูด ครั้งเดียวคราวหลังไม่ต้องแผ่เมตตาได้ไหมครับ?
    ตอบ : มันก็ง่ายเกินไป ที่ว่าง่ายเกินไปเพราะว่า บางท่านกำลังท่านน้อย ถ้าหากว่ากำลังท่านน้อย แล้วเราให้ในลักษณะนั้น พวกกำลังมากเอาไป รับประทานหมด เบียดเขาไม่ถึงหรอก เพราะฉะนั้นทนลำบากหน่อย ไม่ยากเกินไปหรอก
    ถาม : ถ้าเราฟุ้งซ่านอยู่เรื่อย ๆ กลางคืนเราก็จะฝันอยู่เรื่อย ๆ เมื่อคืนฝัน รู้สึกจะทะลุเข้าขั้นบ้า..! เราจะหยุดมัน พอตื่นขึ้นมา เราจะกำหนดอะไร ได้บ้างตอนนั้น?
    ตอบ : ถ้าหากว่าสติยังไม่สมบูรณ์พอ เราจะบังคับตัวเองไม่ได้ ถ้าสติ สมบูรณ์พอถึงระดับหนึ่ง หลับอยู่ จะรู้ว่าหลับ ต้องการให้ตื่น จะบอกตัวเอง ให้ตื่นได้ ถ้ายังทำไม่ถึงขั้นนั้น จะไปบังคับให้ตื่นไม่ได้หรอก ส่วนลักษณะ ของความฝันก็มีหลายอย่าง เริ่มตั้งแต่ ธาตุวิปริต กินมากไปหน่อย ท้องไส้ ไม่ปรกติ ก็เลยฝันไปเรื่อย อย่างที่สองคือ กรรมนิมิต ความดีความชั่ว ที่เราทำมา จะแสดงเหตุให้รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นอย่างที่สามคือ จิตนิวรณ์ อย่างที่คุณเป็น เก็บความฟุ้งซ่านตอนกลางวันไปฝันตอนกลางคืน อย่าง สุดท้ายเรียก เทพสังหรณ์ เทวดาหรือพรหมท่านสงเคราะห์ให้รู้ว่า อะไรจะเป็น อะไรจะเกิด อย่างนี้ต้องพยายามสร้างสติให้สมบูรณ์กว่านั้น หลับกับตื่นให้ความรู้สึกเท่ากัน หลับอยู่ก็เหมือนตื่น ถ้าทำอย่างนั้นได้ อะไรจะเป็น อะไรจะเกิด อย่างนี้ต้องพยายามสร้างสติให้สมบูรณ์กว่านั้น หลับกับตื่นให้ความรู้สึกเท่ากัน หลับอยู่ก็เหมือนตื่น ถ้าทำอย่างนั้นได้ เราต้องการตื่นเมื่อไหร่จะตื่น แต่ถ้าทำถึงขนาดนั้น ไม่ต้องเสียเวลาหรอก เพราะไม่ฝัน รู้ตัวตลอด
    ถาม : ถ้าเราเป็นประเภทที่ ๓ จิตนิวรณ์มาก ๆ นี่ ทำอย่างไรให้หายฟุ้งซ่าน?
    ตอบ : ถ้าอยู่กับลมหายใจเข้า-ออกได้จะไม่ฟุ้ง คราวนี้ของคุณมันไม่ยอม อยู่ด้วยเลย หาหนังสือธรรมะมาอ่านก็ได้ หรือสวดมนต์ก็ได้ ทำจนกระทั่ง หลับไป ให้หลับคาการสวดมนต์ไปเลย ยิ่งตื่นมากเท่าไหร่ เออ..ดี จะได้ สวดได้เยอะ ๆ ถ้าคิดอย่างนั้นแป๊บเดียว หลืบ..! มันกลัวเราจะดี เป็นอย่าง นั้นจริง ๆ ลองดูคนไหนนอนไม่หลับ แล้วจะบังคับให้หลับ โอย..ยิ่งตื่น ใหญ่ แต่ถ้าคิดว่า เออ..ตื่นอยู่ได้แหละดี เราจะทำความดีให้เยอะ ๆ ทำได้ หน่อยเดียว ไปตอนไหนก็ไม่รู้ด้วย
    ถาม : อยากให้ช่วยอธิบายคำว่า "รู้สึกเห็น" เป็นอย่างไร?
    ตอบ : เหมือนกับว่าเราอยู่ในห้องมืด ๆ แล้วเขาส่งวัตถุชิ้นหนึ่งมาให้เรา เราเอื้อมมือจับ เราจะรู้สึกว่าวัตถุชิ้นนั้นคืออะไร? ลูบ ๆ คลำ ๆ พักหนึ่ง ก็พอจะบอกได้ ลักษณะอย่างนี้น่าจะเป็นแว่นตานี่หว่า ก็ตอบไป แว่นตา ครับ คราวนี้เราต้องซ้อมบ่อย ๆ ซ้อมให้ชำนาญ คลำบ่อย ๆ จับเรื่อย ๆ พอมาถึงคลำเจอมุมเดียว ก็บอกแว่นตาครับ คล่องตัวแล้วนี่ความรู้สึก ก็คือว่า จะเกิดคำตอบขึ้นมาในใจของเรา ว่ามันคืออะไร? แต่ว่าคำตอบ มาลักษณะที่ไม่เห็นอะไรเลย ทงั้ ๆ ที่ตรงหน้ามืดตื๋อ ให้เชื่อคำตอบนั้น
    ถาม : แสดงว่าจิตค่อนข้างเป็นสมาธิ?
    ตอบ : เริ่มเป็น ยังไม่ทันจะเป็นสมาธิ เขาเรียกว่า อุปจารสมาธิ คือใกล้ จะเป็นสมาธิ ช่วงนั้นความเป็นทิพย์จะเริ่มเกิด แล้วจะเกิดอีกทีตอน เป็นฌาน ๔ ทรงตัวไปเลย เหมือนกับห้อง ๒ ห้อง ห้องหนึ่งอยู่ข้างล่าง ห้องหนึ่งอยู่ข้างบน ระหว่างกลางมีบันไดอยู่ ๓ ขั้น ห้องทั้งบนทั้งล่างอยู่ใน สภาพเหมือนกัน คืออยู่ข้างล่างมองออกไปรอบด้าน เห็นทุกอย่างหมด อยู่ข้างบนมองไปรอบด้าน เห็นทุกอย่างหมด แต่ถ้าอยู่ตรงกลางบันได จะไม่เห็นอะไร ติดข้างฝา เพราะฉะนั้นคนฝึกมโนมยิทธิ ถ้าไม่ฝึก แบบครึ่งกำลัง คือใช้อุปจารสมาธิ ยอมอยู่ห้องข้างล่าง ก็ต้องฟาดให้ได้ ฌาน ๔ เต็มกำลังไปเลย ถ้าได้ฌาน ๔ เต็มกำลัง คือเราไปอยู่ห้องบน จะเห็นทั้งคู่ แต่ถ้าหากว่าคุณทรงฌานระดับตรงกลาง ๆ ก็คือ ๑,๒,๓ จะไม่เห็นอะไร
    เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่ที่ทำแล้วไม่ได้ เพราะว่าไม่ยอมทิ้ง ลมหายใจเข้า-ออก ถึงเวลาภาวนาแล้วเพลิน เกาะลมไปเรื่อย ครูฝึกบอกให้ หยุดภาวนา ไม่ยอมหยุด ถ้าอย่างนั้นคุณกำลังอยู่บนบันได ไปไม่รอด หรอก ต้องถอยกำลังใจลงมาสู่อารมณ์ปรกติ ทำใจสบาย ๆ เหมือนกับเรา หลับตาคุยกับครู ไม่ต้องไปนึกถึงลมหายใจเข้า-ออก ถ้าครูเขาบอกว่า ให้นึกถึงอะไร? ให้นึกถึงอย่างนั้น ท่านบอกให้ขอบารมีพระยกจิตของเรา ขึ้นสู่จุฬามณี ให้นึกเดี๋ยวนี้เลย ตรงหน้าเราคือจุฬามณี ถ้าบอกให้ไป สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ให้นึกเดี๋ยวนั้นเลยว่า ตรงหน้าเราคือสวรรค์ชั้น ดาวดึงส์ แล้วพอท่านถามว่าเห็นอะไร? รู้สึกอย่างไร? ให้ตอบไปตามนั้น ความรู้สึกจะบอกเอง พอนานเข้า ๆ ความคล่องตัวมี สภาพจิตนิ่ง ภาพจะเริ่มปรากฏ แล้วก็จะพาเสีย
    เพราะส่วนใหญ่ภาพปรากฏ เราก็จะ ไปเพ่งมันให้ชัด ใช่ไหม? เราต้องไปถึงตรงนั้น เราถึงจะเห็น คราวนี้ภาพ ปรากฏเราไปเพ่งมัน อย่าลืมการเพ่งต้องใช้สายตา การนึกถึงตา คือนึก ถึงตัว นึกถึงตัวคือดึงจิตกลับมาที่ตัว ภาพก็หายไป บางคนประสาท กลับไปเลย เพราะว่าเป็น ๆ หาย ๆ อยู่ตั้งหลาย ๆ ปี แค่เราทำใจสบาย ๆ ว่าก่อนหน้านี้ แค่ความรู้สึกอย่างเดียวก็ถูกต้องแล้ว ภาพจะมาหรือ ไม่มา เห็นหรือไม่เห็นเป็นเรื่องของมัน ถ้าทำใจอย่างนี้ได้ ภาพจะอยู่ นิ่งแล้วก็นานด้วย
    ถาม : แก้ฟุ้ง?
    ตอบ : หมายความว่า ระหว่างภาวนาแล้วไปคิดเรื่องอื่น ถ้าอย่างนั้น แปลว่า เราหลุดจากลมหายใจเข้า-ออกแล้ว ให้ดึงความรู้สึกทั้งหมดกลับ มาอยู่กับลมหายใจเข้า-ออกใหม่ "พุท" ไม่ทันจะ "โธ" มันไปแล้วก็ดึง กลับมาใหม่ ตอนแรก ๆ เอาแค่นับ ๑-๑๐ หายใจเข้า "พุท" หายใจออก "โธ" นับ ๑ หายใจเข้า "พุท" หายใจออก "โธ" นับ ๒ ถ้าวิ่งไปคิดเรื่อง อื่นเมื่อไหร่? นับ ๑ ทันที จนกว่าจะได้ พุท-โธ ครบ ๑๐ ครั้งโดยไม่คิด เรื่องอื่น ลองดูเถอะ..! ครึ่งชั่วโมงไม่ได้กินมันหรอก แค่ ๑-๑๐ นี่แหละ ครึ่ง ชั่วโมงผ่านไปไม่รู้ตัว พลาดเมื่อไหร่นับ ๑ ใหม่ทันที
    ถาม : มีปัญหาปากก็สวดมนต์ แต่ใจคิดอย่างอื่น?
    ตอบ : ถ้าอย่างนั้น บางทีเป็นการใช้กำลังเกินที่เราต้องการ เป็นการแบ่ง จิตเป็นหลาย ๆ ส่วน ทำงานหลายส่วนพร้อมกัน ถ้าอย่างนั้นให้จดจ่ออยู่ ตรงหน้า ดึงความรู้สึกทั้งหมดให้มาอยู่ตรงหน้า ถ้าไม่อยู่กับคำสวดของเรา ก็ให้อยู่กับลมหายใจเข้า-ออกไปเลย แล้วจะไม่คิดเรื่องอื่น แสดงว่าของเก่า โยมน่ะเยอะ ถ้าของเก่าไม่เยอะ ทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก ลักษณะนั้นจะ เป็นการเริ่มแยกจิตเป็นหลาย ๆ ส่วน ทำงานหลาย ๆ อย่างพร้อมกัน เมื่อกี้ที่บอกว่า เขียนหนังสือส่วนเขียนหนังสือ ตอบปัญหาส่วนตอบปัญหา คือลักษณะนี้ จะรับรู้หลาย ๆ อย่างได้พร้อมกัน
    ถาม : อารมณ์อย่างที่บอกเมื่อกี้ เราเคยทำได้ แยกออกมาเป็นหลาย ๆ ส่วน ตอนหลังเสื่อมลง แล้วเราจะกลับไปได้ไหมคะ?
    ตอบ : ทำใหม่ ของที่เคยทำได้ ไม่ยาก เราไปฟื้นมันใหม่ หากว่าถึง ตรงจุดนั้น ก็ได้อีก เพียงแต่ว่าเราทิ้งมานานจนเรื้อเวที สนิมขึ้นเยอะ ในระหว่างขัดสนิมเคาะสนิม บางทีท้อ เพราะฉะนั้นห้ามท้อจ้ะ หรือถึง ท้อได้ก็ห้ามถอย (หัวเราะ)
    ถาม : เคยจับลมหายใจได้เกิน ๓ ครั้ง ก็ไปแล้ว
    ตอบ : ตั้งต้นนับ ๑ ใหม่ เอาแค่ ๑-๑๐ สองดูสิ ให้รู้ไป ให้เวลา ๑๐ ปี จะทำได้ไหม?
    ถาม : เลยหนีไปจับภาพพระแทน (ไม่ชัด) เอาภาพไปอยู่ที่ไหน?
    ตอบ : เอาว่าท่านใหญ่เต็มแผ่นดินแผ่นฟ้า ครอบตัวเราอยู่ก็ได้ ตัวเรา ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย เหลือแต่เพียงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่สว่างไสวโตเต็มจักรวาลอยู่องค์เดียว เอาใจจดจ่ออยู่กับท่าน ตั้งใจว่านั่น ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย เหลือแต่เพียงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่สว่างไสวโตเต็มจักรวาลอยู่องค์เดียว เอาใจจดจ่ออยู่กับท่าน ตั้งใจว่านั่น คือ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าไม่อยู่ที่ไหน นอกจากบน พระนิพพาน เราเห็นท่าน คือเราอยู่กับท่าน เราอยู่กับท่าน คือเราอยู่บน พระนิพพาน รักษาอารมณ์นี้ไว้ก็พอ
    ถาม : เวลานั่งสมาธิ ทำอย่างไรถึงไม่ง่วง?
    ตอบ : มีหลายวิธี อันดับแรก เปลี่ยนอิริยาบถ ถ้านั่งแล้วง่วง ก็เดิน ถ้าเดิน แล้วง่วง ก็ไปยืนอยู่โน้น ขอบระเบียง เผลอให้หัวทิ่มลงไปเลย แก้แบบ หลวงปู่ฝั้นก็ได้ หลวงปู่ฝั้นเป็นครูบาอาจารย์องค์แรกที่เป็นครูกรรมฐาน ของอาตมา ที่เป็นพระไม่ใช่ฆราวาส ฆราวาสคนแรกที่เป็นครูกรรมฐาน ท่านเป็นครูสอนคณิตศาสตร์ หลวงปู่ฝั้นท่านบอก ท่านภาวนาเมื่อไหร่ ก็โงก ภาวนาเมื่อไหร่ก็ง่วง ท่านก็เลยให้ลูกศิษย์หาปีบมาใบหนึ่ง แล้วท่าน ไปตั้งไว้ข้างขอบเหวเลย นั่งภาวนาอยู่บนปีบ ตั้งใจว่าถ้ามันโงก ก็ให้หัว ทิ่มลงเหวตายไปเลย คราวนี้กลัวตาย ตาสว่างไม่ยอมง่วง ท่านบอกภาวนา สำเร็จก็ตรงนั้นแหละ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ถ้าหากว่าง่วง ให้เปลี่ยน อิริยาบถ ถ้าเปลี่ยนอิริยาบถไม่หาย เอาไม้ขนไก่มาปั่นหู ปั่นหูไม่หาย เอามือลูบเนื้อลูบตัวลูบหน้า ถ้ายังไม่หายอีก หาน้ำมาล้างหน้า ถ้าไม่หาย ให้ทำกายบริหาร ถ้าไม่หาย ให้ตั้งใจสวดมนต์ดัง ๆ ถ้ายังไม่หายอีก ให้ กำหนดแสงสว่าง นึกถึงว่ามันสว่าง ถ้าหากว่ายังไม่หายอีก แก้อย่างไร ก็ไม่ได้แล้ว ไปไม่รอดแล้ว ท่านบอกให้นอนไปเลย แสดงว่าร่างกาย ต้องการพักผ่อนจริง ๆ ถ้าหากว่าเราไปบังคับ จะเครียดมาก เดี๋ยวจะเกิด อาการที่เรียกว่า กรรมฐานแตก
    ถาม : เรานั่งสมาธิ ลืมตาได้หรือไม่ครับ?
    ตอบ : ได้ สมาธิลืมตาเก่งกว่านะ เพราะว่าจิตของเราต้องจดจ่ออยู่กับ ภายใน ถ้าจะทรงตัวจริง ๆ อย่างน้อยต้องเป็นปฐมฌาน ไม่อย่างนั้นเดี๋ยว จะแวบไปดูนั่น แวบไปดูนี่ เห็นเขาเคลื่อนไหวอะไร ก็ไปสนใจ ถ้าคุณทำได้ แสดงว่ากำลังของคุณอย่างน้อยต้องเป็นปฐมฌานแล้ว
    ถาม : (ไม่ชัด)
    ตอบ : คุณลืมตาธรรมดาอย่างนี้แหละ แต่คุณนึกว่ามีพระพุทธรูปอีกองค์ หนึ่ง ครอบคุณอยู่อย่างนี้ แบ่งความรู้สึกส่วนหนึ่ง นึกถึงภาพพระองค์ นั้นเสมอ ความรู้สึกส่วนนั้นแค่สัก ๒๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นแหละ อีกความรู้สึก ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ของเรานั้น ก็ทำงานทำการของเรา ไปนั่นแหละ ลืมตาทำง่ายดีถึงเวลาต้องการเห็นผี เห็นเทวดา ก็แค่ว่า ขอให้ภาพพระนี้หายไป ภาพเทวดาจงปรากฏขึ้น เราเห็นภาพพระชัด แค่ไหน? เราก็เห็นผีเห็นเทวดาชัดแค่นั้น
    ถาม : จากปฐมฌาน ให้กลับลงมาเป็นอุปจารสมาธิ ทำอย่างไรคะ?
    ตอบ : ต้องลดกำลังลง ถ้าหากว่าต้องการลดอย่างนั้นจริง ๆ ถ้ากำลังสูง มาก ให้กลับมานึกถึงลมหายใจเข้า-ออก ถ้าหากนึกถึงลมหายใจเข้า-ออก แล้วยังเป็นลมละเอียดอยู่ ให้หายใจแรง ๆ ก็จะลดลงไปเป็นอุปจารสมาธิ เอง สมัยอาตมาฝึกอยู่ ใช้วิธีนอนแล้วก็นั่ง นั่งอยู่พอเอนตัวลงก็ ๑,๒,๓... ๖,๗,๘ อะไรอย่างนี้ ถึงเวลาลุกขึ้นก็ ๘,๗,๖...๓,๒,๑ ขึ้น มา นั่ง ๆ นอน ๆ เป็นไอ้บ้าอยู่คนเดียว คนอื่นเห็นต้องว่าเพี้ยนแน่ ๆ เลย ทำอะไรของมัน? เดี๋ยวลุก เดี๋ยวนั่ง ความจริงเราซ้อมให้คล่องตัวไว้
    ถาม : (ไม่ชัด)
    ตอบ : ปล่อยมัน บอกแล้วว่าเต็มที่ทีเดียว แล้วมันจะเลิก ถ้ามัวแต่ ไปสนใจอยู่ คุณผิดตั้งแต่ไปสนใจมันแล้ว การนั่งสมาธิเขาไม่ให้สนใจว่าอะไร เกิดขึ้นกับกาย ถ้าหากว่าคุณสมาทานกรรมฐาน ใช้คำว่า "ข้าพเจ้าขอ มอบกายถวายชีวิต ต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า" ใจของเรา ต้องมุ่งมั่นอยู่ที่เดียว ไม่ใช่อะไรเกิดขึ้นกับร่างกายแล้วไปสนใจมัน ถ้าเกิด ขึ้นอย่างนั้นแล้วไปสนใจ เขาเรียกว่าขาดตัวอุเบกขา ตัวอุเบกขาจะเป็น กำลังใหญ่ จะทำให้สมาธิทรงเป็นฌานทุกระดับชั้น ตั้งแต่ปฐมฌานขึ้น ไป จนถึงฌานที่ ๘ ถ้าไม่มีตัวอุเบกขา จะทรงตัวไม่ได้ คราวนี้ของคุณลง อุเบกขาไม่ได้ เพราะมัวแต่ไปสนใจกับร่างกายอยู่ สมาธิจะทรงตัวได้น้อย ห้ามสนใจจ้ะ จะตายก็ให้มันตาย จะพังก็ให้มันพัง จะโยกก็ให้มันโยก
    ถาม : แล้วพอระยะหนึ่ง ผมเลิกสนใจ หันมาจับลมหายใจ แต่ลูกแก้วก็ยัง สว่างอยู่ แล้วตัวก็ตึง?
    ตอบ : ก็ให้สว่างไปสิ ให้ตึงต่อไป
    ถาม : จุดจบของมัน
    ตอบ : จุดจบของมันตรงจุดนั้น เป็นแค่ฌาน ๓ ลักษณะตัวตึงนี่ บางที เหมือนกับเรากลายเป็นหินไป บางทีเหมือนกับเราโดนมัดแน่นอยู่กับเสา เราแค่รับรู้เฉย ๆ ว่าตอนนี้เป็นอย่างนั้น เอาใจจดจ่ออยู่กับดวงแก้วของเรา ต่อไป เสร็จแล้วจะก้าวข้ามไปเป็นฌาน ๔ ถึงตอนนั้นจะสว่างโพลงอย่าง ที่คุณบอกไม่ถูก สว่างด้วยเย็นด้วย ตอนนั้นจะเหลือความรู้สึกอยู่จุดเดียว อาจจะอยู่ตรงข้างหน้าของเรา หรืออาจจะอยู่ในอกของเรา หรืออยู่กับ ดวงแก้วของเรา จะปักนิ่งอยู่ตรงจุดนั้นที่เดียว อะไรเกิดขึ้นรอบข้างตอนนี้ ไม่รับรู้แล้ว ฟ้าฝ่าข้างหูไม่ได้ยิน
    เพราะฉะนั้นก่อนที่คุณจะทำ ให้ตั้งใจด้วย ว่าจะเลิกเมื่อไหร่? ไม่อย่างนั้น บางที ๗ วันนั่งอยู่อย่างนั้น เพราะว่า ความรู้สึกของเราเหมือนกับว่าแป๊บเดียว ยิ่งสมาธิลึกเท่าไหร่? เวลาผ่าน ไปเราจะไม่รู้สึก เรารู้สึกว่าแป๊บเดียว ตั้งใจไว้ว่าเราจะเลิกเมื่อไหร่? ถึงเวลา จิตจะถอนออกมาเอง ถ้าคุณไม่ตั้งใจไว้ก่อน เดี๋ยวได้ของแถมแน่ อาตมา จะโดนหามไปเผามาแล้ว (หัวเราะ) ค่อย ๆ ทำไปเริ่มดีแล้ว นั่นเป็นฌาน ๓ แล้วถ้ารู้สึกว่าตึง บางทีรู้สึกเหมือนกับชาจากปลายมือปลายเท้า เข้ามา ๆ แล้วตัวแข็งเป๊กไปเลย หรือไม่ก็รู้สึกตึงเปรี๊ยะเหมือนโดนมัด ติดอยู่กับหลัก นั่นแหละคืออาการของฌาน ๓ แล้วอย่าไปจับอาการนะ จะหายใจแรงหายใจเบา
    เรื่องของมัน รู้ไว้เฉย ๆ จะได้ยินเสียงเบาลง หรือ ไม่ได้ยินเสียง รับรู้ไว้เฉย ๆ จะตึงจะแข็งจะชาอย่างไร? รับรู้ไว้เฉย ๆ อย่าไปเอ๊ะ..! ตอนนี้เป็นอย่างนี้แล้ว เดี๋ยวจะเป็นอย่างนั้น เดี๋ยวต่อไป จะเป็นอย่างโน้น ถ้าเราไปจับอย่างนั้น จะไม่ก้าวหน้า จะอยู่กับที่อย่างนั้น รับรู้ไว้เฉย ๆ อย่างเดียว กำหนดรู้เอาไว้ ถ้าจับดวงแก้วก็จับต่อไป แค่นั้น เองแหละ แล้วเดี๋ยวจะก้าวไปเรื่อย ๆ ถ้าสนใจเมื่อไหร่? เจ๊ง..! อยู่แค่นั้น แหละ ไปต่อไม่ได้ แล้วถอยอีกต่างหาก เองแหละ แล้วเดี๋ยวจะก้าวไปเรื่อย ๆ ถ้าสนใจเมื่อไหร่? เจ๊ง..! อยู่แค่นั้น แหละ ไปต่อไม่ได้ แล้วถอยอีกต่างหาก
     
Loading...
กระทู้ที่คล้ายกัน - ฉบับที่ เดือนเมษายน พุทธศักราช
  1. WebSnow
    ตอบ:
    2
    เปิดดู:
    1,216
  2. paang
    ตอบ:
    2
    เปิดดู:
    1,675
  3. paang
    ตอบ:
    3
    เปิดดู:
    1,162
  4. WebSnow
    ตอบ:
    4
    เปิดดู:
    1,504
  5. WebSnow
    ตอบ:
    14
    เปิดดู:
    1,376
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...