ชีวประวัติหลวงพ่อใหญ่ อภินันโท(จุฬ) วัดถ้ำใหญ่คูหาสวรรค์

ในห้อง 'พุทธศาสนา และ ธรรมะ' ตั้งกระทู้โดย ด้วยรัก30, 6 ธันวาคม 2015.

  1. ด้วยรัก30

    ด้วยรัก30 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 มิถุนายน 2011
    โพสต์:
    968
    ค่าพลัง:
    +569
    ชีวประวัติหลวงพ่อใหญ่ อภินันโท(จุฬ) วัดถ้ำใหญ่คูหาสวรรค์ ต.นิคมสร้าง อ.เมือง จ.ลพบุรี
    ท่านเคยบอกว่าธรรมะของจะอยู่ไปอีก 500 ปี ตอนพระท่านมีชีวิตอยู่ก็ฉันเจ และบอกลูกหลาน ไม่ให้ทานเนื้อวัว เนื้อควาย เพราะเป็นสัตว์มีบุญคุณ ให้นมและไถ่นาให้ข้าว เขาเป็นสัตว์ใหญ่ รู้ว่าตัวเขาเองจะโดนฆ่าน้ำตาไหล
    คำปรารภ
    ของ
    หลวงพ่อใหญ่อธินันโท(จุฬ)
    ประวัติของหลวงพ่อได้พิมพ์ไปแล้วครั้งแรก ๒๕๐๐ เล่ม หมดไปแต่ปีแรกๆ มีศิษยานุศิษย์มาขอหนังสือชีวประวัติก็ไม่มีแจกให้ เพราะไม่มีโอกาสพิมพ์ ใหม่สักที มาบัดนี้ คุณกินซัง แซ่แต้(เฮียตี๋) เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อขออนุญาติพิมพ์ขึ้นใหม่ ๑,๐๐๐ เล่ม เพื่อแจกจ่ายแก่ผู้ต้องการที่จะทราบประวิติของหลวงพ่อเพื่อหวังเอาเป็นค่าบูรณะสร้างสถานสิ่งถาวรต่อไป ด้วยพิจารณาเห็นว่าชีวประวัติของหลวงพ่อ มีธรรมะนรก มีวิญญาณ ตลอดถึงสวรรค์นิพพานที่ผ่านพบข้างในด้วยตนเองตลอดเล่ม พิมพ์ออกเผยแพร่ให้พวกอนุชนรุ่นหลังได้รุ้ ได้เข้าใจและเป็นเหตุกระตุ้นเตือนให้ค้นคว้าแสวงหาด้วยตนเองทางภายในต่อไป จะได้ไม่เข้าใจเขวไปว่า เรื่องนรกสวรรค์ นักปราชญ์เขียนเรื่องนรกขึ้นมาขู่ เขียนเรื่องสวรรค์เข้าล่อ เพื่อให้ชาวโลกเชื่อและเลื่อมใสในลัทธิและศาสนาของตน
    มีความจริงอยู่อีกข้อหนึ่ง คือถ้าค้นคว้าทางด้านใน ด้วยสมถยานิกะวะ เป็นต้องทราบเรื่อง รู้เรื่องราว นรก สวรรค์ อินทร์ พรหม ยมยักษ์ ฯลฯ ตลอดถึงนิพพานได้ชัดเจนแจ่มแจ้ง เพราะติดต่อกันได้ คุยกันได้ ฟังเทศน์ของพระพุทธเจ่าได้ไปเทียวด้านใน คราวไหนก็คราวนั้นเป็นต้องพบทุกครั้งไป มิใช่เรื่องสร้างขึ้นมาด้วยจิตของตนเองหรือเป็นนิมิตรติดตาอย่างที่เข้าใจผิดๆ
    หากว่าค้นคว้าด้านใน ทางวิปัสสนายิกะ จะไม่พบเรื่องเหล่านี้เลย หรือพบก็ไม่สนใจ เพราะเข้าใจเอาเองว่าเป็นภาพหลอนบ้าง เป็นภาพวิญญาณไม่จริงบ้างคล้ายกับเป็นว่าพวกนี้ ไม่เชื่อว่าวิญญาณมีจริงๆ ความจริงภาพที่ปรากฏขึ้นทางในภาพที่หลองลวงมีอยู่ ใช่อุเบกขาญาณวางเฉยอยุ ภาพที่หลองลวงนั้นก็หายไปถ้าเป็นของจริงแล้วไม่มีหาย กลับพุดบอกสอนเราเสียอีกว่าคิดอย่างนั้นถูก คิดอย่างนั้นผิด ทำอย่างนั้นถูกทำอย่างนี้ผิดผู้ทีเดินทางในมีครูบาอาจารย์ในคอยบอกสอนอยู่ตลอดกาล (ไม่ใช่มาร) จึงเดินตลอดรอดฝังถึงจุดหมายปลายทางเดินไม่ผิดทางในเลย แต่ถ้าหากไม่มีศีลสมาธิปัญญาบริบูรณ์ ก็ถูกอาจารย์มารหลอกลวงให้เดินผิดแนวทางเหมือนกันเพราะฉนั้นผู้เดินทางในจึงต้องระมัดระวังให้มาก เพราะมารคอมมิวนิสต์ย่อมแทรกแซงทำลาย ทั้งกายในและภายนอกฯถ้าเราประคับประคองจิตเดินทางใน ตั้งใจเป็นกลางด้วยความระมัดระวัง จะเดินผ่านพ้นวิญญาณในอบายภูมิ ๔ วิญญาณในสวรรค์ ๖ ชั้น วิญญาณในรูปพรหม ๑๖ ชั้น วิญญาณในอรูปพรหม ๔ ชั้นตลอดถึงวิญญาณในโลกกุตตรภูมิ ๔ ชั้น คือวิญญาณพระโสดาบัน วิญญาณพระสกิทาคามีวิญญาณพระอนาคามี และวิญญาณพระอรหันต์ ตลอดถึงวิญญาณพระพุทธเจ้า
    วิญญาณในยมโลก มนุษย์โลก เทวโลก พรหม โลก และโลกุตตรโลก มีอยู่จริงทั้งนั้น แต่ผู้เดินทางในจะต้องเดินทางสายกลางไปเรื่อยๆ ผ่านวิญญาณเหล่านี้ไปเรื่อยๆ จนถึงอุดมตติสุดที่หมายปลายทาง
    ในชีวประวัติของหลวงพ่อ มีเรื่องที่ผ่านพบเรื่องวิญญาณตั้งแต่จนปลายๆ เรื่องวิญญาณนี้ หลวงพ่อองค์หนึ่งล่ะไม่มีความเชื่อเลย เพราะครูบาอาจารย์สอนไม่ให้เชื่อ แต่เมื่อศึกษาเล่าเรียนไปสอบไล่ได้ ป.อ.๓-๔และดูในพระไตรปิฎกก็มีเรื่องเหล่านี้ปรากฏตลอด จึงตัดสินใจออกธุดงค์ปลาย พ.ศ.๒๔๗๕ เที่ยวเร่ร่อนไปแสวงหาความจริงทางด้านใน จึงได้รู้และประสพพบเห็นด้วยตนเองทางในใจ เช่น ภูตฝิปิศวจ นรก สวรรค์ ตลอดถึง นิพพาน ด้วยความอุสาหะวิริยะพยายาม เดินตามพระไปก็ได้ผ่านพบของจริง อันมีอยู่จริง ทางในโลกทิพย์ หรือโลกวิญญาณ
    ส่วนชาวพุทธหรือชาวโลกทั่วไป เดินแต่ทางนอกอย่างเดียวจะไปเห็นเรื่องโลกทิพย์ได้อย่างไร เมื่อไม่เห็นก็โมเมว่าไม่มีๆ เรื่องนรก สวรรค์ เป็นเรื่องโกหกพกลมทั้งนั้น พูดออกวิทยุบ้าง ทางโทรทัศน์บ้าง พูดตามความรู้ความเข้าใจเอาเองของตน ซึ่งไม่เคยเดินทางในเลย แสดงความโง่เง่าเต่าตุ่นออกมาให้เห็นชัดว่า ตนมีความรู้เพียงอ่านหนังสือบางเล่ม เคยได้ยินได้ฟังเขาพุดเขาคุยกันบ้าง เลยคาดคะเนนึกเดาเอาเองตลอดเรื่อง
    ส่วนผู้ปฏิบัติหรือผู้เดินทางใน เขาไปเห็นเองรู้เองสนทนาปราศรัย ตลอดถึงฟังธรรมคำสั่งสอนด้วยตนเองเขาสนทนาปราศรัย ตลอดถึงฟังธรรมคำสั่งสอนด้วยตนเองเขาก็ละอายใจแทน พวกโง่แถมหยิ่งว่า “สิ่งที่มีอยู่กลับกล่าวว่าไม่มี” ดังนี้มันละอายใจเพียงไหนฯ ต่อไปขอให้ชาวโลกทั้งมวลอย่าได้ขึ้น พุดสำนวนว่า “นรก สวรรค์ ตลอดถึงนิพพาน เป็นเรื่องตลก หรือเป็นเรื่องเขียนเสือให้วัวกลัวเลยเป็นอันขาด”ที่แท้จริงมันเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง แต่ต้องเดินทางด้านใน ไปค้นคว้าพิสูจน์ด้วยตนเองได้โดยแน่นอน
    การเดินทางของสัตว์โลก มี ๒ ทาง คือด้านนอกและด้านใน เมื่อวิญญาณปุถุชนเดินอยู่แต่ทางนอกด้วยการเงิน อาชีพบังคับ จะมีโอกาสพบแต่ของนอกๆ ทั้งนั้นต่อเมื่อเดินอีกทางสายในใจ ตามทาง สมถยานิกะและวิปัสสนายานิกะจะต้องพบของจริงด้วยกันทุกๆคน
    ขอให้คิดดู พระพุทธเจ้าก่อนตรัสรู้ ไม่ต่างจากพวกเรา เท่าไร ท่านก็ไม่เห็นนรก สวรรค์ เหมือนพวกเราๆ เช่นเดียวกัน แต่เมื่อพระองค์ออกบวชเดินทางในเดินไปๆ จนสุดทางสายกลาง ก็พบทุกๆ สิ่งทุกๆอย่าง วึ่งเป็นของจริงมีอยู่ทางด้านในฯ พิพิธภัณฑ์โลกด้านใน หรือพิพิธภ้ณฑ์โลกทิพย์ มีรอคอยพวกเราให้ไปดูได้ทุกขณะตลอดกาลสมัยฯ เปรียบเหมือนหอสมุดแห่งชาติ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ สวนดุสิต พระราชวังหลวงมีโบสถ์พระแก้ว ฯลฯ รอคอยให้พวกเราไปดูไปชม ไปนมัสสมัยฯ นอกจากคนตาบอดตาฟ่าฟางเท่านั้นไม่เห็นอะไรจึงโม้เเม้ว่าไม่จริง เรื่องคนตาบอดาฟ่าฟางไม่ต้องพูดถึงก็ได้ แม้พูดถึงก็ไม่รู้เรื่องอะไรภายในเลย แม้แต่วงชาวพุทธซึ่งเป็นนักค้นคว้าด้านวิปัสสนาอย่างเดียวนั้นเอง จึงไม่ต้องกล่าวถึงคนทั่วไปเลย เพราะเขาไม่มีเวลาค้นคว้าได้มากเหมือนนักพรต
    ไหนๆก็ได้พูดถึงเรื่อง ภูตผีปิศาจ นรก สวรรค์ นิพพานมาแล้ว ต่อไปนี้อยากจะพูดเรื่องนิพพานมาแล้ว ต่อไปนี้อยากจะพูดเรื่องนิพพานให้ผู้อ่านพิจารณาเพิ่มอีกสักหน่อย เพราะผู้อ่านผู้ฟังอาจมีความเข้าใจไปต่างๆ กัน บางคนว่า “นิพพานมันไม่มีบ้านมีเมื่ออะไรเลย มันเป็นเรื่องของทุกขันตัสสะ ที่สุดของทุกข์เท่านั้นฯเมื่อมีกิเลสตัสตัณหาต้นเหตุให้เกิดทุกข์ที่จิต เมื่อเดินทางใน ทำความเพียรไปจนเกินอริยมรรคจริตประหาร ละกิเสลได้เด็ดขาดไม่มีเชื้อเหลือเศษ มีแต่ความว่างจากกิเลศมีแต่ความสูญ คือ กิเลศสูญหมดสิ้นมีแต่ความดับกิเลส จึงเรียกว่า นิพพาน คือความว่าง สูญ หาย ดับกิเลสไม่ เหลือเลยนั้นเอง ไม่เห็นว่ามีบ้านเมื่องที่ไหนพุดอธิบายอย่างนี้ถูกต้องแล้ว พิจารณาตาม เมื่อพระพุทธเจ้าสำเร็จพระโพธิญาณ ก็นั่งสำเร็จเหนือบัลลังก์ใต้ต้นโพธิญาณ ก็นั่งสำเร็จเหมือบังลังก์ใต้ต้นโพธิ์ เที่ยวไปเทศนาประกาศพระศาสนาไปตาม คามนิคม ชนบทน้อย ใหญ่ก็ทรงพักอาศัยตามร่มไม้ในสมัยต่อมา ผู้ศรัทธาสสร้างวัดถวาย มีกุฏิราคาเป็นล้านๆ เช่น นางวิสาขาสร้างกุฏิถวาย ราคา ๒๗๐ ล้านบาทแต่พระพุทธเจ้าไม่ติด จึงเรียกว่าไม่มีกุฏิวิหารภายในจิตแต่ภายนอกตามหลักพระสูตรก็ว่าเป็นบ้านเมืองของพระ แต่ผู้สำเร็จนิพพานแล้วไม่มีอะไรๆในใจเลย
    เมื่อพระอรหันต์ทิ้งสังขารร่างกายไปแล้ว วิญญาณพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ เข้าตามลำดับณานปรินิพพาน ตอนออกจากฌานที่ ๔ ไม่เข้าต่อฌานที่ ๕ ที่นี้พวกเราชาวพุทธสงสัยกันนักหนาว่า “เมื่อวิญญาณที่ไม่มีเชื้อกิเลสตัณหาดับสนิทแล้วก็ไม่ต้องไปเกิดอีก มีแต่พระคุณปรากฏอยู่ในโลกต่อไป ไม่มีตัวตนอะไร ว่างเปล่าจากจิตวิญญาณทั้งหมด”
    ฝ่ายผู้เดินทางในไปพิสูจน์ เพื่อให้เห็นจริงก็ยอมรับว่า”พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลาย เมื่อทิ้งสังขารแล้วไม่ไปเกิดใหม่จริง” อย่างที่เข้าใจกันอยู่ในวงชาวพุทธทั่วไป แต่เหลืออยู่แต่ส่วนที่เรียกว่า “ปริสุทธิจิต ปริสุทธิ วิญญาณ หรือที่เรียกว่า ธรรมกายก็ได้” ไม่ยอมรับ เพราะเข้าใจว่าดับพร้อมกันกับสังขารร่างกายไปแล้วฯแต่ชาวพุทธ ที่เดินทางในไปพิสูจน์ด้วยตนเองยอมรับว่า “ไม่ดับไปตามสังขาร มีพร้อมทั้งอายตนะทั้ง ๖ เหมือนชาวมนุษย์ชาวสวรรค์ แต่ไม่เกิดใหม่เหมือนชาวมนุษย์ และสวรรค์เพราะไม่มีตัณหาพาไปเกิดนั่นเองฯ อายตนะทั้ง ๖ แห่งพระธรรมกายนี้ ปราศจากกิเลสมลทินทั้งปวง จึงเป็นสุขนิรันต์
    ส่วนสัสสตทิฏฐิ ที่ว่าเที่ยงนั้น มีกิเลสตัณหาอยู่ก็ว่าเทียงที่จะต้องเกิดอีกตลอดยุค และเกิดเป็นคนก็เที่ยงจะต้องเป็นคนตลอดยุค ไม่มีเปลี่ยนแปลง จึงจัดเป็นสัสสตทิฏฐิ
    ส่วนชาวพุทธที่มีจิตบริสุทธิ หมดมลทินเครื่องเศร้าหมองจิตทั้งปวง คงที่ไม่เปลี่ยนแปลง อชราไม่แก่ อมตํไม่ตาย นิพพาน เป็นสุขนิรันดร์อยู่เหนือโลก หรืออยุ่ในโลกุตตรโลกตลอดกาลฯ โลกกุตตร โลกอยู่ในอากาศที่บริสุทธิ์ ไม่มีบ้าน ไม่มีเมือง ไม่มีกุฏิวิหาร เพราะไม่มี ลม ฝน ฝุ่นธุลี อะไรปลิวมาถูกต้องฯ ในยมโลกมนุษย์โลก เทวโลกฯลฯ ก็ผ่านไปได้ทุกแห่ง เพื่อแผ่เมตตาช่วยเหลือให้แก่สรรพสัตว์ บางทีก็ส่งกระแสจิตอย่างเดียวไปช่วยเป็นโมนัยกาย หรือธรรมกายเนรมิตร ไปทั่วทุกแห่งทุกแหล่งหล้า เพื่อช่วยเหลือสัตว์ ผู้มีกิเลสเบาบาง จะได้บัลลุมรรคผลนิพพาน ตามหลักพระองค์ไป เมื่อพระองค์ยังทรงพระชนม์ชีพ ลือสัตว์ขนสัตว์ไปได้เพียง๒๐อสงขัยเท่านั้น แต่สัตว์ที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานตามไปที่หลังยังเหลืออีก ๔ อสงขัย บารมีของพระโคดมที่สร้าง ๒๐ อสงขัย โปรดสัตว์ให้พ้นทุกข์ได้ ๒๔ อสงขัย ส่วนพระศรีอริยเมตไตรย สร้างบารมีเต็มเปี่ยม ๘๐ อสงขัย โปรดสัตว์ได้ ๘๐ อสงขัย
    ถ้านับจากชั้นภพเบื่องบน จากชั้นที่ ๓๑ เป็นต้นไป นิพพานจัดเป็นชั้นที่ ๓๒ ๓๓ ๓๔ ๓๕ ๓๖ ๓๗ฯลฯสูงขึ้นไปตามลำดับองค์นิพานก่อนก็อยู่ชั้นสูงสุด องค์นิพพานภายหลังก็อยู่ชั้นต่ำลงมา ลักษณะที่นิพพานนั้นไม่มีบ้านเมือง แต่มีต้นโพธิกับบัลลังก์เป็นที่ประทับและไสยาสน์เท่านั้น พระปัญจวัคคีย์ และพระอรหันต์ทั้งหลายก็มาเฝ้าพระพุทธเจ้าที่ใต้ร่มโพธิ์ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางแห่งเดียวแต่ลักษระต้นโพธิและบัลลังก์ก็ใหญ่เล็กตามบารมีและกาลเวลาก่อนและหลัง องค์ก่อนๆ ใหญ่ยิ่งกว่ากันองค์หลังๆ เล็กใหญ่กว่ากันตามกาลเวลาฯ แต่ถ้าประชุมกันในโลกมนุษย์เทวโลก ก็ไปประชุมกันทีอากาศบริสทธิ์ที่ว่างเปล่าจึงว่านิพพานอยู่ที่ว่างและอากาศบริสุทธิ์ที่ว่างเปล่าจึงว่านิพพานอยุ่ที่ว่างและอากาศบริสุทธิ์ทั่วโลก เหมือนดวง จันทร์ ดวงอาทิตย์ ดวงดาราในอากาศ เลื่อนลอยไปได้ทั่วนภากาศฉะนั้น
    ชักจะพุดพร่ำไปมากแล้ว แต่จำเป็นต้องพุดให้ผู้อ่านผู้ฝังได้รู้เรื่องนิพพาน ซึ่งเข้าใจยากจนเหลือวิสัย เพราะต้องการให้เข้าใจเรื่องนิพพานตามแนวพระสูตร พอเป็นทางพิจารณา มิใช่ว่าหายไปหมดไปสิ้นไปเหมือนควันบุหรี่เช่นนั้นฯ แต่นักปราชญ์บางท่านอธิบายว่านิพานสูญหายไปเหมือนกัน แต่เป็นการหายสาบสูญไปเหมือนกัน แต่เป็นการหายสาบสูญไปจากควันไฟ โลก โกรธ หลง มานะ ทิฏฐิ แม้ทิ้งสังขารไปแล้วยังเหลือแต่บริสุทธิจิตส่องแสงสว่างอยู่ตลอดกาล ไม่มีธุลี เมฆหมอกควัน คือกิเลสตัณหามาแผ้วพานปิดบังจิตอีกเลย เป็นนิตย์นิรันดร์ นี่แหละเขาเรียกว่า ”สุขนิรันดร์” ตามศาสนาพุทธละ หรือความสุขในพระนิพพานแน่นอน ขออธิบายไว้เพียงเท่านี้ก่อน ต่อไปมีโอกาสจะอิบายเทียบเหตุผลและความเห็นของอาจารย์ต่างๆเทียบเคียงให้ฟังอีกต่อไปคราวหน้า
    การพิมพ์ชีวประวัติคราวแรก เบีดเฉพาะเรื่องจุฬามณีเจดียืศรีธรรมราม เกิดปราฏชัดที่หน้าอก เพื่อชิมลางดูก่อนว่าชาวโลกจะสนใจและวินิจฉัยอย่างไร ใครได้ทราบข่าวเรื่องราวพูดกันต่อๆไปครั้นไปดูก็เห็นจริงซึ่งเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ใจ โดยคาดคิดไม่ถึงว่าจะเป็นไปได้ถึงเพียงนี้ว่าสิ่งนี้จะบังเกิดขิ้นได้ด้วยอำนาจบุญฤทธิ์
    เมื่อเห็นว่าชาวโลกสนใจต่อสิ่งเป็นจริงเช่นนี้ ไม่ดูถูกดุหมิ่นเพราะเห็นจริงประจักษ์แก่ตาเนื้อของตนๆ แล้วหลวงพ่อจึงเปิดต่อไปอีก ซึ่งเป็นของจริงปรากฏ ที่กายเนื้อจริงเช่นกงจักร ดอกบัว สรพระนารายณ์ เจดีย์ ฯลฯ เมื่อท่านทั้งหลายที่สนใจอยากจะทราบเรื่องอะไร เปิดดุที่หน้าสารบาญอ่านดูก็จะรู้เรื่องความจริงต่อไป
    ขอให้ท่านทุกๆ คนที่สนใจ จงประสบแต่ความสุขความเจริญตลอดกาล
    “หลวงพ่อใหญ่อภินันโท (จุฬ) จอมไตรโลก”
    คำปรารภ
    พิมพ์ครั้งที่ ๒ พ.ศ.๒๕๑๑
    เนื่องด้วยท่านอาจารย์หลวงพ่อ อภินันโท (จุฬ) ท่านเป็นนักปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ท่านเป็นผู้ที่มีความอุสาหะวิริยะเป็นอย่างยิ่ง ในการเผยแพร่อบรมธรรมะคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมาสัมพุทธเจ้า และท่านไม่ยอมฉันอาหารซึ่งประกอบด้วยเนื้อสัตว์ต่างๆ ซึ่งท่านเห็นว่าจะเป็นเวรภัยในภายหน้า ท่านได้ธุดงค์ไปโปรดสัตว์ในดินแดนธุระกันดารต่างๆ จนกระทั่งไปถึงต่างประเทศ เช่นพม่า และ ลาวเป็นต้น ท่านได้ประสบเหตุการณ์สิ่งลึกลับต่างๆซึ่งบุคคลธรรมดาไม่มีโอกาสที่จะพบเห็นได้ ฉะนั้นข้าพเจ้า นาย กิมซ้ง แซ่ตี้ (เฮียตี๋) จึงได้ได้พิมพ์หนังสือนี้ขึ้น ๑,๐๐๐ เล่ม เพื่อเผยแผ่ คำสั่งสอน ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และชีวะประวัติของหลวงพ่อ ซึ่งได้บันทึกไว้เคยจัดพิมพ์ครั้งที่ ๑ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๓ ได้แจกสานุศิษย์ไปหมด ข้าพเจ้าพร้อมด้วย คณะศิษย์หลวงพ่อมีจิตเลื่อมใสชีวประวัติของพ่อหลวงพ่อ และสานุสิษย์ส่วนมากยังไม่ได้รับหนังสือเล่มนี้อีกมาก จึงใคร่อยากให้สาธุชนทั้งหลาย ได้ทราบเรื่องราวของหลวงพ่อจะได้เป็นเครื่องเตือนใจและข้าพเจ้าขอถวาย แด่ท่านอาจารย์หลวงพ่อ จุฬ ที่เคารพอย่างสูง เพื่อนำเงินไปบำรุงวัดถ้ำคูหาสวรรค์ให้เป็นประโยชน์ต่ออนุชนรุ่นหลังด้วย
    กิมซ้ง แซ่ตี้ (เฮียตี๋)
    ที่มาแห่งหน้าปก
    ดวงตราหยกที่หลวงพ่อถืออยู่ในมือนี้ ภาษาจีนเรียกว่า “ยู้อี้แป่” เป็นตราหยกที่เกิดมาจากเมืองจีนหยกเหล่านี้มีสีสันต่างๆ กัน อันได้มาจากภูเขาของประเทศจีนซึ่งมรลักษณะเหมือนหิน แต่แข็งกว่าหินมากพวกช่างได้นำหยกที่หามาด้วยความยากลำบาก และสีสันต่างๆกันเหล่านี้มาทำเป็นวัตถุต่างๆ เช่นต้นผักกาดอันมีโคนขาวใบเขียว ซึ่งสีที่เกิดจากธรรมชาติเหล่านี้ เมื่อช่างทำเป็นต้นผักกาดแล้ว มองดูเหมือนของจริงมากที่สุด ช่างที่จะทำวัตถุเหล่านี้ต้องเป็นช่างทีมีฝีมือมากและจะต้องเป็นคนเก่าแก่สืบเชื่อสายวงศ์ตระกูลช่างมานับเป็นร้อยๆ ปีทีเดียวสำหรับ “ยู้อี้แป่” นี้เป็นอัตราอาญาสิทธิ์ที่ฮ่องเต้ของจีนใช้ถือออกว่าราชการ ณ ท้องพระโรงหลวง หรือเวลามีงานต้อนรับแขกเมืองที่สำคัญๆ ส่วนขุนนางผู้ใหญ่หรือผู้มีตระกูลเหมือนกัน แต่สลักกันคนละตรา คือพระเจ้าแผ่นดินก็สลักแผ่นหยกนี้เป็นรูปมังกร ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ก็สลักเป็นรูปหงษ์หรือสิงห์โตส่วนผู้ที่ศักดิ์ตระกูลมั่งคั่งก็สลักเป็นรูปค้างคาวหรือดอกไม้ยู่อี้แป่นี้คนจีนถือว่าเป็นดวงตราที่เป็นศริมงคล ผู้ใดมียู้อี้แป่นี้ครอบครองก็แสดงให้เห็นว่าครอบครัวนั้นมีความสุขสมบุรณ์อย่างเต็มที่ ผู้ที่จะมียู้อี้แป่นี้ได้จะต้องเป็นคนที่มีศีลธรรม ตลอดถึงความเมตตาอารีย์อย่างสูง ยู้อี้แปจึงอยุ่ในความปกครองของบุคคลผู้นั้นได้สำหรับหยกที่จะทำเป็นยู้อี้แป่จะต้องมีอายุเป็นหมื่นๆทีเดียว
    คำปรารถ
    พิมพ์ครั้งที่ ๑ พ.ศ. ๒๕๐๓
    เนื่องในอกาสที่หลวงพ่ออภินันโท (จุฬ) จะทำการฉลองถ้ำใหญ่คูหาสวรรค์ และพระบรมพงษ์โพธิสัตว์ศรีอริยเมตไตรย ๔ กร ตลอดจนปูชนียวัตถุ และสิ่งก่อสร่างทุกชิ้นในครั้งนี้นั้น อาตมาภาพเห็นสมควรที่จะได้จัดให้มีของชำร่วย แจกจ่ายให้แก่บรรลูกสิษย์ตลอดจนยาติดยมที่มาในงานนี้สักชิ้นหนึ่ง ของที่จะแจกจ่ายชำร่วยในครั้งนี้นั้น ก็ไม่มีอะไรที่จะมีค่าไปกว่าคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงแนะนำให้ผู้ประฤติชั่วกลับเป็นคนดีในขั้นต้น และชี้ทางให้ผู้มีอินทรีย์แก่กล้าเดินเข้าสู้พระนิพพานแดนเกษมในขั้นปลาย โดยเหตุนี้อาตมาภาพจึงใคร่ครวญอย่างหนักที่จะสรรหาเรื่องมาลงพิมพ์สำหรับแจกเป็นทานครั้งนี้
    ข้อควรจำ
    บัดนี้พระบรมพงษ์โพธิสัตร์ศรีอริยเมตไตรย์ ได้จุติจากสวรรค์ขั้นดุสิตลงสร้างบารมี เพื่อให้เต็ม ๓๐ ทัศโดยที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล ในเมืองมนุษย์ดินแดนประเทศไทยแล้ว ขอให้พวกสัมมาปฏิบัติทั้งหลายจงเร่งบำเพ็ญเพียรทางจิตให้สูงยิ่งๆขึ้น และเมื่อเวลาจะนั่งทำสมาธิก็ให้อธิษฐานของตนขอพบองค์กายของท่านทางมโนวิถีเถิด ท่านจะมาปรากฏให้เห็นทุกๆ คน อย่ามัวทุ่มเถียงหรืออวดอ้างว่า องค์โน้นองค์นี้เป็นพระศรีอารย์กันอยู่เลย โลกกำลังจะถูกเผาผลาญเพราะไฟบัลลัยกัล์ปอยู่รอมมะร่อแล้ว เร่งทำจิตให้เห็นพระศรีอารย์องค์ในก่อนดีกว่า เวลาพบพระศรีอาร์ยองค์นอกจะได้หมดความสงสัยกินแหนงแคลงใจ อนึ่ง ผู้ที่ปรารถนาจะพบองค์พระศรีอารย์ในปัจจุบันชาตินี้ ก็ให่เร่งบำเพ็ญทางเมตตาบารมีให้จงหนักอาทิเช่นเว้นจากการกินเนื่อสัตว์ที่มีคุรต่อชาวโลก เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย แพะ เป็นต้น
    ป.สัตยวิถี
    เมตตาบารมี
    เมื่อกลางปี พ.ศ.๒๕๐๒ อาตมาภาพได้ออกจาริกไปเที่ยวโปรดสัตว์ทางด้านอำเภอทองผาภูมิและเหมืองบีล็อก ซึ่ง เป็นเขตแดนใกล้ประเทสพม่าตอนใต้ และได้โอกาสสั่งสอนคิลธรรมกรรมฐาน ตลอดจนได้ช่วงชีวิต วัว ควาย ไว้เดือนละประมาณ ๖๐ตัว และได้ช่วยขัดขวางมิให้ชาวบ้านป่า บ้านไร่เหล่านั้น ฆ่าเต่า เผาเต่า เดือนหนึ่งนับร้อยๆตัว สาตุที่อาตมาภาพสามารถช่วยชีวิตสัตว์ผู้น่าสงสารเหล่านั้นไว้ได้ ก็เพราะอาศัยบารมีของหลวงพ่ออภินันโท (จุฬ) ซึ่งได้ไปแสดงความศักดิ์สิทธิ์ให้พวกญาติดยมทางด้านบีล็อกได้ดู ได้รู้เห็นจนทั่วถึงกัน จนเขาเหล่านั้นศรัทธาอย่างแก่กล้า จึงสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำสั่งสอนของอาตมาภาพได้
    ป.สัตยวิถี
    ชีวประวัติของหลวงพ่ออภินันโท (จุฬ)
    อาตมาภาพผู้มีชื่อ อนุกุกโม (บียะ สัตยวิถี)ขอรจนาประวัติของพ่ออภินันโท (จุฬ) ตามที่ได้ฟังมาจากการบอกเล่าจากองคืท่านนับแรมปี เพื่อสั่งสอนอบรมให้บรรดาศิษยานุศิษย์ตลอดจนพระภิกษุ สามเณรและแม่ชีฟังเพื่อเป็นศาสนาอุทาหรณ์ สำหลับพฤติปฏิบัติตามแนวทางของหลวงพ่อ ซึ่งท่านได้ฝ่าฟันอุปสรรคนานาประการมาแทบจะเอาชีวิตไม่รอดหลายครั้ง เป็นชีวประวัติที่พวกลูกๆของท่าน ควรจะต้องศึกษาให้รู้ไว้สำหรับจดจำ และดำเนินรอยตามทางที่ท่านเคยพบและผ่านมา หวังว่าการรจนาประวัติจองหลวงพ่อ ด้วยการนำธรรมมะที่เกิดจากภายในของท่านมาบรรยายให้ฟังครั้งนี้ คงจะทำให้ท่านผู้อ่านผู้ฟังได้เกิดปัญญาตาใจ สำหรับดำเนินชีวิตให้อยู่ในหลักของศิลสมาธิปัญญาบ้างไม่มากก็น้อย ถ้าหากสำนวนดวหารหรืออรรถธรรมตอนใดขาดตกบกพร่องอาตมาภาพต้องขออภัยจากท่านผู้อ่านผุ้ฟังเพราะปัญญาอันน้อนนิดของอาตมาภาพที่หาญทำงานใหญ่ อุปมาดังยกเขาพระสุเมรุที่เอนให้ตั้งตรงในครั้งนี้นั้น ที่ไหนเลยจะไม่พ้นความผิดพลาดไปได้ แม้จะสำนึกตัวเองว่าเป็นผู้ มีปัญญาและความรู้น้อย แต่เมื่อถึงคราวที่จะต้องใช้ความรู้อันมีน้อยครั้งนี้ทำประโยชน์ให่แก่สาธารรชนทั่วๆ ไป อาตมาภาพก็ต้องกระทำ และผลงานที่อาตมาภาพได้กระทำก้ได้ปรากฏเป้นหลักฐานยืนยันอยู่ในมือของท่านขณะนี้แล้ว
    ปฐมวัย
    หลวงพ่ออภินันโท (จุฬ) เดิมชื่อ กุล เกิดที่บ้าน กลาง ตำบลนนทรี หมู่ที่ ๙ อำเภอเมื่อง จังหวัดกบินทบุรี บิดาชื่อ อยู่ มารดาชื่อ น้อย มีพี่น้องร่วมเกิดในอุทรเดียวกันหลายคน คนแรกเป็นชายชื่อ บุญ คนที่สองชื่อ อุ่น คนที่สามเป็นหญิงต่ยตั่งแต่เล็กๆคนที่สี่คือหลวงพ่อชื่อ กุล เมื่อครั้งเป็นทารหลวงพ่อเจ้บไข้ได้ป่วยเสมอสามวันดีสี่วันไขผอมโซ จนกระทั่งพ่อแม่คิดว่าไม่รอดเมื่อผุ้บังเกิดเกล้าทั้งสองเห็นลุกเป็นคนขี้โรคออดๆ แอดๆ จึงคิดจะเปลี่ยนชื่อให้ใหม่ โดยเข้าใจว่าชื่อชื่อกุลคงจะเป็นกาลกิณีแก่ตัวบังเอิญหลวงน้าเบ้าน้อยของแม่ ซึ่งบวชอยู่วัดใกล้บ้านมาเที่ยวที่บ้าน และทราบความประสงค์ว่าพ่อแม่จะตั้งชื่อให้ลุกคนที่ ๔ ใหม่ ท่านจึงตั้งชื่อว่า (จุฬ) และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ชาวบ้านร้านตลาดก็เรียกแต่ จุฬ เป็นต้นมาส่วนคนที่ห้าเป็นหญิงชื่อ สุ่ม และคนที่หกเป็นชายชื่อ เย็น
    เด็กเลี้ยงควาย
    จากเด็กทารกมาเป็นเด็กชายพอรู้เดียงสา แท่ก็มอบงานเบาๆ ให้ทำเช่นการเลี้ยงไก่ ตักน้ำรดผัก ตากข้าวเปลือก และตำข้าวเปลือกด้วยครกกะเดื่องเป็นต้น นับว่างานที่หลวงพ่อทำเมื่อครั้งเป็นเด็กนั้น หนักเอาการอยู่แม้กระนั้นเด็กชายจุฬก็ทำได้เรียบร้อยทุกอย่าง โดยมิได้ปริปากบ่นแต่ประการใด ซึ่งผิดกับเด็กเพื่อนบ้านในวัย เดียวกัน ซึ่งมักจะหลีกเลี่ยงหรืออ้างโน่นอ้างนี่หลบงานเสมอ นอกจากงานบ้านอันเป็นงานประจำวัน แม่ยังใช้ให้เด็กชายจุฬ ออกไปเลี้ยงความตามชายทุ่งเสมอมิได้ขาดพร้อมกับสั่งว่าถ้าพบเห็นผักที่ขึ้นตามชายทุ่งชายป่า ก็ให้เก็บมาต้มจิ้มน้ำพริก น้ำปลาล้าด้วย เพื่อประหยัดรายจ่าย ตาม๓ษาของผู้มีชีวิตอยู่ตามชนบท ทุกๆ เวลาเย็น เด็กชายจุฬก็คุมความกลับบ้าน เมื่อผ่านมาในที่ต่างๆ ก้เก้บผักบุ้งบ้าง ผักตำลึงบ้าง ผักแต้ว มาฝากแม่เพื่อทำอาหารเสมอ ด้วยการปรนนิบัติแม่ผุ้ให้กำเนิดด้วยลักษณะเช่นนี้ นำความปลื้มบิติมาสู่ญาติพี่น้องและพ่อแม่บุพการีของเด็กชายจุฬครั้งนี้ ก็เป็นที่เลื่องลือชมเชยของชาวบ้านในจังหวัดกบินทร์บุรีมิได้ขาด ยิ่งได้รับความชมเชยมากเพียงใด เด็กชายจุฬก้เร่งสร้างความดีให้ยิ่งขึ้นเพียงนั้น
    ผู้เอื้ออารีต่อสหายเลี้ยงควาย
    ทุกครั้งที่เด็กชายจุฬ นำควายออกไปเลี้ยงกลางนามักจะมีเด็กเพื่อนบ้าน ไล่ต้องฝุงควายออกไปเลี้ยงด้วยกันเสมอ บางคนมีนิสสัยตลกคะนอง โห่ร้องป้องปิกบางคนก็เย้าหยอกกันด้วยคำหยาบๆ คายๆ แต่เด้กชายจุฬไม่มีอุปนิสสัยอย่างที่ว่านี้เลย เอมักจะเหม่อมองดุชอบฟ้าอันกว้างใหญ่สุดตา พร้อมกับใคร่คราญว่าอะไรหนอแอบแฝง อยู่ ณ สิ่งที่ตนไม่เห็น บางครั้งก้เห้นวัวควายทำงานหนักเหงื่อไหลหยดย้อย ซ้ำยังถุกเฆี่ยนตีจากผู้ใช้งานอย่างเหี้ยมโหดอีกด้วย ทำให้เด็กชายจุฬไม่สามารถจะอดกลั้น น้ำตาเอาไว้ได้ โธ่! นี่เขาปาก เขาคงร้องขอความกรุณาว่า เหนื่อยและหิวกระหายน้ำเหลือเกินแต่นี่เขาพูดไม่ได้ เขาจึงต้องทนรับความเจ็บปวด และหิวกระหายต่อไปจนกว่าจะเสร็จงาน นี่หรือคือโลกแห่งความอภิรมย์ นี่หรือคือโลกที่ใครๆพากันหลงใหลใฝ่ฝันในความยั่วยวนของแสงสีวิทยาศาสตร์ นี่หรือคือโลกที่ชาวกรุงเรียกกันว่าเมืองสวรรค์ มันน่าอภิรมย์เฉพาะในเมืองหลวงเล็กๆ ที่ฉาบไปด้วยแสงสีแห่งอารยธรรมในวงจำกัดเท่านั้น ลองมองออกไปนอกๆ ตามป่าเขาและดงดอนดูบ้าง ว่าสิ่งที่ทุกข์ทรมานด้วยน้ำตา และสายเลือดยังมีอยู่อีกมากนัก
    สละเลือดเนื้อเป็นทาน
    วันหนึ่งเด็กชายจุฬนำวัวควายไปเลี้ยง ณ หนองน้ำแห่งหนึ่งหนองน้ำนี้มีเหลือบ ริ้น และยุงชุมมาก เมื่อเด็กชายจุฬปล่อบวัวควายไปกินหย้าน้ำตามอำเภอใจแล้วก็หลบมานั่งพักร้อนอยู่ใต้ต้นทองกวาวหนาดก ขณะนั้นก็มีริ้นและยุงมาไต่ตอมและสูบกินเลือด แทนที่เด็กชายจุฬจะขับไล่หรือตบตียุงริ้นเหล่านั้นอีกด้วยบางครั้งกลัวพวกยุงจะกินเลือดไม่อิ่ม เธอต้องกดผิวหนังให้ตึงเพื่อบังคับยุงมิให้บินหนีไปก่อนกินเลือดอิ่ม การกระทำด้วยการบริจาคเลือดเนื้อเป็นทานครั้งนี้เข้าคั่นทานอุปบารมีที่เดียว เป้ฯฮู)นิสสัยปัจจัยส่อให้เห็นตั้งแต่วัยเด็กแล้วว่า ด.ช.จุฬผู้นี้จะเป็นที่พึ้งของสัตว์โลกในอนาคตดาลมิแต่เพียงจะบริจาคเลือดเนื่อถึงคั่นอุบารมีเท่านั้นวึ่งการที่หลวงพ่อสละชีวิตออกเป็นทานครั้งนี้เข้าคั่นทานครั้งนี้ เข้าคั่นทานปรมัตถ์ที่เดียว วึ่งจะมีสาวกของพระภาคเจ้าในปัจจุบันน้อยองค์นักจะกล้าสละชีวิตถึงขั้นประมัตถทานนี้ได้
    การศึกษา
    เวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามจักรราศีของโลกจากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี รวดเร็วเหมือสายฟ้าแลบเด็กชายจุฬก็เติบโตขึ้นมาเรื่อยๆเป็นลำดับ ลักษณะองอาจผึ่งผาย เข้มแข็ง อดทน ผิวเนื้อร้านดำตามแบบฉบับของเด็กชนบททั่วไป ชีวิตอันจำเจที่เด็กชายจุฬผ่านพบประสบมาช่วยเพิ่มให้เธอมีความแกร่งกล้ายิ่งขึ้นพร้อมกับจิตใจก็เพิ่มความเมตตากรุณาติดตามเป็นเงาตามตัว ไม่ว่าเธออนุเคราะห์เกื้อกูลผู้ใดแม้แต่สัตว์เดรัจฉาน เธอจะต้องกระทำไปด้วยจิตใจอันอ่อนโยนละมุลละไมเสมอ มิใยที่เด็กวัยเดียวกันจะไปสนุกสนานในทางยิงยกตกปลา เผาเต่าสร้างบาปอกุศล แต่เด็กชายจุฬคงประพฤติแต่ในทางบุญทางกุศลต่อมามิได้ขาด พอเด็กชายจุฬอายุได้ ๑๐ปีมารดาก็หาช่องทางที่จะให้บุตรชายสุดที่รักได้มีโอกาสศึกษาหาความรู้ เพราะแววของด.ช.จุฬนี้ ได้แสดงความลาดปฏิภาณโวหารออกอย่างมากมายยากที่เห็นเด็กในวัยเดียวกันในละแวกบ้านมาเปรียบเทียบได้เมื่อจิตนาการอยุ่หลายครั้งหลายคราผู้เป็นมารดาก็จัดดอกไม้ธุปเทียนพาเด็กชายจุฬไปยังวัดหนองรากไถ ซึ่งห่างจากหมู่บ้านที่อยู่ประมาณ ๑๐ เส้นที่วัดนี้ ผู้เป็นมารดา ได้มอบให้เด็กชายจุฬให้กับอาจารย์เสี่ยน (อาจารย์เสี่ยนผู้นี้เมื่อหลวงพ่ออุปสมบทได้เป็นกรรมวาจา) ส หรับอบรมสั่งสอนให้มีความรู้ในทางอักษรศาสตร์ นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ด.ช.จุฬ ก็ได้เข้ามาเป็นเด็กวัดหนองรากไถเพื่อศึกษาเล่าเรียน
    เปลี่ยนวัดเรียนต่อ
    ด.ช.จุฟได้ศึกษาเล่าเรียนด้วยความอดทนมาหลายเดือนจนกระทั้งถึงฤดูทำนา มารดาต้องไปรับตัวมาจากอาจารย์ เพื่อให้เลี้ยงควายและเก็บผัก พืน ตามประสาแม่ๆลูกๆด.ช. จุฟ ช่วยแม่พ่อทำนาจนกระทั่งเก็บเกี่ยวได้ข้าวเข้ายุ้งแงเรียบร้อย พ่อแม่ก็นำไปฝากเรียนหนังสือต่ออีกที่วัดพระยาทำ ต. ปากน้ำ อำเภอเมืองกบินทร์ซึ่งสมัยนั้นท่านครูกบินทร์จริยาธิมุต (พุก) เป็นเจ้าคณะจังหวัด และเป็นเจ้าอาวาสที่วัดนั้นด้วย ท่านพระคุณเจ้าอาวาสได้ส่ง ด.ช. จุฬ ไปเป็นลูกศิษย์ หลวงพ่อเสาร์ลูกของป้าซึ่งเป็นน้องหลวงพี่สีดา วัดหนองรากไถฯ พอมาอยผุ่วัพระยาทำ ด.ช. จุฬ ก็มุมาเล่าเรียนเป็นการปรนนิบัติวัฎฐกครูบาอารย์ก็มิได้ขาดตกบกพร่อง วันหนึ่งขณะเรียนหนังสือพ่อได้นำเงินมาให้ ๑ บาทเพื่อเป็นค่าเครื่องเขียนและอาหาร แต่ด้วยความสงสารพ่อที่หาเงินมาได้ด้วยความยากลำบาก ด.ช. จุฟ รับไว้เพียง ๒๕ สตางค์เท่านั้น ส่วนที่เหลือคืนพ่อไป พ่อกลับกล่าวว่าเจ้าจุฬนี่โง่แท้ๆ พ่อให้เงิน ๑ บาทแต่กลับรับไว้เพียงสลึงเดียวเท่านั้น
    ช่วยตัวเองในวัยเรียน
    เนื่องจากในวัยเรียน ด.ช.จุฬ ต้องพึ่งตัวเองมากที่สุด เพราะเขาขาดผู้อุปถัมภืค้ำชู ฉะนั้น ด.ช.จุฬจึงถึงเขียนภาพลายไทย เช่นรูปพระลักษณ์ พระราม รูปหนุมานหรือทศกรรฐ์เป็นต้น ปรากฏว่าต่อมา ด.ช. จุฬ เขียนภาพเหล่านี้สายงามและชำนาญมาก พวกเพื่อนๆ นักเรียนเวลาต้องการจะได้รูปตัวละครเหล่านี้ไปดูเล่น หรือทำแบบ ก็มักมาอ้อนวอนหรือขอร้อง ให้ ด.ช. จุฬวาดภาพเหล่านี้ให้เสมอๆ และเขาเหล่านั้นก็มีของรางวัลเป็นเครื่องแลกเปลี่ยนเช่นสมุด ดินสอ ขนม นมเนยเป็นต้นจึงเป็นอันว่า ด.ช.จุฬ ได้สติปัญญาและฝีมือของตนช่วยตัวเองมาตั้งแต่เมื่อครั้งเป็นเด็ก มีอยู่คราวหนึ่ง ครูเข่งประจำชั้นประถม ๓ ต้องการเลือกนักเรียนที่มีฝีมือดีในทางวาดเขียน ได้เรียกประชุมนักเรียนหมดทั้งโรงเรียนประมาณ ๔๐๐ คน มาวาดรูปพระลักษณ์ พระราม หนุมานและยักษ์ แข่งขันกันและเมื่อได้ตรวจสอบฝีมือเด็กทุกคนแล้วปรากฏว่า ด.ช. จุฬ ได้ที่หนึ่ง ซึ่งในจำนวนนักเรียน ๔๐๐ คนนี้ มีเด็กคนหนึ่งชื่อประเสริฐก็มีฝีมือดีในทางนี้เหมือนกัน ต้องแข่งขันกันหลายรูป ด.ช. จุฬ จึงได้ผ่าน เป็นผู้ชนะเลิศได้ เมื่อได้ตำแหน่งผู้ชนะเลิศในทางวาดเขียน
    และการเรียนของ ด.ช. จุฬ จาก ป.๓ ถึง ม.๑ ใช้เวลาเรียนเพียง ๒ ปี เท่านั้น สาเหตุที่เรียนข้ามชั้นเร็วมีดังนี้คือ เข้าเรียนครั้งแรก ๑ เดือนสอบได้ ป.๑ ได้คะแนนดีมาก พอเลื่อนขึ้นไป ป.๒ ได้เดือน ก็สอบขั้นกลางปีไปได้อีก ต่อจากนั้นก็ขึ้น ป.๓ พอถึงปลายเดือนมีนาคม ก็สอบผ่าน ป.๓ ขึ้น ม.๑ พอเรียน ม.๑ ได้ครึ่งปีก็สอบขึ้น ม.๒ พอจะเรียน ม.๒ ต่อพ่อก็มาตายลง จึงต้องออกจากดรงเรียนมาช้วยแม่ทำนา เป็นอันว่าหลวงพ่อใช้เวลาเรียนเพียง ๑ปี ๗ เดือนก็ผ่านการเรียนถึง ๔ ชั้น นับว่าเป็นการเรียนที่ลัดเร็วที่สุด
    เป็นครูประชาบาล
    เมื่ออายุ๑๔ปีเศษต้องออกจากโรงเรียน มาช่วยแม่ทำมาหากินตามหน้าที่ของลูกที่ดี ตอนนั้น ด.ช.จุฟซึ่งสำเร็จมัธยม ๑ เท่านั้น นับว่าเป็นการเรียนที่ค่อนข้างจะมีเกีรติสักหน่อยในสมัยนั้น เมื่ออกจากโรงเรียนก็หันเข้าจับจอบเสียมและด้ามไถอีกครั้งหนึ่งยามว่างก็หาความรู้ ในทางธรรมะใส่ตนอยู่อย่างนี้หลายปีเกิดความชำนาญในทางธรรมมะธัมโมอย่างกว้างขวาง ยามว่างจากงานก็ออกไปวัดสนาหาความรู้กับพระ วันหนึ่ง ด.ช. จุฬ ได้ไปที่วัดหนองรากไถ เพื่อหาโอกาสสนทนาธรรมมะหาความตามอุปนิสัยที่ตนชอบได้พบหลวงพี่บุญซึ่งพึ่งุดงค์กลับมาจากป่าลึกแห่งหนึ่ง หลวงพี่บุญท่านนี้ เป็นพี่ชายคนโต ของหลวงพ่อจุฬ ได้มีโอกาสอุปสมบทแล้วออกธุดงค์ปฏิบัติวิปัสนากรรมฐานตามป่าตอนและห้วยเหว เมื่อมีดโอกาสพบหลวงพี่ซึ่งจากกันไปนาน ด.ช. จุฬ ก็ดีใจเข้าไปกราบและสนทนาปราศรัยด้วย หลวงพี่บุญปรารภให้ฟังว่า ตัวหลวงพี่มีกรรมมากออกปฏิบัติวิปัสสนา กรรมฐานช่างมีอุปสรรคเสียจริงๆ คือพอรับกรรมฐานจากอาจารย์องค์ใดก็ตาม ไปศึกษาหาความสงบตามป่าตามเขา สังขารร่างกายมักเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยเสมอ เช่นท้องขึ้น ท้องอืด หรือเจ็บปวด รวดร้าวในสรรพางกายเป็นต้น ถ้าหากอยากจะหายจากโรคเหล่านี้ก็ต้องกลับมาอยู่วัดเฉยๆ อาการเหล่านี้จึงจะไม่บังเกิดขึ้น ทั้งนี้เป็นความประหลาดใจแก่ ด.ช. จุฬ อย่างที่สุด หลวงพี่บุญได้เล่าถึงความสนุกสนานในการออกธุดงตามป่าเขาลำเนาไพรและห้วยเหวต่างๆ ได้ผจญกับผีเปรตตลอดจนคุณไสยทุกชนิดบางครั้งอดข้าวถึงต้องขอบิณฑบาตรจากนางไม้ หรือพวกลับแลในป่าก็หลายครั้งหลายหน ธรรมชาติที่ผ่านมาก็ล้วนสวยงามเพลิตเพลินเจริญใจจนยากที่จะหาคำมาบรรยายเสกสรรได้หมดสิ้น ด.ช.จุฬ ฟังแล้วก็เกิดความรู้สึกอยากออกธุดงค์ตามป่าเขาลึกๆเหมือนอย่างหลวงพี่ดูบ้าง และคิดว่าถ้าตนออกธุดงค์ตนคงจะได้รับความสนุก ความสงบและความรู้ ในทางปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอย่างแน่นอน คิดฟังไป ความปิติแรงกล้าก็เกิดขึ้น มีนึกคิดอยากจะให้มีอายุถึง ๒๐ ปี เร็วๆ จะได้ออกบวชแล้วออกธุดงค์บ้าง เมื่อหลวงพี่บุญเล่าเรื่องการธุดงค์ไปจน จบ ด.ช. จุฬ ก็ออกธุดงค์เที่ยวป่าเหมือนอย่างหลวงพี่บ้างโดยอ้างว่าเมื่อหลวงพี่ปฏิบัติแล้ว มีขันธมารและกิเลสมารมารังควาญการออกธุดงค์เพื่อปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเพื่อค้นหาทางนิพพานนั้นก็เป็นของดีอยู่ ด.ช จุฬ นั่งฟังคำสอนของหลวงพี่เห็นจริงตามหลวงพี่บุญแนะนำ
    เมื่อออกจากโรงเรียนก็มาช่อยแม่ทำนาเมื่อบิดาเสียไปปีเศษ พระราชบัญญัติประถมศึกษาก็ประกาศใช้ทั่งประเทศ ทางจังหวัดกบินทร์จึงประกาศให้เด็กทุกคนในตำบลมารับการศึกษาเมื่ออายุครบเกณฑ์ นายจุฬได้เป็นครูประจำตำบลนั้น เมื่อได้ผ่านการคัดเลือกแล้วทางอำเภอก็ส่งบุคคลทั้งสองไปอบรมในจังหวัดเมื่อผ่านการอบรมแล้วก็กลับมาเป็นครูประจำโรงเรียนในตำบลนนทรีโดยนายบุญเป็นครูใหญ่ เงินเดือน 20 บาท ส่วนนายจุฬ เงินเดือน 15 บาท ต่อมาโรงเรียนเจริญก้าวหน้า มีนักเรียนเพิ่มเป็นจำนวนถึง 200 คน มีครูผู้ช่วยอีกหนึ่งคน นับว่าเป็นการแบ่งเบาภาระอันหนักไปจากอกครูทั้งสอง พระอธิการศรีนี้ต่อมาได้เป็นอนุสาวนาจารย์เมื่อครั้งหลวงพ่อออกบวช แม้จะมีพระอธิการศรีมาช่วยสอนอีกองค์แต่ก็ยังเป็นภาระหนักอยู่อีก แต่ครูจุฬและครูบุญมีก็ทำหน้าที่ครูได้โดยมิได้ขาดตกบกพร่อง
    บรรพชา-อุปสมบท
    เมื่ออายุได้ ๒๐ ปี จึงได้บรรพชาเป็นสามเณรอยู่ที่วัดโคกสว่างอารมณ์ บวชเณรได้ ๑ พรรษาก็ย้ายจากวัดสว่างอารมณ์ มาอยู่วัดหนองบัว การย้ายมาอยู่วัดหนองบัวครั้งนี้ก็เพื่อสะดวกในการมาสอนหนังสือที่โรงเรียนต่อมาเมื่ออายุได้21ปีท่านก็อุปสมบทเป็นพระภิกษุ การอุปสมบทครั้งนี้ทำกันที่วัดป่าตอง มีท่านพระครูสิงห์ วัดบ้านโนนเป็นพระอุปปัฌชายะพระอธิการศรีวัดหนองบัว เป็นพระอนุสาวนาจารย์ พระอธิการเสี่ยน วัดหนองรากไถ( เปลี่ยนชื่อเป็นวัดมุ่งประสิทธิไปแล้ว)เป็นกรรมวาจาจารย์เมื่ออุปสมบทแล้วก็กลับมาวัดหนองบัวเช่นเคยส่วนการสอนหนังสือยังดำรงมิได้ ทอดทิ้ง ระยะเป็นครูอยู่ในตำบลนี้ได้ ๕ ปีพอดีหลังจากหลวงได้เลิกสอนหนังสือแล้วหลวงพ่อก็เข้ามาสอบ เป็นท่านมหาที่กรุงเทพฯเข้ามาพักอยู่ที่วัดระฆังฯชั่วระยะหนึ่งจึงย้ายมาอยู่วัดเทพธิดารามโดยเข้ามาวัดเทพธิดารามกับหลวงพี่เสาร์ เพราะอย่างน้อยก็ไม่เดียวดายเกินไป
    ธรรมสังเวชบังเกิด
    การปฎิวัติครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นประชาธิปไตย โดยท่านเจ้าคุณพหลพยุหเสนาเป็นหัวหน้าคณะปฎิวัติ พระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ ๗ คือ เจ้าประชาธิปก ต้องลดตัวเองมาอยู่ใต้อำนาจชองกฎหมายรัฐธรรมนูญ พวกเจ้านายพระบรมวงษานุวงษ์ที่มีตำแหน่งใหญ่ๆต่างแตกกระสานซ่านเซ็นบางคนก็ถูกจับส่งเสียงร่ำร้องไปทั่วทุกมุมเมือง หลวงพ่อได้รับฟังข่าวคราวเหล่านี้มาตลอดก็เกิดการปลงสังเวชเมื่อหลวงพ่อได้ใคร่ครวญถึงเรื่องพระโปฐิละและเรื่องความไม่เที่ยงได้เกิดความเบื่อหน่ายในตำแหน่งหรือยศฐาบรรดาศักดิ์หลวงพ่อจึงได้สละราบยศนั้นๆ แล้วออกธุดงค์ตามหลักของพระพุทธองค์ต่อไป
    ออกเนกขัมมะ
    หลักจากที่ได้ขณะใจตัวเอง สามารถเสียสละทรัพย์สินสิ่งของต่างๆ ที่ตนมีอยู่ได้แล้ว ก็จัดแจงเตียมตัวและฝึกกำลังใจให้เข้มแข็ง เพราะหลวงพ่อได้ยินผู้หลักผู้ใหญ่ที่ออกธุดงค์มาเล่าให้ฟังว่า การออกธุดงค์ตามป่าเขาดงดอนนั้นลำบากมาก ต้องตากแดดตากฝน อดอยากยากแค้น ต้องเดินทางไกลด้วยเท้าเปล่าเป็นวันๆ ถ้าใครไม่มีความอดทนหรือไม่เข้มแข็งจริงๆ จะออกไปต่อสู้กับชีวิตโลกภายนอกไม่ได้เป้นอันขาด ท่านผู้อ่านจะต้องทราบไว้ด้วยว่าการออกธุดงคืระหว่าง สมัยนี้กับสมัยก่อนโน้นไม่เหมือนกันสมัยนี้ถ้าเมื่อหรือเหนื่อยก็มีพาหนะให้อาศัยทั้งถนนหนทางก็ราบรื่นมีบ้านช่องผู้คนอยู่ทั่วไปแต่การออกธุดงค์สมัยโน้นเป็นการธดงคืที่ใช้ชีวิตเป็นเดิมพันกันที่เดียวใครปฏิบัติเคร่งครัดหรือมีญาณสูงก็รอดไป ใครปฏิบัติหย่อนหรือไม่มีวิชาอาคมขลังจริงๆก็ต้องเอาชีวิตไปฝังไว้ในป่าในดงแน่เพราะถนนหนทางเป็นป่าเขาทุระกันดารมาก โรคถัยไข้เจ็บก้ชุกชุมสัตร์ป่าก็เพ่นพ่านทั่วไป แม้นแต่ในหมุ่บ้านที่มีคนหนาแน่น ก็มักมีเสือ ช้าง หมี หรือหมุป่า นอกจากอันตรายจากสัตร์เหล่านี้แล้วชาวบ้านป่าเมื่องดอยที่พระธุดงค์ไปปักกรด พักแรม ยังชอบทดลองคุณไสยหรือยาสั่งอีกด้วย ฉะนั้นพักแรม ยังชอบทดลองคุณไสยหรือยาสั่งอีกด้วย
    ความเศร้าโคกบังเกิดอย่างรุนแรง
    วันนั้นรถก็ถึงปากน้ำโพ หลวงพ่อและลุงพุธก็เดินทางเท้าเปล่าข้ามแม่น้ำไปยังอีกฟากหนึ่ง และวันต่อมาก็ออกเดินทางไปยังจังหวัดตาก อันเป็นจังหวัดติดต่อกับชายแดนพม่าทางไปยังจังหวัดตาก อันเป็นจังหวัดติดต่อกับชายแดนพม่าได้ไปถึงวัดแห่งหนึ่งใกล้ตัวเมืองจังหวัดตาก ท่านและลุงพุธจึงได้พักเอากำลังสำหรับออกผจญกับชีวิตในดงดอน และ ป่ากว้างมีกำหนดหนึ่งเดือน เมื่อครบกำหนด ๑ เดือน ก็กราบลาเจ้าอาวาสวัดนั้นออกเดินทางมุ่งเข้าป่าลึกและปีนป่ายพืด เขาอันยาวเหยียด เพื่อตรงไปประเทศพม่าทันที ดอกมะลิป่าเต็มดงส่งกลิ่นหอมสดชื่น บางครั้งก็พบเอื้องไพรออกช่อชูไสวบนยอดไม้ยูงยาง เป็นภาพธรรมชาติที่แสนสงบและสุขใจ สองลุงหลานต่างคงมุ่งหน้าเดินไปอย่างสำรวม ลุงพุธแม้อายุจะมากแต่ก็ยังแข็งแรงสามารถไต่เขาและเนินสูงๆ อย่างว่องไว ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย ตกตอนค่ำก็หาชัยภูมิที่เห็นว่าปลอดภัยจาการรบกวนของสัตร์ร้าย แล้วก็ปักกลดพักแรม ค่ำคืนในป่าเปลี่ยวมีแต่ความมืด และเงาอันทอละมึนของชุนเขาที่พุ่งยอดขึ้นเสียดฟ้าและเสียงนกที่ออกหากินกลางคือส่งเสียงร้องระงมน่าพึงกลัว หลวงพ่อและลุงพุธต่างก็เข้ากลดสวดมนต์ และบำเพ็ญเพียรภาวนาตามสติปัญญาของตน และในวันหนึ่งแดดกำลังร้อนเปรี้ยง สองลุงหลานก็กำลังไต่เขา เพื่อจะข่ามไปยังอีกฟากหนึ่ง อากาศในตอนกลางวันทวีความร้องแรงยิ่งขึ้นหินอันแหลมคม ได้บาดฝ่าท้าของหลวงพ่อจนเลือดออกหลายแผล เมื่อมองออกไปทางเบื้องหน้าก็เห็นแต่ทิวไม้สุดสายตา ยังไม่รู้เลยว่าจุดหมายปลายทางถึงเมื่อไหร่ เร่มอ่อนกำลังลงทุกทีพอดีมาพบเงาไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ลุงพุธจึงทอดกายลงผักผ่อน เมื่อนั่งพักพอหายเหนื่อย เปลือกตาก็ทำท่าจะหรี่ลง ภาพของความลำบากตรากตรำที่หลวงพ่อผ่านมาก็ตามมาหลอกหลอนหลวงพ่ออีกครั้งหนึ่งทำให้เกิดอารมณ์อยากกลับบ้าน กลับวัดอย่างรุนแรงขึ้น นึกท้อแท้ใจถึงความลำบากและความทุรกันดานของภูมิภาคแห่งนี้ อีกทั้งยังมองไม่เห็นเลยว่า ระยะทางที่ตนปรารถนาจะไปนั้นอยู่ที่ไหน มองไปใดก็พบ แต่ ความเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูก ตอนกลางคืนก็ได้ยินแต่เสียงสัตว์ป่าคำรามกึกก้อง อาหารการกินก็ผิดคอแทบจะกลืนไม่ลง ยิ่งคิดกำลังใจที่เข้มแข็งก็อ่อนเปลี้ยลง ความรู้สึกตอนนั้นบอกและเงยเร่ากลับคืนหลังท่าเดียว พออารมณ์มารถอยไปอารมณ์พระก็เข้ามาปลอดประโลมใจให้ต่อสู้กับอุปสรรค ต่อไปอย่าได้ท้อถอย เพราะมนุษย์ทุกคนเกิดมาสำหรับต่อสู้ มิใช่เกิดมาสำหรับเริงสำราญในกามคุณ ๕ จนเงยหัวไม่ขึ้นเธอได้ตัดสินใจเดินหน้ามาเช่นนี้แล้ว ไฉนจึงจะหวนกลับไปตามรอยเดิมอีกข่างไม่มีวิญญาณของนักสู้อยู่ในสายเลือดเสียบ้าง เลย ขอให้เธอจงสู้ต่อไป
    เรายังมีความรักความใคร่ในสังขารร่างกายของเราอยู่ ยังละยังปล่อย วางสังขารร่างกายของตนยังไม่ได้ เช่นยังกลัวตายอยู่ดังนี้ ถึงเกิดความห่วงใย เศร้าโศรกเสียใจบังเกิดขึ้น ได้ใจความว่า การที่มีอารมณ์เหล่านี้เกิดขึ้นนั้นให้มีตัวตนขึ้น ได้ใจความว่า การที่มีอารมณ์เหล่านี้เกิดขึ้นนั้นก็เพราะมารเขามาล่อหลอก เปรียบเหมือนพระพุทธเจ้า
    เหยียบแคว้นแดนพม่า
    รุ่งเข้าพอฉันจังหันเสร็จสองลุงหลายก้ออกเดินทางต่อไปประมาณหนึ่งวันก็เข้าเขตพม่า พอเข้าเขตพม่าก็จับรถไปไหว้พระธาตุย่างกุ้งคือ เจดีย์ส่วยดากองทันที ได้มาพบเห็นปูชนีย์วัตถุสถาน ซึ่งเป็นเครื่องหมายแทนองค์พระพุทธเจ้าเช่นนี้ทำให้ดีใจปลี้มบิติ ลืมความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าที่ยุกป่าฝ่าดงมาจนหมดสิ้น พราธาตุย่างก้งนี้เป็นปูชนีย์สถานที่ชาวพม่าหวงแหนและสักการบูชาอย่างสูงที่สุด องค์พระเจดีย์ใหญ่เท่าๆ กับพระเจดีย์นครปฐมองค์พระเจดีย์เป็นสี ทองแลดูเหลืองอร่ามรอบๆ เจดีย์ใหญ่ก็มีเจดีย์น้อยๆ อีกมากมาย ล้อมรอบเหมือน บริวารเปรียบ ประดุจดาวล้อมเดือนฉะนั้นเมื่อได้เดิน ชมความ สวยงามขององค์เจดีย์จนจุใจแล้วหลวงพ่อ และสลุงพุธก็เร่ เข้าหามุมสงบ แห่งหนึงหลังองค์เจดีย์ส่วยดากองนั้น ทำการกราบไหว้สักการะและสวดมนต์ แล้ว นั่งสมาธิสงบจิตเพื่อขอบารมีที่ตนได้ฝ่าฟันอัน ตรายจนได้มีโอกาสมานมัสการองค์เจดีย์นี้
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 7 มีนาคม 2016
  2. ด้วยรัก30

    ด้วยรัก30 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 มิถุนายน 2011
    โพสต์:
    968
    ค่าพลัง:
    +569
    จ้างเขาพิมพ์ให้ก็ไม่เสร็จแล้วพิมพ์ให้ยังไงไม่รู้ดู
    งงๆ

    เขายินดีด้วยกับท่านที่ได้กราบหลวงพ่อนะ

    แต่เขาคือ วิชา ขอบอกไว้ก่อน นะว่าเขาขอ สรุปพิมพ์ย่อเอาเท่าที่จะทำได้นะ ส่วนท่านใดต้องการอ่านให้ครบก็หาอ่านจากหนังสือมาอ่านได้ครับ

    มีความรู้อะไรดีก็บันทึกไว้
    เพราะเคยฟังมา หลวงพ่อใหญ่ อภินันโท(จุฬ) จอมไตรโลก วัดถ้ำใหญ่คูหาสวรรค์ ต.นิคมสร้างตนเอง อ.เมือง จ.ลพบุรี ศาสนาพุทธ(พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์)สอน(ทาน ศีล ภาวนา)ศีล สามาธิ ปัญญา ทำบุญกุศลสร้างบุญบารมี บริจาคทาน,รักษาศีล,ทำสมาธิ เช่น บริกรรมท่อง พุทโธ ปัญญา(พิจารณา อนิจัง ทุกข์ขัง อนัตตา)ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่อยู่ในการบังคับบัญชาของใคร พิจารณาสังขารร่างกาย ชีวิตนี้ตายแน่ เคยบอกธรรมะของท่านจะอยู่ต่อไปอีก500ปี(เราก็เอาธรรมะของท่านมาลงไว้เวปในนี้)
    ท่านยังบอกอีกว่าสงครามโลกจะเกิด เมื่อไทยสร้าง ...แห่งชาติขึ้นสำเร็จ การเกิดคงไม่ได้บอกพศ.ให้แต่อาจจะอิงการสร้างที่เกิดไว้ให้

    รหัส สมมุติ เหตุการณ์สินามิถ้าเกิดจริงวันที่25ธค.ไม่รู้ปีไหน ถ้าจริงวันนั้นจะมาเตือนกันไม่ได้เพราะไฟฟ้าดับ และทุกคนก็เตรียมเก็บสิ่งของติดตัวแล้วหนีเอาตัวลอดกันแล้วตัวใครตัวมันก็กัน(รถน้ำมันเต็มถังไว้ ถ้าไฟดับปั๊มเติมน้ำมันไม่ได้รถจะสู้สากตำน้ำพริกไม่ได้เลย)
    ถ้าเกิดประมาณว่าวันนั้นจะเป็นวันเริ่มต้นก่อน7วัน เดาว่าจะมีไฟฟ้าดับ ท้องฟ้าจะมืดมาก ฝนจะตกทั้งวัน สงสัยตอนนั้นพายุอาจจะมาก็ได้ถึงเกิดเหตุการณ์ได้ 3อย่างพร้อมกันได้ ให้สังเกตุ จากจังหวัด ก.เป็นหลักในการเกิดเพราะเป็นจุดกลางพอดี ส่วนต่างประเทศอย่าทนงตัวไปเพราะจะหนักกว่าเราแน่ เมื่อถึงวันนั้นถ้าเกิดจริงใครไม่หนีถือว่าท้าทาย
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 15 ธันวาคม 2020
  3. ด้วยรัก30

    ด้วยรัก30 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 มิถุนายน 2011
    โพสต์:
    968
    ค่าพลัง:
    +569
    ชีวประวัติหลวงพ่อใหญ่ อภินันโท(จุฬ) วัดถ้ำใหญ่คูหาสวรรค์ ต.นิคมสร้าง อ.เมือง จ.ลพบุรี
    คำปรารภ
    ของ หลวงพ่อใหญ่ อภินันโท(จุฬ)
    -ประวัติของหลวงพ่อได้พิมพ์ไปแล้วครั้งแรก 2,500 เล่ม หมดไปแต่ปีแรกๆ มีศิษยานุศิษย์มาขอหนังสือชีวประวัติที่ไม่มีแจกให้ เพราะไม่มีโอกาสพิมพ์ใหม่ซักที มาบัดนี้ คุณกิมซัง แซ่เต้(เฮียตี๋) เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อขออนุญาตพิมพ์ขึ้นใหม่ 1,000 เล่ม เพื่อแจกจ่ายแก่ผู้ต้องการที่จะทราบประวัติของหลวงพ่อเพื่อหวังเอาเป็นค่าบูรณะสร้างสถานสิ่งถาวรต่อไป ด้วยพิจารณาเห็นว่าชีวประวัติของหลวงพ่อ มีธรรมะ นรก มีวิญญาณ ตลอดถึงสวรรค์ นิพพานที่ผ่านพบข้างในด้วยตนเองตลอดเล่มพิมพ์ออกเผยแพร่ให้พวกอนุชนรุ่นหลังได้รู้ ได้เข้าใจและเป็นเหตุกระตุ้นเตือนให้ค้นคว้าแสวงหาด้วยตนเองทางภายในต่อไป จะได้ไม่เข้าใจเขวไปว่า เรื่องนรกสวรรค์ นักปราชญ์เขียนเรื่อง นรกขึ้นมาขู่ เขียนเรื่องสวรรค์เข้าล่อ เพื่อให้ชาวโลกเชื่อและเสื่อมใสในลัทธิและศาสนาของตน
    มีความจริงอยู่อีกข้อหนึ่ง คือถ้าค้นคว้าทางด้านในด้วยสมถยานิกะวะ เป็นต้องทราบเรื่อง รู้เรื่องราว นรก สวรรค์ อินทร์ พรหม ยมยักษ์ ฯลฯ ตลอดถึงนิพพานได้ชัดเจนแจ่มแจ้ง เพราะติดต่อกันได้ คุยกันได้ ฟังเทศน์ของพระพุทธเจ้าได้ไปเที่ยวด้านใน คราวไหนก็คราวนั้นเป็นต้องพบทุกครั้งไป มิใช่เรื่องสร้างขึ้นมาด้วยจิตของตนเองหรือเป็นนิมิตติดตาอย่างที่เข้าใจผิดๆ
    -พวกว่าค้นคว้าด้านใน ทางวิปัสสนายิกะ จะไม่พบเรื่องเหล่านี้เลย หรือพบก็ไม่สนใจ เพราะเข้าใจเอาเองว่าเป็นภาพหลอนบ้าง เป็นภาพวิญญาณไม่จริงบ้างคล้ายกับว่าพวกนี้ ไม่เชื่อว่าวิญญาณมีจริงฯ ความจริงภาพที่ปรากฏขึ้นทางในเป็นภาพที่หลอกลวงมีอยู่ ใช้อุเบกขาญวางเฉยอยู่ ภาพที่หลอกลวงนั้นก็หายถ้าเป็นของจริวแล้วไม่มีหาย กลับพูดบอกสอนเราเสียอีกว่าคิดอย่างนี้ถูก คิดอย่างนั้นผิด ทำอย่างนั้นถูกทำอย่างนี้ผิดผู้ที่เดินทางในมีครูบาอาจารย์ ในคอยบอกสอนอยู่ตลอดกาล (ไม่ไช่มาร) จึงเดินทางตลอดรอดฝั่งถึงจุดหมายปลายทางเดินไม่ผิดทางในเลย แต่ถ้าหากไม่มีศีลสมาธิปัญญาบริบูรณ์ก็ถูกอาจารย์มารหลอกลวงให้เดินผิดแนวทางเหมือนกัน เพราะฉะนั้นผู้เดินทางในจึงต้องระมัดระวังให้มาก เพราะมารคอมมิวนิสต์ย่อมแทรกแซงทำลายทั้งภายในและภายนอกฯ ถ้าเราประคับประคองจิตเดินทางใน ตั้งใจเป็นกลางด้วยความระมัดระวัง จะเดินผ่านพ้นวิญญาณในอบายภูมิ 4 วิญญาณในสวรรค์ 6 ชั้น วิญญในรูปพรหม 16 ชั้น วิญญาณในอรูปพรหม 4 ชั้นตลอดถึงวิญญาณในโลกกุตตรภูมิ 4 ชั้น คือวิญญาณพระโสดาบัน วิญญาณพระสกิทาคามีวิญญาณพระอนาคามี และวิญญาณพระอรหันต์ ตลอดถึงวิญญาณพระพุทธเจ้า
    -วิญญาณในยมโลก มนุษย์โลก เทวโลก พรหมโลก และโลกุตตรโลก มีอยู่จริงทั้งนั้น แต่ผู้เดินทางในจะต้องเดินทางสายกลางไปเรื่อยๆ ผ่านวิญญาณเหล่านี้ไปเรื่อยๆ จะถึงอุดมมติสุดที่หมายปลายทาง
    -ในชีวประวัติของหลวงพ่อ มีเรื่องที่ผ่านพบเรื่องวิญญาณตั้งแต่จนปลายฯ เรื่องวิญญาณนี้ หลวงพ่อใหญ่องค์หนึ่งล่ะไม่มีความเชื่อเลย เพราะครูบาอาจารย์สอนในให้เชื่อ แต่เมื่อศึกษาเล่าเรียนไปสอบไล่ได้ ป.ธ.3-4 และอ่านดูในพระไตรปิฏกก็มีเรื่องเหล่านี้ปรากฏตลอด จึงตัดสินใจออกธุดงค์ปลาย พ.ศ. 2475 เที่ยวเร่ร่อนไปแสวงหาความจริงทางด้านใน จึงได้รู้และประสพพบเห็นด้วยตนเองทางในใจ เช่น ภูตผีปีศาจ นรก สวรรค์ ตลอดถึงนิพพาน ด้วยความอุสาหะวิริยะพยายาม เดินตามพระไปก็ได้ผ่านพบของจริง อันมีอยู่จริง ทางในโลกทิพย์ หรือ โลกวิญญาณ
    -ส่วนชาวพุทธหรือชาวโลกทั่วไป เดินแต่ทางนอกอย่างเดียวจะไปเห็นเรื่องโลกทิพย์ได้อย่างไร เมื่อไม่เห็นก็โมเมว่าไม่มีๆ เรื่องนรก สวรรค์ เป็นเรื่องโกหกพกลบทั้งนั้น พูดออกวิทยุบ้าง ทางโทรทัศน์บ้าง พูดตามความรู้ความเข้าใจเอาเองของตน ซึ่งไม่เคยเดินทางในเลย แสดงความโง่เง่าเต่าตุ่นออกมาให้เห็นชัดว่า ตนมีความรู้เพียงอ่านหนังสือบางเล่ม เคยได้ยินได้ฟังเขาพูดเขาคุยกันบ้าง เลยคาดคะเนนึกเดาเอาเองตลอดเรื่อง
    -ส่วนผู้ปฏิบัติหรือผู้เดินทางใน เขาไปเห็นเองรู้เองสนทนาปราศรัย ตลอดถึงฟังธรรมคำสั่งสอนด้วยตนเองสนทนาปราศรัย ตลอดถึงฟังธรรมคำสั่งสอนด้วยตนเองเขาก็ละอายใจแทน พวกโง่เกมหยิ่งว่า “สิ่งที่มีอยู่กลับกล่าวว่าไม่มี” ดังนั้นมันละอายใจเพียงไหนๆ ต่อไปขอให้ชาวโลกทั้งมวลอย่าได้ขื่น พูดเล่นสำนวนว่า “นรก สวรรค์ ตลอดถึงนิพพาน เป็นเรื่องตลก หรือเป็นเรื่องเขียนเสือให้วัวกลัวเลยเป็นอันขาด ที่แท้จริงมันเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง แต่จะต้องเดินทางด้านใน ไปค้นคว้าพิสูจน์ด้วยตนเอง ได้โดยแน่นอน
    -การเดินทางของสัตว์โลก มี 2 ทาง คือด้านนอกและด้านใน เมื่อวิญญาณปุถุชนเดินอยู่แต่ทางนอก ด้วยการเงิน อาชีพบังคัย จะมีโอกาสพบแต่ของนอกๆ ทั้งนั้นต่อเมื่อเดินอีกทางสายในใจ ตามทาง สมถยานิกะและวิปัศสนายานิกะจะต้องพบของจริงด้วยกันทุกๆ คน
    -ขอให้คิดดู พระพุทธเจ้าก่อนตรัสรู้ ไม่ต่างจากพวกเรา เท่าไร ท่านก็ไม่เห็นนรก สวรรค์ เหมือนพวกเราๆ เช่นเดียวกัน แต่เมื่อพระองค์ออกบวชเดินทางในเดินไปๆ จนสุดทางสายกลาง ก็พบทุกๆ สิ่งทุกๆอย่าง ซึ่งเป็นของจริงมีอยู่ทางด้านในๆ พิพิธภัณฑ์โลกด้านใน หรือพิพิธภัณฑ์โลกทิพย์ มีรอคอยพวกเราให้ไปดูได้ทุกขณะตลอดกาลสมัยฯ เปรียบเหมือนหอสมุดแห่งชาติ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ สวนดุสิต พระราชวังหลวงมีโบสถ์พระแก้ว ฯลฯ รอดอยให้พวกเราไปดูไปชม ไปนมัสการกราบไหว้ได้ทุกๆ วันนี้ทางราชการการเปิด ตลอดยุดตลอดสมัยฯ นอกจากคนตาบอด ตาฟ่าฟางเท่านั้นไม่เห็นอะไรจึงโม้เม้ว่าไม่จริง เรื่องคนตาบอดตาฟ่าฟางไม่ต้องต้องพูดถึงก็ได้ แม้พูดถึงก็ไม่รู้เรื่องอะไรภายในเลย แม้แต่วงชาวพุทธซึ่งเป็นนักค้นคว้านักปฏิบัติแท้ๆ ยังไม่เข้าใจไขว้เขว ยังพูดไม่ตลอด เพราะค้นคว้าด้านวิปัสสนาอย่างเดียวนั้นเอง จึงไม่ต้องกล่าวถึงคนทั่วไปเลย เพราะเขาไม่มีเวลาค้นคว้าได้มากเหมือนนักพรต
    -ไหนๆก็ได้พูดถึงเรื่อง ภูตผีปีศาจ นรก สวรรค์ นิพพานมาแล้ว ต่อไปนี้อยากพูดเรื่องนิพพานให้ผู้อ่านพิจารณาเพิ่มอีกซักหน่อย เพราะผู้อ่านผู้ฟังอาจมีความเข้าใจไปต่างๆกัน บางคนว่า “นิพพานมันไม่มีบ้านมีเมืองอะไรเลย มันเป็นเรื่องของทุกขันตัสสะ ที่สุดของทุกข์เท่านั้นฯ เมื่อมีกิเลสตัณหาต้นเหตุให้เกิดทุกข์ที่จิต เมื่อเดินทางใน ทำความเพียรไปจนเกิดอริยมรรคจิตประหาร ละกิเลส ได้เด็ดขาดไม่มีเชื้อเหลือเศษ มีแต่ความว่างจากกิเลส มีแต่ความสูญ คือ กิเลสสุญหมดสิ้นมีแต่ความดัยกิเลส จึงเรียกว่า นิพพาน คือความว่าง สุญ หาย ดับ กิเลสไม่เหลือเลยนั้นเอง ไม่เห็นว่ามีบ้านเมืองที่ไหนพูดอธิบายอย่างนี้ถูกต้องแล้ว พิจารณาตาม เมื่อพระพุทธเจ้าสำเร็จพระโพธิญาณ ก็นั่งสำเร็จเหนือบัลลังก์ใต้ต้นโพธิ์ เที่ยวไปเทศนา ประกาศพระศาสนาไปตาม คามนิคมชนบทน้อย ใหญ่ก็ทรงพักอาศัยตามร่มไม้ในสมัยต่อมา ผู้ศรัทธาสร้างวัดถวาย มีกุฏิราคาเป็นล้านๆ เช่น นางวิสาขาสร้างกุฏิถวาย ราคา 270 ล้านบาทอนาถบิณฑิกเศรษฐีสร้างถวายหมดเงิน 540 ล้านบาทแต่พระพุทธเจ้าไม่ติด จึงเรียกว่าไม่มีกุฏีวิหารภายในจิตแต่ภายนอกตามหลักพระสูตรก็ว่า เป็นวัดของพระพุทธเจ้าเป็นกุฏิของพระพุทธเจ้าหรือว่าเป็นบ้านเมืองของพระ แต่ผู้สำเร็จนิพพานแล้วไม่มีอะไรๆในใจเลย
    เมือพระอรหันต์ทิ้งสังขารร่างกายไปแล้ว วิญญาณพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ เข้าตามลำดับฌารปรินิพพาน ตอนออกจากฌานที่ 4 ไม่เข้าต่อฌานที่ 5 ทีนี้พวกเราชาวพุทธสงสัยกันนักหนาว่า เมื่อวิญญาณที่ไม่มีเชื้อกิเลสตัณหาดับสนิทแล้วก็ไม่ต้องไปเกิดอีก มีแต่พระคุณปรากฏอยู่ในโลกต่อไป ไม่มีตัวตนอะไร ว่างเปล่าจากจิตวิญญาณทั้งหมด
    -ฝ่ายผู้เดินทางในไปพิสูจน์ เพื่อให้เห็นจริงก็ยอมรับว่า “พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลาย เมื่อทิ้งสังขารแล้วไม่ไปเกิดใหม่จริง” อย่างที่เข้าใจกันอยู่ในวงชาวพุทธทั่วไป แต่หเลืออยู่แต่ส่วนที่เรียกว่า “ปริสุทธิจิต” ปริสุทธิวิญญาณ หรือที่เรียกว่า ธรรมกายก็ได้” ไม่ยอมรับเพราะเข้าใจว่าดับพร้อมกันกับสังขารร่างกายไปแล้วๆ แต่ชาวพุทธ ที่เดินทางในไปพิสูจน์ด้วยตนเองยอมรับว่า “ไม่ดับไปตามสังขาร มีพร้อมตั้งอายตนะทั้ง 6 เหมือนชาวมนุษย์ชาวสวรรค์ แต่ไม่เกิดใหม่เหมือนชาวมนุษย์ และ สวรรค์เพราะไม่มีตัณหาพาไปเกิดนั้นเองฯ อายตนะทั้ง 6 (ตา หู จมุก ลิ้น กาย ใจ)แห่งพระธรรมกายนี้ ปราศจากกิเลสมลทินทั้งปวง จึงเป็นของคนที่ ไม่มีแก่ไม่มีตายเป็นนิพพาน เย็นตลอดกาล เป็นสุขนิรันด์
    ส่วนสัสสตทิฏฐิ ที่ว่าเที่ยงนั้น มีกิเลสตัญหาอยู่ก็ว่าเที่ยงต้องเกิดอีกตลอดยุด และเกิดเป็นคนก็เที่ยงจะต้องเป็นคนตลอดยุด ไม่มีเปลี่ยนแปลง จึงจัดเป็นสัสสตทิฏฐิ
    ส่วนชาวพุทธที่มีจิตบริสุทธิ หมดมลทินเครื่องเศร้าหมองจิตทั้งปวง คงที่ไม่เปลี่ยนแปลง อชราไม่แก่ อมตะไม่ตาย นิพพาน เป็นสุขนิรันดร์อยู่เหนือโลก หรืออยู่ในโลกุตตรโลกตลอดกาลฯ โลกุตตรโลกอยุ่ในอากาศที่บริสุทธิ์ ไม่มีบ้าน ไม่มีเมือง ไม่มีกุฏิวิหาร เพราะไม่มี ลม ฝน ฝุ่นธุลี อะไรปลิวมาถูกต้องฯ ในยมโลก มนุษย์โลก เทวโลก ฯลฯ ก็ผ่านไปได้ทุกแห่ง เพื่อแผ่เมตตาช่วยเหลือให้แก่สรรพสัตว์ บางทีก็ส่งกระแสจิตอย่างเดียวไปช่วยเป็นโมนัยกาย หรือธรรมกายเนรมิต ไปทั่วทุกแห่งทุกแหล่งหล้า เพื่อช่วยเหลือสัตว์ ผู้มีกิเลสเบาบาง จะได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ตามหลังพระองค์ไป เมื่อพระองค์ยังทรงพระชนม์ชีพ ลื้อสัตว์ขนสัตว์ไปได้เพียง 20 อสงขัยเท่านั้น แต่สัตว์ที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานตามไปทีหลังยังเหลืออีก 4 อสงขัย บารมีของพระโคดมที่สร้าง 20 อสงขัย โปรดสัตว์ให้พ้นทุกข์ได้ 24 อสงขัย ส่วนพระศรีอริยเมตไตรย สร้างบารมีเต็มเปี่ยม 80 อสงขัย โปรดสัตว์ได้ 80 อสงขัย
    -ถ้านับจากชั้นภพเบื้องบน จากชั้นที่ 31 เป็นต้นไป นิพพานจัดเป็นชั้นที่ 32 33 34 35 36 37 ฯลฯ สูงขึ้นไปตามลำดับองค์นิพพานก่อนก็อยุ่ขั้นสูงสุด องค์นิพพานภายหลังก็อยู่ชั้นต่ำลงมา ลักษณะที่นิพพานนั้นไม่มีบ้านเมือง แต่มีต้นโพธิกับบัลลังก์เป็นที่ประทับและไสยาสน์เท่านั้น พระปัญจวัคคีย์ และพระองค์อรหันต์ทั้งหลาย ก็มาเฝ้าพระพุทธเจ้าที่ใต้ร่มโพธิ์ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางแห่งเดียวแต่ลักษณะต้นโพธิ์และบัลลังก์ก็ใหญ่เล็กตามบารมีและกาลเวลาก่อนและหลัง องค์ก่อนๆ ใหญ่ยิ่งกว่ากันองค์หลังๆเล็กใหญ่กว่ากันตามกาลเวลาฯ แต่ถ้าประชุมกันในโลกมนุษย์เทวโลก ก็ไปประชุมกันที่อากาศบริสุทธิ์ที่ว่างเปล่าจึงว่านิพพานอยู่ที่ว่างและอากาศบริสุทธิ์ทั่วโลก เหมือนดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ดวงดาราในอากาศ เลื่อนลอยไปได้ทั่วนภากาศฉะนั้น
    ชักจะพูดพร่ำไปมากแล้ว แต่จำเป็นต้องพูดให้ผู้อ่านผู้ฟังได้รู้เรื่องนิพพาน ซึ่งเข้าใจยากจนเหลือวิสัย เพราะต้องการให้เข้าใจเรื่องนิพพานตามแนวพระสูตร พอเป็นทางพิจารณา มิใช่ว่าหายไปหมดไปสิ้นไปเหมือนควันบุหรี่เช่นนั้นฯ แต่นักปราชญ์บางท่านอธิบายว่านิพพานสูญหายไปเหมือนควันบุหรี่หรือควันไฟ ไม่มีมาปรากฏอีกเลยก็ถูกเหมือนกัน แต่เป็นการหายสาปสูญไปจากควันไฟ โลภ โกธร หลง มานะ ทิฏฐิ แม้ทิ้งสังขารไปแล้วยังเหลือแต่บริสุทธิจิตส่องแสงสว่างอยู่ตลอดกาล ไม่มีธุลี เมฆหมอกควัน คือกิเลสตัฒหามาแผ้วพานปิดบังจิตอีกเลย เป็นนิตย์นิรันดร์ นี่แหละเขาเรียกว่า “สุขนิรันดร์” ตามศาสนาพุทธละ หรือความสุขในพระนิพพานแน่นอน ขออธิบายไว้เพียงเท่านี้ก่อน ต่อไปมีโอกาสจะอธิบายเทียบเหตุผล และความเห็นของอาจารย์ต่างๆ เทียบเคียงให้ฟังอีกต่อไปคราวหน้า
    -การพิมพ์ชีวประวัติคราวแรก เป็นเฉพาะเรื่องจุฬามณีเจดีย์ศรีธรรมราม เกิดปรากฏชัดที่หน้าอก เพื่อชิมลางดูก่อนว่าชาวโลกจะสนใจและวินิจฉัยอย่างไร ใครได้ทราบข่าวเรื่องราวพูดกันต่อๆไป ครั้นใปดูก็เห็นจริงซึ่งเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ใจ โดยคาดคิดไม่ถึงว่าจะเป็นไปได้ถึงเพียงนี้ว่าสิ่งนี้จะบังเกิดขึ้นได้ด้วยอำนาจบุญฤทธิ์
    เมื่อเห็นว่าชาวโลกสนใจต่อสิ่งเป็นจริงเช่นนี้ ไม่ดูถูกดูหมิ่นเพราะเห็นจริงประจักษ์แก่ตาเนื้อของตนๆ แล้วหลวงพ่อใหญ่ จึงเปิดต่อไปอีก ซึ่งเป็นของจริงวปรากกฎก็กายเนื้อจริง เช่น กงจักร ดอกบัว ศรพระนารายณ์ เจดีย์ ฯลฯ เมื่อท่านทั้งหลายที่สนใจอยากจะทราบเรื่องอะไร เปิดดูที่หน้าสารบาญอ่านดูก็จะรู้เรื่องความจริงต่อไป
    -ขอให้ท่านทุกๆคนที่สนใจ จงประสบแต่ความสุขความเจริญตลอดกาล
    หลวงพ่อใหญ่อภินันโท(จุฬ) จอมไตรโลก
    ชีวประวัติหลวงพ่อใหญ่ อภินันโท(จุฬ) วัดถ้ำใหญ่คูหาสวรรค์ ต.นิคมสร้าง อ.เมือง จ.ลพบุรี

    คำกล่าว
    พิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2511
    เนื่องด้วยท่านอาจารย์หลวงพ่อ อภินันโท(จุฬ)ท่านเป็นนักปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ท่านเป็นผู้ที่มีความอุสาหะวิริยะเป็นอย่างยิ่ง ในการเผยแพร่อบรมธรรมะคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และท่านไม่ยอมฉันอาหารซึ่งประกอบด้วยเนื้อสัตว์ต่างๆ ซึ่งท่านเห็นว่าจะเป็นเวรภัยในภายหน้า ท่านธุดงค์ไปโปรดสัตว์ในดินแดนธุระกันดารด่างๆ จนกระทั้งไปถึงต่างประเทศ เช่น พม่า และ ลาว เป็นต้น ท่านได้ประสบเหตุการณ์สิ่งลึกลับต่างๆ ซึ่งบุคคนธรรมดาไม่มีโอกาสที่จะพบเห็นได้ ฉะนั้นข้าพเจ้า นายกิมซัง แซ่แต้(เฮียตี๋) จึงได้จัดพิมพ์หน้าสือนี้ขึ้น 1,000 เล่ม เพื่อเผยแผ่ คำสั่งสอน ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และชีวประวัติของหลวงพ่อ ซึ่งได้บันทึกไว้เคยจัดพิมพ์ครั้งที่ 1 เมื่อ พ.ศ.2503 ได้แจกจ่ายแก่สานุศิษย์ไปหมด ข้าพเจ้าพร้อมด้วย คณะศิษย์หลวงพ่อมีจิตเสื่อมใสชีวประวัติของหลวงพ่อ และศานุศิษย์ส่วนมากยังไม่ได้รับหนังสือเล่มนี้อีกมาก จึงใคร่อยากให้สาธุชนทั้งหลาย ได้ทราบเรื่องราวของหลวงพ่อใหญ่ จะได้เป็นเครื่องเตือนใจ เพื่อประกอบกิจกรรมการกุศลให้เป็นประโยขน์รายได้ทั้งหมดที่ได้จากทั้งปัจจุบันและในอนาคตผู้ที่ประกอบกรรมดี ย่อมได้รับผลดีการจำหน่ายหนังสือนี้ ข้าพเจ้าขอถวาย แต่ท่านอาจารย์หลวงพ่อจุฬที่เคราพอย่างสูง เพื่อนำเงินไปบำรุงวัดถ้ำคูหาสวรรค์ให้เป็นประโยชน์ต่ออนุชนรุ่นหลังด้วย
    กิมช้ง แซ่แต้(เฮ๊ยตี๋)
    สารบาญ
    ที่มาแห่งหน้าปก
    คำปรารถพิมพ์ครั้งที่1
    ข้อควรจำ
    เมตตาบารมี
    ชีวประวัติของหลวงพ่อใหญ่ อภินันทโท(จุฬ)
    ปฐมวัย
    เด็กเลี้ยงควาย
    ผู้อารีต่อสหายเลี้ยงควาย
    สละเลือดเนื้อเป็นทาน
    การศึกษา
    เปลี่ยนวัดเรียนต่อ
    เป็นครูประชาบาล
    บรรพชา-อุปสมบท
    บ้านนอกเข้ากรุง
    ธรรมสังเวชบังเกิด
    ออกเนกขัมมะ
    พญามารนำเหยื่อมาล่อ
    ความเศร้าโศกบังเกิดอย่างรุนแรง
    เหยียบแคว้นแดนพม่า
    จำศีลกินลมแก้กระหายน้ำ
    โพธิสัตว์บูชนียวัตถุ
    ปราบผีดิบกินคน
    ควายผี
    ต้องจองจำ
    ถูกปล่อยเข็มเข้าตัว
    ปราบผีป่าช้าที่บ้านดอยใต้
    ปราบผีป่าช้าบ้านดอยเหนือ
    ปราบผีเส้าตกน้ำมัน
    ผีตายโหง
    ปราบผีพราย
    ปราบผีพิษณุโลก
    บ้านแตกสาแหรกขาด
    เตรียมตัวตายบนยอดดอยแสง
    โอวาสเตรียมตัวตาย
    ความกลัวตายโผล่แล้วดับไป
    เหตุผลการเกิดความกลัวตาย
    ข่าวการตายของหลวงพ่อ
    พุทธบูชา
    โพธิสัตว์บูชา
    หล่อพระเงินต่างๆ
    สร้างแผ่นทองคำจารึกชื่อ
    สร้างพระพุทธรูปถือระฆังทองคำ
    กลับประเทศไทย
    ท่าเกษมแดนวิปโยค
    พุทโธช่วย
    ท่าอุดมแดนมิคสัญญี
    ผจญพญายมราช
    ณ ถ้ำมะขามพระพุทธบาท
    ลูกศิษย์คู่บารมี
    พระภูมิเจ้าที่อาละวาด
    ย้ายมาอยู่ถ้ำภูเขาทองเนรมิต
    เลี่ยงสัตย์อธิษฐานบารมี
    ผู้เร่ร่อน
    พบถ้ำคูหาสวรรค์
    ปักหลัก
    ปูธนียวัตถุ และพระพุทธรูปต่างๆ
    สร้างบารมีภายนอก(ต่อ)ฝ่ายพระสูตร
    สร้างบารมีภายใน(ต่อ)ฝ่ายพระธรรม
    ฝ่าเท้าขวามืหลายอย่าง
    ฝ่าเท้าซ้ายมีลายลักษณ์หลายอย่าง
    ฝ่ามือทั้งสอง
    คาง
    จะทิ้งถ้ำเข้าไปอยู่ป่าถึง 3 ครั้ง
    ใบ้หวย
    รับรองเป็นปาราชิก
    ภารกิจที่ท่านกระทำ
    หลวงพ่อใหญ่อภินันโท(จุฬ)
    ภาคผนวกย่อ
    อธิบายนามชื่อต่างๆ ของหลวงพ่อ
    ความหมายเลข 9
    ความเป็นมัชฌิมาปานกลาง
    สร้างวัดกลางสถานที่
    พำนักอยู่ภาคกลางถึงปัจจุบัน
    ชนะผียักษ์ใหญ่
    ส่วนเปรียบเทียบ
    เรื่องรอยพระบาท
    แต่เขาคือ วิชา ขอบอกไว้ก่อน นะว่าเขาขอ สรุปพิมพ์ย่อเอาเท่าที่จะทำได้นะ ส่วนท่านใดต้องการอ่านให้ครบก็หาอ่านจากหนังสือมาอ่านได้ครับ
    ที่มาแห่งหน้าปก
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 31 ธันวาคม 2015
  4. ด้วยรัก30

    ด้วยรัก30 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 มิถุนายน 2011
    โพสต์:
    968
    ค่าพลัง:
    +569
    ที่มาแห่งหน้าปก​
    -ดวงตราหยกที่หลวงพ่อถืออยู่ในมือนี้ ภาษาจีนเรียว่า “ยู้อี้แป่” เป็นตราหยกที่เกิดมาจากเมืองจีนหยกเหล่านี้มีสีสรรต่างๆ กัน อันได้มาจากภูเขาของประเทศจีนซึ่งมีลักษณะเหมือนหิน แต่แข็งกว่าหินมากพวกช่างได้นำหยกที่หามาด้วยความยากลำบาก และสีสันต่างๆกันเหล่านี้มาทำเป็นวัตถุต่างๆ เช่น ต้นผักกาดอันมีโคนขาวต้นผักกาดแล้ว มองดูเหมือนของจริงมากที่สุด ช่างที่จะทำวัตถุเหล่านี้ต้องเป็นช่างที่มีฝีมือมากและจะต้องเป็นคนเก่าแก่สืบเชื้อสายวงศ์ตระกูลช่างมานับเป็นร้อยๆ ปีทีเดียวสำหรับ”ยู้อี้แป่” นี้เป็นอัตราอาญาสิทธิ์ที่ฮ่องเต้ของจีนใช้ถือออกว่าราชการ ณ ท้องพระโรงหลวง หรือเวลามีงานต้อนต้อนรับแขกเมืองที่สำคัญๆ ส่วนขุนนางผู้ใหญ่หรือผู้มีตระกูบลมั่งคั่งด้วยยศศักดิ์ทรัพย์ศฤงคาร ก็มีผู้ยู้อี๊แป่ประจำตระกูลเหมือนกัน แต่สลักกันคนละตรา คือพระเจ้าแผ่นดินก็สลักแผ่นหยกนี้เป็นรูปมังกร ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ก็สลักเป็นรูปหงษ์หรือสิงห์โตส่วนผู้ ที่ศักดิ์ตระกูลมั่งคั่งก็สลักเป็นรูปค้างคาวหรือดอกไม้ยุ้อี้แป่นี้คนจีนถือว่าเป็นดวงตราที่เป็นศิริมงคล อย่างสูงสุดถ้าผู้ใดมียู้อี้แป่นี้ครอบครองก็แสดงให้เห็นว่าครอบครัวนั้นมีความสุขสมบูรร์อย่างเต็มที่ ผู้ที่จะมียู้อี้แป่นี้ได้จะต้องเป็นคนที่มีศีลธรรม ตลอดถึงความเมตตาอารีย์อย่างสูง ยู้อี้แป่จึงอยู่ในความปกครองของบุคคลผู้นั้นได้สำหรับหยกที่จะทำเป็นยู้อี้แป่นี้จะต้องมีอายุเป็นหมื่นๆปีที่เดียว และจะมีอยู่ในประเทศจีนแห่งเดียวเท่านั้น มีคนเป็นจำนวนมากนำหยกไปทำเป็นกำไลบ้าง แหวนบ้างปั่นปักผมบ้าง ก็เพราะเขาถือว่าหยกเหล่านี้ เป็นเครื่องรางของขลัง สำหรับใส่ป้องกันอันตรายเหมือนกับพระเครื่องรางของไทย ส่วนพระเจ้าแผ่นดินจึนนั้น เครื่องใช้ไม้สอยมักจะทำด้วยหยก เป็นต้นว่าถ้วย ชาม ตะเกียบ เหล่านี้เป็นต้น
    ยู้อี้แป่ที่หลวงพ่อถืออยู่ในมือนี้ เป็นของคุณหมอศิริพงษ์ วงศ์แพทย์ เจ้าของยาซ่อมปอดใหม่ “แห่งยังตังโอสถ” ซึ่งคุณหมอศิริพงษ์ได้อาราธนานิมนต์ให้หลวงพ่อถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกและสักการะบูชา โดยที่คุณหมอมิได้นัดหมายหรือตั้งใจไว้ก่อนเลย นับว่าเป็นนิมิตธรรมอันหนึ่ง ที่เกิดขึ้นมาเองอย่างมหัศจรรย์ สมกับคำดำรัสของพระพุทธเจ้าที่ว่า “สยัมภู”ผู้เป็นเอง ตรา “ยู้อี้แป่” นี้ ข้าพเจ้าได้ถามคุณหมอศิริพงษ์แล้วว่าแปลว่าอะไรคุณหมอศิริพงษ์ก็ไม่สามารถที่จะแปลเป็นภาษาไทยได้
    -ฉะนั้น ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2503 ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ อาตมาภาพและคุณสวัสดิภาพ บุญนาค ได้ไปฟังอาจารย์เสถียร โพธินันทะ ซึ่งเป็นองค์ปาฐก ได้กันมาตุยาราม พออาจารย์เสถียร บรรยายจบลงอาตมาภาพจึงได้เข้าไปถามดังคำแปลยู้อี้แป่ ซึ่งอาจารย์เสถียรผู้เชี่ยวชาญในอักษรศาสตร์จีน ได้กรุณา ให้คำแปลคำนี้ว่า “ดวงตาที่ประสาทความสำเร็จให้ดั่งที่ประสงค์” ซึ่งคำแปลนี้เป็นนิมิตธรรมแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่หลวงพ่อมุ่งหมายจำนงหวังไว้ในใจนั้น จะต้องสำเร็จดังมโนรถทุกๆประการ ฉะนั้นต่อไปนี้ถ้ามีใครถามว่า รูปหลวงพ่อบนปกนี้ คืออะไร ให้ตอบไปว่าถือ”ดวงตราที่ปราสาทความสำเร็จให้ดั่งที่ประสงค์” อนูกุ-กโมภิกษุ ปิยะ(เปี๊ยก) สัตยวิถี สำนักปฏิบัติธรรม “อริยะเมตตา” วัดถ้ำใหญ่คูหาสวรรค์ ต.นิคม อ.เมือง จ.ลพบุรี
    คำปรารภ​
    พิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ.2503
    -เนื่องในโอกาสที่หลวงพ่ออภินันโท(จุฬ)จะทำการฉลองถ้ำใหญ่คูหาสวรรค์ และพระบรมพงษ์โพธิสัตว์ศรีอริยเมตไตรย 4 กร ตลอดจนปูชนียวัตถุ และสิ่งก่อสร้างทุกชิ้นในครั้งนี้นั้น อาตมาภาพเห็นสมควรที่จะได้จัดให้มีของชำร่วย แจกจ่ายให้แก่บรรดาลูกศิษย์ตลอดจนญาติโยมที่มาในงานนี้สักชิ้นหนึ่ง ของที่จะแจกจ่ายชำร่วยในครั้งนี้นั้น ก็ไม่มีอะไรที่จะมีค่าไปกว่าคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงแนะนำให้ผู้ประพฤติชั่วกลับเป็นคนดีในขั้นต้น และชี้ทางให้ผู้มีอินทรีย์แก่กล้าเดินเข้าสู่พระนิพพานแดนเกษมในขั้นปลาย โดยเหตุนี้อาตมาภาพจึงใคร่ครวญอย่างหนักที่จะสรรหาเรื่องมาลงพิมพ์สำหรับแจกเป็นทานในครั้งนี้ แล้วในที่สุดอาตมาภาพก็ตัดสินใจนำชีวประวัติของหลวงพ่อมาลงพิมพ์เป็นเล่มออกแจกจ่ายไปในหมู่คณะศิษย์ยานุศิษย์ทันที เผื่อต่อไปภายภาคหน้าจะได้นำเรื่องราวต่างๆ ที่หลวงพ่อเคยพบเคยผ่านเหล่านี้ ไปเล่าให้แก่อนุชนรุ่นหลังสำหรับประพฤติปฏิบัติตามต่อไป เรื่องราวที่อาตมาภาพนำมาร้อยกรองลงเป็นรูปครั้งนี้ เกิดจากการได้ยินได้ฟังมาจากองค์ท่าน ซึ่งได้เล่าให้พวกญาติโยมฟังบ้างแนะนำอุบาสกอุบาสิกา พระภิกษุและสามเณรบ้าง ตลอดจนท่านได้เล่าให้อาตมาภาพฟังเป็นการส่วนตัวบ้าง ซึ่งทุกเรื่องทุกตอนที่ท่านเล่าให้ฟังนั้น มีข้อคิดในทางประพฤติปฏิบัติเกี่ยวกับหลักสมถะและวิปัสสนาอยู่มาก อีกทั้งเรื่องอย่างนี้ ก็ยังไม่มีใครจะค่อยเปิดเผยเท่าใดนักเพราะเป็นเรื่องจริงที่หลวงพ่อต้องใช้ชีวิตเป็นเดิมพัน ในขณะที่แบกกลดบุกป่าฝ่าดงขึ้นเขาและลงห้วย เป็นเวลา 28 ปี ซึ่งทุกเรื่องทุกตอนนี้ปรากฏเป็นตัวอักษรในหนังสือเล่มนี้นั้น คงจะทำให้ท่านได้รับความรู้ความบันเทิงบ้างตามกำลังสติปัญญาของตน พร้อมกับชีวประวัติทางสมถะและวิปัสสนา ตลอดจนหลักธรรมะง่ายๆ ที่หลวงพ่อได้แนะนำชัดเกลา จนเหมาะแก่อุปนิสัยของเวไนยขนที่ยังปัญญาอ่อนลงในหนังสือเล่มนี้ด้วย ฉะนั้นการที่ท่านได้อ่านหนังสือเล่มนี้จบ จึงเท่ากับได้ประโยชน์ถึงสามทางคือ 1 ได้ทราบซีวะประวัติปฏิปทาของหลวงพ่อที่ใช้ชีวิตอยู่ในแดนทุรกันดารถึง 25 ปี 2.ได้ทราบเรื่องลึกลับมหัศจรรย์เกี่ยวกับเรื่องนรกสวรรค์ อินทร์ พรหม ยม เทพ ตลอดจนโลกทิพย์ต่างๆ 3.ได้ทราบหลักการปฏิบัติอบรมทางจิต และประพฤติทางศีลธรรม ความมีเมตตาอารีต่อสัตว์โลกทุกทั่วหน้า จึงจัดได้ว่าหนังสือเล่มนี้ได้บรรจุอรรถรสไว้ถึง 3 รส ซึ่งใครชอบรสไหน ก็เชิญตักชิมเอาตามใจชอบ
    -ถ้าใครได้มีโอกาสอ่านหนังสือเล่มนี้ อย่างใช้วิจารณญาณแล้ว ก็จะบังเกิดความเบิกบานปลื้มปิติอย่างสูงสุดเป็นเครื่องโน้นน้าวใจตนเอง ให้กระทำแต่ในทางกุศลธรรม ซึ่งจะได้เป็น ศิริมงคลแก่ตนเอง แก่ครอบคัวตลอดจนญาติพี่น้องและมิตรสหาย เรื่อยขึ้นไปจนถึงประเทศชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ขอให้ท่านลองอ่านดูให้ตลอดเล่ม แล้วท่านจะได้พบแสงสว่างอันจะส่องนำท่านไปเหมือนกับหนังสืออื่นๆ ที่ท่านเคยละเลยมาแล้ว มิฉะนั้นท่านจะผ่านกองมณีรัตน์อันหาค่าเปรียบมิได้ อย่างน่าเสียดายยิ่ง
    -หนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นมาได้ เพราะอาศัยทุนทรัพย์จากพวกญาตโยนผู้มีศรัทธาเสื่อมใสดังมีรายชื่อบอกไว้ในหนังสือเล่มนี้แล้ว จึงขอขอบคุณทุกๆ ท่าน ที่ให้ความร่วมใจในการกุศลครั้งนี้อีกครั้งหนึ่ง ฉะนั้นทางใด ที่จะช่วยกันนำคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและชีวะประวัติของหลวงพ่อ ให้กระจายกว้างออกไปทั่วโลกทั้งหลาย ที่ตกอยู่ในหลุมเพลิงแห่งความทุกข์จะได้หลุดรอดพ้นขึ้นมา รับความเยือกเย็น จากสัจจะธรรมเหล่นี้บ้าง
    -ขณะนี้โลกกำลังร้อนระอุ เพราะเพลิงแห่งโลภโกรธหลงเหลือเกินแล้ว ขอพุทธบุตรทุกคนจงช่วยกันนำพระธรรคำสั่งสอนของพุทธองค์ ไปประพรมให้เพลิงนรกเหล่านี้สงบลงบ้างเถิด อย่าให้โลกนี้ต้องลุกไหม้เป็นจุลมหาจุล เพราะไฟคือกิเลส ความชั่วร้ายเหล่านี้ เร็วเกินไปนักเลย
    -เมื่อพูดถึงความสำเร็จของหนังสือเล่มนี้ อาตมาภาพก็อดที่จะขอบคุณ คุณกิมซัง แซ่แต้(เฮียตี๋) โดยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการพิมพ์หนังสือเล่มนี้ให้นี้สำเร็จขึ้นมาได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากคุณกิมซ้งผู้นี้แล้ว ก็ยังมีคณะศิษยานุศิษย์อีกมากมายหลายสาย ที่ร่วมเป็นกำลังให้หนังสือเล่มนี้คลอดออกมาสู่โลกภายนอกได้ อาทิ สายคณะเหมืองและชาวตลาดปิล็อด คณะท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ คณะสีลมบางรัก คณะบ่อนไก่คลองเตย คณะกรมโลหกิจ คณะสำเหร่ คณะบางกระบือและคณะโรงเรียนสอนขับรถยนต์พระนครบริการ ตลอดจนคณะศิลป์นแห่งประเทศไทย เป็นต้น
    -ซึ่งการร่วมมือร่วมใจของคณะศิษย์ยานุศิษย์ของหลวงพ่อครั้งนี้ ทำให้อาตมาภาพอดที่จะปลาบปลื้มใจจนน้ำตาไหลเสียมิได้ แม้การจัดพิมพ์ชีวประวัติของหลวงพ่อครั้งนี้อาตมาภาพจะต้องเหน็ดเหนื่อย และตรากตรำสังขารร่างกายอย่างหนักเพียงใด อาตมาภาพก็เป็นสุขใจที่ได้มีโอกาศสยกย่องเชิญชูบารมีของหลวงพ่ออภินันโท(จุฬ) อันเป็นที่สักการบูชาของพวกลูกๆ ทุกคน ขอให้อานิสงส์แห่งการแจกจ่ายธรรมทานไปยังหมู่เวไนยสัตว์ทั้งหลายในครั้งนี้ จงดลบันดาลให้ทุกๆ คนทั้งที่เป็นศิษย์และไม่ไช่ศิษย์ของหลวงพ่อใหญ่ ทั้งที่เป็นมิตรและที่เป็นศัตรูของหลวงพ่อจงประสพแต่ความสุข ความเจริญด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ และปฏิภาณ ธนสาร สมบัติทุกชั่วกาลปาวสานเทอญ
    ป.สัตยวิถี 14 มกราคม 2503
    ข้อควรจำ
    -บัดนี้พระบรมพงษ์โพธิสัตว์ศรีอริยเมตไตรย ได้จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิตลงมาสร้างบารมี เพื่อให้เต็ม 30 ทัศ
    โดยที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล ในเมืองมนุษย์ดินแดนประเทศไทยแล้ว ขอให้พวกสัมมาปฏิบัติทั้งหลายจงเร่งบำเพ็ญเพียรทางจิตให้สูงยิ่งๆ ขึ้น และเมื่อเวลาจะนั่งทำสมาธิก็ให้อธิษฐานของตนขอพบองค์กายของท่านทางมโนวิถีเถิด ท่านจงมาปรากฏให้เห็นทุกๆ คน อย่ามัวทุ่มเถียงหรืออวดอ้างว่า องค์โน้นองค์นี้เป็นพระศรีอารย์กันอยู่เลย โลกกำลังจะถูกเผาผลาญเพราะไฟบัลลัยกัล์ปอยู่รอมมะร่อแล้ว เร่งทำจิตให้เห็นพระศรีอารย์องค์ในก่อนดีกว่า เวลาพบพระสรีอารย์องค์นอกจนได้หมดความสงสัยกินแหนงแคลงใจ
    -อนึ่ง ผู้ที่ปรารถนาจะพบองค์พระศรีอารย์ในปัจจุบัน ชาตินี้ ก็ให้เร่งบำเพ็ญทางเมตตาบารมีให้จงหนัก อาทิเช่น เว้นจากการกินเนื้อสัตว์ที่มีคุณต่อชาวโลก เช่นเนื้อ ช้าง ม้า วัว ควาย แพะ แกะ เต่า เป็นต้น ให้มีจิตใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อสัตว์เดรัจฉานและเพื่อนมนุษย์ทุกตัวตนให้ทำบุญตักบาตรบริจาคทานถือศีล ฟังเทศน์ บำเพ็ญ เพียรภาวนา ตามกำลังสติปัญญาของตนโดยเคร่งครัดเมื่อปฏิบัติได้อย่างนี้ องค์พระโพธิสัตว์ศรีอริยเมตไตรยจึงจะแสดงองค์ให้เห็นโดยไม่ต้องสงสัย ส่วนผู้ที่ยังหมกมุ่นอยู่กับความชั่วและบาปอกุศล เชนการฉ้อโกง ปลื้นปล้อน ดื่มสุราเมรัย คบชู้สู่สาว หมกมุ่นอยู่แต่การพนันและการหลงใหลในกามคุณจนโงหัวไม่ขึ้น, บุคคลเหล่านี้จะต้องไปสูอบายภูมิ4 อันมีนรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉานอย่างแน่นอนและอีกหลายอสงไขกัล์ปนัก จึงจะมีโอกาสพบพระพุทธเจ้ามาโปรดสัตว์โลก เพราะพระโพธิสัตว์ศรีอริยเมตไตรยที่จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลนั้น เป็นพระเจ้าองค์สุดท้ายในภัทรกัล์ปนี้ เพราะฉะนั้นอาตมาภาพจึงขอเตือนสัตว์โลกทั้งหลายที่ยังประมาทมัวเมาต่อความชั่ว และบาปอกุศลกรรมทุกคนให้เร่งละความชั่วทำความดี และทำใจให้บริสุทธิ์ให้มากที่สุดในชีวิตของเราจะกระทำได้ มิฉะนั้นแล้วจะเอาตัวไม่รอดจากนรกอเวจีเป็นแน่ “อักขาตาโร ตถาคตา”พระตถาคตเจ้าเป็นแต่เพียงผู้ชี้ทางความสุขให้เท่านั้นส่วนใครจะเดินหรือไม่นั้นก็แล้วแต่ชนิดของบุคคล
    ป.สัตยวิถี
    เมตตาบารมี​
    -เมื่อกลางปี พ.ศ. 2502 อาตมาภาพได้ออกจาริกไปเที่ยวโปรดสัตว์ทางด้านอำเภอทองผาภูมิและเหมืองปิล็อก ซึ่งเป็นเขตแดนใกล้ประเทศพม่าตอนใต้ และได้มีโอกาสสั่งสอนศีลธรรมกรรมฐาน ตลอดจนได้ช่วยชีวิต วัว ควาย ไว้เดือน ละประมาณ 60 ตัว และได้ช่วยชัดขวางมิให้ชาวบ้านป่า บ้านไร่เหล่านั้น ฆ่าเต่า เผาเต่า เดือนหนึ่งนับร้อยๆตัว สาเหตุที่อาตมาภาพสามารถช่วยชีวิตสัตว์ผู้น่าสงสารเหล่านั้นไว้ได้ ก็เพราะอาศัยบารมีของหลวงพ่ออภินันโท(จุฬ) จึงได้ไปแสดงความศักดิ์สิทธิ์ให้พวกญาติโยมทางด้านปิล็อกได้ดู ได้รู้เห็นจนทั่วถึงกัน จนเขาเหล่านั้นศรัทธาอย่างแก่กล้า จึงสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำสั่งสอนของอาตมาภาพได้
    -ทางด้านทองผาภูมิและเหมืองปิล็อกนั้น ประชาชนส่วนมากมีอาชีพทางเพาะปลูก และทำเหมืองแร่ ผู้คนในด้านนี้ มีทั้ง พม่า, มอญ, ลาว, และกระเหรี่ยง ซึ่งพอจะพูดภาษาไทยกันรู้เรื่อง การครองชีพทางด้านโน้นผืดเคืองมาก ต้องทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำ ด้วยความอดทนและขยันขันแข็ง บางครั้งต้องเดินขึ้นภูเขา วันหนึ่งๆ 50 ถึง 60 กิโลเมตร เพื่อติดต่อการค้าซึ่งกันและกัน เป็นการเดินทางที่ลำบากและทุรกันดารมาก อาตมาภาพเคยเดินทางร่วมกับเขาเหล่านั้น 1 ครั้ง แต่เดินได้เพียง 43 กิโลเมตรเท่านั้น เท้าก็แข็ง ก้าวไม่ออก ปวดเจ็บระบมไปทั่วตัว จนคุณวิเชียร ภูษณะพงษ์ ซึ่งเป็นพ่อค้าทางเหมืองปิล็อก ต้องหาช้างมาให้ขี่ ครั้งนั้นอาตมาถึงกับน้ำตาตกเพราะเป็นการลำบากทุรกันดาร อีกทั้งการทำมาหากินก็ฝึดเคือง อัตคัดขันสน ชาวบ้านพวกนั้นจึงต้องออกป่าล่าสัตว์ตัดชีวิตกันเป็นส่วนมาก บางทีก็หิ้วเต่ามาเผา 5-6 ตัว ทุกวัน และเกือบทุกครอบครัว เนื่องจากภูมิประเทศแถบนั้นมีเต่าชุกชุมมาก บางครั้งอาตามาก็ขอซื้อเต่าจากชาวป่าเหล่านั้นมาปล่อยเสียก็หลายครั้ง ส่วนวัว ควายนั้นก็ล้มตายลงมาก เพราะเขาต้อนมาจากประเทศพม่าได้ง่าย อีกทั้งราคาก็ถูกด้วย ตัวละ 100 กว่าบาทเท่านั้น โดยเหตุนี้เขาจึงล้มวัวควายกันทุกวัน เพื่อเป็นอาหารประจำวันของพวกเขา เมื่ออาตมาภาพไปถึงสถานที่นั้น อันมีบ้านมอญหินแหล ท่าขนุน บ้านไร่ เชิงเขา และเหมืองปิล็อก ถ้ามีผู้คนได้รับความเดือดร้อนจากโรคภัยไข้เจ็บกันมาก อาทิ ไข้ป่า โรคลงท้อง เจ็บปวดแขนขา พุงโร ผอมเหลือง หรือโดนผีป่า ผีปอบ เข้าสิงเป็นต้น ซึ่งอาตมาภาพก็ขอบารมีพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์, หลวงพ่อ ทำน้ำมัน ลักและทาทำน้ำมนต์อาบรด ขับไล่อาเพศอาถรรณ์ต่างๆ เหล่านั้นอยู่หลายวัน ผลก็คือปรากฏว่า ชาวเหมืองชาวไร่ได้รับผลเป็นที่น่าอัศจรรย์ใจคือ หายจากการเบียดเบียนจากโรคภัยไข้เจ็บกันทุกคน บางคนเป็นอัมพาต มือเท้าตายก็หาย บางคนปวดท้อง ปวดฟันก็หายบางคนเป็นแผลเน่าเปื้อย พุพอง หรือโดยไฟไหม้ น้ำร้อยนลวกก็หาย ด้วยอำนาจน้ำมนต์ของหลวงพ่ออภินันโท(จุฬ) จึงทำให้ชื่อเสียง และบารมีหลวงพ่อกึกก้อง และโด่งดังยิ่งๆ ขึ้นเมื่อทุกคนเสื่อมใสและศรัทธาเห็นความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อ จึงพากันมาขอรูปเอาไปบูชาอย่างมากมายพอตกตอนเย็นก็หาดอกไม้รูปเทียน มาฟังคำแนะนำตักเตือนในแนวทางแห่งการครองชีพ เพื่อให้ชีวิตในครอบครัวมีความสุข ซึ่งการอบรมสั่งสอนของอาตมาภาพก็ได้ผลดีมาก คือทำให้พวกเขาเหล่านั้น รู้สึกสำนึกในเรื่องบาปบุญคุณโทษยิ่งขึ้นพออาตมาภาพเห็นว่า จิตใจของเขาสะอาดนิ่มนวลและอ่อนโอนพอ อาตมาภาพก็ชักชวนให้เขาเลิกรับประทานเนื้อวัว เนื้อควาย เนื้อเต่า โดยให้เหตุผลว่า วัว ควายนั้นเป็นสัตว์ที่มีบุญคุณต่อชาวโลกอย่างเหลือหลาย เช่นไถ่นานำข้าวมาให้เรากิน เวลามารดาของเด็กทารกบางคนตายก็ได้น้ำนมของเขามาเลี้ยงชีพจนเติบโต หรือเวลาเจ็บไช้ได้ป่วยไม่มีกำลัง รับประทานอาหารไม่ได้เราก็พึ่งน้ำนมนี่แหละ อีกทั้งเขาก็เป็นสัตว์ที่ชื่อน่าสงสาร เวลานำเขาไปฆ่า เขาก็น้ำตาไหล มีความอาลัยอาวรณ์ในชีวิตของเขาเหมือนกัน ส่วนเต่านั้นเป็นสัตว์ที่ซื่อน่าสงสารเช่นเดียวกัน ทั้งตายยากอีกด้วย ตัดคอจนขาดก็ไม่ตาย เอาไฟเผาจนกระดองไหม้เกรียมหมดทั้งตัวก็ไม่ตาย เนื้อก็มีกลิ่นคาวแรงมาก ทั้งยังเคยเป็นแม่เลี้ยงของพระพุทธเจ้ามาแต่เนกชาติด้วย เพราะฉะนั้น เราจึงไม่ควรกินเนื้อสัตว์เหล่านี้อย่างยิ่ง ด้วยคำพูดที่มีเหตุผล และการเน้นอย่างเอาจริงเอาจังของอาตมาภาพ ชาวเมืองแร่เหล่านั้น ต่างก็ตั้งสัจจะและปฏิญาณว่าจะไม่กินเนื้อสัตว์ที่ว่ามานี้ตลอดชีวิต มีปริมาณเพิ่มขึ้นทุกวัน วันละ 5-6 คนบ้าง 10 กว่าคนบ้างตลอดเวลา 18 วัน ที่อาตมาภาพพักแรกที่เหมืองปิล็อกอาตมาภาพก็สามารถชักชวนให้เสมียนพนักงาน กรรมกรของเหมืองแร่ พวกลาวเหมืองแม่สอด พวกพ่อค้าในตลาดให้เลิกกินเนื้อวัว เนื้อควาย และเต่าได้หมดสิ้นทั้งเหมืองปิล็อก เพราะฉะนั้น ชีวิตของวัว ควาย ที่ส้มตายลงวันละ 2-3 ตัว จึงได้รอดตายมานับตั้งแต่วันนั้น เคยมีคนฆ่าออกมาแล้วไม่มีคนกิน เมื่อไม่มีคนกิน เขาก็ไม่ฆ่า เมื่อเขาไม่ฆ่า วัว ควาย เต่า ก็ได้รอดพ้นจากความตาย เมื่อเขาได้รอดพ้นจากความตาย เพราะพวกเราไม่รวมหัวกันกินเนื้อขา พวกเราก็ได้กุศลผลบุญ ทำให้เกิดความสุขความเจริญ โรคภัยไข้เจ็บก็เบียดเบียนน้อยลง ขณะนี้อาตมาภาพกล้าคุยได้เต็มปากว่า เพราะบารมีของหลวงพ่อ วัว ควาย และเต่า ทางแถบปิล็อกหรือท่าขนุนนี้ จึงให้มีโอกาสรอดตาย เดือนหนึ่งนับร้อยๆ ตัว อาตมาภาพได้นำความสำเร็จ ในการเอาบารมีของท่านไปเผยแผ่ครั้งนี้มาให้ท่านฟัง ท่านฟังแล้วก็ดีใจ และตื้นตันใจมาก ที่บารมีของท่านสามารถช่วยชีวิตสัตว์ให้รอดตายได้ทันตาเห็นสมกับที่ท่านเกิดมาสร้างบารมี ช่วยเชิดชูศาสนาพระศรีอารย์ เพราะศาสนาพระศรีอารย์นั้น ท่านยกย่องเมตตาบารมีเป็นใหญ่
    -เมื่ออาตมาภาพได้ห้ามทัพพวกฆ่าสัตว์ตัดชีวิตตลอดทั้งพวกกินเนื้อวัว เนื้อควาย เนื้อเต่าได้แล้ว อาตมาภาพก็หันไปห้ามทัพ พวกชอบเล่นการพนัน และกินเหล้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง พวกกรรมกรส่วนมาก ได้นิมนต์อาตมาไปแสดงปาฐกถา อบรมและชี้แนวทางแห่งความสุข ความเจริญแห่งการครองชีพ แล้วเขาเหล่านั้นก็พร้อมใจกันจุดธูปสาบานว่าจะเลิกการพนัน และการดิ่มสุรายาเมา ตลอดจนเรื่องอบายมุขทุกชนิด นับว่าการที่อาตมาภาพได้ไปเผยแผ่สัจจธรรม ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและหลวงพ่ออภินันโท(จุฬ) ผู้เป็นบูรพาจารย์ของอาตมาครั้งนี้ ได้ผลดีเป็นที่น่าปลื้มปิติอย่างมาก
    -บัดนี้นับตั้งแต่เมืองกาญจนบุรี เรื่อยไปตามลำแม่น้ำแควน้อย และน้ำตกไทรโยดอันลือชี่อ ตลอดจนถึงบ้านมอญหินแหลม ท่าขนุน บ้านไร่ และหมู่บ้านเหมืองปิล็อก จะต้องมีรูปหลวงพ่อบูชาไว้ประจำบ้านแทบทุกบ้านและเขาเหล่านี้จะต้องได้รับความเจริญ ถ้าเขากราบไหว้ระลึกถึงหลวงพ่อให้คุ้มครองรักษาและเขาเหล่านั้นจะไม่ต้องสิ้นเปลืองเงินทองค่ายา ในเมื่อเขาเหล่านั้นเกิดเจ็บไข้ได้ป่วย หรือได้รับอันตรายจากอาวุธที่เกิดจากของมีคมหรือเขี้ยวงาทุกชนิด อาตมาภาพไม่อย่ากจะกล่าวอะไรให้มากความ แต่ขอย้ำไว้เป็นปัจฉิมพจน์สักนิดว่า ทุกคนที่ได้รูปหลวงพ่อไว้บูชาที่บ้านนั้น หรือประจำตัว เปรียบเหมือนได้แก้วสารพัดนึกไว้ครอบครองในชีวิต ซึ่งวันและเวลาเท่านั้นที่จะพิสูจน์ว่า คำกล่าวของอาตมาภาพนี้จะเป็นจริงหรือไม่?
    ชีวประวัติของหลวงพ่ออภินันโท(จุฬ)​
    -อาตมาภาพผู้มีชื่อ อนุกูกโม(ปิยะ สัตยวิถี) ขอรจนาประวัติของหลวงพ่ออภินันโท(จุฬ) ตามที่ได้ยินได้ฟังมาจากการบอกเล่าจากองค์ท่านนับแรมปี เพื่อสั่งสอนอบรมให้บรรดาศิษยานุศิษย์ตลอดจนพระภิกษุ สามเณรและแม่ชีฟังเพื่อเป็นศาสนาอุทาหรณ์ สำหรับประพฤติปฏิบัติตามแนวทางของหลวงพ่อ ซึ่งท่านได้ฝ่าฟันอุปสรรคนานาประการมาแทบจะเอาชีวิตไม่รอดหลายครั้ง เป็นชีวประวัติที่พวกลูกๆของ ท่าน ควรจะต้องศึกษาให้รู้ไว้สำหรับจดจำ และดำเนินรอยตามทางที่ท่านเคยพบและผ่านมา หวังว่าการรจนาประวัติของหลวงพ่อ ด้วยการนำธรรมะที่เกิดจากภายในของท่านมาบรรยายให้ฟังครั้งนี้ คงจะทำให้ท่านผู้อ่านผู้ฟังได้เกิดปัญญาตาใจ สำหรับดำเนินชีวิตให้อยู่ในหลักของศิลสมาธิปัญญาบ้าง ไม่มากก็น้อย ถ้าหากสำนวนโวหารหรืออรรถธรรมตอนใดขาดตกบกพร่องอาตมาภาพต้องขออภัยจากท่านผู้อ่านผู้ฟังและท่านผู้รู้ทั้งหลายด้วย เพราะปัญญาอันน้อยนิดของอาตมาภาพที่หาญทำงานใหญ่ อุปมาดังยกเขาพระสุเมรุที่เอนให้ตั้งตรงในครั้งนี้นั้น ที่ไหนเลยจะไม่พ้นความผิดพลาดไปได้
    ปฐมวัย​
    -หลวงพ่ออภินันโท(จุฬ) เดิมชื่อ กุล เกิดที่บ้านกลาง ตำบลนนทรี หมู่ที่9 อำเภอเมือง จังหวัดกบันทบุรี บิดาชื่อ อยู่ มารดาชื่อ น้อย มีพี่น้องร่วมเกิดในอุทรเดียวกันหลายคน คนแรกเป็นชายชื่อ บุญ คนที่สองชื่ออุ่น คนที่สามเป็นหญิงตายตั้งแต่เล็กๆ คนที่สี่คือหลวงพ่อชื่อ กุล เมื่อครั้งเป็นทารกหลวงพ่อเจ็บไข้ได้ป่วยเสมอ สามวันดีสี่วันไข้ผอมโซ จนกระทั่งพ่อแม่คิดว่าจะไม่รอดเมื่อผู้บังเกิดเกล้าทั้งสองเห็นลูกเป็นคนขี้โรคออดๆ แอดๆจึงคิดจะเปลี่ยนชื่อให้ใหม่ โดยเข้าใจว่าชื่อกุลคงจะเป็นกาลกิณีแก่ตัว บังเอิญหลวงน้าเบ้าน้องของแม่ ซึ่งบวชอยู่วัดใกล้บ้านมาเที่ยวที่บ้าน และทราบความประสงค์ว่าพ่อแม่จะตั้งชื่อให้ลูกคนที่4 ใหม่ ท่านจึงตั้งชื่อให้ว่า “จุฬ” และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ชาวบ้านร้านตลาดก็เรียกแต่ “จุฬ”เป็นต้นมา เป็นอันว่าชื่อ กุล และชื่อ เสงี่ยม ที่หลวงปู่ตั้งให้ได้หายไปจากความทรงจำของชาวบ้านนับตั้งแต่เปลี่ยนชื่อมาเป็น “จุฬ” คนที่ห้าเป็นหญิงชื่อ สุ่ม และคนที่หกเป็นชายชื่อ เย็น
    -เพราะความไม่เที่ยงแท้แน่นอนของโลก ตามคำของพระพุทธเจ้า พี่น้องและพ่อแม่ของหลวงพ่อจึงได้พลัดพรากตายจากกันไปคนละทางสองทาง ตามอายุขัย ของสัตว์ ซึ่งบัดนี้ก็เหลือแต่หลวงพ่อจุฬองค์เดียวเท่านั้นที่ยืนหยัดอยู่บนธรณีนี้เพื่อค้ำจุนโลก และค้ำจุนธรรมให้วัฒนาถาวรต่อไป ทั้งในปัจจุบันและอนาคตกาล คิดให้ซึ้งแล้ว ช่างน่าสลดใจจริงๆ ที่มีพ่อแม่พี่น้องก็ไม่ได้อยู่ร่วมกัน ต้องทิ้งร่างกายไว้ ให้เป็นเหยื่อของหนอนและมดปลวก เอาสมบัติอะไรติดไปไม่ได้เลยสักอย่างเดียว จะเอาติดตัวไปได้ก็แต่บุญและบาปเท่านั้น ซึ่งถ้าใครใจเป็นกุศลทำบุญไว้มาก ก็ได้ไปในที่สุคติ แต่ถ้าหากใจเป็นอกุศหยาบช้าสามานย์ก็แน่เหลือเกินว่า ทุคคติเป็นที่หวังได้ เพราะมนุษย์เราทุกคนจะเกิดมาสร้างบารมี เกิดมาสำหรับค้ากำไรชีวิต ให้เป็นไปทางกุศล ไม่ใช่เกิดมาสำหรับสร้างสมบัติ พัศฐานตึกราม บ้านช่อง เรือกสวนไร่นา ต้วยจิตใจเหี้ยมโหด ขาดมนุษย์ธรรม จงอย่าหลวงทะนงว่าตัวเองและลูกเมียของตนจะอยู่ค้ำฟ้า ไม่ตายไปจากพื้นพิภพนี้ จงคิดไว้เสมอว่าตัวเรานี้เสมือนโคที่ถูกจูงจมูกไปเข้าหลักประหาร นับวันดาบที่อยู่ในมือของนายโคฆาตก็จะบั่นลงบนคอใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว ไม่ช้าเราก็ตายจากและพลัดพรากจากของรัก ที่ชอบใจไป โดยไม่มีการอ้อนวอนหรือผัดผ่อน ขอให้พวกเราชาวพุทธทั้งหลายจงสังวรใจไว้ให้จงหนัก จงระลึกอยู่เสมอว่า แม้แต่พระพุทธเจ้าผู้เป็นแสงสว่างของโลก ก็ยังต้องทิ้งสังขารไป เหลือแต่เกียรติคุณความดี ที่ท่านสร้างสมอบรมมา ให้พวกเราชาวพุทธบุตรได้กราบไหว้บูชาเท่านั้น สำมาหาอะไรกับเราผู้เป็นพวกปุถุชนคนธรรมดาหนาไปด้วยกิเลส สังขารร่างกายของทำไมจะไม่เน่าเปื่อยผุพังไปตามกฏธรรมดาของโลก
    เด็กเลี้ยงควาย​
    -จากเด็กทารกมาเป็นเด็กชายพอรู้เดียงสา แม่ก็มอบงานเบาๆ ให้ทำเช่นการเลี้ยงไก่ ตักน้ำรดผัก ตากข้าวเปลือก และตำข้าวเปลือกด้วยครกกะเดื่อง เป็นต้น นับว่า งานที่หลวงพ่อทำเมื่อครั้งเป็นเด็กนั้น หนักเอาการอยู่ และออกไปเลี้ยงควายตามชายทุ่งเสมอมิได้ขาด พร้อมกับสั่งว่าถ้าพบเห็นผักที่ขึ้นตามชายทุ่งชายป่า ก็ให้เก็บมาต้มจิ้มน้ำพริก น้ำปลาล้าด้วย เพื่อประหยัดรายจ่ายตามภา ษาของผู้มีชีวิตอยู่ตามชนบท ทุกๆ เวลาเย็นเด็กชายจุฬก็คุมควายกลับบ้าน เมื่อผ่านมาในที่ต่างๆ ก็เก็บผักบุ้งบ้าง ผักตำลึงบ้าง ผักแต้ว มาฝากแม่เพื่อทำอาหารเสมอ ด้วยการปรนนิบัติแม่ผู้ให้กำเนิดด้วยลักษณะเช่นนี้ นำความปลื้มปิติมาสู่ญาติพี่น้องและพ่อแม่เป็นอย่างยิ่ง ความเป็นผู้ว่านอนสอนง่ายและมีกตัญญูต่อบุพพการีของเด็กชายจุฬครั้งนี้ ก็เป็นที่เลื่องลือชมเชยของชาวบ้านในจังหวัดกบินทร์บุรีมิได้ขาด ยิ่งได้รับความชมเชยมากเพียงใด เด็กชายจุฬก็เร่งสร้างความดีให้ยิ่งขึ้นเพียงนั้น
    ผู้เอื้ออารีต่อสหายเลี้ยงควาย​
    -ทุกครั้งที่เด็กชายจุฬ นำควายออกไปเลี้ยงกลางนา มักจะมีเด็กเพื่อนบ้าน ไล่ต้อนฝูงควายออกไปเลี้ยงต้วยกันเสมอ บางคนมีนิสัยตลกคะนอง โห่ร้องป้องปีกบางคนก็เย้าหยอกกันด้วยคำหยาบๆ คายๆ แต่เด็กชายจุฬ ไม่มีอุปนิสสัยอย่างที่ว่านี้เลย เธอมักจะเหม่อมองดูขอบฟ้าอันกว้างใหญ่สุดตา พร้อมกับใคร่ครวญว่าอะไรหนอแอบแฝงอยู่ ณ สิ่งที่ตนไม่เห็น บางครั้งก็เห็นวัวควายทำงานหนักเหงี่อไหลหยดย้อย ซ้ำยังถูกเฆี่ยนตีจากผู้ใช้งานอย่างเหี้ยมโหดอีกด้วย ทำให้เด็กชายจุฬไม่สามารถจะอดกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้ โธ่ นี่เขามีปาก เขาคงร้องของความกรุณาว่า เหนื่อยและหิวกระหายน้ำเหลือเกิน แต่นี่เขาพูดไม่ได้ เขาจึงต้องทนรับความเจ็บปวด และหิวกระหายต่อไปจนกว่าจะเสร็จงาน นี่หรือคือโลกแห่งความอภิรมย์ นี่หรือคือโลกที่ใครๆ พากันหลงไหลใฝ่ฝันในความยั่วยวนของแสงสีวิทยาศาสตร์ นี่หรือคือโลกที่ชาวกรุงเรียกกันว่าเมืองสวรรค์ มันน่าอภิรมย์เฉพาะในเมืองหลวงเล็กๆ ที่ฉาบไปด้วยแสงสีแห่งอารยธรรมในวงจำกัดเท่านั้น ลองมองออกไปนอกๆ ตามป่าเขา และดงดอนดูบ้าง ว่าสิ่งที่ทุกข์ทรมานด้วยน้ำตา และสายเลือดยังมีอยู่อีกมากนัก
    -วันหนึ่งเพื่อนเลี้ยงควายคนหนึ่งนำข้าวห่อและบุหรี่มวนใบตองออกมารับประทานและจุดสูบ พวกเพื่อนๆ ต่างก็เข้ารุมล้อมแล้วร้องขอส่วนแบ่งจากเพื่อนผู้นั้นแทนที่เพื่อนผู้นั้นจะแบ่งข้าวห่อและบุหรี่มวนใบตองให้กับสหายผู้ขอเขากลับกล่าวคำผรุสวาทและตะเพิดขับไล่พวกเพื่อนเหล่านั้นอย่าปราศจากความใยดี ทำให้พวกเพื่อนๆเลี้ยงควายต้องถอยห่างออกมาดูเพื่อน ที่มีข้าวกินผู้นั้นด้วยสายตาอันสะท้อน พฤติการณ์เหล่านี้หาได้พ้นสายตาของเด็กชายจุฬไปไม่ เด็กชายจุฬคิดว่าทำไมหนอเพื่อนผู้มีข้าวกินและบุหรี่สูบผู้นี้จึงใจดำหนักหนา ไม่ยอมแบ่งสันปันส่วนที่ตนพอจะแจกออกเป็นทานให้แก่เพื่อนผู้ขอบ้างเสียเลย ถ้าหากเรามีข้าวหรือบุหรี่เหมือนเพื่อนคนนี้แล้ว เราจะแจกออกเป็นทานให้หมดทีเดียวแม้ตัวเองจะอดก็ยอม อย่ากระนั้นเลยพรุ่งนี้เราจะเอาข้าวและหาบุหรี่มาแจกเด็กพวกนี้ โดยไม่ต้องให้มีการขอดีกว่าพอรุ่งขึ้นได้เวลาประชุมเด็กเลี้ยงควายทั้งหลายเด็กชายจุฬก็นำห่อข้าวและห่อยาใบตองออกมาแจกจ่ายพวกเลี้ยงควาย ทำให้พวกเด็กเหล่านั้นดีใจและพากันสรรเสริญ เด็กชายจุฬยกใหญ่ว่าเป็นผู้มีเมตตากรุณา คำชมเชยของพวกเด็กเหล่านี้ ทำให้หัวใจของเด็กชายจุฬพองใหญ่โตอยู่ด้วยความปลาบปลื้ม ดูเถอะของเหล่านี้แม้จะราคาน้อยนิด แต่สภาพของเด็กชนบทพวกนี้แล้วมันช่างมีราคาค่างวดเสียนี่กระไร ฉะนั้นคนทุกคนจึงไม่ควรประมาทของที่มีปริมาณน้อยๆนิดๆเป็นอันขาด
    สละเลือดเนื้อเป็นทาน​
    -วันหนึ่งเด็กชายจุฬนำวัวควายไปเลี้ยง ณ หนองน้ำแห่งหนึ่งหนองน้ำนี้มีเหลือบ ริ้น และยุงชุมมาก เมื่อเด็กชายจุฬปล่อยวัวควายไปกินหญ้าน้ำตามอำเภอใจแล้ว ก็หลบมานั่งพักร้อนอยู่ต้นทองกวาวหนาดก ขณะนั้นก็มีริ้นและยุงมาไต่ตอมและสูบกินเลือด แทนที่เด็กชายจุฬจะขับไล่หรือตบตียุงริ้นเหล่านั้น เธอกับอดทนบริจาคเลือดของตนเองให้เป็นทาน บางครั้งกลัวไม่อิ่ม ท่านก็ช่วยบีบเลือดให้ การกระทำด้วยการบริจาคเลือดเนื้อเป็นทานครั้งนี้เข้าคั่นทานอุปบารมีทีเดียว
    การศึกษา​
    -มีอยู่ครั้งหนึ่งที่หลวงพ่อได้นำคันเบ็คไปตกปลาดุก ณ หนองน้ำแห่งหนึ่งเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เมือตกปลาแล้ว ปรากฏว่าปลากินเหยื่อ ดช.จุฬ จึงวัดคันเบ็ดขึ้นมาปรากฏว่าเป็นปลาดุกขนาดเขื่องเมื่อปลาพ้นจากน้ำขึ้นมา ก็ดิ้นกระแด่วด้วยความเจ็บปวดปากปลาดุกเป็นแผลเลือดไหล เมื่อหลวงพ่อเห็นดังนั้น ก็เกิดความเวทนาในความเจ็บปวดของปลาดุกตัวนั้น ท่านจึงปลดปล่อยปลาดุกตัวนั้นไป โดยที่ปลาดุกตัวนั้นมีแผลที่ปาก ซึ่งในปัจจุบันนี้ที่ริมฝีปากของหลวงพ่อก็มีแผลเป็นรอยจารึกอันเนื่องมาจากการตกเบ็ดปลาดุก ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่น่าแปลกปลาด
    -พออายุได้ 10 ปีมารดาก็บุตรไปฝากอาจารย์เสี่ยม (พระอุปสมบทได้เป็นกรรมวาจา) ท่านเป็นเด็กวัดหนองรากไถ พระสีดา ซึ่งเป็นลูกของป้า นี้ดุและเคร่งครัดมาก เป็นผู้สอนหนังสือ หลวงพ่อตอนเด็กลำบากมากอุปกรณ์การเรียนก็ไม่ค่อยมี เช่นกระดานชนวน ต้องทำเอง
    เปลี่ยนวัดเรียนต่อ​
    -พ่อแม่นำไปฝาก วัดพระยาทำ ต.ปากน้ำ อ.เมืองกบินทร์ พระครูกบินทร์จริยาธิมุต(พุก)เป็นเจ้าคณะจังหวัด เป็นเจ้าอาวาสด้วย ส่งไปเป็นศิษย์หลวงพี่เสาร์ลูกชายของป้าซึ่งเป็นน้องหลวงพี่สีดา วัดหนองรากไถๆ เรียนชั้นป.1 หลวงพี่ฮั้วผู้เป็นอาจารย์สอนเลข หลวงพ่อตอนนั้นก็อายุ12ปี เข้าเรียนต่อ ร.ร.กบินทร์ราษฏรอำรุง เรียนถึง ม.2 อายุประมาณ 14 ปี พ่อก็ถึงแก่ความตาย คะแนนสอบประจำปีของเด็กชายจุฬอยู่ในขั้นยอดเยี่ยมทุกปี ด,ช,จุฬ เป็นนักเรียนที่ยากจนที่สุดสตางค์ค่าขนมไม่มีติดกระเป๋าไปโรงเรียนเลย ได้แต่มองดูเพื่อนๆที่เขามีขนมอร่อยๆรับประทาน ได้แต่อดทนต่อสู้กับความอดอยาก ยากแค้นเหล่านี้มาหลายปี ชุดแต่งกายเกิดชำรุดเก่าและขาดแม้จะปะหน้าหลังแล้ว จนโดนพวกเพื่อนๆด้วยกันล้อเลียนและเหยียดหยาม ต่อหลวงพี่เสาร์จึงมอบเงินให้ 6 บาทให้ไปตัดกางเกงใหม่ แต่เงินจำนวนนี้เป็นให้ยืมไม่ให้เปล่า เลิกเรียน ท่านต้องกลับวัดมาปรนนิบัติครูบาอาจารย์ มีการรดต้นไม้ เช็ดถูปัดกวาดกุฏิ ศาลา และต้มน้ำใช้ น้ำพระฉันเป็นต้น และบีบนวด
    ในขณะเรียน พ่อเคยเอาเงินมาให้ 1 บาทแต่ด้วยความสงสารพ่อที่หาเงินมาได้ด้วยความยากลำบาก ด.ช.จุฬ
    เอาไว้เพียง 25 สตางค์เท่านั้น
    ช่วยตัวเองในวัยเรียน​
    -ด.ช.จุฬ จึงได้เขียนภาพลายไทย เช่น รูปพรลักษณ์ พระราม รูปหนุมานหรือทศกรรฐ์ เป็นต้น ท่านวาดสวย มีเพื่อนมาให้วาดให้ ก็จะมีรางวัลมาให้เสมอ มีอยู่คราวหนึ่ง ครูเข่งประจำชั้นประถม 3 ต้องการเด็กฝีมือดีในการวาดเขียน จากเด็ก400 คน มาวาดรูปพระลักษณ์ พระราม หนุมานและยักษ์ มีเด็กคนหนึ่งชื่อประเสริญมีฝีมือดีในทางนี้เหมือนกัน ต้องแข่งกันหลายรูปจึงชนะเลิศในการวาดเขียน จากป.3 ถึง ม.1 ใช้เรียนเพียง 2ปีเท่านั้น หลวงพ่อใช้เวลาเรียนเพียง 1 ปี 7 เดือนก็ผ่านการเรียนถึง 4ชั้นนับว่าเป็นการเรียนที่ลัดเร็วที่สุด
    เป็นครูประชาบาล​
    -เมื่ออายุ 14 ปีเศษต้องออกจากโรงเรียน มาช่วยแม่ทำมาหากินตามหน้าที่ของลูกที่ดี ยามว่างก็เวลาไปสนทนาธรรมมะหาความรู้เรื่องบาปบุญคุณโทษ กับหลวงพี่บุญ ซึ่งพึ่งธุดงค์กลับมาจากป่าลึกแห่งหนึ่ง ท่านเป็นพี่ชายคนโตของหลวงพ่อจุฬ หลวงพี่บุญได้เล่าถึงความสนุกสนานในการออกธุดงค์ตามป่าเขาลำเนาไพรและห้วยเหวต่างๆ ได้ผจญกับผีเปรตตลอดจนคุณไสยทุกชนิด บางครั้งอดข้าวถึงต้องขอบิณฑบาตจากนางไม้ หรือพวกลับแลในป่าก็หลายครั้งหลายหน ธรรมชาติที่พบที่ผ่านมาก็ล้วนสวยงามเพลิดเพลินเจริญใจ จนยากที่จะหาคำมาบรรยายเสกสรรได้หมดสิ้น ดช.จุฬ ฟังแล้วสนใจอยากออกธุดงค์บ้าง หลวงพี่บอกว่าต้องเรียนปริยัติให้ชำนาญเสียก่อน ความรู้ไว้สอนตัวเองจะได้ไม่เหมือนคนเดินทางในที่มืดและปราศจากแสงประทีป
    -ต่อมาราชการต้องครูประจำตำบล ท่านสอบได้เป็นครูน้อย เงินเดือน ได้ 15 บาท ครูใหญ่ชื่อนายบุญ เงินเดือน 20 บาท ร.ร.ประชาบาล หลังนี้เป็นหลังแรกที่สุดในตำบลนนทรี มีครูสอนเพียงสองคน ต่อโรงเรียนเจริญก้าวหน้า จนเป็น 200 คนเศษ พระอธิการศรี ครูผู้ช่วยอีกท่านแบ่งเบาภาระอันหนักไปได้บ้าง
    บรรพชา – อุปสมบท​
    -เมื่ออายุได้ครบ 20 ปี จึงได้บรรพชาเป็นสามเณรอยู่ที่วัดโคกสว่างอารมณ์ 1 พรรษาก็ย้ายจากวัด มาอยู่วัดหนองบัว อายุ21ปี ท่านก็อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ท่านพระครูสิงห์ วัดบ้านโนน อำเภอประจันตคาม เป็นพระอุปปัฒชายะ พระอธิการศรี วัดหนองบัว เป็นอนุสาวนาจารย์ พระอธการเสี่ยน วัดหนองรากไถ(เปลี่ยนชื่อเป็นวัดมุ่งประสิทธิ)
    บ้านนอกเข้ากรุง​
    -เข้ามาในกรุงเทพฯ เมืองสวรรค์ทันที ท่านเก้ๆ กังๆมองซ้ายมองขวาด้วยความเพลิดเพลินเจริญใจ รู้สึกตื่นเต้นใจต่อตึกรามบ้านช่องและแสงสีของเมืองหลวงอย่างที่สุด มองไปทางไหนพบผู้คนและรถราวิ่งให้ขวักไขว่เป็นภาพสวยงาม บังเอิญถุงข้าวสารที่นำมาเกิดรั่ว ท่านไปยืมเข็มเย็บผ้าจาร้านแห่งหนึ่งมาเย็บ
    ท่านมาเรียนนักธรรมบาลี ที่วัดมหาธาตุ และวัดสระเกษฯ เรียนจริงๆไม่ถึง 3 ปี สอบนักธรรมโทได้ที่ 1จากสำนักวัดสระเกษฯ สอบได้ ปธ.3ใน พศ.2571 ส่วน พ.ศ.2475 ก็เกิดมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พวกปฏิวัติเขาเล่นละครโรงใหญ่กันไป
    ธรรมสังเวชบังเกิด​
    -การปฏิบัติครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงจากระบอบสมบูรณาญาสิทธราชมาเป็นประชาธิปไตย โดยท่านเจ้าคุณพหลยุหเสนาเป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ พระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 7 เจ้าฟ้าประชาธิปก ต้องลดตัวเองมาอยู่ใต้อำนาจของกฏหมายรัฐธรรมนูญ พิจารณาไปตามกฎของไตรลักษณ์ว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน หลวงพ่อย้อนมาดูตนว่าท่านจะศึกษาไปทำไมเพื่อลาภยศหรือซึ่งไม่จีรังยังยืน ท่านนึกเรื่องหนึ่งได้ เรื่องพระโปฐิละใบลานเปล่า ซึ่งถูกพระพุทธเจ้าตำหนิอย่างแรง พระโปฐิละองค์นี้เป็นพระที่มีความรู้ในทางพระไตรปิฏกอย่างเชียวชาญ สามารถสั่งพระภิกษุ ได้ถึงวันละ 500 องค์ต่อมาท่านไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ไม่ว่าพระโปฐิละจะทำ อิริยาบถต่างๆว่าเป็นภิกษุที่ว่างเปล่า นั้น ก็เพราะเปล่าจากใบลาน เปล่าจากมรรคผลนิพพานต่างหาก พระโปฐิละ ท่านสังเวช ก็ปฏิบัติปัสสนาจนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้
    จุดหมายปลายทางของนักบวชที่แท้จริงนั้น ขึ้นอยู่กับการปล่อย การละ วาง จากกิเลสตัญหาต่างๆให้มากที่สุด อยู่อย่างสันโดษ
    ออกเนกขัมมะ​
    -หลังจากชนะใจตนเองได้แล้ว ก็จะออกธุดงค์ตามป่าเขาดงดอน การธุดงค์สมัยลำบากมากรถก็ไม่ค่อยมีต้องเดิน ใช้ชีวิตเป็นเดิมพันใครปฏิบัติเครัดหรือมีญาณสูงก็รอดไป ถนนหนทางเป็นป่าเขาทุระกันดารมาก โรคภัยไข้เจ็บก็ชุกชุม สัตว์ป่าที่ดุร้ายก็เพ่นพ่านอยู่ทั่วไป แม้แต่ในหมู่บ้านหนาแน่น ก็มักมีเสือ ช้าง หมี หรือหมูป่า ตอดเข้ามาเอาคนหรือวัวควายไปกินก็มี ชาวบ้านป่าเมืองดอย ยังชอบทดลองคุณไสยหรือยาสั่งอีกด้วย ดังนั้นท่านหลวงพ่อก่อนออกธุรดงค์ก็ ทดสอบด้วยการนั่งตากแดดกลางแจ้งนานๆ เป็นชั่วโมงๆโดยมิยอมหลบเข้าร่ม บางคราวก็ออกทดลองเดินทางไกลด้วยเท้าเปล่าไม่กางร่มเป็นสิบๆกิโลเมตร พยายามผ่อนการขบฉันให้น้อยลงเท่าที่จะน้อยได้ บ่อยครั้งหลวงพ่อยอมอดดู ตลอดจนทดลองไม่นอนตลอดวันตลอดคืน และพยายามหาสัมภาระหนักๆมาสะพายเพื่อให้สังขารเคยชิน หลวงพ่อ ลดและเลือกสิ่งจำเป็นจริงๆไป เช่น มีบาตร มีดโกน เข็มด้าย กระบอกกรองน้ำและสงบจีวร เป็นต้น แล้วหลวงพ่อก็จัดแจงมอบสิ่งของเครื่องใช้ตลอดจนตำหรับตำราให้กับพระวัดเทพธิดารามและวัดโคกสว่างอารมณ์กบินทร์บุรี เพื่อสาธารณะทานสำหรับบุคคลรุ่นหลังต่อไป
    พญามารนำเหยื่อมาล่อ​
    -เมื่อเตรียมของเสร็จทุกอย่าง หลวงพ่อก็กำหนดเดินทางพรุ่งนี้ จะขึ้นเหนือเป็นก้าวแรกแห่งการออกธุดงค์ พอรุ่งขึ้นหลังจากฉันจังหันเรียบร้อยก็มีคนนำสลากออมสินมาให้ตรวจ ปรากฏถูกรางวัลเป็นเงินจำนวนมากพอดู ใจหนึ่งก็คิดขึ้นมาว่าจะออกธุดงค์ให้ลำบากทำไม นำเงินจำนวนนี้ไปลงทุนทำมาค้าขายหรือทำไร่ทำนา และหาเมียสาวๆ มาช่วยทำกินสักคน ชีวิตของเธอก็จะมีความสุข เชื่อฉัน อย่าออกไปหาความทุกข์ยากลำบากให้เหนื่อยใจเลย มโนภาพและความนึกคิดที่ผุดขึ้นมา ทำเอาท่านรวนเรและงงงวยไปพักใหญ่ทีเดียว เกือบจะเลิกล้มความตั้งใจ ที่จะออกค้นคว้าหาทางไปนิพพานเสียแล้ว ปัญญาญาณก็ผุดขึ้น พญามารก็เอาสมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิมาล่อ โดยบอกถ้าเจ้าชายสิทธัตถะอยู่ครองพระนคร จะนำสมบัติของมหาจักรพรรดิมา มอบให้ภายใน7วัน ส่วนสิ่งที่หลวงพ่อจะได้นั้นเล็กน้อยนัก นี่เขาคงจะมาลองใจเราว่ายังติดในลาภสักการะหรือหวังค้นหาทางนิพพานกันแน่ วันออกธุดงค์ มีฆราวาสชื่อพุธมีศักดิ์เป็นลุงของมหาจุฬ สมัครใจออกติดตามเพื่อปรนนิบัติ ก็ตรงกับอายุ 29 พรรษา 9 เช่นเดียวกันจึงประหลาดใจมาให้ซ้ำสอง
    ความเศร้าโศกบังเกิดอย่างรุนแรง​
    -วันนั้นรถก็ถึงปากน้ำโพ แล้วท่านก็เดินต่อไป เท้าเปล่าข้ามแม่น้ำไปยังอีกฟากหนึ่ง และวันต่อมาก็เดินทางไปยังจังหวัดตาก ไปอยู่ที่วัดแห่งหนึ่ง ประมาณ 1 เดือน ก็เดินไปเข้าป่าลึกและปีนป่าเขาเพื่อตรงไปประเทศพม่าทันที อากาศบางทีก็เย็นยะเยือก เมื่อเข้ามาอยู่ในดงทึบ บางทีก็ร้อนอบอ้าว เมื่อพ้นจากดงทึบออกมา สัตว์ป่าอันมี ลิง ค่าง นกแก้ว และไก่ป่า ต่างก็ปีนป่ายและส่งเสียงกู่ร้องก้องไพร บางตัวก็ตกใจเห็นมนุษย์สองคนเดินเข้ามาในป่าลึก บางครั้งก็พบดอกมะลิป่าเต็มดงส่งกลิ่นหอมสดชื่น บางครั้งก็พบเอื้องไพรออกช่อชูไสวบนยอดไม้ยูงยาง เป็นภาพธรรมชาติที่แสนสงบและสุขสบายใจ กลางคืนเข้ากลดสวดมนต์ และบำเพ็ญเพียรภาวนาตามสติ ปัญญาของตน ตอนเช้าก็ได้อาศัยข้าวตากกับเกลือ และพริกแห้งปะทังเป็นอาหารกลั้วกับน้ำพอกันตาย อากาศในตอนกลางวันทวีความร้อนแรง หินอันแหลมคม ได้บาดที่ฝ่าเท้าของหลวงพ่อ
    หลวงพ่อและลุงพุธก็ได้มาพักแรมที่วัดร้างแห่งหนึ่ง
    -หลวงพ่อ ใช้พุทธภาษิตบทหนึ่ง”ปิยโตชายเตโสโก ปิยโต ชายเตภยัง” แปลความว่า ความเศร้าโศกย่อมเกิดแต่ของรัก ภัยคือความสดุ้งหวาดกลัวย่อมเกิดแต่ของรักดังนี้ เรายังมีความรักความใคร่ในสังขารร่างกายของเราอยู่ ยังละยังปล่อย วางสังขารร่างกายของตนยังไม่ได้ เช่นยังกลัวตายอยู่ดังนี้ ถึงเกิดความห่วงใยเศร้าโศรกเสียใจบังเกิดขึ้น ถ้าจะยกขึ้นสู่หลักพระสูตร ยกอารมณ์เศร้าโศรกนั้นให้มีตัวตนขึ้น ได้ใจความว่า การที่มีอารมณ์เหล่านี้เกิดขึ้นนั้น ก็เพราะมารเขามาล่อหลอก พอคิดมาได้อย่างนี้ ญาณปัญญาของหลวงพ่อก็สว่างไสวขึ้น ความรู้สึกเศร้าโศรกอาลัยอาวรณ์ในสิ่งต่างๆ ที่มาหลอกหลอนก็ปราสนาการหายไป เป็นอันว่าหลวงพ่อได้ชนะมารด้วย ลักษณะอย่างนี้
    เหยียบแคว้นแดนพม่า​
    -รุ่งเช้าพอฉันจังหันเสร็จสองลุงหลานก็ออกเดินทางต่อไปประมาณหนึ่งวันก็เข้าเขตพม่า ก็ขึ้นรถไปไหว้พระธาตุย่างกุ้ง คือ เจดีย์ส่วยดากองทันที ได้มาพบเห็นปูชนีย์วัตถุสถาน ซึ่งเป็นเครื่องหมายแทนองค์พระพุทธเจ้าเช่นนี้ทำให้ดีใจปลื้มปิติ หลวงพ่อและลุงพุธก็เร่เข้าหามุมสงบ ทำการกราบไหว้สักการะและสวดมนต์นั่งสมาธสงบจิตเพื่อขอบารมีที่ตนได้ฝ่าฟันอันตรายจนได้มีโอกาสมานมัสการองค์เจดีย์องค์นี้ เสร็จแล้วท่านก็กลับมา อำเภอแม่สอด ชายแดนไทยได้จำพรรษาที่ วัดมณีไพรสัณฑ์หนึ่งพรรษา หลวงพ่อตั้งใจว่าถ้าออกพรรษาแล้ว จะออกเดินทางไปนมัสการปูชนียวัตถุใน จังหวัดต่างๆ ต่อไป
    ตั้งสัจจะอธิฐานไม่เอนกายลงนอน 1 ปี​
    -ในขณะที่จำพรรษา ณ วัดมณีไพรสัญฑ์ เขตแดนแม่สอดนั้น หลวงพ่อตั้งสัจจะอธิฐานอย่างหนึ่งก็ไม่เอี้ยงหลังลงนอนสำผัสพื้นเลย เนสัชชิกังคะธุดงค์ ถืออิริยาบถ 3 มีแค่ยืน เดิน นั่ง แม้แต่จะง่วงก็เพยามเอาชนะสำเร็จ แม้จะง่วงก็เอาบาตรมาไว้เฉพาะหน้าแล้วหลับ
    เหตุผลที่ฉันหนเดียว
    -หลวงพ่อยังอธิษฐานฉันจังหันวันละหนอีกด้วย โดยไม่ต้องเป็นกันวนใจต่อการต้องฉันอาหาร “เรากินเพื่ออยู่ ไม่ไช่อยู่เพื่อกิน” เพราะฉันหนเดียวก็อยู่ได้ไม่อึดอัดเวลาทำความสงบจิตถึงเวลาเย็นก็ไม่หิว เพราะอาหารนำมาซึ่งความโลภ โกรธ หลง ถ้าเราติดในรสชาติอาหาร ก็จะเพิ่มความโลภ โกรธ หลงได้ พาเรากินอาหาร อาหารเป็นที่ตั้งชีวิตจิตใจฯ จึงกลายเป็นคนโลภโกรธหลงไปหมดทั้งตัว
    เหตุผลถอนโลภโกรธหลงในเรื่องอาหาร​
    ใช้วิธีจึงเลือกกินอาหารไม่ชอบใจก่อน ก่อน 3-4 คำก่อนแล้วจิตเราก็อยู่ฝ่ายกุศลมูลฯ แล้วค่อยฉันทั่วไปได้ เพราะฉะนั้นในทางพระจึงสอนให้พระเณรและนักปฏิบัติทั้งหลาย พิจารณาอาหารเสียก่อน ไม่ให้บริโภคด้วยตัญหา
    เหตุผลที่ฉันในภาชนะเดียว​
    -ฉันจังหันในบาตรเดียวโดยเทอาหารอยู่ในบาตรแล้วฉัน
    เหตุผลที่ฉันสำรวม
    -หลวงพ่อจึงเอากับข้าวระคนปนเปดลุกเคล้าในข้าวกันหมดแล้วจึงฉัน
    เหตุผลที่ฉันในบาตรให้ลูกศิษย์ทำให้
    ก็เพื่อจะได้ไม่ต้องทำเองตามต้องการของใจ เอาชนะอารมณ์กิเลสตัณหาในรสอาหารนี้ให้จงได้
    สรุปเรื่องชนะรสตัญหา​
    คนและสัตว์ตลอดถึงอินทร์พรหมยมยักษ์ ย่อมมีชีวิตอยู่ได้เพราะอาหาร ต้องเลือกและพิจารณาก่อนทาน ภาษิตว่า อัตตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งของตน
    เปิดทางมัชฌิมาสายกลาง​
    -ที่อยู่อาศัย กุฏิ กลางๆ เรื่องกิน ก็ กลาง เช่น กล้วยกลางหวี เรื่องนอน ก็เวลา 24.00-1.00น. เรื่องพูดสายกลางไม่เข้าใครออกใครพูดไปในทางสมัครสมานประสานสามัคดีผูกไมตรีกันไว้อย่างเดียว เรื่องความคิด สัตว์โลก มี2อย่าง คิดดีกับคิดชั่ว คิดรักกับคิดชัง หรือคิดถูกกับคิดผิดเท่านั้น
    ตั้งใจไปบำเพ็ญเพียร ณ ภูเขาหิมาลัยประเทศอินเดีย​
    -ในขณะนั้นคิดจะไปอินเดีย แต่มาอ่านหนังสือของพุทธทาสภิกขุแล้วชอบ หลวงพ่อกับมาพักที่กรุงเทพฯ วัดเทพธิดาราม และได้เจอได้พบท่านพุทธทาสภิข หลวงพ่อได้สนทนาและสอบถามถึงการที่จะไปอยู่ที่สวนโมกขไชยา เพื่ออบรมจิตใจในทางปัญญาญาณให้สูงยิ่งๆขึ้น เมื่อท่านพุทธทาสอนุญาติจึงเดินทางไปไชยาจังหวัดสุราษฏร์ธานีในทันที เดินทางทะเล เรือเดินทะเลชื่อ ไชยเชิงค้า ใช้เวลา3วัน3คืน
    ณ สวนโมกขพลาราม​
    -ท่านพุทธทาสภิกขุก็อนุมัติให้หลวงพ่อเลือกกระท่อมสำหรับอยู่พักอาศัยได้ตามอำเภอใจ ใกล้สระน้ำใส
    อาหารที่ฉัน ณ สวนโมกขนีเป็นการฉันแบบจานแมวคือตักข้าวและกับใส่จานจนพอแก่ความต้องการแล้วก็แยกกันไปหามุมสงบ และพิจารณาอาหาร ปฏิกูลสัณญาต่อไป
    ความเศร้าโศรกผ่านอีก​
    -อยู่ที่สวนโมกขฯ แหล่งนี้รู้สึกอำนาจสมาธิทางจิตได้รับแสงสว่างทางปัญญาญาณสูงขึ้น แล้ววันหนึ่ง อารมณเศร้าโศรกสลด รันทดใจ บังเกิดขึ้นมาทำลายความสงบของจิตใจอีกครั้งหนึ่ง
    ออกสร้างบารมีต่อ​
    -เวลาล่วงต่อมา หลวงพ่ออยากจะไปเที่ยวนมัสการพระบรมธาตุจังหวัดนครศรีธรรมราช และตามจังหวัดต่างๆเพราะคิดได้ ว่าตนเองบารมียังอ่อนมากถ้าหากไม่ออกธุดงค์ เพื่อทรมานร่างกายและใช้หนี้กรรมเก่าเสียแล้ว ความรู้หรือปฏิปทาในทางอบรมจิตก็จะไม่สูงขึ้น การออกจาริกครั้งนี้หลวงพ่อไม่มีกลดติดตัวไปด้วยเวลาฝนตกท่านก็ยอมเปียกหนาวสั่นเหมือนลูกนก ถ้าตกกลางคืนได้พักตามศาลา หรือวัดข้างทาง หลวงพ่อก็เอาผ้าอาบมานุ่งแทนสบง เอาสังฆาฏิมาห่มแทนจีวร แล้วเอาสบงกับจีวรที่เปียกนั้นออกผึ่งจนแห้ง เพื่อเดินทางไปนครศรีธรรมราช หลวงพ่อเดินมาทางรางรถไฟ ระหว่างทางเดินทางมามีรถวิ่งมาด้วยใกล้ประมาณ2-3วาจึงได้เห็นไฟหัวรถจักรท่านจึงได้กระโดดออกมานอกรางเสีย
    ตั้งสำนักวิปัสสนา​
    -ในที่สุดก็ได้วัดร้าง วัดนี้ชื่อวัดชายนา ชาวบ้านช่วยกันก่อสร้าง เช่น โยมศรีนวล หลวงดุลยพากย์สุวมัณฑ์ คุณนายสุทธิ เป็นต้น และพระภิกษุสามเณรและแม่ชี มีกุฏิ 9หลังๆหนึ่งกว้าง 3 ศอกยาว 4ศอก ระเบียงกว้าง 2 ศอก ยาว 5 ศอกทำเป็นรูปปีกเรือบินเช่นกัน และสร้างแท่นปูนเหนือพื้นดิน สำหรับให้หลวงพ่อพักผ่อนอิริยาบทหรือบำเพ็ญเพียรภาวนา 1 แท่น และฉันอาหาร อีก 1 แท่น หลักการสอนของหลวงพ่อ ใช้องค์ภาวนา พุทโธ คือหายใจเข้า ว่า พุท หายใจออก ว่า โธ เป็นบุรพภาคเบื้องต้น หลวงพ่อเทศนาสั่งสอนให้พวกญาติโยมเว้นจากการประพฤติชั่ว เป็นเวลา 6 ปี ที่หลวงพ่อสั่งสอนจังหวัดภาคใต้หลายจังหวัด
    ถือหลัก “และ”เมื่อจะอบรมจิต​
    -หลวงพ่อก็ปล่อยวงองค์ภาวนา พุทโธ ทันที จะยืนเดินนั่งนอนหรือทำอะไรก็ปล่อยวางอารมณ์เสียสิ้นแล้วหันมาพิจารณาขันธ์ทั้ง 5 พยายามสำรวมสติแยกขันธ์เหล่านี้เป็นไตรลักษณ์ แยกรูปกระจายออกให้เห็นเป็นธาตุทั้ง4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ แล้วเดินญาณให้สูงขึ้นๆไปอีก ทุกธาตุมีการปนผสมกันอยู่บ้าง
    อนัตตาเกิดอีก​
    -เผ้าพิจารณาเรื่องหลักอนัตตามาก็นมนานแล้วพึ่งจะปรากฏชัดเจน แจ่มแจ้ง เพราะการจับก้อนเมฆมาเป็นอารมณ์ในวันนี้เอง แม้มนุษย์,สัตว์ และสังขารทั้งหลายทั้งสิ้นนั้น ไม่มีตัวตน ย่อมสูญหายว่างเปล่าไป
    ผรณาปีติดับ​
    -เมื่อฉันจังหันเข้าเสร็จหมดแล้ว หลวงพ่อก็พักผ่อนอิริยาบถครู่ใหญ่ ความปิติอิ่มเอิบซาบซ่านก็ยังคงปรากฏอยู่ประมาณ 11.00 น.ใช้งานคนวัด 2-3 ครั้งไม่ทำงาน ยังเฉย หลวงพ่อก็โทษะขึ้นมาผรณาปีติจึงดับวูบไปทันที หลวงพ่อจึงเกิดความรู้สึกขึ้นใหม่ว่าปิตินี้เหมือนน้ำเย็นในกา ถ้าตั้งบนไฟ คือโทษน้ำหรือปิตินั้นจะกลับเย็นเยือกตามเดิม
    จุฬามณีเจดีย์ศรีธรรมราชเกิด​
    -กุฏีกรรมฐานที่วัดชายนา หลวงพ่อนั่งเข้าสมาธิ ก็ได้ยินเสียงร้องประกาศมาจากบนฟ้าว่า เจดีย์เกิดขึ้นแล้ว เสียงนี้เป็นเสียงที่มีความไพเราะเสนาะโสตอย่างยิ่ง กระแสเสียงหวานเย็นระรื่นหู คล้ายเสียงนกการะเวก หลวงพ่อจึงถอดออกจากองค์สมาธิ แล้วค่อยๆลืมตาขึ้นมองดูรอบๆตัว ก็ไม่เห็นมีเจดีย์อะไรเกิดขึ้นตามเสียงเปื้องบนที่ร้องออกมา จุฬามณีเจดีย์ศรีธรรมราชองค์นี้เกิดขึ้นกลางทรวงอก เมื่อ พ.ศ.2477 เดือน 7 วัน 7หรือวันเสาร์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ให้เราทราบจึงจักรพรรดิราชสมบัติ 7 ประการ “สัจจังเวอมตาวาจา” แปลว่า วาจาจริงและเป็นสิ่งไม่ตาย
    มุ่งกลันตันแดนแขกอิสลาม​
    -สอนที่กลันตัน มี 3 ข้อหลัก 1. ปฏิวัติให้นั่งวิปัสสนากรรมฐาน 2.ปฏิวัติให้กินอาหารพรหม คือเว้นจากการเบียดเบียนสัตว์ทุกชนิด หรือที่เรียกกันว่ากินเจ 3.เรียนกรรมฐาน ไม่ต้องเสียค่ายกครู สอนลัดตัดตรงให้คนยึดหลักศีลสมาธิปัญญา การสอนแต่ไปขัดผลประโยชน์พวกขายปลา,หมู,และสัตว์ขายกันไม่ค่อยได้ ตลอดพระที่เรียกเก็บค่าครูค่าใช้จ่ายในการสอนไม่มีคนไปเรียนเสียผลประโยชน์
    ถูกคุณไสย์และชนะคุณไสย์​
    -หลวงพ่อนอนพักปล่อยอารมณ์แบบสีหไสยาส์คือนอนตะแคงขวา เพื่อรอสามเณรซึ่งกำลังต้มนมถวาย ขณะนั้นนิมิตก็เกิดขึ้นดังนี้ คือ หลวงพ่อเห็นภาพพระองค์ที่จะทำคุณไสยทำร้ายเดินมานั่งทางศีรษะ ในมือมีไม้เท้า 2 อันๆ หนึ่งยาว 1 ศอกกำ อีกอันหนึ่งยาวหนึ่งศอกแบ ไม้อันยาวนั้นทางหัวมีแก้วมณีดวงหนึ่งสีสุกใสประดับอยู่ หลวงพ่อจึงเอื้อมมือไปคว้าไม้อันยาวที่มีแก้วมณีมาพิจารณาด้วยความสนใจพอมือไปสัมผัสกับแก้วสีเขียวดวงนั้นก็รู้สึกว่ามีพิษร้อนแรงวิ่งเข้าไปสู่ร่างกาย พิษนั้นค่อยๆ เลื่อนใกล้หัวใจเข้ามาทุกที หลวงพ่อจึงสำรวมจิตกลั้นใจสกดพิษร้ายนั้นให้ถอยออกมา ด้วยสติสัปปชัญญะอันสมบูรณ์ขณะที่หลวงพ่อกำลังคิดว่าอะไรหนอที่เป็นพิษร้อนวิ่งเข้าตัว ก็มีเสียงเทพองค์หนึ่งซึ่งประทับอยู่เบื้องหลังของหลวงพ่อร้องบอกมาว่า หลวงพ่อถูกพิษงูเสียแล้ว สักพักใหญ่เทพองค์นั้นซึ่งวมีรูปร่างขาวสะอาดและรัสมีสุกใสก็นำน้ำทิพย์มาถวายให้ดื่มขันใหญ่ พิษนั้นก็ไหลผ่านหัวใจไปทางเท้า ก็เป็นเวลาที่เณรนำนมและน้ำชามาถวายหลวงพ่อพอดีในตอนเช้า ก็มีโยมคนหนึ่งนำน้ำมะพร้าวมาถวาย หลวงพ่อก็ดื่มจนหมดลูก น้ำมะพร้าวนี้แก้พิษงูหรือคุณไสย์ได้ดีนัก จึงเป็นอันว่าหลวงพ่อมีคนมาช่วยถอนพิษร้ายนี้ถึง 2 ทางๆทั้งกายในและกายนอก วันต่อมาเขาก็ส่งคุณไสย์มาเข้าร่างอีกแต่มาถึงตัวประมาณหนึ่งศอกก็วิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็วเพราะหลวงพ่ออธิฐานเป็นเกราะเพ็ธร 7 ชั้น ครอบร่างกายเอาไว้ ต่อให้มีอาจารย์ที่เก่งกล้าสักร้อยคนมารวมกำลังกันก็ไม่สามารถจะทำอันตรายแก่หลวงพ่อได้ วันหนึ่งเขาส่งมาทางอากาศมันพุ่งมาทางอากาศอย่างแรงมาก บังเอิญลูกศิษย์คนหนึ่งเคราะห์ร้ายปะทะเข้า หลวงพ่อก็ช่วยรักษาจนหายได้
    ผจญพญานาคเจ็ดเศียร​
    -ในขณะที่หลวงพ่อกำลังนั่งขบคิดถึงเรื่องต่างอยู่ ท่านก็รู้สึกมึนศีรษะสีรระกายร้อนไปครึ่งท่อน กินยาก็ไม่หาย นอนก็ไม่หลับ กระสับกระส่ายเป็นการใหญ่ ท่านจึงลุกขึ้นไปนั่งสมาธิภาวนา พอจิตเข้าถึงขั้นอุปจารสมาธิ ก็เห็นพญานาคตัวหนึ่งมีเจ็ดเศียรมาปรากฏตัวอยู่เฉพาะหน้าแสดงอาการจะฉกเศียรทำร้ายหลวงพ่อ หลวงพ่อก็นั่งเพ่งอารมณ์เฉยไม่กลัวตาย บัดใจก็มีราชสีห์สีขาวเหมือนสำลีตัวหนึ่งเผ่นผยองออกมาจากว่างคิ้วของหลวงพ่อและมีร่างกายใหญ่ขึ้นๆ จนเท่าพญานาคเจ็ดเคียรตัวนั้น แล้วพญาราชสีห์เผือกนั้นก็แผดสีหนาทกระโจนเข้าพันตูกับพญานาคก็กำลังจะเข้าทำร้ายหลวงพ่อ แล้วพญานาคเจ็ดเศียรนั้นก็ถอยหลังหายลับไป พอหลวงพ่อออกจากสมาธิก็ไปนอนพักกลางวันในกุฏีหลังหนึ่ง ก็ปรากฏว่ามีพญานาคจะเข้ามาทำร้ายอีก คราวนี้มีเพียง 3 เศียรเท่านั้น พอพญานาคตัวนั้นจะเข้ามาถึงตัวหลวงพ่อ ก็ปรากฏมีพญาราชสีห์เผือกออกมาขวางหน้าไว้อีกเช่นเคยหลวงพ่อจึงใคร่คราญนิมิตรก็รู้ว่า มิจฉาทิษฐ คือพญานาคเจ็ดเศียรและสามเศียร ซึ่งมาบังเกิดทำร้ายตัวท่านเมื่อท่านจะเห็นสิ่งผิดเป็นถูกและเห็นสิ่งถูกเป็นผิด ส่วนฝ่ายสัมมาทิฏฐินั้นก็คือ พญาไกรสรราชสีห์เผือกที่กระโดดออกมาจากหว่างคิ้ว คือมัชณิมาปฏิปทา
    มีอยู่ครั้งหนึ่งมีคนจ้างมือปืนมายิงหลวงพ่อจึงรีบเข้าสมาธิทันที โดยตั้งสติไว้ที่กลางกระหม่อมชั่วอึดใจเดียวจิตก็ตกสู่ภวังค์ อายตะทั้ง 6 ดับหมด ตัวแข็งทื่อเป็นท่อนไม้ ประมาณ 1 ชม.ผ่านไปหลวงพ่อจึงออกสมาธิ รู้สึกตัว จึงถามตัวเองว่า เมื่อครู่นี้เขาเอาปืนมายิงเลือดคงไหลโทรมกาย จึงคิดว่าเขายิงไม่เข้า แล้วท่านก็นั่งสมาธิใหม่รวมเวลา 11 ชั่วโมง รู้สึกตัวดีแล้วก็ลุกขึ้นยืน ก็ไม่รู้สึกเจ็บปวดหรือเมื่อยขบตรงไหนเหมือนนั่งลงแล้วลุกขึ้นยืนทันที
    สิ่งที่น่าอัศจรรย์ยิ่งเกิดขึ้นอีก​
    -มีลมพัดมาแรงมากพัดพาไม้กระดานปลิวไปไกลเลย ส่วนฝาครอบ บาตร และที่รองอยู่กระที่ไม่กระเด็นไปไกลเลย
    ในมือมาร​
    -เมื่อเหล่าอันธพาลสันดานชั่วโฉด เอาชนะด้วยวิธีให้คุณไสย์และใช้อำนาจปืนทำร้ายหลวงพ่อไม่ได้ จึงเปลี่ยนนโยบายใหม่ โดยฟ้องร้องไปยังเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองของอังกฤษ หาว่าหลวงพ่อไม่มีพาสปอร์ต หลวงพ่อถูกสอบสวนแต่หลวงพ่อมีใบพาสปอร์ตถูกต้อง แต่ในใบพาสปอร์ตนั้นบังเอิญขาดอายุ ซึ่งหลวงพ่อก็ลืมตรวจจึงจำเป็นต้องเดินทางกลับประเทศไทย ทั้งนี้พวกญาติโยมฝ่ายสัมมาทิฏฐิพากันเศร้าเสียใจอย่างสุดซึ้ง
    จับผิด​
    -ในจังหวัดนครศรีธรรมราชมีประเพณีอันหนึ่ง คือการบิณฑบาตเทียนในงานประจำวันวิสาขะบูชาทุกปี
    เจ้าคุณว่าหลวงพ่อ ใช้บาตรแทนย่าม หลวงพ่อตอบว่าผมเป็นพระวิปัสสนาจะไปหาย่ามสวยๆ ที่ไหนได้และอีกอย่างคณะกรรมการที่ไปนิมนต์ให้ไปบิณฑบาตเทียนไม่ใช่นิมนต์ให้ไปบิณฑบาตรย่ามเทียน ญาติโยมเห็นด้วย
    “นัตถิโลเก อนินทิโต” คนที่ไม่ถูกนินทาไม่มีในโลกดูแต่พระพุทธองค์ยังถูกนินทา
    ฉัพพรรณรังสี​
    -การมาอยู่อบรมจิต และบำเพ็ญเพียรวิปัสสนา ณ สวนปันตารามวัดชายนา จ.นครศรีธรรมราช ในระยะ6ปี หลวงพ่อเพียรภาวนาพุทโธ หลายชั่วโมง มีทุกเวทนาเกิดขึ้นมากเลื่อยๆก็ไม่ทิ้งพุทโธ จนสงขารทนไม่ได้ แล้วหงายหลังล้มสลบลงแต่ในขณะที่หงายหลังลงนั้น สติของท่านยังมีอยู่ครบถ้วน ศีรษะกระทบพื้น ยังว่า พุทโธแล้วท่านก็แน่นิ่งไป แต่ท่านแน่นิ่งไปแต่เพียงภายนอกเท่านั้น ส่วนภายในนั้นได้ออกท่องเที่ยวไปยังสวนเขตวันอันเป็นสถานที่พระพุทธเจ้าเคยประทับ เมื่อครั้งยังพระชนม์ชีพอยู่ขณะนั้นหลวงพ่อก็ได้เห็นแสงสว่างชนิดหนึ่งงามสุกใสรุ่งเรืองไปทั่วบริเวณพระเขตวันมหาวิหาร แสงสว่างที่เห็นนี้มีถึง 6สีด้วยกันแล้วพุ่งขึ้นเป็นเสี่ยงๆ สู่ท้องฟ้าเป็นสวยๆแสงปกคลุมไปทั่วพื้นพิภพอันกว้างใหญ่ แสงสว่างนี้เป็นแสงสว่างที่มองแล้วเยือกเย็นชุ่มชื่น มีรัศมีเป็นประกายเลื่อมพรายเหมือนแก้วมณีรัตน์ เล่นแสงไฟ ขณะนั้นหลวงพ่อยืนอยู่ห่างจากเขตวันไม่เท่าใดนัก เมื่อเห็นแสงรัศมีสว่างไสวรุ่งเรืองขึ้นตั้ง 6สี เช่นนั้น ความรู้สึกของท่านก็บอกว่านี่แหละคือ ฉัพพรรรรังษ๊ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลวงพ่อจึงยกมือขึ้นพนมเหนือทรวงอก แล้วย่อกายลงนมัสการด้วยความคารวะอย่างสูง แล้วท่านก็เดินตรงเข้าไปยังเขตวันมหาวิหารนั้น เพื่อหวังพบองค์พระพุทธเจ้า พอเดินมาถึงหน้าประตูวิหารก็เห็นมีพระองค์หนึ่งห่มจีวรสีกลักแก่นั่งอยู่ในเรือกระแซง ซึ่งจอดอยู่ริมคลองข้างวิหารเชตะวัน หลวงพ่อจึงตรงเข้าไปถามว่า ท่านนี้หรือคือพระพุทธเจ้า พอพระภิกษุองค์นั้นได้ฟังคำถามจน ท่านก็ลุกขึ้นยื่นพร้อมกับยกมือขึ้นห้าม แล้วตอบว่าไม่ไช่ๆ เราเป็นตัวแทนต่างหาก ก็พอดีหลวงพ่อรู้สึกตัวถอนออกจากสมาธิ คืนมาสู่ปัญจทวารวิถี
    พบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า​
    -วันหนึ่งจิตของหลวงพ่อเข้าสู่ภวังค์แล้วเคลื่อนออกจากภวังค์ไปยังวิหารใหญ่หลังหนึ่ง พอเห็นวิหารใหญ่หลวงพ่อก็เข้าไปนมัสการพระในนั้น เห็นพระสงฆ์แก่ๆองค์หนึ่งอยู่ที่อาสนะ หลวงพ่อก็เข้าไปนั่งใกล้ๆ ท่านยังไม่ทันที่หลวงพ่อจะพูดอะไร พระภิกษุแก่องค์นั้นก็คว้ากระดานหมอดูออกมาขีดๆเขียนๆแล้วพยากรณ์หลวงพ่อว่า ไม่ช้าท่านจะได้เป็นอรหันต์ ยังไม่ทันที่พระองค์นั้นจะกล่าวอะไรอีกต่อไป หลวงพ่อก็ถอนออกจากสมาธิแล้วมาใคร่ครวญดูว่า ปรากฏการณ์ที่ผ่านมาทางใจครั้งนี้ จะเป็นไปได้ถึงเพียงนั้นหรือ
    -ในวันต่อมา หลวงพ่อก็ถอนจิตออกไปเที่ยวยังวิหารหลังนั้นอีก แต่ไม่เห็นพระภิกษุชราองค์นั้น คงพบแต่องค์พระประธานใหญ่ที่ประดิษฐานอยู่ในวิหารนั้น แล้วรูปองค์พระประธานนั้นก็ค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นร่างของพระภิกษุองค์หนึ่ง มีลักษณะสวยงาม ผิวเหลืองอร่ามเหมือนทองชมพูนุช พระพักตรอิ่มเอิบ แววตาสดใสเต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณาอย่างสูง นั่งห้อยพระบาททั้งคู่ลงมาจากแท่น ที่ประทับด้วยอิริยบทนั่งอย่างสงบหลวงพ่อก็ทราบทันทีว่าพระภิกษุองค์นี้แหละคือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ท่านปรารถนาจะพบนักคิดดังนี้แล้วหลวงพ่อจึงเดินเข้าไปใกล้องค์ท่าน ทรุดตัวลงหมอบกราบลงบนหลังบาทของพระองค์ทั้งสองแล้วกอดพระบาทเอาไว้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอื้อมพระหัตถ์มาลูบไส้ศีระษะของหลวงพ่ออย่างปรานี แล้วตรัสว่าเธอจงไปโปรดญาติและสัตว์โลกให้กว้างขวางออกไป จงอย่าท้อถอย โดยยึดแนวทางที่พ่อได้ประพฤติปฏิบัติมาแล้ว ต่อจากนั้นหลวงพ่อก็กลับมายังร่างมนุษย์ตามเดิมการที่หลวงพ่อได้มีโอกาสเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อหน้าพระพักต์ครั้งนี้ เป็นเหตุการณ์ที่หลวงพ่อไม่อาจจะลืมได้ตลอดชีวิต
    อนัตตาและอรหังปรากฏขึ้นภายใน​
    -กาลต่อมาหลวงพ่อนั่งเข้าที่เช่นเคย ท่านได้ถอนจิตไปเที่ยวยังที่อีกแห่งหนึ่ง เป็นโรงงานจักรกลขนาดใหญ่หลังหนึ่ง จึงเข้าไปเที่ยวพอหลวงพ่อย่างเท้าสัมผัสกับพื้นเหล็กก็รู้สึกร้อนเท้าและสรีระกายแทบแตกดับ ต่อมาความร้อนนั้นก็ทวีความรุนแรงขึ้น แล้วไหม้ร่างทั้งหมดของหลวงพ่อดับวูบหายไปในทันที ไม่มีสิ่งใดเหลืออยู่เลย มีแต่อนัตตาความว่างเปล่า แล้วจึงเกิดความรู้สึกเห็นอรหังปรากฏอยู่เฉพาะหน้า นับตั้งแต่นั้นเป็นด้นมาองค์ภาวนาพุทโธก็ดับหายไป คงใช้แต่คำว่า อรหัง แทนทุกครั้ง แม้เวลาตกใจหรือจะอุทานในเวลาเผออย่างไรคำว่า อรหัง ก็เกิดขึ้นแทนทุกครั้ง
    อรหังดับ อนิจจัง ทุกขัง อนันตาเกิด​
    -กาลต่อมาในเวลาหลวงพ่อเข้าสมาธิในขณะที่จิตตกภวังค์ชั่วขณะหนึ่ง แล้วเคลื่อนออกจากภวังค์ แต่ยังอยู่ในมโนทวารประมาณชั่วขณะจิต ต่อมาจิตจึงเลื่อนออกมาสู่ปราสาททั้ง 5(รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส)แล้วหลวงพ่อก็อุทานออกมาทางวาจาว่า อนิจัง ทุกขัง อนันตา นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้น คำว่าอรหังก็หายเงียบไปจากห้วงแห่งความจำ เมื่ออารมณ์เป็ที่ตั้งแห่งความตกใจ หรือความหวาดเสียว(แต่จิตเฉยเป็อุเบกขาไม่หวั่นไหว)ต้องอุทานหรือกล่าวคำว่า อนิจัง ทุกขัง อนันตา ทุกครั้งไป
    องค์ภาวนาดับแล้วกลับขึ้นมาใหม่ทั้งหมด​
    -กาลเวลาล่วงไป ผ่านไป สิ้นไปตามฤดูกาลหลายปีจนถึงทุกวันนี้ คำว่า พุทโธ ก็กลับคืนมาสู่สัญญาอีกคือหลวงพ่อจะประสบเหตุการณ์อะไร หรือเผลออุทานอะไรบางครั้งก็อุทานพุทโธ บางครั้งก็อุทานอรหัง บางครั้งก็อุทานอนิจจัง บางครั้งก็อุทานอนิจจัง-ทุกขัง และบางครั้งก็อุทาน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พร้อมกันทั้งสามคำเลยที่เป็นดันั้น เพราะสัญญาเก่ากลับคืนมาไม่ใช่เป็นการจงใจหรือกลั่นแกล้งที่จะอุทานแต่ประการใดฉะนั้นจึงเป็นเรื่องแปลกอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งจำต้องเปิดออกมาให้พวกนักปฏิบัติให้พิจาณาใครครวญดู
    -เมื่ออารมณ์เก่าที่หายไปและกลับมาแทนดังเดิมเช่นนั้นหลวงพ่อก็นึกถึงท่านพระพุทธโฆษาจารย์ที่ไปแปลพระไตรปิฏกที่ลังกาอาจารย์ของพระพุทธโฆษาจารย์ได้ทดลองให้ท่านจากหนังสือเรื่องหนึ่งลงในใบลาน เมื่อท่านรจนาจารลงในใบลานเสร็จแล้วก็หลับไป ตื่นขึ้นมาปรากฏว่าหนังสือที่จารลงในใบลานผูกนั้นหายไป เมื่อหนังสือหายไปท่านก็จารใหมีแล้วหลับไป ตื่นขึ้นมาหนังสือที่จารไว้ก็หายไปอีก ในครั้งที่สามท่านจารไว้ก็หายไปอีก ในครั้งที่สามท่านจารใส่ใบลานเสร็จ แล้วท่านก็นอนกอดเอาไว้ด้วย พอตอนเช้าตื่นขึ้นมาปรากฏหนังสือที่หายไปสองครั้งนั้น กลับคืนมาอยู่ใกล้ตัวท่าน รวมทั้งหมดจึงเป็นหนังสือ 3 ผูก อาจารย์เห็นความสามารถของท่านมาก จึงยอมให้แปลพระไตรปิฏกซึ่งเป็นภาษาสันสกฤตมาเป็นภาษามคธ ปรากฏสืบมาจนทุกวันนี้
    -เรื่องพระพุทธโฆษาจารย์กับเรื่องของหลวงพ่อช่างคล้ายกันมาก ตอนองค์ภาวนาทั้งสองคือ พุทโธ กับ อรหัง หายไป เมื่อองคืภาวนาใหม่ไตรลักษณ์เกิดขึ้นมาแทนสมบูรณ์แล้ว องค์ภาวนาเก่าคือพุทโธกับองหังก็กลับคืนมาผุดในมโนทวารอีกเหมือนเดิม ส่วนประวัติของพระพุทธโฆษาจารย์นั้นมีว่า หนังสือสองผูกที่หายไปนั้นพระอินทร์เอาไปเก็บไว้ ที่ทำเช่นนั้นเพื่อประกาศความสามารถของท่านให้อาจารย์เห็น ในที่สุดก็เอาคืนมามอบให้หมด แต่องค์ภาวนาของหลวงพ่อทั้งสองคำที่หายไปคงเป็นองค์พระพุทธเจ้านำไปเก็บไว้ หรือถูกสกลไว้เพื่อให้พระธรรมสามัญลักษณะหรือพระไตรลักษณ์ บังเกิดขึ้นมาเพิ่มความสามารถองอาจกล้าหาญชาญฉลาดแตกฉานในแก่นพระไตรปิฏกในตัวหลวงพ่อ ในที่สุดพระพุทธองค์เห็นแจ้งชัดว่า พระธรรมไตรลักษณ์ของ
    หลวงพ่อบังเกิดขึ้นสมบูรณ์แล้ว จึงมอบคือองค์ภาวนาทั้งสองที่เอาไปเก็บไว้มามอบให้ตามเดิม ด้วยเหตุนี้องค์ภาวนาคือ พุทโธ กับ อรหัง ของหลวงพ่อจึงปรากฏในใจเช่นเคย
    พระไตรัตน์บังเกิด​
    -อารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความสะดุ้งหวาดเสียว หรือ ทำให้ตกใจ จะเปล่งอุทานวาจาออกมาว่า พุทโธบ้าง อรหันบ้าง อนิจจังบัง ทุกขังบ้าง อนัตตาบ้าง เป็นไปตามอารมณ์ที่กระทบแรงมาก เบา ปานกลาง และแรงฯ ถ้าอารมณ์มากกระทบแรงมาก ก็อุทานออกมาแรงมากครบองค์3ไปเลย บางครั้งก็อุทานว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่มีพิเศษออกไปอีก คือ อุทานออกมาว่า “พุทโธ ธัมโม สังโฆ” ครบพระรัตนไตรทั้ง 3 ไปเลย ซึ่งเป็นที่เป็นเองเกิดเองอย่างน่าอัศจรรย์ใจที่เป็นที่สุด ผู้ใกล้ชิดย่อมได้ยินได้ฟังอยู่เสมอ นี่ย่อมเป็นพยานให้รู้แจ้งชัดว่า ภายในใจหลวงพ่อมีอย่างไร ก็ต้องเปล่งวาจาออกมาอย่างนั้น แสดงว่าใจมีพระหรือเครื่องรางของขลัง คอยคุ้มครองป้องกันเหมือนพระสงค์องค์อื่นๆ และเหมือนชาวพุทธทั่วไปทั้งนี้ ก็เพราะจิตที่บริสุทธ์ว่างเปล่านั้น เป็นเพราะเครื่องรางของขลังอยู่ในตัวเอง ไม่จำเป็นต้อง แสวงหาพระภายนอกพาไปให้หนักไปทำไมฯ แต่ถ้าชาวพุทธหรือชาวโลกทั้งหลาย ไม่มีพระใน หรือจิตใจยังไม่เป็นพระ ก็จำเป็นต้องอาศัยพระเครื่องรางของขลังภายนอก ไว้ช่วยคุ้มครองป้องกันภยันตรายย่างๆ ได้ดี ซึ่งดีกว่าคนประมาทเสียอีก โดยไม่เอาไหนซ้ำอวดดี แต่ไม่มีดีอะไรเป็นเครื่องบำรุงใจไว้คุ้มครอง เป็นเกาะกันภัยให้แก่ตัวเอง ตกอยู่ในความประมาท เป็นหนทางแห่งความตายอย่างพระท่านสอน
    ก่อเจดีย์ทราย 84,000 องค์​
    -ในพรรษาต่อมา หลวงพ่อได้ทำพิธีก่อพระเจดีย์ทรายจำนวน 84,000 องค์ เพื่อบูชาพระรัตนตรัยมีกำหนดประมาณ 1 เดือนครบจำนวนพระเจดีย์ตั้ง 84,000 องค์สำเร็จล่วงไป และสร้างธงปักองค์เจดีย์อีก ธงนี้ทำด้วยก้านมะพร้าวติดด้วยกระดาษ9สีเป็นเครื่องหมายแห่งโลกุตตรธรรม 9 ประการ ในการนี้มีพวกอุบาสก อุบาสิกา หลายคนมาอุทิศแรงกายและแรงใจรวมกำลังกับหลวงพ่อจนสำเร็จ เริ่มจากหลวงพ่อได้สร้างพ่อและแม่เจดีย์เอาไว้ก่อนแล้วสององค์ โดยใช้เวลา3ปี คือถ้าพระเณรหรือชีคนใดทำผิดระเบียบกฎข้อบังคับหรือพระธรรมวินัยแล้วจะต้องทำโทษไปขนทรายมาก่อเป็นเจดีย์ทุกคน
    พบต้นโพธิ์ภายใน​
    -กาลต่อมา นั่งเข้าสมาธิจนจิตสงบตกลงสู่ภวังค์ เมื่อจิตออกจากภวังค์กำลังดำเนิดอยู่ในมโนทวาร ก็พบภาพตัวเองเดินหลงเข้าไปในดงไม้หนาทึบ ต้องแหวกพงหญ้ารกเหล่านั้นออกมาแทบตาย พอพ้นป่าดงพงรกออกมาได้ก็บรรลุถึงป่าต้นโพธิ์ ซึ่งทั้งป่าไม้อัสถัตถพฤกษ์โพธิ์ใบทั้งนั้นแลดูสุดสายตา พอมาถึงตอนนี้ก็รู้สึกตัว ทำให้องค์นิมิตดับหายไป
    -พอวันต่อมาก็เข้าสมาธิอีก ได้ถอดวิญญาณเข้าไปถึงที่เก่า พบไม้สถัตถพฤกษ์โพธิ์ใบอีกเช่นเคย คราวนี้มีเพียง 4 ต้นเท่านั้น พอมาถึง หลวงพ่อก็เข้าไปนั่งใต้ต้นโพธิ์ 4 ต้น ซึ่งงอกขึ้นมาจากจอมปลวกใหญ่มหึมาหลวงพ่อนั่งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก เมื่อหลวงพ่อนั่งใต้ต้นโพธิ์ใหญ่บนจอมปลวกใหญ่ แล้วก็เพ่งมองไปทางทิศตะวันออกพักใหญ่ แล้วจึงเดินออกจากต้นโพธิไป ทางที่ราบแห่งหนึ่งแล้วเดินเข้าไปในวัดโพธิ์ เดินไปดูโรงเรียนนักธรรม ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางที่ราบนั้นก็เห็นครูและนักเรียนกำลังเรียนธรรมะกันเป็นจำนวนมาก มาถึงตอนนี้กายทิพย์ก็เข้าร่างจึงออกจากสมาธิ
    -หลวงพ่อได้ขยายนิมิตให้ฟังดังนี้คือ นิมิตให้ฟังดังนี้คือ นิมิตครั้งแรกที่เดินเข้าไปในป่ารกชัฏนั้น ได้แก่ป่ากามคุณทั้ง 5 อันผ่านเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย อารมณ์รัก-ชัง ในกามคุณทั้ง 5 ก็เข้าไปถึงใจแล้วใจก็สะสมอารมณ์ทั้ง5หมักดองไว้ในขันธสันดาน ทำให้จิตมืดมัวหมองหนาแน่นไปด้วยกิเลสดุจป่ารกชัฏ จิตก็กำหนดยินดีไม่มีออกได้แต่จิตของหลวงพ่อครั้งนี้ได้อบรมบ่มอินทรีย์ ทำความดีในพระธรรมกรรมฐาน จนจิตเบิกบานคลายกำหนัดยินดีในกามคุณทั้ง5 จนเห็นแจ้งในอนัตตา เกิดนิพพิทาเบื่อหน่าย จิตของหลวงพ่อจึงเดินผ่านพ้นป่าชัฏออกไปสู่ป่าต้นอัสถัตถพฤษ์ โพธิ์ใบไกลสุดสายตา อันได้แก่ญาณทัศนะรู้เห็นแจ่มแจ้งในสังขารโลก และสังขารธรรมทั้งหลาย ไม่มีทิ่สิ้นสุด ยิ่งพิจารณาก็ยิ่งเห็นไปไกล ไม่มีขอบเขต พอเกิดนิมิตครั้งที่ 2 ก็มานั่งภาวนาใต้ต้นโพธิ์ 4 ต้น บนจอมปลวกใหญ่ มีความหมายดังนี้ จอมปลวกใหญ่มี 6 ช่อง ได้แก่ ร่างกาย อันประกอบด้วยมหาภูตรูป คือรูปใหญ่ ร่างกายใหญ่ จอมปลวกใหญ่ มี 6ช่อง ได้แก่ อายตนะ 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ต้นโพธิ์ใหญ่ 4 ต้น คือ โพธิ์ ความรู้แจ้ง 4 ต้นได้แก่รู้อริยสัจ 4 มี ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค จิตที่พ้นจากกิเลสทั้งหลาย จึงได้มานั่งเพ่งสายตาไปทางทิศตะวันออกบนจอมปลวกใหญ่ใต้ต้นทั้ง 4 ต้น จอมปลวกอยู่สูงเหนือน้ำและเหนือพื้นดิน น้ำไม่สามารถจะเปียกผู้นั่งอยู่บนจอมปลวกได้ จึงว่าจิตของผู้อยู่บนจอมปลวกนั้นอยู่เหนือโลก คือเหนืออารมณ์ทั้งหลาย (เหนืออารมณ์รัก-ชัง)อารมณ์ทั้งหลายมีประมาณนับไม่ถ้วนแต่เมื่อประมวเข้ามาแล้วก็ได้เพียงสองเท่านั้น คือ รัก-ชัง
    ต้นโพธิ์ภายนอก​
    -การบำเพ็ญบารมีนั่งทางใน โดยไปพบต้นโพธิ์ภายใน 4 ต้น นับเวลาได้ประมาณได้ 30 ปีเศษแล้ว เมื่อย้ายมาอยู่วัดถ้ำใหญ่คูหาสวรรค์ เริ่มแต่ พ.ศ. 2497 เป็นต้นมา ได้เอาหน่อโพธิ์เล็กๆ ประมาณ 16 ต้นปลูกแถวธงชัยไตรรัตน์ ถึงหน้าแล้งก็รดน้ำตลอดฤดู แต่ก็ไม่รอดสักต้น ปีต่อมาก็พยายามปลูกซ้ำที่เก่าอีก ก็อย่างว่าไม่มีเหลือ อ่อนใจจึงไม่พยายามปลูกโพธิ์ภายนอกอีกต่อไป เพราะรู้แล้วว่าถึงพยายามเท่าไรมันก็ไม่ได้ผลตามญาณจึงโผล่ผุดขึ้นในกลางใจว่า “ต้นโพธิ์เป็นชื่อของญาณปรีชา ปรากฏขึ้นเอง ณ ภายใน หรือเป็นตัวแทนของญาณภายใน ย่อมปรากฏขึ้นเอง เป็นโลกุตตรธรรมหรือโลกุตตรปัญญา
    -เหมือนเมื่อสมัยพระบรมศาสดามีญาณมีปรีชาปรากฏขึ้นภายในไม่มีครูบาอาจารย์สั่งสอน มีภาษาบาลีรับรองไว้ในธรรมจักกัปปวัตตนสูรร์ว่า
    1.จักขุง อุทปาทิ ตา (ใน)บังเกิดแล้ว
    2.ญาณัง อุทปาทิ ญาณความหยั่งรู้ บังเกิดแล้ว
    3.ปัญญา อุทปาทิ ปัญญาความรู้ทั่วถึง บังเกิดแล้ว
    4.วิชชา อุทปาทิ วิชชา ความรู้แจ้งชัด บังเกิดแล้ว
    5.อาโลโก อุทปาทิ ความสว่างกระจ่างแจ้ง บังเกิดแล้ว
    -มีคำถามสอดเข้ามาว่า พระโพธิสัตย์โคดม ศึกษาวิชาศิลปะศาสตร์ 17 ประการ ตลอดถึงไตรเพท จบในสำนักครูวิศวามิตร ทางกรรมฐาน เรียนในสำนักอาฬารดาบสได้สมาบัติ 7 เรียนในสำนักอุทกดาบสได้สมาบัติ 8 จะว่าไม่มีครูบาอาจารย์ได้อย่างไรๆ แก้ปัญหาว่า ที่ว่ามานั้นมันเป็นความรู้ฝ่ายโลกีย์ทั้งนั้น จึงต้องมีครูบาอาจารย์สั่งสอน ตลอดถึงสองวิชากรรมฐาน ส่วนตาใน ญาณ ปัญญา วิชชา ความสว่างภายใน เห็นแจ้งชัดในอริยสัจธรรมทั้ง 4 ไม่มีใครสอน รู้เอง เห็นเอง เกิดเอง เฉพาะคนผู้ปฏิบัติเท่านั้น
    -ส่วนเรื่องของหลวงพ่อใหญ่ เมื่อต้นโพธิ์ภายในบังเกิดก่อนแล้วได้ 30 ปีเศษ เมื่อมาอยู่ที่วัดถ้ำใหญ่คูหาสวรรค์ ก็เพียรพยายามปลูกต้นโพธิ์ภายนอกเท่าไรๆ ก็ ไม่เกิด ในที่สุดก็เกิดเอง เกิดมาแล้วมี 4-5 ใบ จึงเดินไปพบเข้าที่ถ้ำบุญญฤกธิ์ และที่หมู่เจดีย์อนุสาวรีย์ต้นตระกูลของหลวงพ่อใหญ่ เดี๋ยวนี้ทั้ง 2 ต้นโตใหญ่วัดได้ 6-10 กำแล้ว พ.ศ.2509 เกิดเพิ่มขึ้นอีกต้นหนึ่งใกล้ต้นใหญ่ริมอนุสาวรีย์ (ความจริงต้นโพธิ์ใหญ่ทั้ง 2 ต้นนั้น ยังไม่เคยมีผลจนบัดนี้ พ.ศ.2511)จึงว่าลอยมาเกิดขึ้นเอง อีกต้นหนึ่งเกิดที่หน้าถ้ำใกล้ที่อาบน้ำมนต์ต้นใหญ่ 2 ต้น ต้นเล็ก 2 ต้น รวมเป็นต้นโพธิ์นอก 4 ต้นลอยมาเกิดขึ้นเอง บนจอมก้อนหินทั้ง 4 ต้น ตรงกับต้นโพธิ์ภายในเกิดบนจอมปลวกก่อนหลายสิบปี ซึ่งนับว่าเป็นของแปลกและมหัศจรรย์มาก เชิญทุกท่านที่สนใจไปชมได้ทุกเวลา
    ผจญพญามารและธิดามารทั้ง3​
    -กาลต่อมา ขณะที่หลวงพ่อเข้าสมาธิก็มีหญิงสาวสวยมาก 3 คน มายั่วยวนและชักชวนให้หลวงพ่อร่วมรสเสน่หากับนางๆ พยายามให้จริตมารยาสารพัด ล่อลวงหลวงพ่อ หญิงสาวทั้ง 3 นี้ เป็นหญิงที่สวยงามมากยากที่จะหานางในเมืองมนุษย์มาเทียบได้ ผิวพรรณวรรณะก็ขาวผ่องร่างอวบอัด ใบหน้าสวยสดหยดย้อย แม้ใครเห็นแล้วจะต้องถึงกับตลึงหลงใหลทันที นางทั้ง 3 ใช้ความสามารถยั่วยวนหลวงพ่อจนอ่อนใจ ก็ไม่อาจทำให้หลวงพ่อเคลื่อนจากสมาธิได้
    -ญาณของหลวงพ่อบอกทันทีว่านี้คือ ลูกสาวพญามารจะมาล่อเราด้วยกามราคะ คงจะเป็นนางทั้ง 3 นี้ กระมังที่เคยมายั่วยวนพระพุทธเจ้าองค์เมื่อครั้งกระโน้น เมื่อไตร่ตรองดังนั้นหลวงพ่อก็ยกมือขึ้นไล่ พร้อมกับกล่าวว่าเธอจงไปเราไม่ต้องการ พอนางทั้ง 3 ได้ฟังดังนั้นก็ร้องกรีด แล้วร้องไห้หนีไป ต่อมาพักใหญ่ หลวงพ่อก็เห็นยักษ์ใหญ่ตนหนึ่งร่างมหึมา เดินตรงเข้ามาหาหลวงพ่อพร้อมกับควงพลองในมือเป็นจักรผัน แลดูพราวตาไปหมดพญายักษ์นั้นควงไม้พลางเดินตรงเข้ามาหาหลวงพ่อ พอใกล้จะถึงตัว ก็มีจักรแก้วดวงหนึ่งออกมาจากเบื้องซ้ายหลวงพ่อ แล้วหมุนคว้างเข้าต่อสู้กับพญายักษ์ที่ควงไม้กระบองเข้ามา พอพญายักษ์เห็นจักรแก้วลอยตรงเข้ามาก็หลบหนีหายไป เมื่อออกจากสมาธิหลวงพ่อก็ทราบได้ทันทีว่านั้นคือพญามาร การที่เรียกว่ามารมีตั้ง 1000 แขนนั้น แท้จริงเขามีเพียงสองแขนเท่านั้น แต่เขาแกว่งกระบองวิเศษจนเห็นเป็นจักรผันรอบตัว พญามารจึงแลเห็นเหมือนมีตั้งพันแขน
    พบนายยมบาล
    -กาลต่อมา หลวงพ่อนั่งเข้าสมาธิพบชายฉกรรจ์จำนวนหนึ่งมีสิบสองคน เดินออกมาจากป่า ลักษณะดำใหญ่โตและแข็งแรงมาก มีผ้าแดงโพกหัวทุกคน แต่งเครื่องแบบคล้ายทหาร มีอาวุธและเครื่องจองจำเช่น โซ่ตรวน ขื่อคา มาพร้อม เมื่อมาถึงตัวหลวงพ่อเขาเหล่านั้นก็ย่อกายลงทำความคารวะ แล้วกล่าวขออนุญาตหลวงพ่อจะขอเที่ยวพักผ่อนในบริเวณนี้สักหน่อย หลวงพ่อก็อนุญาต เขาเหล่านั้นดีใจมาก จัดแจงวางอาวุธและโซ่ตรวน พร้อมกับถอดเครื่องแบกกองไว้ ณ ใต้ร่มไม้แห่งหนึ่ง ประมาณสักพักใหญ่ๆ เขาเหล่านั้นก็กลับมาแล้วแต่งตัวโพกผ้าสพายอาวุธเช่นเดิม เสร็จแล้วเดินเข้ามาทำความเคารพหลวงพ่อ แล้วเดินทักษิณาวัตรเวียนขวา 3 รอบแล้วก็จากไป
    กลับบ้านกบินทร์บุรี​
    -เมื่อปราบพญามารและเสนามารทั้ง 5 โดยใช้เวลา 6 ปี จนชนะได้ผลดี อีกทั้งวัดชายนา สวนปันตาราม ก็มีหลักเนติปฏิปทาเป็นระเบียนเรียบร้อยสมบูรณ์แล้ว มาด้วยเท้าเปล่า จากภาคใต้ขึ้นพร้อมคณะ 7-8 คน มีชี-ตาผ้าขาว และพระ รวมระยะเดินทางใช้เวลา 6เดือนทีเดียว จำพรรษา ณ วัดโคกสว่างอารมณ์นั้น คือ ต้นศรีมหาโพธิ จังหวัด ปราจีนบุรี
    ทำธูป 84,000 ดอก
    -ในระหว่างพรรษา หลวงพ่อได้เริ่มงานสร้างบารมีครั้งใหญ่อีกครั้ง โดยการทำธูปให้ครบ 84,000 ดอกเพื่อบูชาพระธรรมในพระไตรปิฏก พอถึงเดือน 12 ทอดกฐินจึงใช้ธูปทั้งหมดจุดบูชาพระรัตนตรัย
    ออกบำเพ็ญบารมีต่อ​
    -หลังจากนั้นท่านก็ออกธุดงค์ต่อ พร้อมด้วยพระอนุจร 2 รูป มุ่งปากช่องเขา อำเภอปักธงชัย ไปโคราชถึงอุบลฯ จึงเลยไปนมัสการพระธาติพนม แล้วจึงเลยไปพระธาตุเมืองเว้ และเขาได้นิมนต์ให้เทศน์ 3 ธรรมมาศน์เรื่องปฐมสังคายนา เทศน์อยู่หลายวัน คนฟังก็ตั้งใจฟังจริงไม่เบื่อ
    เดินไม่ซ้ำรอย​
    -เมื่อเทศน์โปรดพวกญาติโยมพอสมควรแล้ว ก็ออกเดินทางไปนมัสการพระธาตุอุเทนที่สกลนครต่อไป ในขณะที่พักใต้ร่มไม้หายเหนื่อยแล้ว ก็ออกเดินทางโดยลืมรองเท้าไว้ห่างจากที่ยืนประมาณ 10 วา หลวงพ่อก็ไม่ซ้ำรอยกลับมาเอา เพราะอธิฐานว่า จะไม่ยอมเดินย้อนกลับมารอยเก่าอีกเป็นอันขาด จะซ้ำรอยเก่าได้ต่อเมื่อได้เดินวงกลมมาบรรจบรอบเท่านั้น หลวงพ่อ เดินทางต่อไปถึงเวียงจันทร์ แวะนมัสการธาตุหลวง แล้วพักเวียงจันทน์ 7 วัน จึงเดืนทางเรือจนถึงเมืองหลวงพระบางแวะนมัสการพระธาตุจอมศรี แล้วเที่ยวนมัสการพุทธสถานต่างๆครบ 15 วัน จึงเดินทางๆ เรือไปตามลำแม่น้ำโขงเทพและพระธาตุจอมทอง ต่อจากนั้นเลยไปนมัสการพระถ้ำเชียงดาว และเข้าไปในแดนพม่า ขึ้นไปนมัสการพระบาทฮ้งฮุ้งและจำพรรษาที่นั่น 1 พรรษา
    อธิษฐานจิต​
    -เมื่อออกพรรษาแล้ว หลวงพ่อมีความลังเลว่าจะกลับประเทศไทยหรือจะเดินทางไปนมัสการปูชนียสถานในประเทศพม่าต่อไป หลวงพ่อก็อธิษฐานจิต ก็มีภาพนิมิตให้เห็นว่ามีบุรุษคนหนึ่งเทียมเกวียนมุ่งหน้าไปทางประเทศพม่า 1 เล่ม และในวันรุ่งขึ้นก็ได้ยินเสียงจากเบื้องบนร้องบอกว่า จงไปข้างหน้าย่ามที่ทะลุนั้นให้เย็บเสีย ระยะหว่างเดินทางมาลำบากมากต้อง กันดารน้ำ แต่หลวงพ่อโชดดี เห็นใบไม้ใบหนึ่งมีน้ำขังอยู่ประมาณ 2-3 หยดพอน้ำใบไม้ผ่านลำคอเข้าไป ท่านก็รู้สึกชุ่มชื่นเบิกบานใจ มีกำลังกระปรี้กระเปร่าเหมือนได้ดื่มน้ำทิพย์
    จำศีลกินลมแก้กระหายน้ำ
    -วันหนึ่งเดินขึ้นเขาลงห้วย ถึงตอนบ่ายก็ยังติดอยู่บนเขามีความกระหายน้ำอีก แต่ไม่รุนแรงเหมือนครั้งแรก หลวงพ่อจึงนึกถึงหนังสือเรื่อง “มูลบทบรรพกิจ” ที่เคยเรียนเมื่อครั้งเป็นเด็กมีเนื้อความว่า “จำศีลกินวาตาเป็นผาสุก ทุกเดือนปี” หลวงพ่อจึงทดลองดู โดยอ้าปากแล้วสูดลมเข้าปากอย่างแรง แล้วหุบปากกลืนลมเข้าไปถึง 3 ครั้ง ความหิวข้าวแล้วกระหายน้ำก็หายไป
    โพธิสัตว์ปูชนียวัตถุ​
    -ครั้นแล้วหลวงพ่อก็ออกเดินทางไปนมัสการพระธาตุของพระโพธิสัตว์แห่งเมืองพม่าเหนือนี้ มีนกกามาส่งหลวงพ่อ เพื่อความกล้าหาญชาญชัย เหมือนกา กาเท่ากับความกล้าหาญ
    ปราบผีดิบกินคน
    -บังเอิญในปีนั้น มีผีดิบขึ้นมาจากหลุมป่าช้าแห่งบ้านลองตอกนั้นขึ้นมากินผู้คนตายหลายร้อยคน มันอาละวาดฉุดคร่าชีวิตของพวกปล้องชาวเขาในปีนั้นประมาณ 200 กว่าคนจนชาวบ้านไม่เป็นอันทำมาหากิน ค่ำคืนก็หมกตัวอยู่แต่ในห้องในเรือนไม่กล้าโผล่หัวไปไหนเพราะกลัวพวกผีดิบมาคร่าเอาซีวิตไปกินเสีย ผีดิบที่ป่าช้านี้เฮี้ยนมากมีอยู่หลายศพที่ผุดขึ้นมาจากหลุมออกอาละวาด และทุกหลุมที่พวกผีโผล่ขึ้นมาจะต้องเป็นรูใหญ่ทุกหลุม หัวหน้าหมู่บ้านก็นิมนต์หลวงพ่อให้ไปช่วยปราบผี หัวหน้าผีชื่ออีเปลี่ยว มันพาบริวารออกอาละวาดมาสองปีแล้ว อีเปลี่ยวคนนี้เมื่อยังมีชีวิตอยู่เป็นคนใจดำอำมหิตมาก แต่เป็นคนมีหลักฐานมีหลักทรัพย์ดี เวลาให้เขากู้เงินหรือกู้ข้าวจะต้องเรียกดอกเบี้ยมากเสมอ ซึ่งผู้ที่ยากจนก็ต้องทนรับการดูดเลือดดูดเนื้อ จนกระทั่งมันตายผู้คนจึงเอามันไปฝังไว้ในป่าช้าแล้วมันก็ผุดขึ้นมาคร่าชีวิตคนถิ่นนี้ตายมากมาย เคยมีอาจารย์ดีมาทำพิธีสกดแต่แล้วต้องพ่ายแพ้มัน เพราะวิทยาอาคมไม่ขลังพอ หลวงพ่อสั่งให้ปลูกเพิงหมาแหงนไม่ต้องมีฝาหนึ่งในป่าช้าใกล้หลุมฝังศพอีเปลี่ยวพวกชาวบ้านก็ทำตามคำสั่ง ในตอนเย็นๆ หลวงพ่อก็ไปสรงน้ำบนหลุมฝังศพของอีเปลี่ยวทุกวัน แล้วอธิฐานให้น้ำที่สรงนี้เป็นน้ำกรดทิพย์กัดโลงและตัวมันให้พัง ในตอนกลางคืนก็นั่งสกดอยู่ในป่าช้าผีดิบอันน่ากลัวนั้นองค์เดียวจนกระทั่งหลายวันผ่านไปก็ไม่เห็นมีวี่แววอะไรมาปรากฏ ในคืนวันหนึ่งดึกสงัด หลวงพ่อนอนตะแคงขวาสงบจิตอยู่ขณะนั้นได้ยินเสียงผีเท้าหนักๆ เหยียบใบไม้และกิ่งไม้หักดังสนั่น หลวงพ่อจึงเงียบฟัง เสียงนั้นก็ใกล้มาทุกทีทันใดนั้นก็ได้กลิ่นของเสือร้ายพาดกลอนมากระทบจมูกอย่างแรง ญาณก็บอกให้ทราบทันทีว่า ผีตายโหงได้ไปเข้าสิงร่างเสือลายพาดกลอนขนาดใหญ่ตัวหนึ่ง และเสือตัวนี้กำลังจะมาเอาชีวิตหลวงพ่อแล้ว หลวงพ่อจึงลุกขึ้นนั่งสมาธิเอาผ้าคลุมแล้วแหวกหน้าเพื่อให้เสือมันเห็นมันจะได้มาคร่าเอาตัวไปง่ายๆ เมื่อนั่งสมาธิไม่นานจิตก็ตกภวังค์ดับไป มารู้ตัวเอาตอนเช้ามีชาวบ้านเอาข้าวมาถวายแล้วถามว่าเมื่อคืนเห็นเสือไหม เพราะชาวบ้านเขาเห็นมันมาเพ่นพ่านใกล้ๆหลวงพ่อๆ ไม่ตอบแต่ชี้มือไปทางหน้าเพิงหมาแหงนปรากฏว่ามีรอยเท้าขนาดใหญ่ย่ำอยู่รอบๆรอยเท้าๆปรากฏชัดเจน เพราะเมื่อคนฝนตกหยิมๆตลอดคืน
    -ต่อมาอีก2-3 วันในตอนเกือบสว่างหลวงพ่อนอนทำสมาธิแบบสีหไสยาสน์อยู่โดยมีผ้าขนหนูคลุมศีรษะ ทันใดนั้นก็มีมือดำมะเมื่อมขนรกรุกรังใหญ่กว่ามือคนธรรมดาสัก 2 เท่าเอื้อมเข้ามาในเพิงหมาแหงนแล้วเอื้อมมาจับผ้า พันคอของหลวงพ่อกระตุกอย่างแรง จนหน้าบิดไปข้างหลัง ลักษณะนี้เองที่ผีหักคอคน หลวงพ่อเล่าว่าถ้าท่านไม่มีบุญบารมีคุ้มครองอยู่ป่านนี้หลวงพ่อคงคอหักตายแล้วเมื่อกระตุกผ้าแล้วมืออันน่าเกลียดน่ากลัวนั้นก็หดหายไป หลวงพ่อก็คอยดูว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นอีก ก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นอีก ไม่เห็นมีอะไรจนรุ่งสว่าง
    ควายผี​
    -พอรุ่งขึ้นหลวงพ่อก็เตรียมตัวสู้กับผีอีเปลี่ยวเต็มที่ พอได้เวลาเย็นหลวงพ่อก็ไปสรงน้ำสกดผีอีเปลี่ยวที่หลุดแล้วอธิษฐานทับลงไปให้น้ำนี้เป็นกรดอันร้ายแรงยิ่งๆขึ้น ในคืนวันนั้นหลวงพ่อก็นั่งสมาธิเข้าเรียกวิญญาณมันมา ทันใดนั้นมันแปลงเป็นควายเปลี่ยวตัวใหญ่มหึมาเขาโง้งยาวน่ากลัว ควายบ้าตัวนั้นวิ่งตรงเข้ามาจะทำร้ายหลวงพ่อทันใดนั้นก็มีชายคนหนึ่งนุ่งโจงกระเบนสวมเสื้อแบบนักรบโบราณมีไม้พลองในมือ กระโดดออกมาจากเบื้องซ้ายของหลวงพ่อแล้วตรงเข้ายกไม้พลองในมือเข้าพิฆาตอ้ายควายผีตัวนั้นทันที ควายผีตัวนั้นก็หายลับไป ต่อมาก็ปรากฏเป็นวิญญาณของอีเปลี่ยวมาหาเป็นผู้หญิงกลางคนหน้าตาดุร้ายเข้ามาหาแล้วกล่าวว่า บัดนี้มันอยู่ที่นี้ไม่ได้แล้วเพราะบ้านที่มันอยู่ผุพังหมด มันขอยอมแพ้และขอย้ายไปอยู่ในป่าดิบ ณ ดอยลูกหน้าโน้น ครั้งแรกหลวงพ่อนึกจะทำลายวิญญาณให้มันแตกดับไปแล้ว แต่นึกเมตตากลัวจะเป็นกรรมต่อกันอีก ทั้งมันให้สัญญาว่าจะไม่มารบกวนอีก หลวงพ่อจึงปล่อยมันไป
    -นับแต่นั้นมา การล้มตายของชาวบ้านถิ่นนั้นก็สงบลงที่ป่วยหนักก็เบาขึ้น ที่ป่วยน้อยก็หายไป โดยเอาน้ำมนต์หลวงพ่อไปกินทุกบ้าน และเอาทรายที่ปลุกเศกไปหว่านรวมทั้งขอด้ายมงคลไปผูกข้อมือ และผูกคอทุกคนจนกระทั่งทั่วละแวกบ้าน
    ต้องจองจำ​
    -ตอนไปพม่า เป็นช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง นายตำรวจนำตัวหลวงพ่อขึ้นเฝ้า เมื่อไต่สวนเห็นหลวงพ่อบริสุทธิ์ไม่มีมนทิลก็รับสั่งให้ปล่อยตัว
    ถูกปล่อยเข็มเข้าตัว​
    -ครั้งหนึ่งหลวงพ่อได้ไปนมัสการพระ มีเจ้าอาวาสท่านหนึ่งมีวิชาทางคุณไสย์ ท่านก็ทำตามพิธีปล่อยเข็มของท่านมีดังนี้ คือเอาเข็มมา 4 เล่ม ใส่ในพานเอาผ้าขาวปกคลุมจนมิดชิดแล้วปลุกเสกบริกรรมจนเข็มนี้ล่องลอยไปพิฆาตศัตรู สองเล่มส่วนอีกสองเล่มเป็นเข็มสำหรับคุ้มกันตัวเจ้าของ ที่ต้องทำเข็มคุ้มครองตัวสองเล่มนั้นก็เพื่อมิให้เข้าตัวเพราะการปล่อยเข็มไปนั้น ถ้าเข็มนั้นทำให้ศัตรูตายแล้วก็จะลอยกลับมาหาเจ้าของและที่ปลายเข็มจะมีรอยเลือดแดงๆ ติดมาอันเป็นสัญลักษณ์ว่าศัตรูได้ตายแล้ว แต่ถ้าเข็มที่ปล่อยนั้นไปโดนผู้ที่แก้ไขได้ เข็มที่ปล่อยไปนั้นจะลอยกลับมา แล้วเข็มสองเล่มที่ปลุกไว้คุ้มครองนั้นจะลอยขึ้นรับไว้แล้วตกลงมาในพานทั้ง 4 เล่มพร้อมกัน ถ้าไม่มีเข็มสองเล่มนี้ตัวคนปล่อยจะตายทันที เพราะของที่ปล่อยไปนั้นลอยมาเข้าตัวเข้าทำนองหมองูตายเพราะงู พระชาวปล้ององค์นั้นเล่า พอวันรุ่งขึ้นคนที่เป็นศัตรู ก็ตายจริง
    -เจ้าอาวาสมาโกธรหลวงพ่อที่เอาพระหัตถ์ท่อนมือลงลักพื้นสีดำ ตกกลางคืนประมาณ 5ทุ่มหลวงพ่อกำลัง จำวัดอยู่ก็ต้องสะดุ้งขึ้นมาสุดตัวและรู้สึกเจ็บขณะที่ปลาบที่ต้นแขนอย่างมาก อาการเจ็บนั้นก็ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น เหมือนใครเอาเหล็กแหลมขนาดใหญ่มาทิ่มแทง ครั้งแล้วหลวงพ่อก็บริกรรมว่า อรหังๆแล้วตั้งจิตสำรวมแน่วแน่เป่าพรวดลงไปที่ต้นแขน ความเจ็บปวดนั้นก็หายไป พอไม่นานก็กลับมาอีก ครั้นแล้วหลวงพ่อก็กลั้นใจบริกรรมอรหังๆ เป่าไล่ไปอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็เข้าสมาธิอธิษฐานจิตเป็นเกาะเพ็ชร์ 7 ชั้นกั้นตัวขอให้ครอบหลวงพ่อไว้ให้ทั่วร่าง อย่าให้อันตรายล่วงล้ำเข้ามาได้ เมื่อมโนภาพเห็นเป็นเกราะเพ็ชร์ 7 ชั้นอย่างชัดเจนแล้วหลวงพ่อก็จำวัด ประมาณปัจจุสมัยใกล้รุ่ง ก็มีเสียงเหล็กสองชิ้นกระทบกันในอากาศและเสียงนี้ได้วนรอบๆ ตัวหลวงพ่อหลายครั้ง หลวงพ่อก็นอนฟังเสียงนั้นเฉยอยู่ เสียงนั้นก็วิ่งกระทบกันรอบตัวอยู่ตลอดเวลา หลวงพ่อก็ทราบได้ว่าเข็มเข้ามาไม่ได้ หลวงพ่อก็ปกาสิตว่า กลับไปหาเจ้าของ
    ปราบผีป่าช้าที่บ้านดอยใต้​
    -ที่บ้านดอยใต้ ได้เกิดการตายโดยอำนาจผีเหมือนครั้งที่หลวงพ่อเคยปราบมาแล้วที่บ้านลองตอก มีคนตายทุกวันละๆ 2-3 คนเป็นประจำ วิญญาณของผีพวกนี้ดุร้ายและเหี้ยมโหดทารุณมาก เมื่อครั้งมีชีวิตก็มีอาชีพในทางปลิ้นปล้อนหลอกลวง คดโกงและเที่ยวรีดนาทาเร้นชาวบ้าน พอตายไปแล้ววิญญาณผีร้ายตนนี้ ก็ยังมีจิตผูกพันต่อความ โลภที่มันเคยได้ หลวงพ่อก็นั่งเข้าที่สำรวจดูวิญญาณทันทีท่านเข้าสมาธตรวจดูวิญญาณตั้งแต่ค่ำจนรุ่งสว่างถึง 7 โมงเข้า จึงทราบได้ทันทีว่า มีศพอยู่ศพหนึ่งฝังอยู่ทางด้านเหนือของป่าช้า หลวงพ่อจึงประชุมลูกบ้านแล้วให้ขุดหลุมฝังศพขึ้นมาก็พบศพผู้หญิงอยู่ในโลงเป็นรูปเป็นร่างไม่เน่าเปื่อย เหมือนร่างธรรมดาเพียงแต่ใบหน้าซีดขาวและตาถลนเท่านั้น ธรรมดาศพที่ถูกฝังตั้งแต่ปีเศษจะต้องเน่าเปื่อยเหลือแต่กระดูก แต่ผีนางผู้นี้ไม่เน่าเปื่อย มีหนังหุ้มอยู่ตลอดตัว ผีที่ฝังแล้วไม่เน่าเปื่อยนี้ต่อไปตามซากก็จะเกิดเป็นขนขึ้นมา ซึ่งผีนางมิ นี้ถ้าหลวงพ่อไม่มาสะกดให้ ต่อไปขนจะงอกเต็มตัวแบบแดร็กคิวล่าไม่มีผิด เมื่อเห็นความอาถรรพ์ของทรากศพดังนี้ พ่อแม่ก็ต้องเชื่อจึงจัดแจงทำพิธีทำบุญตามหลวงพ่อแนะนำ เพื่อส่งวิญญาณไปสู่สุคติภพ แล้วพ่อแม่ผู้ตายก็ถวายเงินไว้ 300 รูปี ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นาชาวบ้านดอยใต้ก็อยู่ด้วยความสงบสุขเรื่อยมา
    ปราบผีป่าช้าบ้านดอยเหนือ​
    -เมื่อชาวบ้านคอยใต้สงบราบคาบลง ชาวบ้านดอยเหนือ ไปประมาณ 2-3 กิโลเมตรก็มีคนตายถึง 4 คนและล้มตายลงทุกวัน ผีที่บ้านดอยเหนือนี้ดุร้ายและแก่กล้ามาก ต้องทำการปราบกันถึง 6วัน 6คืน มันจึงยอมแพ้ราบคาบ กองทัพของผีครั้งนี้มีมากมาย ทั้งผีเด็ก ผีผู้ใหญ่ และผีหญิง ผีชาย หัวหน้าผีมีอาวุธคือไฟฉายอยู่ในมือ เวลามันฉายไฟนี้ไปทางใดหรือบ้านใดจะมีคนเจ็บและตายในเวลาต่อมา แล้วมันก็สั่งให้วิญญาณร้ายเหล่านี้เข้าสิง หรืออาศัยในร่างของคนป่วยคนอื่นๆต่อไปอีก เพื่อกินเลือดเนื้อจนคนไข้คนนั้นๆตายต่อไปเรื่อยๆ
    วันนั้นเจ้าผีร้ายตัวนี้เอาไฟฉายกราดไปที่บ้านหลังหนึ่ง 10คนล้มเจ็บลงหมดบ้าน พอคนไหนหายหุงข้าวต้มแกงได้มันก็ฉายไฟมากระทบตัวคนที่หายนั้นอีก ต่อมามันได้สิงร่างของญาติโยมคนหนึ่งมันแสดงอาการเกรียวกราดต่อหลวงพ่อมาก มันขับไล่หลวงพ่อ มันบอกตั้งแต่หลวงพ่อมา มันฉายไฟฉายไปไม่มีคนตายสักคน ที่ป่วยก็หายหมดทำให้พวกมันอดอยากมากหลวงพ่อตอบว่าที่มาคราวนี้ไม่ตั้งใจจะเป็นศัตรูกับมัน หลวงพ่อก็ขอร้องให้มันหยุดการอาละวาดคร่าชีวิตมนุษย์ หันมาปฏิบัติตามหลักศีล 5มันจะได้ไปผุดไปเกิด แต่มันไม่ยอมได้กล่าวคำอาฆาตหลวงพ่อแล้วก็ออกจากร่างโยมคนนั้นไป
    -วันต่อมาหลวงพ่อรู้สึกหนาวสั่นเยือกเย็นไปในหัวใจนำผ้ามาห่มก็ไม่หาย หลวงพ่อก็ขอตัวพวกญาติโยมเข้าที่เพ่งมองดูสาเหตุก็เห็นเจ้าผีร้ายตัวนั้นยืนอยู่ข้างหลัง กำลังส่องไฟฉายมายังหลวงพ่อๆก็รวมกระแสจิตอย่างแรงไปขับไล่ กระแสจิตเป็นรัศมีเหมือนกระบอกไฟพุ่งไปยังเจ้าผีร้าย แล้วมันก็หายไป วันหนึ่งขณะที่หลวงพ่อกำลังสวดมนต์เย็นอยู่ มันได้ปรากฏตัวต่อหน้าหลวงพ่อๆ จึงหยุดทำวัตรทันที มันมีรูปร่างพญามาร ตัวใหญ่โต ตาโปนและมีเขี้ยวงอกออกมาจากปากทั้งสอง เมื่อมาถึงมันไม่ยอมทำความเคารพหลวงพ่อๆ จึงใช้อำนานจิตบังคับให้มันยกมือขึ้นทำความเคารพมันอิดเอื้อนอยู่นาน แต่แล้วด้วยอำนาจจิตที่หลวงพ่อเพ่งไปยังตัวมัน ทำให้มันเร่าร้อนทนอยู่ไม่ได้ จึงค่อยๆยกมือทั้งสองขึ้นพนมเหนืออกอย่างเฉื่อยชา และช้าที่สุด แล้วหลวงพ่อก็แบ่งภาคเป็นกายทิพย์ขึ้นขี่คอมัน แล้วมันก็พาหลวงพ่อซึ่งอยู่บนคอมันวิ่งเข้ามาในหมู่บ้านที่ในละแวกนั้นแล้วก็หายไปเลย เพราะหลวงพ่อตั้งสัจจะว่าจะไม่ทำพวกสัมภเวสีเหล่านี้ให้ตาย มิฉะนั้นจะเป็นกรรมไม่ดีต่อกันอันเป็นอุปสรรคกีดกั้นทางแห่งความหลุดรอดพ้นอย่างยิ่ง
    -เย็นวันหนึ่ง ณ ที่ป่าช้ามีสมภารวัดดอยเหนือนำดาบที่ทำด้วยไม้มาให้โดยไม่มีปี่มีขลุ่ย ทันใดนั้นญาณก็บอกว่าจะมีอาเพศเกิดขึ้นในวันนี้ ให้บรรจุบารมีลงในดาบเล่มนี้เสียจะได้สู้กับมารได้ หลวงพ่อขนลุกซู่นึกในใจว่าบารมีของคุณพระนี้ช่างศักดิ์สิทธิ์และบริสุทธิดีจริง ดูซิจะเกิดภัยอันตรายก็บันดาลให้พระสมภาร นำพระแสงอาญาสิทธิ์มาให้ แล้วหลวงพ่อก็พุ่งกระแสจิตบรรจุบารมีลงในดาบไม้เล่มนั้นประมาณ 4 โมงเย็น ก็มีเหยี่ยวฝูงใหญ่บินมาเต็มท้องฟ้านับจำนวนไม่ถ้วน ชาวบ้านและชาววัดต่างแตกตื่นกันใหญ่ มันบินวนเวียนอยู่บนศีรษะหลวงพ่อด้วยดวงตาแดงกล่ำ บางตัวก็โฉบลงมาใกล้ๆ หลวงพ่อๆ ก็รู้ได้ทันทีว่า นี่คืออาเพศชนิดหนึ่งที่พวกผีร้ายและมารส่งมาทำลายบารมีของหลวงพ่อครั้งนี้ถ้าหลวงพ่อแก้อาถรรพ์ไม่สำเร็จหลวงพ่อก็อาจจะต้องตายทันที เมื่อรู้เหตุดังนี้หลวงพ่อก็ออกมายืนกลางแจ้งบริกรรมภาวนาอธิษฐานจิต แล้วตั้งใจอย่างแน่วแน่กวัดแกว่งดาบไม้นั้นเหนือหัวหลายรอบ บรรดาเหยี่ยวจำนวนมากเหล่านั้นก็บินผ่านไปทางทิศตะวันตก พักต่อมาก็มีฝูงกาบินมาบนอีก คราวนี้มากกว่ากองทัพเหยี่ยวหลายเท่ามืดฟ้ามัวดินจริงๆมันบินโฉบลงมายังตัวหลวงพ่อ ตัวแล้วตัวเล่า แต่ไม่กล้าเข้ามาถึงตัว หลวงพ่อจึงกวัดแกว่งดาบขึ้นเหนือหัวหนึ่งครั้ง ฝูงอีกานับจำนวนมากมายก็บินไปทางทิศตะวันตกเช่นเดียวกัน ต่อมาเขาก็นิมนต์ไปปราบผีที่บ้านคลองกะลาวอีก แต่ไม่กล้าแข็งเหมือนบ้านดอยเหนือ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 3 มกราคม 2016
  5. ด้วยรัก30

    ด้วยรัก30 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 มิถุนายน 2011
    โพสต์:
    968
    ค่าพลัง:
    +569
    1.ปราบผีเสาตกน้ำมัน บ้านเช่า หอพักของ คุณนายนิภา สายสวัสดิ์ เลขที่ 43/1 ซอยปลูกจิต ต.ลุมพินี อ.ปทุมวัน จ.พระนคร ผีเสาตกน้ำมันอยู่ต้นหนึ่งดุมากใครที่พักห้องนี้จะต้องโดนหลอกเสมอ หลวงพ่อสกดแล้วหลวงพ่อก็จำวัด ประมาณตี 5 เด็ก สองคนเห็นมือๆหนึ่งใหญ่โตมากเล็บแหลมโค้งกำลังเอื้อมมาที่กระจกที่กั้นเป็นฝาห้อง เด็กทั้ง4คนกลัวมากร้องลั่นบ้าน ขณะที่มือนั้นกำลังเอื้อมมาจะถึงตัวเด็กทั้ง4ก็เห็นหลวงพ่อยกไม้เท้าขึ้นตีมืออุบาทว์นี้ก็หายไป
    2.ผีตายโหง คุณซิ้วกี บุนนาค ผู้เป็นมารดา กับคุณลัดดา พิทักษ์สันติพันธุ์ ผู้เป็นบุตรสาว อยู่พระโขนง
    ตอนเย็น มองไปทางประตูบ้าน ขณะนั้นมีชายคนหนึ่งกำลังปืนประตูบ้านจะเข้ามา พอพ้นประตูมาได้ครึ่งตัวก็เอื้อมมืออันยาวเหยียดประมาณ 2 เมตร มาเปิดกลอนประตู มือมันก่อนถึงกลอน มันก็ต้องสดุ้งสุดตัวคล้ายกับโดนตีหัวแล้วตัวมันก็ค่อยๆเลื่อนตกลงไปนอกประตูเหมือนคนไม่มีกระดูก ประวัติก่อนนี้คนร้ายและตำรวจฆ่ากันหลายศพ โดยเหตุนี้วิญญาณผีตายโหงจึงอาละวาด
    3.ปราบผีพราย โยมซิ้มเป็นคนจีน บ้านอยู่หลังอู่เซอรวิซการาจ สามยอด พระนคร หน้าบ้านต้นโพธิ์ขนาดใหญ่เป็นเครื่องหมาย วันหนึ่งแก่เล่าว่า ไปซื้อของที่ตลาดเก่า รู้สึกเสียวปราบที่ด้านหลัง พอมาถึงบ้านก็ล้มป่วยมาเรื่อยๆเป็นเวลาเกือบปี มีอาการปวดบวมที่ด้านหลังเป็นพักๆ จนร่างกายผอมซีดเหมือนผีตายซาก วันหนึ่งหลวงพ่อไป กรุงเทพฯ มีคนนำตัวมาให้รักษา หลวงพ่อได้ตรวจดูก็รู้ว่าโดนคุณผีพราย จึงอาบน้ำมนต์แล้วทำพิธีขับไล่วิญญาณร้ายตนนั้น ให้ออกไปจากร่างกายพร้อมกับเศกด้ายมงคลใส่ให้ ต่อมาโยมซิ้มก็หาย
    4.ปราบผีพิษณุโลก เมื่อ พ.ศ.2500 หลวงพ่อได้ไปทำพิธีปลุกเศกเครื่องรางของขลังที่วัดนางพญา เมืองพิษณุโลก ชาวบ้านได้นิมนต์หลวงพ่อให้ไปช่วยปราบผี ณ ที่ตำบลไผ่ขอดอน หลวงพ่อให้ทำปรำ นั่งสมาธิสกดอยู่สักพักใหญ่ๆก็เกิดลมพายุอย่างแรงกล้า พักใหญ่ผ่านไปลมก็สงบพร้อมกับบังเกิดเสียงฝีเท้าเหมือนคนหลายคนวิ่งหนักๆไปทางป่าช้าและมีฝุ่นฟุ้ง นับจากนั้นบ้านไผ่ขอคอน ก็มีความสุข
    บ้านแตกสาแหรกขาด
    -ขณะนั้นมหาสงครามโลกครั้งที่สองกำลังทวีความรุนแรงยิ่งๆขึ้น ญิ่ปุ่นปกครองได้ประมาณ 1 ปี ฝ่ายสัมพันธมิตรก็มาโจมตีเอากลับคืนไปได้โดยทิ้งระเบิดพินาสเสียหายเกือบหมดเมือง ผู้คนพลเมืองทิ้งบ้านช่องไร่นาสาโทไปอยู่ตามห้วยเขาและท้องถ้ำแตกกระจายไปคนละทิศละทาง ไม่มีใครปกครองได้ ต่างก็ต้องปกครองตัวเองบ้านเมืองในขณะนั้นไม่มีขื่อมีแป ทหารกระเหรี่ยง ถือศาสนาผีมีการฆ่าวัวฆ่าควายเซ่นไหว้กันทุกปี เข้าเป็นลูกมือของอเมริกา ฆ่าพวกญี่ปุ่นและชาวเขา อย่างสบายใจ พระ เณร ชี มันก็ยิงทิ้งอย่างไร้ความปรานี
    เตรียมตัวตายบนดอยแสง​
    -เมื่อทางเมืองไฟไหม้ไม่มีที่อยู่ หลวงพ่อจึ่งเลื่อนขึ้นมาพักบนดอยแสอีกครั้งหนึ่ง
    โอวาทตอนเตรียมตัวตาย​
    -ขณะที่ทหารกระเหรี่ยงจับหลวงพ่อและลูกศิษย์มัด หลวงพ่อบอกให้พวกเรายึดองค์ภาวนาพุทโธ แล้วแผ่เมตตาให้แก่ผู้คิดร้ายเราเป็นสุขๆดีกว่า
    ความกลัวตายโผล่แล้วดับไป
    -วันต่อมาขณะที่หลวงพ่อนั่งภาวนาอยู่ในที่พักก็รู้สึกว่ามีควากลัวตายผ่านเข้ามาในใจเสมอๆ จึงถามตัวเองว่ากลัวตายมันพ้นตายไหม พอนึกปล่อยชีวิตให้ล่องลอยไปตามยถากรรมเช่นนั้นความกลัวตายก็จืดจางหายไปทันทีกลับมีความปีติเกิดขึ้นแทน
    เหตุผลการเกิดความกลัวตาย
    -เมื่อหลวงพ่อพิจารณา ก็รู้ว่ากระแสอันเหี้ยมโหดของมันพุ่งมากระทบใจของหลวงพ่อ จิตใจของหลวงพ่อจึงว่างเปล่าจากอารมณ์กลัวตาย เกิดความปิติผ่องใสเพราะการชนะอารมณ์กลัวตายนั่นเอง
    ข่าวการตายของหลวงพ่อ​
    -พอบ้านเมืองเข้าขีดแห่งความสุขสงบ ข่าวลือไปทั่วบ้านทั่วเมืองว่าหลวงพ่อตายแล้ว
    พุพธบูชา​
    -คราวที่ต้องสละเลือดเนื้อถวายแก่พระรัตนตรัยเมื่อครั้งผจญกับพญามารและเสนามาร ที่ จ.กลันตัน นครศรีธรรมราชครั้ง กระโน้นนั้น เป็นการเสียสละให้เป็นพุทธบูชา สังฆบูชา แก่พระสมณโดดมบรมครูของเรา
    โพธิสัตว์บูชา​
    -ส่วนคราวเสียสละชีวิตและเลือดเนื้อคราวนี้ ที่ดอยแสงอันเป็นแหล่งที่อยู่ของพระโพธิสัตว์นกยูงทอง จัดเข้าในโพธิสัตว์บูชา หรือเท่ากับเป็นการบูชาพระโพธิสัตว์ศรีอาริยเมตไตรย ที่จะมาโปรดพวกเราชาวสากลโลกเริ่มแต่ 25 พุทธศตวรรษเป็นต้นไป อันร่างกายของหลวงพ่อนี้จึงเท่ากับเป็นหุ่นให้พระบรมโพธิสัตว์ศรีอริยเมตไตรยได้อาศัยใช้สร้างบารมีในปัจจุบันชาตินี้จนครบบารมี 30 ทัส เพื่อที่จะรับตำแหน่งเป็นสมเด็จพระสัมมา สัมพุทธเจ้าในกาลข้างหน้าโน้น
    หล่อพระเงินปางต่างๆ​
    -ก่อนที่จะเกิดสงคราม หลวงพ่อได้ชักชวนชาวเมืองสร้างพระพุทธรูปเงินแท้ ปางต่างๆ ไว้ที่วัดพระโหลง มีน้ำหนักเงินประมาณ 100 กิโลกรัม ซึ่งเป็นราคา หลายหมื่นบาท
    สร้างแผ่นทองคำจารึกชื่อ​
    -การหล่อพระเงินครั้งนี้ หลวงพ่อมีเงินเหลืออีกหลายพันรูปี ไปซื้อแผ่นทองคำมาหนึ่งแผ่น กว้างประมาณคืบเศษยาว ประมาณหนึ่งศอกราคา ประมาณ 300 บาท แล้วหลวงพ่อก็จารึกชื่อ และความปรารถนาพระโพธิญาณลงในแผ่นทองคำนั้น เสร็จแล้วก็เอาแผ่นทองคำจารึกชื่อแผ่นนี้ขึ้นไปหุ้มบนยอดพระเจดีย์ส่วยดากอง
    สร้างพระพุทธรูปถือระฆังทองคำ​
    -หลวงพ่อก็ได้ฝังพระพุทธรูปองค์หนึ่งซึ่งพระหัตถ์เบื้องขวาถือระฆังทองคำไว้บนยอดเจดีย์เมื่อเวลา ลมพัดระฆังก็จะดังกังวาฬไปทั่วบริมณฑลของเจดีย์การสร้างระฆังทองคำให้สั่นกังวาฬบนยอดเจดีย์ครั้งนี้
    กลับประเทศไทย​
    -เมื่อบ้านเมืองกลับคืนสู่ปกติภาพบ้างแล้ว หลวงพ่อคิดถึงพระแก้วมรกต และบ้านเมือง เพราะจากมาเป็นเวลาสิบเจ็ดปีแล้ว ท่านเดินทางจากเมืองมัณฑเลผ่านย่างกุ้ง,มะละแหม่ง,แล้วมาพักยังวัดมณีไพรสัณฑ์ ต่อจากนั้นก็ข้ามภูเขามายังจังหวัดตากถึงสุโขทัยถึงพิษณุโลก จากพิษณุโลกมาถึงกรุงเทพฯ แล้วหลวงพ่อทราบข่าวว่าวัดและบ้านเมืองไม่มีอะไรเสียหายจากสงครามก็ปิติยินดี หลวงพ่อ นั่งรถไฟ ไปอรัญญประเทศ ลงที่สถานีท่าเกษม อำเภอสระแก้ว จังหวัดปราจีนบุรี หลวงพ่อมีพี่สะใภ้ตั้งหลักฐานบ้านเรือนอยู่ที่นั้น
    ท่าเกษมแดนวิปโยค​
    -ณ แดนท่าเกษมนี้แต่ก่อนเป็นหมู่บ้าน ที่เจริญรุ่งเรือง ต่อเกิดอาเพศเกี่ยวกับเรื่องผีมันลงกินมนุษย์มากมายกว่า80คน หลวงพ่อได้แนะนำให้พี่สะใภ้และพวกญาติๆ ภาวนา พุทโธๆ เพื่อป้องกันผีซึ่งทุกท่านก็ปฎิบัติเป็นอย่างดี
    พุทโธช่วย​
    -ประมาณหนึ่งพรรษาผ่านไปหลวงพ่อก็ยังคงพักอยู่ที่ท่าเกษม และได้อบรมบ่มนิสัยให้กับชาวบ้านมีการเทศน์ ปาฐกถาและนั่งวิปัสสนากรรมฐาน โดยให้ภาวนาว่า พุทโธ ทุกคนในระยะนี้ก็ล้มป่วยแต่ไม่ถึงตาย ต่อมาพี่สะใภ้ของหลวงพ่อล้มป่วยลงโดยไม่มีสาเหตุ รักษาพยาบาลอยู่หลายวันก็ไม่หาย อาการก็ไม่ร้ายแรงเท่าไรนัก เป็นแต่เพียงปวดหัวตัวร้อนและซึมๆ ไปเท่านั้น วันหนึ่งพี่สะใภ้ของหลวงพ่อฝันไปว่า มีพวกผีร้ายจะเข้ามาเอาชีวิตนางมากมายพอมาถึงตัวก็ห้อมล้อมตัวนางเอาไว้ เจ้าผีที่เป็นหัวหน้าถามว่า ใครๆ เขาป่วยเจ็บข้ามาเอาวิญญาณได้ทุกคน แต่สำหรับเอ็งมีอะไรดี ข้าจึงมาเอาชีวิตเอ็งไปไม่ได้ พี่สะใภ้ของหลวงพ่อตอบว่า นางไม่มีอะไรดีเลย เจ้าหัวหน้าผีตวาดว่าไม่เชื่อ แล้วมันเพยามถามต่อไป นางจึงตอบหลวงอา ได้ให้คาถาไว้บนหนึ่ง เจ้าหัวหน้าผีถามทันทีว่าคาถาบทนั้นว่าอย่างไร นางจึงตอบว่า พุทโธ พอนางกล่าวออกมาเท่านั้น พวกผีที่เป็นบริวารก็แตกกระจายไป ส่วนเจ้าตัวหัวหน้า ก็มีอาการตัวสั่นอ่อนปวกเปียกอยู่ตรงหน้านั้นเองและมันกล่าวออกมาว่าเพราะเหตุนี้คงข้าจึงกินเอ็งไม่ได้ และเอาวิญญาณไปก็ไม่ได้มาถึงตอนนี้พี่สะใภ้ของหลวงพ่อก็ตกใจตื่น นับแต่นั้นมานางก็หายป่วย ต่อมาหลวงพ่อก็สร้างวัดหนึ่งวัด เพื่อให้ญาติโยมได้มีโอกาสมาถือศีลอุโบสถ และปฏิบัติกิจทางศาสนา ได้ปัดรังควาณโดยนั่งเพียรเพ่งขับไล่วิญญาณผีร้ายอยู่ถึง 3 เดือนจนมันหนีหายไป ซึ่งมีนิมิตเป็นพยานที่พี่สะใภ้ พ.ศ.2511 มีบ้านประมาณ 400-500 หลังคาเรือน
    ท่าอุดมแดนมิคคสัญญี​
    ชาวบ้านท่าอุดมก็มานิมนต์ขอร้องหลวงพ่อ ให้ปกครองสร้างความเจริญให้แก่วัดท่าอุดมบ้าง อยู่ห่างจากบ้านท่าเกษมถึง 80 กิโลเมตร ท่านนั่งรถไฟไปถึง 3 ชั่วโมง หลวงพ่อปกครองพระลูกวัดด้วยความเข้มแข็งและเด็ดขาดและความเมตตา กรุณา และทำวัดให้เป็นสถานสงบ สะอาดเรียบร้อย ปลูกมะพร้าวและไผ่รอบวัดและกล้วยไม้ วัดท่าอุดม หลวงพ่ออยู่ถึง5ปี เช่น สร้างวัด ทำถนน ขุดบ่อน้ำ ปลูกต้นไม้ให้ความร่มเย็น สร้างกุฏิศาลา โบสถ์และวิหาร ตลอดจนอบรมสั่งสอนศีลธรรมกรรมฐาน ให้กับผู้สนใจในทางธรรม
    ผจญพญายมราช​
    -ที่ท่าอุดมนี้หลวงพ่อมีหลานสาว ลูกของพี่ชายคนหนึ่ง สามีของนางชอบทำบาปเกี่ยวกับการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมาก หลวงพ่อจึงให้เขาตั้งสัจจะว่าจะไม่เบียดเบียนสัตว์ 7 อย่าง เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย แพะ แกะ เต่า เพราะสัตว์เหล่านี้มีบุญคุณต่อชาวโลกมาก ให้ทั้งกำลังแรงงานและน้ำนมแก่คนทั่วโลก
    ต่อมามีญาตินำเต่ามาฆ่ากิน เป็นกรรมหนักอย่างร้ายแรงและผิดบารมีของหลวงพ่อด้วย หลานสาวคนนี้ก็ล้มเจ็บลงและตายไป 3 วัน 3 คืน พอวันที่4 ก็ฟื้นขึ้นมา โดยเห็นหลวงพ่อไปนำวิญญาณคืนมาจากยมพบาล โดยหลวงพ่อเข้าไปต่อว่ากับยมพบาลว่า ท่านเอาคนของฉันมาทำไม เพราะยังไม่ถึงเวลาเขากำลังสร้างบารมีอยู่ ให้รีบเอากลับคืนไปสู่เมืองมนุษย์เดี๋ยวนี้ เมื่อหลวงพ่อปกาศิตเช่นนั้นยมพยาลก็จัดแจงปฏิบัติตามคำสั่งของหลวงพ่อทันทีโดยให้นายผีตนหนึ่งนำตัวส่งที่บ้าน เมื่อถึงบ้านแล้ววิญญาณก็เข้าร่างเดิม นางจึงฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง หลวงพ่อท่านอยู่ที่ท่าอุดม นี้เป็นเวลา 7 ปี
    ณ ถ้ำมะขามพระพุทธบาท​
    -แล้วในปี พ.ศ. 2497 ท่านได้มาพักอบรมจิต ณ ถ้ำมะขาม หลังเขาพระพุทธบาทสระบุรี
    ลูกศิษย์คู่บารมี​
    -ติดตามใกล้ชิดคือคุณวิศิษฐ์ แสงปราณี ยังและเงี้ยบ หลานเจ้าของรถแหลมทองบริการและนายธูปคนลพบุรี บุคคลเหล่านี้แนะนำให้หลวงพ่อมาพบถ้ำใหญ่คูหาสวรรค์ อันแสนงามวิจิตรตระการตา ตามธรรมชาติ ยากจะหาถ้ำใดในประเทศไทยเสมอเหมือน
    พระภูมิเจ้าที่อาละวาด​
    -เมื่อเกียรติคุณความดีตลอดจนความเมตตากรุณาของหลวงพ่อ เล่าล่อกันมากเข้าๆ พระเจ้าถิ่นไม่พอใจให้หลวงพ่อย้ายจากถ้ำไปหาที่ใหม่ภายใน 4 วัน
    ย้ายมาอยู่ถ้ำภูเขาทองเนรมิต​
    -ท่านถูกขับไล่ออกมาจากถ้ำมะขาม ก็มีโยมเลี้ยง แจ่มจันทร์และโยมชุ้น แจ่มจันทร์เป็นผู้ปวารณาตัวช่วยเหลือเรื่องต่างๆ มาอยู่วัดถ้ำภูเขาทองเนรมิต ซอย3 นิคมพระพุทธบาท ก็โดยไล่อีกทั้งที่คนโยมเลี้ยง เคยสร้าง แต่พระที่มียศมีอำนาจการปกครองก็อ้างว่า เขามีสิทธิที่จะอนุมัติให้ใครอยู่ก็ได้ ตามระเบียบกติกาสังฆาณัติ และกฎหมายลักษณะปกครองคณะสงฆ์ทุกประการ
    เสี่ยงสัตย์อธิฐานบารมี​
    -หลวงพ่อก็เข้าสมาธิสงบจิตทันที พร้อมกับอธิฐานบารมีว่า บัดนี้ไม่มีที่จะสร้างบารมีแล้วไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน ถ้าหากอยู่ที่ถ้ำนี้สำเร็จหรือไหม ทันใดนั้นนิมิตก็แสดงให้เห็นไม้หลักอันหนึ่งปักบนโคลนอยู่ หลวงพ่อก็ทราบทันทีแม้จะที่นี้นานเท่าไรก็ไม่สำเร็จ
    ผู้เร่รอน​
    -ท่านกับลูกศิษย์ก็ค้นหาถ้ำจนทั่วเขตจังหวัดลพบุรี บางถ้ำก็เล็กไป
    พบถ้ำคูหาสวรรค์​
    -ซึ่งเป็นถ้ำที่มีชัยภูมิถูกใจหลวงพ่อมาก อยู่นิคมลพบุรี มีสระน้ำอยู่ใกล้ถ้ำสำหรับไว้ใช้อาบและใช้กินโดยไม่ขัดสน ธรรมชาติก็เงียบสงบวิเวกวังเวงดีมากถ้ำห่างจากตัวเมืองเพียง 7 กิโลเมตรหลวงพ่อพบเมื่อ พ.ศ.2497 นั้นเต็มไปด้วยค้างคาวและตลอดจนเถาวัลย์พรรณไม้ต่างๆขึ้นปกคลุมเต็มไปหมด ต้องระวังพวกงูพิษ
    ตะขาบ แมงป่อง และกิ้งกือไฟ ภายในถ้ำมีศิลาแลง และเทวรูปสมัยกรุงละโว้ปรักหังพังทับถมกันเต็มไปหมด แสดงว่าถ้ำนี้เคยเป็นเทวาลัยสถานมาแล้วเมื่อหลายร้อยปีก่อนโน้น เคยมีพระธุดงค์มาแล้วหลายรายแต่อยู่ไม่ยึดสักรายเดียว เพราะเจ้าของถ้ำแรงเหลือเกินมาคอยรังควาญให้ผู้ที่อยู่อาศัยต้องเจ็บไข้และล้มตายไปหลายต่อหลายรายแม้แต่หลวงพ่อเองอยู่ใหม่ๆก็โดนเจ้าถ้ำเล่นงานเหมือนกัน เจ้าของถ้ำซึ่งเป็นชีปะขาวก็แสดงตนออกมา บอกกับหลวงพ่อว่าอยู่เฝ้าสมบัติที่ถ้ำนี้มาหลายร้อยปีและขอขับไล่หลวงพ่อให้ออกไปหาที่อยู่ใหม่เพราะพวกลูกศิษย์แสดงความไม่เคราพสถานที่นี้ หลวงพ่อนิ่งเฉยเป็นอุเบกขาอยู่ เจ้าของถ้ำโกธรมากเดินตรงเข้ามา จะยกไม้เท้าจะทำร้ายหลวงพ่อ ก็เห็นหลวงพ่อมีสีเขียวมรกตเข้ม และมีถึง 4 กรแต่ละกรมีอาวุธคือ ตรี คธา จักร สังข์ ถืออยู่จนครบทั้ง 4 กร เจ้าของถ้ำเห็นเข้าก็จึงยอมตัวลงแล้วพนมมือทั้งสองขึ้นไหว้หลวงพ่อ และยินยอมอนุญาตให้หลวงพ่ออยู่สร้างบารมี ต่อไป หลวงพ่อก็บูรณะซ่อมสร้างสถานที่นี้ให้เป็นบุญสถานต่อไปไม่ได้ลบหลู่ดูหมิ่นเจ้าของถ้ำแต่ประการใดและขอแผ่เมตตาจิตให้เจ้าของถ้ำด้วย เจ้าของถ้ำยังช่วยดูแลอันตรายต่างๆอีกด้วย แม้เดี๋ยวนี้เจ้าถ้ำที่ว่านี้ยังรักษาศีลบำเพ็ญเพียรภาวนาอยู่หลังถ้ำ เพื่ออบรมบารมีให้แก่กล้าต่อไป
    ปักหลัก​
    -จัดแจงหักร้างถางไม้ ทุบหินระเบิดถ้ำเทปูน สร้างแคร่ ก่อแท่นพระ และต่อสู้กับสัตว์ร้าย ตลอดจนโรคภัยต่างๆ จนกระทั่งในปลายปี 2497 รูปร่างของถ้ำก็ปรากฏความสะอาดน่าอยู่อย่างสบายขึ้นลางๆ ทุกท่าน ต้องเหน็ดเหนื่อยมากต้องทุบหินและเทปูน มือเท้าถูกปูนกัด คุณนายแม้น บวรสมบัติ เศรษฐีนีตลาดลพบุรี เป็นโยมอุปฐาก บริจาคเงินสร้างถ้ำ กุฏิ บันไดหินขึ้นเขา หอระฆังและอื่นๆ
    ปูชนียวัตถุและพระพุทธรูปปางต่างๆ​
    -หลวงพ่อถ้ามากรุงเทพฯ มาพักบ้านคุณสำราย ตั้งอยู่ตรงที่ข้ามวัดเศวตฉัตร์ บางลำพูล่าง ธนบุรี
    พ.ศ.2499 หลวงพ่อทำพิธีหล่อพระเงินแท้ปางไสยาสน์ น้ำหนักเงินหลายร้อยบาทเป็นเงินจำนวนหมื่นบาท
    พ.ศ.2501 ตรงกับวันวิสาขะ ได้ทำพิธีหล่อพระพุทธเจ้า 5 องค์พร้อมด้วยแท่นแก้ว
    พ.ศ.2502 วันวิสาขะบูชา ได้ทำพิธีหล่อพระโพธิ์สัตว์ศรีอริยเมตไตร 4 กร กับพระนารายณ์ปางปราบโลก 4 กร อีกองค์หนึ่ง พ.ศ.2503 หลวงพ่อได้เป็นประธานสร้างพระพุทธชินราชขนาดใหญ่ 1 องค์หน้าตัก2ศอก1คืบไว้สำหรับเสริมสร้างส่งบารมีให้ดีเด่น หลวงพ่อจะต้องมีชัยชนะต่อศัตรูหมู่มารทั่วสากลจักรวาลเยี่ยงชัยชนะของจอมราชาจักรพรรดิ์ตราธิราชทั้งหลาอย่างแน่นอน
    สร้างบารมีภายนอก(ต่อ)ฝ่ายพระสูตร​
    -พ.ศ.2504 สร้างธงชัยไตรรัตน์ไว้บนยอดขาลูกหนึ่ง ตั้งอยู่กึ่งกลางเขาลูกใหญ่ เพื่อกำจัดภัยอันตรายนานาประการ ให้ปลาสนาการหนีไปจากโลกทั้งหมด
    พ.ศ. 2505-2506 สร้างกุฏิกรรมฐาน ไว้ตามไหล่เขา 13-14 หลัง
    พ.ศ. 2507-2508 เริ่มทำบันไดปูน ถึงยอดเขา ก่อฐานเพื่อสร้างพระจุฬามณีเจดีย์ และฐานปราสาท 9 ชั้นครอบรอยพระโพธิบาท
    พ.ศ. 2509-2510 กลับเข้ามาก่อสร้างภายในถ้ำใหญ่ ต่อตามหลักฝ่ายพระสูตร หลักอำนาจแห่งธรรมานุภาพ เพื่อคุ้มครองป้องกันรักษาสากลโลกต่อไป
    ภายในมีการสร้างแท่นไว้ 3 แท่นแท่นโลภ แท่นโกรธ แท่นหลง ซึ่งถูกทำลายลงและเกลี่ยให้เสมอกัน และทำพื้นให้เท่ากันให้เหมือนจิตใจที่เที่ยงตรง สร้างอีก 3แท่น แท่นศีล แท่นสมาธิ แท่นปัญญา มีหน้าที่ปราบมาร ทำลายมาร ล้างมาร ขยี้มาร เหยียบย่ำมาร อันได้แก่มารโลก มารโกรธ มารหลง
    (ต้องลดละ ความโลภ ความโกธร ความหลง ความมานะ ความมีทิฐิ ลงให้เบาบางให้จงได้)
    อำนาจ2ฝ่ายรบราฆ่าฟันกันเป็นสงครามโลกครั้งที่2(กึ่งพุทธกาล เริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2485 ซึ่งมีน้ำท่วมใหญ่ทำลายล้างโลกให้สะอาดมาแต่ต้นจนตลอด พ.ศ.2515 ครบกำหนด30ปีเต็มพอดี)ไม่มีใครแพ้ ไม่มีใครชนะ
    พระศรีอริยเมตไตรยบรมโพธิสัตว์เสด็จลงมาในต้น พ.ศ.2516เพื่อปราบปราบกิเลส
    สร้างบารมีภายใน (ต่อ) ฝ่ายพระธรรม​
    -หลวงพ่อได้สร้างสมอบรมบารมีโพธิสมภารบุญญาธิการอันแก่กล้า เมื่อบำเพ็ญเพียรต่อ ก่อสร้างบารมีมาทั้งส่วนภายในและภายนอกตามลำดับ เริ่มแต่ พ.ศ.2497 เป็นต้นมาจนถึง พ.ศ.2511 ที่สำนักปฏิบัติธรรม “อริยเมตตา”ที่เขาใหญ่ วัดถ้ำใหญ่คูหาสวรรค์ ต.นิคมสร้างตนเอง อ.เมือง จ.ลพบุรี บารมีธรรมปรากฏขึ้นเป็นประจักษ์พยานหลายประการคือ
    ฝ่าเท้าขวามีหลายอย่าง เช่น​
    -1.มีลายเส้นปรากฏชัดเป็นรูปปลาตะเพียน มีครีบหลัง มีตาหางพร้อม แสดงให้เห็นว่า หลวงพ่อไปที่ไหนที่นั้นจะสมบูรณ์บริบูรณ์ดีงามมีลาภผล
    2มีรูปกงจักร ทำให้ศัตรูหมู่มารโรคภัยไข้เจ็บนานาประการอันตรายธานสูญหายไปๆ
    3รูปเจดีย์สูงตลอดยอดมีเส้นรัศมีแสดงถึงเดชบารมีธรรมนำคุณงามความดี ไปปรากฏในที่ทุกสถานตลอดทั่วสากลจักรวาล
    4มีรอยเส้นเห็นชัดเหมือนดอกบัวตูม มีก้าน ดูอีกรูปเป็นรูปหัวใจ แสดงถึงเดชบารมีธรรม
    5มีรอยเส้นเล็กๆเป็นดอกบัวบาน1 ดอก ดอกบัวตูม1 ดอกเรียงกันสม่ำเสมอ เพื่อให้คนทั่วโลกที่แตกแยกแบ่งประเทศกันเป็นมิตรกันทั่วโลก
    6มีรอยเป็นหัวลูกศรพระนารายณ์ ซ้อนกัน3ชั้นแสดงถึงเดชบารมีธรรมนำคำสั่งสอนออกเผยแผ่ๆกระจายไปทั่วโลกทั้ง3คือโลกเสรี โลกคอมมิวนิสต์และโลกตั้งตนเป็นกลาง และหรือ กามโลก รูปโลก อรูปโลก ภพทั้ง3 คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ จักรทั้ง 3 ราชอาณาจักร พุทธจักร เทพจักร เดชบารมีธรรมประเภทนี้ มีอำนาจทั้งปราบและโปรดแผ่ขยายไปทั่วสากลโลก
    7มีรอยเป็นรูปกระดิ่งหรือระฆัง แสดงถึงเดชบารมีธรรม นำชื่อเสียงดังกังวาน
    ฝ่าเท้าซ้ายมีลายลักษณ์ หลายอย่าง​
    1เป็นรอยรูปเจดีย์มียอด บนยอดมีรัสมีพุ่งออกเป็น 3 เส้น แสดงถึงเดชแห่งบารมีธรรม เปร่งรัสมีแผ่บารมีทั้ง 4 ไปทั่วไตรโลกธาตุ
    2เป็นลายเส้นรูปคันธนูหรือคันศรพระนารายณ์ ซึ่งเป็นคู่กับลูกศรมีอยู่ฝ่าเท้าขวา ถึง 3 ชั้น อันเป็นหลักสำคัญแสดงถึงเดชบารมีธรรม สำหรับยิงลูกศร 3 ลูกไปปราบใน 3 โลก(โลกเสรี โลกคอมมิวนิสต์ โลกตั้งตนเป็นกลาง) เพื่อให้เผาผลาญ ล้างผลาญ หรือทำลายล้าง ความชั่วร้ายนานาประการ อันสัตว์โลกในโลกทำชั่วไว้ด้วยไตรทวาร ให้อันตราธานสูญหายไป จากตนคนที่ทำผิด เพื่อทำให้แต่ละคนเป็นคนบริสุทธิ์ ตลอดถึงทำให้ไตรโลก สะอาดบริสุทธิ์ หมดมลทิน ต่อจากนั้นก็ปลูกฝังศีลธรรมกรรมฐานวิปัสสนาญาณให้บังเกิดในจิตสันดานต่อไป
    (ลูกศรทั้ง 3 ฝ่ายโลกชื่อ อัคคนิวาต พลายวาต พรหมมาสตร์ ฝ่ายธรรมตรงกับ ศีล สมาธิ ปัญญา สำหรับนักบวช ทาน ศีล ภาวนา สำหรับผู้ครองเรือน ศีลล้างโลภ สมาธิล้างโกรธ ปัญญาล้างหลง
    3เป็นลายเหมือนปลาตะเพียน แสดงถึงเดชบารมีธรรม นำลาภสักการะ และสัมมานะ มาให้แก่เจ้าของบ้านเรือนเจ้าของท้องถิ่น เจ้าตำบล อำเภอ จังหวัด ประเทศ โลก สากลโลกฯ บ้าน เลือก สวนกลายสภาพเป็นที่ๆ นำความเจริญงอกงามนำลาภสักการะมา ตามฐานานุรูปของแต่ละเจ้าของๆ ท้องถิ่น
    ฝ่ามือทั้งสอง​
    เป็นลายเส้นปรากฏชัดเหมือนดอกบัวตูม ข้างละ7ดอก เป็นดอกบัวบานข้างละ 1ดอก รวมเป็นข้างละ8ดอก รวมทั้ง 2 ข้างเป็น 16 ดอก ย่อมแสดงออกถึงบารมีธรรม นำบอกลักษณะให้รู้ล่วงหน้าว่า พ้นกึ่งพุทธสักกราช 2511 โพธิสักกราช 11 ปี การสร้างบารมีโพธิสมภาร บุญญาธิการ จึงสมบูรณ์พูลเพิ่มพร้อมมูลบริบูรณ์ทั้งภายในและภายนอก เต็มเปี่ยมเหลือล้นพ้นประมาณแผ่ซ่านไหลไปครอบทั่วสากลจักรวาล ตลอดกาลแห่งศรีอริยยุด
    คาง​
    เป็นรูปเนื้อนูนขึ้น มีสัณฐานดังดอกบัวตูม ย่อมแสดงถึงเดชแห่งบารมีธรรม นำให้รู้ซึ้งถึงหลักการพูดการเทศน์หรือปาฐกถาย่อมเป็นไปแต่ในทางธรรมกรรมฐานเป็นไปในทางสมัครสมานประสานสามัคคีผูกไมตรีเป็นหลักฐานฯ ดอกบัวมีรูปร่างเหมือนหัวใจมนุษย์ไม่มีผิดเพี้ยน ปราชญ์คิดเอาดอกบัวมารององค์พระพุทธรูป ก็หัวใจมนุษย์เท่านั้นที่จะทำความเพียร ให้บรรลุธรรมในมรรค 4 ผล4 นิพพาน 1 ซึ่งเรียกว่า นวโลกุตตรธรรได้ พระพุทธรูปเป็นองค์ธรรมกาย สืบจนถึงทุกวันนี้
    ส่วนท่ามกลางอกตรงหัวใจก้มีภาพเจดีย์สีขาวหรือเหมือนรูปพระแก้วมรกต และเหมือนรูปพระโพธิสัตว์ศรีอริยเมตไตรปรากฏชัด มีรสมีสีขาวส่องแสงใส ยิ่งมองนานๆ ก็ยิ่งสว่างชัดเจนมากขึ้น ธรรมมะบันดาลให้เป็นปรากฏการณ์ผุดขึ้น
    จะทิ้งถ้ำเข้าไปอยู่ป่าถึง 3 ครั้ง​
    ครั้งที่หนึ่ง พ.ศ2498 หลวงพ่อเห็นว่าถ้ำนี้เจริญมากแล้ว ตลอดจนมีระเบียบข้อวัตรปฏิบัติตามแนวทางที่ท่านได้วางไว้ทุกประการ ท่านจะออกไปอยู่ป่าทางเมืองเวียงจันทน์ ประเทศลาว เช้าตั้งใจจะไป ตกกลางคืนท่านถูกตะขาบไฟขนาดใหญ่ตัวหนึ่งกัดทำให้เท้าก็บวมเป่งเดินไปไหนมาไหนไม่ได้เป็นเดือนรักษาเท่าไรก็ไม่หาย ท่านจึงเลิกล้มไม่เดินทางไปไหน พอรุ่งขึ้นอาการป่วยก็หายไป ท่านจึงรู้ทันทีว่าวิญญาณเทพเจ้าเข้าสิงตะขาบตัวนั้นให้มากัดท่าน เพื่อไม่ให้ท่านทิ้งถ้ำไปอยู่ในป่าทางเวียงจันทน์
    ครั้งที่สอง พ.ศ.2499 พวกคณะลูกศิษย์ไม่ค่อยมีความสามัคคีกลมเกลียวกัน ครั้งนี้หลวงพ่อจะไปอยู่เขาวงพระจันทร์ ซึ่งมีสำนักกินอาหารเจเหมือนกัน กลางคืนหลวงพ่อสวดมนต์แล้วเข้าสมาธิ ได้เห็นเทพยดามีจำนวนมากมายเหาะลอยมาบนฟ้า ในมือของเทพเหล่านี้มีต้นก้างปลาถือมาด้วย พอมาถึงหลวงพ่อหัวหน้าเทพทั้งสององค์ก็ปลูกต้นก้างปลาขึ้นเต็มไปหมดขวางทางเดินหลวงพ่อไว้ แล้วพวกเทพทั้งหมดเหล่านั้นก็เหาะลอยหายไป หลวงพ่อไม่เชื่อได้อธิษฐานไว้ว่า ถ้าเป็นจริงขอให้พบก้างปลาทั้งสองต้นบนทางขึ้นเขาบนหอระฆัง ปรากฏว่ามีขึ้นอยู่จริง
    ครั้งที่สาม พ.ศ.2500 หลวงพ่อเกิดอารมณ์นิพพิทาอย่างหนักพร้อมกันนั้นก็เกิดธรรมสังเวชในชีวิตของสัตว์โลกอย่างบอกไม่ถูก หลวงพ่อคิดว่าเราไม่ควรมาติดตังอยู่ในวัตถุภายนอกอย่างนี้เลย เราควรทิ้งไว้ให้ลูกศิษย์ปกครองกันเองดีกว่า บังเอิญท่านอาจารย์ถนอมวัดนางพญา จังหวัด พิษณุโลก ให้ลูกศิษย์มานิมนต์หลวงพ่อไปทำพิธีปลุกเศกเครื่องลางของขลังที่วัดนางพยา คุณบุญล้อม สุทนต์ชัย ได้ทราบข่าวจากจดหมายหลวงพ่อจะทิ้งถ้ำ ก็กระจายข่าวให้ลูกศิษย์ทุกท่านทราบ คุณนายเล็กจึงอัญเชิญเทพองค์หนึ่งเข้าประทับทรง แล้วถามถึงตำแหน่งแหล่งที่อยู่หลวงพ่อ เทพบอกให้อาราธนายับยั้งหลวงพ่อไว้ให้ได้ มิฉะนั้นพวกลูกๆ จะไม่มีที่พึ่งเพราะต่อไปอีกไม่กี่ปี สัตว์โลกทั้งผ่องจะเดือดร้อนและเกิดยุดเข็ญจลาจลกันใหญ่ ให้อาราธนาหลวงพ่อไว้เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของพวกลูกๆ ต่อไป
    เมื่อพระจะสร้างความดี ก็ต้องมีมารผจญเป็นธรรมดาพอท่านมาทำถ้ำใหญ่คูหาสวรรค์เจริญรุ่งเรือง ก็มีคนอิจฉาริษยาท่านอีก เริ่มหาเรื่องใส่ร้ายท่านต่างๆนานาฟ้องขับไล่บ้าง หาว่าเป็นมหาโจรปล้นถ้ำบ้าง หาว่าเป็นปาราชิก โดยทำให้ชีมีท้องบ้าง หาว่าเป็นพระกาลกิณีทำให้ฝนแล้วบ้าง หลวงพ่อแผ่เมตตาให้ศัตรูเป็นสุขๆ ท่านกล่าวว่าผู้ที่ถ่มน้ำลายรดฟ้าหรือโปรยฝุ่นเหนือลมจะต้องเปรอะเปื้อนฉันใด ศัตรูกล่าวร้ายผู้บริสุทธิ์ก็ต้องได้ผลกรรมฉะนั้น
    ใบ้หวย​
    ครั้งหนึ่งมีพวกบ้าหวยสามตัว อ้อนวอนขอลาภจากท่าน ท่านย้ำว่าถ้าท่านให้ไปแล้วต้องแทงนะ รับรองไม่มีกินทุน แทงเมื่อไรถูกเมื่อนั้น และเจ้ามือใช้เป็นอริยทรัพย์ให้เสียด้วย พวกนั้นต่างรับคำ ท่านจึงพูด สองตัวคือ พุทโธ สามตัว อะระหัง ห้าตัว นะ โม พุท ธา ยะ
    รับรองเป็นปาราชิก
    มีคนมาถามหลวงพ่อว่าเขาลือกันว่าหลวงพ่อเป็นพระปาราชิกจริงหรือเปล่าครับ หลวงพ่อตอบว่าปาราชิกแปลว่า ผู้พ่ายหรือแพ้ เมื่อเขากล่าวร้ายป้ายสีหลวงพ่อๆก็มิได้โกธรหรือโต้เถียงต่อปากคำกับเขาเลย ก็แสดงว่าหลวงพ่อเป็นผู้แพ้หรือปาราชิกแล้ว บอกลูกศิษย์ทั้งหลายไม่ต้องไปโกธรใครเขาที่ว่าร้ายมาหรอก
    ภารกิจที่ท่านกระทำ
    หลวงพ่อสอนธรรมกรรมฐานและตอบคำถามข้ออรรถข้อธรรมกับท่านเสมอไม่ได้ขาด หลวงพ่อมีเมตตาสูงมากเหมือนพ่อปกครองลูกๆหลานๆทุกท่านรักท่านมาก
    ท่านที่อยู่วัดต้องปฏิบัติตัวดังนี้​
    1บิณฑบาตรทุกวัน
    2ฉันอาหารมื้อเดียว
    3ต้องฉันสำรวมในบาตร จะตักอาหารใส่สำรับไม่ได้
    4ฉันอาหารเจ คือเว้นจากเนื้อสัตว์ทุกชนิด แม้แต่น้ำปลาก็ไม่ได้ ให้ใช้เกลือ ซีอิ้ว หรือ เต้าเจี๊ยวแทน
    5ทำวัตรสวดมนต์ทุกเช้า-ค่ำ แม้ออกพรรษาแล้วก็ต้องทำเป็นกิจวัตร
    6ห้ามกินหมาก สูบบุหรี
    7ห้ามมั่วสุม พูดเล่นหัว เซาซี้ ถ้าชอบคุยมาก ก็อธิฐานปิดปากตัวเอง 7 วันจึงพูดได้ครั้งหนึ่ง คือวันพระพูดได้ วันธรรมดาพูดไม่ได้ เมื่อมีธุระจะใช้หรือติดต่อการงานให้จดหมายแทนคำพูด
    สำหรับพวกแม่ชี มีกุฎีเล็กๆ ปลูกอยู่เชิงเขาปากถ้ำ มีหน้าที่ทำอาหารเจถวายพระ เณร ตลอดจนเก็บกวาดล้างถ้วยชาม ทำความสะอาดเกี่ยวกับงานครัวยามว่างก็ปัดกวาดใบไม้ใบหญ้าที่ลานจงกรม หรือตักน้ำ รดต้นไม้ ปลุกไม้ดอก ทำสวนครัวตามอัธยาศัย ตอนค่ำก็สวดมนต์ภาวนาระลึกถึงวันตายทุกๆคืน
    หลวงพ่อใหญ่อภินันโท(จุฬ)​
    สำนักธรรม “อริยเมตตา” เขาใหญ่ ถ้ำใหญ่คูหาสวรรค์ ต.นิคม อ.เมือง จ.ลพบุรี หากการเขียนประวัติ ของหลวงพ่อขาดตกบกพร่องอะไรไปแล้วก็ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ จาก ป.สัตยวิถี(พระสงฆ์)
    ภาคผนวกย่อ อธิบายนามชื่อต่างๆของหลวงพ่อ​
    ได้เขียนหนังสือคู่มือข้อวัตรปฏิบัติ ใช้นามปากกาว่า “สุริยเมตตา” แปลว่าผู้ถือเมตตาอันประเสริฐดีเยี่มตลอดทุกๆอย่าง อริย แปลว่าประเสริฐหรือแปลว่า ไกลจากข้าศึกศัตรู สุ แปลว่า ดี งามสะดวกซึ่งถอดรูปหรือย่อมาจากศัพท์ต่างๆดังนี้
    สุนักขัตตัง ฤกษ์ดี,สุมังคลัง มงคลดี,สุปะภาตัง สว่างดี,สุหุฏฐิตัง รุ่งดี,สุขะโณ ขณะดี,สุมุหุตโต ครู่ดี,สุยิตถัง บูชาดี,สุกะรัง ทำดี,สุจะริตัง ประพฤติดี,สุสีลัง ศีลดี,สุมะโน ใจดี,สุจิตตัง จิตดี
    นาม “อภินันโท”แปลว่า ผู้มีความเพลิดเพลินเจริญใจอย่างดียิ่งและประกอบไปด้วยอานุภาพแห่งเมตตาชั้นเยี่ยมอันไม่มีขอบเขต
    เดิมใช้คำว่า “จุนทะ แปลว่า ตัดขาด ต่อมาใช้คำว่า จุฬะ แปลว่า ยอด จอม หรือ ละเอียด ส่วน สุริย แปลว่า กล้า และเป็นชื่อของพระอาทิตย์ หลวงพ่อเคยเตือนลูกศิษย์ทุกคนไว้ว่า ต้องยอมใช้กรรมไม่ดีที่ท่านก่อเอาไว้เองอดทนไปจนถึงที่สุด กรรมเก่าไม่ดีหมดสิ้นแล้วจึงจะเจริญดีขึ้นกว่าเดิมเป็นลำดับ ในระหว่างที่ใช้กรรมเก่านี้ ต้องมีขันติออดทนให้มากๆหน่อย อย่าลืมคำว่า “ยามจนทนกัดก้อนเกลือกิน ยามหิววักวารินลูบท้องและยามจนทนกัดก้อนกินเกลือ อย่าคิดเชือดเนื้อเถือพี่น้อง” ตลอดถึงประชาชนคนทั่วไป อย่าได้โกหกมดเท็จฉ้อราษฏร์บังหลวงหลอกลวงปลิ้นปล้อนต่างๆ อย่าเห็นแก่กิน มันจะทำให้เดือดร้อนไม่มีที่สิ้นสุด เรายอมใช้กรรมไม่ดีเก่าเพียงชาตินี้ ปีสองปีดีกว่าใช้กรรมเก่าทั้งในชาตนี้และชาติหน้าไม่มีที่สิ้นสุด นับโกฏินับล้านปีก็ยังไม่พ้นได้(ผมคิดเองว่าน่าหมายถึงในนรก) เมื่อใช้กรรมเก่าหมดแล้วหลวงพ่อชุบขึ้นใหม่ให้ดีกว่าเก่ามากมายเหลือหลาย
    ความหมายเลข 9​
    หลวงพ่อเกิดที่บ้านกลาง ตำบลนนทรี หมู่ที่9 เมื่ออายุ 29 พรรษา 9 ออกเนกขัมมพรรพชา เดินทางแบกกลดออกธุดงค์เพื่อแสวงหาโพธิญาณ ตามแบบของพระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลายในปางก่อน เลข 9 ทั้ง 3 ตัว เป็นนิมิตแห่งความก้าวหน้าด้วยไตรทวาร คือ กาย วาจา ใจ เพื่อแสวงหาพระโพธิญาณ คือนวโลกุตตรธรรม 9 ประการ ปัจจุบันนี้ถ้ำใหญ่คูหาสวรรค์ ภายใต้วิมุตติเควตฉัตร 9 ชั้น และมีฉัตร 9 ชั้น 4 ต้น คือหัวใจแท่น2ท้าย แท่น 2ล้อมรอบ เพื่อประกอบคุณงามความดี บำเพ็ญบุญญาธิการโพธิสมภารให้ก้าวหน้าโดยลำดับ
    ความเป็นมัชฒิมาปานกลาง​
    หลวงพ่อเกิดตกฟากที่บ้านกลาง ที่ตั้งอยู่กลางท้องนา มีนาล้อมรอบ และอยู่ระหว่างบ้านทั้งสอง คือทิศตะวันออกมีบ้านนนทรี มีกำนันหลวงพรหมเป็นเจ้าตำบล เดี๋ยวนี้กลายเป็นบ้านร้าง คือร้างจากเครื่องจองจำ ไม่มีเครื่องผูกพัน ทางทิศตะวันตกมีบ้านเนินยาง ตั้งอยู่ห่างกันเพียง 10 กว่าวาเท่านั้น
    ท่านเป็นครูก็คนกลาง ได้นักธรรม โท ก็อยู่กลางๆ กลางไปธุรดงค์ จำพรรษา ที่พระเจดีย์กลางใจเมืองดอยหลวง รวม 7 พรรษา เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วจึงเดินทางกลับ ปลายปี พ.ศ.2490
    สร้างวัดกลางสถานที่​
    ไปจำพรรษาที่บ้านท่าเกษม อำเภอสะแก้ว จ.ปราจีนบุรี ตั้งอยู่กลางระหว่างทางรถไฟและรถยนต์
    พำนักอยู่ภาคกลางถึงปัจจุบัน​
    ก็อยู่ภาคกลาง วันหนึ่งเขานิมนต์ไปจำวัดหนึ่งคืนที่บ้านเขาขาด รูปเดียวจำวัดกลางคืนระหว่างหลับและตื่น มองเห็นพระมานอนข้างขวา 1 รูป ข้างซ้าย 2 รูปเป็นสามเณร 1 รูป
    ชนะผียักษ์ใหญ่
    ขณะนั้นมีผียักษ์รูปร่างใหญ่โตและแข็งแรงมากเดินมาถึงโอบกอดรวบรัดหลวงพ่อ พร้อมด้วยพระเณรทั้ง 5เข้าไว้ ญาณจึงโผล่ขึ้น จึงเอามือขวาสอดล้วงเข้าไปในรูทวารหนักมันจกจี้จึงปล่อยวางมือ หลุดพ้นจากความเป็นเหยื่อของผียักษ์มารร้ายนั้นทั้ง 4 รูปจึงเป็นอิสระฯ มาบูรณะที่วัดท่าอุดมฯ ครบ 4 พรรษา
    สรุปความเป็นกลาง ​
    1 หลวงพ่อเกิดที่บ้านกลาง อันตั้งอยู่กลางนา และ พอศาสนาได้กึ่งพุทธกาล (พ.ศ. 2500)หลวงพ่อก็ระลึกได้ในระหว่างวันเวลากึ่งต่อกึ่ง
    2สอบได้น.ธ.โท
    3อยู่วัดเทพธิดาราม ท่ากลางพระนครหลวงซึ่งมีกำแพงเมืองหลวงล้อมรอบ
    4สร้างวัดท่าเกษมระหว่างทางของรถรัฐบาลทั้งสอง
    5ปัจจุบันอยู่ลพบุรี อยู่ที่ภาคกลาง ณ เขาใหญ่กลางตั้วอยู่ระหว่ากลาง
    6อยู่ภาคกลาง ระหว่างท่ามกลางศาสนา
    7ไปพม่า อยู่ทีศาลาข้างเจดีย์ มีเจดีย์บนยอดเขาตั้งอยู่ท่ามกลางใจเมืองดอยหลวง
    8บำเพ็ญจิตให้ตั้งอยูตรงกลางระหว่างรักกับชัง
    9เป็นผู้แทนเผยศาสนาระหว่างท่ามกลาง ยุดกึ่งพุทธกาล คือเป็นองค์แทนพระโคดมบรมครู และพระบรมโพธิสัตว์ศรีอาริย์
    ส่วนเปรียบเทียบ​
    1สิทธัตถะกุมาร เกิดที่มัชฒิมประเทศ สถานที่ ประสูติ ณ ส่วนท่ามกลางประเทศ จุฬกุมาร เกิดมัชฒิมคาม บ้านกลางอยู่ระหว่างบ้านทั้งสอง
    2สิทธัตถะกุมาร เกิดที่เมืองกบัลพัสดุ์ จุฬกุมาร เกิดที่เมืองกบินทร์บุรี
    3สิทธัตถะกุมาร เกิดวันศุกร์ จุฬกุมาร เกิดวันศุกร์
    4สิทธัตถะกุมาร ออกเนกขัมมบรรพชาครบอายุ 29 จุฬกุมาร ก็ออกเนกขัมมบรรพชาอายุ 29
    เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์เหลือเกิน โดยคาดไม่ถึงว่าหลวงพ่อจะมีศิริศุภมิตรมหามงคลเหมือนกับพระพุทธองค์ จึงน่าจะต้องเป็นผู้รับตำแหน่งศาสนาทายาท ผู้เขียนไว้คือ ป.สัตยวิถี 4 ก.พ.2503
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 10 มกราคม 2016
  6. ด้วยรัก30

    ด้วยรัก30 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 มิถุนายน 2011
    โพสต์:
    968
    ค่าพลัง:
    +569
    เรื่องรอยพระบาท​
    โดย สุริยเมตตา(ในความคิดของผมนะคิดว่าเป็นนามปากกา หลวงพ่อใหญ่)
    เทวบัญชาเรื่องรอยพระบาท 5 แห่ง ตามที่ได้รับฟังมาจากเจ้าพ่อหลักเมือง(โดย โอภาสีตั้งให้) ซึ่งได้รับเทวบัญชาจากพระอิศวรผู้เป็นเจ้าว่า มีรอยพระบาทที่แท้จริงอยู่ 5 แห่ง ดังนี้
    1พระบาทเขานางเหม็น(เขาน้ำเหม็นก็เรียก คือเขาเขมรนั้นเอง เหม็น คือ เขมร ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดนครราชสีมา
    2พระบาทเขาสระบาป ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดจันทบุรี(สระบาป คือ สละบาป คือ ล้างบาป)ถือกันว่า ผู้ที่มีบาปกรรมขึ้นไปนมัสการ อธิษฐานล้างบาปล้างกรรมได้ตามเทพบัญชามีเนื้อความต่อไปนี้ว่า “เมื่อพระพุทธองค์เสด็จจากกรุงราชคฤห์ เสด็จมาโดยอากาศวิถี ถึงที่ลานหินบนยอดเขาอันกว้างใหญ่ จึงเสด็จลงมาประทับลานหินนั้น เสวยบิณฑบาตในบาตรเสร็จเรียบร้อยแล้ว พระองค์จึงทรงล้างบาตร แล้วคว่ำบาตรลงไว้บนลานนั้น ปรากฏการณ์เป็นรูปหินคล้าบาตรคว่ำอยู่ ให้ผู้ที่ขึ้นไปนัสการเป็นเป็นสักขีพยานจนถึงทุกวันนี้ ที่นั่นจึงเรียกว่าเขาสระบาปหรือเขาสละบาป อันเป็นสัญลักษณ์บ่งให้รู้ถึงการละบาป สละบาป คว่ำบาปให้หมดไปจากบาตรคือหัวใจ เหมือนพระพุทธองค์คว่ำบาตรไม่มีเมล็ดข้าว และแกงกับเหลืออยู่ในบาตรนั้นเลย ชาวโลกถือเอานิมิตตอนคว่ำบาตรนี้ เป็นเครื่องจูงใจให้เกิดความเลื่อมใส เกิดความอุสาหะพยายามบากบั่น ก้มหน้าก้มตาขึ้นไปบนยอดเขาสระบาปนั้น เพื่อนมัสการ บูชาและอธิษฐาน เพื่อสระบาป สละบาป ละบาปและคว่ำบาปไม่ให้เหลือในจิตใจของตน
    3พระบาทกลางน้ำ ตั้งอยู่บนหินใหญ่หาดทรายแก้ว ริมทะเล เมืองภูเก็ต
    4พระบาทเขาวงพระจันทร์ ตั้งอยู่บนยอดเขาสูง เมือง จ.ลพบุรี
    5พระบาทสีรอย ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดเชียงใหม่ รอยพระบาทพระกุกกุสันโธ ยาวประมาณ 3 วาเศษ ลึกลงไปหน่อย เป็นรอยพระบาทพระโกนาคมโน ยาวประมาณ 2 วาเศษ ลึกลงไปอีกหน่อย เป็นรอยพระบาทพระพุทธกัสสโป ยาวประมาณ 7 ศอก ลึกลงไปอีกหน่อย เป็นรอยพระบาทพระสมณโคดมบรมครู ยาวประมาณ4 ศอก ต่อไปเบื้องหน้าโน้น พระพุทธศรีอริยเมตไตรยจะเสด็จไปประทับกดรอยพระบาท ซ้อนลึกลงไปอีก ยาวประมาณ 3 ศอก
    รอยพระบาททั้ง 5 แห่งนี้ เป็นปูชยนีวัตถุสิ่งทีน่าอัศจรรย์ยิ่ง เพราะบังเกิดขึ้นด้วยอำนาจพระธรรมบันดาลโดยแท้จริง หรือทวยเทพผู้มีธรรมรักษาศาสนาดลบันดาลให้เป็นไป พระอิศวรผ้เป็นเจ้าดูแลโลกและศาสนามาตลอดกาล จึงมีเทวบัญชามาให้เจ้าพ่อหลักโลกเปิดเผยความจริงไว้ให้ชาวโลกได้รู้ยิ่งเห็นจริง ในเรื่องรอยพระบาทอันแท้จริง ซึ่งเกี่ยวเนื่องอยู่กับพระพุทธเจ้าทั้ง4พระองค์ อันจัดเป็นบริโภคเจดีย์ และมีรอยพระบาทเป็นอุเทสิกเจดีย์ที่เหล่าพระพุทธบุตรสลักไว้ หล่อไว้มากมาย อุทิศให้เป็นพุทธบูชาเพื่อหวังปลูกศรัทธาแก่ชาวโลกมีอยู่ทั่วไป
    ใครไปไหว้สักการบูชาเคารพนับถือ รอยพระบาททั้งสองประเภทนั้น(คือรอยพระบาทที่เป็นบริโภคเจดีย์และอุเทสิกเจดีย์หรือทั้งของจริงและจำลอง)ย่อมมีเท่ากันเพราะเป็นพุทธานุสสติ คือเป็นวัตถุเตือนใจให้ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า อันได้แก่ปัญญาคุณ บริสุทธิคุณและกรุณาคุณ เท่านั้น
    ไม่ว่าจะเป็นรอยพระบาทประเภทไหน ไม่สำคัญเท่ากับทำกายวาจาใจไตรทวารให้บริสุทธิสะอาดผ่องใส สงบสงัดแน่นิ่งอยู่ภายในเลยอันความสะอาด สว่าง สงบ ระงับอยู่ภายในใจตลอดกาลเป็นนิจนี้ เป็นนิมิตเครื่องหมายการกราบไหว้บูชารอยพระบาทภายใน ดีกว่าการกราบไหว้รอยพระบาทภายนอกร้อยเท่าพันทวีจริงๆ ขอเตือนชาวโลกอย่าไปติดตังแต่วัตถุภายนอกนัก ให้ปฏิบัติกราบไหว้เดินตามรอยพระบาทภายใน จึงจะพบพระพุทธเจ้าทั้ง 5 พระองค์ ได้โดยไม่ต้องเคลือบแคลงสงสัย ถ้าเราเมามัวติดตังยางเหนียว ตั้งหน้าตั้งตาแต่จะไปไหว้รอยพระบาทภายนอกอย่างเดียวทุกๆปี พอถึงปีก็ไปกราบไหว้ ต่อให้แสนโกฏิปี-มินับชาติไม่ถ้วน ก็ไม่พบพระเลยเป็นแน่แท้ หลวงพ่อให้รู้เพราะเพื่อเป็นพยานไว้ พอเป็นเครื่องเตือนใจให้เกิดสติปัญญาบารมีต่อไป
    รอยพระพุทธบาท ตามหนังสือสวดมนต์ฉบับหลวงกล่าวไว้ มี 5 รอย เหมือนกัน
    1สุวัณณมาลิเก ที่เขาสุวรรณมาลึก
    2สุวัณณปัพพเต ที่เขาสุวรรณบรรพต
    3สุมนกูเฏ ที่ยอดเขาสุมมกูฏ
    4โยนกปุเร ที่ใกล้เมืองโยนก
    5นัมมทายนทิยา ที่ริมฝั่งแม่น้ำนัมมทา
    1รอยพระพุทธบาทที่สุวรรณมาลิก เข้าใจว่าตั้งอยู่ในต่างประเทศ แต่จะเป็นประเทศไหนก็เหลือเดา(แต่ทราบจากเทวบัญชา อันเจ้าพ่อหลักโลกรับมาเสนอว่าได้แก่พระบาทเขานางเหม็น จังหวัดนครราชสีมานั้นเอง)
    2รอยพระพุทธบาทที่สุวรรณบรรพตกับสัจจพันธดีรีคงเป็นอันเดียวกัน ที่สัจจพันธฤาษี ขออาราธนาให้พระพุทธองค์ทรงเหยียบรอยไว้ ให้เป็นที่ไหว้สักการละบูชา แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ใกล้เมือง จ.สระบุรีอันได้แก่พระบาทใหญ่เดี่ยวนี้ และมีรูปสัจจพันธฤาษ๊ไว้เป็นพยาน ซึ่งทำตามตำนานที่เขียนไว้
    3รอยพระพุทธบาทที่ตั้งอยู่บนยอดเขาสุมนนกูฏนั้นมีอยู่ในประเทศลังกา”ภูเขาสุมนะ” บนยอดมีรอยพระบาท ภูเขาสุมนะดูสูดสูงเด่นอยู่ที่เมืองลังกาตามรูปถ่ายและรูปเขียน มีมณฑปสรวมรอยพระบาทตั้งอยู่บนยอดเขา
    4รอยพระพุทธบาท อยู่ใกล้แว่นแคว้นแดนเมืองโยนกนั้น ปรากฏว่าอยู่ ณ เมืองเชียงใหม่ เข้าใจว่าได้แก่พระบาท 4 รอย อันมีอยู่จริง ปรากฏขึ้นเองบนแผ่นหิน ไม่ไช่แกะสลัก เป็นขึ้นมีขึ้นด้วยธรรมะบันดาลและเทพบันดาลอย่างแท้จริง และทางตำนานว่า เมืองโยนกได้แก่เมืองเชียงใหม่
    5รอยพระบาท ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งหาดทรายแก้วของแม่น้ำนัมมทา มีฝูงปลา จระเข้ เหรา สัตว์น้ำนานาชนิดชาวมนุษย์ และพวกอทิสสมานกาย(คือพวกวิญญาณทุกๆประเภท)มากราบไหว้บูชา มีปรากฏอยู่ที่เมือง จ.ภูเก็ต
    ที่เมืองนี้มีพระบาทปรากฏอยู่บนแผ่นหินชายทะเลมีน้ำเค็มล้อมรอบ มีก้อนหินใหญ่ตั้งอยู่ริมก้อนหินรอยพระบาท มีรูปพัดปรากฏอยู่ที่กลางก้อนหินใหญ่นั้นแสดงเป็นสัญลักษณ์ให้รู้สึกนึกว่า ผู้ที่ไปกราบไหว้นมัสการเคารพบูชา จะต้องปฏิบัติทางใน ทำใจให้สงบจึงจะรู้แจ้ง หลวงพ่อท่านได้ไปถึงแล้วนมัสการกราบไหว้และอธิษฐานแล้ว จึงนั่งภาวนาทำใจให้สงบพักหนึ่ง เมื่อลืมตาขึ้นเห็นที่รอยพระบาทนั้นมีรูปมงคล 108 ประการปรากฏชัดอยู่ทุกๆรูป เพื่อจะสำรวจดูว่าจะครบ 108 อย่างตามตำนานกล่าวไว้ไห จึงเอาดอกไม้วางตามรูปจนครบทุกรูป แล้วเก็บดอกไม้นั้นมานับดูใหม่ ก็ได้ครบจำนวน108เท่ากับรูปมงคล108 ประการนั้นทุกประการ ของจริงย่อมพิสูจน์ได้เฉพาะคนทำจริงเท่านั้น ของจริงมีอยุ่ ผู้ไม่จริงจะรู้เห็นของจริงได้อย่างไร เพราะไฝฝ้ากิเลสหนาบังตาไว้หนาแน่นนัก
    ที่พระบาลกลางน้ำนี้ เป็นที่หน้าอัสจรรย์อย่างหนึ่งคือตั้งอยู่บนแผ่นหินกลางน้ำ มีน้ำเค็มล้อมรอบ ใต้น้ำมีทรายขาวใสสะอาด และมีฝูงปลานานาชนิดว่ายแหวกไปมาในระหว่างก้อนหิน มีคลื่นน้ำทะเลซัดดังอยู่ซ่าๆ แต่น้ำทะเลนั้น ไม่ไหลมาท่วมท้มรอยพระบาทสักที แลดูด้วยสายตามองเห็นน้ำล้อมรอบอยู่สูงๆ ส่วนที่ก้อนหินรอยพระบาทตั้งอยู่ในระดับต่ำกว่า น่าจะจมน้ำอยู่ตลอดกาล แต่ตรงกันข้าม กลับลอยอยู่เด่นพ้นอยู่เหนือน้ำทะเลเสียอีก จึงนับว่าเป็นที่น่าอัศจรรย์มิใช่น้อย ลักษณาการของพระบาทกลางน้ำนี้ มีนิมิตตรงกับคำสดุดีในหนังสือสวดมนต์ฉบับหลวงว่า “นัมมทาย นทิยาปุลิเน จ ตีเร” แปลว่า รอยพระบาทตั้งอยู่ริมฝั่งหาดทรายแก้ว
    แห่งแม่น้ำนัมมทา(ชื่อแม่น้ำนี้ ตัวจริงมีอยู่ในประเทศอินเดีย)
    รอยพระบาทมีมากกว่า 5แห่ง​
    เราจะเห็นได้ว่าในปัจจุบัน มีรอยพระบาทหลายแห่ง ครบจำนวน 84000 เท่ากับพระธรรมขั้นธ์ เช่น พระบาทบัวบก,พระบาทบัวบาน พระบาทคอแจ้ง พระบาทหลังเต่า พระบาทนางโอสา พระบาทเวินปลา ข้ามไปนัสการฝั่งเวียงจันทร์ที่พระบาทดินเพียง และพระบาทจอมศรี เมืองหลวงพระบาง ทางภาคเหนือไปไหว้พระบาท 4รอยเขตเชียงใหม่ ทางภาคกลาง ไปไหว้พระบาทใหญ่ที่สระบุรี พระบาทเขาวงพระจันทร์ พระบาทใหม่เขาเลี้ยว พระบาทใหม่โคกสำโรง ฯลฯ
    เหตุผลพระบาทเกิน 5 แห่ง
    เมื่อพระพุทธองค์เสด็จไปโปรดพวกเบญจวัคีย์ที่ป่าอิสิปตนมิคทายวันใกล้เมืองพาราณสี เพียง 5 วัน ได้ตรัสสอนพระเบญจวัคคีย์ 5 องค์ ให้สำเร็จเป็นพระอรหันต์พร้อมทั้ง 5 องค์ ในวันแรม 5 ค่ำ เดือน 8 รอยพระบาทภายใน อันได้แก่ รอยวิมุติ 5 คือ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุติญาณทัสสนะ หรือ รอยมรรค 8 รอยโลกุตตรบรรม 9 หรือรอยชัยชนะตัณหา 108 ได้เหยียบย่ำกดลงเป็นรอยลึกฝังไว้ภายในใจ อันเป็นดุจแผ่นหินศิลาแลงอันแข็งแกร่งแห่งพระอรหันต์ทั้ง 5 องค์ เป็นรองฝังลึกลงตรงกลางใจทั้ง 5 ในวันแรม 5 ค่ำ อย่างสมบูรณ์เรียบร้อย เป็นปฐมฤกษ์แห่งการเอารอยพระบาทภายใน คือวิมุติ 5 เหยียบลงไปบนหัวใจทั้ง5 ของภิกษุอรหันต์ทั้ง5 สำเร็จพร้อมกันในวันแรม 5 ค่ำ รอยพระบาทฝ่ายธรรมาทิฏฐานปรากฏการณ์พร้อมกันเมื่อครั้งแรกนั้น จึงบันดาลให้ใช้เป็นปรากฏการณ์ฝ่ายปุคคลาธิษฐานประจักษ์พยานแก่ตาโลกทั้งมวลสืบเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ จึงชี้ให้เห็นได้ชัดว่า พระบาทปรากฏก่อนเพียง 5 แห่งดังแสดงมา
    เมื่อพระพุทธองค์ เหยียบรอยพระบาทภายในลงไว้กลางใจทั้ง5ของพระเบญจวัคคีย์จนชนะมารทั้ง5ตัณหา108ได้แล้ว กลับกลายแปรสภาพมาเป็นมงคล 108 ประการ เป็นปรากฏการณ์เด่นชัดดีแล้ว ต่อจากนั้นพระพุทธองค์จึงเสด็จไปโดยพระองค์เดี่ยวเที่ยวไปโปรดพวกอื่นๆ ต่อไปเช่น ไปโปรดพวกภัททวัคคีย์ ชฏิล 3 พี่น้องพร้อมด้วยบริวาร พระยสพร้อมด้วยสหายและพระเจ้าพิมพิสารพร้อมด้วยบริวารนับหมื่น ฯลฯ และพวกอื่นๆ เทพอื่นๆพรหมอื่นๆ อีกนับได้ถึง 20 อสงขัย ในระยะกาล 45ปี จึงปรินิพพาน
    รอยพระบาทภายใน อันได้แก่พระธรรมทำลาย อวิชชา จนได้ชัยชนะแก่มารทั้ง 5 กิเลส 1500 ตัฒณหา108 แล้ว แปรสภาพมาเป็นมงคลคุณแห่งพระรัตนตรัย 108 ประการ ปรากฏเป็นรอยลึกอยู่บนกลางแผ่นหินอันแข็งแรงและมั่นคง ณ บนยอดเขา คือยอดหัวใจ หรือยอดกระหม่อมจอมศีรษะของสัตว์โลกทั่วไป จนนับจะประมาณมิได้ จึงเรียกว่าอสงขัยถึง 20 อสงขัย พระบาทภายใน 84000 พระธรรมขันธ์ เหยียบไว้รอยลึกบนยอดหินยอดผาแห่งนานาจิตสัตว์โลกครั้งกระโน้น และต่อๆมา จึงดลบันดาลให้เป็นปรากฏการณ์ในด้านพระสูตรคลอดออกมาเป็นรูปรอยพระบาทภายนอก เพื่อให้ชาวโลกรู้เห็นด้วยตาเนื้อ และเพื่อปลูกศรัทธาเป็นนาบุญสำหรับกราบไหว้เคารพบูชา เป็นมหากุศล แก่ฝูงชนทุกถ้วนหน้าจะได้มีโอกาสสะสมบุญบารมีไว้สำหรับตนส่งให้พ้นจากความทุกข์ต่อไป เหมือนพระสาวกเจ้าทั้งหลาย รอยพระบาทภายนอกจึงมีปรากฏทั่วไป เหมือนเงาตามตัวฉะนั้น
    รอยพระบาทมี 2 ประเภท​
    รอยพระบาททั้งหมดที่ปรากฏแก่สายตาของชาวโลกมี อยู่ 2 ประเภทด้วยกัน คือปรากฏบนแผ่นหินโดยธรรมะบันดาล และทวยเทพผู้รักษาศาสนาบันดาลให้ดินฟ้าอากาศฟ้าฝนตกลงมาเซาะหินให้สึกกร่อนร่อยหรอ เป็นรอยลึกเป็นรูปรอยพระบาทอย่างหนึ่ง ตัวอย่างเช่นที่รอยพระบาทเขาเลี้ยว พระบาทใหม่โคกสำโรง พระบาทเขาวงพระจันทร์ พระบาทจอมศรี เมืองหลวงพระบาง เป็นต้น
    และอีกอย่างหนึ่ง เป็นรอยที่นายช่างทำจำลองขึ้นให้มีรูปมงคล 108 อย่าง ตามตำนานกล่าวไว้
    รอยพระบาทมี 2 ขนาด​
    รอยพระบาทมี 2 ขนาด คือขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ ขนาดเล็กยาวประมาณ 1 ศอก ชาวประเทศอินเดียต้นศาสนานิยมทำขึ้นให้เท่ากับรอยเท้าคน สลักไว้บนแผ่นหินเคลื่อนที่ได้ ตัวอย่างที่สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ นำมาจากพุทธคยาเอาไปไว้ที่มณฑปเกาะสีชัง ก็ยาวประมาณ 1 ศอกเหมือนกัน และที่แกะสลักไว้บนก้อนหินบนยอดเขาเคลื่อนไม่ได้ก็มี แล้วแต่ความนิยมของพุทธบุตรแต่ละบุคคลส่วนที่ปรากฏในต่างประเทศ เช่น ประเทศไทย พม่า เขมร ลาว ฯลฯ ใหญ่ยาวประมาณ 3-4ศอกของคนปานกลาง
    เหตุผลที่รอยพระบาทขนาดไม่เท่ากัน
    ประเทศอินเดียเป็นต้นศาสนา เป็นต้นแสงสว่างแห่งพระธรรม คนในต้นศาสนาเมื่อ 2500 ปีเศษ ล่วงเลยมาแล้วกล่าวกันว่า สูง 8 ศอก และในหลักพระสูตรกล่าวไว้ในเรื่องพุทธประวัติว่า “พระวรกายของ
    พระพุทธองค์ สูง 8 ศอก พระบาทก็ต้องยาวประมาณ 1 ศอกพระพุทธองค์ปรินิพพานสิ้นสูยกายเนื้อไปแล้ว บรรดาเหล่าพวกพุทธบุตรจึงสลักหินเป็นรอยพระบาทไว้สักการะบูชาแทนองค์พระศาสดาของตนต่อมา รูปรอยสลักทำให้เท่ากับรอยเท้าจริง ยาวประมาณ 1 ศอก เท้าภายนอกของกายเนื้อและเท้าภายในของภายใน คือ ธรรมกายเหยียบย่ำฝังรากเหง้าลงมั่นไว้ในมัชณิมประเทศต้นศาสนาก่อนแล้ว จึงแผ่ขยายกว้างออกไปทั่วมณฑลภายนอกศาสนาแผ่สร้านไปทั่วสากลจักวาฬ ประดิษฐานตั้งอยู่ทั่วแคว้นแดนปัจจันตประเทศ เช่น ประเทศไทย พม่า เขมร มอญ ลาว ฯลฯ รอยพระบาทนอกจึงใหญ่กว่า โตกว่า กว้างกว่า และลึกกว่า ส่วนที่ตั้งอยู่ต้นประเทศดั้งเดิมเป็นธรรมดาเปรียบเหมือนแสงสว่างของต้นไฟฉาย ย่อมเล็กกว่าปลายไฟฉาย หรือเหมือนกับความรัอนแรงแผดแสงกล้าแผ่ซ่านออกรอบดวงอาทิตย์ ย่อมมีวงแคบกว่า ความร้อนอ่อนที่แผ่สร้านไปทั่วรอบขอบเขตแดนสากลพิภพ ความร้อนอ่อนย่อมคลุมรอบครอบไปทั่วสากลจักรวาฬกว้างใหญ่ไพศาลจะนับจะประมาณไม่ถ้วน
    รอยพระบาทมี 2 ประเภทอีก​
    รอยพระบาท ที่ปรากฏบนก้อนหินใหญ่บนยอดเขานั้นมี 2 ประเภทด้วยกัน คือ
    1เกิดจากมนุษย์ผู้หวังดี เพื่อให้มีศรัทธาบังเกิดขึ้นแก่มวลมนุษย์โลก จึงเกิดมุมานะบากบั่น เจาะหินให้เป็นรอยลึกลงไปคล้ายรอยเท้าคน แต่ทว่า โตกว่าใหญ่กว่า กว้างกว่า และลึกกว่ารอยเท้ามนุษย์ธรรมดาประมาณ 4-5 ศอก ทั้งนี้ก็เนื่องจาก ธรรมะบันดาลและเทพผู้รักษาศาสนา บันดาลให้เกิดปฏิภาณความรู้ ในเรื่องรอยพระบาทมีรูปมงคล 108 ประการ ตามตำราทำนายพุทธลักษณะบันทึกไว้ และบันดาลให้โตใหญ่กว่าไว้เป็นนิมิตเครื่องหมายให้รู้ว่า รอยพระบาทภายในคือ รอยพระธรรม คำสั่งสอนคือ ศีล สมาธิ ปัญญา ความชนะตัณหา 108 นั้น แผ่ไพศาลกว้างใหญ่ ขยายไปทั่วสากลโลกธาตุ ซึ่งเป็นนิมิตบอกให้รู้ชัดแจ้งตามความเป็นจริงว่า ใหญ่โตมากกว่ารอยปฐมต้นเดิมอันมีปรากฏอยู่ที่ประเทศอินเดีย
    2เกิดจากธรรมะบันดาล หรือทวยเทพผู้รักษาศาสนาบันดาลให้ดินฟ้าอากาศ ฟ้าฝนตกลงเซาะแผ่นหินให้เป็นรอยลึกลงทีละน้อยๆ จนได้ขนาดและคล้ายคลึงกับรอยพระบาทขนาดใหญ่ อันปรากฏในปัจจันตประเทศตีวงขอบเขตไปทั่วนานาประเทศ เช่น ประเทศไทย พม่า เขมร มอญ ลาว เป็นต้น
    รอยพระบาทสระบุรี​
    ตามตำนานพระบาทสระบุรี มีปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนา คือ
    มีในเรื่อง ปุณโณวาทสูตร ในพระไตรปิฏก ถอดใจความย่อว่า “พระพุทธองค์ เสด็จไปกอรอยพระบาทไว้ที่เชิงเขาด้านตะวันออกเฉียงเหนือ แห่งกรุงศรีอยุธยาเดี๋ยวนี้อันเป็นที่อยู่ของสัจจพันธเถระ (เดิมเป็นสัจจพันธฤาษี)ในสมัยแผ่นดินพระเจ้าทรงธรรม มีพระภิกษุไทยหลายรูปไปนมัสการพระบาทที่เขาสุมนกูฏในลังกา พบกับภิกษุลังกาๆ ถามจึงได้ความว่า ที่เขาสุวรรณบรรพตหรือเขาสัจจพันธคีรีมีรอยพระบาทเหมือนกัน เมื่อทราบถึงพระเจ้าทรงธรรม พระองค์จึงโปรคสั่งหัวเมืองต่างๆสืบหาพระบาท จึงรู้ได้จากนายพรานบุญผู้ไปพบ จึงมีใบบอกนั้น ก็เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรเสด็จไปทางแม่น้ำ ไปจอดเรือพระที่นั่ง ซึ่งที่จอดเรือเรียกว่าท่าเรือมาจนถึงทุกวันนี้ เมื่อเสด็จขึ้นเรือแล้วเสด็จเดินทางป่านายพรานบุญเป็นผู้นำ ครั้นไปถึงได้ทอดพระเนตรเห็นรอยพระบาท ก็ทรงเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่ง ทรงยกที่ดินถวายเป็นบริเวณพระบาทโยชน์หนึ่งโดยรอบ และโปรดให้สร้างมณฑปครอบพระพุทธบาท และสร้างพระอุโบสถพระวิหารการเปรียญ กุฏีสงฆ์ ตัดทางกว้าง 10 วา ตรงตลอดมาถึงท่าเรือ เพื่อการไปนมัสการพระบาทสะดวกแก่ประชาราษฏร์ตลอดมาถึงทุกวันนี้
    รอยพระบาทมี 2 ชนิด
    รอยพระบาทที่ปรากฏแก่สายตาของชาวโลกมีอยู่ 2 ชนิด คือรอยพระบาทซ้าย กับรอยพระบาทขวา รอยพระบาทซ้ายปรากฏที่เขาเลี้ยวใกล้เจ้าพ่อเขาตกสระบุรี ที่โคกสำโรง ที่เขาวงพระจันทร์ และพระบาทจอมศรี ที่ประเทศลาวเมืองหลวงพระบาง พระบาทเบื้องขวามีที่จังหวัดสระบุรี ซึ่งเราเรียกว่า พระพุทธบาทมาจนทุกวันนี้
    1พระพุทธบาท กับพระโพธิบาท
    รอยพระบาทเบื้องขวา เป็นสัญลักษณ์แห่งรอยพระบาทของพระพุทธองค์ ส่วนรอยพระบาทเบื้องซ้ายเป็นสัญญาลักษณ์แห่งรอยพระบาทของพระโพธิสัตว์ศรีอริยเมตไตรย แต่ชาวโลกคงเข้าใจว่าเป็นรอยพระบาทของพระพุทธองค์ท้างซ้ายและขวา แต่อย่าลืมว่า ถ้าพระบาทของพระพุทธองค์ทรงประทับยืน ต้องทำคู่กันไว้เหมือนอย่างชาวเมือง อมรวดี ประเทศอินเดียสร้างเป็นพระบาทในประเทศไทยเช่นที่ใกล้พระแท่นศิลาอาสน์ จังหวัดอุตรดิตถ์ และวัดบรวนิเวศ เป็นต้น ดังนี้รับรองได้ว่าเป็นรอยพระบาทของพระพุทธองค์ทั้งคู่ แต่หากประดิษฐานปรากฏอยู่คนละแห่ง แสดงว่าไม่ไช่รอยพระบาทของพระพุทธองค์หากเป็นรอยพระบาทของพระบรมโพธิสัตว์เจ้าต่างหาก
    2พระบาทเบื้องขวาทั้งสอง2
    พระบาทเบื้องขวาของพระพุทธเจ้า ปลายนิ้วพระบาททั้ง 5 สม่ำเสมอกันเป็นระเบียบอันดีงามๆ ส่วนนิ้วพระบาททั้ง5 ของพระโพธิสัตว์ศรีอริยเมไตรย ไม่เสมอกัน มีสภาพเหมือนนิ้วมนุษย์ธรรมดาสามัญทั่วไป
    พระโพธิบางเบื้องขวาของพระศรีอริยเมตไตรย ประดิษฐานไว้บนยอดเขาใหญ่ ตั้งอยู่ระหว่างเขาทั้งสองมองดูจากทางเทศบาล จะเห็นเป็นเขา 3 ลูกที่ตำบลนิคมสร้างตนเอง อ.เมือง จ.ลพบุรี มีการก่อสร้างเพิ่มเติมอยู่ทุกๆปีเป็นประจำตามกำลังทรัพย์ นับจำนวนเงินก่อสร้างที่ส่งเสริมพระบารมีโพธิญาณแก่งพระศรีอริยเมตไตยหลายล้านบาท ผู้มีความปรารถนาร่วมสร้างบารมีเชิญได้ทุกโอกาส ขอต้อนรับด้วยความปิติยินดีทุกเมื่อ
    3รอยพระบาทของพระบรมโพธิสัตว์ศรีอริยเมตไตรย
    รอยพระบาทของศรีอารย์ ที่สถิตประดิษฐอยู่ที่หัวเขาเลี้ยว เทือกเดียวกันกับเขาพระพุทธบาทใหญ่สระบุรีห่างหันประมาณ 3-4 กิโลเมตรเท่านั้น ปรากฏอยู่ที่เขาเลี้ยว เพื่อให้เป็นสัญญาลักษณ์แห่งการสืบต่อศาสนาของพี่และน้อง ในหัวเลี้ยวหัวต่อระยะกึ่งพุทธกาลนี้ พระบาทของพระศรีอารย์เหยียดย่ำลงบนรอยโค(โคที่เป็นแม่เลี้ยงของพระสมณโคคม)ตามเหตุผลนี้ จึงรู้ว่ารอยพระบาทของพระศรีอารย์ฯ ต่างจะค้านว่ารอยพระบาทเบื้องซ้ายที่เหยียบทับลงไปบนรอยเท้าโคนั้น ก็เป็นรอยพระบาทของพระพุทธองค์เหมือนกัน ดังนั้น เหตุผลไม่เพียงพอ คือว่าโคแม่เลี้ยงนั้นมาเหยียบไว้เพื่อประโยชน์อันใด ถ้าพระพุทธองค์เหยียบทับรอยของแม่เลี้ยงโคลงไปก็แสดงว่าเป็นอาการส่อถึงความกดขี่ และไม่เคราพนับถือพ่อแม่เลี้ยงของพระพุทธองค์เอง ถ้าจะออกตัวว่าเป็นการคารวะ จึงเหยียบทับกันก้ไม่ถูกเหตุผล เพราะความเคารพต่อกันของกันและกัน ต้องอยู่ห่างกันตามเหตุผลที่สมควร รอยจะห่างกันคืบหรือศอกนั่นแหละจึงจะเป็นเครื่องหมายแสดงถึงหลักความเคารพแท้ แต่ที่เป็นปรากฏการณ์ประจักษ์พยานอยู่เฉพาะหน้านี้ หาเป็นดังเช่นกล่าวมานั้นไม่ รอยเท้าโคปรากฏอยู่ตรงกลางระหว่างพระบาทซ้ายจริงๆ และปลายรอยทั้งสองชี้แทงไปทางทิศตะวันออกทั้งสองรอย
    หากรอยเท้าโคกับรอยพระบาทอยู่ห่างกันคืบหรือศอกหรืออยู่ใกล้ๆกันกับบริเวณนั้น อันเป็นสัญญาลักษณ์แห่งความเคารพนับถือของพระพุทธองค์ อันมีต่อมารดาเลี้ยงก็จะรับรองได้ทันทีว่า เป็นรอยพระบาทของพระพุทธองค์แท้แน่นอน แต่นี่หาเป็นดังเช่นว่าไม่ รอยเท้าโคกับปรากกอยู่ตรงกลางจริงๆ ระหว่างรอยพระบาทเบื้องซ้ายอันเป็นนิมิตเครื่องหมายแห่งการสืบต่อเนื่องถึงกันในระหว่างท่ามกลางศาสนาของพี่น้องทั้งสอง(คือศาสนาพระโคดมกับพระศรีอารย์) ต่อกันในระยะท่ามกลางหรือกึ่งพุทธกาล และรอยต่อกันที่หัวเขาเลี้ยว อันเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อกันจริงๆ เป็นปรากฏการณ์พยานหลักฐานบ่งชัดว่า รอยทั้งสองต่อกันนั้น ก็คือศาสนาทั้งสองต่อกันเข้าแล้ว เริ่มแต่ พ.ศ.2501-2502
    ส่วนพยานหลักฐานภายนอกประกอบยังมีอยู่อีก คือเมื่อ พ.ศ.2500 พระอาจารย์ทองดีทำพิธีหล่อพระรูปของพระโคดม และพระรูปของศรีอารย์ที่เชิงเขาเลี้ยว แล้วเอาขึ้นไปประดิษฐานไว้บนเขาเลี้ยวภายในมรฑป อันสวยงามราคาเกือบสามแสนบาท ทั้งสองพระองค์ พระรูปของพระโคดมตั้งอยู่บนแท่นสูงใหญ่ ต่ำลงมาเบื้องหน้าทำแท่นสูงครึ่งหนึ่งของแท่นใหญ่ ตั้งพระรูปของพระศรีอารย์บนนั้น อันเป็นนิมิตเครื่องหมายและเป็นเครื่องเตือนใจ สะกิดใจและจูงใจให้รู้ความจริงได้ว่าพอศาสนาของพระโคดมบรมครู ประกาศมาได้ครึ่งหนึ่งหรือกึ่งของศาสนาแล้ว ต้องมีพระโพธิสัตวืพระศรีอารย์ผู้รับตำแหน่งศาสนาทายาท มารับข่าวศาสนาประกาศแทนสืบต่อไปจากพระพุทธองค์โดยแน่นอน
    ถ้าคำคัดค้านถูกก็ต้องหล่อพระพุทธรูปโคตัวเมีย อันเป็นเครื่องหมายถึงแม่เลี้ยงไว้เป็นสักขีพยาน ในระยะกึ่งพุทธกาลนี้ไช่ไหมฯ เพราะไม่เป็นความจริง กล่าวทางด้านธรรมะและทวยเทพที่คุ้มครองปกป้องศาสนาจึงดลบันดาลให้พระอาจารย์ทองดี ลูกศิษย์หลวงพ่อเล็กวัดใหม่โพธิ์ทอง หล่อพระรูปสองพี่น้องไว้เป็นพยาน ในเวลากาลหัวเลี้ยวหัวต่อ เพื่อต่อศาสนาให้ติดต่อสืบเนื่องกันไว้ ในระยะกึ่งศาสนานี้ เมื่อมีพยานเป็นมาตรฐานรับรองให้เห็นชัดเป็นปัจจุบันทันตาอยู่เช่นนี้ จึงชี้ให้เห็นชัดและรับรองเป็นความจริงได้แล้วว่า รอยพระบาทเบื้องซ้ายเป็นนิมิตเครื่องหมายบ่งชี้ให้รู้ว่า เป็นพระบาทของพระศรีอารย์ผู้น้อง ส่วนรอยพระบาทเบื้องขวา จึงเป็นนิมิตเครื่องหมายบ่งชัดไปทางฝ่ายรอยพระโคดมบรมครูผู้ พี่ธรรมดาว่าพี่ต้องใหญ่กว่า โตกว่า ภาคภูมิกว่า จึงใช้ฝ่ายขวาเป็นสัญญลักษณ์ เมื่อพี่ใช้ฝ่ายขวาเป็นสัญลักษณ์ของท่านแล้ว ฝ่ายน้องจำต้องใช้ฝ่ายซ้ายก้าวสืบต่อไปข้างหน้า เป็นสัญลักษณ์ของตน เพื่อมิให้ไขว้เขวเข้าใจผิด ธรรมดาของโลกฝ่ายซ้าย ถือว่าต่ำกว่าฝ่ายขวาอยู่แล้ว เช่นมือซ้ายล้างก้นแต่ใช้มือขวาล้างหน้า ถ้าพระจับด้ายสายสิญจน์ ชักบังสุกุลด้วยมือซ้ายถือว่าไม่เคารพศพ พวกญาติโยมของศพไม่พอใจ ถ้าพระเณรจับด้ายสายสิญจน์มือขวา และหงายมือชักบังสุกุลถือว่าเคราพต่อศพและพวกญาติของศพด้วย บรรดาผู้รู้ย่อมสรรเสริญเยินยอพอใจแก่ประชุมชนทุกชั้น
    สรุปพระบาททั้งหมดมีอยู่5​
    พระบาทที่มีลักษณะโตใหญ่เล็กกว้างยาวลึก อันเกิดจากธรรมบันดาลและทวยเทพบันดาลก็ดี และเกิดจากพุทธบุตรผู้มองกาลไกลสลักไว้บนแผ่นหินบ้าง หล่อด้วยโลหะบ้างก็ดี อย่างนี้จัดเป็นรอยพระบาทภายนอกซึ่งประชาชนคนทั้งปวงทั้งภายในและภายนอกประเทศหลั่งไหลไปนมัสการกราบไหว้เป็นประจำทุกๆปี เช่นพระบาทสระบุรี พระบาทเขาเลี้ยวและพระบาทเขาวงพระจันทร์เป็นต้น ประชาชนนิยมไปนมัสการกราบไหว้รอยพระบาทภายนอกกัน นับจำนวนไม่ถ้วนปีหนึ่งๆ ซึ่งพาให้เกิดประโยขน์และได้รับสมบัติ 2ประการคือมนุษย์สมบัติ และสวรรค์สมบัติเท่านั้น เพราะ เราจะเกิดๆตายๆนับชาติไม่ถ้วนวนเวียนไปๆมาๆ กราบไหว้รอยพระบาทภายนอก นับโกฏิครั้งหรือนับครั้งไม่ถ้วน ก็ไม่ทำให้เราดีขึ้น เจริญขึ้น มากขึ้น และเกินเลยไปจากสมบัติทั้งสองนั้นเลย เพราะฉะนั้นชาวโลกทั้งหลาย จงพยายามก้าวไปข้างหน้าอีกเพียงก้าวเดียว ก็จะได้ประสบพบผลประโยชน์สูงสุดกว่านั้นไปอีกได้
    อีกอย่างหนึ่งได้แก่พระบาทภายใน อันได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา อันเป็นอริยมรรคา พาให้สัตว์โลกผู้ดำเนินตามได้สำเร็จประโยชน์และสมบัติทั้ง3ประการคือ มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติ ควรที่สัตว์โลกทั้งหลายใฝ่หานิพพานสมบัติกันให้มากๆ เพราะพาให้ตนพ้นจากทุกข์ได้จริงๆ ถ้าหากยังหลงใหลใฝ่หาแต่สมบัติต่ำๆ ทั้งสองนั้นจะมีมากมายหลายโกฏิอสงขัย ก็ไม่นำตนให้พ้นจากทุกข์ภัยได้ เหตุผลดังกล่าวมาโดยย่อนี้ ขอให้ปวงสัตว์โลกจงยินดีให้ยิ่งๆ ขึ้นไปสนใจแสวงหาแต่ทางนิพพานให้มากขึ้นเถิดจะเกิดนาบุญภายใน ได้ดวงตาเห็นธรรม นำให้ตนพ้นจากสังสารวัฏการเวียนว่ายตายเกิดในทะเลหลวงได้
    หลวงพ่อได้อธิบายเหตุผลเรื่องรอยพระพุทธบาทและรอยพระโพธบาท อันเป็นดุจแสงเทียนส่องให้เกิดปัญญาตกใจมีญาณอันผ่องใส พิจารณาใคร่ครวญตามแนวทางที่ชี้แจงมานี้จะเกิดความรู้ ความเข้าใจ กันความเข้าใจไขว้เขวยุ่งเหยิงได้ และเป็นบ่อเกิดปลูกความเชื่อเลื่อมใสในองค์พระบรมโพธิสัตว์ศรีอริยเมตไตรยต่อไป ซึ่งให้สมกับความตั้งใจของประชาชนที่ปราถนาพบประสบพักตร์ให้เห็นประจักษ์ในระยะกึ่งศาสนานี้ และจะรู้ว่าพระศรีอารย์อันเป็นองค์จริงองค์แท้นั้นอยู่ที่ไหน รู้ได้อย่างไร
    ถ้าใคร่ครวญดูให้ดี ก็พอจะมีความรู้ความเข้าใจได้ถ้าหากยังโง่เขลาเบาปัญญาบารมียังอ่อนอยู่ถึงจะชี้แจงแนะนำสั่งสอนก็คงเข้าใจยาก และเชื่อยากด้วย อาจเชื่อในองค์จริงว่าเป็นองค์ไม่จริงได้ และอาจเชื่อในองค์ที่ไม่จริงว่าเป็นจริงองค์แท้แน่นอนได้ เมื่อเรารู้ว่าเป็นองค์จริง แต่ไม่ประพฤติปฏิบัติตามโอวาทคำสั่งสอนของพระองค์ก็ไม่ได้รับประผลประโยชน์อะไรนัก สำคัญที่เรารู้แล้วว่า “เป็นองค์จริงองค์แท้แน่แก่ใจตนจริงๆแล้ว”ต้องเข้าไปใกล้นั่งกราบไหว้เคราพบูชาสักการะ แล้วขอคำแนะนำสั่งสอนจากพระองค์ เมื่อตนพิจารณาใคร่ครวญตามเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วปฏิบัติตาม จึงจะสำเร็จประโยชน์แก่ตนอย่างใหญ่หลวงขอให้ประชาชนคน ทั้งปวงจงอุส่าห์พาตนให้เข้าใกล้ ให้ได้รับพระพรชัยและพระโอวาท แล้วประกาศตนเป็นโพธิบุตรทุกๆคนเถิด จงเกิดประโยชน์ โสตถิผลแก่ตน ทั้งชาตินี้และชาติหน้าต่อไปตลอดกาลนาน.
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 10 มกราคม 2016
  7. ด้วยรัก30

    ด้วยรัก30 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 มิถุนายน 2011
    โพสต์:
    968
    ค่าพลัง:
    +569
    น่าสนใจพระบาทนี้นะ
    1พระบาทเขานางเหม็น(เขาน้ำเหม็นก็เรียก คือเขาเขมรนั้นเอง เหม็น คือ เขมร ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดนครราชสีมา)
    ใครอยู่จังหวัดนครราชสีมา บ้างหรือผู้รอบรู้ช่วยนำมาบอกพวกด้วยเทอญ รู้ว่ามีพระบาทในจังหวัดนี้ มีอยู่ ภูเขาลูกไหนชื่อเขาเขมรหรือเขาน้ำเหม็นบ้างอยู่วัดไหน ขอให้นำมาบอกด้วย
    พวกเราน่าจะรวมตัวกันนะแล้ว จัดรถไปกราบพระกันนะตลอดจนได้ท่องเที่ยวจังหวัดนครราชสีมา ไปนอนค้างซัก 1 คืน ก็คงจะดีไม่น้อยนะ

    1สุวัณณมาลิเก ที่เขาสุวรรณมาลึก
    2สุวัณณปัพพเต ที่เขาสุวรรณบรรพต
    3สุมนกูเฏ ที่ยอดเขาสุมมกูฏ
    4โยนกปุเร ที่ใกล้เมืองโยนก
    5นัมมทายนทิยา ที่ริมฝั่งแม่น้ำนัมมทา
    1รอยพระพุทธบาทที่สุวรรณมาลิก เข้าใจว่าตั้งอยู่ในต่างประเทศ แต่จะเป็นประเทศไหนก็เหลือเดา(แต่ทราบจากเทวบัญชา อันเจ้าพ่อหลักโลกรับมาเสนอว่าได้แก่พระบาทเขานางเหม็น จังหวัดนครราชสีมานั้นเอง)

    หรือจะที่นี้ก็น่าสนใจหรือ ที่นี้หรือนะ
    รอยพระพุทธบาทเขายาย “หอม” เดิมชื่อ รอยพระพุทธบาทเขายาย “เหม็น” ได้เปลี่ยนชื่อนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2500 เป็นต้นมา รอยพระพุทธบาทเขายายหอม ตั้งอยู่ใน ต.นายางกลัก อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ เมื่อปี พ.ศ. 2592


    ข้อมูลจากนี้ขอขอบคุณ
    http://www.danpranipparn.com/web/pratttas/pratta15.html
    นครราชสีมา มีประมาณ 31-32 แห่ง (เรายังไม่ทราบว่าจะเป็นที่ไหน)
    32 วัดพระพุทธบาทคีรีวันน์เขาพริก วัดเขาพริก พระพุทธบาทวัดเขาพริก หมู่7 ตำบลบ้านไผ่ อำเภอสี่คิ้ว จังหวัดนครราชสีมา
    1 พระพุทธบาทกลางดง ต.กลางดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
    2 อุทยานพระพุทธบาทป่าหิน บ.ถ้ำเต่า ต.กลางดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
    3 พระพุทธบาทเขาสรรพยา (ถ้ำศรีวิไล) บ.หัวโกรก ต.ดงพญาเย็น อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
    4 พระพุทธบาทน้ำตกหินเพิง บ.คลองม่วง ต.มิตรภาพ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา
    5 พระพุทธบาทเขาสีสด ต.คลองม่วง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
    6 วัดมอจะบก(เขาเหิบ)ต.มิตรภาพ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา
    7 แหล่งหินตัด(อยู่ริมถนน) อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา
    8 วัดวังกระสวย บ.วังกระสวย ต.กฤษรา อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา
    9 วัดเขาพระนั่ง บ.ซับเจริญ ต.หนองหญ้าขาว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา
    10 วัดเสมาคีรีวนาราม ต.ลาดบัวขาว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา
    11 สำนักสงฆ์ถ้ำแม่กุหลาบ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา
    12 วัดถ้ำจำปา ต.ลาดบัวขาว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา
    13 พระพุทธบาทบ้านถ้ำมังกร ต.วังโรงใหญ่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา
    14 พระพุทธบาทวัดโกรกเดือนห้า บ้านโกรกเดือนห้า ต.สุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา
    15 พระพุทธบาทวัดเขาตะกรุดลัง ต.อุดมทรัพย์ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา
    16 พระพุทธบาทที่พักสงฆ์เขาเทพบุตร ต.อุดมทรัพย์ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา
    17 พระพุทธบาทวัดป่าเซตวัน บ้านโคก ต.สระแกราช อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา
    18 พระพุทธบาทวัดภูวังทองศลาอาสน์ บ้านซับคุ้ม ต.ตะขบ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา
    19 พระพุทธบาทวัดเสาเดี๋ยว(เขาภูหลวง)ต.ภูหลวง อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา
    20 พระพุทธบาทวัดซับยาง ต.ครบุรี อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา
    21 พระพุทธบาทวัดป่ามหาวัน ต.ครบุรีใต้ อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา
    22 พระพุทธบาทวัดเขาน้อยมูลบน บ้านมูลบน ต.จระเข้หิน อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา
    23 พระพุทธบาทจอมทอง บ้านตลิ่งชัน ต.จระเข้หิน อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา
    24 พระพุทธบาทวัดสุวรรณบรรพต(ถ้ำวัวแดง)บ้านเฉลี่ยงโคก ต.เฉลียง อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา
    25 พระพุทธบาทวัดถ้ำเขาแกลบ ต.จระเข้หิน อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา
    26 พระพุทธบาทวัดป่าเขาคงคา บ้านโนนระเวียง ต.โคกกระชาย อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา
    27 พระพุทธบาทสำนักสงฆ์ถ้ำพระ-เขาเต่า ต.บ้านใหม่ อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา
    28 พระพุทธบาทวัดเขาชาด ต.มะเกลือเก่า อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา
    29 พระพุทธบาทวัดใหม่สันติ ต.มะเกลือใหม่ อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา
    30 น้ำตกวะภูแก้ว บ.วะภูแก้ว ต.มะเกลือใหม่ อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา
    31 พระพุทธบาท 4 รอย หน้าปั้มน้ำมันพี.ที.(บ.คลังเจริญโคราช) ถ.มิตรภาพ อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา

    ขออนุญาตินำมาลงไว้ คิดว่าต้องมีไช่ ถึงถ้าได้กราบและร่วมทำทานบุญกุศลทุกที่ก็ถือว่ามีบุญบารมีไม่น้อย
    วัดพระพุทธบาทคีรีวันน์เขาพริก ต.คลองไผ่ จ.นครรราชสีมา
    เส้นทางไม่ซับซ้อน ไม่ไกลจากถนนมิตรภาพ มีป้ายบอกตลอดทาง
    เรียกสั้นๆ ว่า วัดเขาพริก หรือวัดถ้ำหมู ตั้งอยู่บนเชิงเขาพริก
    แต่มีรอยพระพุทธบาทตั้งอยู่บนกลางเขาพริก และด้านบนยอดเขาพริก
    นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางขึ้นไปด้านบนรอยพระพุทธบาทได้ หรือสามารถขับรถขึ้นเขาพริกได้อีกทางหนึ่ง โดยจุดนี้จะอยู่บริเวณครึ่งทางขึ้นเขาพริก ส่วนด้านบนเขาพริกกำลังอยู่ระหว่างการจัดสร้างบันได 1,000 ขั้น
    โดยมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธฉายประดิษฐานอยู่ตรงหน้าผาเขาพริก แกะสลักไว้ประมาณ
    ปีพ.ศ. 2490 โดยอธิบดีกรมราชทัณฑ์พานักโทษขึ้นมาแกะสลักไว้ ด้านบนยังมีเจดีย์เก่าแก่
    คือเจดีย์ชัยสิทธิองค์สถูปบรรจุองค์พระอรหันธาตุ สร้างเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2493 นอกจากนั้นยังมีของเก่าแก่อาทิ
    ถังคอนกรีตโบราณ สำหรับบรรจุน้ำไว้ดื่ม บนเขาพริกยังมีถ้ำกายสิทธิ์ที่ถูกค้นพบบนยอดเขาพริก
    ด้านบนยังมีรอยพระพุทธบาทที่เกิดขึ้นบนหินอีกแห่งหนึ่งบนยอดเขาพริก (วัดเขาพริก พระพุทธบาทวัดเขาพริก วัดถ้ำหมู สี่คิ้ว)
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 21 ธันวาคม 2018
  8. ธรรมจริยา

    ธรรมจริยา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 ตุลาคม 2007
    โพสต์:
    60
    ค่าพลัง:
    +192
    ขอขอบพระคุณที่นำชีวประวัติของหลวงพ่อมาเล่าสู่กันฟัง จำได้ว่าสมัยยังเป็นเด็กเล็ก เคยได้ไปกราบท่านครั้งหนึ่ง ภายในถ่ำสวยมากสะท้อนแสงระยิบระยับ
     
  9. ด้วยรัก30

    ด้วยรัก30 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 มิถุนายน 2011
    โพสต์:
    968
    ค่าพลัง:
    +569
    คำอุทิศบุญ
    ขออำนาจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และบุญของข้าพเจ้าอุทิศบุญกุศลให้
    1.พ่อ แม่ และญาติพี่น้องทั้งหลายทุกคนทุกภพทุกชาติ และไม่ไช่ญาติก็ดี ทุกคนทั่วๆไป ทุกรูปทุกนามทุกจิตและวิญญาณ
    2.ให้เทวดาและผู้ที่ช่วยรักษาทุกท่าน
    3.ให้นายเวร ทุกภพทุกชาติ ขอให้อโหสิกรรมให้ด้วย(เราสำนึกแล้วคือจะเพียรรักษาศีล5 ไม่ทำกรรมไม่ดีอีก) ตลอดจนนายเวรของผู้ที่เราไปเกี่ยวข้อง ขอให้อโหสิกรรมต่อกันและกัน
    4.ให้เชื้อโรค ขอให้โรคภัยอันตรายหายไป
    คำอธิฐาน
    ขอให้ประสบแต่ความดี ปราศจากความทุกข์ มรรค4 ผล4 นิพาน1 ได้มรรคผล
    พระนิพาน

    การบูชาพระพุทธเจ้าทั้ง 5 พระองค์
    ใครอยากร่ำอยากรวย ช่วยตัวเองให้เจริญก้าวหน้าต่อไป เบื้องหน้าพึงประพฤติปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปก่อนอื่นพึงศึกษาให้เข้าใจในเรื่องพระพุทธเจ้า5พระองค์เสียก่อน
    ในยุดนี้เรียกว่าภัพทกัปป์ เป็นกัปป์ที่เจริญ มีพระพุทธเจ้าเสด็จลงมาโปรคสัตว์โลกถึง 5 พระองค์ คือ 1พระกุกกุสันโธ เสด็จลงมาโปรดเป็นองค์แรกได้ 6หมื่นปี พอเทศน์โปรคสรรพสัตว์ทั้งปวงมาถึงกึ่งพระศาสนาได้1หมื่นปีมีพระพุทธเจ้าองค์ที่2คือพระโกนาคะมะโม เสด็จลงมาแนะนำสั่งสอน ขนานกันไปกับองค์ที่1 จนสิ้น ศาสนา 6หมื่นปี ต่อจากนี้ ไปเป็นหน้าที่ของพระพุทธเจ้าองค์ที่2 เทศนาสั่งสอนสืบต่อไปจนครบ 4 หมื่นปีแต่ในระหว่างกึ่งศาสนาได้ 2 หมื่นปี มีพระพุทธเจ้าองค์ที่ 3 คือ พระพุทธกัสสะไป เสด็จลงมาเทศน์โปรดสัตว์ สืบศาสนาต่อไปเป็นเส้นขนาน จนสิ้นศาสนาของพระพุทธองค์ที่ 3 คือสิ้นศาสนา 2หมื่นปีแต่ถึงตอนกึ่งศาสนา 1 หมื่นปีก็มีพระพุทธเจ้าองค์ที่ 4 คือ พระพุทธโคคมบรมครู เสด็จลงมาโปรดสัตว์โลกขนานกันไปจนสิ้นศาสนา 5 พันปีพอถึงกึ่ง 2,500 ปี มีพระพุทธเจ้าองค์ที่ 5 คือ พระศรีอริยเมตไตรย เสร็จลงมาโปรดสรรพสัตว์ทั้งปวงเป็นเส้นขนานกันไป จนครบ 5 พันปี ต่อจากนั้นเป็นหน้าที่ของพระพุทธเจ้าองค์ที่ 5 คือ พระศรีอริยเมตไตรย เทศนาสั่งสอนสรรพสัตว์ทั้งปวงจนครบ 8 หมื่นปี และวางศาสนาแทนพระองค์ไว้ให้บริษัททั้ง 4 สอนสืบแทนต่อไปจนครบ 8 หมื่นปี รวมเป็น แสน 6 หมื่นปี สิ้นสุดจนครบบริบูรณ์
    เพื่อชาวโลกรู้เรื่องศาสนาพระพุทธเจ้าทั้ง 5 พระองค์ โดยย่อเช่นนี้แล้วควรทำคารวะสักการะและสัมมานะเคารพกราบไหว้บูชาให้ครบทั้ง 5 พระองค์จึงจะสมควรแก่เหตุผลคือต้องใช้
    ดอกไม้ 5 พวงหรือ 5 ช่อธูป 5 ดอก
    เทียน 5 เล่มบูชา กราบ 5 ครั้ง
    ว่านะโม 5 หน นั่งภาวนา 5 นาที
    หายใจเข้า พุทธ หายใจออก โธ ขึ้นไปมากเท่าไรยิ่งดีขาด 5 นาทีไม่ได้ เมื่อวานนี้ขาดไม่ได้ภาวนาใช้แทนเมื่อวานนี้ 5 นาทีและวันนี้อีก 5 นาทีรวมเป็น 10 นาที ถ้าขาดหลายวันต้องภาวนาแทนวัน 5 นาที ทุกๆวันไป ผลบุญจึงจะเกิดสืบเนื่องต่อๆกันไปตลอดกาล โดยไม่ต้องตั้งต้นใหม่ ถ้าไม่ทำตามกำหนดกาลเวลาที่บอกไว้ก็ต้องตั้งใหม่เรื่อยๆไป ผลก็ไม่งอกงามเป็นอันว่าถอยหลังเข้าคลอง ไม่ต้องก้าวหน้ากันสักทีละน่ะ
    อย่าลืมกราบ 5 ครั้ง มีอลูกหัว 5 ครั้ง ทุกๆครั้งตลอดกาลและให้ออกเสียงว่า พุทธโธ 1 พุทธโธ 2 พุทธโธ 3 พุทธโธ 4 พุทธโธ5 ตลอดจนวันตาย ว่าออกเสียงเบาๆ ไม่เร็วไม่ช้าจนติดสันดาน ถ้าตกใจว่า พุทธโธ พุทธโธๆๆ นั่นแหละเป็นพยานเริ่มร่ำรวยแล้ว ถ้ายังไม่ติดยังก่อนให้ฝึกเวลาทำงาน กวาดเรือนถูเรือน ซักผ้า ฯลฯ ให้ภาวนาว่า พุทธโธ คู่กันไปเบาๆ ตกใจเมื่อไรให้ออกเสียง พุทธโธ เป็นอันว่าใช้ได้
    นางราตรี ผ่องใส พิมพ์ถวาย หลวงพ่อจุฬ วัดถ้ำคูหาสวรรค์ เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ นายเหล่ย ผ่องใส

    พระธรรมคำสั่งสอนมี 84,000 ข้อย่อมี 4 คือ:-
    โรงเรียนประจำตัว และครอบครัว
    พ่อเป็นครูใหญ่ แม่เป็นครูน้อย ปู่ย่าตายาย บุตร หลาน เหลน โหลน และคนใช้เป็นนักเรียน ให้เข้าฝึกหัดอบรม พิจารณาดังต่อไปนี้
    1.ขันติ ให้มีความอดทน อดกลั้น ทนทาน ทรมาน ดัดสันดาด ข่มใจต่ออารมณ์ทุกๆ อย่าง
    2.เมตตา ค้ำจุนโลก ขาดเมตตาโลกฉิบหาย
    3.ถือศีล 5 ภาวนาพุทโธๆๆๆ ว่าเบาๆ ออกเสียงให้หูได้ยิน ว่าให้เร็วขึ้นๆ ตามลำดับจนติดในสันดานเป็นที่พึ่งทางใจตลอดตาย
    4.ทิ้งกายเน่า(คือมีชีวติอยู่ก็เพียรพิจารณาความจริงไป) เอานิพพาน พิจารณร่างกายให้เห็นเป็นอนิจจัง-ไม่เที่ยงฯ ทุกขัง-เป็นทุกข์ทนได้ยากฯ อนัตตาบังคับไม่ได้
    ย่อความ
    ร.ร. 3. ด.(โรงเรียนเตรียมตัวตาย)
    1.ขันติ อดทน
    2.เมตตา ค้ำจุนโลก
    3.ถือศีล 5 ภาวนาพุทโธ ๆๆๆๆ ฯลฯ
    4.ทิ้งกายเน่า เอานิพพาน
    หมายเหตุ ภาวนาพิจารณาครั้งละ 16 น. ขึ้นไปทุก ๆ วัน

    หลวงพ่อใหญ่ เคยบอกเราเคยฟังมาเท่าจำได้ ไว้ว่าสงครามโลกครั้ง3 เกิดเมื่อเราสร้างโรงงานผลิต...แห่งชาติสำเร็จ(ในความเราเวลาอาจมาอิงสิ่งของก็ได้)
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 21 ธันวาคม 2018
  10. ด้วยรัก30

    ด้วยรัก30 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 มิถุนายน 2011
    โพสต์:
    968
    ค่าพลัง:
    +569
    หลวงพ่อใหญ่ จ.ลพบุรี ท่านเคยบอกว่าธรรมะของท่านจะอยู่ไปอีก500ปี
     
  11. ด้วยรัก30

    ด้วยรัก30 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 มิถุนายน 2011
    โพสต์:
    968
    ค่าพลัง:
    +569
    ถึงเวลาแล้วลูกหลานตอนนั้นอยากรู้อยากเห็นรอยเท้ามีกรงจักรเป็นอย่างไรก็จะหาทางถ่ายภาพหรือทำภาพใหม่ที่ชัดเจนออกมาได้ด้วยเทคโนโลยี่สมัยนั้น

    ส่วนข้างล่างขี้เกียจพิมพ์ใหม่เอาความรู้เล็กน้อยมาใส่ไว้ให้เลย

    เป็นพระศรีอารย์ มากๆดี เพราะพระศรีอารย์ท่านสร้างความดี เคยได้ยินมาท่านส่งเมตตาจิตไปทั่วโลกใครรับเอาก็คิดว่าตนเองเป็น อย่างน้อยก็ได้บำเพ็ญความดีตามท่าน(ขอเพิ่มให้ว่าต้องเคร่งคัดการปฏิษัติของตัวท่านเองด้วยให้เต็มที่และนำธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้า มาบอกมาสอนและบอกต่อมีจิตใจน้อมไปทางจะออกบวช ถือศีล กินเจหรืออาหารชอ หรือถือศีล6 ภาวนาพุทธโธผู้อยากอยู่ในยุดพระศรีอารย์โพธิ์สัตว์ด้วยคู่กับพุทธศาสนาก็ทำซะ) แต่อยากรู้ท่านใดเป็นตัวจริงไม่ยาก ใต้เท้ามีลายกรงจักรหรือเปล่า
    • เคยได้ฟังมาจากพระองค์หนึ่ง ถ้ารู้ไม่จริงจงเงียบจะดี ถ้าพระองค์นั้นเป็นพระอรหันต์ เดี่ยวจะไปพุทธภูมิลำบากนะ คนที่เป็นพระโพธิสัตว์ส่วนแล้วจะมี หลายอย่างก็ได้เป็นเครื่องหมายบอกเป็นพยานทั้งภายนอกภายใน เช่น รูปเจดีย์ ปลาตะเพียร เพราะทุกอย่างมีความหมายเป็นพยานความสำเร็จไม่ต้องไปถามใครด้วยจะมีเสียงบอกให้ทราบเอง(ไม่ต้องเป็นพระศรีอารย์ เป็นแค่พระโพธิสัตว์ก็สุดยอดแล้ว ไปหาอ่านเอามีหนังสือหลวงพ่อใหญ่ ผมเอาพิมพ์ไว้เน็ตแล้ว(สองทางเลือกอยากรู้ก็หาอ่านให้มาก ไม่อยากรู้ก็ผ่านมันไป) พระโพธิสัตว์ต้องมีความเพียรหาจนเจออยู่แล้ว ถ้าอยากรู้ก็ต้องหาอ่านเอาเองถ้าแค่นี้ทำไมได้เรื่องอื่นๆก็อาจจะยากสำเร็จก็ได้

    • เขียนเดาให้ผิดถูกไม่ว่ากันหรือเล่าเป็นนิทาน พระโพธิสัตว์ บำเพ็ญมากแล้วมีงานที่จะทำด้วยช่วยโลก จึงมีสิ่งจะช่วยให้สำเร็จ เช่น ลายเท้ามีกงจักร งานอะไรต้องการให้สำเร็จก็อธิฐานจิตเอาเท้ากระทืบไปด้วยบุญบารมีงานช่วยชาติช่วยส่วนรวมก็สำเร็จโดยง่าย เป็นต้น ถ้าไม่พิเศษอะไรแล้วจะแปลกอะไรกับพวกเราเล่า (เขียนเพิ่ม อย่าเอาตัวเองหรืออย่างผมนี้บารมีแค่หางอื่งไปเปรียนเทียบกับพระโพธิสัตว์ที่บารมีเต็มจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า)
    • ของจริงก็คงไม่สั่นไม่ไหวเขย่าเท่าไรจะให้มันไหวมันคงไม่ยอม สำหรับเราภูมิใจนะถ้ามีเพื่อนแบบพวกท่านทั้งหลายที่เป็นพระโพธิสัตว์ หรือ ผู้มีบารมีญาณของพระโพธิสัตว์ส่งมาเป็นตัวแทนท่าน เพราะคบกับคนเหล่านี้จะพาความสุขความเจริญมาให้ได้รับความรู้ คงไม่ไช่คนโกงหรือคนไม่ดีหรือหลอกลวงเราให้เราเสียหายอะไร (เคยฟังมานะผิดถูกไม่ว่ากันหรือเล่าเป็นนิทานมีโอกาสผิดได้แค่เล่าสู่กันฟัง พระเมตตา ท่านส่งมาประมาณ80ท่านถ้าท่านหนึ่งในนั้นถือว่าโชดดีมากจะทำอะไรดีก็สำเร็จ) พอไปอ่านข้างล่างแล้วก็เขียนฝากไว้ที่เรา โพธิสัตว์ถ้ายังไม่บริจาคลูกเมียก็ต้องมาเกิดอีกถ้าหากยังไม่บริจาดลูกเมียเป็นบารมีทาน (เพิ่มเติม ดูพี่หนุ่มกันชัย สัมภาณ์ดียังรอบรู้ดีสัมภาณ์เก่ง คนที่ได้บารมีของพระโพธิสัตว์จริงต้องเก่งตอบได้ชัดเจนชัดถอยชัดคำรอบรู้ พระไพรวัลย์ท่านก็เมตตาแนะนำสอนไปให้ไม่รู้คนผู้นั้นจะกับจิตกับใจหรือเปล่า)
    • upload_2021-3-17_10-31-31.png
    • upload_2021-3-17_10-32-35.png
    • upload_2021-3-17_10-33-19.png
    • upload_2021-3-17_10-33-43.png
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 17 มีนาคม 2021
  12. ด้วยรัก30

    ด้วยรัก30 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 มิถุนายน 2011
    โพสต์:
    968
    ค่าพลัง:
    +569
    รอยเท้าหลวงพ่อใหญ่1.png รอยเท้าหลวงพ่อใหญ่2.png รอยเท้าหลวงพ่อใหญ่1.png รอยเท้าหลวงพ่อใหญ่2.png รอยเท้าหลวงพ่อใหญ่3.png รอยเท้าหลวงพ่อใหญ่4.png รอยเท้าหลวงพ่อใหญ่5.png รอยเท้าหลวงพ่อใหญ่6.png รอยเท้าหลวงพ่อใหญ่2.png รอยเท้าหลวงพ่อใหญ่1.png รอยเท้าหลวงพ่อใหญ่3.png รอยเท้าหลวงพ่อใหญ่4.png รอยเท้าหลวงพ่อใหญ่5.png รอยเท้าหลวงพ่อใหญ่6.png รอยเท้าหลวงพ่อใหญ่1.png บันทึกรอยเท้าหลวงพ่อใหญ่ จ.ลพบุรี ถึงเวลาในอนาคต ลูกหลานท่านใดที่อยากรู้อยากเห็นก็จะหาเทคโนโลยี่ใหม่แกะออกมาประกาศให้ชาวโลกรู้ได้เอง
    สำคัญมาก หายาก ต้องช่วยกันรักษาด้วย เราเอารูปมายากด้วยทำก็ไม่เก่ง
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 17 มีนาคม 2021
  13. ด้วยรัก30

    ด้วยรัก30 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 มิถุนายน 2011
    โพสต์:
    968
    ค่าพลัง:
    +569
    บันทึกรอยเท้าหลวงพ่อใหญ่ จ.ลพบุรี ถึงเวลาในอนาคต ลูกหลานท่านใดที่อยากรู้อยากเห็นก็จะหาเทคโนโลยี่ใหม่แกะออกมาประกาศให้ชาวโลกรู้ได้เอง (ที่เราต้องบันทึกไว้หลายที่เพราะกันข้อมูลสำคัญนี้สูญหาย เสียดายแย่เลย)เพราะหายาก หรือ หาไม่ได้แล้ว สำคัญมากช่วยกันรักษาด้วย อย่าลืมภาพหามายาก ต้องช่วยกันรักษาให้ภาพอยู่ให้รุ่นหลังได้รับรู้ให้นานที่สุด
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 17 มีนาคม 2021
  14. ด้วยรัก30

    ด้วยรัก30 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 มิถุนายน 2011
    โพสต์:
    968
    ค่าพลัง:
    +569
    1ประวัติการสร้างพระ หลวงพ่อฤษีลิงดำ วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี ควรมีเก็บไว้ตามนี้
    ควรจะช่วยรักษาให้อยู่นาน เพื่อเป็นประวัติไว้ให้ลูกหลานได้ศึกษาสื่บๆกันไป ถึงเวลานั้นจำเป็นลูกหลานจะเอาออกมาประกาศให้ชาวโลกทราบกันเอง จะได้ว่ารุ่นไหนควรมีรักษาป้องกันภัยอันตรายได้ สาธุ ด้วย
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 มีนาคม 2021
  15. ด้วยรัก30

    ด้วยรัก30 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 มิถุนายน 2011
    โพสต์:
    968
    ค่าพลัง:
    +569
    หลวงพ่อใหญ่ ที่ประจวบจำปาทองเคยเป็นลูกศิษย์ ครูอามาตย์กูลก็เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อ (มีรูปถ่ายหมู่ของลูกศิษย์เก็บไว้อยู่ในถ้ำ ปัจจุบันร่างหลวงพ่อใหญ่ อยู่ในโลงแก้วในถ้ำ เข้าไปใกล้ไม่ได้ก็กราบไหว้บูชา นอกถ้ำก็ได้) หลวงพ่อบอกธรรมะที่หลวงพ่อกล่าวไว้แล้ว เดานะอาจเป็นประวัตินี้ ก็คือธรรมะที่ท่านบอกไว้จะอยู่ต่อไป อีก500ปี

    มีเรื่องอื่นเล่าว่าเป็นพระรูปเดี่ยวที่ลูกศิษย์ ต่างๆขอให้หลวงพ่อใช้เท้าถีบหัวให้ เพราะใต้เท้าท่านมีกรงจักร และหรืออื่นๆ ข้าพเจ้าจำไม่ได้อยู่ซึ่งศักดิ์สิทธิ์ทำให้สำเร็จได้ในสิ่งดีได้
    คิดดูถ้าไม่เก่งจริงไม่ใช้เท้าถีบหัว เพราะแต่ละบางทีก็ห้อยพระเครื่องเต็มคอ
     

แชร์หน้านี้

Loading...